ซีเทียนใต้เซียได้รับของประทานแล้ว ก็ถวายบังคมลาออกมาพร้อมด้วยเง้าเต๊กแชกุนไปยังที่อยู่ ครั้นถึงแล้วซีเทียนให้จัดโต๊ะเปิดสุราซึ่งพระเปนเจ้าพระราชทานมานั้นเชิญกันรับประทานแล้ว เง้าเต๊กแชกุนก็คำนับลากลับไปที่อยู่ของตน ซีเทียนใต้เซียก็เข้าในหอพักสำราญอารมณ์มีความปราโมชบันเทิงใจเปนที่ยิ่งอยู่ในสวรรค์ทุกเช้าเย็นนิรันดรไม่มีที่ขัดขวาง แต่หารู้ว่าตนเปนขุนนางตำแหน่งไหนไม่ มีแต่ชื่ออยู่เท่านั้น

หอที่อยู่ของซีเทียนใต้เซีย มีเซียนคอยเฝ้ารักษาพยาบาลประคับประคองให้ซีเทียนใช้สอยอยู่เสมอมิได้ขาด แล้วก็ไม่มีธุระวุ่นวายอะไร มีแต่ความผาศุขอยู่เนืองนิตย์ไม่มีความขัดขวางด้วยเหตุสิ่งใดสิงหนึ่ง เวลาว่างก็ไปเที่ยวเล่นตามห้องวิมานแห่งเทพยดาทั้งหลาย สั่งสนทนาคบหากันเปนมิตรสหายชอบชิดสนิทสนม ทั้งท้าวจัตุโลกบาลก็ไปมาหาสู่อยู่เนือง ๆ มิได้ขาด

มาวันหนึ่งเง็กเซียงฮ่องเต้เสด็จออกเทพบุตรเฝ้าแวดล้อมอยู่พร้อมกัน ในเวลานั้นมีท่านเค้าเซงอ๋องจินหยินเทพบุตรผู้ใหญ่องค์หนึ่งเข้ามายังหน้าพระที่ฟัง ถวายบังคมกราบทูลว่า ขอพระองค์ได้โปรดโดยข้าพเจ้าเห็นว่าซีเทียนใต้เซีย ตั้งแต่ขึ้นมาอยู่ในวิมานก็มีความศุขสำราญอยู่ทุกๆ วัน ไม่มีธุระอะไรไปเที่ยวเล่นทุกๆ วิมานอยู่เสมออย่างนี้ ข้าพเจ้าวิตกว่ามีความสบายหนักเข้าก็อาจทำให้ใจกำเริบได้ นานไปข้างน่าคงจะเกิดเหตุเปนแน่ ขอพระองค์จงตั้งให้ซีเทียนใต้เซียดูแลการงานอะไรเสียสักอย่างหนึ่ง พอเปนเครื่องกังวลให้กดใจไว้บ้าง

เง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังเค้าเซงอ๋องจินหยินกราบทูลดังนั้น ก็ทรงเห็นชอบด้วย จึงรับสั่งให้เทพบุตรไปตามตัวซีเทียนใต้เซียมาเฝ้าถวายบังคม แล้วซีเทียนใต้เซียจึงทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญโปรดเกล้าฯ ให้หาข้าพเจ้ามาเฝ้าด้วยเหตุใด

เง็กเซียงฮ่องเต้จึงรับสั่งว่า เราเห็นซีเทียนใต้เซียว่างเปล่าอยู่ไม่มีการสิ่งใด เราหวังจะให้เปนธุระในราชการสักอย่างหนึ่ง คือให้จัดแจงดูแลในสวนชมภู่ ตามแต่ซีเทียนจะไปจัดการให้เรียบร้อยเถิด

ซีเทียนได้รับสั่งเง็กเซียงฮ่องเต้แล้ว ก็ถวายบังคมลาตรงไปยังสวนชมภู่ ครั้นถึงแล้วก็เข้าไปตรวจดูในเวลานั้น เทพารักษ์ห้าวตี่ก๋งคือ (พระภูมิเจ้าที่) ออกมาขวางหน้าถามว่าใต้เซียจะไปข้างไหน ซีเทียนตอบว่า เง็กเซียงฮ่องเต้รับสั่งให้ข้าพเจ้ามาตรวจตราดูแลในสวนชมภู่นี้

เทพารักษ์ท้าวตี่ก๋งได้ฟังดังนั้น ก็ยกมือขึ้นคำนับ พวกวิศณุกรรม์ลักสือที่เฝ้าอยู่ในสวนนั้น ก็พากันมาคำนับซีเทียนใต้เซียทุก ๆ ตน ซีเทียนใต้เซียพิจารณาดูสักครู่หนึ่ง จึงถามท้าวตี่ก๋งว่า ต้นชมภู่หมดด้วยกันทั้งนี้มีประมาณสักเท่าใด

ท้าวตี่ก๋งจึงบอกว่ามีอยู่สามพันหกร้อยต้น สวนที่หนึ่งพันสองร้อยต้น ดอกเล็กผลเล็ก สามพันปีสุกครั้งหนึ่ง ถ้าใครได้กินผลหนึ่งได้สำเร็จเปนเซียน

สวนที่สองพันสองร้อยต้น ดอกซ้อนผลหวาน หกพันปีจึงจะสุกครั้งหนึ่ง ถ้าผู้ใดได้กินผลหนึ่ง เหาะเหินเหยียบเมฆเที่ยวเล่นโดยทางอากาศได้ ทั้งมีอายุมากไม่แก่ด้วย

สวนที่สามมีพันสองร้อยต้น ผิวเขียวเมล็ดละเอียด เก้าพันปีจึงจะสุกครั้งหนึ่ง ใครได้กินผลหนึ่งอายุยืนเสมอฟ้าดิน แลเท่าเวลากาลแก่พระอาทิตย์พระจันทร์ชั่วนิรันดร

ซีเทียนใต้เซียได้ฟังท้าวตี่ก๋งบอกดังนั้น ก็มีความยินดีเปนที่สุด เที่ยวตรวจดูโดยละเอียดแล้วก็กลับมายังที่อยู่ ตั้งแต่นั้นมาถึงหกวันซีเทียนก็เข้าไปตรวจดูครั้งหนึ่ง ส่วนการไปมาหาสู่คบเพื่อนก็หยุด มิได้ไปเที่ยวเล่นเช่นแต่ก่อน

ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง ซีเทียนใต้เซียเข้าไปในสวนเที่ยวตรวจดูแล้วก็ไปนั่งเล่นใต้ต้นชมภู่ เห็นมีผลสุกอยู่หลายผล ในใจจะใคร่กินผลชมภู่ที่แรกสุก แต่เกรงท้าวตี่ก๋งแลผู้คนใช้สอยอยู่ที่นั่นพรักพร้อมกัน จึงอุบายบอกว่า ท่านทั้งหลายจงไปคอยเราข้างนอกประตูสวน เพื่อให้เงียบเสียงซึ่งเจรจา เราจะได้พักหลับสักประเดี๋ยว

พวกที่ใช้สอยเหล่านั้น ได้ฟังซีเทียนใต้เซียว่าดังนั้น ต่างก็พากันออกไปนั่งสนทนากันอยู่ที่ประตูสวนตามสบาย

ครั้นพวกเหล่านั้นออกไปแล้ว ซีเทียนก็ถอดหมวกแลเครื่องแต่งตัววางลงไว้บนหอเย็นที่กลางสวนแล้ว ก็กระโดดปีนขึ้นไปบนต้นชมภู่ เลือกดูผลไหนสุกก็เก็บกินตามสบาย ครั้นกินแล้วก็กระโดดลงมาแต่งตัวเสร็จแล้วดังเก่า จึงเรียกเซียนเหล่านั้นมาสั่งการเสร็จแล้วก็กลับมาที่อยู่

ต่อมาซีเทียนเข้าไปในสวนก็ทำอุบายเหมือนดังก่อน ขะโมยชมภู่กินอยู่อย่างนั้นเนือง ๆ จนชมภู่ที่สุกนั้นก็บางลงไปทุก ๆ ต้น

ครั้นมาวันหนึ่ง นางเท้าเทวราช คือ (พรหมผู้หญิง) จะทำการเลี้ยงโต๊ะเปนการใหญ่ จึงสั่งให้นางฟ้าทั้งเจ็ดองค์ไปเก็บชมภู่ที่ผลสุกเพื่อจะเอามาเลี้ยงโต๊ะ เทพธิดาทั้งเจ็ดองค์ รับๆ สั่งนางท้าวถือกระเช้าสำหรับใส่ชมภู่ ต่างก็ชวนกันไปยังสวน ครั้นมาถึงก็เข้าไปหาท้าวตี่ก๋งแลพวกเฝ้าสวนทั้งหลาย นางทั้งเจ็ดก็เข้ามาคำนับ แล้วบอกแก่ท้าวตี่ก่งว่า เจ้าแม่มีรับสั่งให้ข้าพเจ้าทั้งหลายมาเก็บผลชมภู่ที่สุกในสวนไปเลี้ยงโต๊ะตามเคยเหมือนทุกปีมา

ท้าวตี่ก๋งได้ทราบดังนั้นแล้วจึงบอกว่า เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน เพราะเง็กเซียงฮ่องเต้มอบธุระกิจการในสวนให้แก่ซีเทียนใต้เซีย จำจะต้องบอกเล่าแก่ซีเทียนใต้เซียก่อนแล้วจึงจะเก็บได้

นางทั้งเจ็ดถามว่า ซีเทียนใต้เซียนั้นอยู่ที่ไหน ท้าวตี่ก๋งจึงบอกว่า เห็นจะเข้ามานอนที่หอเย็นกลางสวนนั้นกะมัง

นางทั้งเจ็ดพูดว่าถ้าดังนั้นต้องเข้าไปถาม ถ้าข้าไปกลับไม่ทันข้าพเจ้าจะมีความผิด

ท้าวตี่ก๋งพร้อมด้วยนางทั้งเจ็ดก็เข้าไปในสวนเพื่อจะได้บอกเล่าแก่ซีเทียนใต้เซีย ครั้นเข้ามาถึงหอเย็นเห็นแต่เครื่องแต่งตัวไม่เห็นซีเทียนใต้เซีย

ฝ่ายซีเทียนใต้เซียนั้น เมื่อแรกเข้าไปในสวนเก็บผลชมภู่กินอิ่มแล้ว จำแลงกายเปนทารกเด็กน้อยเท่าองคุลี บังใบชมภู่นอนอยู่บนกิ่งไม้

นางทั้งเจ็ดบอกแก่ท้าวตี่ก๋งว่า พวกข้าพเจ้ารับคำสั่งเจ้าแม่มาหาตัวซีเทียนก็ไม่ปะจะกลับไปเสียนั้นเห็นจะไมได้ หากจะมีความผิดขึ้น พวกเซียนที่เฝ้าสวนจึงพูดแก่นางเทพธิดาทั้งเจ็ดองค์ว่า ถ้าเช่นนั้นนางไปเก็บเสียก่อนก็ได้ เมื่อซีเทียนใต้เซียกลับมา ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงจะบอกก็ได้ นางทั้งเจ็ดได้ฟังพวกเซียนว่าดังนั้น ก็ชวนกันเที่ยวเลือกเก็บผลชมภู่ที่สุกในสวนที่หนึ่ง เก็บได้สามกระเช้า ในสวนที่สอง เก็บได้สองกระเช้าแล้ว ในสวนที่สามพิจารณาดูเห็นผลชมภู่เบาบางไปทุก ๆ ต้น ดอกก็ร่วงโรยมีแต่ต้นละสองผลสามผลเท่านั้น แลมีแต่ผลที่เขียวดิบๆ อยู่ไม่มีผลสุก โดยเหตุที่ซีเทียนใต้เซียลักเก็บกินเสียหมด

นางเทพธิดาทั้งเจ็ดเที่ยวมองหาแลค้นดูทุก ๆ ต้นก็ไม่เห็นมีผลสุก ดูไปดูมาเห็นที่ต้นหนึ่งมีอยู่สองสามผลสุกครึ่งหนึ่งดิบครึ่งหนึ่ง นางเสื้อเขียวก็เอื้อมมือเหนี่ยวกิ่งลงมาจะเก็บ นางเสื้อแดงก็เก็บ ครั้นเก็บแล้วก็ปล่อยกิ่ง ๆ ชมภู่ลัดขึ้นไปถูกซีเทียนที่มานอนอยู่

ซีเทียนใต้เซียตกใจตื่นขึ้นคลายมนต์กายกลับเปนรูปเดิม ถือกระบองเหล็กคู่มือแล้วร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อีพวกผีปิศาจเหล่านี้อยู่ที่ไหนจึงอาจสามารถเข้ามาในสวนเก็บผลชมภู่ของกูได้

ฝ่ายพวกนางเทพธิดาทั้งเจ็ดองค์ได้ยินดังนั้นก็ตกใจ คุกเข่าลงแล้วก็คำนับบอกว่า พวกข้าพเจ้าทั้งเจ็ดคนนี้ ถือรับสั่งพระแม่เจ้าให้มา เพราะพวกข้าพเจ้าทั้งหลายเหล่านี้เปนพนักงานเก็บผลชมภู่ทุก ๆ ปี ท้าวตี่ก๋งบอกว่าท่านอยู่ในสวน ข้าพเจ้าเข้ามาจะคำนับท่านก็ไม่พบท่าน ครั้นจะรอให้พบท่านก็จะไม่ทันราชการเกรงจะมีความผิด เพราะฉนั้นข้าพเจ้าจึงบอกแก่ท้าวตี่ก๋งว่าจะขอเก็บผลชมภู่ก่อน เมื่อท่านกลับมาจึงค่อยบอกความต่อทีหลังก็จะได้ จะได้ไม่เสียเวลา ขอท่านอย่าได้ถือโทษพวกข้าพเจ้าเลย เพราะคราวนี้จะเลี้ยงโต๊ะเปนการประชุมใหญ่

ซีเทียนใต้เซียได้ฟังดังนั้นก็หายโกรธ กลับมีความยินดีพูดแก่นางทั้งเจ็ดให้ลุกขึ้นแล้วจึงถามว่า เจ้าแม่ทำการประชุมใหญ่เลี้ยงโต๊ะคราวนี้จะเชิญผู้ใดบ้าง

นางฟ้าทั้งเจ็ดองค์จึงบอกว่า ทุกคราวทุกครั้งที่เคยทำมาแล้วนั้น ทิศปราจิณได้เชิญพระโพธิสัตว์กับผู้สำเร็จ ทิศพายัพน้ำเก็กใต้เซียนแลพระกวนอิม ทิศบูรพาช่องอินใต้ตี่อับจิวเต๊าเซียนกง ทิศอุดรปักเก๊กเหี้ยนเล้ง ทิศใต้ยิดเค๊กอึงกั๊กใต้เซียน แลทั่วไปทุก ๆ ภูมิสะฐาน เทพยดาเทพารักษ์ในจักระวาฬมาประชุมพร้อมกันในเวลานั้น เปนมหาไชยมงคลอันใหญ่สำหรับปี

ซีเทียนใต้เซียได้ฟังนางเทพธิดาทั้งเจ็ดบอกเล่าดังนั้น จึงถามต่อไปอิกว่า เจ้าแม่ได้เชิญเราด้วยหรือไม่ ด้วยเราก็เปนเซียนผู้สำเร็จเหมือนกัน

นางเทพธิดาทั้งเจ็ดตอบว่า ที่ข้าพเจ้าเล่ามานี้ตามที่เคยมาทุกปีแล้ว แต่ในคราวนี้ยังไม่เคยทราบว่าจะเชิญผู้ใดมากน้อยเท่าใด ข้าพเจ้าหาทราบไม่ ซีเทียนจึงบอกแก่นางทั้งเจ็ดว่า ถ้ากระนั้นนางจงคอยเราสักประเดี๋ยว เราจะไปฟังข่าวดูว่าจะเปนประการใด พูดแล้วซีเทียนก็สำรวมพระคาถาผูกนางทั้งเจ็ดไว้ แล้วบอกว่าเจ้าจงยืนอยู่ที่นี่ก่อน นางทั้งเจ็ดถูกมัดด้วยเวทมนต์ก็พากันยืนแขงอยู่ใต้ต้นชมภู่ ซีเทียนก็เหาะไปยังตำหนักเจ้าแม่ตรวจดูว่า จะสนุกสนานครึกครื้นประการใด

แต่เมื่อซีเทียนเหาะไปนั้นเผอิญมาพบชิดเคียดใต้เซียน เทวดาองค์หนึ่งเหาะมา ซีเทียนก้มศีศะทำคำนับแล้วคิดอุบายถามว่า ท่านใต้เซียนจะไปข้างไหน ชิดเคียดใต้เซียนจึงบอกว่า นางอ๋องโป๊เนี่ยเนี้ยให้ไปเชิญมาประชุมเลี้ยงโต๊ะคราวใหญ่ ซีเทียนจึงพูดว่าดีแล้วพบท่านตามทางข้าพเจ้าจะบอกท่านใต้เซียนให้ทราบว่า เง็กเซียงฮ่องเต้เห็นว่าข้าพเจ้าเหาะเหินเร็ว จึงใช้ให้ข้าพเจ้าไปคอยทุกหนทาง เพื่อให้เชิญใต้เซียนทั้งหลายไปประชุมที่ปราสาทธงเม่งเต้ยก่อน แล้วจึงไปที่ประชุมเลี้ยงโต๊ะต่อภายหลัง ชิดเคียดใต้เซียนได้ฟังดังนั้นก็สำคัญว่าจริง จึงเหาะกลับไปยังวิมานธงเม่งเต้ย

ซีเทียนเห็นชิดเคียดใต้เซียนกลับหลังไปแล้ว ซีเทียนก็ร่ายคาถาแปลงกายเปนชิดเคียดใต้เซียน รีบเหาะไปยังที่ประชุมเลี้ยงโต๊ะ ครั้นถึงแล้วก็ลงเดินเข้าไปในตำหนัก เห็นที่บนโต๊ะจัดแจงแต่งตั้งไว้ ล้วนประดับประดาด้วยเครื่องวิเศษงดงามปลาดต่าง ๆ ในมนุษย์โลกไม่มีที่จะเปรียบได้ เครื่องโภชนาโอชารสทิพต่าง ๆ ดูเรียบเรียงไว้เรี่ยรายเปนลำดับดูน่ากินยิ่งนัก ยังคอยท่าแต่หมู่เทพยดายังหามีใครมาไม่ ซีเทียนตรวจดูเห็นไม่รู้สิ้นสุด ขณะเมื่อซีเทียนยืนดูอยู่นั้น หอมกลิ่นทิพโอชารสสุรามากระทบจมูกเข้า ซีเทียนจึงหันมาเห็นทิพสุราตั้งอยู่ข้างฝาสองสามคนโท ล้วนแต่สุราทิพที่กลั่นอย่างวิเศษ ซีเทียนเห็นดังนั้น นึกอยากจนน้ำลายไหลออกมา อยากจะเดินเข้าไปหยิบกินก็นึกเกรงพวกรักษาการยังเฝ้าอยู่ ซีเทียนจึงถอนขนในตัวใส่ปากเศกคาถาพ่นออกไป เปนตัวแมลงหวี่ต่าง ๆ บินไปจับเกาะในตาทุก ๆ เซียน พนักงานเหล่านั้นก็คันหูคันตาหาวนอน ต่างก็ง่วงงัวเงียมือเท้าอ่อนสัปหงกหลับ ต่างก็ล้มนอนไปทั้งสิ้น ซีเทียนเห็นดังนั้น ก็เดินเข้าไปหยิบคนโทสุราทิพรินออกมากินตามสบายใจ เมาจนไม่รู้สึกตัว แล้วกลับได้สติคิดขึ้นได้ว่าไม่ดีไม่ควร ถ้าช้าอยู่ที่นี่เทวดามาประชุมพร้อมกันเข้าก็จะจับตัวเรา ทำอย่างไรดีเห็นจะสู้กลับไปนอนยังที่จะดีกว่า คิดดังนั้นแล้ว ก็ลุกเดินโซเซออกมาจากที่นั่นจะเหาะกลับมา พันเอินหลงไปหาใช่ที่อยู่ไม่ เหาะไถลไปยังชั้นวิมานดุสิต ที่วิมานนี้พ้นวิมานดางดึงษ์มาแล้ว ซีเทียนครั้นเหาะเลยขึ้นไปก็พอสร่างสุราได้สติขึ้นก็แลเห็นวิมานชั้นตุสิต นึกขึ้นมาได้ว่าเราหลงทางขึ้นมาถึงที่นี่ ก็พ้นวิมานดางดึงษ์มาได้แล้ว ซึ่งมาถึงที่นี้ เห็นจะเปนชั้นพรหมที่ท่านท้ายเสียงเล่ากุนอยู่ ซีเทียนคิดจะเข้าไปหาท้ายเสียงเล่ากุน แต่วิตกที่ตนไม่เคยมา คิดว่าเราหลงมาเวลานี้ จำจะต้องเข้าไปหาดูก่อนเห็นจะดี คิดแล้วก็สำรวมกิริยาเดินเข้าไป เหลียวซ้ายแลขวาเห็นเงียบสงัด ไม่ได้เห็นใครสักคนเดียว เพราะในเวลานั้นท้ายเสียงเล่ากุนอยู่บนตำหนักชั้นสูง คอยฟังพระเหยียนเตงเทศนา พระเหยียนเตงนั้น คือพรหมผู้ใหญ่ หมู่เทพยดาใหญ่น้อยเคยมาประชุมแวดล้อมคอยฟังเทศนา

ซีเทียนค่อย ๆ เดินเข้ามาในห้องยาของท้ายเสียงเล่ากุน ปราถนาจะถามความก็ไม่เห็นมีใคร เหลียวซ้ายแลขวา จึงเห็นน้ำเต้าใส่ยาอยู่บนชั้น แลมีน้ำเต้าห้าลูก ในน้ำเต้านั้นล้วนแต่ใส่ยาวิเศษสำเร็จแล้ว ซีเทียนเห็นแล้วก็ดีใจ จึงคิดว่าของสิ่งนี้ ตั้งแต่เราสำเร็จจะขอเรียนวิชาเปนแพทย์ประกอบยาวิเศษ อย่างนั้ไว้ช่วยมนุษย์ พันเอินไม่ให้มีเวลาว่าง วันนี้เห็นเปนอุปนิไสยอันใหญ่จึงให้หลงมาพบยาอันวิเศษ แลท้ายเสียงเล่ากุนก็ไม่อยู่ด้วย จำเราจะลองกินสักสองเม็ด เปนลาภปากที่เราได้มาปะเข้าแล้ว คิดดังนั้นแล้วก็เข้าไปหยิบน้ำเต้าเทยาออกมาใส่ปาก เคี้ยวกินเล่นดุจถั่วขั้ว กินจนหมดยาในน้ำเต้าทั้งห้าลูก ครั้นซีเทียนกินยาหมดแล้ว ฤทธิ์เมาสุรานั้นก็หายไป ครั้นได้สติก็คิดวิตกว่า ตัวเราไม่ดีทำการเกินตัวครั้งนี้ โทษเราใหญ่หลวงเท่าฟ้าแลดิน จำเราจะหนีกลับลงไปยังที่เดิมอันเคยอยู่ของเรา คิดแล้วก็ออกจากวิมานเหาะกลับออกมาทางทิศปราจิณ ร่ายพระเวทวิทยากำบังกายรีบเหาะตรงลงมายังเขาฮวยก๊วยซัว ครั้นถึงปากถ้ำจุ๊ยเลียมต๋องจึงร้องเรียกบริวารวานรว่า พวกเจ้าทั้งหลายเรากลับมาแล้ว

ฝ่ายพวกบริวารเมื่อได้ยินเสียงซีเทียนใต้เซียดังนั้น ต่างก็มีความยินดี กรูกันออกมาคำนับถามว่าใต้เซีย ไปสบายใจนานแล้วไม่ลงมาเยี่ยมเยือนพวกข้าพเจ้าบ้างเลย ท่านมีศุขทุกข์ประการใด

ซีเทียนเดินพลางทูลพลางด้วยพวกบริวารว่า เราไปก็ไม่สู้นานกี่วันนัก ครั้นเดินถึงในถ้ำขึ้นนั่งบนแท่นแล้ว ๆ วานรนายทหารทั้งสี่พร้อมด้วยบริวารใหญ่น้อยคำนับแล้วถามว่า ท่านใต้เซียขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ มีความศุขสำราญอย่างไรบ้าง แลได้รับน่าที่เปนขุนนางตำแหน่งอะไร

ซีเทียนได้ยินบริวารถามดังนั้น จึงหัวเราะแล้วพูดว่า ในคราวนี้ขึ้นไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้โปรดปราณมาก ทรงตามใจตั้งให้เราเปนซีเทียนใต้เซีย แล้วโปรดให้มีที่สำนักนิ์สองแห่ง แลให้พนักงานไว้ใช้สอย มาวันหนึ่งท่านเห็นว่าเราไม่มีน่าที่ราชการอันใด จึงโปรดรับสั่งให้เราไปดูการในสวนชมภู่ ครั้นอยู่มานางท้าวเทวราชจะประชุมการเลี้ยงโต๊ะคราวใหญ่ เชิญเทพยดาเทพารักษ์ทั้งหลาย แต่ตัวเราท่านมิได้เชิญ เพราะฉนั้นเราจึงลอบไปก่อนลักกินสุราทิพแลเครื่องโอชารสเสียสิ้น เราเมาสุราเดินหลงทางเลยไปยังสำนักนิ์ท้ายเสียงเล่ากุน ลักยาวิเศษกินหมดทั้งห้าน้ำเต้า ครั้นกินแล้วก็สร่างเมาเราคิดวิตกว่าจะทราบถึงเง็กเซียงฮ่องเต้ จะมีโทษถึงสิ้นชีวิตร เพราะฉนั้นเราจึงต้องหนีกลับลงมาเสียดังนี้

พวกบริวารได้ฟังดังนั้น ก็พากันมีความยินดี จึงพร้อมกันจัดแจงเครื่องแกล้มแลสุรามาตั้งเรียงราย แล้วก็รินสุราออกแลยกขึ้นคำนับซีเทียน ๆ ก็รับดื่มเข้าอีกหนึ่งก็หน้านิ่วคิ้วย่น ร้องว่ากินไม่ดี ๆ แลพูดว่าเมื่อเราลักสุราที่อ๋องโป๊เนี่ยเนี้ยเลี้ยงโต๊ะกินนั้นรสดีกว่าสุรานี้ ด้วยสุรานั้นเปนของทิพ กินแล้วทำให้อายุยืนไม่แก่ไม่ตาย

พวกวานรทั้งหลายเหล่านั้น ได้ยินซีเทียนใต้เซียพูดดังนั้นต่างก็ดีใจ อยากจะได้กินบ้าง จึงพูดว่าซีเทียนใต้เซียไปเถิดข้าพเจ้าจะคอยท่า

ซีเทียนได้ฟังบริวารว่าดังนั้น ก็รีบออกจากถ้ำเหาะขึ้นไปยังตำหนักเอี้ยนตี้ ครั้นถึงแล้วซีเทียนก็ร่ายคาถากำบังตัวเดินตรงเข้าไปข้างใน แลเห็นเซียนเหล่านั้นยังนั่งสับประหงกง่วงอยู่ ซีเทียนก็เข้าไปหยิบสุราทิพได้สองชวด แล้วหนีบรักแร้อีกสองขวดก็ถือเอามา แล้วเดินออกมาพ้นวิมาน ก็เหาะมายังเขาฮวยก๊วยซัว บอกบริวารให้จัดโต๊ะประชุมให้พร้อมกันจะได้เสพสุราอันมีนามว่า (เซียมจิ้วหวย) คือ สุราทิพสำหรับเทวดากิน ครั้นจัดแจงเสร็จแล้ว ก็พากันเสพสุราทิพเปนที่รื่นเริง

ฝ่ายนางฟ้าทั้งเจ็ดคนที่ถูกซีเทียนร่ายคาถามัดอยู่ในสวนนั้น ครั้นซีเทียนลงไปเมืองมนุษย์แล้ว มนต์ก็เสื่อมคลายจึงหลุดออกมาได้ นางทั้งเจ็ดก็รีบยกกระเช้าชมภู่กลับเข้าไปในตำหนักวิมาน คำนับแล้วยืนก้มหน้านิ่งอยู่

อ๋องโป๊เนี่ยเนี้ยนางเทวราชจึงถามนางทั้งเจ็ดว่า พวกเจ้าไปเก็บชมภู่ได้มามากน้อยเพียงใด

นางทั้งเจ็ดจึงทูลว่า สวนนอกได้สองกระเช้าเล็ก สวนกลางได้สามกระเช้า สวนหลังนั้นไมได้เลย ข้าพเจ้าคิดดูเห็นซีเทียนใต้เซียจะลักเก็บกินเปนแน่ เพราะในเวลานั้นข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังค้นผลชมภู่อยู่ ซีเทียนอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ กระโดดออกมาร้องตวาดพวกข้าพเจ้า แล้วถามว่า เจ้าแม่จะเลี้ยงโต๊ะจะเชิญท่านผู้ใดบ้าง พวกข้าพเจ้าจึงบอกว่า ตามที่เจ้าแม่ได้เชิญนั้นเล่าให้ฟัง แล้วซีเทียนก็ร่ายคาถามัดพวกข้าพเจ้าให้ยืนนิ่งอยู่ในที่นั้น มาถึงเวลานั้จึงได้หลุดกลับมาได้

นางเทวราชอ๋องโป้เนี่ยเนี้ยได้ฟังดังนั้น แล้วก็รีบขึ้นไปยังปราสาทเหลงเซียวเต้ย กราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ให้ทรงทราบทุกประการ

ขณะเมื่ออองโป้เนี่ยเนี้ย กำลังทูลอยู่นั้นพวกเซียนเฝ้าสุราทิพพากันกราบทูลอิกว่า ไม่ทราบว่าผู้ใดลอบแอบเข้าไปลักสุราทิพไปหมด ทั้งเครื่องทิพโอชาก็เปื้อนเปรอะไปทั้งนั้น

ในขณะนั้นเทพยดาแลเซียนทั้งสี่มากราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้อีกว่า ท้ายเสียงเล่ากุนมาแล้ว เง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังแล้วก็ลงมาจากทิพบัลลังพร้อมกับนางท้าวเทวราชออกมารับท้ายเสียงเล่ากุนเข้ามา

ท้ายเสียงเล่ากุนจึงทูลแก่เง็กเซียงฮ่องเต้ว่า ในตำหนักของข้าพเจ้านั้น ประกอบยาวิเศษสำเร็จแล้วไว้หวังจะนำเอามายังที่ประชุม ให้เทพยดารับประทานบังเอินถูกขะโมยลักไปเสียหมดแล้ว ขอพระองค์ได้ทรงทราบ

เง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังท้ายเสียงเล่ากุนแจ้งดังนั้นก็ตกพระไทยตลึงไป สักครู่หนึ่งพวกเซียนที่รับใช้ของซีเทียนเข้ามากราบทูลว่าซีเทียนใต้เซียไม่ดูแลการในสวน หายไปตั้งแต่วานนี้แล้วก็ไม่เห็นกลับมา ไม่ทราบว่าจะไปแห่งหนตำบลใด ขอพระองค์ได้ทรงทราบ

เง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังพวกเซียนทูลดังนั้น ก็ยังทรงนิ่งนึกตรึกตรองอยู่ แล้วทอดพระเนตรเห็นชิดเคียดใต้เซียนเข้ามากราบทูลอิกว่า ข้าพเจ้าได้รับเชิญเจ้าแม่มาประชุมเมื่อวานนี้ ปะซีเทียนใต้เซียบอกว่าพระองค์ให้บันดาเทพบุตร แลเซียนเข้ามาประชุมที่ปราสาทธงเม่งเต้ยก่อนแล้วจึงค่อยไปตำหนักเอี้ยวตี้ต่อภายหลัง ข้าพเจ้าก็สำคัญว่าจริงจึงได้กลับมายังธงเม่งเต้ยก็มิได้เห็นพระองค์ ข้าพระองค์จึงได้เลยมาเฝ้าในครั้งนี้

เง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้นก็ยิ่งหวาดหวั่นพระไทยยิ่งนัก จึงรับสั่งว่าเราหาได้สั่งแก่ซีเทียนใต้เซียไม่ มันคงหลอกให้ท่านหลงเชื่อมัน การคงจะเปนดังนี้เปนแน่ตรัสดังนั้นแล้วจึงรับสั่งให้ (เฉเหลงกัว) เทพบุตรไปสืบดูทั่วทุกวิมานว่าจะเปนด้วยเหตุประการใด เฉเหลงกัวรับๆ สั่งแล้ว ถวายบังคมลาออกมาแล้วก็เที่ยวไปสืบดูทุก ๆ วิมาน ครั้นได้ทราบความแน่แล้วก็กลับมากราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบ ซึ่งเกิดความวุ่นวายนั้นมิใช่ใครอื่นไกล ซีเทียนนั้นแลขอพระองค์ทรงทราบ

เง็กเซียงฮ่องเต้เมื่อได้ทรงฟังดังนั้นก็ทรงพระพิโรธรับสั่งให้ท้าวจัตุโลกบาลทั้งสี่พร้อมด้วย (ถักทะลีทีอ๋อง) กับโลเฉียแลดาวยี่สิบแปดดวงสิบสองง่วนสินแลดาวทั้งเก้ากับเง้าฮวงเจี๊ยวเทพารักษ์ กับเทวดาทั้งสี่ทิศ พร้อมกันทั้งพลเทพยดารวมได้สิบหมื่น

ครั้นจัดกันพร้อมแล้ว ก็พร้อมกันถวายบังคมลาออกจากประตูนำทีหมึง ถักทะลีทีอ๋องเร่งพลเทพยดาเหาะลงมายังเขาฮวยก๊วยซัว ครั้นถึงแล้วถักทะลีทีอ๋อง สั่งให้รายพลล้อมเขาฮวยก๊วยซัวไว้แน่นหนาแล้ว ถักทะลีทีอ๋องถังให้เก๊าเอี๋ยวดาวทั้งเก้าเข้าไปน่าถ้ำชวนซีเทียนใต้เซียให้ออกมารบ เก๊าเอี๋ยวก็ยกพลเข้าไปร้องท้าทายที่ปากถ้ำ

ฝ่ายพวกบริวารวานรทั้งหลายเมื่อได้ยินเก๊าเอึ๋ยวมาร้องท้าดังนั้น ก็รีบนำความเข้าไปบอกแก่ซีเทียนใต้เซีย ๆ เมื่อได้ฟังวานรนำความมาแจ้งดังนั้นก็มิได้แสดงความครั่นคร้ามหวาดเสียวแต่อย่างหนึ่งอย่างใด นั่งเสพย์สุราเฉยอยู่ แล้วจึงพูดว่าวันนี้เรากินสุราเมาอยู่อย่าให้ใครเปนธุระพวกบ้านเลย พูดยังไม่ทันขาดคำพวกวานรวิ่งเข้ามาบอกอิกว่า เทวดาทั้งเก้าองค์ได้กล่าวคำหยาบช้าต่อใต้อ๋องมากมายนัก

ฝ่ายซีเทียนใต้เซียเมื่อได้ฟังพวกวานรมาบอกดังนั้น จึงบอกว่าช่างเขาเถิด จะด่าว่าประการใดก็ช่างเขาท่านทั้งหลายอย่าเอาเปนธุระเลย เรามีสุราสู่กันกินให้สบายอย่าวิตกทุกร้อนอะไรไปทำไม

ซีเทียนพูดยังไม่ทันจะขาดคำลง พวกวานรวิ่งเข้ามาบอกว่าเทพารักษ์เก้าองค์ทำลายประตูถ้ำเสียแล้ว พากันตีเข้ามาเกือบจะถึงอยู่แล้ว

ซีเทียนได้ฟังดังนั้น จึงเรียกต๊อกกั๊กกุ้ยอ๋องเซียนฮองให้พายักษ์เจ็ดสิบสองถ้ำแลพวกทหารวานรยกออกไปก่อน

ฝ่ายต๊อกกั๊กทุ้ยอ๋องเซียนฮองแม่ทัพน่ารับคำสั่งแล้วก็รีบจัดทหารเสร็จแล้วก็ขับทหารออกไปก่อน ฝ่ายซีเทียนชักกระบองออกกวัดแกว่งแลเรียกหมู่ทหารวานรพร้อมกันหนุนออกมา

ฝ่ายต๊อกกั๊กกุ้ยอ๋องเซียนฮองครั้นออกมาถึงนอกถ้ำเห็นเทพารักษ์เก้าองค์ตั้งสกัดทางขวางน่าอยู่ที่สนามเล็กจะออกไปหาได้ไม่ พอซีเทียนมาถึงเข้าแล้ว แลเห็นดังนั้นก็ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า จงรีบเปิดทางโดยเร็วว่าแล้วก็สำแดงฤทธาแกว่งกระบองโจมตีออกมาด้วยกำลัง

ฝ่ายเทพารักษ์ทั้งเก้าองค์จะต่อสู้ต้านทานกำลังซีเทียนมิได้ ก็ล่าถอยออกมาตั้งรายเปนกระบวนอยู่ แล้วจึงพูดแก่ซีเทียนว่า ตัวท่านไม่รู้จักความตายจะมาถึงตัว เจ้าบังอาจล่วงละเมิดกระทำความผิดเปนมหันตโทษ กินชมภู่ในสวนจนหมดแล้วยังมิหนำซ้ำไปลักสุรากินอิกเล่า ใช่แต่เท่านั้นยังกระทำวุ่นวายหลอกลวงให้การประชุมของนางท้าวเทวราชอ๋องโป๊เนี่ยเนี้ยเสียไปด้วย แล้วมิหนำซ้ำลักสุราลงมาเลี้ยงพวกของตัวอิก ทำการชั่วร้ายแรงนัก ยังไม่รู้โทษตัวว่ากระทำผิดหรือ

ซีเทียนได้ยินเทพารักษ์ว่าดังนั้นก็หัวเราะแล้วตอบว่า การทั้งปวงก็จริงดังท่านว่า แต่บัดนี้ท่านจะทำประการใดแก่เราก็ให้เร่งว่ามาเถิด

เทพารักษ์เก้าองค์จึงตอบว่า เรารับคำสั่งของเง็กเซียงฮ่องเต้ให้ลงมากำจัดตัวเจ้า ๆ จึงยอมเสียโดยดี ถ้าขืนดื้อดึงต่อสู้แก่เรา พวกเจ้าก็จะถึงความวินาศลงด้วยฝีมือเราแลพลแห่งเทพยดาทั้งหลาย

ซีเทียนจึงว่าตัวเปนแต่เทพารักษ์เล็กน้อยจะมีฤทธิ์เดชสักเท่าใดจึงมาพูดข่มขี่บังคับเราแม้ได้ถูกกระบองเหล็กสักทีหนึ่งจึงจะรู้สำนึกตนว่าจะเปนประการใด

เทวดาทั้งเก้าองค์ได้ฟังซีเทียนหมิ่นประมาทดังนั้นก็มีความโกรธ จึงพร้อมกันเรียงหน้าโจมตีเข้าไปด้วยกำลัง ซีเทียนแกว่งกระบองเหล็กกายสิทธิ์รับรองป้องปัดต่อสู้เทพารักษ์เก้าองค์ด้วยกำลังอันเรี่ยวแรงแขงขัน เทพารักษ์ทั้งเก้าองค์จะรบรอต่อกรแลทานกำลังซีเทียนมิได้ ก็ล่าถอยกลับเข้าค่ายชี้แจงแก่ถักทะลีทีอ๋องแม่ทัพว่า ซีเทียนมีกำลังฤทธิ์เดชเข้มแขงนักจะต่อสู้ทานกำลังมิได้ ขอท่านได้ทราบ

ถักทะลีทีอ๋องได้ฟังเทพารักษ์ทั้งเก้าองค์ชี้แจงดังนั้น จึงสั่งให้ท้าวจัตุโลกบาลแลยี่จับโป้ยสือคือดาวยี่สิบแปดดวงพร้อมกันออกไปรบ

ซีใต้เซียนอ๋องกับเทพยดาทั้งหลายรับคำสั่งแล้วก็คำนับลาแม่ทัพ ยกพลทหารออกไปตั้งกระบวนรบอยู่ที่สมรภูมิ์ไชย

ฝ่ายซีเทียนก็จัดให้ต๊อกกั๊กกุ้ยอ๋องเซียนฮองแลนายปิศาจยักษ์ทั้งเจ็ดสิบสองถ้ำ กับวานรทหารเอกทั้งสี่พร้อมกันยกออกไปตั้งอยู่น่าถ้ำคอยทีข้าศึกอยู่

ครั้นสองทัพยกมาประจัญหน้า ต่างก็เข้าต่อยุทธ์รบสู้กันเปนสามารถ ต๊อกกั๊กเซียนฮองทั้งสองแลพวกยักษ์เจ็ดสิบสองถ้ำแลพวกบริวารวานรทั้งหลาย จะต่อพลเทพารักษ์มิได้เสียทีจับไปได้ทั้งสิ้น เหลือแต่นายทหารวานรทั้งสี่แลพวกวานรเท่านั้นหลบหนีเข้าถ้ำไปได้

ฝ่ายซีเทียนเห็นพวกของตนภายแพ้แก่เทพยดาดังนั้น ก็มีความโกรธเปนอันมากสองตาลุกดังดวงดาวโรหินี ขนทั่วทั้งกายพองชันดุจขนเม่น ก็ขบฟันแกว่งกระบองเข้ารุกไล่โจมตีเทพยดาทั้งหลายแตกร่นออกไปไม่สามารถจะทานกำลังซีเทียนได้

ถักทะลีทีอ๋องกับโลเฉียแลท้าวจัตุโลกบาลทั้งสี่เห็นพวกเซียนแตกย่นอ่อนกำลังลง ต่างก็เข้าช่วยกันระดมรบซีเทียนแลล้อมไว้จนเวลามืดลงทุกที ซีเทียนเห็นดังนั้นก็ถอดขนเพ็ชร์ในตัวออกกำมือหนึ่งแล้วก็ใส่ปากร่ายพระเวทคาถาพ่นออกไปเปนซีเทียน นับได้หมื่นแลแสนตน ล้วนแต่ถือกระบองเหล็กเหมือนซีเทียนตรงเข้าโจมตีมิได้รั้งรอ ซีใต้เทียนอ๋องกับแม่ทัพเทพยดาแลพลโยธาทั้งหลายไม่สามารถจะต่อต้านทานกำลังรูปซีเทียนนิฤมิตได้ ก็แตกร่นถอยหนีพากันกลับเข้าค่าย

ซีเทียนเห็นดังนั้น ก็ร่ายพระเวทคาถาเรียกขนเพ็ชร์กลับเข้ากายแล้วเหาะกลับมายังปากถ้ำ พวกวานรบริวารก็พากันออกมาต้อนรับบางตัวก็หัวเราะบางตัวก็ร้องไห้ ซีเทียนจึงถามว่าเหตุไรพวกเจ้าหัวเราะแลร้องไห้ด้วยฉนี้เล่า

พวกวานรบริวารจึงบอกว่า ที่ข้าพเจ้าหัวเราะนั้นเพราะดีใจว่าท่านได้ไชยชะนะ ที่ร้องไห้นั้นเพราะคิดถึงเซียนฮองแลพวกนายปิศาจยักษ์เจ็ดสิบสองถ้ำที่เทพยดารบจับเอาตัวไปได้

ซีเทียนจึงพูดว่าธรรมดารบกันไม่แพ้ก็ขนะ ท่านทั้งหลายอย่าวิตกไปเลย พวกเจ้าจงระวังรักษาปากถ้ำของเราไว้ให้แข็งแรง เราจะพักผ่อนเอาแรงไว้สู้รบในวันพรุ่งนี้ เราจะแผลงฤทธิ์จับตัวพวกเทวดาแก้แค้นแทนพวกเราให้จงได้

พวกวานรทั้งหลายได้ฟังซีเทียนว่าดังนั้นก็ค่อยมีน้ำใจขึ้น จึงช่วยกันปิดประตูถ้ำ แล้วก็ผลัดกันหลับนอนผ่อนพักเอากำลังแลผลัดเปลี่ยนกันรักษาน่าที่

ฝ่ายพวกเทพยดาแลท้าวจัตุโลกบาลรวมพลเข้าแล้วก็ตรวจตราดูพวกปิศาจยักษ์ที่จับมาได้ บ้างเปนเสือเปนลิงมีลักษณรูปร่างต่าง ๆ กัน จับไม่ได้ก็แต่พวกวานร ถักทะลีทีอ๋องจึงสั่งให้ตั้งล้อมเขาฮวยก๊วยซัวไว้ให้แน่นหนา พวกเซียนทั้งหลายก็พร้อมกันจัดการตามแม่ทัพบัญชาสั่งเข้าล้อมเขาฮวยก๊วยซัวไว้ทุกด้านโดยความกวดขัน

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ