๗๐

เห้งเจียว่าถ้ากระนั้นน้องสองคนอยู่นี่ ไว้พี่จะขึ้นไปถามดูเพื่อจะได้รู้ว่าจะเปนอะไรแน่ เห้งเจียเตรียมตัวมั่นคงแข็งแรงแล้วก็เหาะขึ้นไปกลางอากาศขวางหน้า ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยอ้ายมารร้ายเอ็งอยู่ที่ไหนเปนยักษ์มารชนิดใดจะไปข้างไหน มีธุระอะไรมาถึงที่นี่ทำไม จะมาอวดดีที่นี่หรือ ยักษ์ได้ฟังเห้งเจียร้องถามด้วยกิริยาอันห้าวหาญดังนั้น จึงตวาดด้วยเสียงอันดังแล้วตอบว่า เรามิใช่คนอื่น คือเซียนฮองของท่านไซ้ทั้ยส่วยอยู่ตำบลเขาขี้ลินซัวถ้ำเก๊ยใจต๋อง เรารับคำสั่งของท่านมาเอานางสาวใช้อีกสองคนไปรับใช้กิมเซี้ยเกงเนี้ย ๆ เจ้าเปนคนอะไรที่ไหน อาจสามารถมาถามเราทำไม เห้งเจียตอบว่าเราคือซีเทียนใต้เซียซึงหงอคง เพราะเรารักษาพระถังซัมจั๋งไปไซที เพื่อจะอาราธนาพระธรรม เพราะว่าข้ามมาทางนี้ จึงรู้ข่าวว่าเจ้าเปนยักษร้าย ทำการหมิ่นประมาทเจ้าเมืองจะไปหาเจ้าก็ไม่รู้แห่งที่อยู่ บัดนี้เจ้าเอาชีวิตรมาส่งถึงมือฉนี้ดีแล้ว ปิศาจยักษ์ได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็มิได้รอรั้งยกทวนขึ้นแทงเห้งเจีย ๆ ยกกระบองขึ้นรับรบกันโดยสามารถได้สองเพลง เห้งเจียตีปิศาจด้วยกระบองถูกทวนหักเปนสองท่อน ก็ตกใจหลบหนีตามลมไปทางทิศตวันตก เห้งเจียก็มิได้ไล่ตามลดลงมายังพื้น เดินมาที่ตำหนักซ่อนปิศาจ ร้องเรียกว่า พระอาจาริย์จงเชิญพระเจ้าแผ่นดินขึ้นมาเถิด ปิศาจยักษ์นั้นข้าพเจ้าขับหนีไปแล้ว

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งเมื่อได้ยินเห้งเจียเรียก ก็พยุงพระเจ้าแผ่นดินขึ้นมาจากอุโมงค์ แลเห็นท้องฟ้าไสสว่างดี มิได้เห็นปิศาจพระองค์ก็เสด็จมาที่ตั้งโต๊ะนั้น ทรงหยิบป้านสุรามารินใส่ถ้วยทองคำแล้ว ก็มาส่งให้เห้งเจียตรัสว่า ท่านเล่าเอี๊ยรับของคำนับแห่งข้าพเจ้าเปนกิริยาก่อน เห้งเจียก็รับถ้วยสุรามาถือไว้แล้ว ได้ยินขุนนางมาทูลว่าประตูเมืองข้างทิศปราจิณเกิดไฟไหม้ เห้งเจียได้ยินขุนนางมาทูลดังนั้น ก็คว่างถ้วยไปเสียงดังสนั่นถ้วยสุราก็ตกลงอยู่กับพื้น พระเจ้าแผ่นดินเห็นดังนั้นก็ตกพระไทยลดพระองค์คำนับเห้งเจียถามว่า ท่านเล่าเอี๊ยจะมีความผิดใจอะไรหรือ จงขออะนุญาตโทษแห่งข้าพเจ้า ขอเชิญท่านขึ้นบนแท่น ข้าพเจ้าจะได้เคารพขอบคุณท่าน

เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า หาใช่เช่นนั้นไม่ บัดเดี๋ยวจะมีขุนนางมากราบทูลว่า มีฝนใหญ่ตกลงมาดับไฟเสียสิ้นแล้ว ทั่วทั้งถนนจะเหม็นกลิ่นสุราไปทั้งสิ้น แล้วเห้งเจียพูดว่าปิศาจยักษ์แพ้หนีไปข้าพเจ้าไม่ตาม มันจึงทิ้งไฟให้ไหม้ประตูเมืองทิศตวันตก ข้าพเจ้าจึงเอาถ้วยสุราคว่างไปบันดานเปนฝนดับไฟนั้นหาใช่ผิดใจอะไรต่อพระองค์ไม่ แลชาวเมืองก็หาได้ทราบความตลอดไม่ ครั้นเห้งเจียชี้แจงดังนั้น ก็ยิ่งมีพระไทยยินดียิ่งนัก จึงเชิญพระถังซัมจั๋งเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งขึ้นไปยังปราสาทใหญ่ ในพระไทยจะใคร่มอบราชสมบัติให้ เห้งเจียหัวเราะพูดว่า ขอพระองค์ทรงทราบ อันปิศาจนั้นบอกนามว่าเปนทหารของไซ้ทั้ยส่วย ใช้ให้มาเอานางสนมไปรับใช้สอย กิมเซี้ยเกงเนี้ย ๆ บัดนี้มันพ่ายแพ้ไปคงจะกลับไปบอกนายมัน เห็นคงจะกลับมาชิงไชยอีกเปนแน่ ข้าพเจ้าเห็นว่า ครั้นจะรอให้มันมาก็จะเกิดเดือดร้อนแก่อาณาประชาชนจะพากันวิตกทุกข์ร้อน ทั้งพระองค์ก็จะตกพระไทยกลัว เพราะฉนั้นข้าพเจ้าหมายจะรีบไปรบสกัดไว้เสียก่อน จะได้รับกิมเซี้ยเกงมาเมือง แต่หารู้จักทางที่จะไปไม่ แลไม่ทราบว่าทางจะไกลสักเท่าใด

พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า ข้าพเจ้าเคยให้คนไปสืบข่าว ทั้งไปทั้งมาไม่หยุดห้าสิบวัน ทางนั้นประมาณสามพันโยชน์อยู่ข้างทิศอาคะเน เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงเรียกโป๊ยกายซัวเจ๋งมาสั่งว่า น้องทั้งสองจงอยู่คอยรักษาพระอาจาริย์ พี่จะไปสืบข่าวดูให้รู้เหตุแล้วจะกลับ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น จึงมายึดเห้งเจียว่า ขอท่านเล่าเอี๊ยพักสักวันหนึ่งให้สบายก่อน รอให้คนจัดหาสะเบียงไปกินตามทางด้วย แลเลือกม้าที่มีฝีเท้าจะได้ขี่ไป เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่าอย่างที่พระองค์ทรงคิดนั้น ข้ามห้วยข้ามเขาทางเดินลำบาก แต่ข้าพเจ้าไม่ปิดบังอันทางไกลสามพันโยชน์นั้น ถ้วยสุราที่รินไว้ก็ยังไม่ทันจะเย็น พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าท่านเล่าเอี๊ยอย่าหลอกข้าพเจ้า รูปแลลักษณ์ของท่าน คล้ายกับวานร จะมีฤทธาอานุภาพอย่างนั้นเทียวหรือ

เห้งเจียว่ากายข้าพเจ้าคล้ายวานร ตั้งแต่ยังเยาว์มาเคยเล่าเรียนลุถึงที่เกิดดับเที่ยวค้นหาอาจาริย์ที่ฌานกล้า รักษาปะฏิบัติไม่หยุดหย่อน อาไศรยฟ้าดินเปนที่พึ่ง สำเร็จธาตุทั้งห้าได้ตลอดเปลี่ยนแปลงกายได้ทุกสิ่งทุกอย่าง หกขะเมนไปทีหนึ่งได้สิบหมื่นแปดพันโยชน์ไกลดังนี้ ขอพระองค์ได้ทรงทราบ พระเจ้าแผ่นดินจูจี๊ก๊กได้ทรงฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้นก็มีความยินดี จึงทรงพระสรวลแล้วหยิบป้านสุรามารินส่งให้เห้งเจีย ตรัสว่าขอคำนับส่งท่านเล่าเอี๊ยด้วยความลำบาก สุราถ้วยนี้เปนกิริยาจิตรเล่าเอี๊ยจะได้ตั้งใจไปกำจัดปิศาจยักษ์ร้าย เห้งเจียกราบทูลว่าขอพระองค์ทรงเก็บไว้ก่อน รอให้ข้าพเจ้าไปแล้วกลับมาจึงควรพระราชทาน เห้งเจียร้องว่าไปทีเดียวดังหวิวก็มิได้เห็นตัว ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินกับขุนนางข้าราชการเห็นดังนั้น ต่างมีความเกรงกลัวทั่วทุกคน

ฝ่ายเห้งเจียหกขะเมนลิ่วไปทางทิศอาคะเน มาถึงภูเขาหนึ่งก็ลงยังยอดเขา เที่ยวสอดตาแลดูโดยละเอียดจะใคร่ค้นหาถ้ำ แลเห็นแสงไฟวับแวมออกมารอบเขา บัดเดี๋ยวก็ลุกมากขึ้นแดงสว่างไปทั้งท้องฟ้า ที่ไฟลุกเปนม้วนไฟอันร้ายแรงฟูออกมา เห้งเจียเอ็งก็ออกจะหวาดเสียว แลเห็นในเขามีสายทรายโพลงขึ้นมืดฟ้า เห้งเจียยืนดูอยู่เปนครู่ก็ยังไม่รู้ได้ว่าเปนด้วยเหตุประการใด จึงร่ายพระเวทแปลงกายเปนแมลงเม่า โผแซกเข้าไปในไฟกระพือปีกสองสามทีทรายนั้นก็สูญหายไปไฟนั้นก็ดับไปสิ้น เห้งเจียก็กลายกลับเปนรูปเดิมลงมายังพื้นเที่ยวตรวจดูก็ได้ยินเสียงม้าฬ่อแลกลองดังสนั่น เห้งเจียคิดว่านี่เรามาเห็นจะผิดทางเสียแล้ว ทางนี้เห็นจะไม่ใช่ที่ปิศาจยักษ์อยู่ เสียงม้าฬ่อนี้หากจะเปนที่ฝึกหัดทหาร จำเราจะไปถามดูให้รู้เรื่อง เห้งเจียคิดแล้วก็เดินตรงมา แลเห็นปิศาจตนหนึ่งแบกธงสีเหลืองข้างหลังสะพายหนังสือฉบับหนึ่ง มือตีม้าฬ่อเดินไปโดยการรีบ เห้งเจียแลเห็นก็หัวเราะพูดว่าตีม้าฬ่อนั้นคือคนนี้เอ็ง ไม่รู้ว่ามันจะเอาหนังสือไปให้ใครที่ไหน แลไม่รู้ว่าจะเปนหนังสืออะไร เห้งเจียแปลงกายเปนแมลงหวี่ตัวหนึ่งบินตามไปจับห่อหนังสือ ก็ได้ยินปิศาจนั้นออกปากบ่นพูดว่า ใต้อ๋องนายของเรานี้ใจร้ายเมื่อสามปีก่อนไปที่เมืองจูจี๊ก๊ก แย่งเอานางเอกอรรคมะเหษีของเจ้าเมืองมา คือนางกิมเซี้ยเกงเนี้ย ๆ มาอยู่ถึงสามปีแล้วก็มิได้ถูกต้องเธอได้ แล้วยังมิหนำไปเอาสาวใช้มาอีกหลายคน แลใช้ให้เซียนฮองไปเอาก็ไปโดนคู่พยาบาทถูกมันตีเอาทวนหักวิ่งกลับมา เอานางสาวใช้ก็ไม่ได้ใต้อ๋องมีความโกรธจะคิดทำศึกชิงไชยแก่เจ้าเมืองจูจี๊ก๊ก ใช้ให้เราเอาหนังสือนัดรบอะไรก็ไม่รู้ หากว่าเราเอาหนังสือไปครั้งนี้ หากเจ้าเมืองจูจี้ก๊กไม่อยากรบก็จำจะต้องรบ แต่ถ้ารบไม่ชนะใต้อ๋องนายเราก็จะใช้ทรายแลไฟบินเข้าไป ก็จะทำลายชีวิตรเจ้าเมืองแลขุนนางราษฎรทั้งหลายก็พากันล้มตายไม่เหลือแต่สักคนเดียว เวลานั้นนายเราก็จะชิงเอาเมืองตั้งตัวเปนฮ่องเต้ พวกเราก็จะได้เปนขุนนางกันทั้งสิ้น ถึงดังนั้นก็จริงตามแต่การเล็กใหญ่ อันที่จริงสุดแท้แต่เบื้องบนจะกำหนดเอาเปนแน่ก็ยาก

เห้งเจียได้ฟังตั้งแต่ต้นจนปลาย จึงคิดว่าปิศาจนี้มันพูดฟังดูก็ยังมีความดี คือข้อที่มันว่าสุดแท้แต่เบื้องบนกำหนดยังมิได้ ข้อที่ว่าได้กิมเซี้ยเกงไปไว้ แต่ถูกต้องไม่ได้นั้นยังหาเข้าใจว่าเปนเหตุอย่างไรไม่ จำเราจะต้องถามมันดูให้รู้เรื่อง เห้งเจียก็ผละออกจากปิศาจโผบินไปข้างน่าสักสองสามเส้น แปลงเปนคนถือบวชหนุ่มน้อยคนหนึ่งบนศีศะไว้ผมสองแหยมตัวนุ่งห่มอย่างถือบวช มือถือลูกประคำชักพลางภาวนาพลางเดินข้ามชายเขามาตรงปะทะหน้าปิศาจ ก็ลดตัวลงปราไสยถามว่า ท่านจะไปส่งหนังสือที่ไหน

ปิศาจก็ชะงักดูเหมือนคนเคยรู้จัก จึงยั้งไม้ไม่ตีม้าฬ่อหัวเราะแล้วคำนับตอบว่า ใต้อ๋องนายข้าพเจ้าใช้ให้เอาหนังสือนัดรบลงไปเมืองจูจี๊ก๊ก เห้งเจียแกล้งถามว่าเจ้าเมืองจูจื๊ก๊กได้พูดกันว่า ได้ยกนางกิมเซี้ยเกงให้ไปมิใช่หรือ ปิศาจตอบว่าเมื่อปีก่อนได้รับนางไปแล้วเวลานั้นมีเทพารักษ์ให้เสือนางกิมเซี้ยเกงตัวหนึ่ง นางก็สรวมเสื้อตัวนั้นเข้าแล้ว ทั่วสาระพางกายนางก็เกิดเปนเข็มแหลมใต้อ๋องไม่อาจถูกต้อง ครั้นว่าขืนจะเข้าถูกต้องก็เจ็บปวดดุจว่าถูกเข็มแทง จึงไม่รู้ที่ว่าจะทำประการใดได้ ตั้งแต่ได้นางมาจนบัดนี้ก็มิได้เกี่ยวข้องสิ่งใดได้ เมื่อวันก่อนใต้อ๋องใช้ให้เซียนฮองลงไปเมืองจูจี๊ก๊ก จับนางสาวใช้มาให้รับใช้นางกิมเซี้ยเกง ถูกอ้ายซึงหงอคงอะไรไม่รู้มันตีเซียนฮองแพ้กลับมา บัดนี้ใต้อ๋องมีความโกรธจึงใช้ให้ข้าพเจ้าเอาหนังสือนัดรบลงไปให้

เห้งเจียถามว่าทำไมใต้อ๋องจึงได้รีบร้อนดังนั้นเล่า ปิศาจพูดว่าใจของใต้อ๋องเธอรีบร้อนดังนั้นเอง เห้งเจียพูดว่าทำไมท่านไม่ชักนำในทางธรรมให้เธอแก้ความเศร้าโศกใจบ้างเล่า พูดดังนั้นแล้วเห้งเจียก็ลาปิศาจเดินไป

ฝ่ายปิศาจก็ตีม้าฬ่อเดินไปพอคล้อยหลัง เห้งเจียก็เอาตะบองตีถูกปิศาจล้มลงถึงแก่ความตายอยู่กับที่ เห้งเจียนึกเสียใจว่ามิให้ถามมันว่าชื่อไร จึงเก็บเอาหนังสือที่ตัวปิศาจซ่อนไว้ในตัวแล้วก็เอาธงกับม้าฬ่อเก็บซ่อนไว้ในหญ้าที่รก แล้วจับขาปิศาจลากทิ้งลงไปก็ให้ยินดังทีหนึ่งเหลียวไปดูก็แลเห็นป้ายงาตั้งอยู่ข้างนั้น มีอักษรว่าปิศาจสนิทที่ใช้มานั้นชื่อ (มีมามีไป) เห้งเจียแลเห็นก็หัวเราะว่าอ้ายปิศาจนี้มันชื่อ (มีมามีไป) มาถูกตะบองทีหนึ่งมีมาก็ไม่มีไป เห้งเจียจึงแกะเอาป้ายนั้นมาเก็บไว้กับเอ็วแล้ว ก็จะใคร่เอาซากศพนั้นทิ้งลงไปในห้วยก็นึกถึงไฟร้ายนั้นไม่อาจไปถึงถ้ำปิศาจ ก็เอาตะบองกระทุ้งที่อกปิศาจทะลุแล้ว จึงหิ้วเหาะขึ้นกลางอากาศกลับไปยังเมืองบอกข่าวเล่าความชอบครั้งแรก เหาะกลับมาประเดี๋ยวก็ถึงพระราชวัง เห้งเจียก็ลดลงยังพื้นเอาซากอาศพทิ้งลงที่น่าบันใด จึงเรียกโป๊ยก่ายให้นิมนต์พระอาจาริย์ลงมา พระถังซัมจั๋งได้ยินเสียงเห้งเจียก็ลงไป เห้งเจียก็เอาหนังสือฉบับนั้นยัดใส่ในมือเสื้ออาจาริย์แล้ว สั่งว่าพระอาจาริย์ท่านจงเก็บไว้อย่าให้เจ้าเมืองเห็น พูดยังไม่ทันขาดคำเจ้าแผ่นดินก็เสด็จมาตรัสถามว่า ท่านเล่าเอี๊ยมาแล้วอันการที่ไปจับปิศาจนั้นเปนอย่างไรบ้าง เห้งเจียเอามือชี้ที่บันใดแลทูลว่านั่นมิใช่ปิศาจหรือ ถูกมือข้าพเจ้าตีตายเสียแล้ว

พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรแล้วจึงตรัสว่า ปิศาจก็จริงแต่มิใช่ปิศาจใซ้ทั้ยส่วย ด้วยข้าพเจ้าเคยเห็นมันสองครั้งแล้ว ตัวมันสูงกว่าสี่ศอกหน้าอวนท้วนเปนมันเงา เหลืองดุจสีทองเสียงดุจฟ้าลั่น อ้ายคนนี้รูปร่างอยาบคายดังนี้ไม่ใช่ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าจริงดังพระองค์ตรัสไม่ใช่ อ้ายนี้มันเปนคนใช้ธุระการบอกเหตุ มันเดินมาพบข้าพเจ้า ๆ จึงได้ตีตายนำมาบอกเอาความชอบครั้งแรก พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังจึงตรัสว่าดีแล้ว แต่ข้าพเจ้าได้ให้คนไปสืบข่าวเสมอก็มิได้ข่าว ท่านเล่าเอี๊ยออกไปครั้งเดียวก็จับได้ปิศาจมา จึงตรัสสั่งเจ้าพนักงานยกสุรามาให้เล่าเอี๊ยรื่นเริง

เห้งเจียทูลว่าสุรานั้นเปนการเล็กน้อย ข้าพเจ้าขอทูลถามพระองค์ว่า นางกิมเซี้ยเกงเมื่อจากพระองค์ไปได้ถวายสิ่งใดไว้แก่พระองค์เพื่อแสดงความอาไลยบ้างหรือเปล่า ขอพระองค์จงพระราชทานสิ่งนั้นแก่ข้าพเจ้า พระเจ้าแผ่นดินจูจี๊ก๊กได้ฟังเห้งเจียถามดุจใครเอาปลายมีดมาแทงเข้าที่ทรวงอก นึกขึ้นได้ก็ทรงพระกันแสงน้ำพระเนตรไหลตกลงอาบพระภักตร์ แล้วตรัสแก่เห้งเจียว่าเมื่อฤดูเดือนเจ็ดขึ้นห้าค่ำใซ้ทั้ยส่วยยักษ์ร้ายทำเสียงดังฟ้าลั่น ชิงนางไปโดยเปนเวลารุกรนก็หาได้สั่งเสียสิ่งใดไว้เปนสำคัญไม่ เห้งเจียทูลถามาเมื่อนางจากไปไม่มีสิ่งสำคัญสิ่งของที่รักนั้นจะไม่มีบ้างหรือ หากว่ามีสิ่งอันใดบ้างขอพระราชทานให้ข้าพเจ้าสักสิ่งหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินตรัสถามว่าท่านจะเอาไปทำอะไรหรือ เห้งเจียทูลว่าปิศาจยักษ์นั้น มีฤทธาอานุภาพโดยเชี่ยวชาญ ข้าพเจ้าเห็นมันปล่อยไฟปล่อยทรายออกมา พิเคราะห์ดูจะกำจัดก็แสนยากหากว่ากำจัดปิศาจได้ นางไม่เคยรู้จักแก่ข้าพเจ้าก็จะไม่ตามมา ถ้ามีของสำคัญอะไรสักสิ่งหนึ่งที่นางเคยใช้อยู่ทุกวัน นำไปให้นางเห็นเปนพยาน นางก็คงจะเชื่อเพราะฉนั้นจึงจะต้องนำของสำคัญไปสำหรับธุระในข้อนี้

พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังเห้งเจียทูลดังนั้นจึงตรัสว่า ของที่รักนั้นประคำทองคู่หนึ่ง นางเคยสรวมข้อมืออยู่ทุกวัน เมื่อวันขึ้นห้าค่ำเดือนเจ็ดนั้นเธอจะผูกไหมห้าสี จึงถอดเก็บไว้ในตำหนัก ของสิ่งนี้แลเปนของนางเคยใส่ข้อมืออยู่เสมอทุกวัน บัดนี้เก็บไว้ในตำหนักแต่งตัว ข้าพเจ้าไม่อยากเห็น เพราะว่าเห็นเข้าแล้วก็ให้คิดถึงโรคจะทวีกำเริบขึ้น เห้งเจียทูลว่าเหตุนั้นพระองค์ไม่ควรกล่าวให้ได้ความโทมนัศไปทำไม จงพระราชทานของสิ่งนั้นมาให้ข้าพเจ้าเถิด พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้เง็กเซี้ยเกง ไปนำประคำคู่หนึ่งนั้นมาพระราชทานให้แก่เห้งเจีย ๆ เห้งเจียก็รับมาใส่ซ่อนไว้ในมือเสื้อ แล้วสุราก็มิได้รับประทาน สำแดงเดชาเหาะขึ้นเวหาลอยละลิ่วไป บัดเดี๋ยวก็ถึงเขาขี้ลินซัว เที่ยวเดินค้นหาถ้ำ กำลังเดินมาก็ได้ยินเสียงคนพูดกันเอะอะ เห้งเจียยืนพิจารณาดูอยู่โดยละเอียด เห็นที่น่าถ้ำเก๊ยไจ่ต๋องมีคนประมาณสักห้าร้อย คอยรักษาอยู่ที่นั่น เห้งเจียเห็นแล้วก็หันกลับไปที่ตีปิศาจตายนั้น ค้นหาธงกับม้าฬ่อได้แล้ว ก็แปลงเปนปิศาจที่ถือหนังสือไปนั้น แล้วรีบเดินมาที่ประตูถ้ำ พวกปิศาจเหล่านั้นก็ถามว่า มีมามีไปมาแล้วหรือ เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้ามาแล้ว พวกเฝ้าประตูบอกว่าจงรีบเข้าไปเถิด ท่านใต้อ๋องคอยรออยู่ที่หอเล็กผ้วยเต๊ง เห้งเจียก็เดินเข้าไปตีม้าฬ่อเข้าในประตูชั้นที่สอง เงยหน้าขึ้นไปดู เห็นเปนหอใหญ่ดูครึกครื้นระโหถาน ที่กลางหอมีเก้าอี้ทองตั้งอยู่บนเก้าอี้นั่งเอกเขนกท่วงทีดุร้าย เห้งเจียก็มิได้ครั่นคร้ามทำท่าจองหอง ไม่ลดไม่ย่อไม่คำนับ หันหน้ากลับออกมาตีม้าฬ่อเรื่อยไปไม่หยุด

ปิศาจใต้อ๋องถามว่า มีมามีไปมาแล้วหรือ เห้งเจียไม่ตอบ ถามอิกว่ามีมามีไปเจ้ามาแล้วหรือ เห้งเจียก็ไม่ตอบ ปิศาจใต้อ๋องลุกจากเก้าอี้มายึดมือไว้ถามว่าทำไมมาถึงบ้านแล้ว ยังจะตีม้าฬ่ออยู่อิกเล่าถามก็ไม่พูดนิ่งเฉยดังนี้ เห้งเจียก็เอาม้าฬ่อทิ้งลงกับพื้นพูดว่าทำอะไรที่ไหน ข้าพเจ้าบอกแล้วว่าไม่ไปไม่ไปยังขืนให้ข้าพเจ้าไป ครั้นไปถึงก็เห็นผู้คนพลทหารม้าไม่นับได้ตั้งเปนกระบวนรบอยู่ พอข้าพเจ้าไปถึงก็ร้องว่าให้จับปิศาจ ก็พากันมาจับฉุดลากข้าพเจ้าเข้าไปในเมือง ก็ได้ยินเจ้าเมืองสั่งให้เอาข้าพเจ้าไปฆ่าเสีย หากว่าขุนนางทูลทัดทานว่า ธรรมเนียมกระทำศึกสงครามกันไม่ควรฆ่าทูตผู้ถือสาร พระเจ้าแผ่นดินจึงได้ยกโทษปล่อยตัวข้าพเจ้า รับหนังสือไปแล้วก็เอาตัวข้าพเจ้าออกมาข้างนอก เฆี่ยนข้าพเจ้าสามสิบทีแล้วไล่ให้กลับมา ไม่ช้าก็คงจะยกมารบแก่ใต้อ๋อง ปิศาจใต้อ๋องว่าเจ้าได้เห็นดังนั้นจึงตกใจกลับมาถึงพูดไม่ออก ถามอะไรจึงนิ่งเสียดังนี้ เห้งเจียตอบว่าไม่ใช่ดังนั้นก็จะอะไรอิกเล่า ปิศาจใต้อ๋องถามว่า เจ้าได้รู้ว่ามีพลทหารสักเท่าได เห้งเจียตอบว่ามันทำข้าพเจ้าตั้งสติแทบไม่อยู่ จะเอาใจที่ไหนมาตรวจได้ เห็นมันตั้งกระบวนอาวุธแลพลหารดุจดงงา

ปิศาจใต้อ๋องว่าไม่ต้องวิตก แม้ไฟเราออกทีหนึ่งก็จะเปนจุณไปทั้งสิ้น เจ้าจงไปบอกแก่นางกิมเซี้ยเกงให้เธอรู้ข่าว อย่าได้มีความโทมนัศไปเสย เมื่อเวลาเช้าเธอได้ยินว่าจะยกทัพไปเธอก็ร้องไห้ไม่หยุด เจ้าเข้าไปจงบอกว่า บัดนี้เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กตระเตรียมพลทหารแข็งแรงคงจะมีไชยชะนะเรา เธอจะได้ทุเลาความโศกลงได้บ้าง เห้งเจียได้ฟังปิศาจใต้อ๋องสั่งดังนั้น ก็มีความยินดีนึกว่าสมคิดเราทั้งนั้น จึงลาปิศาจเดินเข้าไปหลังหอนั้น พิเคราะห์ดูห้องหอตำหนักเรียงรายเปนลำดับกัน ก็เดินพ้นแถวมาแลเห็นตำหนักหลังหนึ่งงดงามคือเปนตำหนักที่นางกิมเซี้ยเกงอยู่ เห้งเจียก็เข้าไปมองดูเห็นนางปิศาจเสือปลาแลนางปิศาจละมั่ง สองพวกแต่งแปลงเปนสาวน้อยรูปร่างงามนั่งคอยรับใช้สรอยอยู่สองข้าง นางกิมเซี้ยเกงกำลังนั่งเช็ดน้ำตา เห้งเจียพิศดูรูปร่างเห็นสมควรเปนมะเหษีเอกได้จริง โดยเหตุที่รูปร่างลักษณงามพร้อม เห้งเจียก็ตรงเข้าไปใกล้ลดตัวลงปราไสยตามกิริยา

นางกิมเซี้ยเกงแลเห็นก็หวีดร้องว่า นี่ปิศาจร้ายที่ไหนทำไมไม่มีธรรมเนียมดังนี้ เมื่อเราอยู่เมืองเราแม้ว่าเสนาบดีจัตุสดมเข้ามาหาเรายังต้องก้มหน้าไม่อาจแลดูเรา นี่ปิศาจที่ไหนจึงอาจเข้ามาวุ่นวายที่นี่ทำไม พวกปิศาจสาวใช้เหล่านั้นพูดว่า ขอเจ้าแม่จงระงับโทษก่อนคนนี้คือคนสนิทของใต้อ๋องชื่อมีมามีไป เมื่อวานนี้ใต้อ๋องใช้ให้ถือหนังสือลงไปให้เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กบัดนี้พึ่งกลับมา นางกิมเซี้ยเกงได้ฟังดังนั้นก็สกดใจถามว่าเจ้าลงไปถึงในเมืองหรือ

เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าถือหนังสือไปถึงพระราชวังใน เข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินจูจี๊ก๊กแล้วจึงได้ถ้อยคำกลับมา นางถามว่าเจ้าไปเฝ้าเจ้าเมืองได้รับสั่งว่ากระไรแก่เจ้าบ้าง เห้งเจียตอบว่าเจ้าเมืองโต้ตอบด้วยการจะรบพุ่งชิงไชย ข้าพเจ้าได้บอกแก่ใต้อ๋องทราบแล้ว เจ้าเมืองคิดถึงเนี้ย ๆ ได้สั่งมา เพราะฉนั้นข้าพเจ้าจึงเข้ามาบอกข่าวแต่ขัดด้วยคนซ้ายขวามากไม่ควรจะพูดความลับ

นางกิมเซี้ยเกงได้ฟังดังนั้น ก็บอกแก่นางสาวใช้เหล่านั้นให้ออกไปเสียข้างนอก นางเหล่านั้นก็พากันออกไปอยู่นอกประตู เห้งเจียก็มางับประตูเสียแล้วก็แปลงกลับเปนรูปเดิม แล้วบอกแก่นางว่าอย่ากลัวข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าอยู่เมืองใต้ถังจะไปไซทีอาราธนาพระไตรยปิฎกธรรม ข้ามมาถึงเมืองจูจี๊ก๊ก อาจาริย์ข้าพเจ้าจะเข้าไปขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง เห็นเจ้าแผ่นดินประชวร ข้าพเจ้ารักษาหายแล้ว พระเจ้าแผ่นดินจัดโต๊ะเลี้ยงพวกข้าพเจ้า พระเจ้าแผ่นดินตรัสถึงเรื่องยักษ์ลักจับนางไป ข้าพเจ้าจึงขออาสากำจัดยักษ์ร้าย พระเจ้าแผ่นดินจะขอให้ข้าพเจ้าช่วยปราบยักษ์ร้ายจะช่วยนางกลับไปเมือง ที่เซียนฮองพ่ายแพ้มานั้นคือตัวข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าได้ตีปิศาจมีมามีไปนั้นตายเพราะฉนั้นข้าพเจ้าจะเข้ามาก็เห็นประตูมีทหารเฝ้าอยู่แน่นหนา ข้าพเจ้าจึงแปลงเปนปิศาจมีมามีไปเข้ามาบอกข่าว

นางกิมเซี้ยเกงได้ฟังดังนั้นก็นั่งนิ่งมิได้พูดจาประการใด เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงถอดลูกประคำทองออกมาส่งให้นาง แล้วพูดว่าเนี้ย ๆ ไม่เชื่อก็จงดูของสำคัญนี้เถิดว่าข้าพเจ้าจะได้ที่ไหนมา นางกิมเซี้ยเกงรับมาพิจารณาดูแล้วก็รู้ว่าของ ๆ ตัว ลุกลงจากที่คำนับเห้งเจียแล้วพูดว่า หากท่านช่วยข้าพเจ้าให้ได้กลับบ้านเมืองได้จริง ชีวิตรหาไม่ก็ไม่ลืมพระเดชพระคุณ ๆ ของท่านเปนที่สุดแล้ว เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าขอถามเนี้ย ๆ ว่า ที่ปล่อยไฟแลควันทรายออกมานั้น คือจะเปนของวิเศษอะไร

นางบอกว่าของวิเศษอะไรที่ไหนมันมีระฆังเล็กสามระฆัง ระฆังที่หนึ่งออกแกว่งสั่นทีหนึ่งมีไฟสว่างขึ้นได้สามร้อยวาเผาคน ระฆังที่สองแกว่งทีหนึ่งเกิดมีควันออกสามร้อยวา ระฆังที่สามแกว่งที่หนึ่งก็เกิดมีทรายออกสามร้อยวาเหมือนกัน ที่เปนไฟเปนควันนั้นยังไม่สู้กะไรนัก ที่เปนทรายนั้นแม้ซัดเข้าจะหมูกคนก็ถึงแก่ชีวิตร เห้งเจียได้ฟังดังนั้นพูดว่าร้ายแรงจริง แต่ไม่ทราบว่าระฆังนั้นเอาไว้ที่ไหน นางบอกว่ามันไม่กล้าทิ้งห่างกาย ผูกติดกับบั้นเอ็วเปนนิจย์นั่งนอนยืนเดินก็ไม่ทิ้งเลย

เห้งเจียว่าแม้เนี้ย ๆ อยากจะพบกับพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ต้องระงับซึ่งความเศร้าหมองเสีย จะได้ทำอุบายเล้าโลมดุจสามีภิริยาที่รักกันอย่างยิ่ง ให้มันตายใจแล้วเอาระฆังนั้นให้เนี้ย ๆ เก็บรักษา ข้าพเจ้าจะได้ลักเอาไป เมื่อกำจัดมันลงได้แล้วเวลานั้นข้าพเจ้าจะพาเนี้ย ๆ กลับไปเมือง ให้พระองค์เปนนางเจ้าต่อไป

ฝ่ายนางกิมเซี้ยเกงได้ฟังเห้งเจียคิดดังนั้น ก็กระทำตามเห้งเจีย เห้งเจียก็แปลงกายกลับเปนปิศาจตามเดิม ออกไปเปิดประตูแล้วเรียกพวกสาวใช้เข้ามาเฝ้า นางเนี้ย ๆ จึงกำชับสั่งปิศาจมีมามีไปว่าเจ้าจงรีบไปเชิญใต้อ๋องเข้ามานี่เราจะมีธุระพูดอะไรสักหน่อย เห้งเจียก็รับคำรีบเดินออกไปยังหอเล็กพ่วย เข้าไปบอกแก่ใต้อ๋องว่าขอใต้อ๋องได้ทราบกิมเซี้ยเกงเนี้ย ๆ ขอเชิญใต้อ๋องเข้าไปบัดนี้

ใต้อ๋องได้ฟังก็มีความยินดีพูดว่า เมื่อก่อนนั้นพูดจาว่าเราโดยคำอยาบช้า วันนี้เปนอย่างไรจึงให้มาเชิญ เห้งเจียพูดว่านางไต่ถามถึงเจ้าเมืองจูจี๊ก๊กข้าพเจ้าบอกแก่นางว่า บัดนี้เจ้าเมืองยกคนอื่นขึ้นเปนมะเหษีแล้ว ที่ตรงนางมิได้ต้องการแล้ว นางได้ฟังก็เชื่อ สิ้นความอาไลยในเจ้าเมืองจูจี้ก๊ก จึงใช้ให้ข้าพเจ้ามาเชิญใต้อ๋อง

ฝ่ายปิศาจใต้อ๋องเมื่อได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้น ก็ดีใจสรรเสริญว่าเจ้าเข้าใจพูดดีแล้ว หากเราปราบเจ้าเมืองจูจี๊ก๊กได้แล้วเราจะตั้งให้เจ้าเปนขุนนางผู้ใหญ่สำเร็จราชการแผ่นดิน เห้งเจียก็คำนับขอบคุณ ใต้อ๋องก็เดินเข้าไปยังตำหนักนาง เห้งเจียก็ตามหลังเข้าไป ครั้นถึงประตูนางก็ทำกิริยายิ้มแย้มชำเลืองเนตรออกมาเชิญถึงประตู ยื่นมือมาจับมือใต้อ๋อง ๆ ก็ปราไสยขยับถอยหลังพูดว่า ไม่อาจกลัวเจ็บมือไม่กล้าจะเข้าใกล้ นางจึงเชิญให้นั่งแล้วก็พูดว่าข้าพเจ้าจะขอพูดแก่ใต้อ๋องสักสองสามคำ ปิศาจว่าเจ้าพอใจจะพูดว่ากระไรก็จงพูดเถิด

นางจึงพูดว่า ข้าพเจ้าพึ่งได้เห็นรักใคร่มาสามปีแล้ว แต่มิได้ร่วมที่นอนอันเดียวกันเพราะนิไสยชาติปางก่อน เคยเปนผัวเมียกัน แต่ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าใต้อ๋องเอาใจออกนอก มิได้คิดว่าเปนผัวเมียกันจริง ๆ แลจะเปนที่ฝากผีฝากไข้แก่กัน ข้าพเจ้ายังคิดว่าอยู่ที่เมืองเปนเอกอรรคมะเหษี ถ้ามีผู้ใดมาถวายเพ็ชร์นิลจินดา ของวิเศษต่าง ๆ ก็ดี พระองค์ทอดพระเนตรแล้วก็ส่งมาให้ข้าพเจ้าเก็บรักษา ส่วนท่านใต้อ๋องไม่มี ถ้าหากมีของวิเศษก็ไม่ให้ข้าพเจ้าเห็นแลไม่ให้ข้าพเจ้าเก็บ ข้าพเจ้าได้ยินว่า ใต้อ๋องมีระฆังสามระฆัง ทำไมไปที่ไหนก็ติดตัวไป ขอใต้อ๋องจงเอามาให้ข้าพเจ้าเก็บเถิด เมื่อใต้อ๋องมีธุระจะใช้มิใช่จะเอาไม่ได้หรือ ดังนี้จะเห็นว่าผัวเมียมีแก่ใจรักใคร่ฝากฝังกัน จึงจะไม่เปนการนอกใจข้าพเจ้า

ปิศาจใต้อ๋องได้ฟังก็หัวเราะพูดว่า นางอย่าสงไสยระฆังนั้นอยู่นี่จะฝากไว้ให้นางเก็บ ว่าแล้วก็ล้วงในเอ็วแก้เอาระฆังออกมาสามระฆัง เห้งเจียยืนอยู่ข้างหลังไม่พริบตา ปิศาจใต้อ๋องจึงเอาสำลีอุดปากแล้วเอาหนังสือหุ้มห่อส่งให้นาง แล้วสั่งว่าของสิ่งนี้ดูเล็กน้อยแต่ต้องเอาใจไส่เก็บซ่อนไว้ให้ดี แลอย่าสั่นเล่นเปนอันขาด นางรับมากับมือแล้วก็พูดว่า ข้าพเจ้าเข้าใจจะเก็บไว้ให้ดี ที่บนห้องแต่งตัวนั้น ไม่มีคนไปมาถูกต้องได้ นางกิมเซี้ยเกงเนี้ย ๆ ครั้นได้ระฆังมาก็ให้สาวใช้เอาขึ้นไปเก็บไว้ในห้อง สั่งนางสาวใช้ทั้งหลายให้จัดเครื่องโต๊ะแลสุรามา จะได้กินเล่นเปนที่รื่นเริงกับใต้อ๋องสักวันหนึ่ง นางสาวใช้เหล่านั้นก็รีบไปจัดตามสั่ง ครั้นเสร็จแล้วก็ยกมาตั้งบนโต๊ะ

ฝ่ายนางกิมเซี้ยเกงจึงแกล้งทำเล่ห์กลมารยา แย้มสรวลแก่ปิศาจ เห้งเจียแอบฟังอยู่ข้างนั้น พิเคราะห์ดูเห็นได้การแล้ว ก็แอบขึ้นไปบนห้องแต่งตัว ฉวยได้ระฆังทั้งสามระฆังแล้ว ค่อย ๆ เดินออกมาพ้นตำหนักแล้ว มาถึงที่หอเล็กพ่อยเต้งเห็นไม่มีผู้คน ก็แก้หนังสือออกแล้วพิจารณาดู ระฆังกลางเท่าถ้วยชา สองระฆังใหญ่เท่ามือกำ ไม่รู้ว่าจะดีร้ายจึงเอาสำลีออก ก็ได้ยินเสียงอู้ ๆ ดังเปรี้ยงทีหนึ่ง ระฆังก็เกิดไฟควันทรายขึ้นออกแดงทั้งหอ เห้งเจียจะห้ามก็ไม่อยู่เกิดลุกแดงขึ้น พวกปิศาจที่อยู่ชั้นนอกพากันตกใจวิ่งหนีเข้าไปในห้องตำหนักใน ปิศาจใต้อ๋องก็ตกใจร้องให้ช่วยกันดับไฟ ออกมาดูเห็นอ้ายมีมามีไปลักเอาระฆังออกมา ใต้อ๋องก็ร้องตวาดว่าอ้ายขี้ค่า ทำไมไปลักเอาระฆังของเรามาสั่นเล่นดังนี้ จึงร้องให้จับเอาตัวมา พวกปิศาจเหล่านั้นก็ตรูกันเข้าจับ เห้งเจียตกใจโยนระฆังกลายกลับเปนรูปเดิม ถือตะบองตีแยกออกไปปิศาจใต้อ๋องเก็บระฆังไปแล้ว ก็สั่งให้ปิดประตูนอกอย่าให้หนีไปได้

เห้งเจียเห็นถ้าจะออกไม่ได้ ก็แปลงกายเปนแมลงวันน้อยตัวหนึ่ง โผไปจับที่หินไม่มีไฟ พวกปิศาจพากันค้นหาก็ไม่เห็น จึงมาบอกว่าอ้ายตัวขะโมยนั้นหนีไปแล้ว ไต่อ๋องถามว่าหนีไปทางประตูไหน พวกปิศาจบอกว่าประตูนอกปิดแน่นหนาหนีออกไปไม่ได้ จึงเที่ยวค้นหาดูก็ไม่มีร่องรอยที่ไหน ปิศาจโกรธว่าอ้ายขะโมยใจสามารถใหญ่ แปลงเปนอ้ายมีมามีไปแอบเข้ามาคอยเราเผลอลักเอาของวิเศษของเรา นี่มันยังไม่ทันจะเอาออกไป หากมันเอาออกไปที่ยอดเขาแล้ว ก็จะทำอย่างไรได้จึงนึกขึ้นมาได้ว่า นี่เห็นจะไม่ใช่คนอื่น คืออ้ายคนที่มันตีเซียนฮองเราแพ้นั้น คือชื่อซึงหงอคงนั้นเอง เห็นมันจะพบกับมีมามีไปมันจะฆ่าเสียแล้ว ชิงเอาธงม้าฬ่อแปลงรูปอย่างเดียวกันเข้ามาลวงหลอกเล่นดังนี้ จึงสั่งพวกปิศาจให้ค้นหาให้ละเอียด อย่าให้หนีไปได้

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ