๔๑

ครั้นมาถึงสพานศิลาก็พากันเดินข้ามไป ตรงเข้าในถ้ำก็รู้ชัดว่าปิศาจอยู่ แลไปเห็นแผ่นศิลาทั้งอยู่จารึกอักษรแปดตัว คือเขาพ้อซัวห้วยโกช่งกั๊น ถ้ำฮ้วยหุ่นต๋อง ข้างน่าประตูถ้ำนั้นมีบริวารปิศาจอยู่ กำลังโลดโผนถืออาวุธลองฝีมือกัน เห้งเจียเดินเข้าไปใกล้ ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยเจ้าพวกนั้น มึงจงรีบไปบอกนายมึงว่า จงรีบส่งพระอาจาริย์ของกูออกมาโดยเร็ว พวกเจ้าจะได้รอดชีวิตรทั้งถ้ำ พวกปิศาจน้อยได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็วิ่งเข้าไปในถ้ำบอกนาย

ฝ่ายปิศาจตั้งแต่จับถังซัมจั๋งเข้าไปไว้ในถ้ำแล้ว ก็เปลื้องเอาผ้าผ่อนออกหมด ใช้ให้ปิศาจน้อยตักน้ำมารดขัดล้างให้สอาจ โดยที่คิดจะต้มกิน บังเอินพอปิศาจบริวารมาบอกว่าข้างน่าถ้ำ มีอ้ายหน้าขนรามสูรพาอ้ายหูใหญ่ปากยาวมาด้วยอิกคนหนึ่งยืนอยู่ที่น่าถ้ำ ไม่รู้ว่ามาทวงอาจาริย์อะไรของมัน ปิศาจใต้อ๋องได้ฟังบรวารบอกดังนั้นก็หัวเราะพูดว่าสองคนนี้ คือเห้งเจียโป๊ยก่ายจะตามมาค้นหาถังซัมจั๋งพูดดังนั้นแล้ว จึงเรียกบริวารที่แขงแรง ให้จัดเตรียมเข็นเกวียนเล็กห้าเล่มออกไปตั้งที่ประตูถ้ำ พวกปิศาจบริวารก็จัดแจงเข็นเกวียนออกไปรายตั้งเปนเหงาเฮ้ง คือตั้งเปนธาตุน้ำไฟลมไม้ดิน

ฝ่ายปิศาจใต้อ๋อง ถือทวนเปนอาวุธยาวไม่แต่งตัวใส่อะไรสักสิ่งหนึ่ง นุ่งผ้าผืนเดียวเดินตรงออกมาน่าถ้ำ ร้องตวาดว่าใครที่ไหนสามารถมาอึกกระทึกอยู่น่าถ้ำเรา เห้งเจียโป๊ยก่ายยืนพิเคราะห์ดูปิศาจหน้าขาวนวลดุจผัดแป้ง คิ้วดุจวงเดือน ริมฝิปากแดงดุจชาด ผมเขียวเกล้าจุก เห้งเจียจึงมึวาจาตอบว่า พ่อหลานรักของอา เจ้าจับอาจาริย์ของอาไปพ่อจงรีบส่งออกมาอย่าช้า อย่าให้ถึงความผิดใจกัน บิดาของเจ้าจะติอาว่าไม่คิดถึงน้ำสาบานที่พูดกันไว้ ปิศาจอั้งฮั้ยยี้ได้ฟังเห้งเจียพูดเช่นนั้น ยิ่งบันดารโทสะดุจไฟเข้าจุดในทรวงอก ร้องตวาดว่าอ้ายชาติลิง เรากับเจ้าเปนวงษ์ญาติอะไรกัน ใครเปนหลานของเจ้าที่ไหน เห้งเจียพูดว่านี่แน่หนุ่มน้อยเจ้ายังไม่เข้าใจ ข้าพเจ้าเมื่อห้าร้อยปีก่อนนั้น ข้ากำลังรบกับเทพยดาข้าผูกสมัคกับบิดาของเจ้า ร่วมศาบาลกันเจ็ดคน บิดาเจ้าคืองู้หม้ออ๋อง ข้าคือซีเทียนใต้เซีย ซึงหงอคง คือเรานี้และ ในเวลานั้นเจ้าก็ยังไม่เกิด ปิศาจอั้งฮั้ยยี้ได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งบังเกิดโทสะถือทวนตรงเข้ามาแทงเห้งเจีย ๆ แกว่งกระบองเข้าประจันน่ารบกันทั้งสองก็เหาะขึ้นกลางเวหา เห้งเจียด่าว่าอ้ายสัตว์เดรัจฉานมึงไม่รู้สูงต่ำ ต่างรบกันโดยกำลังความสามารถอิทธิฤทธิ์แห่งตน ๆ ได้ประมาณยี่สิบเพลงยังไม่แพ้ชะนะกัน โป๊ยก่ายยืนอยู่ที่นั่นดูเห็นชัดว่าปิศาจอ่อนกำลังลงแล้ว ไม่มีใจจะรบอยู่แล้ว โป๊ยก่ายเห็นดังนั้น มือถือคราดเหล็กกระโจนเข้าสับปิศาจ ๆ เห็นดังนั้นก็ตกใจล่าถอยหนีกลับลงมายังประตูถ้ำ เห้งเจียโป๊ยก่ายก็ไล่ติดลงมา ปิศาจมือหนึ่งถือทวนขึ้นยืนบนเกวียน มือหนึ่งกำมือทุบเข้าที่สันจะมูกของตัวเองสองที โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็หัวเราะพูดว่า อ้ายนี่ไม่มีความอายมันจะทุบจะมูกมันให้เลือดออกแล้วมันจะเอาทาหน้าให้แดง มันจะไปฟ้องที่ไหนดอกกระมังมิได้รู้ว่ามันจะแผลงฤทธิ์ ปิศาจทุบจะมูกสองทีแล้ว ก็ร่ายพระเวทในทันใดในปากลุกเปนไฟออกมา ในรูจะมูกควันก็ฟุ้งออกมามืดมัวไปทั้งอากาศ เกวียนเล็กนั้นไฟก็ลุกขึ้นพร้อมกันแดงไปทั้งท้องฟ้ารอบที่เขตรถ้ำนั้น ล้วนแต่ไฟแลควันทั้งสิ้นมืดมัวแลไม่เห็นอะไร

โป๊ยก่ายแลเห็นดังนั้นก็ตกใจ บอกแก่เห้งเจียว่าเห็นจะไม่เปนการเสียแล้ว เราเข้ามาอยู่ในถ้ำดังนี้ อย่าได้คิดว่าจะรอดไปได้เลย ข้าพเจ้าจะต้องถูกไฟเผาเปนแน่ แลยิ่งมีรศหอมให้มันอร่อยทีเดียว จงรีบหนีโดยเร็วเถิด พูดแล้วก็ออกวิ่งมิได้เหลียวหลังดูเห้งเจีย โป๊ยก่ายวิ่งข้ามสพานมา เห้งเจียก็แซกเข้าไปในไฟค้นหาปิศาจ ไฟก็ยิ่งลุกขึ้นแรงกว่าเก่า (ถามว่าไฟนี้คือไฟอะไร) ตอบว่าไฟนี้ไม่ใช่ไฟฟ้า ไม่ใช่ไฟป่า คือไฟปิศาจมันฝึกประกอบจิตรสำเร็จในทางฌาน เรียกว่าไฟภาคจิตร แลเรียกว่าไฟซิมม้วยฮวย คือไฟที่จิตรเที่ยงเปนดวงเดียว เห้งเจียถูกควันไฟฟุ้งมืดมัวไม่เห็นปิศาจแลไม่เห็นประตูถ้ำ ก็รีบหลีกออกมาพ้นไฟ

ฝ่ายปิศาจเห็นเห้งเจียหนีออกไปแล้ว เรียกไฟคืนแล้วก็เก็บเครื่องไฟเข้าถ้ำปิดประตูถ้ำ นึกว่าเอาไชยชนะได้ก็รื่นเริง

ฝ่ายเห้งเจียหนีข้ามห้วยมาแล้ว ก็ลดลงยังพื้นดินเดินมา ก็ได้ยินโป๊ยก่ายนั่งคุยอยู่กับซัวเจ๋ง เห้งเจียตวาดว่า อ้ายโป๊ยก่ายมึงชาติหมูเห็นไฟก็หนีเอาตัวรอดมาแต่ผู้เดียว ทิ้งกูไว้อย่างนี้มึงจะเปนคนได้หรือ โป๊ยก่ายได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้นก็หัวเราะว่า พี่เห้งเจียอันคำโบราณท่านย่อมว่าให้รู้เวลาจึงจะเปนคนเชี่ยวชาญได้ อ้ายปิศาจมิใช่ญาติของพี่ ๆ ก็ขืนพูดว่ามันเปนญาติ มันต่อสู้กับพี่แลมันปล่อยไฟไม่มีจิตรเกรงดังนี้ยังไม่หนีจะคิดสู้รบอะไรได้ เห้งเจียถามว่าเพลงทวนปิศาจรบกับพี่เจ้าเห็นเปนอย่างไรบ้าง โป๊ยก่ายพูดว่ามันสู้ไม่ได้จึงช่วยระดมตี เอาคราดสับทีหนึ่งก็บังเอินมันล่าหนีลงมาเสีย ครั้นมันปล่อยไฟออกมาเมา ข้าพเจ้าก็ต้องเลี่ยง เห้งเจียโป๊ยก่ายนั่งสนทนากันอยู่ ซัวเจ๋งนั่งพิงอยู่ข้างต้นสนกลั้นหัวเราะไม่ได้ เห้งเจียจึงถามว่าน้องหัวเราะอะไร ซัวเจ๋งว่าที่พี่พูดว่าปิศาจสู้ฝีมือไม่ได้นั้นเมื่อข้าพเจ้าตรองไปแล้ว ก็เห็นว่าเปนความหนุนแลยอกันจัดนัก แม้จะเอาไชชะนะก็จะไม่สู้ยากอะไรนัก

เห้งเจียได้ฟังซัวเจ๋งพูดดังนั้น ก็หัวเราะแล้วจึงว่า พี่น้องพูดดังนั้นก็ถูกต้องแล้ว ถ้าจะเอาความหนุนแลความขัดกันนั้น ก็จะต้องเอาน้ำขัดไฟ ถ้ากระนั้นน้องทั้งสองพักคอยอยู่ที่นี่ก่อน พี่จะไปหาพระยาเล่งอ๋อง ขอแรงให้เอาน้ำมาช่วยดับไฟ สั่งแล้วเห้งเจียก็เหาะไปยังทะเลทิศตวันออก บัดเดี๋ยวก็มาถึง จึงร่ายพระคาถาแซกน้ำลงไปยังบาดาน เดินเข้าไปยังปราสาทจุ้ยเจียทำคำนับกันแก่พระยาเล่งอ๋องแล้ว เห้งเจียจึงพูดแก่เง่ากวั้งเล่งอ๋องว่า ข้าพเจ้าจะมาขอให้ท่านช่วยธุระสักครั้งหนึ่ง ด้วยบัดนี้ท่านพระถังซัมจั๋งเดินทางมาถึงตำบลเขาพ้อซัว ตำบล (ห้วยโคกั๊น) ถ้ำฮ้วยหุ่นต๋อง มีปิศาจอั้งฮั้ยยี้จับเอาตัวพระถังซัมจั๋งไป ข้าพเจ้าได้เข้าชิงไชยแก่ปิศาจ ๆ พ่นไฟออกมาพวกข้าพเจ้าจะเอาไชยชะนะมิได้ เพราะฉนั้นข้าพเจ้าจึงมาขอให้ท่านช่วยทำฝนเพื่อดับไฟสักครั้งหนึ่ง จะได้ช่วยพระถังซัมจั๋งพ้นจากไภยแห่งปิศาจได้ เล่งอ๋องพูดว่า แม้ว่าท่านได้ขอฝนข้าพเจ้าไม่อาจทำเองได้ ถ้าได้ท้องตรารับสั่งของเง็กเซียงฮ่องเต้ พร้อมด้วยเมฆขลารามสูรแล้วจึงจะทำได้

เห้งเจียพูดว่า ไม่ต้องมีเมฆขลารามสูรแลเมฆลมทำไม ขอท่านทำน้ำดับไฟให้เท่านั้น พระยาเล่งอ๋องพูดว่าถ้ากระนั้น ท่านคอยสักประเดี๋ยว ข้าพเจ้าจะบอกน้องทั้งสามมาช่วยท่านเปนกำลัง เง้ากวั้งเล่งอ๋องก็ส่งจิตรไปถึงทะเลทิศปราจิณ ทิศอุดร ทิศอาคะเน เล่งอ๋องทั้งสามรู้แล้ว ก็พร้อมกันมากับเง่ากวั้งเล่งอ๋องแลบริวารนาค บัดเดี๋ยวก็ถึงเขาพ้อซัว เห้งเจียจึงสั่งว่าท่านทั้งหลายจงหยุดพักอยู่บนอากาศนี้ก่อน ข้าพเจ้าจะต่อสู้กับปิศาจ แม้ได้ทีท่านทั้งหลายไม่ต้องจับ แม้ว่ามันปล่อยไฟออก ข้าพเจ้าจะเรียกท่านทั้งหลายจงพ่นน้ำลงไปดับไฟ เล่งอ๋องทั้งสี่ก็รับคำเห้งเจียคอยจะทำการตามคำสั่ง เห้งเจียก็ลดลงเดินเข้าไปหาโป๊ยก่ายซัวเจ๋งบอกให้คนทั้งสองรู้แล้ว ก็เดินเข้าไปในประตูถ้ำยืนเรียกปิศาจพวกเฝ้าประตูบอกว่า ให้พวกเจ้าเข้าไปบอกนาย พวกปิศาจที่เฝ้าประตูก็วิ่งเข้าไปบอกว่าเห้งเจียมาอีกแล้ว อั้งฮั้ยยี้ได้ฟังดังนั้นก็ลุกขึ้นจับทวนให้ปิศาจบริวารเข็นเกวียนไฟออกไป

อั้งฮั้ยยี้ออกมาถึงประตูถ้ำแล้ว จึงร้องถามเห้งเจียว่าเจ้าจะมาทำไมอีก เห้งเจียพูดว่ามึงรีบส่งอาจาริย์กูออกมาโดยเร็ว อั้งฮั้ยยี้พูดว่า อ้ายหัวลิงมึงชั่งไม่รู้ผันแปร ถังซัมจั๋งเปนอาจาริย์ของเจ้าก็จริง แต่เปนเครื่องแกล้มเหล้าของเรา เจ้าจะคอยมุ่งหมายจะใคร่ได้คืนนั้น เห็นจะป่วยการเสียแล้ว เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็โกรธดุจไฟเข้าจ่อจุดในอก ชักกระบองออกจากหูตรงเข้าตีปิศาจ อั้งฮั้ยยี้ยกทวนขึ้นรับรบกันได้ประมาณยี่สิบเพลง ปิศาจเห็นจะเอาไชยชนะมิได้ ก็เอาทวนแทงไปทีหนึ่งก็ชักทวนถอยหนี กำหมัดทุบที่สันจมูกสองที ก็พ่นไฟออกเกวียนเหล่านั้นก็เปนไฟลุกขึ้นบิน ที่ตาที่ปากปิศาจล้วนแต่ไฟลุกบินขึ้นเปนเปลวแดงทั้งอากาศ เห้งเจียหันหน้ามาร้องว่าเล่งอ๋องอยู่ที่ไหน เล่งอ๋องพี่น้องพร้อมกับบริวารก็พ่นน้ำเข้าไปที่ปิศาจจะให้ดับไฟก็มิได้ เพราะน้ำที่พระยานาคพ่นออกนั้น จะดับได้แต่ไฟธรรมดา อันจะดับไฟฤทธิ์ของปิศาจด้วยนั้นมิได้ แม้เอาน้ำรดเข้าไปก็ดุจดังเอาน้ำมันเข้าใส่ไฟให้ลุกมากขึ้น เห้งเจียมุดเข้าไปในไฟจะค้นหาปิศาจ ๆ เห็นเห้งเจียเข้ามา ก็พ่นไฟออกที่หน้าเห้งเจีย เห้งเจียถูกควันไฟเข้าตาก็ทนไม่ได้ หันหน้ากลับมาลืมตาไม่ขึ้นน้ำตาไหลพราก ๆ เห้งเจียนั้นมิได้กลัวไฟ กลัวแต่ควันที่เข้าตาแลจมูกปากหายใจไม่ออก เพราะฉนั้นเห้งเจียจึงต้องถอยหนีกลับออกมา เมื่อปิศาจเห็นเห้งเจียไปแล้ว ก็สั่งให้เก็บเครื่องไฟเข้าถ้ำปิดประตู

ฝ่ายเห้งเจียหนีออกมาจากไฟ ๆ ก็ติดไหม้ทั้งตัว ก็โจนลงในห้วยหาน้ำดับไฟหมายว่าจะให้เย็น มิได้รู้ว่าถูกน้ำเย็นไฟยิ่งจะลุกขึ้นร้อนแรง ไฟร้อนเข้าในหัวใจวิญญาณก็ถอดออกจากกาย ธาตุลมก็สูญสิ้นดับไปหมด ร่ายกายก็เย็นไปทั้งตัว เล่งอ๋องทั้งสี่เห็นดังนั้นก็พากันตกใจ รีบมาบอกแกโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ๆ ได้ทราบดังนั้นก็รีบแก้ม้ายกหาบใส่บ่าออกจากดงไม้สนเดินมา โคลนเลนอะไรก็มิได้กลัวเปื้อนเปรอะ แลหาตามห้วยเห็นน้ำกระเพื่อมอยู่ ซัวเจ๋งก็กระโจนลงไปอุ้มเห้งเจียขึ้นมาบนบก เห้งเจียดิ้นรนมืองอไปหมดทั่วสาระภางกายเย็นไปหมด ซัวเจ๋งก็ร้องไห้พูดว่า น่าเสียดายพี่ร้อยหมื่นปีไม่แก่ไม่ตาย มาวันนี้เหตุใดจึงได้แปลเปนอายุสั้นไปอย่างนี้เล่า

โป๊ยก่ายหัวเราะแล้วพูดว่า อย่าร้องไห้ไปเลยอ้ายลูกลิงมันแกล้งทำตายหลอกให้พวกเรากลัว เธอเปลี่ยนแปลงได้ถึงเจ็ดสิบสองอย่างก็มีเจ็ดสิบสองชีวิตร โป๊ยก่ายบอกให้ซัวเจ๋งยืดเท้าเธอออก ซัวเจ๋งจับเท้าเห้งเจียยืดออก โป๊ยก่ายเข้าประคองศีศะแล้ว ยกตั้งให้นั่งขัดสมาธิ โป๊ยก่ายก็คะยี่สองฝ่ามือให้ร้อนแล้ว ลูบตามทวารช่องหูช่องตาแลลูบที่ท้องน้อย เห้งเจียถูกน้ำเย็นลมหยุดทุกทวาร กระแสเสียงไม่มี ครั้นโป๊ยก่ายทำวิธีนวดฟั้นดังนั้น บัดเดี๋ยวลมก็เดินตลอดเปนปรกติ จึงออกปากร้องเรียกพระอาจาริย์คำหนึ่ง ซัวเจ๋งพูดว่าพี่เปนห่วงอาจาริย์จนตัวตายแล้วก็ยังอยู่ในปาก จงฟื้นขึ้นเถิดพวกข้าพเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว เห้งเจียลืมตาพูดว่า ข้าพเจ้าได้พึ่งพี่น้องทั้งหลาย พูดแล้วก็ผุดลุกขึ้นแหงนหน้าถามว่า พี่น้องเง่ากวั้งเล่าอ๋องอยู่ที่ไหน เล่งอ๋องตอบว่าพี่น้องข้าพเจ้าคอยอยู่นี่ เห้งเจียพูดว่าขอบใจพี่น้องทั้งหลายมาช่วยโดยความลำบาก ก็ไม่สำเร็จการ ขอเชิญท่านกลับเถิด วันอื่นข้าพเจ้าจะไปขอบคุณ เล่งอ๋องก็คำนับลาเห้งเจียแล้วก็พาพวกบริวารกลับไปสถานที่แห่งตน ๆ

ซัวเจ๋งเข้าพยุงเห้งเจียเดินเข้าพักในดงไม้สน เห้งเจียนั่งพักประเดี๋ยว ก็ได้สะติมีกำลังขึ้น คิดขึ้นมาน้ำตาก็ไหลนองอาบหน้า ออกปากว่าพระอาจาริย์ลำบากเหลือที่จะทนได้ ซัวเจ๋งพูดว่าพี่จะร้องไห้ไปทำไม พวกเราจงคิดอุบายไปเชิญพลที่ไหนมาช่วยแก้อาจาริย์ออก เห้งเจียว่าจะไปหาใครที่ไหนมาช่วย ตั้งแต่ทำสงครามมาเทพยดามนุษย์ที่ไหนก็ไม่อาจต่อสู้พี่ได้ ก็อันปิศาจนี้มันมีฤทธิ์เข้มแขง ต่อผู้ใดมีฤทธาอานุภาพมากกว่าพี่จึงจะต่อสู้มันได้ ถ้าไม่เชิญหระโพธิสัตว์กวนอิมมา ก็จะแก้ปิศาจนี้ไม่ได้ แต่ขัดด้วยตัวพี่ยังเจ็บทั่วสาระภางกาย จะเหาะไปยังมิได้ ทำอย่างไรจึงจะเหาะไปได้

โป๊ยก่ายพูดว่า พี่จะสั่งเสียว่ากระไร ข้าพเจ้าจะไปเชิญเอง เห้งเจียวาดีแล้ว แม้ว่าน้องไปถึงท่านแล้วจงทำกิริยาคำนับแล้วคุกเข่าก้มหน้า คอยท่านถามจงนำความตำบลนี้เล่าบอกชื่อปิศาจแลเหตุการให้ท่านทราบ แลนิมนต์ท่านให้มาช่วย แก้อาจาริย์ออกด้วย โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้น ก็เหาะขึ้นบนอากาศไปยังเขาน่ำไฮ้

ฝ่ายปิศาจอั้งฮั้ยยี้ เวลานั้นอยู่ในถ้ำ ดีใจก็ดีใจกลัวก็กลัวพูดแก่บริวารว่า เห้งเจียถูกไฟหนีวันนี้แม้ไม่ตายก็มืดมัว เราวิตกว่าหากจะไปหาใครมาช่วยอีก เราจะต้องออกไปดู มันจะไปหาผู้ใดมา อั้งฮั้ยยี้ว่าแล้วก็เดินออกไปนอกถ้ำ เหาะขึ้นบนอากาศพิจารณาดู บังเอินโป๊ยก่ายเหาะไปทางทิศน่ำไฮ้ ปิศาจเห็นแล้วจึงคิดว่าเห็นจะไปหาพระกวนอิม ปิศาจก็ลดลงมายังถ้ำ เรียกปิศาจน้อยให้เอาถุงหนังออกมา จัดแจงเปลี่ยนเชือกหูรูดเสียใหม่ไม่ได้ใช้นานแล้ว กลัวเชือกจะไม่แน่นหนา พวกเจ้าจงจัดเกวียนไว้ คอยข้าจะไปจับโป๊ยก่ายมาใส่ถุงนี้ต้มให้สุก อันที่จริงปิศาจอั้งฮั้ยยี้มีถุงวิเศษ พวกปิศาจบริวารจึงเอาถุงออกมาตระเตรียมไว้สำรอง ปิศาจอั้งฮั้ยยี้เดินออกไปนอกถ้ำแล้วก็เหาะขึ้นบนเวหาชิงออกหน้าโป๊ยก่ายแล้วลงหยุดนั่งบนยอดเขา แปลงกายให้เหมือนพระกวนอิม นั่งคอยท่าโป๊ยก่าย

โป๊ยก่ายเหาะมาแลไปเห็นพระกวนอิมนั่งอยู่ โป๊ยก่ายมิได้รู้ว่าปิศาจแปลง พอแลเห็นก็นึกว่าพระกวนอิม โป๊ยก่ายก็ลดลงนะมัศการว่าพระโพธิสัตว์ ข้าพเจ้าคือหงอเหนงคำนับ ปิศาจว่าทำไมไม่ไปตามถังซัมจั๋งมาหาเราจะมีกิจธุระอะไรหรือ โป๊ยก่ายบอกว่าข้าพเจ้าตามอาจาริย์ไปข้ามมาถึงเขาพ้อซัว ตำบลห้วยโคกั๊นถ้ำฮ้วยหุ่นต๋อง ปิศาจอั้งฮั้ยยี้จับเอาพระอาจาริย์ไปส้อนไว้ในถ้ำ พี่น้องข้าพเจ้าได้ตามมารบกับมัน ๆ พ่นไฟออกเผาจึงมิได้เอาไชยชะนะแก่มันได้ ครั้งที่สองพี่เห้งเจียเชิญพระยาเล่งอ๋องเอาน้ำมาดับไฟ ก็ไม่เอาไชยชะนะมันได้ จึงให้ข้าพเจ้ามานิมนต์ท่านไปช่วยแก้อาจาริย์ให้พ้นไภย

ปิศาจพูดว่าที่ถ้ำฮ้วยหุ่นต๋องปิศาจก็หาได้ทำร้ายแก่ผู้ใดไม่ เห็นพวกเจ้าจะไปทำถูกต้องอย่างไรดอกกระมัง โป๊ยก่ายพูดว่าข้าพเจ้ามิได้ทำอะไรแก่เธอ พี่เห้งเจียจะไปทำอย่างไรบ้างข้าพเจ้ารู้ไม่ได้ แต่ปิศาจนั้นแปลงเปนเด็กเจ็ดขวบ ขึ้นไปแขวนอยู่บนยอดไม้สูงอาจาริย์บอกให้ข้าพเจ้ารับไปข้าพเจ้าว่าให้ขี่พี่เห้งเจียไป พี่เห้งเจียเอาเธอฟาดลงกับพื้น เธอก็ทำให้เปนพยุห์มืดมัวแล้วก็จับอาจาริย์ไป

ปิศาจพูดว่าเจ้าจงลุกขึ้นตามเราไปที่ถ้ำนั้น เมื่อเข้าไปถึงจงไหว้เขาเสียทีหนึ่งจะได้ขออาจาริย์ออก โป๊ยก่ายมิได้รู้ศึกว่าปิศาจก็ตามหลังปิศาจกลับไปยังถ้ำ มาบัดเดี๋ยวก็ถึงประตูถ้ำ ปิศาจพูดแก่โป๊ยก่ายว่าเขาจะมีความสงไสยเพราะเธอกับเราชอบกัน เจ้าจงตามเราเข้าไปข้างใน โป๊ยก่ายก็เดินตามเข้าไปในประตู พวกปิศาจบริวารก็โห่ขึ้นพร้อมกันจับโป๊ยก่ายใส่เข้าในถุงหนัง แล้วรวบมัดปากถุงลากมาแขวนไว้บนอกไก่

ปิศาจอั้งฮั้ยยี้ก็แปลงกลับเปนรูปเดิม แล้วถามว่าโป๊ยก่ายมึงมีฝีมืออย่างไร จึงได้รักษาถังซัมจั๋งไปไซที แลอาจไปนิมนต์พระกวนอิมให้มากำจัดกู สองตามึงไม่รู้จักกูหรือ เราคือเซี้ยเองใต้อ๋อง วันนี้จะต้มมึงให้สุกจะเอาเนื้อเจ้ารางวัล ให้บริวารของเรากินแกล้มเหล้าเล่น โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็ด่าว่าอ้ายสัตว์เดระฉาน มึงทำไมฬ่อหลอกกูมาจะกินเนื้อกูตามแต่มึงจะกิน กูจะทำให้มึงหัวบวมใหญ่ขึ้นให้เปนโรคทุก ๆ คน

ฝ่ายเห้งเจียนั่งอยู่กับซัวเจ๋งมีสายลมพัดมาเหม็นคาว เห้งเจียก็จามขึ้นทีหนึ่งแล้วพูดว่าไม่ดีแล้ว สายลมนี้ร้ายมากกว่าดีเห็นโป๊ยก่ายจะเดินทางผิดไปพบปิศาจเข้าเสียแล้วดอกกระมัง เห้งเจียจึงพูดแก่ซัวเจ๋งว่า น้องจงอยู่ดูแลเข้าของไว้พี่จะไปฟังดูว่าจะมีเหตุร้ายดีประการใด ซัวเจ๋งว่าพี่ยังเจ็บอยู่ให้ข้าพเจ้าไปฟังเองเถิด เห้งเจียพูดว่าน้องไปไม่ได้ไม่เปนการให้พี่ไปเอง เห้งเจียก็ทนเจ็บอุส่าห์เดินไปตรงมายังน่าถ้ำ ครั้นถึงจึงเรียกอ้ายพวกปิศาจที่เฝ้าประตู ก็วิ่งเข้าไปบอกว่าเห้งเจียมาอิกแล้ว

ปิศาจอั้งฮั้ยยี้จึงร้องให้จับตัวมันไว้ ปิศาจเหล่านั้นก็พากันถืออาวุธวิ่งตรูออกมาเปิดประตูร้องว่าจับตัวให้ได้ เห้งเจียเวลานั้นกำลังยังอ่อนก็ไม่อาจสู้รบ จึงหลบอยู่ข้างทางร่ายคาถาแปลงเปนเป๋าเล็กเป๋าหนึ่ง พวกปิศาจวิ่งออกมาก็เห็นเป๋าตกอยู่ จึงเก็บเอากลับเข้าไปในถ้ำบอกแก่ปิศาจใต้อ๋องว่า เห้งเจียกลัวพวกข้าพเจ้าจะจับก็วิ่งหนีทิ้งเป๋าไว้ข้างทางข้าพเจ้าเก็บมาได้ อั้งฮั้ยยี้พูดว่าเป๋านิดหนึ่งเท่านี้ราคาไม่เท่าไรก็ไม่เอาเปนธุระทิ้งไว้ข้างในประตู

เห้งเจียแปลงจึงถอนขนออกมาขนหนึ่ง แปลงเปนเป๋าหนังอย่างเดียว ตัวของเห้งเจียก็แปลงเปนแมลงวันตัวหนึ่ง บินขึ้นจับบนธรณีประตูได้ยินเสียงโป๊ยก่ายบ่นอยู่ในถุงที่แขวนนั้น แลได้ยินโป๊ยก่ายด่าว่าปิศาจด้วยถ้อยคำอยาบช้าว่า มึงทำแปลงเปนพระกวนอิมหลอกให้กูมาในถ้ำ จับกูแขวนจะกินเนื้อกู แม้พี่กูมาแผ่นอำนาจทั่วทั้งเขา กำจัดพวกเองเปิดถุงปล่อยกูออกมา ก็จะจับพวกมึงด้วยคราดนี้จึงจะสาแก่ใจกู

เห้งเจียแอบได้ยินก็กลั้นหัวเราะมิได้ จึงคิดว่าโป๊ยก่ายอยู่ในถุงนี้ ได้ความทุกข์ธรมานถึงเพียงนี้ยังไม่คิดลดทิ้งอาวุธ คิดจะอุบายแก้โป๊ยก่ายออกในขณะนั้น ก็พอได้ยินเสียงปิศาจใต้อ๋องเรียกว่าทหารทั้งหกอยู่ที่ไหน ปิศาจทั้งหกนั้นคือผู้ที่แขงแรง ปิศาจใต้อ๋องตั้งนามให้เรียก หุ้นลี้บู๊ผู้หนึ่ง บู๊ลี้หุ้นผู้หนึ่ง กิมยู่ฮ้วยผู้หนึ่ง ข่วยยู่ฮองผู้หนึ่ง เฮ้งอั่งเฮงผู้หนึ่ง เฮงอั่งเฮ้งผู้หนึ่ง ทหารทั้งหกได้ยินใต้อ๋องเรียกก็เข้ามาคุกเข่าลง อั้งฮั้ยยี้ถามว่าพวกเจ้าทั้งหกจำใต้อ๋องบิดาข้าได้หรือไม่ ทหารทั้งหกบอกว่าจำได้ อั้งฮั้ยยี้บอกว่าพวกเจ้าจงไปเชิญเธอมาบอกว่าบัดนี้ข้าจับถังซัมจั๋งได้แล้วจะต้มให้เธอกิน จะได้อายุยืนยาวอยู่ชั่วฟ้าแลดิน ทหารทั้งหกก็คำนับลาไป เห้งเจียได้ยินดังนั้นก็โผบินตามทหารทั้งหกไป

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ