ฝ่ายพระกวนอิมได้รับนิมนต์เจ้าแม่อ๋องโป๊เนี่ยเนี้ย จึงเสด็จมาจากเขาไฮ้โพ้ท่อซัวกับด้วยศิษย์ทั้งหลาย ถึงวิมานก็เดินตรงเข้ายังตำหนักเอี้ยวตี้ที่ประชุมเลี้ยงโต๊ะนั้น ก็เห็นเงียบสงัดอยู่ไม่เห็นผู้ใด เห็นแต่เทพบุตรแลเซียนอยู่สองสามองค์นั่งสนทนากันอยู่ พระกวนอิมจึงเข้าไปใกล้ ถามเซียนทั้งหลายเหล่านั้น ๆ เห็นพระกวนอิมก็ยืนขึ้นคำนับแล้วแจ้งความตามเหตุผลทุกประการให้พระกวนอิมฟัง

พระกวนอิมได้ทราบดังนั้นแล้วจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นท่านจงตามเราไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้ฟังดูจะเปนประการใด ใต้เซียนทั้งหลายก็ตามพระกวนอิมไปยังปราสาท (ธงเม่งเต้ย)

ในเวลานั้นซีใต้เทียนซือกับซิดเคียดใต้เซียน จึงออกมาต้อนรับพระกวนอิม พระกวนอิมจึงบอกแก่ใต้เซียนทั้งสองว่า ท่านจงกลับเข้าไปกราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ว่าอาตมภาพพระกวนอิมจะมาเฝ้า

เซียนทั้งสองได้ฟังดังนั้นจึงกลับเข้าไปกราบทูล เง็กเซียงฮ่องเต้ว่าพระกวนอิมจะขอเข้ามาเฝ้า

เง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงทราบดังนั้น จึงรับสั่งว่าให้นิมนต์ท่านเข้ามาเถิด เซียนทั้งสองก็ออกไปนิมนต์พระกวนอิมเข้ามาเฝ้า เง็กเซียงฮ่องเต้จึงนิมนต์ให้นั่งที่อันสมควร

ในเวลานั้นท้ายเสียงเล่ากุนใต้เซียน แลนางท้าวเทวราชอ๋องโป๊เนี่ยเนี้ยก็พร้อมกัน นมัศการพระกวนอิม แล้วพระกวนอิมจึงถามการประชุมเลี้ยงโต๊ะเหตุผลประการใดจึงได้เงียบสงบไปดังนี้

เง็กเซียงฮ่องเต้จึงตรัสว่า ทุก ๆ ปีมาก็เปนที่รื่นเริงโดยการประชุม มาในปีนี้เปนเหตุด้วยวานรปิศาจตนหนึ่ง ได้กระทำให้เกิดการวุ่นวาย ข้าพเจ้ามีความเศร้าหมองใจมาก เพราะฉนั้นจึงได้จัดพลเทพบุตรสิบหมื่นลงไปกำจัดวานรมาได้วันหนึ่งแล้ว ยังหาเห็นกลับขึ้นมาไม่ การจะเปนประการใดก็ยังไม่ทราบต่อไป

พระกวนอิมได้ทราบดังนั้นแล้ว จึงเรียกฮุยไง้สานุศิษย์คนใหญ่มาแล้วสั่งว่า ท่านจงลงไปฟังข่าวที่เขาฮวยก๊วยซัว สืบดูซึ่งเหตุการที่รบพุ่งกันนั้นให้รู้ว่าจะเปนประการใด ถ้าปะกำลังสู้รบกันอยู่ ก็จงช่วยเปนกำลังแห่งเทพยดาทั้งหลายด้วย

ฮุยไง้คนนี้คือ (ปุดเฉีย) ซึ่งเปนบุตรที่สองของถักทะลีทีอ๋องแม่ทัพ ฮุยไง้รับคำสั่งพระอาจาริย์แล้วก็จัดแจงแต่งกายเสร็จ มือจับกระบองเหล็กลาพระอาจาริย์ออกจากประตูนำทีหมึงเหยียบเมฆเหาะตรงลงมายังเขาฮวยก๊วยซัวครั้นถึงก็เดินตรงมาที่น่าเขา เห็นหมู่เทพบุตรตั้งทัพล้อมเขาฮวยก๊วยซัวอยู่ ฮุยไง้ตรงมายังประตูค่ายจึงเรียกเทพบุตรผู้รักษาประตูบอกว่า ท่านจงไปแจ้งความแก่ท่านแม่ทัพว่า ข้าพเจ้าบุตรที่สองของถักทะลีทีอ๋อง ซึ่งเปนสานุศิษย์ของพระกวนอิม ใช้ให้มาสืบข่าวในทัพที่รบพุ่งกัน ท่านนำความไปแจ้งแก่ท่านแม่ทัพด้วยเถิด

ผู้เฝ้าประตูจึงบอกกันต่อ ๆ ไป จนทราบถึงถักทะลีทีอ๋อง ถักทะลีทีอ๋องจึงอนุญาตให้เซียนพนักงานนำเข้ามาหา ฮุยไง้เข้ามาถึงจึงกระทำคำนับท่านแม่ทัพผู้เปนบิดาแล้วยืนอยู่ข้างหนึ่ง ถักทะลีทีอ๋องจึงถามบุตรว่าเจ้ามาทำไมมีกิจธุระสิ่งใดหรือ

ฮุยไง้จึงแจ้งความแก่บิดาว่า ข้าพเจ้าตามพระกวนอิมขึ้นไปยังดาวดึงษ์ที่ตำหนักเอี้ยวตี้ ครั้นไปถึงท่านอาจาริย์ไม่เห็นเลี้ยงโต๊ะเงียบสงบอยู่ จึงได้ถามพวกเซียน ๆ ทั้งหลายแจ้งความตามเหตุผล พระอาจาริย์จึงให้เทพบุตรนำท่านไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้ ๆ จึงได้รับสั่งชี้แจงเหตุผลไห้พระอาจาริย์ฟัง พระอาจาริย์จึงให้ข้าพเจ้าลงมาฟังเหตุการที่รบกันว่าจะแพ้ชนะประการใด เพื่อจะได้ทราบเรื่องตลอดได้

ถักทะลีทีอ๋องได้ฟังบุตรชี้แจงดังนั้น จึงเล่าความตามการที่ได้รบพุ่งกันแต่เวลาวานนี้ทุกประการ ให้ฮุยไง้ผู้บุตรฟังยังหาทันขาดคำไม่ เซียนที่เฝ้าประตูเข้ามาบอกว่าบัดนี้ซีเทียนพาพวกทหารวานรมาร้องท้าทายพูดจาหยาบคายมาก ชวนให้ออกไปรบกัน

ซีใต้เซียนอ๋อง กับถักทะลีทีอ๋อง ได้ฟังพวกเซียนมาบอกดังนั้น ก็จัดแจงพลทหารจะออกรบ ฮุยไง้จึงยืนขึ้นคำนับบอกแก่บิดาว่า ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งของพระอาจาริย์มาว่า แม้ลงมาสืบข่าวเมื่อปะกำลังรบพุ่งกันก็ให้ข้าพเจ้าเข้าช่วยเปนกำลังแก่บิดาด้วย

เวลานี้แม้ถึงฤทธาข้าพเจ้าน้อยก็จริง แต่จะขออาสาออกไปรบลองกำลัง แลฝีมือข้าศึกดูสักครั้งหนึ่ง ซีเทียนใต้เซียจะมีฤทธิ์เดชประการใด

ถักทะลีทีอ๋องได้ฟังบุตรอาสาดังนั้น จึงอนุญาตว่า ตามแต่น้ำใจเจ้าไม่ห้ามปราม แต่จงระมัดระวังให้จงหนัก อย่าให้เสียทีแก่ข้าศึกได้

ฮุยไง้ได้ฟังบิดาอนุญาตแลกำชับดังนั้นก็มีความยินดี คำนับลาแล้วก็จับกระบองออกจากค่าย มายืนอยู่ตรงน่าค่ายข้าศึก แล้วก็ร้องไปด้วยเสียงอันดังว่า ตัวไหนชื่อซีเทียนใต้เซีย จงรีบออกมาโดยเร็ว

ซีเทียนได้ยินฮุยไง้ร้องถามมาดังนั้น จึงร้องตอบออกไปว่าเรานี้แลผู้ชื่อว่าซีเทียนใต้เซีย แล้วซีเทียนใต้เซียถามว่า ตัวเจ้าเปนอะไรจึงสามารถมาถามถึงชื่อเสียงแห่งเรา ผู้มีอานุภาพหาผู้เสมอมิได้

ฮุยไง้จึงตอบว่า เราต้อบุตรที่สองของถักทะลีทีอ๋องเปนสานุศิษย์ของพระกวนอิมชื่อฮุยไง้

ซีเทียนได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า เจ้าเปนศิษย์ของพระกวนอิมทำไมไม่อยู่ที่น่ำไฮ้รักษาข้อวัตรปฏิบัติอันดีเล่า เหตุใดจึงมาที่นี่ด้วยกิจธุระอันใด

ฮุยไง้ตอบว่า เราได้รับคำสั่งของพระอาจาริย์กวนอิมให้มาฟังข่าวในการสงคราม แลเราได้เห็นท่านประพฤติการดุจว่าบุคคลอันหาสติปัญญาความคิดมิได้ เราจึงอาสามาเพื่อจะจับตัวท่านไปให้แม่ทัพ

ซีเทียนจึงตอบว่า ตัวเปนลูกเด็กเล็กน้อยไม่ควรมาพูดอวดอ้างวางโต จงมาลองน้ำหนักกระบองของเราดู ว่าจะมิพิศสงสักเพียงใด ว่าแล้วซีเทียนก็เงื้อกระบองขึ้นกระโจมตีฮุยไง้ ๆ ยกกระบองเหล็กขึ้นรับไว้ แลต่อสู้โดยสามารถประมาณหกสิบเพลง ฮุยไง้ทานกำลังซีเทียนมิได้ ก็ถอยหนีกลับมายังค่าย ซีเทียนเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้วก็มิได้ไล่ติดตามไป จึงเรียกพลทหารกลับมาหน้าถ้ำแล้วร่ายพลตั้งกระบวนรบคอยท่าข้าศึกอยู่

ฝ่ายฮุยไง้หนีกลับเข้าในค่ายแล้วมาคำนับบิดาบอกว่า ซีเทียนมีกำลังแลฤทธิ์เดชมากนัก ข้าพเจ้าเข้าลองฝีมือต่อสู้ก็ทานกำลังมิได้จึงล่าถอยมา

ถักทะลีทีอ๋องได้ฟังฮุยไง้ผู้บุตรบอกดังนั้น ก็ให้มีความวิตกยิ่งนัก จึงปฤกษาหารือตามเหตุที่ได้สู้รบแก่ข้าศึกเห็นพร้อมกันแล้ว จึงเขียนข้อความบอกเหตุการที่ได้ต่อสู้แลพ่ายแพ้แก่ศัตรู มอบให้ตั้วลักกุ้ยอ๋องพร้อมกับด้วยฮุยไง้ถือกลับขึ้นไปยังดาวดึงษ์ ถวายเง็กเซียงฮ่องเต้ เง็กเซียงฮ่องเต้เมื่อได้ทรงทราบแล้วก็ทรงพระสรวลตรัสว่า วานรปิศาจตัวเตียวสามารถต่อสู้เทพยดาได้ถึงสิบหมื่น ถักทะลีทีอ๋องมีหนังสือมาขอพลเทพบุตรเพิ่มเติมอีก จะได้เทพยดาองค์ใดลงไปดี

ในขณะเง็กเซียงฮ่องเต้ตรัสอยู่นั้น พระกวนอิมจึงถวายพระพรว่า อาตมภาพเห็นเทพารักษ์องค์หนึ่ง อาจสามารถจะลงไปปราบปรามซีเทียนได้

เง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังพระกวนอิมถวายพระพรดังนั้น จึงรับสั่งถามพระกวนอิมว่า ท่านเห็นเทพารักษ์พระองค์ใดที่สมควรจะไปรบแก่ซีเทียนได้

พระกวนอิมถวายพระพรว่า เทพารักษ์พระองค์นี้ก็นับว่าเปนนัดดาของพระองค์ ชื่อ (ยี่หนึงจินกุน) คือเอียวเจี้ยนเมื่อครั้งแผ่นดินฮ่องสินนั้น ก็มีชื่อเลื่องลือปรากฎว่ามีฝีมือเปนเอกในสมัยนั้น บัดนี้อยู่ที่ศาลปากน้ำก๊วนจิ๋ว ท่านผู้นี้เดิมได้กำจัดลักสินหนหนึ่งแล้ว แลที่เขาบ๊วยซัวมีมิตรสะหายมากล้วนแต่ฝีมือเข้มแขง กับพวกเทพารักษ์ยอดหญ้าพันสองร้อยเปนบริวารฤทธิ์เดชมาก แต่วิตกว่าจะฟังรับสั่งหรือไม่ก็ยังไม่ทราบ ขอพระองค์ได้มีหนังสือรับสั่งไปสักฉบับหนึ่ง ให้ยี่หนึงมาช่วยเปนกำลังกำจัดซีเทียน ก็คงจะสำเร็จได้ดั่งประสงค์

เง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังพระอาจาริย์ชี้แจงดังนั้น จึงรับสั่งแก่เซียนผู้พนักงานฝ่ายอาลักษณ์ ให้แต่งหนังสือถึงยี่หนึงจินกุนให้ยกพลมาช่วยปราบซีเทียน เซียนพนักงานก็แต่งหนังสือรับสั่งมามอบให้ตั้วลักกุ๊ยอ๋อง ๆ ได้หนังสือรับสั่งแล้ว ก็รีบเหาะไปยังแม่น้ำก๊วนจิ๋วที่ศาลยี่หนึงจินกุนอยู่โดยเร็ว ครั้นถึงศาลก็เรียกผู้รักษาประตูบอกว่า เราเชิญหนังสือรับสั่งของเง็กเซียงฮ่องเต้มาแต่สวรรค์จะมาหายี่หนึงจินกุน ผู้เฝ้าประตูได้ทราบดังนั้นจึงเข้าไปบอกแก่ยี่หนึงจินกุนโดยเร็ว ยี่หนึงจินกุนกับเทพารักษ์มิตรสะหายก็พร้อมกันออกมารับพระอักษรรับสั่งของเง็กเซียงฮ่องเต้ พาตั้วลักกุ๊ยอ๋องเข้าไปข้างในแล้วเชิญให้นั่งที่อันสมควร

ยี่หนึงจินกุนจุดธูปเทียนแล้ว ก็เปิดผนักหนังสือออกอ่านในพระอักษรมีว่า ตำบลเขาฮวยก๊วย์ซัวมีปิศาจวานรตนหนึ่ง ชื่อซีเทียนใต้เซีย กระทำการอยาบช้าสามาญให้เปนที่ร้อนรณแก่เทพยดาอารักษ์ทั้งหลาย แลได้กระทำให้เสียการประชุมเลี้ยงโต๊ะคราวใหญ่แล้วหนีลงไปจากสวรรค์ เราให้ยกพลเทพยดาลงไปสิบหมื่นจับตัวก็ยังหาได้ไม่ เราขอให้เจ้าผู้เปนนัดดาจัดพลโยธาแลพวกเพื่อนมิตรสะหายยกไปยังเขาฮวยก๊วยซัว ช่วยกันระดมกำจัดศัตรูเสียให้ราบคาบ เมื่อเสร็จศึกสงครามแล้วจะปูนบำเหน็จรางวัลแก่เจ้าให้มีเกียรติยศเปนอันมากให้สมควรแก่ความชอบ

จินกุนแลพี่น้องทั้งหลาย เมื่อได้ทราบความตามพระอักษรฉนั้นแล้ว ก็พากันมีความยินดีทุก ๆ เทพารักษ์ แล้วจินกุนจึงพูดแก่ตั้วลักกุ๊ยอ๋องว่า ท่านจงกลับไปทูลเง็กเซียงฮ่องเต้เถิดว่า ข้าพเจ้าจะรีบจัดพลโดยเร็ว ถ้าพรักพร้อมแล้วก็จะยกไปกำจัดศัตรูเสียให้ราบคาบมิให้เสียเกียรติยศของเง็กเซียงฮ่องเต้ไปได้ ตั้วลักกุ๊ยอ๋องก็ลายี่หนึงกลับไปกราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ ตามถ้อยคำของยี่หนึงซึ่งสั่งมาให้ทูลทุกประการ

ฝ่ายจินกุนจึงเรียกพี่น้องทั้งหกคน คือด้งหนึ่งเตียวหนึ่งเอี๋ยวหนึ่งลี้หนึ่งก๊วยชินหนึ่ง เต็กเกี๋ยนหนึ่งมาประชุมพร้อมกันแล้ว ก็จัดพลเทพารักษ์ยอดหญ้าได้พันสองร้อย แล้วก็ให้ถืออาวุธเตรียมตัวแลขี่สัตว์ต่าง ๆ ครั้นพรักพร้อมกันแล้ว จินกุนให้ยกพลออกจากสำนักพาบริวารเหาะตามลมข้ามมหาสมุทใหญ่ตรงไปยังทิศบูรพา ครู่หนึ่งก็ถึงเขาฮวยก๊วยซัว ยี่หนึงจินกุนแลไปเห็นพลเทพบุตรล้อมรอบภูเขาเปนชั้น ๆ ดูแน่นหนาไม่มีทางที่จะเข้าออกได้ จินกุนเห็นดังนั้นแล้วก็ขับพลลงยังพื้นพระสุธาเดินเข้าไปใกล้ค่าย บอกแก่ผู้รักษาประตูว่า ข้าพเจ้ายี่หนึงจินกุน ถือรับสั่งเง็กเซียงฮ่องเต้ให้ยกพลมา ช่วยจงบอกแก่ท่านแม่ทัพให้ทราบ

ฝ่ายผู้เฝ้าประตูเมื่อได้ฟังยี่หนึงบอกดังนั้น ก็บอกกันต่อไป ครั้นชีใต้เซียนอ๋อง แลถักลีทีอ๋องทราบก็พากันออกมาประตูค่ายเชิญยี่หนึงจินกุนเข้าไปข้างในแล้วก็ให้นั่งที่อันสมควร จินกุนจึงถามถึงการรบพุ่งว่าแพ้ชะนะเปนประการใด

ซีใต้เซียนอ๋องกับถักทะลีทีอ๋องจึงเล่าความ ตามที่ได้รบพุ่งต่อสู้กันให้ยี่หนึงจินกุนฟังทุกประการ ตามที่ได้เปนมาแล้ว ยี่หนึงจินกุนได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้ามาครั้งนี้จะสำแดงฤทธิ์รบแก่ซีเทียนใต้เซียให้ท่านเห็นฝีมือ ตาข่ายที่ล้อมไว้นั้นจงเก็บเลิกเสียเถิดไม่ต้องการใช้ ส่วนถักทะลีทีอ๋องจะช่วยข้าพเจ้าเอากระจกขึ้นไปคอยสร่องบนอากาศ คอยจับปิศาจวานรนั้น ให้เหาะขึ้นไปอยู่บนเวหาให้คอยดู ถ้าซีเทียนมันแพ้คงจะหนีไปทิศอื่น ขอท่านได้สร่องดูให้แจ่มแจ้งอย่าให้มันหนีไปเสียได้ ถักทะลีทีอ๋องได้ฟังยี่หนึงจินกุนสั่งดังนั้น ก็ไปคอยทำการอยู่ตามสั่ง

ยี่หนึงจินกุนพร้อมด้วยพี่น้องเปนเจ็ดคนด้วยกัน กับเทพารักษ์ยอดหญ้าต่างตระเตรียมกันพร้อมเสร็จแล้วก็ยกมาน่าถ้ำจุ๊ยเลียมต๋อง ครั้นถึงจินกุนเห็นวานรตั้งกระบวนเรียงรายกันเปนหมวดเปนหมู่เรียกว่าค่ายมังกรขด ในกลางค่ายตั้งเสาธงยี่ห้อซีเทียนใต้เซีย จินกุนเห็นแล้วจึงพูดว่าอ้ายวานรปิศาจนี้ อาจสามารถตั้งตัวเปนซีเทียนใต้เซียได้ จะปราบเสียให้ราบคาบในคราวนี้

ฝ่ายหมู่วานรเมื่อได้แลเห็นยี่หนึงจินกุนยกมาดังนั้นก็รีบเข้าไปบอกแก่ซีเทียนว่า บัดนี้มีพลทหารยกมาตั้งอยู่น่าค่ายเปนอันมาก พิเคราะห์ดูท่าทางองอาจมากนักขอท่านจงทราบ

ซีเทียนได้ฟังบริวารบอกดังนั้น ก็จับกระบองเหล็กกายสิทธิ์สำหรับมือเดินออกจากถ้ำเห็นจินกุนท่วงทีองอาจเข้มแข็ง พิศดูลักษณะรูปร่างงดงาม ซีเทียนจึงหัวเราะ แล้วก็ยกกระบองขึ้นกวัดแกว่งร้องถามไปว่า เฮ้ยเองผู้นั้นอยู่ที่หนตำบลใดรูปร่างน้อยจ้อยมีชื่อแลแซ่ประการใดสามารถมาท้าชวนเรารบไม่กลัวความตายหรือประการใด

จินกุนได้ฟังดังนั้นจึงร้องตวาดไปว่า เองมีแต่ในตาเนื้อหามีแก้วตาที่จะเห็นไม่เองจำเราไม่ได้หรือเราเปนหลานของเง็กเซียงฮ่องเต้รับที่ตั้งให้เปนเจียวฮุยเล่งเหี้ยนอ๋องยี่หนึง บัดนี้เรารับคำสั่งของเง็กเซียงฮ่องเต้จะมากำจัดตัวเจ้า ๆ ยังหารู้จักความตายว่าจะมีมาถึงตัวเจ้าไม่

ซีเทียนได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าถ้ากระนั้นเรานึกได้แล้วคือน้องสาวของเง็กเซียงฮ่องเต้ลงมาในเมืองมนุษย์โลกย์ได้เสียกันแก่เอี๊ยงกุนแล้วเกิดบุตรชายด้วยกันคนหนึ่ง ท่านเอี๊ยงกุนผู้นี้เคยถือขวานเข้าป่าตัดไม้ชมภู่ที่ภูเขาสูงนั้นเปนนิจชาติตระกูลของตัวอย่างนี้มิใช่หรือ เราจะบอกให้เข้าใจตัวเจ้าเปนเด็กเล็กน้อยไม่สมควรจะรบแก่เรา เจ้าจงบอกซีใต้เซียนอ๋องแลถักทะลีทีอ๋องให้มาลองฝีมือแก่เราเถิด

จินกุนได้ฟังซีเทียนพูดดังนั้นก็มีความโกรธ ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายชาติเดระฉานพูดจาหยาบช้าไม่มีความเกรงจงมาลองคมง้าวของกูดูก่อน พูดแล้วจินกุนก็ตรงเข้าไปยกง้าวขึ้นฟันลงไปตรงศีศะซีเทียน ๆ ยกกระบองขึ้นรับไว้ไม่ถูกศีศะ ต่างเข้าบุกบั่นรบพุ่งกันด้วยกำลังเข้มแขงได้สามร้อยเพลงยังหาแพ้ชนะกันไม่

จินกุนสำรวมจิตรร่ายพระเวทแปลงกาย กลายเปนพรหมสูงประมาณสามหมื่นวา สองมือจับสามง่ามแหลมดุจเขาฮวยซัว หน้าเขียวฟันแดงหัวหูผมขนรุงรังดุร้ายยิ่งนัก ถือสามง่ามกระโจนแทงซีเทียน

ซีเทียนเห็นดังนั้น ก็สำรวมจิตรร่ายพระเวทแปลงกายเปนพรหมเหมือนจินกุนบ้าง ถือกระบองดุจภูเขาคุนลุนซัวฉนั้น ยกขึ้นรับรบกับจินกุน ต่างมีอิทธิฤทธิ์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ในขณะเมื่อจินกุนกับซีเทียนรบกันอยู่นั้นพวกพี่น้องทั้งหลายเห็นดังนั้นจึงขับหมู่เทพารักษ์ยอดหญ้าแลสัตว์ร้ายต่าง ๆ ตรงมายังถ้ำจุ๊ยเลียมต๋องรบกระหนาบเข้าไปบ้างยิงเกาทัณฑ์ แลน่าไม้ระดมเข้าไปในถ้ำพวกพลวานรของซีเทียนไม่สามารถจะทนได้ ก็ทิ้งค่ายทิ้งอาวุธหนีไปเอาตัวรอด ซีเทียนเห็นพวกวานรแตกกันวุ่นวายไปหมดดังนั้นก็มีความวิตกท้อถอยลง สำรวมกายร่ายพระเวทกลับเปนรูปเดิมแล้วโดดหนีไป

จินกุนเห็นดังนั้นก็ไล่ประชิดติดตามมา จึงร้องว่าอ้ายวานรไพรจะหนีกูไปข้างไหนเล่าจงกลับมายอมเสียโดยดี กูจะไว้ชีวิตรให้รอดตายสักครั้งหนึ่ง

ซีเทียนไม่มีใจที่จะต่อสู้ รีบหนีมายังถ้ำปะทหารทั้งหกร่ายกันสกัดกั้นหน้าซีเทียนไว้ ร้องตวาดว่าอ้ายวานรจะวิ่งหนีไปข้างไหน

ซีเทียนเห็นดังนั้น ก็ร่ายพระเวทให้กระบองเหล็กเล็กลงเท่าเข็มยัดส้อนในรูหู แล้วก็แปลงกายเปนนกกระจอกน้อยโผขึ้นจับอยู่บนยอดพฤกษา ทหารทั้งหกเหลียวซ้ายแลขวาค้นหาก็ไม่เห็น จึงร้องว่าอ้ายวานรหนีไปแล้ว พอจินกุนมาถึงเข้าก็ถามว่าซีเทียนวานรหนีไปไหนเล่า พวกทหารทั้งหกคนบอกว่าพวกข้าพเจ้าล้อมอยู่ที่นี่แต่มันได้หายไป

จินกุนเมื่อได้ทราบดังนั้นจึงพิเคราะห์ดูบนต้นพฤกษา เห็นนกกระจอกน้อยตัวหนึ่งจับอยู่บนกิ่งไม้ จึงร่ายพระเวทแปลงกายเปนนกเค้าแมวกระพือปีกขึ้นจะตี ซีเทียนเห็นดังนั้นก็แปลงกายเปนนกฝักบัวบินขึ้นบนเวหาหนีไป จินกุนจึงแปลงกายเปนนกการเวกบินสกัดหน้าตรงเข้าจิกนกฝักบัว ซีเทียนเห็นดังนั้นก็โผลงในน้ำกลายเปนปลาน้อยมุดอยู่สายชลทีหายไปในน้ำ

จินกุนบินไล่มาไม่เห็นซีเทียนก็นึกว่าเห็นจะแปลงเปนสัตว์น้ำ จำเราจะตามจับตัวให้จงได้ คิดดังนั้นแล้วก็แปลงกายเปนนกกระทุงลอยคออยู่ท้ายน้ำ สักครู่หนึ่งซีเทียนที่แปลงเปนปลาก็ล่องน้ำลงมาเห็นนกกระทุงลอยอยู่แปลกใจนึกว่า เห็นจะเปนจินกุนแปลงเปนนกมาคอยจะจับเราอยู่ คิดเห็นดังนั้นแล้วก็หันกลับทวนน้ำว่ายหนีกลับขึ้นไปเหนือน้ำ จินกุนเห็นปลากลับว่ายทวนน้ำดังนั้น ก็คิดเห็นว่าจะเปนซีเทียนแปลงเปนปลาแน่แล้ว จึงไล่ติดตามไปพอทันเข้าก็เอาปากจิก ปลาก็กระโดดหนีกลายเปนงูปลาเล็ดลอดเข้าส้อนตามสวะลอยไป

จินกุนเห็นปลาหายไปก็เหลียวซ้ายแลขวาไปเห็นงูปลาตัวหนึ่ง จินกุนจึงแปลงกายเปนนกยางยืนคอยอยู่ริมฝั่งจ้องจะคอยจิกงู งูกลายเปนนกอวนเอี๋ยงคือนกกาเรียนรีบบินขึ้นจากน้ำไปจับอยู่บนพุ่มไม้ยอดเขา

จินกุนกลับเห็นซีเทียนแปลงเปนนกกะเรียน จึงกลับเปนรูปเดิม จับลูกเกาทัณฑ์ที่เหน็บเอวพาดสายหมายตรงนกอวนเอี๋ยง ซีเทียนเห็นดังนั้นก็หลบตกลงข้างเขากลายเปนศาลาทำปากอ้าเปนประตูศาล เอาฟันทำเปนบานประตูเอาลิ้นทำเทวะรูป เอาไนตาทำเปนโคมยี่ห้อแขวนที่หน้าศาล ยังแต่หางซ่อนไม่ได้จึงแปลงเปนเสาธงตั้งอยู่หลังศาล แปลงสำเร็จแล้วก็นิ่งสกดใจอยู่

ฝ่ายจินกุนเห็นนกตกลงไปชายเขาจึงตามลงไปดู ไม่เห็นนกเห็นแต่ศาลเจ้าเหลียวซ้ายแลขวาพิเคราะห์ดูศาลเจ้า แปลกจากธรรมดา คือถ้าศาลเจ้าจริงคงจะทีเสาธงอยู่น่าศาลสองเสา นี่เสาธงกลับไปอยู่หลังศาลแต่เสาเดียวชะรอยจะเปนศาลเจ้าซีเทียนแปลง เมื่อจินกุนคิดเห็นดังนั้นแล้ว จึงแกล้งพูดว่าเราจะต้องทำลายศาลเจ้าเสียก่อนเราจึงจะเข้าไปในศาลเจ้าต่อภายหลัง

ฝ่ายซีเทียนเมื่อได้ยินจินกุนว่าดังนั้นมีความสดุ้งใจ ด้วยเหตุบานประตูก็คือฟันของเรา ถ้าจินกุนฟันประตูแล้วอันตรายก็จะมีแก่เราเปนแน่ คิดดังนั้นแล้วก็ร้องเปิ๊บขึ้นดุจเสียงเสือ แล้วก็กลายเปนเสือโคร่งกระโดดขึ้นบนอากาศแซกเข้าในกลีบเมฆไป

ฝ่ายจินกุนเที่ยวค้นหาก็มิได้เห็น พอมาพบพี่น้องทั้งหกคนเข้า จึงถามจินกุนว่าท่านจับตัวซีเทียนได้หรือไม่

จินกุนหัวเราะแล้วพูดว่าเมื่อตะกี้นี้ซีเทียนแปลงตัวเปนศาลเจ้าหลอกเรา เรารู้ทันจะตีโคมน่าศาลเจ้า ที่เปนไนตาของมัน ๆ กลัวเราจึงหนีสูญหายไปไม่มีร่องรอยเลยเราเที่ยวหาอยู่เดี๋ยวนี้

พี่น้องทั้งหกก็พากันเที่ยวค้นดูก็มิได้เห็น จินกุนจึงสั่งพี่น้องว่าจงคอยระวังตรวจตราดูอยู่ที่นี่ เราจะไปเที่ยวค้นหาดู สั่งแล้วก็ขึ้นบนอากาศมายังถักทะลีทีอ๋อง ถักทะลีทีอ๋องกำลังเอากระจกส่องจับอยู่ในเมฆ จินกุนครั้นมาถึงจึงถามถักทะลีทีอ๋องว่าท่านเห็นซีเทียนหนีขึ้นมาหรือไม่

ถักทะลีทีอ๋องบอกว่าไม่เห็นขึ้นมาทางนี้ ข้าพเจ้าถือกระจกคอยส่องอยู่ก็ไม่เห็น

จินกุนจึงเล่าความให้ถักทะลีทีอ๋องฟัง ว่าซีเทียนมันนิมิตบิดเบือนได้ทุกประการ แต่ข้าพเจ้าสามารถจะรู้เท่าถึงความคิดแห่งมัน ๆ จึงได้หนีสูญหายไปฉนี้

ถักทะลีทีอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงเอากระจกส่องดูรอบทั้งแปดทิศ ถักทะลีทีอ๋องเห็นแล้วจึงหัวเราะบอกแก่จินกุนว่า มันหนีลงไปอยู่ที่ศาลเดิมของท่านแล้ว

จินกุนได้ฟังถักทะลีทีอ๋องบอกดังนั้น จึงลาถักทะลทีอ๋องมือถือสามง่ามเหาะตามไปยังแม่น้ำก๋วนจิ๋วโดยเร็ว

ฝ่ายซีเทียนเหาะไปถึงก่อนก็แปลงกายเหมือนจินกุน ลงเดินมายังศาลพวกบริวารทั้งหลายนึกว่าจินกุนกลับมาต่างก็ออกมาต้อนรับเข้าไปในศาลซีเทียน เข้าไปในศาลแล้วก็ขึ้นนั่งอยู่ท่ามกลางศาล จึงทำเปนถามกิจการธุระต่าง ๆ ในศาล เห็นคนหนึ่งชื่อลี้เฮ้าเอาซาแซมาแก้บน อิกคนหนึ่งชื่อเตียเล้งมาขอความอยู่เย็นเปนศุข เตียวกะมาขอให้มีบุตร แลทำหนังสือทานบลให้ไว้ก็มี บางคนมาขอมิให้ไข้เจ็บก็มี ซีเทียนกำลังนั่งตรวจดูสักประเดี๋ยวก็มีผู้มาบอกว่า มีจินกุนอิกองค์หนึ่งมา แล้วพวกเฝ้าศาลจึงออกมาดูเห็นดังนั้นต่างก็ตกใจต่างยืนตกตะลึงอยู่

จินกุนถามพวกบริวารว่าเห็นซีเทียนใต้เซียมานี่หรือเปล่า พวกเฝ้าศาลจึงแจ้งความว่า ซีเทียนใต้เซียไม่เห็น ๆ แต่เจ้าเล่าเอี๋ยนนั่งอยู่ในศาล กำลังนั่งตรวจตราธุระการในศาลอยู่ จินกุนก็รีบเข้าไปในศาล ซีเทียนแลเห็นจินกุนก็กลับกลายเปนรูปเดิมแล้วจึงพูดว่า จินกุนจะไม่ยอมให้เราอยู่ในศาลแล้วหรือ

จินกุนยกสามง่ามกายสิทธิ์ แทงลงตรงแก้มซีเทียน ๆ สำรวมร่ายพระมนต์หลบกระโดดออกมาห่างแล้ว ชักกระบองกายสิทธิ์ออกรับต่างรบรอต่อสู้กันไปมาเสียงสะท้านหวั่นไหว เครื่องภาชนะในศาลแตกตกเลอียดไปด้วยกำลังทั้งสองที่รบกัน ซีเทียนถอยพลางรบพลางออกจากศาลเจ้า ต่างก็แผลงฤทธิ์เหาะขึ้นกลางอากาศเข้ารบกันด้วยกำลังความสามารถ ซีเทียนค่อยรบค่อยถอยมาจนถึงเขาฮวยก๊วยซัว ถักทะลีทีอ๋องกับซีใต้เซียนอ๋องเห็นดังนั้น ก็ตวาดให้เสียงแก่พลทั้งปวง เทพบุตรทั้งหลายก็คอยระวังอยู่โดยกวดขัน

พวกพี่น้องทั้งหกแลเห็นจินกุนรบกับซีเทียน ก็กรูกันเข้าล้อมไว้โดยแน่นหนา ซีเทียนตกอยู่ในที่ล้อมแต่มิได้ย่อท้อ กัดฟันรบรุกบุกบั่นไปโดยความสามารถ

ฝ่ายตั้วลักกุ๊ยอ๋อง ซึ่งเปนผู้นำพระอักษรของเง็กเซียงฮ่องเต้ลงไปให้ยี่หนึงจินกุน แล้วกลับขึ้นมากราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ทรงทราบแล้ว ในเวลานั้นพระกวนอิมนางอ๋องโป๊เนี่ยเนี้ย แลหมู่เทพบุตรใต้เซียนพร้อมกันนั่งสนทนาในทางสาศนา เง็กเซียงฮ่องเต้จึงตรัสว่ายี่หนึงจินกุนยกพลไปแล้ววันหนึ่งก็ยังหาได้ข่าวคราวประการใดไม่

ฝ่ายพระกวนอิมได้ฟังเง็กเซียงฮ่องเต้ตรัสดังนั้น จึงถวายพระพรว่า ขอพระองค์จงเสด็จออกยังประตูสวรรค์นำทีหมิงทอดทิพเนตรแลเล็งลงไปดูก็คงจะทราบได้สิ้นทุกประการ เง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังพระกวนอิมทูลดังนั้นก็ทรงเห็นชอบด้วย จึงมีเทวโองการตรัสสั่งเทพบุตรพนักงานรถให้เทียบรถพระที่นั่ง เง็กเซียงฮ่องเต้ขึ้นทรงรถพร้อมด้วยเทพยดาทั้งหลายแวดล้อม ตามเสด็จออกประตูนำทีหมิงถึงที่ประทับรถ แล้วทอดพระเนตรลงมาตรงเขาฮวยก๊วยซัว ก็เห็นซีใต้เซียนอ๋องกับหมู่พลเทพบุตรกำลังชุลมุนเข้าล้อมรบซีเทียน ๆ ตกอยู่ท่ามกลางในที่ล้อมแลถักทะลีทีอ๋องโลเฉียอยู่กลางอากาศคอยส่องกระจกจะจับวานร แลเห็นจินกุนเข้ารุกรบจะจับซีเทียน แต่ซีเทียนหาย่อท้อไม่

พระกวนอิมจึงพูดแก่ท้ายเสียงเล่ากุนว่า ยี่หนึงจินกุนนั้นท่านเห็นเปนอย่างไรบ้าง อาตมภาพได้พูดไว้ว่าจินกุนมีฤทธิศักดานุภาพมาก เข้าล้อมจับซีเทียนอยู่กลางอากาศแต่กระนั้นยังจับมิได้ อาตมภาพจะช่วยจินกุนอิกสักแรงหนึ่ง ก็จะจับตัวซีเทียนได้โดยแท้

ท้ายเสียงเล่ากุนจึงถามพระกวนอิมว่า ท่านจะเอาสิ่งอะไรช่วยเปนกำลัง

พระกวนอิมจึงตอบว่า อาตมภาพจะเอาขวดน้ำมนต์วิเศษคว่างลงไปให้ถูกศีศะซีเทียนแต่พอล้มลง แต่อย่าให้ตายพอให้ยี่หนึงจินกุนจับได้โดยง่าย

ท้ายเสียงเล่ากุนจึงพูดว่าขวดน้ำมนต์ของท่านนั้นเปนขวดแก้ว แม้ว่าขว้างลงไปถูกศีศะซีเทียนขวดก็จะแตก ขอท่านอย่าเพ่อขว้างลงไปเลย ข้าพเจ้าจะช่วยเปนกำลังเอง

พระกวนอิมจึงถามว่า ของวิเศษของท่านท้ายเสียงเล่ากุนนั้นคือสิ่งอะไร

ท้ายเสียงเล่ากุนจึงบอกว่าข้าพเจ้ามีของวิเศษสิงหนึ่ง ว่าแล้วก็ล้วงมือเข้าไปในมื้อเสื้อควักออกมาให้พระกวนอิมดูว่า ของนี้ถึงเกิดการกุลียุคคงจะแก้ได้ เพราะเปนแม่ทองคำชมภูนุท ข้าพเจ้าประกอบด้วยยาอันวิเศษเปนแผ่นทองกายสิทธิ์ไว้คุ้มตัว แม้จะถูกไฟก็ไม่ไหม้ แม้จะเรียกสิ่งของอื่น ๆ ให้เข้ามาหาก็ได้ เรียกชื่อว่า (กัมกังต๊อก) หรือจะเรียกว่า (กิมกังทั้ว) ก็ได้ ท่านจงคอยดูข้าพเจ้าจะคว่างลงไปให้ท่านเห็นสักทีหนึ่ง

ท้ายเสียงเล่ากุนพูดดังนั้นแล้วก็เศกด้วยคาถาขว้างกิมกังต๊อกลงไป ตั้งแต่วิมานในดาวดึงษ์ ปลิวลงไปยังเขาฮวยก๊วยซัวเร็วดังลมพัด

เวลานั้นซีเทียนกำลังรบอยู่กับจินกุนชุลมุนด้วยพี่น้องทั้งหกคน หาทันรู้ว่าของวิเศษนั้นตกลงมาไม่ บังเอินแผ่นทองถูกตรงกระหม่อมซีเทียน ๆ พลาดถลาล้มลงแล้วพลิกตัวจะลุกตะกายหนี จินกุนได้ทีไล่ชิดมาตีด้วยสามง่ามถูกน่าขาซีเทียน ซีเทียนก็ล้มลงกับพื้นแผ่นดิน ซีเทียนร้องด่าด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายตายโหงไม่ไปรัก่ษาบ้านช่องของตัวมาคับเขี้ยวแก่กูเองจะเอาอะไรที่กูหรือ ว่าแล้วพลิกตัวจะลุกขึ้นพวกพ้องจินกุนก็เข้ารุมกันเอาอาวุธกดไว้ แล้วเอาเชือกวิเศษมัดไว้แน่นหนา เอามีดวิเศษแทงเสียบเข้าในกระดูกสันหลังไม่ให้เปลี่ยนแปลงได้อิกต่อไป

ฝ่ายท้ายเสียงเล่ากุนเห็นจับซีเทียนได้ จึงเรียกของวิเศษคืนกลับเข้าไว้ในมือเสื้อเสียตามเดิม

เวลานั้นเง็กเซียงฮ่องเต้เห็นจับซีเทียนได้แล้วพระองค์ก็เสด็จกลับ เข้าสู่ทิพย์สฐานพร้อมด้วยเทพยดาแลเซียนทั้งหลาย

ซีใต้เซียนอ๋องกับถักทะลีทีอ๋องแลเทพยดาเทพารักษ์ทั้งหลาย พร้อมกันในที่ประชุมจึงพากันสรรเสริญยี่หนึงจินกุนว่า หากได้พึ่งกำลังท่านการจึงได้สำเร็จ หาไม่พวกข้าพเจ้าจะลำบากหลายเวลา

ยี่หนึงจินกุนจึงตอบว่า การนี้เพราะบุญบารมีของเง็กเซียงฮ่องเต้แลกำลังของเทพยดารักษ์ทั้งหลาย ซึ่งตั้งใจช่วยกันโดยแขงแรงการจึงได้สำเร็จได้ แต่ลำพังตัวข้าพเจ้าถึงมีฤทธิ์เดชอย่างไรก็คงจะไม่เอาไชยชะนะซีเทียนได้โดยง่าย เพราะซีเทียนก็มีกำลังแลฝีมือเหมือนกัน

ฝ่ายพวกพี่น้องจึงว่าเราต้องคุมตัวซีเทียนขึ้นไปถวายเง็กเซียงฮ่องเต้เดี๋ยวนี้จึงจะชอบ เพราะจะโปรดปรานประการใดจะได้ทราบ

จินกุนจึงชี้แจงแก่พี่น้องทั้งหกว่า ตัวท่านยังมิได้รับที่ตั้งบนสวรรค์ จะขึ้นไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้ยังไม่ได้ จงรวบรวมจัดการกันอยู่ที่นี้ให้เรียบร้อย คอยเราจะขึ้นไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้ฟังพระกระแสดูก่อนจะโปรดปรานประการใด ต่อข้าพเจ้ากลับมาแล้วจึงพร้อมกันขึ้นไปเฝ้าจึงจะควร พี่น้องทั้งหกเห็นชอบพร้อมกันแล้วก็พักรออยู่ที่เขาฮวยก๊วยซัว ส่วนจินกุนจึงสั่งเทพารักษ์ให้คุมตัวซีเทียนขึ้นไปยังสวรรค์

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ