๖๙

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งก็เดินเข้ามาใกล้ด่าว่าเห้งเจียว่า อ้ายชาติลิงจะทำความเดือดร้อนให้แก่อาตม เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าคิดจะให้อาจาริย์มีความเจริญรุ่งเรือง กลับจะว่าข้าพเจ้าจะคิดฆ่าอะไรที่ไหน พระถังซัมจั๋งตวาดว่าตามอาตมมาหลายปีแล้ว ก็ไม่เห็นรักษาโรคไภยอะไรที่ไหนหายยาธาตุไม่รู้จักตำหรับตำราอะไรก็ไม่รู้ ทำไมจึงอาจสามารถไปเกี่ยวเอาไภยใหญ่มาดังนี้ เห้งเจียหัวเราะพูดว่าพระอาจาริย์ยังไม่ทราบว่า ข้าพเจ้ามียาวิเศษขนานที่จะแก้โรคใหญ่ได้ไม่ ข้าพเจ้าจะแก้โรคนั้นให้หายเท่านั้น หากว่ารักษาเขาไม่หายก็เพียงโทษบาปรักษาคนตายเท่านั้น ท่านจะวิตกด้วยเหตุอะไรที่ไหน พระอาจาริย์จงนั่งพักเสียให้สะบายเถิด ไว้ข้าพเจ้าไปตรวจลมดูก่อนว่าโรคนั้นจะมีมูลเดิมเกิดด้วยเหตุอย่างไร พระถังซัมจั๋งพูดว่ายังไม่เคยพบเห็นตำราตรวจลมที่ไหนมีเจ้าพูดบ้าหลังไปดังนี้ เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้ามีไหมทองติดอยู่กับตัว ท่านยังไม่เห็น พูดแล้วเห้งเจียก็ถอนเอาขนหางมาสามเส้นแปลงเปนไหมยาวประมาณแปดศอก เอาวางกลางใจมือส่งให้อาจาริย์ดูว่านี่มิใช่หรือไหมสำหรับดูลม พูดดังนั้นแล้วก็ตามขันธีเข้าไปตำหนักในที่พระบันทม ก็ยืนยั้งอยู่นอกประตูเอาไหมสามเส้นส่งให้ขันธีสั่งว่า เอาไปผูกที่ข้อพระกรข้างซ้าย แล้วเอาหางไหมสอดออกมานี่

ฝ่ายขันธีรับไหมสามเส้นเอาไปทำตามเห้งเจียสั่ง แล้วเอาหางไหมสอดออกมาทางน่าต่าง เห้งเจียก็รับเอาไหมสามเส้นมาวางบนมือข้างซ้ายแล้ว เอามือขวาสามนิ้วกดไว้ เห้งเจียก็ระงับลมของตัวนิ่งคอยสังเกตฟังลมเดิน รู้สึกว่าลมเดินจมๆ ลอยๆ ก็เข้าใจได้ชัด จึงบอกขันธีให้แก้ที่มือซ้ายเอาไปผูกที่มือขวา ขันธีก็กระทำตามสั่ง เห้งเจียก็เอาหางไหมมาวางกดคอยฟังดูลมเดิน ก็รู้สึกได้ทุกประการ จึงเรียกไหมนั้นเข้าตัวตามเดิม แล้วจึงทูลว่าลมที่พระกรข้างซ้ายของพระองค์นั้นเดินรุกรน ประตูลมไสห่างเดินลอยแต่จมลึก ข้างขวาลมเดินลอยแต่ลื่นแลช้าแต่ผูก แลขยักแต่มัดข้างซ้ายแม้ลมเดินเช่นนั้น ใจให้ระโหยเจ็บแลมีพระเสโทซึมผิวหนังชื้นแลบังคนมีสีแดงดุจพระโลหิต พระกรข้างขวาแม้ลมเดินอย่างนั้นผูกแลไปพระบังคนหนักไม่สดวก เสวยไม่ได้แลเศร้าหมองสท้านร้อนสท้านหนาวเปนกำลัง จะรวมอะธิบายพระโรคนั้น มีความหวั่นหวาดคิดถึง นามเรียกว่า (โรคปักษาพลัดคู่)

พระเจ้าแผ่นดินจูจี๊ก๊กได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น ก็มีพระไทยทุเลาฟื้นขึ้น จึงทรงตรัสด้วยพระสุระเสียงอันดังว่า ท่านแสดงในโรคนั้นแจ่มแจ้งแล้วทุกประการ ขอท่านได้ประกอบยาเถิด เห้งเจียได้ฟังดังนั้น ก็กลับเดินออกมายังตำหนักนอก ฝ่ายขุนนางขันธีออกมาก่อน เล่าให้ขุนนางทั้งหลายฟัง บัดเดี๋ยวเห้งเจียก็ออกมา พระถังซัมจั๋งถามว่า เห้งเจียเข้าไปตรวจลมรู้อาการว่าเปนประการใดบ้าง เห้งเจียตอบว่า ตรวจดูถูกต้องยังแต่จะประกอบยาเท่านั้น ขุนนางทั้งหลายก็พากันมาสรรเสริญแล้วถามว่า เมื่อกี้นี้ท่านเล่าเอี๊ยพูดว่า ปักษาพลัดคู่นั้นเปนอย่างไร เห้งเจียหัวเราะแล้วตอบว่า เดิมมีนกคู่หนึ่ง ตัวผู้หนึ่งตัวเมียหนึ่ง จับอยู่ด้วยกันครั้นมาลมพะยุห์พัดแรงแลฝนตก นกตกใจก็พลัดจากกันไป ตัวผู้ไม่เห็นตัวเมีย ๆ ไม่เห็นตัวผู้ ๆ คิดถึงตัวเมีย ๆ คิดถึงตัวผู้ ดังนี้จะไม่เปนปักษาพลัดคู่หรือ พวกขุนนางได้ฟังเห้งเจียชี้แจงอะธิบายดังนั้นต่างก็พร้อมกัน ร้องขึ้นว่า ท่านเปนเทพยดาแท้ หาผู้เสมอท่านยาก

ฝ่ายขุนนางหมอหลวงถามว่า โรคนั้นชี้แจงถูกแล้ว ยังไม่ทราบว่าท่านจะเอายาสิ่งใดประกอบแก้โรคได้ เห้งเจียพูดว่าไม่เอาตามตำหรับ หมอหลวงพูดว่าตามคำภีร์กล่าวไว้ยามีแปดร้อยแปดสิ่ง คนมีโรคก็แปดร้อยแปดอย่าง โรคนั้นไม่อยู่จำเพาะตัวคนเดียว ก็ยาที่ไหนจะต้องใช้ทุกสิ่ง ทำไมจึงเห็นยาจึงต้องประสงค์เล่า เห้งเจียว่าบูราณท่านย่อมกล่าวไว้ว่า ไม่ต้องถือตามตำรา ให้พิเคราะห์ดูโรคจึงใช้ยาให้ควรแก่โรค เพราะฉนั้นจึงมียาไว้สำหรับทุกสิ่ง ตามส่วนที่จะต้องลดต้องทวีแลเติม ขุนนางหมอก็ไม่ถามต่อไป ให้คนนำเครื่องยาทุกสิ่งแลเครื่องที่จะบดจะตำไปที่ฮ่วยตั๋งก๊วนมอบให้แก่เห้งเห้งเจีย ๆ ก็นิมนต์พระถังซัมจั๋งกลับออกไปยังฮ่วยตั๋งก๊วนประกอบยา พระถังซัมจั๋งก็จะลุกออกไปพอขันธีมาบอกว่า มีรับสั่งให้ท่านอาจาริย์พักอยู่ในตำหนักปุนอวยเต้ยในพระราชวัง รอพรุ่งนี้เสวยพระโอสถพระโรคทุเลาแล้วจะได้สนองคุณแลจะได้ส่งไปทั้งจะได้เปลี่ยนหนังสือเดินทางให้ด้วย

ฝ่ายพระถังซัมจั๋ง เมื่อได้ฟังขันธีบอกดังนั้นก็ตกใจ พูดว่าเหตุนี้ที่จะยึดเราไว้เปนประธาน ถ้าหากรักษาหายก็จะพากันดีไป ถ้าหากรักษาไม่หายชีวิตรอาตมก็จะไม่รอด เห้งเจียจงไปทำให้ดี เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า พระอาจาริย์ไม่ต้องเปนทุกข์จงอยู่พักให้สบายเถิด ข้าพเจ้าคงมียาประสิทธิ์คุณรักษาได้ พูดดังนั้นแล้วก็ลาพระอาจาริย์ออกไปยังฮ่วยตั๋งก๊วน ครั้นถึงโป๊ยก่ายก็มารับหัวเราะแล้วพูดว่าข้าพเจ้าทราบแล้วว่าพี่ไม่จริงใจจะไปอาราธนาพระธรรม จะคิดหาผลประโยชน์ ขัดด้วยยังไม่มีทุนเห็นว่าเมืองนี้มั่งมีจึงทำอุบายฝันแปลจะได้ตั้งโรงขายยาหรือ

เห้งเจียพูดว่าพอรักษาโรคพระเจ้าแผ่นดินหายแล้วก็จะไป จะตั้งโรงยาทำอะไร โป๊ยก่ายว่ายามีถึงแปดร้อยแปดสิ่ง ก็รักษาคน ๆ เดียวจะเอาสักเท่าไร เห้งเจียว่าจะต้องมากทำไม พวกหมอหลวงมันโง่ไม่รู้จักอะไร เอายามาให้มากสิ่งโดยไม่เข้าใจตลอดว่าพี่จะต้องการสักกี่สิ่ง แลไม่รู้ว่าคุณยาของเราจะประสิทธิ์ขลังอย่างไร กำลังพูดกันอยู่นั้นก็เห็นคนใช้สองคนมาเชิญไปกินเข้า เห้งเจียก็ดีใจจึงขึ้นไปชั้นบน พี่น้องทั้งสามก็พากันเข้านั่งกิน ครั้นเสร็จแล้ว ก็พอจวนเย็นเห้งเจียจึงสั่งเจ้าพนักงานให้จัดหาน้ำมันขึ้ผึ้งเอามาส่งพนักงานก็นำมาส่งตามสั่งทุกประการ รอพอเวลาดึกสงัดผู้คนหลบเงียบ โป็ยก่ายพูดว่าพี่จัดแจงทำยาก็ทำเสียข้าพเจ้าจะได้นอน เห้งเจียจึงบอกโป๊ยก่ายให้จัดเครื่อง ด้วยอึ๋งสิ่งหนึ่ง หนักตำลึงหนึ่ง เอาบดให้เปนผงแล้วเอามาให้พี่ ซัวเจ๋งว่าต้ายอิ๋งสิ่งนี้รศขมแต่ไม่ร้าย ใช้หน่วงลงเดินไม่ปิดแก้ผูกแลระงับบังคับมิให้ระส่ำระสาย ยาสิ่งนี้วิตกอยู่ที่โรคนานวันคนไข้กำลังน้อยไม่ควรรับประทาน

เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า น้องยังไม่เข้าใจตลอด ยาสิ่งนี้ประกอบมีเสมหะแลไอในตัวเดินสดวกไม่ขัด บังคับที่กระท้านหนาวกระท้านร้อน น้องอย่ามาพูดให้วุ่นวายไป รีบไปเอาปาเต้าหนักตำลึงหนึ่งมาปอกเปลือกทิ้งเสีย แลใส่ครกตำให้น้ำออกแล้วเอาไปบดให้เปนผงแล้วเอามาให้พี่ โป๊ยก่ายพูดว่า ปาเต้าสิ่งนี้รศเผ็ดแต่ร้อนแก้คุมดีกับปวดที่หน่วงหนักปิด แลมีกำลังเจริญอาหาร จะประกอบต้องระวัง เห้งเจียว่าน้องยังไม่เข้าใจยาสิ่งนี้มิให้ผูกแลเหนี่ยวลำไส้ให้ตรงตามเดิม แลฝืนหัวใจมิให้เคลื่อนจงรีบจัดมาโดยเร็ว พี่ยังมีสิ่งที่จะประกอบเข้าอีก โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็เอาสิ่งนั้น ๆ ไปทำตามเห้งเจียสั่ง ครั้นบดทำเปนผงเสร็จแล้ว ก็เอามาวางไว้ถามว่าพี่จะต้องการอิกสักกี่สิ่ง

เห้งเจียบอกว่าเท่านั้นพอแล้ว โป๊ยก่ายพูดว่ายานี้ถึงแปดร้อยแปดสิ่ง ทุกสิ่งจะต้องใช้น้ำหนักสิ่งละสองชั่ง นี่เอาหนักแต่หนึ่งตำลึงจะไม่ผิดมากกว่าเขาไปหรือ เห้งเจียจึงไปหยิบเอาถ้วยเล็กสองถ้วยส่งให้โป๊ยก่ายถ้วยหนึ่ง สั่งว่าน้องไปขูดเขม่าก้นหม้อสักครึ่งถ้วย โป๊ยก่ายถามว่าพี่จะเอามาทำไม เห้งเจียว่าน้องยังไม่เข้าใจ เขม่าก้นหม้อนั้นเรียกว่า (แป๊ะเช้าเซียง) ประกอบยาแก้โรคได้ต่าง ๆ โป๊ยก่ายก็ไปขูดมาครึ่งถ้วยบดละเอียดเปนผง เห้งเจียหยิบถ้วยอิกถ้วยหนึ่ง ส่งให้ไปรองมูตม้าของเรานั้นมาสักครึ่งถ้วย โป๊ยก่ายว่าจะไปเอาเยี่ยวม้ามาทำอะไร เห้งเจียบอกว่าเอามาประสมทำลูกกร ซัวเจ๋งหัวเราะก๊าก ๆ แล้วพูดว่าพี่ฉันยังไม่เคยพบเห็นยาอะไรอย่างนี้ ด้วยเยี่ยวม้ามันเหม็นเหลือที่จะทนได้ หากคนเปนโรคธาตุน้ำเสียพิกาลได้กลิ่นเข้าก็อาเจียน จนรากเขียวรากเหลือง แลปาเต้า ต้ายอึ๊ง สองสิ่งนี้ กินแล้วก็ทั้งลงทั้งรากดังนี้ จะไม่เปนการแกล้งเล่นดอกหรือ

เห้งเจียว่าน้องยังไม่รู้มูลโรคซึ่งเปนต้นเหตุ ม้าของเรานั้นมิใช่ม้าธรรมดา เธอคือเปนบุตรของพระยาเล่งอ๋องอยู่ฝ่ายทิศบูรพา หากได้เยี่ยวเธอมากินโรคนั้นจะหายได้ทันที โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้น ก็ถือถ้วยยาไปที่ม้านอนอยู่กับดิน โป๊ยก่ายก็ยกขาม้าขึ้นเอาถ้วยรองที่องค์กำเนิด ม้าก็ไม่ถ่ายปัศสาวะ โป๊ยก่ายกลับมาบอกแก่เห้งเจียว่า พี่อย่าเพ่อไปรักษาพระเจ้าแผ่นดินเลย ไปรักษาม้าเสียก่อนเถิด ด้วยมันปิดเบา ข้าเอาถ้วยรองเปนนานมันก็ไม่ถ่ายปัศสาวะ เห้งเจียว่าถ้ากระนั้นไปด้วยกัน ครั้นมาถึงเห้งเจียบอกให้เอาถ้วยรอง ม้าก็ถ่ายปัศสาวะออกมาครึ่งถ้วย โป๊ยก่ายพิเคราะห์ดูน้ำมูตดุจน้ำทองคำ ได้แล้วก็นำมาวางไว้บนโต๊ะ แล้วเอายาที่ประกอบไว้แล้วนั้นเข้าประสมกันปั้นเปนลูกกรสามก้อน เอาใส่กลักเล็กเก็บไว้แล้ว ต่างก็พากันไปหลับนอน

ครั้นรุ่งเช้าเจ้าแผ่นดิน จูจี๊ก๊ก รู้สึกพระองค์ออกขุนนาง ให้นิมนต์พระถังซัมจั๋งมาแล้ว มีรับสั่งให้ขุนนางไปยังฮ่วยตั๋งก๊วน หาตัวท่านซึงเล่าเอี๊ยให้เอายามาถวาย พวกขุนนางก็รีบออกไปยังฮ่วยตั๋งก๊วนแจ้งความแก่เห้งเจียตามรับสั่ง เห้งเจียเรียกโป๊ยก่ายให้เอากลักเล็กมา เห้งเจียจึงส่งกลักยาให้แก่ขุนนาง ๆ ถามว่ายานี้ชื่ออะไร เห้งเจียตอบว่าชื่อ (โอกิมตัน) ขุนนางถามว่าจะเอาน้ำอะไรเปนกระสาย เห้งเจียตอบว่ากระสายมีสองอย่าง อย่างหนึ่งเอาหกสิ่งเปนกระสาย ขุนนางถามว่าหกสิ่งนั้นคืออะไรบ้าง ๆ เห้งเจียว่าเอาขนนกการะเวกหนึ่ง น้ำเยี่ยวปลากิมหลีฮื้อหนึ่ง แป้งผัดหน้าของเจ้าแม่เทวะราชอ๋องโป๊หนึ่ง ขี้เถ้าเตาไฟของท่านพรหมท้ายเสียงเล่ากุนหนึ่ง ชายผ้าโพกพระเศียรพระอิศวรหนึ่ง หนวดมังกรห้าเส้นหนึ่ง รวมหกสิ่งนี้ต้มทำน้ำกระสายกินยากิมตันนั้นแล้ว เจ้าของท่านก็จะทุเลาจากโรคนั้น ความเศร้าหมองในพระไทยก็จะหายเปนแท้

พวกขุนนางพูดว่า ของหกอย่างนั้นมิได้มีในมนุษย์โลกย์จะได้ที่ไหนมาเล่า อยากขอทราบอิกอย่างหนึ่ง คือน้ำกระสายอะไร เห้งเจียบอกว่า น้ำไม่มีรากเปนกระสายก็ได้ พวกขุนนางว่าถ้ากระนั้นค่อยง่ายสักหน่อย เห้งเจียถามว่าท่านทั้งหลายจะเข้าใจว่าอะไรหรือน้ำไม่มีรากนั้น พวกขุนนางทั้งหลายตอบว่าตามชาวบ้านเรียกว่าน้ำไม่มีรากนั้น ไปตักตามบ่อหรือตามคลองตักมาแล้วเดินมาไม่หันหน้ากลับไปแลมิให้หยดลงแผ่นดิน ดังนี้เรียกว่าน้ำไม่มีราก

เห้งเจียว่า น้ำตามบ่อหรือลำคลองหรือแม่น้ำก็ยังเรียกว่ามีราก น้ำของข้าพเจ้าว่าไม่มีรากนั้น คือน้ำในอากาศที่ตกลงไม่ถึงดินนั้นแลเรียกว่าน้ำไม่มีราก พวกขุนนางทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้นจึงพูดว่า ถ้าดังนั้นต้องคอยน้ำฝนจึงกินยา ขุนนางทั้งหลายก็พร้อมกันคำนับลาเห้งเจีย นำยากลับเข้าไปในพระราชวัง ครั้งถึงก็ถวายพระเจ้าแผ่นดิน

ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินจูจี๊ก๊กมีพระไทยยินดี จึงให้ขุนนางรับยามาแล้วตรัสถามว่าคือเปนยาอะไร ขุนนางกราบทูลว่าท่านซึงเล่าเอี๊ยบอกว่า ยาโอกิมตันให้ใช้น้ำไม่มีรากเปนกระสาย จึงรับสั่งให้ขุนนางเอาคนโทไปตักน้ำไม่มีราก พวกขุนนางกราบทูลว่าท่านเล่าเอี๊ยบอกว่าน้ำบ่อน้ำคลองนั้นมิใช่น้ำไม่มีราก ให้เอาน้ำกลางอากาศที่ตกยังไม่ทันถึงดินจึงจะได้ พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้พราหมณ์มาตั้งพิทธีขอฝน

ฝ่ายเห้งเจียอยู่ที่ฮ่วยตั๋งก๊วนจึงเรียกโป๊ยก่ายมาปฤกษาว่า พี่สั่งให้ขุนนางไปหาน้ำไม่มีรากทำกระสายยา เวลานี้ก็เปนการรีบร้อนทำอย่างไรจึงจะได้น้ำฝนให้ทันการ พี่พิจารณาดูพระเจ้าแผ่นดินจิตรศรัทธาทางกุศลมาก มีบุญญาธิการได้สร้างสมมาควรเปนเจ้า จำเราจะต้องช่วยให้ตลอดการ จึงจะเห็นคุณยาของเรา โป๊ยก่ายถามว่า พี่จะคิดช่วยอย่างไร เห้งเจียจึงเรียกโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งให้มายืนอยู่ซ้ายขวา เห้งเจียทำกิริยาร่ายพระคาถาเรียกพระยานาค บัดเดี๋ยวใจแลไปข้างทิศตวันออก เห็นมีม้วนเมฆตั้งขึ้นออกดำในท้องฟ้า แล้วเมฆนั้นก็ลอยมาในอากาศตรงที่เห้งเจียยืนอยู่ ก็ร้องเรียกว่าท่านใต้เซียข้าพเจ้าพระยานาคเง่าก๊วง ทิศบูรพามาหาท่านมีธุระประการใดหรือ

เห้งเจียบอกว่าข้าพเจ้าไม่มีธุระอะไรก็ไม่อาจกวน ซึ่งเชิญท่านมาครั้งนี้หวังจะขอน้ำไม่มีราก ให้แก่เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กเพื่อจะทำน้ำกระสายยา พระยาเล่งอ๋องพูดว่าท่านใต้เซียมิได้บอกว่าจะต้องการน้ำฝน ข้าพเจ้าก็หาได้เอาเครื่องสำหรับทำฝนนั้นมาไม่ ทำอย่างไรจึงจะทำฝนได้เล่า เห้งเจียพูดว่าไม่ต้องทำฝนมาก จะขอแต่สักหน่อยเดียวพอทำน้ำกระสายยาเท่านั้น พระยาเล่งอ๋องว่าถ้ากระนั้นข้าพเจ้าจะพ่นน้ำลายก็พอกินยา เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงพูดว่าดีแล้ว ๆ ขอท่านได้รีบทำเถิด พระยาเล่งอ๋องก็ค่อยๆ เคลื่อนเมฆลงมาต่ำยังปราสาทแล้ว ก็พ่นน้ำลายลงไปเปนฝอยแปรเปนฝนตกใสสอาด

ฝ่ายพวกข้าราชการทั้งหลายพากันสรรเสริญว่า เจ้าของเรามีบุญญาธิการมากเทพยดาจึงบันดานให้ฝนตก ก็พากันเอาคนโทมารองน้ำฝนได้สองคนโท ครั้นฝนตกแล้วพระยาเล่งอ๋องก็เลิกลาเห้งเจียกลับไปยังที่อยู่ตามเดิม พวกข้าราชการก็นำน้ำฝนสองคนโทนั้นมาถวายพระเจ้าแผ่นดินจูจี๊ก๊ก ๆ รับให้นำน้ำฝนนั้นไปในพระตำหนักใน พระองค์ก็เสด็จกลับเข้าไปจะเสวยพระโอสถ แล้วขึ้นประทับบนที่พระบันทม จึงเอายาสามเม็ดนั้นมาแบ่งเปนสามครั้ง ๆ ละเม็ด เสวยเม็ดแรกลงไปสักประเดี๋ยว พระอุธรณ์ก็มีเสียงดังลั่นท่าจะถ่ายพระบังคนหนัก เจ้าพนักงานก็เอาหม้อมารองในทันใดก็ถ่ายพระบังคนหนักลงสี่ห้าครั้ง พระองค์ล้มลงกับพระแท่นที่บันทม พวกพนักงานนางในก็เอาหม้อมาตรวจดูเห็นล้วนแต่เมือกคาวเท่านั้นเหม็นแลเสมหะสิ่งโสโครกทั้งสิ้น นางเหล่านั้นจึงมากราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบที่ถ่ายออกมานั้นล้วนแต่สิ่งโสโครกอันเปนเชื้อของโรคออกมาหมดแล้ว

พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังนางพระสนมกราบทูลดังนั้นก็ดีพระไทยจึงเสวยพระโอสถอีกเม็ดหนึ่ง สักประเดี๋ยวก็มีพระกำลังเกิดขึ้นทรงรู้สึกพระองค์โปร่งขึ้นยังเดิม จึงเสด็จลงจากแท่นแต่งพระองค์ออกขุนนาง เห็นพระถังซัมจั๋งก็ลดพระองค์ลงนมัศการ พระถังซัมจั๋งก็ลดลงคำนับ จึงเสด็จมาจับมือพระถังซัมจั๋ง แล้วมีรับสั่งให้ขุนนางฝ่ายอาลักษณ์ร่างหนังสือ ไปเชิญท่านเล่าเอี๊ยกับพี่น้องทั้งสามมาว่า บัดนี้ขอบคุณเปนที่สุดแล้ว ขอเชิญเข้ามายังพระราชวังใน แล้วรับสั่งให้ขุนนางพนักงานโต๊ะจัดเครื่องโต๊ะเตรียมไว้ยังปราสาทตังก๊อดจะตอบแทนคุณ พวกขุนนางพนักงานก็ไปจัดการเตรียมไว้ตามรับสั่งทุกประการแล้ว ก็ไปเชิญเห้งเจียกับพี่น้องทั้งสามคนเข้าไปในพระราชวังพาขึ้นไปยังปราสาทตังก๊อด แลเห็นพระเจ้าแผ่นดินกับพระถังซัมจั๋ง คนทั้งสามก็ลดลงคำนับแล้ว ก็เดินเข้านั่งโต๊ะ ขุนนางทั้งหลายก็นั่งตามลำดับ เห้งเจียพี่น้องแลไปดู ก็เห็นเครื่องที่ตั้งบนโต๊ะล้วนแต่ของโอชารศ ทั้งแจทั้งโชมีพร้อมเรียบเรียงวางไว้เปนลำดับ

ฝ่ายเจ้าเมืองจูจี๊ก๊กเห็นเรียบร้อยพร้อมเพรียงแล้ว ก็เสด็จมาทรงรินสุราส่งให้เห้งเจียถ้วยหนึ่ง เห้งเจียก็รับสองมือมาดื่มหมด ทรงรินอีกถ้วยหนึ่งมาส่งให้ก็รับดื่มหมด พระเจ้าแผ่นดินทรงพระสรวลตรัสว่า จะต้องให้ครบสามถ้วย ส่งอีกถ้วยหนึ่งเห้งเจียก็รับมาดื่มหมด ทรงตรัสว่าจะต้องให้เปนสี่ฤดู จึงรับสั่งให้ขุนนางรินให้อีกถ้วยหนึ่ง เห้งเจียก็รับมาถือไว้แต่ยังหาทันจะดื่มไม่ โป๊ยก่ายเห็นสุราไม่มาถึงก็พูดขึ้นว่า ขอพระองค์ได้ทราบการที่ประสมแลบดยาข้าพเจ้าได้ช่วย แลในยานั้นมีม้า เห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น วิตกกลัวคนอื่นจะรู้ความ ก็ชิงส่งถ้วยสุราให้โป๊ยก่าย ๆ ก็รับมาดื่มแล้วก็ไม่พูดต่อไป

ส่วนพระเจ้าแผ่นดินได้ยินโป๊ยก่ายพูดแปลก จึงทรงถามว่าอะไรในยามีม้า เห้งเจียชิงทูลว่า พี่น้องข้าพเจ้าเมื่อประกอบยา ก็คิดเอาสิ่งที่ดีควรประกอบให้แก้พระโรคของพระองค์ได้เปนประมาณ เธออยากจะให้ทรงทราบว่าสิ่งที่ดีนั้นเรียกว่า (ม้าเต้าเล้ง) มีประกอบในเม็ดยาของพระองค์นั้น พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งถามขุนนางฝ่ายแพทย์ว่าม้าเต้าเล้งเปนสิ่งอะไร พวกขุนนางแพทย์กราบทูลว่าม้าเต้าเล้งนี้ รศขมแต่เย็นแก้กระหายอิดโรยแลเสมหะให้สะดวก กำจัดน้ำเหลืองที่ให้เกิดพยาธิ แลไม่ไอปรกติดี พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้นก็ทรงพระสรวลตรัสว่า ควรต้องการก็ประกอบดีแล้ว พระองค์รินสุรามาส่งให้โป๊ยก่ายอีกสองถ้วย โป๊ยก่ายก็รับมาดื่มแล้วพระองค์จึงทรงรินให้ซัวเจ๋งอีกสามถ้วย ต่างก็เข้านั่งโต๊ะที่กินตามสบาย แล้วพระเจ้าแผ่นดินทรงรินสุราใส่ถ้วยแล้วใหญ่ส่งให้เห้งเจีย ๆ ก็ยืนขึ้นรับแล้วก็ทูลว่า ขอพระองค์ประทับให้สะบายเถิด ข้าพเจ้าจะรับพระราชทานตามสะบายใจ ไม่ละเปนอันขาด

พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าคุณของท่านมีน้ำหนักดุจภูเขาใหญ่ วิตกแต่จะตอบแทนท่านไม่พอเพียง เพราะฉนั้นข้าพเจ้าจึงให้ท่านอิกแก้วใหญ่ แลจะขออนุญาตไต่ถามบ้างเล็กน้อย เห้งเจียว่าขอพระองค์ได้ทรงถามตามที่ต้องประสงค์ แล้วข้าพเจ้าจึงจะดื่มถวาย พระเจ้าแผ่นดินทรงถามว่าตัวข้าพเจ้าตรอมใจเจ็บมาสองปีแล้ว บัดนี้ได้กินยาประสิทธิ์คุณของท่านก็หายแล้ว เห้งเจียหัวเราะแล้วทูลว่า เมื่อวานนี้ข้าพเจ้าได้แสดงว่า พระองค์ประชวรพระโรคตรอมพระไทย ไม่ทราบว่าพระองค์ตรอมพระไทยด้วยเหตุอะไร พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังเห้งเจียถามดังนั้นจึงตรัสว่าคำโบราณท่านกล่าวไว้ว่า (ความอายในบ้านไม่ควรให้คนนอกบ้านรู้) ขัดด้วยท่านมีคุณข้าพเจ้าก็ต้องเล่าให้ท่านฟัง เห้งเจียว่าขอพระองค์จงแสดงเถิดหากเปนประโยชน์ของพระองค์

จึงพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าข้าพเจ้าไม่ทราบว่า ท่านซึงเล่าเอี๊ยตั้งแต่ออกจากเมืองใต้ถังข้ามมาได้กี่เมืองแล้วจึงได้มาถึงนี่ เห้งเจียทูลว่าข้าพเจ้ามาได้หกหัวเมืองแล้ว พระเจ้าแผ่นดินตรัสถามว่าเมืองทั้งหลายเหล่านั้นที่เปนเบื้องของพระเจ้าแผ่นดิน ยศศักดิ์ตั้งแต่งกันอย่างไร เห้งเจียทูลว่าถ้าเมียหลวงเรียกว่าเจี๊ยเกง เมียรองเรียกตังเกง เมียที่สามเรียกว่าโซเกง พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าเมืองข้าพเจ้าหาได้ตั้งอย่างนั้นไม่ เมียที่หนึ่งเรียกกิมเซี้ยเกง เมียที่สองเรียกว่าเง็กเซี้ยเกง เมียตรีเรียกงึ้นเกง บัดนี้มีแต่เง็กงึ้นทั้งสองนี้อยู่ในตำหนัก

เห้งเจียทูลถามว่าก็กิมเซี้ยเกงนั้นไปข้างไหนจึงไม่มีอยู่ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียถาม ก็บังเกิดความโทมนัศทรงพระกันแสงตรัสว่ามิได้อยู่สามปีแล้ว เห้งเจียทูลถามว่าเหตุใดเล่าจึงมิได้อยู่ ขอพระองค์ได้โปรดให้ข้าพเจ้าทราบด้วย พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าสามปีก่อนเวลาฤดูเดือนเจ็ด ข้าพเจ้าพาพวกสนมนางในแลเมียทั้งสามไปยังสวนดอกไม้ พักอยู่ที่หอ (หลิวไฮ้เต๊ง) เสวยสุราชมดอกไม้เล่นแลดูการแข่งเรือบังเอินเกิดลมพยุห์ใหญ่ แลเห็นบนอากาศมีปิศาจยักษ์ตนหนึ่ง หน้าตาดุร้ายบอกว่าชื่อไซ้ทั้ยส่วยอยู่ตำบลเขา (ขี้ลินซัว) ถ้ำเก๊ยเฉียต๋องไม่มีภรรยา ได้ข่าวว่ากิมเซี้ยเกงรูปร่างลักษณสรวยสอาดงาม จึงให้ข้าพเจ้าส่งตัวไปให้มันแม้ไม่ส่งตัวกิมเซี้ยเกงให้มัน ๆ จะกินข้าพเจ้าเสียก่อน แล้วจะกินขุนนางแลราษฎรให้หมดทั้งเมือง ข้าพเจ้ามีความสงสารแก่อาณาประชาชนแลบ้านเมือง แต่ไม่รู้ที่จะแก้ไขอย่างไรได้ จึงต้องส่งกิมเซี้ยเกงให้แก่มันไป อาไศรยเหตุนี้จึงมีความทุกข์โศกโทมนัศตรอมใจ คิดถึงกิมเซี้ยเกงอยู่มิได้จะรู้วายเลย จึงได้บังเกิดโรคเจ็บป่วยทรมากายมาถึงสามปีแล้ว บัดนี้ได้กินยาของท่านก็ถ่ายซึ่งของโสโครก ที่เกรอะกรังขังอยู่มานานวันนั้นสิ้นแล้ว บัดนี้กายแลใจก็เปนปรกติมีกำลังยิ่งกว่าแต่ก่อน

เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็มีความอิ่มใจรื่นเริงยินดีเปนที่ยิ่ง จึงยกถ้วยแก้วสุราขึ้นดื่มสองทีก็หมดหัวเราะแล้วทูลถามว่า พระองค์คือเปนพระโรคเศร้าหมองพระไทย มาพบข้าพเจ้าพระโรคจึงหาย แต่ยังไม่ทราบว่าพระองค์จะพอพระไทยให้กิมเซี้ยเกงนั้นกลับมาหรือไม่ พระเจ้าแผ่นดินจูจี๊ก๊กตรัสว่า ข้าพเจ้ามีความคิดถึงอยู่เสมอมิได้ขาด แต่จนใจด้วยไม่มีผู้ใดจะช่วยได้ ก็ต้องจนใจอยู่จะทำประการใดได้ เห้งเจียว่าข้าพเจ้าจะอาษาพระองค์ไปปราบยักษ์กำจัดปิศาจร้าย ให้พระองค์แต่พระองค์จะเห็นควรหรือไม่

พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังเห้งเจียทูลดังนั้น ก็ลดพระองค์ลงตรัสว่า หากท่านเล่าเอี๊ยช่วยให้กลับมาได้ ข้าพเจ้าจะพาบุตรภรรยาออกจากราชสมบัติลดตัวลงเปนไพร่ จะยกราชสมบัติให้แก่ท่านเล่าเอี๊ยเปนเจ้า โป๊ยก่ายอยู่ข้างนั้น ได้ยินพูดว่าจะยกราชสมบัติให้ดังนั้น ก็หัวเราะก๊ากใหญ่ พูดว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้จะเสียตระกูลเจ้าเสียแล้ว ทำไมจึงอยากได้แต่เมีย เอาสมบัติเจ้าไปยกให้แก่พวกเดินหนดังนี้ เห้งเจียก็ลงพยุงพระองค์ขึ้นแล้ว จึงทูลถามว่าตั้งแต่ปิศาจยักษ์ลักนางกิมเซี้ยเกงไปแล้ว ต่อภายหลังยังเคยมาบ้างหรือไม่

พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า เมื่อปีเอาไปเดือนเจ็ดขึ้นห้าค่ำ คร้นเดือนสิบสองมันมาเอาสาวใช้ไปอีกสองคน ข้าพเจ้าก็ต้องให้ไป เมื่อปีที่แล้วมานี้เดือนห้ามาเอาไปอีกสองคน ยังไม่ทราบว่าเมื่อไรจะมาเอาไปอีก เห้งเจียทูลถามว่าก็ปิศาจยักษ์มาเนือง ๆ ดังนั้น ก็พระองค์ไม่กลัวหรือ พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า ข้าพเจ้าเห็นมันมาเนือง ๆ ดังนั้น มีความกลัวสดุ้งหวาดวิตกว่ามันจะทำร้ายเอา เพราะฉนั้นจึงให้สร้างตำหนักสำหรับซ่อนปิศาจ ถ้าได้ยินเสียงลมพยุห์มา ก็พาสนมนางในเข้าไปแอบอยู่ในตำหนักนั้น

เห้งเจียทูลว่า ขอพระองค์ได้โปรดชี้ตำหนักสำหรับหนีปิศาจให้ข้าพเจ้าดูจะเปนประการใด พระเจ้าแผ่นดินจึงพาเห้งเจียออกจากที่กินโต๊ะ พวกขุนนางต่างก็ผุดลุกออกจากที่ โป๊ยก่ายพูดว่าพี่ทำไมจึงไม่รู้ธรรมเนียม กำลังกินโต๊ะโดยสำราญทำให้แตกไปหมดจะไปดูอะไรที่ไหน พระเจ้าแผ่นดินเห็นโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็ทรงทราบว่าโป๊ยก่ายหนักในการกิน จึงสั่งพนักงานให้ยกโต๊ะไปที่ตำหนักหนีปิศาจตั้งคอยถ้า โป๊ยก่ายเห็นพระเจ้าแผ่นดินรับสั่งดังนั้นก็นิ่งอยู่ มิได้พูดอะไรต่อไป ก็พร้อมกันทั้งพระถังซัมจั๋งไปด้วย พวกขุนนางก็เดินตามกันมา เจ้าแผ่นดินกับเห้งเจียก็จับมือกันเดินข้ามตำหนักเสด็จมายังสวนหลวง แลไปก็ไม่เห็นตำหนักอะไรที่ไหน

เห้งเจียจึงทูลถามว่าตำหนักนั้นอยู่ที่ไหน พูดยังไม่ทันขาดคำก็แลเห็นขันธีสองคน ถือเหล็กชะแลงมางัดที่พื้นดินนั้นขึ้น ศิลาสี่เหลี่ยมก้อนหนึ่งเปนเครื่องปิดอยู่ พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าตรงนั้นลงไปลึกสามวา ที่ใต้นั้นทำเปนตำหนักเก้าห้อง ในนั้นมีกะถางใหญ่สี่กระถาง สำหรับใส่น้ำมันไว้เต็มตามไฟไว้เสมอทั้งกลางคืนแลกลางวัน ถ้าได้ยินมีลมพยุห์มาข้าพเจ้าก็หนีลงซ่อนอยู่ใต้นั้น ให้คนเอาศิลามาปิดเสีย เห้งเจียพูดว่าปิศาจมันยังไม่คิดร้าย ถ้าหากมันคิดร้ายแล้ว ที่เช่นนี้ที่ไหนจะคุ้มได้ เมื่อเวลากำลังเห้งเจียพูดอยู่นั้นก็พอได้ยินเสียงลมพยุห์พัดมาอู้ๆ ฝุ่นแลผงคลีฟุ้งมืดฟ้ามัวฝนไปทั้งอากาศ พวกขุนนางทั้งหลายพากันโกรธเห้งเจีย โดยความตกใจกลัว พากันพูดว่า ท่านเล่าเอี๊ยนี้ปากกินเค็มพูดถึงปิศาจยักษ์ขึ้น ปิศาจก็มาทันที พระเจ้าแผ่นดินก็ตกใจกลัวผละจากเห้งเจียหนีลงไปซ่อนตัวอยู่ใต้นั้น พระถังซัมจั๋งก็วิ่งมาลงไปอยู่ด้วย ด้วยพวกขุนนางก็พาแอบหนีซ่อนเร้นไปหมดสิ้น โป๊ยก่ายซัวเจ๋งจะพลอยวิ่งไปด้วย เห้งเจียยึดไว้คนละมือก็หนีไปมิได้ เห้งเจียพูดว่าน้องอย่ากลัวจงช่วยกันจำให้แน่ว่ามันเปนปิศาจอะไร

โป๊ยก่ายซัวเจ๋งหนีไปไม่ได้ก็ต้องอยู่ที่นั่นด้วย ไม่ช้าอีกสักประเดี๋ยวก็แลเห็นบนอากาศ เปนปิศาจยักษ์ตนหนึ่งตรงเข้ามา เห้งเจียถามโป๊ยก่ายว่า จำได้หรือไม่ว่าเปนปิศาจอะไร โป๊ยก่ายซัวเจ๋งตอบว่าจำไม่ได้ เห้งเจียจึงพูดว่าปิศาจนี้ มันเปนคนของท่านตังงักเทียนฉีสำหรับเปนผู้เฝ้าประตู โป๊ยก่ายพูดว่า ธรรมดาปิศาจผีมันย่อมออกกลางคืน เวลานี้พึ่งเที่ยงผีที่ไหนจะมา เห็นจะเปน (ไซ้ทั้ยส่วย) ดอกกระมัง

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ