๓๓

งึ้นกั๊กบอกแก่กิมกั๊กว่า ข้าพเจ้าจับได้อ้ายคนหนึ่งแล้ว กิมกั๊กใต้อ๋องจึงพิจารณาดู จึงพูดว่าน้องจับผิดตัวเสียแล้ว อ้ายคนนี้ไม่ต้องการอะไร โป๊ยก่ายชิงพูดว่าจะต้องการอะไรก็ไม่ได้ไม่สมประสงค์จงปล่อยไปเถิด งึ้นกั๊กว่าไม่ควรจะปล่อย แม้ไม่ต้องประสงค์ก็จริงอยู่ แต่โป๊ยก่ายเปนพวกเดียวแก่ถังซัมจั๋ง ขอเอาไปแช่น้ำสองคืนให้อิ่มก่อน โป๊ยก่ายได้ยินปิศาจพูดดังนั้น ร้องว่าตายจริง ๆ มาโดนอ้ายพวกปิศาจขี้เมาเข้าแล้ว ฝ่ายพวกปิศาจบริวารก็พากันเข้าลากเอาโป๊ยก่ายไปโยนในบ่อแล้วก็คอยระวังอยู่มิให้หนีได้

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งคอยท่าโป๊ยก่ายอยู่ที่เนินเขา ก็บังเอินบันดานให้สดุ้งหวาดเสียวไนยตาให้เขม่นไม่หยุด ตัวก็ให้เสียวซ่านไม่สบาย จึงเรียกเห้งเจียบอกว่าตัวเราไม่สบาย แลโป๊ยก่ายก็หายไปไม่เห็นมา เห้งเจียว่านิมนต์อาจาริย์ขึ้นม้าออกเดินเถิด ตามดูพักหนึ่งจะเปนประการใด พระถังซัมจั๋งจึงขึ้นม้า ก็ขับเดินขึ้นบนเนินเขาตรวจดูไปตามทางเดิน

ฝ่ายกิมกั๊กปิศาจ จึงเรียกงึ้นกั๊กปิศาจว่า น้องจับโป๊ยก่ายได้คงจะมีถังซัมจั๋งเปนแน่ จงรีบไปตรวจดูอีกเถิด อย่าให้ข้ามเขาไปพ้นได้ งึ้นกั๊กปิศาจจึงเรียกบริวารห้าสิบคนเตรียมเครื่องสาตราอาวุธพร้อมแล้ว งึ้นกั๊กก็พาบริวารออกจากถ้ำขึ้นเขาเที่ยวรายกันตรวจดู

ฝ่ายพวกปิศาจเมื่อเดินมา แลไปข้างหน้าเห็นเปนเมฆฟุ้งขึ้นมีสีต่าง ๆ ห้อมล้อมอยู่ข้างบน งึ้นกั๊กเห็นดังนั้นจึงพูดว่า ถังซัมจั๋งมาโน่นแล้ว พวกปิศาจบริวารถามว่า ถังซัมจั๋งมาอยู่ที่ไหน งึ้นกั๊กพูดว่าคนมีบุญจึงมีเมฆห้อมล้อมอยู่บนศีศะอย่างนั้น ถังซัมจั๋งนั้นเธอเปนกิมเสี้ยนโพธิสัตว์กลับชาติมาบวชสิบชาติบริสุทธิ์ เพราะฉนั้นจึงมีเมฆห้อมล้อม พวกปิศาจบริวารว่าไม่เห็นทีไหน งึ้นกั๊กจึงเอามือชี้ว่าโน้นมิใช่หรือ

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกำลังเดินก็ให้สะท้านหนาวใจ ปิศาจชี้ไปอีก ถังซัมจั๋งก็สะท้านหนาวดังนี้สามหน ในใจก็ให้ครั่นครามไม่ปรกติ จึงถามเห้งเจียว่า เปนอย่างไรจิตรใจเราจึงให้หนาวแลครั่นคร้ามไปดังนี้เล่า เห้งเจียตอบว่าพระอาจาริย์ขี่ม้าขึ้นเขาสูง จึงให้ครั่นคร้ามจิตร พระอาจาริย์อย่าได้วิตกกลัวไปเลย ไร้ธุระข้าพเจ้าจะอวดฝีมือรำให้ท่านดูแก้หวั่นหวาดใจ เห้งเจียจับกระบองออกท่าตีซ้ายป่ายขวาถอยน่าถอยหลัง รำออกกลมเกลียวแคล่วคล่องว่องไวท่าทางแข็งแรง ออกน่าม้านำทางไป

ฝ่ายปิศาจงึ้นกั๊กได้เห็นเห้งเจียทำสง่าท่าทางดังนั้น จิตรก็นึกออกขยาดฝีมือเห้งเจียอยู่ ให้ตกตลึกนิ่งไปเปนครู่จึงได้สะติ สรรเสริญเห้งเจียว่า เราได้ยินชื่อเห้งเจียมาสองสามปีแล้ว วันนี้ได้เห็นแก่ตาเราเอง ที่คำพูดเล่าลือนั้นไม่ผิด พวกปิศาจบริวารจึงถามว่าใต้อ๋องสรรเสริญใครที่ไหน งึ้นกั๊กจึงชี้มือว่านั่นไม่ใช่หรือ ที่นั่งอยู่บนหลังม้าขาวนั้นแลถังซัมจั๋ง เห้งเจียนั้นมีฤทธานุภาพกร้างใหญ่เห็นจะกินถังซัมจั๋งไม่ได้ พวกปิศาจบริวารถามว่า กินไม่ได้โป๊ยก่ายจะมิต้องปล่อยหรือ

งึ้นกั๊กใต้อ๋องจึงพูดว่าที่จับมานั้นก็ไม่ผิดอะไร จะส่งคืนไปทำหมิ่นก็ไม่ควร ถังซัมจั๋งนั้นก็จะต้องกิน แต่จะต้องทำอุบายจึงจะได้ จะจับโดยร้ายนั้นไม่ได้ เรามีฤทธิ์เปลี่ยนแปลงได้ จึงจะจับเธอได้ พูดดังนั้นแล้ว จึงไล่พวกปิศาจบริวารให้แยกย้ายกันไป งึ้นกั๊กก็เดินลงมาจากยอดเขาแต่ผู้เดียว เข้าแอบข้างหนทางเดินแล้วแปลงตนเปนผู้เฒ่าถือพรตทำเปนขาหักพิการ กำลังโลหิตไหลออกซึมอาบไปทั้งขานอนแอบอยู่ในพุ่มรกปากก็ร้องว่าจงช่วยชีวิตรข้าพเจ้าไว้ด้วยเถิด

พระถังซัมจั๋งกำลังเดินมาก็ได้ยินเสียงคนร้องไห้ช่วยชีวิตร จึงพูดว่าในห้วยเขาป่ารกเปลี่ยวอย่างนี้ มีคนที่ไหนมาร้องให้ช่วยอย่างนี้ จึงคิดว่าหรือจะถูกสัตว์ดุร้ายกัดเอาดอกกระมัง พระถังซัมจั๋งก็ยอม้าหยุดอยู่แล้วร้องถามว่าท่านผู้ใดต้องไภยร้ายอะไรจงออกมานี่เถิด

ปิศาจงึ้นกั๊กได้ฟังดังนั้นก็ค่อย ๆ คลานออกมาจากรก มายังน่าม้าพระถังซัมจั๋งกระทำคำนับ พระถังซัมจั๋งแลไปเห็นรูปเปนคนมีอายุ แลมีกิริยาถือบวชพระถังซัมจั๋งก็ลงจากหลังม้า เข้าพยุงปิศาจ ๆ ก็ทำเปนร้องว่าโอยเจ็บนัก พระถังซัมจั๋งก็วางมือแลไปดูที่ขานั้น เห็นโลหิตไหลออกเลอะเทอะ พระถังซัมจั๋งถามว่านี่ท่านจีนแสอยู่ไหนมาขาจึงได้เจ็บอย่างนี้ ปิศาจตอบว่าข้าพเจ้าอยู่ข้างแง้มเขาทิศตวันตกนั้นมีที่เงียบสงัดเปนสำนัก ข้าพเจ้าอยู่ในสำนักนั้นถือบวช เหตุเมื่อวานนี้ไปที่บ้านทายกทำการไหว้ดาวสะเดาะเคราะห์ ครั้นกลับมาปะเสือโคร่งตัวหนึ่งมาคาบสานุศิษย์ของข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าจึงหลีกหนีมาก็สดุดโขดหินล้มลง ขานั้นกระทบกับหินก็เคล็ด ข้าพเจ้าได้ตามเจ็บปวดสาหัศจึงเดินกลับบ้านไม่ได้ วันนี้เปนบุญจึงได้มาพบท่านอาจาย์ ขอท่านได้กรุณาโปรดส่งข้าพเจ้าไปถึงสำนักแล้ว ข้าพเจ้าจะขอบพระเดชพระคุณท่านเปนที่ยิ่ง

พระถังซัมจั๋งได้ฟังปิศาจพูดอ่อนหวานดังนั้น ก็สำคัญคิดว่าเปนความจริง จึงพูดว่า ท่านจินแสก็เปนผู้ถือบวช อาตมาที่ไหนจะไม่ช่วยเล่า แต่ท่านเดินไม่ได้จะให้ทำอย่างไร ปิศาจแปลงมารยาพูดว่า แต่ยืนยังไม่ได้ทำไมจึงจะเดินได้เล่า พระถังซัมจั๋งพูดว่า ถ้ากระนั้นอาตมจะเดินไป ม้านั้นจะให้ท่านขี่ไป ปิศาจพูดว่า ขอท่านอาจาริย์ได้เมตาเถิด ขาข้าพเจ้านั้นก็หักเสียแล้วจะขี่ม้ามิได้ พระถังซัมจั๋งพูดว่า ถ้ากระนั้นก็ให้ซัวเจ๋งรองให้ขี่ไป จึงบอกซัวเจ๋งให้วางหาบของลงบนหลังม้าก่อน ช่วยพาจีนแสไปสักพักหนึ่ง ปิศาจหันหน้ามาทำเช็ดน้ำตา แล้วบอกว่าท่านอาจาริย์ ข้าพเจ้าพึ่งถูกเสือทำให้หวาดหวิวใจ ซัวเจ๋งหน้าสีหมอกดำ เข้าใกล้ข้าพเจ้าก็ยิ่งมีใจสดุ้งเสียวไม่กล้าขี่

พระถังซัมจั๋ง หันหน้ามาเรียกเห้งเจียให้ขี่ไป เห้งเจียเข้ารับว่าไว้ธุระข้าจะเอาไปเอ็ง ปิศาจก็ยอมขี่เห้งเจีย ๆ ก็ตามใจเอาหลังมารอให้ปิศาจขี่แล้วหัวเราะว่าอ้ายมารสัตว์เดระฉาน ทำไมมันอาจสามาทมาหลอกเรา ๆ จำได้ว่ามึงเปนปิศาจในเขานี้ มึงจะใคร่กินเนื้ออาจาริย์กูหรือ อาจาริย์ของเราเอ็งกินไม่ได้ง่าย ๆ ไม่เหมือนคนทั้งหลาย มึงอยากกินเนื้อเธอก็จงแบ่งให้เรากินครึ่งหนึ่ง ปิศาจได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้น จึงบอกแก่พระถังซัมจั๋งว่า ข้าพเจ้าคนสุจริตแลถือบวชวันนี้ต้องไภยเสือร้าย ข้าพเจ้ามิใช่ปิศาจยักษ์มารดอก เห้งเจียว่ากลัวสัตว์ร้ายทำไมไม่สวดคำภีร์ปั๊กเต๊าเกงเล่า พระถังซัมจั๋งได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้น จึงด่าว่าอ้ายชาติลิงไม่รู้จักอะไร ช่วยชีวิตรคน ๆ หนึ่งได้บุญมากยิ่งกว่าสร้างกุศลเจ็ดวัน เจ้าให้เธอขี่ก็ให้ขี่ไปถามปั๊กเต๊าเกงทำอะไร เห้งเจียจึงเข้าพยุงปิศาจขึ้นเกาะหลังแล้วก็เดินไปพักหนึ่ง พระถังซัมจั๋งก็ข้ามเขาลงไป เห้งเจียเดินข้างหลัง แลไปไม่เห็นพระอาจาริย์กับซัวเจ๋ง เห้งเจียจะใคร่คิดฆ่าปิศาจ

ฝ่ายปิศาจก็รู้ได้ว่าเห้งเจียจะคิดร้าย ก็ร่ายเวทเรียกเขาสุเมรุให้เลื่อนลอยมาทับศีศะเห้งเจีย ๆ ตกใจหลบเขานั้นก็ทับเห้งเจียอยู่ขาซ้าย เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านบันดานอ่านเวทอันใด เรียกเขาหนักมาทับเราอย่างนี้ เรา ก็มิได้วิตกหวาดเสียวสดุ้งกลัวเลย พูดดังนั้นแล้วก็วิ่งตามอาจาริย์

ปิศาจเห็นภูเขาทับเห้งเจียไม่อยู่ ก็ร่ายเวทเรียกภูเขา (ง่อมีซัว) ลอยมาตกลงทับเห้งเจีย เห้งเจียหลบทัน เขานั้นตกลงติดอยู่ขาขวา เห้งเจียก็รีบตามอาจาริย์ดุจตัวเปล่า ปิศาจเมื่อได้เห็นดังนั้นจิตรให้ระย่อท้อถอยสดุ้งกลัวประหม่าจนเหงื่อเปียกทั้งตัว คิดว่าเห้งเจียมีวิชาแบกเขาได้ ปิศาจจึงสำรวมจิตร่ายพระเวทเรียกภูเขาท้ายซัวลอยลงมาบนอากาศทับอิก เห้งเจียถูกเขาท้ายซัวทับลงบนหัวแลเอาอำนาจฤทธิ์กายสิทธิ์ทับซ้อนลงเห้งเจียก็ติดอยู่กับที่นั้น จะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่ไหวแล้ว ปิศาจก็ผละออกรีบตามถังซัมจั๋งเหาะขึ้นแซกเมฆเอามือยื่นลงมาจับถังซัมจั๋งบนหลังม้า ซัวเจ๋งเห็นดังนั้นก็ตกใจ ชักไม้พลองเข้าตีสกัด ปิศาจงึ้นกั๊กถือเกี่ยมตรงเข้ามาประจันหน้ารบกับซัวเจ๋ง เข้ารบรุกบุกบั่นโดยความสามารถ ซัวเจ๋งทานกำลังปิศาจมิได้ก็ล่าถอยจะหนี ปิศาจก็บันดานให้มือใหญ่รวบจับซัวเจ๋งไว้ได้ลากมาหนีบไว้ใต้รักแร้ข้างซ้าย เอามือขวารวบจับถังซัมจั๋งไว้ได้เล้ว ก็บันดานเปนลมใหญ่เหาะกลับมายังถ้ำ ครั้นถึงจึงร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า พี่ใต้อ๋องข้าพเจ้าจับถังซัมจั๋งมาได้แล้ว กิมกั๊กปิศาจแลไปเห็นแล้วจึงพูดว่าน้องจับผิดตัวเสียแล้ว งึ้นกั๊กว่าพี่ให้จับถังซัมจั๋งข้าพเจ้าก็จับมา กิมกั๊กว่าเห้งเจียซึ่งมีฤทธิ์นั้นจับมาได้ จึงจะกินเนื้อถังซัมจั๋งได้

งึ้นกั๊กหัวเราะแล้วพูดว่าซึ่งตัวเห้งเจียนั้น ข้าพเจ้าเรียกภูเขาใหญ่สามเขามาทับไว้แล้ว สักองคุลีก็ไม่เคลื่อนไปได้ บัดนี้เราไม่ต้องลงมือใช้ให้ปิศาจบริวารของตนเอาของวิเศษสองสิ่ง ไปเรียกมันใส่น้ำเต้าเอาตัวมาไม่ต้องวุ่นวายอะไรเลย

กิมกั๊กถามว่า ของวิเศษสองสิ่งนั้นคืออะไร งึ้นกั๊กบอกว่าของที่เรียก (เอี๊ยกจีเง็ก) คือ ขวดน้ำมนต์หยก กับลูกน้ำเต้าทอง กิมกั๊กจึงหยิบขวดวิเศษส่งให้แล้วเรียกปิศาจทั้งสองคือ เจงเส่ยผีตนหนึ่ง เล่งหลีตนหนึ่ง สั่งว่าเจ้าทั้งสองจงเอาของวิเศษนี้ไปบนยอดเขาคว่ำปากน้ำเต้าลงแล้วร้องเรียกชื่อเห้งเจียคำหนึ่ง ถ้าขานรับ มันก็เข้าอยู่ในน้ำเต้านั้นแล้ว เจ้าจงเอาแผ่นยันต์ปิดปากน้ำเต้าแล้วเอามาให้ข้า มันอยู่ในนั้นครึ่งชั่วโมง กายมันก็จะแปรเปนน้ำหนองไป ปิศาจทั้งสองรับเอาของวิเศษสองสิ่งมาแล้วคำนับลาออกจากถ้ำตรงไป กิมกั๊กงึ้นกั๊กสั่งให้ปิศาจมัดถังซัมจั๋งซัวเจ๋งแขวนไว้ที่ริมประตูระเบียงเสร็จแล้วทั้งสองคน

ฝ่ายเห้งเจียถูกปิศาจเรียกเขามาทับไว้ ทุกข์ร้อนคิดถึงอาจาริย์ร้องคร่ำครวญด้วยเสียงอันดังบ่นว่า เมื่ออาจาริย์มาถึงแดนต่อแดนเขาเหลียงกัยซัว ได้ช่วยข้าพเจ้าออกพ้นซึ่งความทุกข์ แนะนำให้ข้าพเจ้าบวชเรียน ข้าพเจ้าก็ปลงใจด้วยท่าน ไม่รู้เลยว่ามาถึงแห่งนี้จะถูกปิศาจมารร้ายมาสกัดกั้นกางอย่างนี้ แลมิหนำถูกมันเอาเขามาทับไว้ ท่านตายก็ควรแล้ว สงสารแต่โป๊ยก่ายซัวเจ๋งกับมังกรที่แปลงเปนม้านั้นจะพากันบันไลยไปทั้งสิ้น ดุจไม้ใหญ่ต้องพยุห์พัดล้มพลอยทับเอาไม้เล็ก ๆ ล้มไปด้วย คนอยากได้ชื่อเสียงล้างเอาคนอื่นละลายไปด้วย เห้งเจียคร่ำครวญโศกสันน้ำตาไหลอาบไปทั้งกาย เวลาเมื่อเห้งเจียร้องไห้คร่ำครวญอยู่นั้น ก็ร้อนถึงเทพยดาเขาเอี๊ยดที้ จึงมีคำถามพระภูมิ์เจ้าที่แลเจ้าเขาว่า ภูเขานี้ของผู้ใด พระภูมิเจ้าที่บอกว่าของพวกข้าพเจ้ารักษาเอง เทพยดาถามว่า ที่ถูกเขาทับอยู่นั้นคือใคร พระภูมิเจ้าที่ตอบว่าไม่ทราบว่าผู้ใด เจ้าเอี๊ยดที้พูดว่า ท่านทั้งหลายยังไม่รู้ว่าใคร นั้นแลคือเมื่อห้าร้อยปีก่อนทำให้ชั้นวิมานครั่นคร้ามวุ่นวาย คือชื่อซีเทยนใต้เซียซึงหงอคง บัดนี้เข้าทางขอบแล้วมาตามพระถังซัมจั๋งเปนสานุศิษย์ ทำไมท่านทั้งหลายมาช่วยปิศาจเอาเขาทับเธอเล่า หากเธอหลุดออกมาได้ เธอจะยอมท่านทั้งหลายหรือ พระภูมิ์เจ้าที่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจกลัวจึงคิดกับเจ้าเอี๊ยดที้ว่า ข้าพเจ้าจะถอนเขาออก พูดฉนั้นแล้วก็อ่านคาถาถอนเอาเขานั้นออกไปเสีย เห้งเจียก็กระโดดขึ้นมาชักกระบองออกจากหู เรียกพระภูมิ์เจ้าที่เจ้าเขาว่าให้นอนลงเราจะตีคนละสองที ให้เราแก้รำคาร เจ้าเขาเจ้าที่ก็ตกใจกลัวคำนับแล้วขอโทษตัว เห้งเจียจึงพูดว่าภูมิ์เจ้าที่เจ้าเขากลัวแต่ปิศาจไม่มีความกลัวเรา ดีแล้วจะได้เห็นกันเปนไรมี พระภูมิเจ้าที่จึงพูดว่าปิศาจทั้งสองนั้นฤทธาอานุภาพเชี่ยวชาญ มันร่ายเวทเรียกพวกข้าพเจ้าวันละคนมารักษาการทุกวันไป เห้งเจียได้ฟังว่ารักษาการ จิตใจให้หวั่นหวาดแหงนขึ้นบนฟ้าร้องว่าฟ้า ๆ เขียวให้เกิดจึงให้มีพวกนี้มาด้วยเล่า พูดดังนั้นแล้วแลไปบนเขาเห็นมีรัศมีระยับยอยลงมา เห้งเจียจึงถามเจ้าเขาแลเจ้าที่ว่าพวกท่านอยู่ในถ้ำนั้นเคยเห็นหรือว่าในถ้ำนั้นมีรัศมีดังนี้

เจ้าที่ตอบว่าที่มีรัศมีนั้น คือขวดหยกวิเศษของปิศาจ ข้าพเจ้าคิดดูเห็นจะเปนปิศาจเอาของวิเศษมาสำแดงดอกกระมัง เห้งเจียว่าถ้าดังนั้นเปนอันดี เราจะขอถามท่านว่า ปิศาจทั้งสองนั้นมีที่ชอบที่รักแก่ใครบ้างหรือเปล่า ภูมิ์เจ้าที่บอกว่า ที่ชอบที่รักก็คือพวกฤๅษีถือพรตฝึกฝนในทางประกอบยาสำเร็จ นามพระดาวบษนั้นชื่อว่าช่วนจินเต๊าหยิน

เห้งเจียครั้นได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงบอกแก่เจ้าเขาแลเจ้าที่ให้กลับไปยังสฐานแห่งตนเถิด ข้าพเจ้าจะคิดจับมันให้จงได้ แล้วเห้งเจียก็แปลงกายเปนตาเฒ่า เต๊าหยินคนหนึ่ง ยืนคอยอยู่บัดเดียวปิศาจทั้งสองก็เดินมาถึง เห้งเจียก็จับกระบองเงื้อ ปิศาจทั้งสองเห็นดังนั้นก็ตกใจ หกล้มลงแล้วคลานลุกขึ้นมองเห็นเห้งเจีย จึงพูดว่าทำไมจึงเงื้อไม้จะตีเราดังนี้ เห้งเจียตอบว่า เรามาการธุระ ปิศาจถามว่าท่านอยู่ที่ไหนมา เห้งเจียตอบว่าข้ามาจาก (เขาพ่วงล่ายซัว) ปิศาจถามว่าที่เขาพ่วงล่ายซัวเปนที่เทวะดาอยู่มิใช่หรือ เห้งเจียว่านี่มิใช่เทวะดาหรือ ปิศาจทั้งสองได้ฟังดังนั้นก็หายโกรธพูดว่า ขอโทษข้าพเจ้าทั้งสองนี้เถิด บางทีจะพูดผิดพลั้งไปบ้างท่านอย่าถือข้าพเจ้าเลย เพราะพวกข้าพเจ้ามีแต่ตาเนื้อไม่มีตาทิพย์จึงไม่รู้ดูคนดีแลคนชั่ว เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าไม่ถือท่านดอก เวลานี้ข้าพเจ้ามาถึงเขานี้ด้วยความตั้งใจจะโปรดคนผู้หนึ่ง ให้สำเร็จมรรคผล จะมีคนใดติดตามเราไปบ้าง เห้งเจียถามว่าท่านทั้งสองอยู่ที่ไหนไปไหนมา ปิศาจตอบว่า นายข้าพเจ้าใช้ให้มาจับซึงเห้งเจีย ๆ ถามว่าที่ตามพระถังซัมจั๋งมานั้นหรือ ปิศาจตอบว่านั่นและ ๆ ท่านจำได้หรือ เห้งเจียตอบว่าเรารู้จักแล้ว คือลูกลิงมันไม่รู้จักธรรมเนียม เรามีความเคืองใจมันอยู่ เราจะช่วยทั้งสองไปจับมันให้ได้ ปิศาจว่าท่านไม่ต้องช่วยดอกนายข้าพเจ้าเรียกภูเขาทั้งสามมาทับไว้แล้ว ให้ข้าพเจ้าเอาของวิเศษมาใส่มัน เห้งเจียถามว่าของวิเศษนั้นรูปร่างอย่างไร ขอดูสักหน่อยจะได้หรือไม่ได้

ปิศาจเจงเส่ยพูดว่า คือขวดหยกแลน้ำเต้าทองสองสิ่งนี้ ถ้าเอาปากลงเอาก้นขึ้นเรียกชื่อคำหนึ่งแม้ว่าขานรับ ตัวของผู้ขานนั้นก็เข้าไปอยู่น้ำเต้านั้น แล้วเอายันของท้ายเสียงเล่ากุนปิดปากสักครึ่งชั่วโมง กายของผู้ที่เข้าไปอยู่ในน้ำเต้านั้นก็ละลายเปนน้ำหนองไปหมด เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ แล้วแกล้งทำเปนหัวเราะพูดว่าไหนขอดูสักหน่อยหรือของวิเศษจะเปนประการใด ปิศาจไม่รู้ศึกว่าเห้งเจียก็ส่งของสองสิ่งให้เห้งเจียดู เห้งเจียก็รับมาพิจารณาดู มีความยินดีพูดว่าเปนดีแน่ แล้วคิดว่า ถ้าเราจะชิงเอาเสียเดี๋ยวนี้ก็จะได้ แต่จะเสียชื่อ เขาจะเหมาว่าเราวิ่งราวกลางวันดูแล้วก็ส่งคืนให้ แล้วพูดว่าท่านทั้งสองยังไม่เคยเห็นของวิเศษของเรา ปิศาจถามว่าท่านอาจาริย์มีของวิเศษอย่างไร ขอให้ข้าพเจ้าดูสักหน่อยเถิด เห้งเจียเอามือล้วงไปข้างหลัง ถอนเอาขนหางมาเส้นหนึ่ง ร้องเรียกให้แปลงก็แปลงเปนลูกน้ำเต้าทองคำโตประมาณสองกำมา เอาออกมาจากเอ็วส่งให้ปิศาจ ๆ ดูแล้วพูดว่า ของท่านอาจาริย์มีรูปลักษณใหญ่ดังนี้พิศดูงดงามยิ่งนัก แต่ต้องการใช้ไม่ได้ เห้งเจียถามว่าเหตุใดจึงใช้ไม่ได้ ปิศาจว่าของนี้เรียกคนไปประจุได้พันคนทั้งสองสิ่ง เห้งเจียว่าของที่ใส่คนนั้นไม่ปลาดอะไร น้ำเต้าของเรานี้ ใส่ได้ทั้งท้องฟ้าเรียกให้เข้าในนี้ได้หมด ปิศาจถามว่าจริงดังนั้นหรือ เห้งเจียว่าดังนั้นซี ปิศาจว่าแม้จริงดังนั้น ขอท่านอาจาริย์ลองทำให้ข้าพเจ้าดูสักทีเถิด เห้งเจียว่า แม้ว่าฟ้าทำให้เราขัดใจ เดือนหนึ่งเราเรียกเข้าเจ็ดแปดหน ถ้าไม่ทำให้ขัดใจครึ่งปีก็ไม่เรียกใส่ครั้งหนึ่ง

ปิศาจเล่งหลีพูดแก่เจงเส่ยว่า เอาของเราแลกแก่ท่านเถิด เจงเส่ยพูดว่า ของเธอใส่ได้ทั้งฟ้าจะยอมแลกแก่เราที่ไหน เล่งหลีพูดว่า เราเอาขวดนั้นเติมให้เห็นเธอจะให้ดอกกระมัง เห้งเจียมีความยินดีอยู่ในใจแล้วจึงพูดว่า ของเราใส่ได้ทั้งฟ้าท่านจะเอาของท่านเปลี่ยนจะควรหรือ ปิศาจพูดว่า แม้ใส่ทั้งฟ้าได้ก็จะเปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยนให้ข้าพเจ้าท่านจะเปนเด็กทารก เห้งเจียพูดว่าดีแล้ว ข้าพเจ้าจะเรียกใส่ให้ดูพูดแล้วก็ก้มหน้าลงร่ายพระคาถา เรียกเทวะดาเจ้าที่เที่ยวตระเวรตามท้องฟ้าแลเจ้าเอี๊ยดที้มาพร้อมกันในทันใดนั้น เห้งเจียสั่งว่าให้ขึ้นไปทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ว่า บัดนี้เราตามรักษาพระถังซำจั๋งจะไปอาราธนาพระไตรยปิฎกธรรมยังมัชฌิมประเทศ เราอยากจะได้ของวิเศษของปิศาจ ขอพระองค์ได้โปรดให้ข้าพเจ้ายืมท้องฟ้าสักครึ่งชั่วโมง เรียกใส่ในน้ำเต้านี้ แม้ว่าขัดขืนไม่ยอมให้ เราจะขึ้นไปเล่งเซียวเต้ย

ฝ่ายเจ้าทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียสั่งดังนั้น ก็พากันเหาะขึ้นไปยังสวรรค์ เข้าไปกราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ให้ทรงทราบทุกประการ เง็กเซียงฮ่องเต้จึงตรัสว่าอ้ายลิงมันพูดจาไม่มีความยำเกรง น้ำใจโตอาจสามารถมายืมท้องฟ้าไปเรียกใส่น้ำเต้า มันจะเรียกใส่อย่างไรได้ เวลาที่เง็กเซียงฮ่องเต้ตรัสดังนั้น มีน่อจาท้ายจื๊อออกมากราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบ ท้องฟ้าเรียกใส่ได้ เง็กเซียงฮ่องเต้ตรัสถามว่าทำอย่างไรจึงใส่ได้ น่อจาทูลว่า ขอพระองค์มีรับสั่งออกไปทางประตูสวรรค์ทิศอุดร ขอยืมธงดำวิเศษของท่านพรหมจินบู๊นั้น เอามายังประตูน่ำทีหมึง ถือออกโบกหอบเดือนตวันแลดาวทั้งหลายให้มืดท้องฟ้าแลไม่เห็นหน้ากัน สักประเดี๋ยวพอหลอกปิศาจอย่างนี้ก็ครอบเอาท้องฟ้าได้ ก็จะช่วยเห้งเจียให้สำเร็จได้ เง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังน่อจากราบทูลดังนั้น พระองค์ทรงพระสวนเห็นชอบด้วย จึงตรัสสั่งให้ทำตามน่อจากราบทูลนั้น

ฝ่ายเจ้าทั้งหลาย เมื่อได้ฟังเง็กเซียงฮ่องเต้รับสั่งดังนั้นแล้ว ก็ถวายบังคมลากลับลงมายังมนุษย์โลกย์ เข้าใกล้เห้งเจียกระซิบบอกให้รู้ทุกประการ เห้งเจียจึงบอกแก่ปิศาจทั้งสองว่า เจ้าจงคอยดูเถิดข้าพเจ้าจะทำให้เห็นแก่ตา ปิศาจทั้งสองพูดว่าท่านจะเรียกก็จงเรียกเถิด เห้งเจียจึงเอาน้ำเต้าขว้างขึ้นไปกลางอากาศ

ฝ่ายน่อจายืนอยู่บนประตูน่ำทีหมึงเห็นดังนั้น ก็เอาธงคลี่ออกกวัดแกว่งไปมา ท้องฟ้าก็มืดคลุ้มไปทั้งหมด แลไม่เห็นดวงดาวแลพระอาทิตย์พระจันทร์ มองดูหน้ากันก็ไม่เห็นหน้า ปิศาจทั้งสองเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงพูดว่า เมื่อพูดกันนั้นดูเหมือนตวันกำลังเที่ยงทำไมดูมืดค่ำไปดังนี้ เห้งเจียว่าเราเรียกท้องฟ้ามาใส่ในน้ำเต้าแล้วทำไมจะไม่มืดเล่า ปิศาจถามว่าท่านอาจาริย์นั่งพูดอยู่ที่ไหน เห้งเจียพูดหลอกว่าอย่าก้าวไป ที่นี่ฟากฝั่งทะเลใหญ่ แม้พลัดตกลงไปเจ็ดแปดวันก็ยังไม่ถึงพื้นล่าง ปิศาจทั้งสองได้ยินดังนั้นก็เชื่อตกใจ กลัวบอกว่าท่านอาจาริย์จงปล่อยฟ้าไปเถิด ข้าพเจ้าเข้าใจในวิชาของท่านแล้ว อย่าให้ข้าพเจ้าตกทะเลไปเลย เห้งเจียเห็นปิศาจทั้งสองมีใจเชื่อถือแน่แล้ว จึงร่ายพระคาถาส่งจิตรไปถึงน่อจาให้รู้ น่อจาจึงเอาธงม้วนเสีย ท้องฟ้าก็สว่างมาอย่างเดิม ปิศาจทั้งสองจึงสรรเสริญว่าดีแท้ ๆ ของวิเศษอย่างนี้เราจะไม่ขอแลกอย่างไรได้ จึงหยิบน้ำเต้าแลขวดหยกส่งให้แก่เห้งเจีย ๆ เอาน้ำเต้าเก๊ปลอมส่งให้แก่ปิศาจ แลกกันแล้วก็เหาะไปยังประตูน่ำทีหมึงขอบคุณน่อจา แล้วเห้งเจียก็กลับลงมาหยุดอยู่กลางอากาศแลดูปิศาจทั้งสอง

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ