๘๑

พระสงฆ์ทั้งหลายก็มาไต่ถามซึ่งเหตุไปอาราธนาธรรม บางพวกก็อยากมาดูหญิงสาวนั้น พากันมานั่งแออัดในกุฎีใหญ่ พระถังซัมจั๋งถึงถามพระสมภารว่า พรุ่งนี้อาตมภาพจะลาไปจากที่นี่ หนทางที่จะไปต่อไปนั้นจะเปนประการใดบ้าง

สมภารได้ยินถามดังนั้น ก็คุกเข่าลงกับพื้น พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นก็ตกใจ ลุกมาพยุงให้ลุกขึ้นแล้วถามว่า อาตมถามถึงหนทางที่จะไปไซที ทำไมจึงได้คุกเข่ากราบไหว้ดังนี้ทำไม สมภารจึงบอกว่าหนทางที่จะไปนั้นเรียบร้อยไม่เปนที่ทุกข์ใจมิได้ แต่ยังมีธุระอย่างหนึ่งจะไม่เปนปรกติ ด้วยท่านอาจาริย์นอนอยู่ในกุฎีใหญ่ สานุศิษย์ทั้งสามนอนในห้องก็ควรแล้ว ยังไม่ทราบว่านางสาวน้อยจะไปนอนที่ไหนจึงจะดี พระถังซัมจั๋งพูดว่า ท่านอาจาริย์อย่ามีความวิตกจิตร์คิดสงไสพวกอาตมเลย ที่จะคิดผิดกิจไปนั้นหาเปนไปได้ไม่ เมื่อเวลาเซ้าเดินตัดดงไม้สนมาก็มาพบหญิงคนนี้ ผูกมัดอยู่บนต้นไม้ร้องเรียกให้ช่วยอาตมมีจิตร์กรุณา จึงให้สานุศิษย์แก้ลงมานางจึงได้ตามมาจนถึงนี่ ก็สุดแต่ท่านจะให้ไปนอนที่ไหนก็ตามเถิด พระสมภารได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ถ้าอาจาริย์มีอุเบกขาเพิกเฉยดังนั้น อาตมจะขอจัดที่ ๆ นอกประตูให้นางไปพักข้างนอกเห็นจะดีดอกกระมัง พระถังซัมจั๋งว่าควรแล้วดีแล้ว สมภารจึงเรียกสานุศิษย์ให้พานางไปพักข้างนอก ฝ่ายพระถังซัมจั๋งพักอยู่ที่กุฎีใหญ่ได้เวลาแล้ว พระสงฆ์ทั้งหลายก็ลากกลับไปที่อยู่แห่งตน พระถังซัมจั๋งจึงสั่งสานุศิษย์ทั้งสามให้ไปนอนจะได้ตื่นแต่เช้า ๆ เวลานั้นก็นอนเงียบทุก ๆ คน พอรุ่งแจ้งเห้งเจียก็ลุกขึ้นก่อน เรียกโป๊ยก่ายซัวเจ๋งรวบรวมเข้าของใส่หาบแล้วจึงมาปลุกอาจาริย์จะได้ออกเดินแต่เช้าเวลานั้น พระถังซัมจั๋งนอนหลับ เห้งเจียเข้าไปใกล้ร้องปลุกด้วยเสียงอันดัง พระถังซัมจั๋งยกศีศะขึ้นแล้วหลับไปอีก เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงร้องถามว่า อาจาริย์เปนอะไรไปหรือ พระถังซัมจั๋งบอกว่า ศีศะให้หมุนเวียนตาก็ให้มืดมัวไป ให้เจ็บปวดไปทั้งตัวไม่รู้ว่าเปนอะไร โป๊ยก่ายเอามือจับตัวอาจาริย์ดูทั่วกายมีไอออกร้อน โป๊ยก่ายว่าข้าพเจ้าเข้าใจแล้ว เมื่อวานนี้เห็นพระอาจาริย์เดินมากมายแลถูกแดดลม จึงได้มีโรคไม่สบายดังนี้ พระถังซัมจั๋งว่าไม่ใช่ดังนั้น คือเมื่อคืนนี้ลุกขึ้นไปเบามิได้ใส่เสื้อ นึกดูเห็นจะถูกลมเข้าจึงได้เปนดังนี้ เห้งเจียถามว่า ถ้าดังนี้จะเดินไปได้หรือ พระถังซัมจั๋งว่า แต่จะลุกขึ้นยังไม่ได้ จะเดินไปยังไงได้เล่า เห้งเจียว่าพระอาจาริย์ตัวยังไม่ปรกติ จงหยุดพักอยู่สักสองสามวันให้สบายก็จะได้ เปนอะไรไปเล่า พวกข้าพเจ้าคอยระวังรักษาอาจาริย์อยู่จะเปนทุกข์อะไรที่ไหน พระถังซัมจั๋งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงว่าสานุศิษย์พูดดังนั้นก็ถูกแล้ว เราจงหยุดพักที่วัดนี้ก่อนพอให้หายดีแล้วจึงค่อยไป ก็ชวนกันหยุดพักอยู่ในวัดนั้นได้สามวันแล้ว พระถังซัมจั๋งเรียกเห้งเจียมาพูดว่า ไม่สบายไปสองวันมิได้ถามถึงนางนั้น มีผู้ใดให้เข้าปลาอาหารกินหรือเปล่า เห้งเจียจึงพูดว่าพระอาจาริย์อย่าเปนทุกข์ถึงผู้อื่นเลย จงระวังรักษาแต่ตัวเราเถิด พระถังซัมจั๋งเรียกให้เห้งเจียมาพยุงลุกขึ้น แล้วก็ให้เอากระดาษแลภู่กันมา และขอยืมที่ฝนหมึกในวัดมาด้วย เห้งเจียถามว่าจะเอากระดาษแลภู่กันมาทำไม พระถังซัมจั๋งว่า อาตมจะทำหนังสือฉบับหนึ่งใส่ซองเดียวกับหนังสือเดินทาง เห้งเจียช่วยเอาไปถวายพระเจ้าถังไทยจงฮ่องเต้ ยังเมืองใต้ถังให้พระองค์ทรงทราบเหตุ เห้งเจียว่าการทั้งนี้ไม่ยากอะไร การอื่นข้าพเจ้าไม่ถนัด ถ้าการจะไปส่งหนังสือดังนี้ข้าพเจ้าถนัดเปนที่หนึ่ง ด้วยข้าพเจ้าหกขะเมนตีลังกาไปทีหนึ่งก็ถึงเมืองใต้ถัง นำหนังสือเข้าไปถวายพระเจ้าถังไทยจงฮ่องเต้แล้วก็หกขะเมนกลับมาหาอาจาริย์ น้ำหมึกไม่ทันจะแห้ง แต่ยังไม่ทราบว่าอาจาริย์จะฝากหนังสือไปทำไม ในใจความนั้นว่ากะไรขอให้อาจาริย์อ่านให้ข้าพเจ้าฟัง ข้าพเจ้าจะได้รู้เรื่องด้วยบ้าง พระถังซัมจั๋งน้ำน้ำตาไหลลงพรั่งพรายแล้วพูดว่าในใจความว่า คืออาตมสงฆ์เหี้ยนจึง ขอถวายพระพรมายังมหาบพิธพระราชสมภารสมเด็จพระเจ้าถังไทยจงฮ่องเต้ทรงทราบ ด้วยอาตมภาพได้รับ ๆ สั่งออกจากเมืองใต้ถังแล้วก็ตั้งหน้าตั้งใจตรงไปยังประเทศไซทีเขาเล่งซัว อันความคับแค้นทุกข์ยากในระยะทางกันดารนั้น สุดที่จะรำพรรณ์ให้สิ้นสุดได้ บัดนี้มาถึงครึ่งทางก็บังเอินมาป่วยลง การที่จะไปต่อนั้นก็เปนการยากที่สุดที่จะไปได้ เพราะทางนั้นยังลึกลับไกลนัก เห็นชีวิตร์อาตมภาพจะไม่พอไปได้ ขอพระองค์ได้ทรงทราบ เห้งเจียครั้นได้ฟังสำเนาความในหนังสือดังนั้นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ จึงพูดว่าพระอาจาริย์ไม่เปนการเสียแล้ว เจ็บป่วยนิดหน่อยเท่านั้นยังหาควรจะคิดดังนี้ไม่ แม้ว่าเจ็บป่วยมากมายประการใดก็ควรจะบอกกล่าวให้ข้าพเจ้าทราบ ข้าพเจ้ายังสามารถแก้ไขได้อยู่บ้าง แลจะถามว่าพระยามัจจุราชพระองค์ไหนอาจมามีจิตร์คิดขึ้นดังนี้ แลสมุห์บาญชีเมืองผีคนใดอาจมีหมายมาจับ และยมพบาลคนใดอาจจะนำหมายมาจับ แม้ว่ามีจิตร์หมิ่นประมาทกระทำให้ร้อนถึงข้าพเจ้า ๆ จะยกสันฐานร้ายขึ้นดังเมื่อครั้งทำจุลาจณบนสวรรค์ ถือตะบองตีขะนาบลงไปยังพระยามัจจุราชเงียมฬ่ออ๋อง จับเอาตัวมาชักเอาเอ็นออกลอกหนังทำให้สาหัศ พระถังซัมจั๋งพูดว่าอาตมก็ป่วยมีอาการมากหนักใจอยู่ อย่าพูดอวดโตไปนักเลย โป๊ยก่ายพูดว่าพระอาจาริย์มีอาการป่วยมาก เราจัดแจงเตรียมโลงไว้สำหรับใส่ศพพระอาจาริย์เถิด เห้งเจึย์ได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น ก็ด่าว่าอ้ายชาติหมูพูดอะไรอย่างนั้นเจ้ายังไม่รู้เหตุ พระอาจาริย์ของเรานั้น ท่านเปนสาวกของพระพุทธเจ้าเดิมเรียกว่ากิมเสี้ยนโพธิสัตว์ เพราะเธอมีความประมาทในพระธรรมจึงได้มารับผลความผิดทรมารทุกข์ในมนุษย์โลกดังนี้ โป๊ยก่ายถามว่าพี่เห้งเจียพระอาจาริย์เธอมีความหมิ่นประมาทพระธรรม จึงได้ไปเกิดที่เมืองใต้ถังให้ตั้งอะธิฐานไปไซทีอาราธนาพระธรรม ได้ทรมารพบปะซึ่งยักษ์ผีปิศาจร้ายได้ความทุกข์ต่าง ๆ ก็ควรแล้ว นี่เหตุใดจึงให้ได้ความพยาธิทุกข์ไภยดังนี้เล่า เห้งเจียพูดว่าน้องหาเข้าใจไม่ พระอาจาริย์นั้นนั่งฟังพระยูไลยแสดงธรรม เวลานั้นเธอง่วงสับปะงกพลั้งเท้าซ้ายพลัดลงเหยียบถูกเมล็ดเข้าหนึ่งเมล็ด เพราะฉนั้นมาเกิดในมนุษย์โลก จึงต้องปรับโทษเจ็บสามวัน โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็ตกใจจึงพูดว่า ถ้าดังนั้นข้าพเจ้ากินเข้าทำตกหล่นเรี่ยราดมาก จะรู้ว่าปรับโทษเจ็บนั้นสักเท่าไรชาติจึงจะสิ้นโทษได้ เห้งเจียพูดว่าพระพุทธเจ้าท่านหาได้ปรับโทษแก่สัตว์ทั้งหลายไม่ กรรมของสัตว์ทำก็ให้โทษแก่สัตว์เอง พระอาจาริย์ยังป่วยอีกวันหนึ่งก็จะหายไม่เนิ่นช้าดอก พระถังซัมจั๋งพูดว่าวันนี้ไม่เหมือนเมื่อวานนี้ในฅอให้ชักแห้งอยากน้ำ เห้งเจียจงไปหาน้ำเย็น ๆ ให้อาตมสักหน่อยเถิด เห้งเจียพูดว่าพระอาจาริย์อยากน้ำจงคอยข้าพเจ้าจะไปหาน้ำเย็นๆ มาถวาย พูดแล้วก็หยิบเอาบาตออกไปข้างนอกที่หลังวัด ไปที่โรงครัวเที่ยวหาน้ำเย็น แลเห็นพระสงฆ์องค์หนึ่งนั่งอยู่ สองตาแดง ๆ ดุจร้องไห้ เห้งเจียจึงถามว่าทำไมพวกท่านจึงมีใจอันน้อยอย่างนี้เล่า พวกข้าพเจ้ามาอาไศรยสองสามเวลา เมื่อจะไปก็จะคิดเงินให้พอสมควรแก่ค่าป่วยการทำไมจึงทำกิริยาอย่างนี้เล่า หรือวิตกว่าอ้ายปากยาวมันกินมากทำให้เปลืองพวกท่านจึงเสียใจดังนี้หรือ

ฝ่ายพระสงฆ์องค์นั้น เมื่อได้ฟังเห้งเจียถามจึงตอบว่า อันความจริงที่วัดนี้ก็มีพระสงฆ์หลายร้อยรูป จะเลี้ยงท่านองค์ละวันก็จะเปลี่ยนกันได้หลายร้อยวัน จะอาจคิดป่วยการอะไรที่ไหน เห้งเจียถามว่า ก็ไม่ใช่เช่นนั้นแล้ว ทำไมจึงมีกิริยาโทมนัศดังนั้นเล่า พระสงฆ์เหล่านั้นพูดว่า ไม่ทราบว่าปิศาจยักษ์ที่ไหนมาอาไศรยอยู่ในวัดนี้ คืนนี้สามเณรน้อยสองคนออกไปตีกลองตีระฆังแล้ว ก็ได้ยินเสียงตีกลองตีระฆังแล้ว แต่ไม่เห็นกลับเข้ามาจนสว่างพากันเที่ยวค้นหาก็พบแต่จีวรกับรองเท้าทิ้งอยู่ แล้วไปค้นที่หลังสวนก็เห็นแต่กระดูกกองอยู่ ถ้าหากว่าพวกท่านอยู่ไปอีกสามวัน พวกข้าพเจ้าก็คงจะหมดไปอีกหกคน เพราะฉนั้นพวกข้าพเจ้าจึงมีทุกข์ร้อนดังนี้ และเห็นอาจาริย์ของท่านไม่สะบายอยู่ จึงไม่กล้าจะบอกเหตุการอันนี้ จึงได้คร่ำครวญอยู่ดังนี้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงพูดว่าเราเข้าใจอยู่แล้วท่านไม่ต้องพูด ไว้ข้าพเจ้าจะช่วยกำจัดมันให้ พระสงฆ์พูดว่ามันเปนปิศาจร้ายคงจะเปนกายะสิทธิ์ล่องหนกำบังเปลี่ยนแปลงเหาะเหินได้ ขอท่านอย่าถือโทษว่าข้าพเจ้าดูถูกท่าน ถ้าท่านกำจัดปราบมารร้ายนี้ได้ พวกข้าพเจ้าก็คงพากันมีความศุขทั่วกัน ถ้าหากท่านปราบไม่ลงเห็นจะไม่ได้การ พวกข้าพเจ้าคงจะได้มีความเดือดร้อนมาก เห้งเจียถามว่าทำไมจึงว่าจะไม่เปนการต่อภายหลังด้วยเหตุอย่างไร พระสงฆ์ทั้งหลายพูดว่าพวกข้าพเจ้าไม่ปิดบังท่าน พวกข้าพเจ้าหลายร้อยก็จริงแต่บวชตั้งแต่เล็กมา ถือตามข้อห้ามตามวินัย หาได้เรียนวิชาปราบผีปิศาจมารร้ายไม่ หากท่านจับมันไม่ได้ ก็จะพาให้พวกข้าพเจ้าเปนเหยื่อมันไปด้วยกันทั้งสิ้น อิกประการหนึ่งพวกข้าพเจ้าก็จะต้องเวียนเกิดเวียนตายในสำนักนี้ก็จะดับสูญสิ้นวิปัสนาไป เพราะฉนั้นพวกข้าพเจ้าจึงเห็นว่าจะไม่เปนการต่อภายหลังดังนี้ เห้งเจียได้ฟังพระสงฆ์พูดดังนั้นก็โกรธ จึงพูดด้วยเสียงอันดังว่า สงฆ์เหล่านี้โง่เขลาไม่รู้จักอะไร พวกท่านรู้เข้าใจได้แต่ว่าพวกปิศาจมันเชี่ยวชาญ ยังหารู้ว่าฤทธิ์เดชอานุภาพของเราเปนประการใดไม่ พระสงฆ์ทั้งหลายพูดว่าจริงของท่านพวกข้าพเจ้ายังหาทราบไม่ เห้งเจียว่าข้าพเจ้าจะเล่าให้ท่านเข้าใจสักหน่อยหนึ่ง ตัวข้าพเจ้าเดิมอยู่เขาฮวยก๊วยซัวเคยตั้งตัวเปนใหญ่ แลเคยไปทำสงครามบนสวรรค์ที่ปราสาทเล่งเซียวเต้ย เวลาหิวก็เอายาวิเศษของท้ายเสียงเล่ากุนกินเล่น เวลาอยากน้ำก็เอาสุราของเง็กเซียงฮ่องเต้กินเล่นเจ็ดแปดถ้วย สองตาเหลือบไปทีหนึ่งบังแสงฟ้าให้หมืดมัว ถือตะบองเหล็กอันหนึ่งจะไปมาไม่เห็นร่องรอย จะพูดไปทำไมถึงสัตว์เนื้อเสือร้ายแลยักษ์ผีปิศาจทั้งหลายไม่ต้องวิตกทั้งสิ้น ข้าพเจ้าจะจับปิศาจร้ายให้ท่านดูท่านจึงจะเห็นจริง พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียพูดอวดอ้างใหญ่โตดังนั้นก็พากันเชื่อว่าเห็นจะมีฤทธิ์เดชจริง ต่างก็พากันมาคำนับทุก ๆ องค์ ยังแต่ท่านสมภารองค์เดียวพูดว่าช้าก่อน อาจาริย์ซองท่านยังไม่สบายอยู่ เรื่องจับปิศาจนั้นขอให้รอก่อน แม้สองข้างสู้รบกันจะพาให้อาจาริย์ท่านไม่สบาย เห้งเจียได้ฟังสมภารพูดดังนั้น จึงพูดว่าท่านพูดดังนั้นก็ถูกต้อง ถ้ากระนั้นข้าพเจ้าจะเอาน้ำไปให้อาจาริย์ฉันแล้วจึงจะกลับมา เห้งเจียก็ยกบาตน้ำเย็นออกมายังหน้ากุฎีใหม่ เอาน้ำประเคนให้อาจาริย์ เวลานั้นพระถังซัมจั๋งกำลังอยากน้ำ จึงรับน้ำมาดื่มเข้าไปอึกหนึ่ง ดุจน้ำมนต์อันวิเศษพิศม์ไข้ก็สงบค่อยธุเลาลงไปทันที เห้งเจียพิเคราะห์ดูสีหน้าพระอาจาริย์เห็นผ่องไสยสบายเปนปรกติ จึงถามว่าพระอาจาริย์จะใคร่ฉันเข้าร้อนหรือ พระถังซัมจั๋งบอกว่าฉันน้ำเย็นเข้าไป ดุจกินยาทิพย์อันวิเศษพิศม์ไข้ทุเลาเบาลงกว่าครึ่ง หากมีน้ำร้อนก็ยิ่งดี เห้งเจียจึงเรียกพระสงฆ์บอกว่าอาจาริย์ข้าพเจ้าหายแล้ว ขอท่านได้จัดเข้าร้อน ๆ มาให้อาจาริย์ข้าพเจ้าฉันเถิด พระสงฆ์เหล่านั้นก็ช่วยกันจัดหาอาหารมาสองสำรับมาตั้งบนโต๊ะ พระถังซัมจั๋งก็มาฉันได้ครึ่งชาม เห้งเจียซัวเจ๋งกินอยู่บนโต๊ะหนึ่ง นอกจากนั้นก็ให้โป๊ยก่ายรับประทาน ครั้นกินเสร็จแล้ว พระถังซัมจั๋งถามว่าเรามาอาไศรยอยู่ได้กี่วันแล้ว เห้งเจียบอกว่าเรามาอยู่ได้สามวันแล้ว อาจาริย์หายแล้วเวลาพรุ่งนี้จึงค่อยออกเดิน ขอธุเลาคืนวันนี้ข้าพเจ้าจะจับปิศาจ พระถังซัมจั๋งถามว่าเห้งเจียจะไปจับปิศาจที่ไหน อาตมกาพก็ยังไม่หายดีถ้าจับไม่ได้เกิดวุ่นวายขึ้นจะไม่เดือดร้อนถึงอาตมภาพด้วยหรือ เหตุไฉนเห้งเจียจึงมาคิดการเช่นนี้ขึ้น เห้งเจียว่าพระอาจาริย์ทำไมจึงพูดล้างอำนาจข้าพเจ้าดังนั้นเล่า อาจาริย์เคยเห็นหรือว่าข้าพเจ้าพ่ายแพ้แก่ปิศาจพวกใด มาถึงไหนก็กระทำให้ปิศาจอ่อนน้อมได้ทุกครั้งมิใช่หรือ เว้นไว้แต่จะไม่ทำเท่านั้น พระถังซัมจั๋งยึดเห้งเจียไว้แล้วพูดว่าจะให้ดีแล้ว แม้ถึงแห่งใดก็ผ่อนผันไปตามการ ควรลดหย่อนให้ก็จงลดหย่อนจะเปนการดีกว่ารุกราญ คิดเอาไชยชะนะสู้อดใจไม่ได้ เห้งเจียเห็นว่าอาจาริย์ทัดทานดังนั้น จึงพูดว่าข้าพเจ้าไม่ปิดบังอาจาริย์ ปิศาจนั้นมันอาไศรยอยู่ที่นี่มันได้กินคนแล้ว พระถังซัมจั๋งตกใจถามว่า เห้งเจียบอกว่ามันกินคนที่ไหนพวกเราอาไศรยที่นี่ได้สามวันแล้ว เห้งเจียมอกว่ามันก็กินสามเณรเสียหกคนแล้ว พระถังซัมจั๋งร้องว่าอะนิจจัง หากมันทำร้ายพระสงฆ์ในวัดเราก็เปนสงฆ์เหมือนกัน อาตมจะปล่อยให้เห้งเจียไป แต่จงระวังระไวยให้ดี เห้งเจียพูดว่าอาจาริย์ไม่ต้องเปนห่วง เห้งเจียดีใจก็กระโดดออกจากกุฎีใหญ่ ตรงมาที่โบถใหญ่พิจารณาดู เวลานั้นดาวเดือนยังไม่ขึ้นมืด ๆ มัว ๆ แลมิใคร่จะเห็นถนัด เห้งเจียก็ร่ายคาถาเป่าไปไฟก็ติดโคมสว่างขึ้น แล้วตีกลองระฆังดังสนั่นก้องเสียงขึ้นแล้ว เห้งเจียก็แปลงเปนสามเณรน้อยมือถือประคำชักสวดมนต์คอยจนแสงเดือนขึ้น เวลานั้นเปนเวลาสองยามก็ได้ยินเสียงอู้ ๆ มีสายลมพัดมา ได้กลิ่นหอมน้ำอบฉิวฉุนกระทบจะมูกชื่นใจ เห้งเจียย่อตัวแลดูก็เห็นนางสาวรูปสวยคนหนึ่ง เดินขึ้นมาบนลานโบถ เห้งเจียปากก็ไม่หยุดแกล้งทำเปนสวดมนต์เรื่อยไป นางสาวน้อยเข้ามายึดเห้งเจียแล้วถามว่า ท่านสามเณรสวดมนต์อะไร เห้งเจียตอบว่าสวดมนต์ขับปิศาจ นางสาวน้อยพูดว่าคนทั้งหลายเขาหลับหมดแล้ว ยังมาหลงสวดมนต์อยู่ทำไม เห้งเจียตอบว่าสวดเอาบุญทำไมจะไม่สวดเล่า นางปิศาจก็ยื่นแก้มมาเคียงหน้าเห้งเจียแล้วพูดว่า ท่านกับเราจะพากันไปเล่นข้างหลังสวนจะไม่ดีหรือ เห้งเจียแกล้งพูดว่านางยังไม่เข้าใจการ นางปิศาจถามว่าทำไมเราจะไม่เข้าใจการเล่าทางไกลร้อยโยชน์ ได้มาประสบพบกันก็เปนนิไสยกุศลส่งมา คืนวันนี้เดือนก็แจ่งแจ้ง สามเณรกับข้าพเจ้าพากันไปหลังสวนภิรมย์รื่นเริงจะดีกว่าสวดมนต์ เห้งเจียคิดอยู่ในใจว่าสามเณรทั้งหลายที่ให้มันกินเสียนั้น ก็เพราะหลงด้วยการประเวณีโลกลืมศีลแลวัดแห่งตนเสีย มิได้คิดถึงสิกขาบทที่ตนสมาทานถืออยู่ เพราะมันเอารูปเสียงกลิ่นรสมาฬ่อดังนี้เอง คิดแล้วเห้งเจียจึงพูดว่าสีกานาง ข้าพเจ้าเข้าบวชอายุยังน้อยไม่ทราบในการภิรมย์ร่วมรักนั้นว่าเปนประการใด นางปิศาจพูดว่า สามเณรจงตามข้าพเจ้าไปเถิดจะแนะนำสั่งสอนให้ เห้งเจียนก็อดหัวเราะไม่ได้ จึงพูดว่าถ้ากระนั้นเราจะตามไป จึงเอามือเกาะบ่านางเดินไปข้างหลังสวน ครั้นถึงนางปิศาจก็เอาขาเกี่ยวขาเห้งเจียงัดเห้งเจียก็ล้มลงกับพื้น ปากก็ร้องว่าหัวใจ ๆ มือปิศาจก็คว้าจะจับองค์กำเนิดเห้งเจีย เห้งเจียก็นึกรู้ว่าถ้ามันจะกินเปนแน่ จึงทำวิธีวิชาหกล้ม นางปิศาจก็หกล้มลงคว่ำกับพื้น ปากยังร้องว่าหัวใจพี่ทำไมทำให้ข้าพเจ้าหกล้มเล่า เห้งเจียคิดในใจว่าจำเราจะต้องลงมือในเวลานี้จะรอไปเมื่อไรอีกเล่า คิดแล้วก็เผ่นขึ้นแปรกลับเปนรูปเดิม แกว่งตะบองฟาดลงไปตรงศีศะปิศาจ

ฝ่ายนางปิศาจก็ตกใจว่าสามเณรองค์นี้ทำไมจึงเชี่ยวชาญดังนี้ นางพิเคราะห์ดูโดยละเอียดจึงได้รู้ว่าเห้งเจีย นางก็มิได้นึกครั่นคร้ามชักเกี่ยมออกถือสองมือเข้ารอรับรบแก่เห้งเจียโดยกำลังความสามารถเข้มแข็ง เวลานั้นลมหนาวพัดมาแสงเดือนลับแล้ว เห้งเจียกับนางปิศาจต่างแผลงฤทธิ์รบสู้กัน นางปิศาจเห็นกำลังเห้งเจียมากมายจะเอาไชยชะนะมิได้ ก็หลบหลีกหนี เห้งเจียร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อีมารร้ายมึงจะหนีไปข้างไหน จงเร่งมาสารภาพรับผิดอ่อนน้อมเสียโดยดี กูจะไว้ชีวิตร์ให้สักครั้งหนึ่ง

ฝ่ายปิศาจก็มิได้รอรั้งรีบหนี เห้งเจียไล่กระชั้นตามมาจวนจะทัน นางปิศาจเหลียวมาเห็นจวนตัว ก็ถอดเอารองเท้าปักดอกไม้ข้างซ้ายออกร่ายเวทร้องให้แปลงเปนรูปนางดุจเดียวกัน สองมือถือเกี่ยมตรงเข้ามารบแก่เห้งเจีย ส่วนตัวนางปิศาจก็บันดานเปนลมหวนกลับมากุฎีใหญ่ เข้าไปในกุฎีหอบเอาพระถังซัมจั๋งออกมาได้ก็รบหนีไป พริบตาเดียวก็มาถึงเขาฮ้ามกังซัว ตรงเข้าถ้ำโป๊เต๊ยต๋อง เรียกบริวารปิศาจน้อยทั้งหลาย สั่งให้จัดแจงทำเครื่องโต๊ะจะเลี้ยงกระทำการวิวาหะมงคล

ฝ่ายเห้งเจียมัวรบกับรูปแปลงจนอ่อนใจ จึงเอาตะบองตีลงไปโดยแรงเต็มกำลัง ถูกรูปแปลงตกลงไปยังพื้นดินกลายเปนรองเท้าปักอันหนึ่ง เห้งเจียเห็นดังนั้นก็นึกรู้ได้ว่าถูกกลปิศาจ รีบหันกลับมาดูอาจาริย์ก็มิได้เห็น โป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งกำลังนอนกรนอยู่ครอก ๆ แลละเมอเพ้อพูดอะไรอยู่ เห้งเจียโกรธตันใจอยู่ไม่รู้ว่าดีร้ายอย่างไร แกว่งตะบองตีขนาบเสียงออกตึงตัง ร้องเรียกว่าจะตีให้ตายอย่าไว้มัน โป๊ยก่ายตกใจผลุดลุกขึ้นหนีไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ซัวเจ๋งเปนคนอ่อนน้อมเห็นการรุกราญดังนั้นก็คุกเข่าลงพูดว่า พี่เห้งเจียข้าพเจ้าทราบแล้ว พี่อยากจะฆ่าข้าพเจ้าทั้งสอง พี่จึงไม่ไปตามอาจาริย์ เห้งเจียพูดว่าเราจะฆ่าเจ้าทั้งสองเสียก่อนแล้ว เราจึงจะไปตามอาจาริย์ ซัวเจ่งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า พี่เห้งเจียพูดอะไรอย่างนั้นเล่า หากไม่มีข้าพเจ้าทั้งสองไหมเส้นเดียวจะปักเปนลายไม่ได้ ม้าแลเข้าของหาบคอนใครจะดูแลให้ คำโบราณท่านย่อมว่า ฆ่าเสือจะต้องมีเพื่อน พี่น้องออกสงครามจะต้องช่วยกันระวังระไวย พี่จงงดไว้ก่อนซึ่งความโกรธครึ่งนั้น รอสว่างแล้วเราพร้อมกันไปตามอาจาริย์จะมิดีหรือ เห้งเจียมีสันดานดุร้ายโทโสมากก็จริงแต่มีสะติปัญญารู้จักการผิดแลชอบ ครั้นได้ฟังซัวเจ๋งพูดชี้แจงดังนั้นก็กลับใจสงบทันที บอกว่าน้องทั้งสองจงลุกขึ้นรอรุ่งแจ้งแล้วจะได้ช่วยกันไปติดตามอาจาริย์ โป๊ยก่ายเห็นเห้งเจียหายโกรธแล้วก็แอบมาข้างเห้งเจียพูดว่า ซึ่งการทั้งนั้นอยู่แก่ตัวข้าพเจ้าพี่อย่าวิตก พูดดังนั้นแล้วพี่น้องก็นั่งคอยอยู่จนสว่างมิได้หลับนอน ครั้นสว่างแล้วก็จัดแจงเข้าของใส่หาบจะออกเดิน

ฝ่ายพระสงฆ์ในวัดถามว่า พวกท่านจะไปข้างไหน เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าอย่าพูดไม่ดี เมื่อวันวานนี้พูดคุยอวดแก่ท่านทั้งหลายว่า จะช่วยจับปิศาจร้ายยังหาทันจะจับไม่ มันกลับมาจับเอาอาจาริย์ไปเสียแล้ว พวกข้าพเจ้าจะพากันไปเที่ยวค้นหาอาจาริย์ พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังก็ตกตลึงพูดว่า การก็นิดเดียวทำไมจึงให้ร้ายถึงอาจาริย์ดังนี้เล่า แล้วถามว่าท่านจะไปตามหาที่ไหน เห้งเจียบอกว่ามีที่จะไปตามหาได้ พระสงฆ์ทั้งหลายก็พากันจัดแจงยกเข้ามาสองสามกระถางทั้งกับเข้าด้วย เห้งเจียซัวเจ๋งกินอิ่มแล้ว โป๊ยก่ายกินทีหลังก็เก็บกวาดกินจนหมดสิ้น ครั้นเสร็จแล้วโป๊ยก่ายพูดว่าขอบใจท่านทั้งหลายมาก ๆ ข้าพเจ้าไปตามอาจาริย์มาได้แล้ว จะกลับมาหาท่านเล่นให้สนุก เห้งเจียถามว่าอ้ายหมูจะกลับมาเล่นเข้าสุกเขาอีกหรือ พูดแล้วเห้งเจียให้โป๊ยก่ายไปดูที่นอกประตูว่านางปิศาจนั้นอยู่หรือเปล่า พระสงฆ์ทั้งหลายบอกว่าท่านมาที่นี่คืนที่สองก็ไม่เห็นแล้ว เห้งเจียได้ฟังพระสงฆ์บอกดังนั้นก็เข้าใจแน่ จึงลาพระสงฆ์ทั้งหลายแล้วก็ให้โป๊ยก่ายซัวเจ๋งจูงม้ายกหาบออกจากวัด เดินกลับไปทางทิศตวันออก โป๊ยก่ายถามว่าทำไมจึงกลับไปทางทิศตวันออกเล่า จะไม่ผิดทางไปดอกหรือ เห้งเจียพูดว่าเจ้าที่ไหนจะรู้เหตุ คือเมื่อวันก่อนเดินมาในดงไม้สน พบหญิงสาวที่ผูกแขวนอยู่กับต้นไม้ เราว่าปิศาจยักษ์พากันขืนว่าเปนคนดี บัดนี้กินสามเณรในวัดเสียนั้นคือมัน ลักพาเอาอาจาริย์ไปก็คือมันมิใช่คนอื่นเลย บัดนี้จะต้องกลับไปตามทางเก่า โป๊ยก่ายซัวเจ๋งได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นก็เห็นจริง จึงรีบพากันเดินตรงมายังดงต้นสนค้นหาอาจาริย์ ครั้นมาถึงดงต้นสนแล้วก็พากันเที่ยวค้นหาอาจาริย์ก็มิได้เห็น เห้งเจียชักตะบองออกแกว่งแปลงเปนสามเสียรหกกร มือทั้งหกถือตะบองมือละอัน ฟาดซ้ายตีขวาเสียงดังสนั่นลั่นก้องโกลาหฬ โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็บอกแก่ซัวเจ๋งว่า พี่เห้งเจียแกหาพระอาจาริย์ไม่เห็นก็คลั่งตีวุ่นวายไปดังนั้น เมื่อเห้งเจียตีซ้ายป่ายขวาอยู่ดังนั้น มีตาเฒ่าสองคนผลุดโผล่ออกมา คือเจ้าเขาคนหนึ่งพระภูมิ์คนหนึ่งมาคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเห้งเจียแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าเจ้าเขาเจ้าที่มาหา ถ้าตีอีกสักพักหนึ่งดูเหมือนเจ้าอะไรก็ต้องมาหา เห้งเจียจึงถามเจ้าเขาเจ้าที่ว่า ตัวอยู่ที่นี่เปนนิตย์คุมสมักพรรคพวกกับอ้ายพวกคนร้าย แม้ว่าได้สิ่งของเงินทองมา ก็ซื้อเหล้าเข้าหมูเป็ดไก่ไหว้เส้น คบคิดกันแก่พวกปิศาจร้าย ลอบลักเอาอาจาริย์ของเรามาส้อนไว้แห่งใด จงรีบบอกมาโดยจริงเราจะยกโทษให้ ถ้าหาไม่ก็จะตีเสียให้ตาย เจ้าเขาแลพระภูมิ์เจ้าที่ได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็มีความสดุ้งตกใจกลัว พูดว่าท่านใต้เซียเห็นจะผิดมิใช่พวกข้าพเจ้า อันปิศาจนั้นมิได้อยู่ในตำบลเขานี้ แต่เมื่อคืนนี้มีสายลมพัดกล้ามาทางนี้ ข้าพเจ้าทราบเหตุบ้างเล็กน้อย จากทางนี้ไปตรงทิศอาคะเนทางประมาณพันโยชน์ ที่ตำบลนั้นมีเขาเรียกว่า (ฮั้มกังซัว) มีถ้ำหนึ่งเรียกว่า (โป๊เต๊ยต๋อง) ปิศาจมันอยู่ที่ถ้ำนั้น มันมาแผลงฤทธิที่ป่านี้จึงได้ลักจับเอาไป เห้งเจียได้ฟังเจ้าเขาเจ้าที่บอกดังนั้น จึงอะนุญาตให้กลับไปยังที่เดิม เห้งเจียก็แปลงกลับเปนรูปเดิม เรียกโป๊ยก่ายซัวเจ๋งมาบอกว่า ปิศาจมันลักพาอาจาริย์ไปไกลแล้ว โป๊ยก่ายว่าแม้ว่าไปไกลสักเท่าใดก็ต้องตามไป พูดแล้วโป๊ยก่ายก็เหาะขึ้นเหยียบเมฆลอยไป ซัวเจ๋งเห็นดังนั้นก็เหาะตามโป๊ยก่ายไป ม้ามังกรที่มีของอยู่บนหลังเหาะได้ก็เหาะตามกันไป เห้งเจียเห็นดังนั้นก็เหาะตามกันไปทั้งสามคนแลม้ามังกร บัดเดี๋ยวก็เห็นภูเขาหนึ่งขวางน่า จึงพากันหยุดพิเคราะห์ดู เห็นแน่แล้วก็พากันลดลงยังพื้นที่เขานั้น เห้งเจียจึงพูดแก่ซัวเจ๋งว่า เราหยุดอยู่ที่นี่ก่อน ให้โป๊ยก่ายไปฟังระหัดระเหียรดูก่อน หากรู้ได้ความแน่แล้วเราจึงพร้อมกันไปหาอาจาริย์

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ