๔๖

ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินเห็นเห้งเจียมีอำนาจฤทธิ์เดชสักสิทธิ์ อาจสามารถเรียกเชิญเล่งอ๋องแลเทวดาได้ จึงหยิบเอาตราจะประทับส่งให้พระถังซัมจั๋งไป ฝ่ายเต้าหยินทั้งสามก็คุกเข่าลงคำนับกับพื้น พระเจ้าแผ่นดินเห็นดังนั้นก็เสด็จลงจากบัลลังก์ เข้าประคองอาจาริย์เต้าหยินไว้แล้วตรัสว่า ท่านอาจาริย์ทำไมวันนี้จึงมาทำกิริยาอย่างนี้จะว่ากระไรหรือ เต้าหยินทูลว่า พระองค์ได้ทราบคือพวกข้าพเจ้ามาถึงเมืองนี้ก็ปราถนาจะรักษาบ้านเมืองของพระองค์ให้ราษฎรมีความศุข มาวันนี้พวกสงฆ์เอาวิชาความรู้ออกเล่น แม้พระองค์ปล่อยเธอไปก็จะเสียเกียรติยศของพวกข้าพเจ้า พระองค์เห็นแก่ฝนเวลาเดียวก็มายกโทษฆ่าคนตายเสียนั้น จะไม่มีความประมาทพวกข้าพเจ้ามากหรือ ขอพระองค์อย่าเพ่อให้หนังสือไปก่อน ให้พวกพี่น้องข้าพเจ้าทดลองดูก่อน เมื่อพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเต้าหยินกราบทูลดังนั้น ก็ให้วุ่นวายในพระไทยไป จึงยังมิได้พระราชทานหนังสือให้ จึงตรัสถามเต้าหยินว่าท่านจะใคร่ทดลองด้วยประการใดหรือ

เฮ้าลัดอาจาริย์ทูลว่า ข้าพเจ้าจะลองด้วยนั่งสมาธิ พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งว่า ฝ่ายพระสงฆ์นั้นเธออยู่ในทางสมาธิเปนอารมณ์ ทำไมจึงจะเอาสะมาธิมาทดลองแก่เธอเล่า เต้าหยินทูลว่า อันสมาธินี้ไม่เหมือนแก่สมาธิตามเคยนั้น เรียกว่าอะริยะเมฆเปนบันใดสมาธิ พระเจ้าแผ่นดินทรงถามว่า อย่างไรเรียกว่าอะริยะสมาธิขอให้ท่านชี้แจงข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจ เต้าหยินทูลว่า คือเอาไม้ร้อยท่อน เอาห้าสิบท่อนซ้อนขึ้นให้สูงประมาณสิบวา ข้างบนนั้นมีที่นั่งได้ จะขึ้นไปไม่ให้เอามือจับแลไม่ให้ใช้บันได จะขึ้นก็เหยียบเมฆขึ้นไปนั่ง กำหนดสองสามชั่วโมงกายไม่ไหวสั่น

พระเจ้าแผ่นดินเห็นว่าเปนการยาก จึงมีรับสั่งแก่พระสงฆ์ว่ามีผู้ใดเข้าใจจะทำได้บ้างหรือ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ยังนิ่งอยู่ โป๊ยก่ายถามว่าทำไมพี่จึงไม่พูดว่ากระไร เห้งเจียพูดว่าน้องพี่ไม่ปิดบังอำพรางอะไรแก่น้อง แม้ว่าจะขึ้นฟ้าดำดินแลวิดน้ำในทะเลหรือเลื่อนแม่น้ำทุก ๆ อย่าง ซึ่งความปลาดเหล่านั้นพี่ทำได้ทั้งสิ้น แต่ที่ว่านั่งสมาธินั้นพี่ต้องยอมด้วยสันดานยังมิได้เคย ที่ไหนจะนั่งได้เล่า

พระถังซัมจั๋ง ได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงพูดว่าอาตมนั่งสมาธิได้ เห้งเจียดีใจพูดว่าดีแล้ว ๆ ถามว่าอาจาริย์จะนั่งได้สักเท่าใด พระถังซัมจั๋งตอบว่า อาตมภาพได้พบท่านผู้วิเศษสำเร็จทางสมาธิ อธิบายซึ่งรากเง่าประเภทของสมาธิให้ฟัง คือสมาธิอย่างสูงสำรวมจิตรวางที่ช่องทวารเกิดดับ นั่งได้ทนสามปีสี่ปีแต่วิตกจะขึ้นไปไม่ได้ เห้งเจียว่าอาจาริย์อย่าวิตกจงไปรับเถิด ข้าพเจ้าจะส่งอาจาริย์ขึ้นไปเองพระถังซัมจั๋งจึงเดินมายังน่าที่นั่งพนมมือพูดว่า อันศมาธินั้นอาตมภาพนั่งได้

จึงพระเจ้าแผ่นดินรับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดทำขึ้นโดยเร็ว ประมาณชั่วโมงหนึ่งก็แล้วสำเร็จตามรับสั่งสองแท่น ยังที่ประสาทกิมหลวนเต้ยซ้ายขวา ฝ่ายเฮ้าลัดอาจาริย์ใหญ่ก็ลุกจากที่เดินลงมายังพื้นล่าง ก็สำแดงขึ้นเหยียบเมฆตรงขึ้นไปนั่งปรกติอยู่บนแท่นข้างทิศตวันตก เห้งเจียก็ถอนขนออกหนึ่งขน แปลงเปนเห้งเจียยืนอยู่กับโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ตัวเห้งเจียก็บันดานเปนเมฆห้าสีเข้าโอบยกเอาพระถังซัมจั๋งขึ้นนั่งบนแท่นข้างทิศตวันออก เห้งเจียก็รวมเมฆแปลงเปนแมลงหวี่บินกลมลงมาจับข้างใบหูโป๊ยก่าย บอกว่าน้องทั้งสองอย่าพูดจาแก่รูปแปลงนั้นโป๊ยก่ายบอกว่ารู้แล้ว

ฝ่ายลกลัดอาจาริย์ที่สอง นั่งอยู่ข้างล่างเห็นเธอทั้งสอง ขันนั่งสมาธิก็หลายชั่วโมงยังไม่แพ้ชะนะกัน จึงนึกว่าเราจะช่วยใต้เซียนสักแรงหนึ่ง จึงถอนเอาผมท้ายทอยออกเส้นหนึ่ง เสกเปนก้อนกลมแล้ว ดีดขึ้นไปติดบนศีศะพระถังซัมจั๋งแปลงเปนตัวหนอนเกาะอยู่ ก็กัดไชศีศะพระถังซัมจั๋ง

ฝ่ายพระถังซัมจั๋ง ทีแรกก็รู้ศึกคัน ทีหลังก็รู้ศึกเจ็บ อันความสัญญานั่งสมาธิ กายมิให้ไหวถ้าไหวก็เรียกว่าแพ้ เมื่อหนอนกัดศีศะพระถังซัมจั๋งหนักเข้าก็ทนไม่ไหว จึงคุดงอศีศะลง โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นพูดว่าเห็นจะไม่เปนการ ท่านอาจาริย์จะบังเกิดลมอะไรขึ้นแล้ว

เห้งเจียพูดว่า อาจาริย์เราพูดคำเดียวไม่เปนคำสองแม้รับได้ก็ได้ น้องทั้งสองอย่าวุ่นวาย พี่จะขึ้นไปดูจะเปนอย่างไรดอกกระมัง เห้งเจียก็บินโผขึ้นไป ถึงศีศะพระถังซัมจั๋งจึงพิจารณาดู เห็นมีเท่าเมล็ดถั่วเขียวใหญ่ เกาะไชยอยู่บนศีศะพระถังซัมจั๋ง เห้งเจียก็เอื้อมมือไปแกะออกแล้วเอามือเกาถูให้อาจาริย์ พระถังซัมจั๋งก็ไม่เจ็บไม่คันนั่งปรกติไปตามเดิม เห้งเจียจึงนึกว่าศีศะพระสงฆ์ก็โล้นไม่มีเหาเลนอะไรจะอยู่ได้ นี่ทำไมหนอจึงมีหนอนมาเกาะอยู่อย่างนี้ เห็นจะเปนพวกเต้าหยินคนใดคนหนึ่งคิดทำลายอาจาริย์เราเปนแน่ จำเราจะต้องแกล้งมันบ้าง เห้งเจียจึงโผบินข้ามไปยังที่อาจาริย์เต้าหยินนั่งอยู่ตรงนั้น แปลงเปนตะขาบตัวหนึ่งยาวเจ็ดองคุลีตรงเข้าเกาะที่รูจะมูกเต้าหยิน ๆ ก็นั่งไม่เปนศุข ขยับตัวทีหนึ่งก็หกคะเมนลงมาจากแท่นจะถึงแก่ความตาย บังเอินมีคนช่วยก็รอดตายไปได้ พระเจ้าแผ่นดินเห็นดังนั้นก็ตกพระไทย จึงรับสั่งให้ขุนนางพาตัวอาจาริย์ไปอาบน้ำยังตำหนักบุ้นฮวย

เห้งเจียจึงบันดานเปนเมฆรับพระถังซัมจั๋งลงมานับว่าเปนการชะนะพวกเต้าหยิน พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้หนังสือเดินทางแก่พระถังซัมจั๋ง ลกลัดอาจาริย์ที่สอง ก็คุกเข่าลงคำนับทูลขัดว่าขอพระองค์ได้ทราบ พี่ข้าพเจ้าเคยเปนโรคลม ครั้นขึ้นสูงถูกลมอากาศจึงได้เปนเช่นนั้น พวกพระสงฆ์จึงได้ชะนะดังนี้ ขอพระองค์ได้โปรดได้ข้าพเจ้าขันพนันทายบังตาลองดูก่อน พระเจ้าแผ่นดินถามว่า การทายบังตานั้นอย่างไร เต้าหยินทูลว่า ข้าพเจ้าทายรู้ได้ซึ่งสิ่งของในที่ลับ รู้ได้ว่าเปนของสิ่งใด แม้ว่าพวกพระสงฆ์ทายรู้ได้ก็ควรยอมได้เธอไป แม้เธอทายไมได้ขอพระองค์ปรับโทษที่ฆ่าคนนั้นเถิด

พระเจ้าแผ่นดินก็ลงเนื้อเห็นเชื่อตามเต้าหยิน จึงรับสั่งให้ขันธียกตู้ล่องชาติแดงนั้นออกมายังตำหนักใน เอาของวิเศษใส่เข้าไว้แล้วปิดประตูตู้เสียหามออกมาตั้งไว้ข้างนอกน่าพระที่นั่ง แล้วพระองค์จึงรับสั่งว่า พวกท่านทั้งสองฝ่าย จงทายว่าในตู้นั้นมีของสิ่งใด ในทันใดนั้นเห้งเจียแปลงเปนแมลงหวี่ เข้าเกาะตู้พิจารณาดูเห็นมีช่องเล็กก็ลอดเข้าไปข้างใน จึงได้เห็นเสื้อวิเศษตัวหนึ่งกางเกงวิเศษตัวหนึ่ง จึงจับยกขึ้นฉีกป่นไปหมด จึงกัดปลายลิ้นเอาโลหิตพ่นเข้าไปร้องแปลง เสื้อกางเกงก็กลายเปนระฆังแตกระฆังหนึ่ง แล้วก็ถ่ายปัสสาวะไว้ด้วย แล้วก็ลอดออกมาจับที่ใบหูพระถังซัมจั๋งบอกให้ทายของวิเศษว่าระฆังแตกจะเปนของวิเศษอะไร จงทายอย่างนั้นไม่ต้องวิตกอะไรเลย พระถังซัมจั๋งจึงเดินเข้าไปจะทาย เต้าหยินก็ชิงทายว่า ในตู้นั้นมีเสื้อหนึ่งตัวกางเกงหนึ่งตัวเปนของวิเศษสองสิ่ง พระถังซัมจั๋งพูดว่าไม่ใช่ ในตู้นั้นมีระฆังแตกระฆังหนึ่งเท่านั้น

พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า พระสงฆ์นี้ดูถูกเราว่าไม่มีสิ่งของวิเศษ จึงได้ทายว่าระฆังแตกฉนี้ รับสั่งให้จับตัวไว้ พระถังซัมจั๋งจึงทูลว่าขอพระองค์ได้เปิดตู้ดูเสียก่อน แม้ว่ามีของวิเศษจริงขอรับพระราชอาญาตามโทษ ถ้ามิใช่ของวิเศษก็เพียงอย่าลงโทษอาตมภาพเลย จึงพระเจ้าแผ่นดินโปรดให้เปิดตู้ดู ก็แลเห็นมีแต่ระฆังแตกอยู่ระฆังหนึ่งเท่านั้น ก็ยิ่งทรงพระพิโรธว่าใครเอาระฆังแตกใส่เข้าไว้ พระมเหษีทูลว่า ข้าพเจ้าใส่แก่มือข้าพเจ้าเอง คือเสื้อกางเกงของวิเศษสองสิ่ง เหตุใดจึงกลายเปนของอย่างนี้ไปเล่า

พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าเรารู้เหตุแล้ว ให้พระมเหษีเสด็จเข้าจึงรับสั่งให้ยกตู้เข้าไปข้างใน แล้วพระองค์เสด็จเข้าไปเอาผลชมภู่เซียนผลหนึ่งใส่ไว้ในตู้นั้นปิดประตูเสียแล้ว สั่งให้หามออกไปข้างนอก จึงรับสั่งให้ทาย เห้งเจียก็เข้าไปในตู้อิกเช่นครั้งก่อน พอแลเห็นผลชมภู่ ก็กลายเปนรูปเดิมกินผลชมภู่จนหมดลูกยังเหลือแต่เมล็ดในก็วางไว้ แล้วแปลงเปนแมลงหวี่กลับออกมากระซิบบอกพระถังซัมจั๋งว่า พระอาจาริย์จงทายว่าเมล็ดในชมภู่เซียน พระถังซัมจั๋งจะออกปากทาย เต้าหยินก็ชิงทายว่า ชมภู่ผลหนึ่ง พระถังซัมจั๋งว่า ชมภู่ก็จริงแต่ไม่มีเนื้อมีแต่เมล็ดในเท่านั้น

พระเจ้าแผ่นดินตวาดว่า คราวนี้ข้าพเจ้าใส่เองกับมือข้าพเจ้าคือชมภู่เซียนผลหนึ่ง ทำไมจึงทายว่ามีแต่เมล็ดในเล่า พระถังซัมจั๋งทูลว่า ถ้าไม่เชื่อขอให้เปิดตู้ออกดูก็จะเห็นจริงว่าเปนประการใด จึงรับสั่งให้ขุนนางเปิดประตูตู้ออกดู ก็เห็นเมล็ดในชมภู่จริงของพระถังซัมจั๋ง พระเจ้าแผ่นดินเห็นดังนั้นก็ตกพระไทย จึงตรัสแก่เต้าหยินอาจาริย์ว่า อย่าขันสู้แก่เธอเลยจงปล่อยให้ไปเถิด ข้าพเจ้าได้เอาผลชมภู่เซียนใส่แก่มือของข้าพเจ้าเองทั้งผล เหตุใดจึงเหลือแต่เมล็ดในดังนี้เล่า ชะรอยจะมีเทพยดารักษาเธออยู่เปนแน่

ขณะเมื่อพระเจ้าแผ่นดินตรัสอยู่ดังนั้น เฮ้าลัดอาจาริย์ใหญ่เมื่อตกลงมาจากแท่นก็ออกไปอาบน้ำชำระกายแล้ว กลับเข้ามายังน่าที่นั่ง กราบทูลว่าขอพระองค์ได้ทราบ พระสงฆ์เหล่านี้เข้าใจกลอาจเรียกสิ่งของที่ไม่มีวิญญาณ แลให้เปลี่ยนแปลงได้ จงยกตู้ขึ้นมาข้าพเจ้าจะทำลายตู้นั้นเสียให้เธอทายใหม่ พระเจ้าแผ่นดินถามว่าพระอาจาริย์จะทายอะไรอิกหรือ เต้าหยินทูลว่า กลนั้นเคลื่อนได้แต่สิ่งของเท่านั้น สิ่งที่มีวิญญาณจิตรเคลื่อนไม่ได้ เอาเด็กน้อยซ่อนเข้าไว้ในตู้แล้ว ปิดประตูตู้เสีย ยกตู้ลงไปให้เห้งเจียมาทาย เห้งเจียเห็นยกตู้ลงมาตั้งไว้อิก ก็บินไปจับที่ตู้ลอดเข้าไปในตู้ เห็นมีเด็กน้อยนั่งอยู่ก็รู้ศึกจึงแปลงเปนอาจาริย์เต้าหยิน เรียกว่าสานุศิษย์คำหนึ่ง เด็กก็ถามว่าอาจาริย์มาทางไหน เห้งเจียบอกว่าเราแซกเข้ามา เด็กถามว่าอาจาริย์เข้ามาจะสั่งว่ากระไรหรือ เห้งเจียว่าเจ้าเข้าอยู่ในตู้นี้ พวกสงฆ์นั้นแลเห็นเสียแล้ว หากว่าเขาทายว่ามีเด็กน้อยจะมิเสียทีเขาหรือ คิดโกนผมเสียพวกเราจะทายว่าสามเณรน้อย เด็กนั้นพูดว่าตามใจอาจาริย์เถิด เห้งเจียก็เรียกกระบองให้แปลงเปนมีดโกน จึงโกนผมเด็กนั้นเสียให้หมดทั้งศีศะแล้วแปลงเสื้อกางเกงของเด็กนั้นเปนผ้าเหลืองนุ่งห่มให้เด็ก ๆ ก็เหมือนแก่รูปพระสงฆ์ แล้วเห้งเจียถอนขนออกเส้นหนึ่ง แปลงเปนระฆังเล็กระฆังหนึ่งส่งให้เด็กนั้นถือแล้วกำชับสั่งว่า เจ้าจงคอยฟังถ้าเรียกว่าเด็กน้อยแล้วจงอย่าได้ออกมาเลย ถ้าเรียกว่าเณรน้อยแล้วจงเปิดประตูตู้มือถือระฆังเฆาะเดินออกมา ปากก็สวดว่า (อะมิโธพุทธะ) จงจำไว้ข้าจะไปก่อนแล้ว เห้งเจียก็กลับเปนแมลงหวี่บินลอดออกมาพูดกระซิบที่หูพระถังซัมจั๋งว่าจงทายว่าเณรน้อย

เฮ้าลัดใต้เซียนจึงเรียกว่า เด็กน้อยในตู้นั้นจงออกมา เรียกเท่าใด ๆ เด็กนั้นก็หาออกมาไม่ พระถังซัมจั๋งพนมมือพูดว่า ในตู้นั้นคือสามเณรน้อย โป๊ยก่ายจึงออกแรงเรียกว่า ในตู้นั้นสามเณรน้อยจงออกมา เด็กน้อยได้ยินเรียกว่าสามเณรน้อย ก็เปิดประตูตู้ออกมา มือถือระฆังปากก็สวดอะมิโธพุทธะ พวกขุนนางทั้งหลายเห็นดังนั้น ต่างก็พร้อมกันสรรเสริญ เต้าหยินทั้งสามก็ตกตลึงปากพูดไม่ออก

พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า พวกพระสงฆ์นี้มีฤทธาอนุภาพมาก แลมีเทพยดาคอยประคับประคองอยู่เสมอ เหตุใดเด็กอยู่ในตู้จึงได้กลายเปนสามเณรน้อยไปได้ ท่านอาจาริย์จงปล่อยให้เธอไปเถิด เฮ้าลัดใต้เซียนทูลว่าขอพระองค์ได้ทรงทราบ ไหน ๆ ก็ได้มาพบผู้มีฝีมือด้วยกันแล้ว แต่เล็กมาข้าพเจ้าก็เคยเล่าเรียนฝึกหัด จะขอลองฝีมือแก่พวกพระสงฆ์อิกสักครั้งหนึ่ง

พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งถามว่า ท่านอาจาริย์จะใคร่ลองฝีมืออย่างไร เต้าหยินทูลว่า พี่น้องข้าพเจ้าทั้งสามคนนี้จะขันตัดศีศะผ่าท้องเอาไส้ออก แลกลับทำให้ดีอย่างเดิมได้ น้ำมันต้มให้เดือดก็ลงไปอาบเล่นได้ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้นก็ตกพระไทย จึงตรัสว่าการทั้งสามอย่างนั้นถึงชีวิตรทั้งนั้น ท่านจะทำไปจะกะไรอยู่ ข้าพเจ้ายังหนักใจมาก เกลือกจะเปนอันตรายดอกกระมัง

เฮ้าลัดใต้เซียนทูลว่า พวกข้าพเจ้ามีความรู้วิชาสามารถจะกระทำได้ จึงได้กล้ากราบทูลพระองค์ดังนี้ ขอพระองค์อย่าได้ทรงพระวิตกเลย พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสแก่พระถังซัมจั๋งว่าอาจาริย์ของข้าพเจ้ายังไม่ยอมให้ท่านไป จะขอลองขันตัดศีศะผ่าห้องอาบน้ำมันที่เดือดกำลังร้อนอยู่

เห้งเจียได้ฟังก็กลับยังรูปเดิมหัวเราะแล้ว ก็ทูลว่าดีแล้ว ๆ ค้าขายมาถึงประตูบ้านแล้ว โป๊ยก่ายถามว่า ทั้งสามอย่างนั้นถึงแก่ชีวิตรทั้งนั้นมิใช่หรือ พี่พูดอะไรมาถึงประตูบ้านข้าพเจ้าคนโง่ยังไม่เข้าใจ เห้งเจียพูดว่า น้องยังไม่รู้ความดีของพี่หรือ คือตัดศีศะขาดแล้วก็ยังพูดได้ ผ่าห้องแบะออกไม่มีรอย น้ำมันต้มกำลังเดือดร้อนๆ อาบได้ไม่ร้อน ของง่ายๆ ไม่ยากอะไรเลย จะได้สะล้างเหงื่อไคลด้วย พูดดังนั้นแล้วจึงเดินเข้าไปทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ข้าพเจ้าเคยเรียนรู้ตัดศีศะได้ ไม่ทราบว่าจะดีหรือไม่ดี บัดนี้จะขันพนันลองดู พระเจ้าแผ่นดินทรงพระสวนแล้วตรัสว่า พระสงฆ์พวกนี้ยังไม่เคย เหตุไฉนจึงอาจลองได้ เฮ้าลัดเต้าหยินจึงทูลว่า เธออยากอย่างนั้นจึงจะได้สมแก่ความแค้นของข้าพเจ้า พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้จัดสนามให้พระสงฆ์ไปตัดศีศะก่อน

เห้งเจียมีความยินดี พนมมือพูดเสียงดังว่า ขอขะมาท่านอาจาริย์เต้าหยิน อย่าถือว่าข้าพเจ้าใจกล้าชิงทำก่อน พูดดังนั้นแล้วก็หันหน้าเดินออกไปที่สนามฆ่า พวกเพ็ชฆาฎก็จับมัดลงแล้วก็ร้องว่าลงดาบ ก็ตัดศีศะหล่นลงทันที แล้วผลักล้มลงกับพื้นดุจตัดแตงโมฉนั้น ศีศะกระเด็นไปห่างกาย แต่ที่ฅอเห้งเจียโลหิตมิได้ไหลออก ได้ยินในท้องร้องเรียกว่าศีศะจงกลับมา ลกลัดเต้าหยินก็รีบร่ายเวทบอกพระภูมิ์เจ้าที่ให้ยึดศีศะเห้งเจียไว้

ฝ่ายพวกเจ้าพระภูมิ์เหล่านั้น เพราะพวกเต้าหยินได้เวทเหงาลุ้ยไว้จึงต้องช่วยเต้าหยิน ก็แอบบังตัวเข้าไปจับศีศะเห้งเจียไว้มิให้ไปติดกับตัว เห้งเจียเรียกอีกคำหนึ่งว่า หัวจงกลับมาหัวนั้นก็ดุจมีรากไม่เขยื้อนไปได้ เห้งเจียก็กำมัดออกแรงสลัดทีหนึ่งเชือกที่มัดก็ขาดหลุดไปสิ้น ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่าให้สูงขึ้น ก็เห็นที่ฅอมีศีศะโผล่ขึ้นมาเหมือนอย่างเดิม

พวกเพ็ชฆาฎเหล่านั้นก็พากันตกตลึงตัวแข็งไปทุกคน ทั้งพวกทหารรักษาองค์ก็พากันตกใจตัวสั่น มีความอุทัจหน้าซีดสลดไปทุกคน แล้วพวกขุนนางข้าราชการแลเพ็ชฆาฎ ก็นำความเข้าไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า เปนการปลาดอรรศจันที่สุด ตัดศีศะขาดแล้วกลับมีศีศะเกิดขึ้นอีกอย่างเดิมได้ กำลังที่พวกขุนนางกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินอยู่นั้นก็เห็นเห้งเจียเดินเข้ามา ร้องเรียกอาจาริย์

พระถังซัมจั๋งดีใจถามว่า มีความลำบากนักหรือเปล่า เห้งเจียว่าไม่มีความลำบากอะไรหามิได้จะลองเล่นดูเท่านั้น พวกพี่น้องต่างก็มีความรื่นเริง พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า พวกพระสงฆ์จงมารับหนังสือ ข้าพเจ้ายกโทษให้จงไปเถิด เห้งเจียทูลว่า หนังสือก็ต้องรับแต่จะต้องให้อาจาริย์เต้าหยิน ออกไปตัดศีศะลองดูก่อน

เฮ้าลัดได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็เดินออกไปยังสนามให้พวกเพ็ชฆาฎจับมัดแล้วฟันฅอศีศะขาดกระเด็นลงกับแผ่นดิน ที่ฅอก็ไม่มีโลหิตออกได้ยินเสียงร้องเรียกว่าศีศะจงกลับมา เห้งเจียเห็นดังนั้นก็รีบถอนขนออกเส้นหนึ่ง ร่ายคาถาเป่าไปก็กลายเปนสุนักข์ตัวหนึ่ง วิ่งเข้าไปในสนามคาบเอาศีศะเต้าหยินนั้นหนีไป วิ่งไปทิ้งที่แม่น้ำน่าตำหนักแพ เต้าหยินเรียกว่าติด ๆ อิกสามคำศีศะนั้นก็ไม่คืนกลับมาเข้าที่ ที่ฅอนั้นก็มีแสงแดงผุดขึ้นบัดเดี๋ยวก็ขาดใจตายล้มลงกับพื้น พวกคนเข้าไปดูก็เห็นเปนเสือสีเหลืองหัวขาดตัวหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงทราบดังนั้นก็ตกประหม่าสิ้นสะติ

ลกลัดอาจาริย์ที่สองทูลว่าพี่ข้าพเจ้าก็สิ้นชีวิตรแล้ว เหตุใดจึงกลายเปนเสือ เหตุทั้งนี้คือพวกพระสงฆ์ทำกลวิชาให้เห็นเปนเสือ ข้าพเจ้าไม่ยอมแพ้จะขอขันทดลอง ผ่าอกควักหัวใจออกให้จงได้ พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังลกลัดเต้าหยินทูลดังนั้นก็ได้สะติ จึงเรียกพระสงฆ์มาบอกว่า อาจาริย์ที่สองจะรับผ่าอกแก่พวกท่าน ๆ จะรับขันสู้หรือไม่ เห้งเจียทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า นานแล้วไม่ได้กินของสุกด้วยไฟ เมื่อวันก่อนเดินมาตามทางพบผู้มีศรัทธาอ้อนวอนให้กินข้าวแจ ก็ได้รับมาหลายครั้ง ทำให้เจ็บท้องมาหลายเวลาแล้ว จะใคร่ยืมมีดของพระองค์มาผ่าท้องเอาไส้ออกล้างให้สอาจ จะได้ไปไซทีนมัศการพระพุทธเจ้า

พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงรับสั่งให้จับเห้งเจียไปยังสนาม เห้งเจียพูดว่าไม่ต้องจับข้าพเจ้าจะไปเอง แล้วเห้งเจียพูดว่าไม่ต้องมัดผูกทั้งสิ้นข้าพเจ้าจะล้างไส้พุงเอง พูดแล้วก็เข้าพิงกับเสาถอดเสื้อผ้าออก แล้วปลิ้นท้องออกพวกเพ็ชฆาฏก็เอาเชือกผูกรัดตัวเข้ากับเสา แล้วเอามีดสั้นแทงพุงเข้ากรีดแหวะออก เห้งเจียก็เอาสองมือควักไส้พุงตับปอดออกทั้งสิ้น ลำดับเปนสิ่ง ๆ ไว้สักครู่หนึ่ง แล้วก็เอากลับคืนเข้าที่ไว้ตามเดิม พระเจ้าแผ่นดินได้เห็นดังนั้นก็ตกพระไทย หยิบหนังสือถืออยู่กับพระหัถตรัสว่า พระสงฆ์ผู้วิเศษจงมารับหนังสือไปเถิดช้าไปจะเสียการ

เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าหนังสือเปนการเล็กน้อย ขอให้อาจาริย์ที่สองออก ไปทดลองตามสัญญาก่อนบ้างให้เห็นจริง พระเจ้าแผ่นดินตรัสแก่ลกลัดอาจาริย์ที่สองว่า เหตุการอันนี้มิใช่การของข้าพเจ้า เปนเพราะอาจาริย์ขันทดลอง แก่เธอเอง จงเชิญออกไปทดลองให้ปรากฎเถิด ลกลัดเต้าหยินทูลว่าขอพระองค์จงวางพระไทยเถิด ข้าพเจ้าไม่ยอมให้แพ้เธอเปนอันขาด ทูลแล้วเต้าหยินก็เดินไปยังสนาม พวกเพ็ชฆาฏจับตัวมัดเอามีดมาแหวะผ่าท้องออก เต้าหยินสองมือควักล้วงไส้พุงออกแล้ว เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ถอนขนเส้นหนึ่งเป่าไปเปนนกแร้งตัวหนึ่ง บินโผลงมาโฉบเอาไส้พุงได้แล้วก็บินหนีไป ไม่รู้ว่าจะไปกินที่ไหน ในท้องเต้าหยินก็ไม่มีไส้พุงตับไตบัดเดี๋ยวก็ขาดใจตาย พวกเพ็ชฆาฎเข้าแก้มัดออกดู เห็นร่างกายกลายเปนกวางขาวไป พวกเพ็ชฆาฎแลขุนนางเห็นปลาดดังนั้นก็ตกใจ จึงนำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าแผ่นดิน ๆ ได้ทรงทราบดังนั้นก็ยิ่งทรงพระวิตกมากขึ้น ตรัสถามว่าทำไมจึงกลายเปนกวางไปได้

เอี๊ยวลัดอาจาริย์ที่สามทูลว่า พี่ข้าพเจ้าตายแล้วกลายเปนกวางนั้นชะรอยพระสงฆ์พวกนี้ทำเล่ห์กลฆ่าพวกข้าพเจ้า เพราะฉนั้นข้าพเจ้าต้องขอแก้แค้นแทนพี่ทั้งสองให้จงได้ พระเจ้าแผ่นดินตรัสถามว่าท่านจะมีวิชาอะไรจึงจะไปขันทดลองแก่เธอเล่า เต้าหยินทูลว่าข้าพเจ้าขอขันสู้ด้วยอาบน้ำมันเดือดร้อน ๆ พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานทำเตาตั้งกะทะใหญ่เอาน้ำมันใส่ติดไฟให้เดือดร้อน แล้วอนุญาตให้ทั้งสองฝ่ายไปทดลองกัน

เห้งเจียทูลว่าข้าพเจ้านี้นานแล้วไม่ได้อาบน้ำล้างตัวเลย มาสองสามวันนี้เนื้อหนังให้แสบคัน มีน้ำมันร้อนดังนี้ชอบใจนัก ครั้นน้ำมันเดือดพล่านแล้วจึงบอกให้เห้งเจียลงไปอาบ เห้งเจียพนมมือถามว่า จะให้อาบซ้ายหรืออาบขวา พระเจ้าแผ่นดินถามว่าอาบซ้ายอย่างไรอาบขวาอย่างไร เห้งเจียทูลว่าซ้ายอาบไม่ถอดเสื้อผ้าลงไปทั้งตัว กลับขึ้นมาเสื้อผ้าก็มิให้เปียกเปื้อน แม้ว่าเปียกเปื้อนสักหยดหนึ่งก็เอาเปนแพ้ ขวาอาบนั้นต้องถอดเสื้อผ้าแต่ตัวเปล่าลงไปอาบแล้วกลับขึ้น พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสถามเอี๊ยวลัดเต้าหยินว่าท่านอาจาริย์จะพอใจให้อาบอย่างไหน เต้าหยินทูลว่าแม้ให้อาบทั้งเสื้อผ้าเกรงจะมียาแก้ร้อน จงให้เธออาบขวาเถิด

เห้งเจียก็ยืนขึ้นพนมมือ พูดว่าขออะนุญาตให้ข้าพเจ้า เพราะทุกครั้งข้าพเจ้าชิงขึ้นก่อน พูดดังนั้นแล้วก็เดินเข้าไปที่ข้างกะทะถอดเสื้อผ้าออกแล้ว ก็กะโดดลงไปในกะทะดำผุดมุดว่ายกลิ้งเกลือกไปมาดุจอาบน้ำเย็น โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็กระดิกลิ้นพูดแก่ซัวเจ๋งว่าพวกอ้ายหลงผิดไม่รู้ว่าอ้ายลิงนี้ มันมีอิทธิฤทธิ์เดชามหานุภาพอย่างนี้เลย พูดสรรเสริญแก่ซัวเจ๋งอยู่ดังนั้น

เห้งเจียเหลือบไปเห็นคนยืนบ่นอยู่ จึงถามว่านั่นพูดนินทาอะไรข้า โป๊ยก่ายหัวเราะแล้วบอกว่าไมได้พูดอะไรดอก เห้งเจียพูดว่ามีวิชาก็ต้องลำบาก ที่ไม่ดีไม่รู้อะไรมันก็ได้สะบาย แล้วนึกว่าจะทำเล่นดูให้พากันตกใจไม่สบายจึงจะได้ คิดดังนั้นแล้วก็ดำมุดหายอยู่ใต้ก้นกะทะ

พวกขุนนางพนักงานเห็นดังนั้น ก็นำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบ บัดนี้พวกสงฆ์ลงอาบน้ำมันนั้นถูกน้ำมันเดือดร้อนหลวกตายเสียแล้ว พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้นก็มีพระไทยยินดี จึงรับสั่งให้เก็บกะดูกขึ้น พวกพนักงานก็เอาสวิงเหล็กลงช้อนไปช้อนมา สวิงนั้นห่างเห้งเจียแปลงเล็กเท่าเมล็ดพุดซาลอดออกนอกสวิง พวกขุนนางจึงมากราบทูลว่าพวกพระสงฆ์นั้นกระดูกอ่อนน้ำมันกินละเอียดไปหมดแล้ว จะเอากระดูกก็มิได้ พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งว่า ยังอีกสามองค์ให้จับไส่ลงต้มเสีย พวกทหารรักษาองค์เห็นโป๊ยก่ายหน้าตาดุร้ายก็ตรงเข้าจับก่อน

พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ขอพระองค์จงผ่อนให้อาตมภาพสักชั่วโมงหนึ่ง ด้วยสานุศิษย์คนนี้ ตั้งแต่สามิภักดิ์มา ก็มีความขอบมาก บัดนี้มาทำการข้ามเกินท่านอาจาริย์เต้าหยินตายอยู่ในกะทะนั้น อาตมภาพก็ไม่คิดอยากจะเปนอยู่ แต่ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้เข้าถ้วยเกลือเม็ดหนึ่ง พอได้ในการเส้นไหว้ที่กะทะนั้นแล้ว อาตมภาพกับศิษย์ก็จะยอมตายตามโทษานุโทษ

พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า เมืองใต้ถังมีคนดีที่มีความกะตัญญูมาก จึงรับสั่งให้จัดเข้าเกลือมาให้ตามที่เธอขอร้อง พระถังซัมจั๋งบอกให้ซัวเจ๋งยกไปตั้งที่ข้างกะทะแล้ว ก็จุดธูปเทียนรินสุรารินน้ำแล้ว พระถังซัมจั๋งยืนอยู่ข้างกะทะพรรณาร้องเรียกว่า เห้งเจียตั้งแต่เข้ามาสามิภักดิสมาทานถือฝ่ายพระพุทธสาศนารักษาอาตมภาพจะไปยังไซที มีบุญคุณนั้นลึกล้ำเหลือที่จะคณะนา ก็ปราถนาจะให้สำเร็จแก่มรรคผล ไม่รู้เลยว่า จะมาสิ้นชีวิตรเสียในเวลานี้ เมื่อเปนผู้ตั้งจิตรอันชอบแล้ว แม้ตายไปก็จงตั้งใจถึงพระพุทธเจ้า อันวิญญาณสักสิทธ์ แม้อยู่ไกล้ใกลจงมารับเถิด

โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้น จึงพูดว่าอาจาริย์พรรณาอย่างนั้นไม่ถูกไว้ข้าพเจ้าจะอ้อนวอนเส้นเอง โป๊ยก่ายก็คุกเข่ากับพื้นบอกให้ซัวเจ๋งรินเหล้าแทน โป๊ยก่ายพูดด้วยโทโสว่า อ้ายหาเหตุอ้ายลิงระยำ อ้ายไม่รู้จักตาย อ้ายเป๊กเบ๊อุน สิ้นชาติลิงเท่านี้ หมดรากเง่าเป็กเบ๊อุนแล้วอ้ายฉิบหายตายโหงจงมารับเครื่องเส้นเถิด

ฝ่ายเห้งเจียกบดานอยู่ก้นกะทะ ได้ยินโป๊ยก่ายด่าแช่งดังนั้นก็อดไม่ได้ ก็แปลงกลับรูปเดิมผุดขึ้นมายืนกลางกะทะ ถามว่าอ้ายชาติหมู อ้ายกินรำมึงด่าว่าใคร พระถังซัมจั๋งเห็นเห้งเจียก็ดีใจ จึงพูดว่าเห้งเจียอย่าทำให้อาตมภาพตกใจเลย ขุนนางใหญ่น้อยเห็นดังนั้นก็นำความมากราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบพวกพระสงฆ์นั้นไม่ตายอยู่ก้นกะทะผุดขึ้นมาแล้ว ครั้นทูลดังนั้นแล้วก็เกรงจะผิดจึงทูลต่อไปว่า เห็นจะตายแล้ว แต่หากจะเปนปิศาจกลับผุดขึ้นมาเปนแน่

เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็โกรธ กระโดดออกจากกะทะชักกระบองออกจากหู ตรงมาตีขุนนางพนักงานทีหนึ่งก็น่วมอยู่กับพื้น แล้วพูดว่าเราเปนลิงเปนปิศาจที่ไหน ขุนนางเหล่านั้นก็ตกใจรีบแก้มัดโป๊ยก่ายออก ต่างพากันคุกเข่าลงคำนับขอโทษ เจ้าแผ่นดินลงจากพระแท่นจะหนีเห้งเจียเข้ายึดไว้ พูดว่าพระองค์ไม่ต้องหนีจงรับสั่งให้เต้าหยินอาจาริย์ที่สามลงกะทะไปอาบน้ำมัน พระเจ้าแผ่นดินไม่เปนสมประดี พระกายสั่นระริกระรัวไป แขงพระไทยเรียกว่าพระอาจาริย์ช่วยข้าพเจ้าด้วย จงรีบลงกะทะน้ำมันโดยเร็วอย่าให้พระสงฆ์ติข้าพเจ้าเลย

เอึ๊ยวลัดอาจาริย์ที่สาม ก็เดินไปยังที่กระทะทำตามอย่างเห้งเจียถอดเสื้อผ้าออกแล้วก็กระโดดลงไปในกระทะ เห้งเจียก็เดินแอบมาที่ข้างกะทะ เอามือจุ่มในน้ำมันดูก็ไม่ร้อนดุจน้ำเย็นฉนั้น เห้งเจียคิดขึ้นได้ว่าเห็นจะมีเล่งอ๋องที่ไหนมาช่วยเปนแน่ น้ำนี้จึงได้เย็นไปคิดดังนั้นแล้ว ก็เหาะขึ้นไปบนอากาศร่ายคาถาเรียกเล่งอ๋องสมุททิศอุดรมาทันใด ถามว่าทำไมจึงช่วยทำน้ำมันในกะทะให้เย็น อาจาริย์เต้าหยินจะเอาชะนะเราได้ฉนี้

เล่งอ๋องตกใจคำนับแล้วพูดว่า ท่านจงทราบเถิดข้าพเจ้ามาช่วยเองไม่ได้ ท่านยังไม่ทราบมันคือสัตว์แพะตั้งความเพียรปฏิบัติได้เปลี่ยนแปลงถอดรูปได้ แต่เธอได้ยินเหงาลุ้ยนั้นจริง นอกนั้นเปนส่วนไสยสาตร์ไม่จริง ที่สองคนก่อนใต้เซียได้ทำลายเสียแล้ว ยังอิกคนหนึ่งนี้ มันฝึกเล่งอ๋องทำให้น้ำมันเย็นนั้น มันฬ่อลวงชาวชนทั้งหลายให้หลงเชื่อมันทั้งสิ้น แม้ว่าข้าพเจ้าเก็บมังกรเย็นเสียแล้ว เนื้อหนังมันก็จะละเอียดไปหมด จะอวดเก่งแก่ใครได้ต่อไปอิกเล่า เห้งเจียจึงสั่งพระยาเล่งอ๋องว่า จงรีบไปเก็บมังกรเย็นเสียโดยเร็ว พระยาเล่งอ๋องก็บันดารลมพยุลงมาจับมังกรเย็นนั้นกลับไปยังทะเล เห้งเจียก็ลงมายืนอยู่ริมกะทะน้ำมันคอยพิจารณาดู

ฝ่ายเต้าหยินอยู่ในกะทะกลิ้งเกลือกโลดเต้นไปมา ประเดี๋ยวก็ล้มลงหนังเนื้อก็ลอกออกทั้งสิ้น พวกขุนนางพนักงานเห็นดังนั้น ก็นำความขึ้นกราบทูลว่า บัตรนี้อาจาริย์ที่สามนั้นตายในกระทะน้ำมันแล้ว

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ