๗๕

เห้งเจียเห็นดังนั้นก็มีความยินดี จึงเดินเข้าไปในถ้ำถึงประตูชั้นที่สาม แลขึ้นไปเห็นปิศาจทั้งสามนั่งอยู่ข้างบน พิเคราะห์ดูกิริยาหน้าตาดุร้าย ที่เปนนายหมวดนายกองยืนเรียงรายสองข้างเปนลำดับ เห้งเจียก็มิได้สะดุ้งหวาดหวั่นจึงเดินเข้าไปถึงเอาเกราะระฆังธงวางลงแล้ว คำนับร้องเรียกว่าใต้อ๋อง

ฝ่ายปิศาจทั้งสามถามว่าเจ้าจั๊นฮอง ไปลาดตระเวรกลับมาแล้วหรือ เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้ากลับมาแล้ว ปิศาจถามว่า เจ้าไปลาดตระเวรฟังข่าวซึงเห้งเจียนั้นได้ข่าวอยู่ที่ไหน มาหรือยังเปนประการใดบ้าง เห้งเจียว่าใต้อ๋องอยู่ข้างบนข้าพเจ้าไม่กล้าบอก ปิศาจถามว่าเหตุใดไม่กล้าบอก เห้งเจียบอกว่าใต้อ๋องมีคำสั่งให้ข้าพเจ้าไปลาดตระเวร ข้าพเจ้าไปเห็นคนหนึ่งยืนถูขัดตะบองอยู่ข้างห้วย รูปร่างดุจพระยายมราช ยืนสูงสักยี่สิบวากว่า นั่งบนก้อนศิลาใหญ่ขัดถูเครื่องมือปากก็พูดแก่เครื่องมือว่า ตั้งแต่มาก็ยังมิได้เอาออกแผลงฤทธิ์แสดงอานุภาพให้ปรากฎเลย เธอจะมาตีใต้อ๋อง ข้าพเจ้ารู้แน่ว่าเห้งเจีย จึงรีบกลับมาบอกใต้อ๋องให้ทราบเสียก่อน เพื่อจะได้คิดอ่านต่อสู้ประการใด

ฝ่ายปิศาจใต้อ๋องเมื่อได้ฟังดังนั้น เหงื่อไหลโซมกาย แล้วพูดว่าเราพี่น้องอย่าได้ไปถูกต้องพระถังซัมจั๋งเลยจะเกิดเหตุใหญ่ ด้วยเธอมีสานุศิษย์ซึ่งมีฤทธาอานุภาพใหญ่หลวง มันคอยระวังเสียก่อนแล้ว มันกลับเตรียมอาวุธจะมาทำร้ายเราก่อน พวกเราจะคิดอย่างไร ควรเราจะให้พวกปิศาจน้อยปิดประตูเสียทุก ๆ ประตู คอยระวังแลให้พวกปิศาจน้อยเข้าอยู่ในประตูให้หมด ปล่อยให้พระถังซัมจั๋งเธอข้ามไปเสียเถิด พวกนายหมวดนายกองที่รู้เหตุบอกแก่ปิศาจใต้อ๋องว่า พวกปิศาจน้อยเหล่านั้นพากันหลบหนีไปหมดแล้ว ปิศาจใต้อ๋องถามว่าทำไมจึงพากันแตกไปหมดเล่า หรือได้ฟังลมว่าไม่ดีดอกกระมัง จงรีบปิดประตูเสียโดยเร็วเถิด พวกปิศาจเหล่านั้นต่างก็วุ่นวายกันรีบปิดประตูในนอกทุก ๆ ประตู เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ตกใจว่า มันปิดประตูเสียทุกๆ ประตูดังนี้ บางทีมันจะถามความลับเรา ถ้าเราพูดไม่ตลอดก็จะมิต้องหนีหรือ จำเราจะหลอกให้มันตกใจอีกสักที ให้มันเปิดประตูไว้ คิดแล้วจึงพูดว่าใต้อ๋องเห้งเจียนั้นมันได้พูดว่าร้ายแรงนัก ใต้อ๋องถามว่ามันพูดว่ากระไร เห้งเจียบอกว่ามันพูดว่า มันจะจับใต้อ๋องลอกหนังเสีย แลจับใต้อ๋องที่สองสับให้กระดูกละเอียด จับใต้อ๋องที่สามชักเอาเอ็นออก แม้ว่าเราปิดประตูอยู่ในนี้ไม่ออกไป เห้งเจียมันเข้าใจเปลี่ยนแปลงกายได้ บางทีมันจะแปลงเปนแมลงวันบินลอดเข้ามาในถ้ำนี้ จับพวกเราหมดเพราะปิดประตูขังไว้ให้มัน ใต้อ๋องจะควรคิดประการใดดีเล่า ปิศาจใต้อ๋องจึงพูดว่าไมเปนไร แล้วสั่งว่าพวกเราจงระวังให้กวดขัน ในถ้ำของเรานี้หลายปีมาแล้วมิได้มีแมลงวันหัวเขียว ถ้ามีแมลงวันหัวเขียวเข้ามาแล้ว ก็คงจะเปนเห้งเจียเปนแน่ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็นึกหัวเราะอยู่ในใจ จึงยืนแอบมาข้างหนึ่งถอนเอาขนหางออกเส้นหนึ่ง เป่าแปลงเปนแมลงวันทองตัวหนึ่ง บินมาจับที่หน้าปิศาจใต้อ๋อง ๆ ตกใจร้องว่า พวกพี่น้องเห็นจะไม่เปนการพอพูดก็เข้ามาแล้ว พวกปิศาจใหญ่น้อยก็พากันตกใจวุ่นวาย ต่างเอาแส้แลไม้กวาดตั้งใจคอยตี แลปัดแมลงวัน เห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะก๊ากใหญ่ ร่างกายก็กลายเปนรูปเดิม ปิศาจใต้อ๋องที่สามเห็นดังนั้นก็มาจับตัวเห้งเจียไว้ พูดว่าพี่ใต้อ๋องพวกเราถูกมันหลอกให้แล้ว ที่มาบอกข่าวนี้ไม่ใช่พวกจั๊นฮองลาดตระเวร นี่คือซึงเห้งเจียมันไปพบพวกลาดตระเวรมันตีตายเสียแล้วแปลงกายมาหลอกลวงเรา จึงเรียกพวกปิศาจให้เอาเชือกมามัด จึงจับเห้งเจียพลิกหงายขึงมือแลเท้าออกสี่แยกแล้ว จึงเปิดเสื้อขึ้นดูก็เปนวานร ปิศาจที่หนึ่งจึงพิเคราะห์ดูก็พูดว่าจริงแล้วคือเห้งเจียเปนแน่ จึงสั่งพวกพนักงานให้จัดโต๊ะสุรา มาให้ใต้อ๋องทั้งสามกินเปนที่สำราญรื่นเริง จับอ้ายเห้งเจียได้แล้ว ถังซัมจั๋งก็เหมือนอยู่ในกำมือไม่ต้องวิตกแต่อย่างใด ปิศาจใต้อ๋องที่สามพูดว่า อย่าเพ่อกินสุราก่อน ด้วยอ้ายเห้งเจียนี้มันเข้าใจบังตัวได้จะหนีไปเสีย จึงเรียกปิศาจน้อยสามสิบหกคนให้เข้าไปหามเอาขวดวิเศษออกมา จะได้ใส่อ้ายเห้งเจีย (เหตุใดขวดเท่านั้น จึงต้องยกถึงสามสิบหกคน เพราะขวดนั้นประกอบไอธาตุฟ้าดิน แลในนั้น มีของวิเศษทั้งเจ็ดแลธาตุโป๊ยก่วยทั้งแปดแลประกอบยี่สิบสี่ไออากาศ จึงต้องสามสิบหกคนยก) พวกปิศาจเข้าไปหามขวดออกมาวางไว้กับพื้น ใต้อ๋องที่สามเดินมาเปิดฝาขวดออกแล้วแก้มัดเห้งเจีย ถอดเสื้อกางเกงออกแล้วก็จับยัดใส่ในขวด ร่ายเวทเป่าลงทีหนึ่ง เห้งเจียก็เข้าอยู่ในขวด จึงเอาฝาปิดดีแล้ว มานั่งเสพย์สุราพูดว่า อ้ายลิงมึงเข้าอยู่ในขวดแล้ว มึงอย่านึกเลย ว่าจะไปไซทีนั้นพวกบริวารปิศาจใหญ่น้อยเหล่านั้นก็พากันรื่นเริงหัวเราะ พูดสรรเสริญใต้อ๋องที่สาม ฝ่ายเห้งเจียเข้าอยู่ในขวด ถูกขวดวิเศษรัดตัวเล็กลง เห้งเจียก็แอบเข้าอยู่ข้างชวดประเดี๋ยวก็มีไอเย็นออกชื่นใจนึกขึ้นได้ก็หัวเราะว่า อ้ายพวกปิศาจมันพากันลือเสียเวลาเปล่า ๆ ไม่เห็นจริง คือว่าขวดนี้ใส่คนเข้าไปสามชั่วโมงก็แปรเปนน้ำโลหิต ก็นี่ออกไอเย็นๆ ดังนี้จะอยู่ในนี้สักเจ็ดแปดปีก็ได้ไม่เห็นจะเปนอะไร เมื่อเห้งเจียพูดขึ้นดังนั้นก็บังเกิดไฟขึ้นทันที แต่เห้งเจียมีธรรมอันวิเศษอยู่ในตัว จึงร่ายคาถาสกดไฟใจก็ไม่หวั่นหวาด อยู่ได้ครึ่งชั่วโมง รอบขวดมีงูออกมาสี่สิบตัวไล่กัดเห้งเจีย ๆ ก็เอามือคว้าจับดึงขาดเปนสองท่อน รวมเปนแปดสิบท่อน ยังมีมังกรไฟสามตัวออกมาพันเห้งเจีย ๆ นึกเสียใจแล้วพูดว่าอย่างอื่นพอทนได้ มังกรไฟสามตัวนี้ยากที่จะแก้ได้ จึงกลับสู้อีกพักหนึ่งไฟก็ร้อนจับใจ เห้งเจียนึกขึ้นได้ว่า เราทำตัวเราให้สูงขึ้นไปให้ฝาขวดเปิดออก คิดแล้วก็ร่ายคาถาท่าตัวให้สูงขึ้นสักสองสามวา แต่ขวดนั้นก็ยืดตามขึ้นไป เห้งเจียกลับทำตัวให้เล็กลงขวดก็เล็กลงตาม เห้งเจียสิ้นปัญญาไม่รู้ที่จะแก้ไขอย่างไรได้ ตัวก็เจ็บปวดไปทั้งตัวไฟก็เผาอ่อนลงทุกที ทุรนทุรายในใจอดอยู่ไม่ได้น้ำตาก็ไหลร่วงคร่ำครวญถึงพระอาจาริย์ แลท่านพระโพธิสัตว์ได้ชักนำสั่งสอนให้รักษาความชอบธรรมเพื่อให้พ้นโพยไภยอันตราย อาจาริย์กับข้าพเจ้าได้ทนยากทรมานเผ็ดร้อนตั้งพันตั้งหมื่นครั้ง ก็เพราะจะตั้งใจให้สำเร็จซึ่งมรรคผล ไม่รู้เลยมาวันนี้เข้าอยู่ในขวดนี้จะเอาชีวิตรมาทิ้งเสีย แล้วนึกดูว่าเดิมคงจะได้ทำไว้ จึงมาวันนี้จะต้องอันตรายอย่างนี้ เวลาที่เห้งเจียคร่ำครวญอยู่นั้น ก็พอนึกขึ้นได้ว่า เมื่อที่เขาจั๋วบั๊วซัวนั้น พระโพธิสัตว์กวนอิมได้ให้ขนช่วยชีวิตร์เราสามเส้น ทำไมเราไม่เอาออกมาช่วยชีวิตร์เล่า เห้งเจียจึงเอามือคลำที่ท้ายทอย ขนนั้นแข็งดุจเข็ม เห้งเจียก็ถอนออกมาสามเส้น ๆ หนึ่งแปลงเปนหมุดแหลม เส้นหนึ่งแปลงเปนสายด้วย เส้นหนึ่งแปลงเปนด้ามไม้ไผ่ ทำเปนสว่านเจาะขวดนั้นทะลุแลเห็นแสงสว่างมีไออากาศเข้ามาในขวด เห้งเจียก็เรียกขนกลับเข้าตัว จึงแปลงตัวเล็กเท่าแมลงหวี่ บินลอดออกมาตามรูที่เจาะนั้น ก็ยังไม่หนึไปกลับบินขึ้นจับอยู่บนศีศะปิศาจใต้อ๋อง เวลานั้นปิศาจกำลังเสพย์สุราอยู่ นึกขึ้นได้จึงถามน้องคนที่สามว่า ป่านนี้เห้งเจียจะไม่แปรเปนน้ำเลือดไปแล้วหรือ ใต้อ๋องที่สามพูดว่ามันจะทนอยู่ได้จนป่านนี้ทีเดียวหรือใต้อ๋องที่สามก็หามขวดมา พวกปิศาจสามสิบหกคนก็พากันไปหามขวดนั้นมา ขวดนั้นก็เบาไปมาก จึงร้องบอกปิศาจใต้อ๋องว่าขวดทำไมจึงเบาไปดังนี้เล่า ใต้อ๋องจึงตวาดว่าพูดเลอะเทอะมีปิศาจผู้หนึ่งยกขวดมาคนเดียว แล้วพูดว่าใต้อ๋องจงดูขวดทำไมจึงได้เบาไปอย่างนี้ ปิศาจใต้อ๋องเปิดฝาตรวจดูเห็นขวดทะลุเปนรูที่ก้นขวด เห้งเจียอยู่บนศีศะปิศาจอดมิได้พูดออกมาว่า เราเจาะทลุออกมาเองพวกปิศาจพูดว่ามันหนีไปแล้ว ปิศาจใต้อ๋องก็สั่งให้พวกปิศาจรีบปิดประตู เห้งเจียร่ายทระเวทเรียกเอาเสื้อกางเกงมาแล้ว ก็แปลงกลับเปนรูปเดิม หนีออกจากประตูถ้ำ เหาะขึ้นไปทาอาจาริย์ครั้นถึงก็เดินเข้ามานมัศการพูดว่าพระอาจาริย์ข้าพเจ้ามาแล้ว พระถังซัมจั๋งว่าเห้งเจียไปนานนักอาตมคอยเปนทุกข์อยู่ หี่ในเขานั้นร้ายดีอย่างไรบ้าง เห้งเจียก็เล่าเรื่องที่เข้าไปทนทุกข์อยู่ในขวดนั้นให้พระอาจาริย์ฟัง จนกลับมาหาพระอาจาริย์ได้ เปรียบเหมือนได้เกิดใหม่อีกชาติหนึ่ง พระถังซัมจั๋งได้ฟังก็มีใจขอบคุณเห้งเจียเปนอันมาก แล้วถามว่าเห้งเจียได้ต่อสู้แก่ปิศาจยักษ์หรือเปล่า พวกเราจะทำอย่างไรจึงจะข้ามเขาไปได้ เห้งเจียบอกว่าใต้อ๋องนั้น มันมีสามคนปิศาจบริวานมีกว่าแสน ข้าพเจ้าคนเดียวไม่กล้าจะต่อสู้แก่มัน คราวนี้ข้าพเจ้าจะให้โป๊ยก่ายไปด้วยอีกคนหนึ่งจะได้ช่วยกัน โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็จัดแจงแต่งตัวให้มั่นคง เห้งเจียกับโป๊ยก่ายก็พากันเหาะไป บัดเดี๋ยวก็มาถึงประตู แลไปเห็นประตูถ้ำปิดแน่น น่าประตูเงียบสงัดไม่เห็นมีคนรักษา เห้งเจียถือตะบองเดินเข้าไปใกล้ประตู ร้องด่าว่าอ้ายพวกมารร้ายไม่มีเงาหัวเองจงเร่งเปิดประตูออกมาต่อสู้แก่เรา เมื่อปิศาจใต้อ๋องได้ฟังเห้งเจียมาร้องด่าท้าทายดังนั้น อกใจให้หวั่นหวาดครั่นคร้ามด้วยเหตุเขาเล่าลือกันมาช้านานแล้วว่า อ้ายลิงตัวนี้มันดุร้ายห้าวหาญนัก ก็สมจริงดังคำเล่าลือ มันแปลงเปนพวกลาดตระเวรเข้ามาเราก็มิได้รู้เท่า ครั้นใต้อ๋องที่สามรู้จับตัวใส่ขวดไว้ มันก็เจาะขวดทะลุหนีออกมาได้ แลยังกลับมาท้าชวนรบ ผู้ใดจะสามารถออกไปสู้รบได้บ้าง เมื่อปิศาจใต้อ๋องถามขึ้นดังนั้น ก็มิได้มีผู้ใดจะตอบว่ากระไร ปิศาจใต้อ๋องก็มีความโกรธยิ่งนัก จึงพูดว่าเราอยู่หนทางไซทีนี้ วันนี้อ้ายเห้งเจียมันมายืนท้าทำหมิ่นประมาทดังนี้ ถ้าไม่ออกไปรบต่อสู้แก่มันเราก็จะเสียชื่อเสียง จำจะต้องออกไปสู้รบแก่มัน ถ้าได้ไชยชะนะเนื้อถังซัมจั๋งก็จัเปนเหยื่อของเรา ถ้าเราสู้มันมิได้ เราก็หนีเข้าถ้ำปิดประตูนิ่งเสีย ปล่อยให้มันข้ามเขาไป คิดเห็นดังนั้นแล้วก็จัดแจงแต่งตัวใส่เกราะถืออาวุธเปิดประตูออกมาร้องถามว่า อ้ายคนใดมาร้องท้าทายว่ากระไร เห้งเจียตอบว่าเราเอง ชื่อว่าซึงหงอคงซีเทียนใต้เซี้ย ปิศาจใต้อ๋องถามว่า อ้ายชาติลิงหัวใจใหญ่ เรามิได้ไปเกี่ยวข้องอะไรถึงเจ้า เหตุใดเจ้าจึงมาร้องเรียกร้องหาท้าทายดังนี้เล่า เห้งเจียตอบว่าเจ้าไม่เกี่ยวถึงข้าก็ดีแล้ว แต่เจ้าเปนสมัคพักพวกสัตว์เนื้อเสือร้าย คิดจะกินเนื้ออาจาริย์เรา เพราะฉนั้นเราจึงต้องมาทำอิทธิฤทธิ์ ปิศาจใต้อ๋องพูดว่า แม้ว่าเจ้าเปนคนเก่งเชี่ยวชาญจริงแล้ว จงมาต่อสู้กันตัวต่อตัวอย่าให้ต้องพวกพลทหารได้ความยากเลย ไว้ชื่อเสียงให้ปรากฎไปภายน่า เห้งเจียได้ฟังดังนั้น จึงเรียกโป๊ยก่ายมาสั่งว่า ให้มาคอยดูอยู่ที่นี้ว่าปิศาจมันจะทำประการใดแก่พี่ โป๊ยก่ายก็มายืนอยู่ใกล้เห้งเจีย ปิศาจใต้อ๋องจึงพูดว่า เจ้าก้มศีศะมาให้เราฟันก่อนสักสามที ถ้าไม่เปนอันตรายแล้ว เราจะปล่อยให้เจ้าไป หากคุ้มศีศะของเจ้ามิได้แล้ว จงส่งถังซัมจั๋งมาให้เรา พอเปนกับเข้ามื้อหนึ่ง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วด่าว่าอ้ายเดระฉาน ในถ้ำของเจ้ามีหมึกปากกากระดาดหรือไม่ ถ้ามีก็ให้เอามาเขียนหนังสือสัญญาให้เปนที่เชื่อฟังกันได้ว่าไม่พลิกแพลงกลับกลอก เราจะยอมให้เจ้าทำตามคำขอร้องแลพูดสัญญา ปิศาจได้ฟังดังนั้นจึงจัดแจงแต่งกายมั่นคงแข็งแรงแล้วสองมือก็จับง้าวหมายตรงกระหม่อมเห้งเจีย ฟันลงไปโดยเต็มกำลัง ก็ไม่เห็นเห้งเจียมีบาดแผลหรือหวาดหวั่นประการใด จิตรใจให้ครั่นคร้าม เห้งเจียพูดว่าเจ้ามิได้รู้กำเนิดของข้าว่าเปนมาประการใด คือเหล็กกับทองแดงนั้นเปนสมองของข้า ๆ เคยอยู่เบ้าของท้ายเสียงเล่ากุน ซึ่งเทพยดาประกอบหล่อทำจนสำเร็จ ปิศาจว่าเองอย่าเพ่อพูดตีฝีปากไปก่อนมาให้เราฟันอิกสักทีหนึ่ง ศีศะเจ้าก็จะแยกออกเปนสองซีก เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายมารทำไมไม่มีตา มึงดูศีศะกูเห็นเปนประการใด เราจะให้เองลองฟันดูอีกสักทีหนึ่ง ศีศะเราจะเปนซีกออกไปหรือไม่ ว่าแล้วก็ยื่นศีศะมาให้ปิศาจฟันปิศาจก็เงื้อง้าวฟันลงไปเต็มแรง เสียงดังครืนศีศะเห้งเจียก็แยกออกไปเปนสองซีก เห้งเจียก็แปลงเปนสองรูป ปิศาจเห็นดังนั้นก็ตกใจ มือจ้บง้าวคอยระวังอยู่ แล้วพูดว่าได้ยินว่าเจ้ามีวิชาแยกกายได้ ทำไมจึงเอามาทำต่อน่าเราดังนี้ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายมารร้ายทำไมกับการแยกกาย ไม่ยากอะไร หากจะฟันสักหมื่นทีก็จะออกลักหมื่นกาย ปิศาจใต้อ๋องพูดว่า เจ้าเข้าได้แต่แยกกายมาก ไม่เข้าใจรวมกายเปนคนเดียว หากเจ้ารวมได้เราจะให้ตีเราด้วยตะบองสักทีหนึ่ง เห้งเจียพูดว่าเจ้าลั่นปากออกมาแล้ว เจ้าอย่าทิ้งถ้อยคำเสีย เห้งเจียก็สำรวมจิตรภาวนาหมุนกาย กายก็รวมเข้าเปนรูปเดียวอย่างเดิม ชักตะบองออกเดินตรงมาจะตีปิศาจ ปิศาจยกง้าวขึ้นรับรบกันโดยสามารถอยู่ที่หน้าถ้ำแล้วเหาะขึ้นรบกันบนอากาศได้ยี่สิบเพลงยังไม่แพ้ไม่ชะนะกัน

ฝ่ายโป๊ยก่ายยืนอยู่ข้างล่าง เห็นคนทั้งสองสู้รบกันโดยความเข้มแข็ง อดไม่ได้ก็ถือตราดเหล็กเหาะขึ้นไปเข้าช่วยเห้งเจียระดมรบ ปิศาจใต้อ๋องทานกำลังไม่ไหว ก็หนีทิ้งมีดหันกลับลงมายังพื้น เห้งเจียร้องตวาดว่าให้ไล่ตามไป โป๊ยก่ายเห็นได้ทีก็ไล่กระชั้นมา ปิศาจเห็นโป๊ยก่ายไล่กระชั้นมาก็หลบเข้าข้างชายเขา แปลงรูปอ้าปากดังประตูเมืองตรงเข้ามาจะอมโป๊ยก่ายกลืน โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็หันกลับวิ่งหนีเข้าไปส้อนอยู่ในพุ่มรก ตัวสั่นนั่งคอยแอบฟังอยู่

ฝ่ายเห้งเจียวิ่งตามหลังมาถึง ก็เอาตะบองเข้าต่อสู้ ปิศาจก็อ้าปากอมกลืนเห้งเจียเข้าไปในท้อง โป๊ยก่ายซุ่มอยู่ในรกเห็นดังนั้นก็ตกใจ บ่นว่าอ้ายเป๊กเบ๊อุนไม่รู้จักหลบหลีก ทำไมจึงไม่หนีมันเล่า กลับไปสู้กับมันให้มันกลืนเข้าไปในท้องเสีย วันนี้ยังเปนคนพรุ่งนี้จะเปนอะไรก็ไม่รู้

ฝ่ายปิศาจมีไชยชะนะแล้วก็กลับไป โป๊ยก่ายจึงมุดออกมาจากรก เดินกลับไปทางเก่า พระถังซัมจั๋งกับซัวเจ๋งนั่งอยู่ที่ชายเขาคอยแลดู ก็เห็นโป๊ยก่ายวิ่งกระหืดกระหอบมา พระถังซัมจั๋งก็ตกใจจึงถามว่าโป๊ยก่ายเปนอะไรดังนั้น ทำไมไม่เห็นเห้งเจียกลับมา โป๊ยก่ายก็ร้องไห้เสียงโฮ ๆ บอกว่าพี่เห้งเจียนั้นปิศาจมันกลืนเข้าไปในท้องมันเสียแล้ว พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้น ก็ล้มลงกับพื้นแน่นิ่งไป บัดเดี๋ยวก็กลับฟื้นขึ้นมาลุกขึ้นกระทืบเท้าทุบอกบ่นคร่ำครวญว่า เราเห็นสานุศิษย์เชี่ยวชาญปราบยักษ์มารที่ร้ายกาศตลอดมา เหตุใดวันนี้จึงมาถึงแก่ความตายเสียด้วยมือมารดังนี้เล่า ฝ่ายโป๊ยก่ายเมื่ออาจาริย์โสกาอาดูรดังนั้นก็มิได้ประคับประคองปลอบโยน จึงเรียกซัวเจ๋งมาบอกว่าให้เอาเข้าของมาแบ่งปันกันสองคน ซัวเจ๋งถามว่าพี่จะแบ่งปันเข้าของทำไม โป๊ยก่ายว่าเราแบ่งปันกันแล้วก็จะได้ต่างคนต่างไปตามอำเภอใจ เจ้ากลับไปลำแม่น้ำลิ่วซัวฮ้อคอยจับคนไปอย่างเดิม เราจะกลับไปบ้านเกาเล้าจึง เพื่อจะได้อยู่กับเมียเรา เอาม้าขายเสียแล้วเอาเงินไปซื้อเครื่องที่ส่งการตายให้อาจาริย์ไป พระถังซัมจั๋งได้ยินโป๊ยก่ายพูดดังนั้น ก็ให้เจ็บช้ำในใจ จึงร้องว่าฟ้าดินขึ้นค่ำหนึ่งแล้วก็ร้องไห้

ฝ่ายปิศาจยักษ์ครั้นกลืนเห้งเจียเข้าไปในท้อง แล้วก็คิดว่าได้การกลับมาถึงถ้ำบอกกับพวกพ้องว่าเราจับมาได้คนหนึ่งแล้ว ใต้อ๋องที่สองถามว่าพี่จับได้ใครคนหนึ่ง ใต้อ๋องคนใหญ่จึงบอกว่า พี่จับได้อ้ายซึงเห้งเจีย ใต้อ๋องที่สองถามว่าพี่จับได้เอาไว้ที่ไหน ใต้อ๋องใหญ่บอกว่าเรากลืนมันเข้าไว้ในท้อง ใต้อ๋องที่สามได้ฟังดังนั้นก็ตกใจว่า ข้าพเจ้าหาทันจะบอกพี่ไม่ เห้งเจียนั้นกินไม่ได้ เห้งเจียอยู่ในทอ้งร้องบอกว่ากินได้แล้ว แก้หิวได้ไม่ต้องหิวอีก พวกปิศาจน้อยอยู่ข้างนั้น ได้ยินเห้งเจียพูดอยู่ในท้องใต้อ๋องใหญ่ดังนั้นก็พากันตกใจ บอกว่าใต้อ๋องเห็นจะไม่ดีเสียแล้ว เห้งเจียเข้าไปอยู่ในท้องยังพูดได้อยู่ฉนี้ ใต้อ๋องพูดว่าไม่ต้องกลัว เรากินเข้าไปแล้วถึงมันจะวิเศษอย่างไรก็ไม่กลัว มันจะทำอะไรได้ พวกเจ้ารีบไปต้มน้ำเกลือมาเราจะได้กินเข้าไปสำรอกมันออกมา แล้วจะได้เอาปิ้งแกล้มสุรากิน พวกปิศาจน้อยก็ไปต้มน้ำเกลือมาวางไว้กะถางหนึ่ง ปิศาจใต้อ๋องก็ยกกะถางน้ำเกลือขึ้นดื่มหมดกะถาง เห้งเจียก็เลื่อนขึ้นมาอยู่ที่ฅอหอยปิศาจใต้อ๋องคลื่นใส้ก็อาเจียนออกมาจนหน้ามืดตามัว รากเขียวรากเหลืองเอาน้ำดีออกมาขมฅอ เห้งเจียก็มิได้ออก ปิศาจอ่อนใจเหนื่อยหอบสิ้นกำลังจึงเรียกว่าซึงเห้งเจียทำไมจึงไม่ออกมาเล่า เห้งเจียร้องบอกออกมาว่าดีแล้ว ๆ เราไม่ออกไปละ ปิศาจถามว่าทำไมจึงไม่ออกมาเล่า เห้งเจียว่าอ้ายมารทำไมมึงจึงไม่รู้เวลากาลเราเปนศิษย์พระ เปนคนอะนาถา เวลาฤดูนี้เปนฤดูฝนเราไส่เสื้อกั๊กตัวเดียวเครื่องนุ่งห่มไม่บริบูรณ เข้าอยู่ในท้องนี้อุ่นดีลมก็พัดไม่ถูกตัว เราจะอยู่ให้พ้นฤดูหนาวแล้วจึงจะออกไป พวกปิศาจน้อยได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้น ก็พูดแก่ใต้อ๋องว่าเห้งเจียมันจะอยู่ในท้องจนสิ้นฤดูหนาวเห็นจะไม่ได้การเสียแล้ว ปิศาจใต้อ๋องพูดว่ามันอยากอยู่ให้มันอยู่ไปเราจะเข้าฌานไม่กินอาหารทั้งฤดู ทำให้มันอดตายอยู่ในท้อง เห้งเจียจึงพูดว่าอ้ายลูกกู มึงไม่รู้เหตุตลอดตั้งแต่เราตามรักษาพระอาจาริย์มา แม้จะข้ามห้วยฌานเขายากแค้นกันดานอย่างไร เราก็มีหม้อเข้าแลเสบียงอาหารติดตัวอยู่ด้วยเสมอ ในท้องเองมีเครื่องในสารพัดตับไตใส้ปอดเราจะต้มกินให้สบาย แม้สักห้าเดือนก็ไม่หมดสะเบียงในท้องเอง ปิศาจใต้อ๋องที่สองได้ยินเห้งเจียบอกดังนั้นก็ตกใจพูดว่าพี่ เห้งเจียมันจะไม่ออกแล้ว ปิศาจใต้อ๋องที่สามพูดว่าพี่ เห้งเจียมันจะกินเครื่องในมันจะตั้งเตาไฟต้มที่ไหน เห้งเจียร้องบอกออกมาว่า เราจะตั้งเตาที่สะโพกคือที่เชิงกรานก้นนั่ง ปิศาจที่สามได้ยินก็ตกใจพูดว่าเห็นจะไม่ได้การ หากตั้งเตาที่ตรงนั้น ควันจะพลุ่งขึ้นมาทางจมูกแลปากจะหายใจไม่ทันก็จะไอจามจะมิตายหรือ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าไม่เปนไร เรามีตะบองเหล็กจะกระทุ้งกระหม่อมให้ทะลุขึ้นไปเปนปล่องเพื่อควันไฟจะได้ออกทางนั้น ปิศาจใต้อ๋องที่สามได้ฟังดังนั้น จิตร์ใจก็ไม่สบายแต่ปากพูดว่าไม่เปนไร จึงร้องว่าพี่น้องเราอย่าวิตกจึงเอาเหล้ายามาให้เรากินลงไปสักสองสามชาม ฆ่าอ้ายลูกลิงให้ตายอยู่ในนั้น เห้งเจียได้ยินก็นึกหัวเราะอยู่แต่ในใจ จึงพูดว่าเหล้ายาอย่างใดที่จะมิได้กินก็เห็นจะไม่มี พวกปิศาจน้อยก็ยกเหล้ายามาวางไว้สองขวดแล้วรินเต็มชามหนึ่งส่งให้ปิศาจใต้อ๋อง ๆ ก็รับมา เห้งเจียอยู่ในฅอได้กลิ่นสุราหอมฉุย จึงคิดว่าอย่าให้ใต้อ๋องมันกินเลย จึงเอาศีศะแปลงเปนหลอดรอพี่ฅอหอย พอไต้อ๋องยกชามดื่มเข้าไป พอตกถึงฅอเห้งเจียกิรับเอาไปเสียสิ้น ปิศาจใต้อ๋องดื่มซ้ำเข้าไปถึงเจ็ดชามแปดชามเห้งเจียก็รับกินเสียหมด ปิศาจใต้อ๋องปลาดใจก็ทิ้งชามลงพูดว่า สุรานี้เราเคยกินไปสองชามท้องก็ร้อน นี่กินเปนเจ็ดแปดชามแต่หน้าก็ไม่แดง เห้งเจียเมื่อกินสุราเข้าไปมากก็มึนเมาฉุนเฉียวด้วยฤทธิ์สุรา เอาตะบองขวางเข้าแล้วก็โดดจับหัวใจปิศาจทำชิงช้าโหนเล่น แลเต้นรำตามสบายโลดโผนไปมา ปิศาจใต้อ๋องรู้สึกเจ็บปวดเหลือที่จะทนได้ก็ล้มคว่ำลงกับพื้น

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ