๔๙

เห้งเจียถามว่าน้องทั้งสองใครจะเปนคนเข้าใจ ก็ลงน้ำไปเที่ยวสืบดูสักคนหนึ่งก่อน แม้ว่าทราบเหตุการแล้วจึงค่อยคิดแก้ไขต่อทีหลังโป๊ยก่ายพูดว่า พี่มีฝีมือยิ่งกว่าข้าพเจ้าทั้งสอง พี่จงลงน้ำไปก่อนจึงจะดี เห้งเจียพูดว่าพี่ไม่ปิดบังอะไรแก่น้องทั้งสอง แม้ว่าอยู่บนบกแลในเขาในป่า มีปิศาจยักษ์ร้ายสักเท่าใด ๆ พี่ก็มิต้องให้น้องออกแรง แต่ในน้ำนี้พี่หาสู้จะถนัดไม่ พี่ทราบว่าน้องทั้งสองถนัดทางน้ำมาก เพราะฉนั้นขอให้น้องลงไปก่อน

ซัวเจ๋งพูดว่า พวกข้าพเจ้าถนัดทางน้ำก็จริง แต่ไม่ทราบว่าใต้น้ำจะร้ายดีประการใด สู้เราพร้อมกันลงไปไม่ได้ พี่จงแปลงเปนกิริยาต่าง ๆ ขี่หลังข้าพเจ้าลงไปเที่ยวค้นหาที่สำนักปิศาจว่ามันจะอยู่ที่ใด พี่จะได้สืบอาจาริย์ แม้ได้ทราบแล้วเราจะได้คิดอ่านแก้ไขไปตามการ ข้าพเจ้าคิดเห็นดังนี้จะดีหรือไม่ดี

เห้งเจียว่าน้องคิดดังนี้ชอบแล้ว เห้งเจียจึงถามว่าใครจะให้ใครขี่ไป โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้นก็นึกยินดีแต่ในใจว่าอ้ายลูกลิงมันแกล้งเราหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้เราจะเล่นแกล้งมันบ้าง คิดดังนั้นแล้วก็หัวเราะพูดว่า ข้าพเจ้าจะยอมให้พี่ขี่ไปเอง เห้งเจียก็นึกรู้ในวิธีของโป๊ยก่าย จำเราจะซ้อนกลให้มันเข็ดมือ คิดดังนั้นแล้ว ก็ขึ้นหลังโป๊ยก่ายขี่ไป ซัวเจ๋งเดินก่อนค่อยแหวกน้ำนำหน้า พร้อมกันทั้งสามแซกน้ำลงเดินไป ครั้นไปประมาณสักพันโยชย์ โป๊ยก่ายคิดแกล้งเห้งเจีย ๆ ก็นึกรู้จึงถอนขนออกเส้นหนึ่งเป่าแปลงรูปปลอมเกาะหลังโป๊ยก่าย ตัวเห้งเจียนั้นแปลงเปนหมัด เกาะแน่นอยู่ที่ใบหูโป๊ยก่าย ๆ ก็หารู้ศึกไม่ ครั้นกำลังเดินโป๊ยก่ายเห็นได้ทีก็ทำท่าเซซังจะล้ม จะใคร่ฟาดเห้งเจียลงกับโคลน ครั้นโป๊ยก่ายล้มฟาดลงรูปนั้นก็สูญหายไป ซัวเจ๋งเห็นดังนั้นจึงถามโป๊ยก่ายว่า ทำไมพี่ทำดังนั้นเล่า กำลังเดินทางมาดี ๆ พี่เอาพี่เห้งเจียหกล้มฟาดหายไปไหนไม่เห็น โป๊ยก่ายพูดว่า อ้ายชาติลิงมันยึดไม่แน่นพลาดลงมันแปรไปข้างไหนไม่รู้มัน เราไปค้นหาอาจาริย์เถิด จะไปเปนธุระถึงมันทำไม ซัวเจ๋งว่าจะไม่ชอบกลดอกกระมัง ต้องให้กลับมาก่อนจึงจะได้ แม้เธอไม่ชำนาญในทางน้ำก็จริง แต่ความฉลาดเฉลียวยิ่งกว่าเรา แม้มิได้เธอกลับมาข้าก็ไม่ไปด้วย

เห้งเจียจับอยู่ที่ใบหูโป๊ยก่าย ได้ฟังดังนั้นก็อดอยู่ไม่ได้ จึงร้องบอกว่าซัวเจ๋งพี่อยู่นี่ ซัวเจ๋งได้ยินดังนั้นสิหัวเราะแล้วพูดว่าตายและวะ ทำไมจึงเล่นแกล้งกันอย่างนี้ ก็เมื่อจะทำเธอ ๆ รู้เท่าแล้ว เธอจะแกล้งต่อไปอย่างไรก็ไม่สู้ โป๊ยก่ายตกใจคุกเข่าลงกับโคลนเอาศีศะโขกลงกับโคลนแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าขอโทษพี่สักครั้งหนึ่งเถิด ข้าพเจ้าไม่กล้าเล่นแกล้งอีกต่อไปแล้ว ขอพี่จงกลับมาแปลงอย่างเดิมเถิด ข้าพเจ้าจะให้ขี่ต่อไปไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว ไว้ไปหาอาจาริย์พบแล้วขึ้นบกข้าพเจ้าจะขอขะมาพี่

เห้งเจียพูดว่าเจ้าเดินไปเถิด ข้าจะไม่แกล้งเจ้าดอกอย่าวิตกเลย จงรีบเดินไปโดยเร็ว โป๊ยก่ายก็ตั้งใจเดิน ครั้นมาประมาณอีกสักพันโยชน์ แลไปข้างในเห็นมีห้องหอใหญ่กว้าง ที่น่าประตูมีหนังสือยี่ห้อสี่ตัวคือ (จุ๊ยง้วนจือเต๋ย) ซัวเจ๋งพูดว่าที่นี้เห็นจะเปนที่ปิศาจอยู่ เราทั้งสองเข้าไปยังประตู ท้าให้มันออกรบกับเราเห็นจะดี เห้งเจียถามว่าข้างประตูนั้นมีน้ำหรือเปล่า ซัวเจ๋งบอกว่าไม่มี เห้งเจียว่าถ้าไม่มีน้ำเจ้าทั้งสองจงแอบอยู่ซ้ายขวาข้างประตู ตัวพี่จะเข้าไปค้นหาอาจาริย์ พูดดังนั้นแล้วเห้งเจียก็ผละออกจากหูโป๊ยก่าย แปลงเปนนางกุ้งตัวหนึ่งค่อยคลานเข้าไปในประตูพิจารณาดู แลไปข้างบนก็เห็นปิศาจนั่งอยู่ท่ำกลางสองข้างพวกบริวารน้ำ ยืนเฝ้าเรียงกันเปนลำดับลงมา ได้ยินปิศาจกับนางปลากระบอกกำลังพูดกันเรื่องจะกินเนื้อถังซัมจั๋ง เห้งเจียเหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นอาจาริย์ แลไปข้างทิศปราจิณก็เห็นยายเฒ่ากุ้งก้ามกรามเดินออกมา เห้งเจียก็คลานแอบข้างยายเฒ่ากุ้งถามว่า แม่ ๆ ได้ยินใต้อ๋องจะกินเนื้อถังซัมจั๋งอยู่ที่ไหนจึงไม่เห็นเล่า

ยายเฒ่ากุ้งบอกว่า ใต้อ๋องทำน้ำค้างหมอกให้น้ำแข็ง ถังซัมจั๋งเดินมาใต้อ๋องบันดานให้น้ำเหลว ถังซัมจั๋งจมน้ำจึงจับได้ บัดนี้ขังอยู่หลังหอมีศิลาแผ่นใหญ่ปิดไว้แน่นหนา เห้งเจียเมื่อได้ทราบความชัดเจนแล้ว ก็หลีกแอบไปข้างหลังหอ เหลียวซ้ายแลขวาหาอาจาริย์ แลไปก็เห็นมีห้องหนึ่งทำแน่นหนาคล้าย ๆ โลงใส่ผี ข้างบนมแผ่นศิลาทับซ้อน เห้งเจียเห็นดังนั้นก็คิดว่า เห็นจะอยู่ในที่นี้เปนแน่ จึงคลานแอบเข้าไปใกล้ ก็ได้ยินเสียงร้องไห้สอึกสอื้น เห้งเจียแอบเงี้ยหูฟังก็ได้ยินเสียงคร่ำครวนว่า เมื่อแรกเกิดจากท้องมารดาก็ลอยน้ำก็ได้รอดชีวิตรมาได้ บัดนี้จะไปนมัศการพระพุทธเจ้า ก็บังเอินจมลงในน้ำที่ตายอย่างนี้ ไม่รู้ว่าเกิดมาจะผิดวันเวลาอย่างไร จึงได้ต้องในที่ทุกข์ไภยอย่างนี้ ไม่รู้ว่าสานุศิษย์จะมาตามหรือเปล่า แลจะได้พระคัมภีร์กลับบ้านหรือ หรือจะมาสิ้นชีวิตรแต่เพียงเท่านี้ก็ไม่รู้ พูดรำพันไปแล้วก็ร้องไห้สอึกสอื้นไปไม่หยุด

เห้งเจียครั้นได้ฟังเสียงจำได้แน่ว่าพระอาจาริย์ ก็อดไม่ได้จึงร้องเรียกว่า พระอาจาริย์อย่าแค้นเคืองถึงไภยแห่งน้ำไปทำไม ในคัมภีย์ย่อมว่า ดินคือแม่ธาตุทั้งหลาย น้ำคือรากเง่าของทั้งห้า ไม่มีดินก็เกิดไม่ได้ ไม่มีน้ำก็เติบโตไม่ได้ ข้าพเจ้าเห้งเจียมาแล้ว พระถังซัมจั๋งได้ยินก็ร้องบอกว่า ท่านจงช่วยเราด้วย เห้งเจียว่าท่านอาจาริย์จงวางใจเถิด ไว้ข้าพเจ้าจะกำจัดปิศาจร้ายเสียได้แล้วจึงจะกลับมาแก้อาจาริย์ออกให้พ้นไภย พระถังซัมจั๋งร้องบอกว่าเห้งเจียรีบลงมือเถิด

เห้งเจียก็หันกลับออกจากสำนักปิศาจแล้ว จึงแปลงกายกลับเปนรูปเดิม ร้องเรียกซัวเจ๋งโป๊ยก่ายบอกว่าเหมือนอย่างพี่พูด ปิศาจทำอุบายจับอาจาริย์ขังไว้ ในที่ลับ เราเข้าไปหาได้พบแล้ว เจ้าทั้งสองจงรบฬ่อมันให้ขึ้นพ้นน้ำ พี่จะคอยที่ริมฝั่งแม่น้ำ แม้นมันขึ้นมาพี่จะคอยตีจับมันให้จงได้ จะได้แก้เอาอาจาริย์ออกจึงจะได้ หรือเจ้าทั้งสองพอจะจับได้ก็ให้จับ ถ้าจับไม่ได้ก็ให้ฬ่อขึ้นมา เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็ร่ายคาถาแซกน้ำขึ้นมาคอยอยู่ยังริมฝั่งแม่น้ำ

ฝ่ายโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ก็มายังประตูสำนักปิศาจ ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายปิศาจโวยมึงจงรีบส่งอาจาริย์ของกูออกมาโดยเร็ว ฝ่ายพวกบริวารของปิศาจ เมื่อได้ยินดังนั้นก็วิ่งเข้าไปบอกนายว่า ใต้อ๋องมีคนมาร้องท้าทายทวงอาจาริย์ของเขาอยู่นอกประตู ปิศาจได้ฟังบริวารบอก ก็รู้ว่าพวกศิษย์ของถังซัมจั๋ง จึงเรียกเอาเกราะมาสวมใส่ตัวแล้วมือก็ถือลูกตุ้มทองแดง เดินออกมาร้องถามว่าอ้ายสองคนนี้มึงอยู่ที่ไหน จึงบังอาจมาร้องท้าทายยังน่าประตูกูฉนี้ เองไม่กลัวความตายดอกหรือ โป๊ยก่ายตวาดว่าอ้ายปิศาจที่กูตีผิดไปหนีมาได้รอดตายแล้ว ยังกลับมาทำร้ายอีก เมื่อคืนก่อนมึงไปตีฝีปากกับกูที่ศาลมึงจำไม่ได้หรือ ตัวกูคือสานุศิษย์ของพระถังซัมจั๋ง จะไปอาราธนาพระธรรม ณประเทศไซที มึงหลอกลวงชาวบ้านตั้งตัวเปนเจ้าก๊ำอึงอะไรที่ไหน ตั้งคอยกินเด็กชายหญิง กูแปลงเปนเด็กแทนให้ลูกหญิงของตั๊นเชง มึงตรงมาจะกินกูก่อน แล้วมึงถูกคราดเหล็กเข้าวิ่งหนีหายไป มึงยังจะทำเปนจำไม่ได้หรือ

ปิศาจได้ฟังแล้วพูดว่า มึงอ้ายถูกศิษย์วัดมาปลอมเปนเด็กหญิง โทษของมึงยังไม่รู้สิ้น กูยังไม่ทันจะกินมึง ๆ เอาคราดสับกูถูกมือ ๆ กูยังไม่หายจ์บ มึงยังบังอาจมาจนถึงที่อยู่แท่งกูอีก มึงจะว่ากะไรหรือ โป๊ยก่ายว่ามึงกลัวกูแล้ว เหตุใดมึงทำน้ำหมอกให้มืดมัวแลให้น้ำแข็งทั้งแม่น้ำ จึงจะคิดฆ่าอาจาริย์ของกูเสีย มึงจงรีบส่งอาจาริย์ออกมาเสียโดยเร็ว สารพัดโทษจะยกให้ไม่ฆ่าฟัน แม้ขัดขืนต่อสู้ก็จะประหาญชีวิตรเสียเดี๋ยวนี้ ปิศาจพูดว่าเราจับอาจาริย์ของเจ้ามาไว้ก็จริงอยู่แล้ว แด่เจ้าทั้งสองจงมาลองฝีมือดูสักสองสามเพลงก่อน แม้ว่าเจ้าชะนะเรา ๆ จึงจะคืนอาจาริย์ให้ ถ้าเจ้าแพ้เรา ๆ จะจับมาทั้งศิษย์ทั้งอาจาริย์ จะผ่าอกออกกินเล่นเปนภักษาหาร โป๊ยก่ายด่าว่าอ้ายลูกกลับกลายมึงพูดดังนี้แล้ว มึงจงคอยระวัง กูจะฟันมึงด้วยคราด ว่าแล้วโป๊ยก่ายก็ยกคราดขึ้นฟันลงเต็มกำลัง ปิศาจยกลูกตุ้มขึ้นรับป้องปัดต่อสู้กันไปมา ซัวเจ๋งก็ชักกระบองตรงเข้าระดมช่วยโป๊ยก่าย คนทั้งสามรบกันโดยความสามารถ ต่างคิดจะเอาไชยชะนะต่างมีกำลังเข้มแข็ง รบกันไปได้ประมาณสักสามชั่วโมงยังไม่แพ้ไม่ชะนะกัน โป๊ยก่ายเห็นจะเอาไชยชะนะปิศาจไม่ได้แล้ว ก็ให้หน้าซัวเจ๋งให้หล้าถอย โป๊ยก่ายซัวเจ๋งรบพลางหนีพลางฬ่อปิศาจให้ไล่ ปิศาจก็รุกไล่ขึ้นมาบนหลังน้ำ

ฝ่ายเห้งเจียยืนอยู่ริมฝั่งคอยเขม้นแลดู เห็นคลื่นละลอกเลื่อนลั่นหวั่นไหวมาริมฝั่ง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งถึงฝั่งก็ขึ้นฝั่ง ปิศาจก็ไล่ติดตามมา เห้งเจียเห็นได้ทียกกระบองตรงมาร้องตวาดว่า อ้ายปิศาจมึงจงดูกระบองกายสิทธิ์ ปิศาจหันหน้ารับไม่อยู่ ก็โจนลงน้ำดำหนีไป เห้งเจียก็ไม่ไล่ตาม จึงกลับขึ้นบนบกพูดแก่โป๊ยก่ายซัวเจ๋งว่า อ้ายปิศาจนี้มันรู้ว่าขึ้นบกสู้ไม่ได้ แต่น้องทั้งสองเหน็ดเหนื่อยมาก ซัวเจ๋งพูดว่าอ้ายปิศาจนี้ขึ้นบกรู้ว่าสู้ไม่ได้ อยู่ใต้น้ำร้ายแรงมาก ข้าพเจ้ากับพี่โป๊ยก่ายคนละข้างระดมตีก็ยังเอาไชยชะนะไม่ได้ จะทำอย่างจึงจะได้อาจาริย์ เห้งเจียพูดว่าอย่าสงไสยจะช้าการไป วิตกอยู่เกรงมันจะคิดทำร้ายอาจาริย์ น้องทั้งสองจงรีบลงไปชวนมันรบ พี่จะคอยสกัดมันเอง โป๊ยก่าย ซัวเจ๋งก็พากันรีบแซกน้ำลงไปอีกตามคำเห้งเจียสั่ง

ฝ่ายปิศาจถูกเห้งเจียตีด้วยกระบองรับไม่อยู่ ก็หนีกลับลงไปยังสำนัก พวกบริวารก็มาถามว่า ใต้อ๋องไล่อ้ายลูกศิษย์วัดไปถึงไหน ปิศาจบอกว่าอ้ายสองคนนั้นไม่สู้กะไรนัก ยังมีอีกคนหนึ่งฝีมือเหลือเกิน เราไล่อ้ายสองคนนี้ขึ้นบก อ้ายคนนั้นชักกระบองเหล็กมาสกัดตีด้วยกระบอง เรารับไม่อยู่ไม่รู้ว่ากระบองของมันหนักสักเท่าใด ลูกตุ้มทองแดงของเราก็รับไม่อยู่ ต่อสู้ยังไม่ได้สามเพลงเราต้องหล้าหนีกลับมา

นางปลากระบอกถามว่า ใต้อ๋องจำคนนั้นได้หรือไม่รูปร่างอย่างไร ปิศาจตอบว่า จำได้หน้ามันล้วนแต่ขนดูดุจหน้ารามสูร ในตาแดงเหมือนไฟมีแววตาเหลืองเหมือนสีทอง นางปลากระบอกได้ยินดังนั้นก็ตกใจหน้าซีดตัวสั่น จึงพูดแก่ใต้อ๋องว่า ข้าพเจ้าจะบอกให้ใต้อ๋องรู้ศึก นี่หากใต้อ๋องหนีมาก่อน ถ้าช้าอิกสักสามเพลงชีวิตรก็จะไม่รอดกลับมา เมื่อคราวก่อนข้าพเจ้าอยู่ยังทะเลทิศบูรพาได้ฟังเล่งอ๋องสรรเสริญว่า เธอมีฤทธาอานุภาพใหญ่หลวง เมื่อห้าร้อยปีก่อน ขึ้นไปทำสงครามบนชั้นฟ้าเง็กเซียงฮ่องเต้กับเทพบุตรทั้งหลายขยาดคร้ามฝีมือเธอทั้งสิ้น นามเรียกว่าซีเทียนใต้เซีย มาบัดนี้เธอละพยศร้ายเข้าบวชตามทางพระแล้ว ได้ตามพระถังซัมจั๋งไปไซทีอาราธนาพระธรรมเปลี่ยนชื่อเรียกว่าซึงหงอคงแลซึงเห้งเจียก็เรียก เธอมีเดชาอานุภาพมากนักเปลี่ยนกายได้หลายประการ ใต้อ๋องทำไมไปเกี่ยวข้องแก่เธอเล่า ต่อไปนี้อย่าได้สู้รบเธอเปนอันขาด พูดยังไม่ทันขาดคำก็ได้ยินเสียงบริวารวิ่งเข้ามาบอกว่า อ้ายสองคนมาอิกแล้วร้องท้าชวนรบอยู่ข้างนอกประตู ปิศาจจึงพูดว่านางน้องพูดเห็นจริง จึงสั่งพวกบริวารให้ปิดประตูให้แน่น เอาศิลาแลดินทับไว้อย่าให้ทลายได้ อ้ายสองคนมันเรียกร้องก็ชั่งมัน

ฝ่ายพวกบริวารก็ทำตามนายสั่ง เอาดินแลศิลามาถมปากประตูขึ้นจนสูงแล้วต่างก็พากันไปที่อยู่ ฝ่ายโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋ง ร้องเรียกท้าทายด่าว่าอย่างไรก็เห็นเงียบอยู่ โป๊ยก่ายขัดใจเอาคราดสับกระชากประตู ก็เห็นแต่ดินแลหินศิลาทับแน่นอยู่ ซัวเจ๋งพูดว่าอ้ายปิศาจเห็นจะมีความกลัวเกรงพวกเรา จึงได้เอาดินแลศิลาถมประตูเสียดังนี้ เราพากันกลับไปหาพี่เห้งเจียจะได้คิดอ่านกันใหม่

โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็พากันกลับไปหาเห้งเจีย ครั้นถึงจึงเล่าให้เห้งเจียฟัง ตามที่มันไม่ออกสู้รบปิดประตูนิ่งอยู่ เห้งเจียได้ฟังแล้วพูดว่าถ้ากระนั้นก็สุดปัญญาที่จะคิดต่อไป เจ้าทั้งสองจงคอยลาดตระเวรอยู่อย่าให้ปิศาจหนีไปได้ ตัวพี่จะไปน่ำไฮ้ ถามพระโพธิสัตว์จึงจะรู้ความได้ สั่งแล้วเห้งเจียก็กระทำปาฏิหารไปประมาณครึ่งชั่วโมง ก็มาถึงเขาเท้าถ้อซัว เห้งเจียลดลงยังพื้นเดินตรงเข้าไปยังสำนักใหญ่ เห็นหมู่เทพบุตรแลเทพารักษ์เดินออกมาเชิญเข้าไปนั่งยังน่าหอ จึงบอกแก่เห้งเจียว่า เมื่อเวลาเช้าพระโพธิสัตว์สั่งพวกข้าพเจ้าไว้ว่า วันนี้ท่านใต้เซียจะมา ให้พวกข้าพเจ้าคอยรับ พระโพธิสัตว์ท่านเข้าไปในป่าไผ่แต่ผู้เดียวมิให้ใครตามสั่งให้ใต้เซียคอยอยู่ที่นี่ เมื่อพระโพธิสัตว์กลับมาจึงให้สนทนา

เห้งเจียได้ฟังเทพบุตรบอกดังนั้นก็นั่งคอยอยู่ที่น่าหอ แลไปเห็นเสี้ยนจ๊าย ทงจื้อเดินขึ้นมาคำนับ พูดว่าข้าพเจ้าพึ่งท่านใต้เซียมีจิตรโอบอ้อมอารี พึ่งพระโพธิสัตว์มความกรุณา เช้าค่ำเฝ้าอยู่ซ้ายขวา กระทำให้จิตรร้ายหายไปสิ้น เห้งเจียก็นึกว่า (อั้งฮั้ยยี้) จึงหัวเราะพูดว่า เมื่อเวลาก่อนจิตรเปนมารยังพาลหลง บัดนี้เข้าในทางตรงสัมมาทิฐิ จึงรู้ว่าเห้งเจียเปนคนดี เห้งเจียนั่งคอยพระโพธิสัตว์อยู่นานแล้วไม่เห็นมา จิตรใจก็ให้ธุรนธุรายจึงพูดว่า ท่านทั้งหลายช่วยไปกราบเรียนให้ท่านทราบทีเถิด แม้ช้าเวลาวิตกพระอาจาริย์จะไม่รอดชีวิตร

หมู่เทพยดาพูดว่าพวกข้าพเจ้าไปไม่ได้ เพราะพระโพธิสัตว์สั่งมิให้ตามไป ท่านจะกลับมาเอง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นใจร้อนที่ไหนจะนั่งคอยอยู่ได้ จึงผุดลุกเดินเข้าไปตามหมู่เทวดาไม่กล้าห้าม เห้งเจียเข้าไปยังป่าไผ่ แลไปก็เห็นพระโพธิสัตว์นั่งที่พื้นดินใต้ร่มไผ่แต่ผู้เดียวนั่งวัดไม้ไผ่ พระองค์ก็ไม่เห็นแต่งตัว เห้งเจียเห็นแล้วก็อดไมได้ จึงร้องถามด้วยเสียงอันดังว่า พระโพธิสัตว์ข้าพเจ้าซึงหงอคงมานมัศการด้วยอาจาริย์ข้าพเจ้ามีไภย จะใคร่กราบเรียนถามเหตุการแห่งปิศาจที่ลำแม่น้ำทงทีฮ้อนั้น พระโพธิสัตว์จึงบอกว่าพักคอยอยู่ข้างนอกก่อนสักประเดี๋ยวอาตมจะออกไป เห้งเจียจึงกลับออกมาจากป่าไผ่พูดแก่หมู่เทวดาว่า วันนี้ทำไมพระโพธิสัตว์จึงมีธุระการอะไรนัก ทำไมจึงไม่ขึ้นนั่งบนดอกบัวแลไม่แต่งตัว นั่งในป่าไผ่จักไม้ไผ่ทำไมที่ไหน

เทพยดาทั้งหลายพูดว่าการอย่างนี้พวกข้าพเจ้าไม่ทราบเลย เห็นเมื่อเช้าออกจากสำนักก็ไม่เห็นแต่งตัว สั่งพวกข้าพเจ้าให้คอยรับใต้เซีย เห็นคงจะมีธุระที่ใต้เซียดอกกระมัง เห้งเจียสนทนากับเทวดาอยู่ประเดี๋ยวแลไปก็เห็นพระโพธิสัตว์มือถือตะกร้าเดินออกมาจากป่าไผ่ ร้องเรียกเห้งเจียมาพูดว่า จงรีบไปกับอาตมภาพจะได้ช่วยพระถังซัมจั๋งให้ออกพ้นไภย เห้งเจียคุกเข่าลงพูดว่าข้าพเจ้าไม่กล้าเร่งรัด ขอท่านได้ครองผ้าแล้วจ้งค่อยไปก็ได้ พระโพธิสัตว์พูดว่าไม่ต้อง ต้องไปให้ทันเวลานี้ว่าแล้วก็กระทำปาฏิหารเทาะไป เห้งเจียก็เหาะติดตามมา บัดเดี๋ยวก็มาถึงแม่น้ำทงทีฮ้อ

ฝ่ายโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งนั่งคอยอยู่ที่ริมฝั่งก็พูดบ่นกันว่า พี่เห้งเจียใจก็ร้อนทำไมจึงช้าไม่เห็นมา พูดบ่นกันดังนี้สักชั่วหวีผมก็แลเห็นพระโพธิสัตว์เหยียบเมฆข้ามแม่น้ำมาถึง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็คุกเข่าลงคำนับกับพื้นดิน พระโพธิสัตว์ขยายสายแพรรัดเอ็วออกผูกปากตะกร้า แล้วเหาะขึ้นกลางอากาศร่ายคาถาเจ็ดรอบแล้วก็ขว้างตะกร้าขึ้นบนเหนือน้ำ บัดเดี๋ยวก็ลากขึ้นมามีปลาทองกิมลีฮื้อนอนดิ้นอยู่ในตะกล้า พระโพธิสัตว์จึงเรียกเห้งเจียให้ลงไปรับอาจาริย์ขึ้นมา เห้งเจียจึงถามพระโพธิสัตว์ว่า ปิศาจยังจับไม่ได้ทำไมจึงจะไปช่วยอาจาริย์ขึ้นมาได้เล่า พระโพธิสัตว์ว่าในตะกร้านี้มิใช่ตัวปิศาจหรือ โป๊ยก่ายซัวเจ๋งคำนับแล้วถามว่า ปลาตัวนี้ทำไมจึงมีฤทธิ์เดชมากนัก พระโพธิสัตว์ตอบว่า ปลาทองตัวนี้เดิมอยู่ในสระบัวของอาตมภาพเลี้ยงไว้จนโต ได้ลอยขึ้นฟังธรรมทุกวัน ๆ ปฏิบัติบวชจนสำเร็จจึงแปลงกายได้ ลูกตุ้มทองแดงที่ถือเปนอาวุธนั้นคือดอกหญ้าหอมมันประกอบปลุกเสกจึงได้กลายเปนอาวุธ มาวันหนึ่งน้ำทะเลท่วมมากมันจึงกระโดดออกจากสระหนีมาอยู่ที่นี่ เมื่อเช้านี้อาตมภาพออกไปจะชมสระดูดอกบัว จึงได้รู้ว่ามันหนีไปมิได้เห็นมันขึ้นมาไหว้ จึงตรวจดูก็รู้ว่ามันมาเปนปิศาจอยู่ที่ลำแม่น้ำนี้ เพราะฉนั้นอาตมภาพตั้งพิธีสานตะกร้ามาจับมัน

เห้งเจียได้ฟังพระโพธิสัตว์เล่าให้ฟังดังนั้นจึงขอนิมนต์ว่า ขอพระผู้เปนเจ้าพักสักประเดี๋ยว ข้าพเจ้าจะบอกพวกชาวบ้านแกจึงให้มานมัศการพระโพธิสัตว์ ด้วยเหตุว่าข้อหนึ่งจะไว้เปนคุณ ข้อสองจะให้รู้ว่าพระโพธิสัตว์มาจับปิศาจ ข้อสามจะให้หมู่บ้านแกจึงเลื่อมใสศรัทธาในทางธรรม เพราะฉนั้นพระโพธิสัตว์จึงให้เห้งเจียไปเที่ยวเป่าร้องชาวบ้านให้บอกกันมา โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็รีบไปในบ้านแกจึงร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า ท่านทั้งหลายจงรีบมาดูพระโพธิสัตว์กวนอิม พวกหมู่บ้านแกจึงได้ทราบดังนั้น ไม่ว่าชายแลหญิงเด็กผู้ใหญ่ พากันวิ่งมาดูเห็นพระโพธิสัตว์กวนอิมแล้ว ก็ต่างคนต่างคุกเข่าลงไม่ว่าดินทรายโคลนเลน ที่เปนช่างเขียนก็วาดรูปพระโพธิสัตว์ไว้ เพราะฉนั้นจึงมีรูปพระโพธิสัตว์กวนอิมถือตะกร้ามาจนเท่าทุกวันนี้ ครั้นพวกชาวบ้านแกจึงมานมัศการแล้ว พระโพธิสัตว์ก็เสด็จกลับคืนยังสะฐานที่น่ำไฮ้

โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็แซกน้ำลงไปยังสำนักที่ปิศาจอาไศรย ค้นหาอาจาริย์ตรงไปยังหลังหอ แลไปก็เห็นมีแผ่นศิลาทับอยู่ จึงงัดเปิดแผ่นศิลาออก โป๊ยก่ายก็ย่อตัวลงไปให้อาจาริย์ขึ้นนั่งบนหลังแล้วก็รีบออกจากสำนักปิศาจแซกน้ำขึ้นมายังบ้านแกจึง ตั๊นเท่งตั๊นเชงพี่น้องทั้งสองคนเห็นพระถังซัมจั๋งขึ้นมาได้ ต่างคนก็ดีใจคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ห้ามท่านแล้วท่านก็ไม่เชื่อ จึงได้เกิดความทุกข์ยากอย่างนี้ เห้งเจียจึงพูดว่า ท่านทั้งหลายอย่าพูดเลยการที่ล่วงไปแล้ว ป่วยการเสียเปล่า ข้าพเจ้าจะขอพึ่งท่านชาวบ้านนี้ให้ช่วยหาเรือสักลำหนึ่ง เพื่อจะได้ส่งพวกข้าพเจ้าข้ามฟาก ต่อนี้ไปทุก ๆ ปีก็ไม่ต้องเส้นไหว้ ด้วยได้กำจัดอ้ายปิศาจเสียแล้ว ไม่มีความร้ายอะไรอิกต่อไป

ตั๊นเท่งตั๊นเชงให้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงพูดว่าอันเรือแพนาวานั้นท่านอย่าวิตกเลย พวกข้าพเจ้าจะจัดแจงเอง ตั๊นเท่งตั๊นเชงจึงป่าวร้องขอแรงพวกชาวบ้านมาช่วยทำ พวกชาวบ้านก็มีสัทธาทุก ๆ คน บ้างออกกระดานบ้างออกถ่อแจวแลสิ่งของที่จะต้องใช้ในเรือนั้น จัดทำกันที่ริมฝั่งออกชุลมุน ในขะณะนั้นได้ยินเสียงร้องเรียกว่าท่านเห้งเจียใต้เซีย ไม่ต้องเสียเปลืองของชาวบ้าน ไว้ธุระข้าพเจ้าจะส่งพระอาจาริย์กับสานุศิษย์ให้ข้ามฟากไปเอง หมู่คนกำลังทำให้ฟังดังนั้นต่างก็ตกใจกันทุก ๆ คน บัดเดี๋ยวแลไปก็เห็นผุดขึ้นมาจากน้ำเปนเต่าใหญ่ตัวหนึ่ง เห้งเจียเห็นดังนั้น จับกระบองแกว่งกระโดดเข้าไปใกล้พูดว่า ข้าดูเจ้าก็เปนสัตว์เดระฉาน ถ้ามึงทำเหมือนอย่างปิศาจอย่างนั้นกูจะตีมึงให้ตายเดี๋ยวนี้

เต่าจึงพูดว่า ข้าพเจ้าคิดถึงคุณท่านจะมาส่งพวกท่านให้ข้ามฟาก ทำไมท่านจะมาตีข้าพเจ้า เห้งเจียถามว่า เรามีบุญคุณอะไรแก่เจ้า เต่าตอบว่าท่านใต้เซียยังไม่ทราบเรื่องในใต้น้ำนั้นว่าเปนอย่างไร อันที่สำนักจุ๊ยง้วนจือเต๋ยนั้น เปนที่อยู่ของข้าพเจ้ามาแต่เดิม แรกเริ่มก็ต่อๆ กันมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตาชวด จนมาถึงข้าพเจ้า ได้รักษาดูแล ต่อมาเพราะข้าพเจ้ามีสติปัญญา ก็รักษาถือบวชอยู่ในที่นั้น จึงเปลี่ยนสร้างสำนักนั้นขึ้นใหม่ ตั้งยี่ห้อว่าจุ๊ยง้วนจือเต๋ยอักษรสี่ตัว อ้ายปิศาจนั้น เมื่อก่อนเก้าปีทำคลื่นละลอกใหญ่ซัดเข้ามาจากทะเล มาถึงที่นี้ก็ทำอำนาจดุร้ายรบข้าพเจ้า มันฆ่าพวกบริวารของข้าพเจ้าตายเสียหมดสิ้น ข้าพเจ้าจึงต้องหนีมันไปเที่ยวซุกซ่อนอยู่ จนเท่าทุกวันนี้ มาบัดนี้ท่านใต้เซียมาถึงนี่ได้ไปเชิญพระโพธิสัตว์มาจับปิศาจนั้นไป ที่สำนักนั้นก็คืนกลับมาเปนของข้าพเจ้าอยู่รักษาไปตามเดิม บริวารของข้าพเจ้าก็ได้มีความศุข ข้าพเจ้าคิดถึงพระคุณของท่านดุจภูเขาใหญ่ ตามเหตุการที่ข้าพเจ้ากล่าวมานี้ ท่านจะไม่มีบุญคุณแก่ข้าพเจ้าหรือประการใด แลทั้งชาวบ้านแกจึงก็ไม่ห้องเส้นไหว้อีก ได้รอดชีวิตร์เด็กชายหญิงก็เพราะเหตุแห่งท่าน แปลว่าเปนคุณทั้งสองฝ่าย ถ้าดังนี้แล้วจะไม่คิดคุณท่านหรือ

เห้งเจียให้ฟังดังนั้นก็นึกมีความยินดี จึงเก็บกระบองเสียแล้วถามว่า เจ้ามีน้ำใจจริงดังนั้นหรือ เต่านั้นตอบว่าพระเดชพระคุณของใต้เซียดุจฟ้าแลดิน ข้าพเจ้าจะพูดเท็จได้หรือ เห้งเจียว่า แม้เจ้ามีน้ำใจสุจริตกตัญญูอย่างนั้นจริง จงสาบาลให้แก่เราว่า แม้ว่าเจ้าไม่ส่งพระถังซัมจั๋งข้ามฟากไป ขอให้ตัวเจ้าละลายเปนน้ำเลือดไปทั้งสิ้น เต่านั้นก็รับคำประหงกศีศะหงายหน้ายกศีศะขึ้นแลดูฟ้ากล่าวคำสาบาล เห้งเจียได้ฟังแล้วหัวเราะเรียกว่าเจ้าจงเข้ามานี่ เต่าก็แอบเข้าใกล้ฝั่งแล้วเกยขึ้นบนบก ดนทั้งหลายก็พากันมาดูเต่าใหญ่ประมาณกว้างสี่วาเศษแต่หลังขาว เห้งเจียนิมนต์พระอาจาริย์ให้ขึ้นบนหลังเต่าจะได้ข้ามไป

พระถังซัมจั๋งพูดว่า แต่น้ำแข็งยังพลาดพลั้งจมไป นี่หลังเต่านี้เกรงจะไม่เปนปรกติให้ เต่าจึงพูดว่า พระอาจาริย์อย่ามีความวิตกเลยจงวางใจเถิด อันน้ำแข็งนั้นสู้ความมั่นคงแข็งแรงของข้าพเจ้าไม่ได้ เห้งเจียจึงบอกอาจาริย์ว่า แม้ว่าสัตว์รู้จักพูดภาษาคนคงจะไม่กลับกลอก จึงให้ซัวเจ๋งจูงม้ามาเห้งเจียจูงม้าลงที่หลังเต่ายืนอยู่กลาง พวกชาวบ้านแกจึงไม่ว่าชายแลหญิงเด็กผู้ใหญ่ มาพร้อมกันนมัศการส่งพระถังซัมจั๋ง

ฝ่ายเห้งเจียครั้นให้ม้าลงยืนดีเปนปรกติแล้ว จึงนิมนต์พระอาจาริย์ลงยืนที่ถัดต่อม้ามา ให้ซัวเจ๋งยืนข้างขวา โป๊ยก่ายยืนซ้าย เห้งเจียยืนข้างหน้า เห้งเจียกลัวว่าเต่าจะทำร้าย จึงแก้สายรัดเอ็วหนังเสือออกร้อยรูจะมูกเต่าทำสายบังเหียน เท้าหนึ่งก็เหยียบบ่าบนหลังเต่า เท้าหนึ่งก็เหยียบบนศีศะเต่า มือหนึ่งจับสายสะพาย มือหนึ่งจับกระบอง เห้งเจียจึงบอกให้เต่าค่อย ๆ เดินไป แม้ว่าทำเอียงทีหนึ่งจะตีศีศะทีหนึ่ง เต่าบอกว่าข้าพเจ้าไม่กล้าทำเอียง ว่าแล้วเต่าก็กางสี่เท้าพายลิ่วไปบนหลังน้ำ ชาวบ้านแกจึงอยู่ริมฝั่ง ก็พากันจุดธูปเทียนบลบ่นให้ไปเปนศุข ต่างก็นั่งแลดูกว่าจะไม่เห็นตัวจึงได้พากันกลับบ้าน

พระถังซัมจั๋งขี่เต่าข้ามไปวันหนึ่งก็ถึงฝั่งฟากข้างตวันตก ตัวก็ไม่เปียกน้ำดุจเดินบนที่แห้ง ครั้นเต่าถึงริมตลิ่งอาจาริย์กับศิษย์ก็พากันขึ้นบก พระถังซัมจั๋งจึงขอบคุณเต่าว่า ได้พึ่งท่าน ๆ ได้อุสาหะข้ามส่งมาถึงฝั่ง อาตมาภาพก็ไม่มีสิ่งใดจะรางวัลให้ จงรออาตมภาพไปอาราธนาพระไตรยปิฎกธรรมกลับมาแล้ว จะตอบแทนสนองพระคุณของท่าน เต่าพูดว่าไม่ต้องลำบากแก่ท่านอาจาริย์ แต่ข้าพเจ้าได้ยินว่าเมืองไซทีมีพระพุทธเจ้า เปนพระไม่เกิดไม่ตายต่อไป ล่วงรู้กาลทั้งอะดิตอะนาคตประจุบันสามกาล แต่ข้าพเจ้ารักษาศีลถือบวชมาได้พันสามร้อยปีแล้ว อายุยืนตัวเบาแลพูดภาษามนุษย์ได้ แต่ถอดรูปเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ขอท่านอาจาริย์ได้โปรด แม้ไปถึงพระแล้ว ช่วยถามแทนข้าพเจ้าว่า อิกสักเมื่อไรจะถอดจากรูปเต่าเปนรูปมนุศย์ได้ พระถังซัมจั๋งก็รับปากว่าเอาเถอะเราจะช่วยทูลถามให้ เต่ายกศีศะคำนับแล้วก็ดำน้ำกลับไป เห้งเจียพยุงอาจาริย์ขึ้นแล้วศิษย์กับอาจาริย์ก็พากันออกเดิน

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ