๕๐

ในฤดูนั้นเปนฤดูหนาวจัดลมพัดกล้า น้ำค้างหมอกลงกลุ้มทั้งป่า อาจาริย์กับศิษย์กำลังเดินมา แลไปข้างหน้าก็เห็นภูเขาใหญ่ขวางอยู่ หนทางก็แคบเดินลำบากไม่เรียบราบ พระถังซัมจั๋งชักบังเหียนม้าหยุด เรียกเห้งเจียมาถามว่า ดูข้างหน้านั้นมีภูเขาสูง อาตมวิตกว่าจะมีสิงสาราสัตว์ร้ายดอกกระมัง จงเอาใจใส่ช่วยกันระวังให้จงดี เห้งเจียพูดว่าพระอาจาริย์จงวางใจเถิด พวกพี่น้องข้าพเจ้าพร้อมใจกันจะตั้งจิตรตามทางอันชอบธรรม จะกลัวเกรงอะไรแก่สิงสาราสัตว์ที่ดุร้าย

พระถังซัมจั๋งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็ค่อยคลายความวิตกตั้งน่าอุส่าห์บุกน้ำค้างทนหนาวมิได้คิดที่จะท้อถอย ครั้นข้ามยอดเขาลงมาถึงเชิงเขา พระถังซัมจั๋งแลไปในซอกเขา เห็นมีตึกสามห้องหอสูงตระหง่านดูงดงามสอาดตา พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นก็ดีใจ จึงเรียกเห้งเจียมาพูดว่า อาตมภาพเดินมาวันนี้ทั้งหนาวทั้งหิวอกใจให้ระอาอ่อนไม่มีกำลัง ในซอกเขานั้นเห็นมีตึกบ้านห้องหอเปนลำดับคงจะเปนบ้านคนอยู่ หรือวัดวาอารามเปนแน่ เห้งเจียลองไปบิณฑบาตบางทีจะได้บ้างดอกกระมัง จะได้มาฉันพอแก้หิวแล้วจะได้เดินต่อไป เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็แลไปดูในที่แห่งนั้น ก็เห็นมีขี้เมฆสีร้ายกลุ้มปกอยู่ข้างบน สลับซับซ้อนกันเปนกลุ่ม ๆ ดังนั้น จึงหันหน้ามาบอกแก่อาจาริย์ว่า ที่ตรงนั้นไม่ใช่ที่ดี หากจะมีสิ่งร้ายสำคัญ พระถังซัมจั๋งว่าเห็นมีเปนตึกรามห้องหอดูงดงาม เหตุใดเห้งเจียจึงว่าที่ไม่ดี

เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า พระอาจาริย์ที่ไหนจะรู้ได้ หนทางไซทีนั้น ปิศาจยักษ์ร้ายมักจะบันดานให้เห็นเปนตึกรามห้องหอ ที่ตรงนั้นดูงดงามแต่อากาศร้ายปกคลุมอยู่ ไม่ควรเราจะเข้าไปเลยพระถังซัมจั๋งว่าจะเข้าไปได้ก็ชอบแล้ว แต่อาตมภาพหิวนักจะทำอย่างไรดี เห้งเจียว่าแม้อาจาริย์หิวโหย จงนิมนต์ลงจากหลังม้านั่งพักก่อน ข้าพเจ้าจะไปบิณฑบาตที่อื่นมา ฉันแล้วจึงค่อยไป พระถังซัมจั๋งก็เชื่อเห้งเจียลงจากหลังม้าอาไศรยนั่งยังพื้นราบ ซัวเจ๋งจึงแก้เอาบาตส่งให้เห้งเจีย ๆ รับบาตรมาแล้วสั่งซัวเจ๋งว่า น้องอย่าไปข้างไหน จงระวังระไวพระอาจาริย์ให้มาก ๆ ให้อาจาริย์นั่งอยู่ตรงนี้ คอยกว่าเราจะกลับจึงค่อยไป ซัวเจ๋งได้ฟังเห้งเจียสั่งดังนั้นก็คอยระวังรักษาอาจาริย์

ฝ่ายเห้งเจียสั่งแล้วก็ยังไม่วางใจดี จึงหันหน้ามาบอกแก่อาจาริย์ว่า ที่ตรงนี้ร้ายมากดีน้อย พระอาจาริย์อย่าได้ออกจากที่นี้ไปเลย ข้าพเจ้าวิตกกลัวแต่พระอาจาริย์จะไม่ยุติอยู่ได้ ข้าพเจ้าจะช่วยทำยันต์คุ้มไว้ให้ เห้งเจียพูดดังนั้นแล้ว ก็จับตะบองเขียนลงที่แผ่นดินเปนยันต์วงรอบวงหนึ่ง เขียนแล้วจึงนิมนต์อาจาริย์เข้านั่งในกลางวงยันย์ แล้วสั่งโป๊ยก่ายซัวเจ๋งให้นั่งเฝ้าอยู่ซ้ายขวา แล้วเห้งเจียจึงบอกแก่อาจาริย์ว่า อันวงล้อมนี้มั่นคงยิ่งกว่ากำแพงเหล็ก หากว่าจะมีผีปิศาจยักษ์ร้าย แลสิงสาราสัตว์ที่ดุร้ายก็ไม่อาจสามารถจะเข้ามาใกล้ แต่อาจาริย์อย่าได้ออกจากวงนี้เปนอันขาด จงนั่งอยู่แต่ในวงนี้ให้สบาย

พระถังซัมจั๋งฟังเห้งเจียสั่งดังนั้น ก็นั่งอยู่ในวงยันต์มิได้ไปข้างไหน เห้งเจียเห็นเรียบร้อยดีแล้วก็ปาฎิหารไปบิณฑบาตเหาะตรงไปยังทิศอาคเน แลไปก็เห็นมีต้นพฤกษาสูงใหญ่กระหง่านที่ข้างนั้นมีหมู่บ้าน เห้งเจียก็ลดลงยังพื้นดินเดินไปพิจารณาดูภูมิ์บ้านได้ยินเสียงคนเปิดประตูเดินออกมา เห็นผู้เฒ่าคนหนึ่งมือถือไม้ เท้าเงยหน้าขึ้นบนฟ้าพูดว่า วันนี้ลมหนาวพัดกล้าพรุ่งนี้ก็จะหยุด พูดยังไม่ทันจะสิ้นคำ เห็นสุนักข์ตัวหนึ่งวิ่งออกมาเห่าเห้งเจีย ตาเฒ่าเห็นสุนักข์เห่าจึงหันไปดู เห็นเห้งเจียยืนถือบาตอยู่ เห้งเจียจึงร้องบอกตาเฒ่านั้นว่า ข้าพเจ้าเปนศิษย์ของพระถังซัมจั๋งมีรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้ไปไซทีอาราทนาพระธรรม บัดนี้มาถึงตำบลนี้ท่านอาจาริย์หิวโหย ขอท่านได้ทำบุญมากน้อยตามจะศรัทธา

ฝ่ายตาเฒ่าเมื่อได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้น จึงบอกว่าอย่าบิณฑบาตเลย ตัวเดินทางผิดเสียแล้ว ทางไปไซทีกับจะมาถึงที่นี่ไกลหลายร้อยโยชน์ทำไมจึงไม่ไปทางโน้นตามทางใหญ่ เห้งเจียพูดว่าก็จริงเหมือนท่านตาพูด แต่อาจาริย์ข้าพเจ้านั่งคอยอยู่ที่ทางใหญ่ ตาเฒ่าพูดว่าเปนชีบานาสงฆ์ถือทางพระ ทำไมจึงพูดจาเลอะเทอะอย่างนี้ ที่ว่าอาจาริย์ตัวนั่งอยู่ที่ทางใหญ่ ตัวมาบิณฑบาตหนทางเดินไกลถึงหกเจ็ดวันจึงจะถึง ถ้ากระนั้นอาจาริย์จะมิอดตายหรือ เห้งเจียว่าข้าพเจ้าไม่ปิดบังท่านตาข้าพเจ้าจากอาจาริย์มา น้ำร้อนที่รินใส่ถ้วยยังไม่ทันเย็นก็มาถึงนี่ บัดนี้บิณฑบาตได้แล้วกลับไปก็ทันเวลาเพน

ตาเฒ่าได้ฟังดังนั้นจ้งพูดว่าคนนี้เห็นจะเปนผีปิศาจยักษ์ พูดดังนั้นแล้วก็หันหน้าจะวิ่งกลับเข้าบ้าน เห้งเจียก็วิ่งมายึดไว้ถามว่าจะไปไหน มีอาหารก็จงรีบเอามาทำบุญเถิด ตาเฒ่าบอกว่าข้าไม่ปลงใจศรัทธา ในบ้านข้าหกเจ็ดปากกินอยู่ด้วยกันพึ่งเอาเข้าสานใส่หม้อตั้งยังไม่ทันสุก ตัวไปที่อื่นก่อนแล้วจึงค่อยมา เห้งเจียพูดว่าโบราณท่านย่อมว่าไปสามบ้านสู้บ้านเดียวไม่ได้ ข้าพเจ้าจะคอยอยู่ที่นี่กว่าเข้าจะสุกก็ได้ ตาเฒ่าเห็นเห้งเจียพูดรีบรัดข้างจะเอาดังนั้นจึงยกไม้เท้าขึ้นจะตี เห้งเจียก็ไม่สดุ้งหวาดอะไรยืนนิ่งอยู่ ตาเฒ่าก็ตีศีศะเห้งเจียเจ็ดแปดที เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าตามแต่ท่านตาจะตีอย่างไรก็ตีเถิด แม้ตีข้าพเจ้าทีหนึ่งจะคิดเอาเข้าทนานหนึ่งท่านตาจะต้องคิดตวงมาให้ข้าพเจ้า ตาเฒ่าได้ยินดังนั้นก็ทิ้งไม้เท้าวิ่งหนีเข้าไปในบ้านปิดประตูร้องว่ามีผีมามีผีมา คนทั้งบ้านก็พากันตกใจไปทุกคน ก็พากันปิดประตูทุก ๆ ประตู

เห้งเจียเห็นปิดประตูทุกประตูก็นึกแต่ในใจว่า ตาเฒ่าคนนี้พูดว่าพึ่งซาวเข้าใส่หม้อจะจริงเท็จก็ไม่รู้ เพราะฉนั้นเราจะต้องเข้าไปดูให้รู้แน่ คิดดังนั้นแล้วก็ร่ายพระคาถาบังตัวแอบเข้าไปในครัวไฟ เห็นในกะทะควันขึ้นร้อน ๆ เข้าก็สุกครึ่งกะทะเห้งเจียเอาบาตลงตักทีหนึ่งเต็มแล้วก็ปาฏิหารกลับไป

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งนั่งอยู่ในวงยันต์ คอยเห้งเจียอยู่เปนนานก็ยังไม่เห็นมา จึงขยับตัวบ่นว่าอ้ายลูกลิงมันไปบิณฑบาตที่ไหนก็ไม่รู้ป่านนี้ยังไม่มา โป๊ยก่ายว่าจะรู้ว่าเธอไปข้างไหน เที่ยวเล่นตามสบายใจทิ้งให้เราตากน้ำค้างอยู่ดังนี้ พระถังซัมจั๋งถามว่าทำไมโป๊ยก่ายจึงถูกจำ โป๊ยก่ายว่าอาจาริย์ยังไม่รู้คนโทษถ้ามีโทษเขาเขียนวงจำไว้ ไม่ให้ไปข้างไหน เธอว่าวงนี้มั่นคงนั่งลอย ๆ อยู่ดังนี้ หากมีสิงสาราสัตว์มาจะเอาอะไรคุ้มได้ ถ้าดังนี้ก็ส่งเนื้อให้มันกินเสียง่าย ๆ ก็แล้วกัน พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นจึงพูดหาฤๅแก่โป๊ยก่ายว่า ตัวเห็นอย่างไรก็จงคิดดู โป๊ยก่ายพูดว่าความเห็นของข้าพเจ้าเห็นว่านั่งอยู่ที่นี้จะหาที่บังลมกันหนาวก็ไม่ได้ สู้เดินไปข้างหน้าไม่ได้บางทีพี่เห้งเจียบิณฑบาตกลับมาทางนั้นจะปะกัน นั่งคอยอยู่ที่นี่ก็จะเกิดหนาวมากขึ้น

พระถังซัมจั๋งได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็คิดเห็นชอบไปด้วย จึงพากันออกจากวงนั้นแล้วก็ไปทางทิศตวันตกเดินไป เดินมาประเดี๋ยวก็มาถึงที่ห้องหอนั้น มีประตูใหญ่อยู่ข้างน่าก่อทำประดับมีสีต่าง ๆ ที่ประตูเปิดบานหนึ่งปิดบานหนึ่ง โป๊ยก่ายก็จูงม้าเข้ามายังประตู ซัวเจ๋งก็เอาหาบวางลง พระถังซัมจั๋งก็นั่งพักอยู่ที่ประตู โป๊ยก่ายพูดกับอาจาริย์ว่า ที่บ้านนี้เห็นจะเปนบ้านขุนนางผู้ใหญ่ดูไม่เห็นมีคน เห็นคนจะอยู่ข้างในผิงไฟดอกกระมัง พระอาจาริย์นั่งอยู่นี่กับซัวเจ๋งก่อนข้าพเจ้าจะเข้าไปดูข้างใน พระถังซัมจั๋งว่าจะเข้าไปก็ดูให้เรียบร้อย อย่าไปทำให้เสียธรรมเนียม โป๊ยก่ายพูดว่าข้าพเจ้าเข้าใจตั้งแต่ข้าพเจ้าเข้าในทางพระทำนุกธรรมเนียมก็รู้มาก ไม่เหมือนอย่างพวกคะราวาศ พูดดังนั้นแล้วก็เอาคราดเหล็กเหน็บหลัง จัดแจงแต่งตัวแล้วก็เดินเข้าไปในประตูพิจารณาดูไปข้างหน้านั้น เห็นมีตึกหลังหนึ่งสามห้องมีมู่ลี่แขวนบังห้อยอยู่ดูเงียบสงัดไม่เห็นมีคน โป๊ยก่ายก็เดินต่อเข้าไปข้างใน ก็เห็นมีหอสูงประตูหน้าต่างแง้มเปิดครึ่งหนึ่ง มองขึ้นไปชั้นบนก็เห็นมีม่านแพรสีต่าง ๆ กั้นอยู่ ประดับประดางามตาแต่เงียบสงัดไม่ได้ยินเสียงผู้คน โป๊ยก่ายนึกแต่ในใจว่า เห็นจะเปนคนกลัวหนาวนอนยังไม่ตื่น คิดดังนั้นแล้วก็ตรงขึ้นไปบนหอ เอามือผลักประตูออกดู โป๊ยก่ายแลเห็นกระดูกคนกองอยู่เปนกองใหญ่ก็ตกตลึงล้มลง น้ำตาก็ร่วงเผาะผอย แลเข้าไปในม่านเห็นแสงไฟอันแจ่มโป๊ยก่ายนึกว่าเห็นจะมีคนเฝ้าจุดธูปเทียน โป๊ยก่ายเดินเข้าไปในม่านก็เห็นมีโต๊ะตั้งอยู่ตัวหนึ่ง บนโต๊ะนั้นมีเสื้อแพรปักไหมทอง โป๊ยก่ายหยิบขึ้นดูเห็นงามดี ก็เอาเสื้อตัวนั้นเดินออกมาจากหอ ออกมายังประตูชั้นนอกพูดแก่อาจาริย์ว่าในนั้นไม่มีคน เปนที่เขาบูชาคนตาย ข้าพเจ้าได้ขึ้นไปบนหอพิจารณาดู ก็เห็นมีแต่กระดูกคนเปนกองใหญ่ บนโต๊ะมีเสื้อปักไหมทองอยู่ตัวหนึ่ง ข้าพเจ้าเอามา พวกเราเดินทางหนาวมากอาจาริย์จงเปลื้องจิวรออกเอาเสื้อตัวนี้ใส่ชั้นในอุ่นดีกันหนาวได้

พระถังซัมจั๋งว่า ไม่ควรไม่ควร ในสิกขาห้ามปรามสิ่งของอย่างนี้เราจะถือเอาไม่ได้จะเปนโทษ โป๊ยก่ายจงรีบเอาไปวางไว้เสียตามเดิม พวกเรานั่งคอยเห้งเจียมาแล้วจะได้พากันไป โป๊ยก่ายว่าไม่มีคนเห็นจะกลัวอะไร ใครจะมาโจทย์ว่าเราเปนขะโมยได้ พระถังซัมจั๋งพูดว่า ตัวไม่เคยฟังหรือทำการอยู่ในห้องลับก็จริง แต่ยังมีเจ้ารู้แจ้ง อย่ามักได้สิ่งของที่ไม่บริสุทธิ์ โป๊ยก่ายถึงได้ฟังพระอาจาริย์ห้ามปรามดังนั้นก็อย่าพึงนึกว่าจะเชื่อฟัง จึงตอบอาจาริย์ว่าแม้ท่านไม่ประสงค์ ข้าพเจ้าจะเอาไว้ใส่กันหนาว รอพี่เห้งเจียบิณฑบาตกลับมาแล้วจึงค่อยคืนก็ได้ ซัวเจ๋งพูดว่า ถ้าดังนั้นก็ให้ข้าพเจ้าใส่กันหนาวตัวหนึ่ง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็พากันถอดเครื่องของตัวออกแล้ว จึงเอาเสื้อปักนั้นแบ่งกันไส่คนละตัว ครั้นใส่เสร็จแล้วก็ไม่รู้ว่าเปนอะไร กำลังยืนอยู่ดีดีก็หกล้มลง โป้ยก่ายซัวเจ๋งครั้นใส่แล้ว ก็กรึงมัดมือแลเท้าออกแน่นจะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่หลุดไม่ออก พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นก็ตกใจ รีบมาถอดเสื้อให้โป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ก็ถอดไม่ออกบัดเดี๋ยวก็จับมืงอติดกับอก พระถังซัมจั๋งจึงบ่นว่าคนทั้งสองไม่เชื่อฟัง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็ร้องอึกกะทึงเสียงดัง

ปิศาจครั้นได้ยินเสียงร้อง ก็วิ่งออกมามองดูเห็นทั้งสองต้องมัดอยู่แล้ว จึงเรียกปิศาจน้อยให้ออกไปเก็บตึกรามห้องหอเหล่านั้น แลจับถังซัมจั๋งกับม้าแลโป๊ยก่ายซัวเจ๋งเอาเข้ามาในถ้ำ ครั้นแล้วปิศาจใหญ่ก็ขึ้นนั่งบนแท่น เห็นปิศาจน้อยจับถังซัมจั๋งเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้น ปิศาจจึงถามว่าตัวเปนสงฆ์อยู่ที่ไหนมา ทำไมจึงสามารถเวลากลางวันแสก ๆ ลักขะโมยเสื้อของเราดังนี้

พระถังซัมจั๋งร้องไห้แล้วตอบว่า อาตมภาพอยู่เมืองใต้ถัง มีรับสั่งให้อาตมภาพไปอาราธนาพระธรรมยังเมืองไซที เพราะอาตมภาพมีความหิวโหย จึงให้สานุศิษย์ใหญ่ไปบิณฑบาตก็ยังหากลับมาไม่ อาตมภาพก็ไม่เชื่อฟังเธอสั่ง จึงเดินมาถึงที่นี่แอบลมหนาว ก็บังเอินเจ้าทั้งสองคนนั้นมีความมักได้ เอาเสื้อออกมาใส่กันหนาว จึงต้องถึงให้ใต้อ๋องจับมา ขอใต้อ๋องได้กรุณาปล่อยอาตมภาพไปอาราธนาพระธรรม พระเดชพระคุณของใต้อ๋องจะอยู่แก่ข้าพเจ้าชั่วพระจันทร์พระอาทิตย์ไม่มีเวลาลืม

ปิศาจได้ฟังพระถังซัมจั๋งพูดดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า เราอยู่ตำบลนี้ได้ยินข่าวเล่าลือกันเนือง ๆ ว่า ถ้าผู้ใดได้กินเนื้อถังซัมจั๋งก้อนหนึ่ง ผมขาวกลับดำ ฟันหักกลับงอก วันนี้ไม่เชิญก็มาเอง ยังจะหมายให้เราปล่อยอีกหรือ ที่ว่าสานุศิษย์ใหญ่นั้นชื่อเรียงเสียงไรไปบิณฑบาตตำบลไหน โป๊ยก่ายได้ฟังปิศาจถามดังนั้น ก็พูดอวดแก่ปิศาจว่า พี่ข้าพเจ้าคือเมื่อห้าร้อยปีก่อนนั้น ได้ขึ้นไปบนสวรรค์ทำสงครามแก่เทพบุตรนามเรียกว่าซีเทียนใต้เซีย หรือซึงหงอคงก็เรียก ปิศาจได้ฟังดังนั้นก็ครั่นคร้าม จึงคิดในใจว่า เราเคยได้ยินเลื่องลือชื่อเสียงว่าเธอมีฤทธากล้าหาญมาก บัดนี้ไม่ได้นัดบังเอินมาปะกันเข้า คิดดังนั้นแล้วจึงสั่งพวกปิศาจให้มัดถังซัมจั๋งไปขังไว้ก่อน แลจับอ้ายทั้งสองนั้นถอดเสื้อออกเสียก่อน แล้วมัดเอาไปขังไว้แห่งเดียวกัน คอยจับอ้ายคนใหญ่มาแล้ว จึงค่อยสะล้างกินทีเดียว พวกปิศาจได้ฟังนายสั่งดังนั้น ก็พากันไปทำตามสั่งทุกประการ

ฝ่ายเห้งเจียครั้นได้เข้าเต็มบาตรแล้ว ก็เหาะกลับมายังที่อาจาริย์นั่งแล้วก็ลดลงยังพื้นราบ แลไปก็มิได้เห็นพระอาจาริย์กับโป๊ยก่ายแลซัวเจ๋งทั้งม้าก็หายไปด้วย เห็นแต่วงที่เขียนไว้นั้นยังอยู่ จึงหันมองไปทางที่มีตึกห้องหอก็สูญหายไปหมดสิ้น เห็นแต่โขดเขาหินผาทั้งนั้น เห้งเจียพูดว่าเห็นจะพากันไปโดนที่ร้ายเข้าแล้ว คิดเห็นดังนั้นแล้วก็รีบเดินตามทางรอยท้าวม้านั้นไป เดินไปพักหนึ่งโดยกำลังระเหระหน ก็ได้ยินเสียงคนพูดกันที่ในโขดเขา เห้งเจียแลไปเห็นตาเฒ่าคนหนึ่งมือถือตะบองศีศะมังกร มีเด็กเดินตามหลังตาเฒ่ามาคนหนึ่ง ทั้งเดินทั้งร้องเพลงข้ามโขดเขามา เห้งเจียเห็นดังนั้น ก็วางบาตลงแล้ววิ่งไปสกัดหน้าปราไสยถาม ตาเฒ่าแลเห็นก็คำนับตอบแล้วถามว่าท่านจะไปข้างไหน เห้งเจียตอบว่า พวกข้าพเจ้าทั้งอาจาริย์แลศิษย์มาจากเมืองใต้ถัง มาด้วยกันสี่คน ส่วนตัวข้าพเจ้ามีกิจไปบิณฑบาต ข้าพเจ้าสั่งให้คอยอยู่ที่พื้นราบริมโขดเขาทั้งสามคน ครั้นข้าพเจ้ากลับมาก็ไม่เห็นทั้งสามคนแลม้า ไม่ทราบว่าจะพากันไปทางใด ขอถามท่านตาเดินมาได้ปะบ้างหรือไม่ ตาเฒ่าได้ยินถามดังนั้นก็หัวเราะแล้วตอบว่า ข้าพเจ้าพึ่งเดินมาเห็นคนทั้งสามเดินหลงพากันเข้าไปในปากปิศาจยักษ์เสียแล้ว

เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ขอท่านตาได้กรุณาโปรดชี้ที่ทางได้ข้าพเจ้าด้วยเถิด คือปิศาจยักษ์ร้ายนั้นอยู่ที่ไหน ข้าพเจ้าจะได้ไปทวงถาม ตาเฒ่าตอบว่า อันนามภูเขานี้เรียกว่า (กิมเต๊าซัว) ข้างหน้าเขามีสำนักถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่ง ถ้ำนั้นเรียกว่าถ้ำกิมเต๊าต๋อง มีปิศาจตนหนึ่งนามว่า ต๊อกกั๊กจูใต้อ๋องมีอำนาจฤทธิ์เดชกล้าหาญ คนทั้งสามเข้าไปก็จะสูญชีวิตรเสียแล้ว ท่านจะไปตามเห็นจะกินท่านเสียอีกคนกระมัง เห้งเจียพูดว่าขอท่านได้ช่วยชี้ให้เถิด อันจะเปนตายประการใดจงยกไว้ ข้าพเจ้าจะนิ่งอยู่ที่ไหนได้ เห้งเจียจะใคร่เอาเข้าในบาตให้ตาเฒ่า จะได้ถือแต่บาตเปล่าไป ตาเฒ่าเห็นดังนั้นก็วางไม้เห้าลง แปลงรูปกลับเปนรูปเดิมคือพระภูมิ์ก็คุกเข่าลงกับพื้นคำนับแล้วพูดว่า ใต้เซียข้าพเจ้าไม่อาจจะปิดบังท่าน ข้าพเจ้าคือภูมิ์เจ้าเขานี้ ข้าพเจ้าคอยถ้ารับใต้เซียอยู่ที่นี่ บาตเข้านั้นข้าพเจ้าจะรับไว้ ใต้เซียจะได้เบาตัวไปแก้อาจาริย์ออกแล้ว จึงค่อยเอาเข้าในบาตนี้ไปถวายให้พระอาจาริย์ฉัน

เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ตวาดว่า อีตาคนนี้จะหาเหตุให้เฆี่ยนหรืออย่างไร ก็เมื่อรู้ว่าเรามาแล้ว ทำไมจึงไม่มาคอยรับก่อนทำส้อนหัวส้อนหางดังนี้ ภูมิ์เจ้าที่พูดว่าใต้เซียใจร้อนข้าพเจ้ามีความเกรงกลัว เพราะฉนั้นจึงแปลงรูปเสีย มาบอกให้ใต้เซียรู้ก่อน เห้งเจียพูดว่าถ้ากระนั้นจงรักษาบาตไว้ คอยเราจะไปปราบปิศาจแล้วจึงจะกลับมา ภูมิ์เจ้าที่ก็รับบาตไว้ เห้งเจียจึงผูกรัดแต่งตัวแล้ว มือถือตะบองเหล็กเดินลัดไปทางน่าเขา เดินไปเห็นแต่หินโขดเกะกะ เห้งเจียไปยังประตู แลไปก็เห็นมีประตูหิน นอกประตูมีพวกปิศาจบริวาร เต้นรำฝึกหัดซักซ้อมเพลงอาวุธหอกดาบแหลนหลาวกำลังชุลมุลกันอยู่ เห้งเจียก็เดินตรงเข้าไปร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยอ้ายพวกเหล่านี้จงรีบไปบอกแก่นายมึงว่า กูเปนสานุศิษย์ของพระถังซัมจั๋ง คือซีเทียนใต้เซียหงอคง ให้รีบเอาอาจาริย์เรามาส่งเสียโดยเร็ว พวกเจ้าจะได้รอดชีวิตร พวกปิศาจบริวารได้ยินดังนั้น ก็รีบวิ่งเข้าไปบอกแก่นายโดยเร็ว

ฝ่ายปิศาจเมื่อได้ยินดังนั้น ก็มีความยินดีแล้วพูดว่า เราเองก็อยากให้เธอมา ตัวเราตั้งแต่จากวิมานก็ยังไม่เคยได้ลองฝีมือแก่ใครเลย วันนี้เธอมาก็ดีแล้ว จึงเรียกให้เอาทวนทองแดงมา พวกบริวารก็ไปแบกเอาทวนมาวางไว้ให้ แล้วสั่งพวกบริวารให้ยกออกนอกประตู ปิศาจเดินนำน่าถือทวนออกไป พวกบริวารก็พร้อมกันตามหลังออกมา ปิศาจครั้นเห็นเห้งเจียแล้ว จึงร้องถามว่า อ้ายคนไหนชือหงอคง

เห้งเจียเดินขยับเข้ามาแล้วตอบว่า อ้ายหลานน้อยตาอยู่นี่ เจ้าจงรีบส่งท่านอาจาริย์มาโดยเร็ว ทั้งสองฝ่ายจะได้ไม่เจ็บช้ำ แม้ผิดครึ่งคำไม่ถูกธรรมเนียม จะให้ตายไม่มีที่ฝังศพ ปิศาจร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า มึงชั่งตับใหญ่อ้ายลิงจะมีฝีมือสักเพียงใดมึงจึงสามารถมาพูดจาอวดอ้างอย่างนี้ อาจาริย์ของเจ้าขะโมยเสื้อของเราไปใส่ บัดนี้เราจับได้จะใคร่เอาต้มกิน แม้ว่าเจ้ามีฝีมือจงมาลองดูแก่เรา แม้ว่าเราแพ้เราจะปล่อยอาจาริย์ของเจ้าไป หากไม่ชะนะพวกของเจ้าก็ต้องสิ้นชีวิตร เห้งเจียได้ฟังปิศาจพูดดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ฉะฉะอ้ายปิศาจเขาทิ้ง เอ็งไม่ต้องพูดจงมาลองกินตะบองดูสักทีหนึ่งหรือ จะได้รู้รศชาติว่าเปนประการใด เห้งเจียยกกระบองตีลงไป ปิศาจยกทวนขึ้นรับ ต่างมีกำลังเข้มแขงทั้งสองฝ่าย ตลบแตลงรบรับกันไปมาได้สามสิบเพลง ยังไม่แพ้ชะนะกัน ปิศาจเห็นเห้งเจียชำนาญในการตะบองคล่องแคล่วรวจเรวว่องไว จะคิดหักไม่ลง จึงทำเปนหัวเราะแล้วพูดสรรเสริญว่า อ้ายลิงนี้ดีจริงอาจทำสงครามบนสวรรค์ได้ ปิศาจจึงเอาด้ำทวนลงบนพื้น แล้วร้องให้บริวารเข้าระดมตี พวกปิศาจทั้งหลายก็พากันกุมอาวุธเข้าล้อมเห้งเจีย ๆ ก็มิได้หวาดหวั่น เห้งเจียเอาตะบองคว่างขึ้นไปบนอากาศร้องไห้แปลงตะบองก็บังเกิดขึ้นเต็มอากาศตกลงมาดังห่าฝน ปิศาจน้อยเห็นดังนั้นต่างก็ตกใจขวัญหาย พากันวิ่งกลับเข้าไปในถ้ำ ปิศาจใหญ่เห็นดังนั้นก็ทำเปนหัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายลิงอย่ากำเริบให้เกินไป เองจงคอยดูของเราบ้างว่าจะเปนประการใดจึงล้วงในมือเสื้อเอาของวิเศษสิ่งหนึ่งออกมา มีสันฐานเปนรูปวงกลมคว่างขึ้นไปบนอากาศ ร้องให้คล้องก็คล้องเอาตะบองของเห้งเจียไปเสียได้ เห้งเจียไม่มีอาวุธก็รีบหนีไป ฝ่ายปิศาจมีไชยชนะดังนั้นก็ยกกลับเข้าถ้ำมีความรื่นเริงโดยเหตุที่ได้ไชยชำนะนั้น

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ