๔๒

ฝ่ายทหารปิศาจทั้งหกออกจากถ้ำ ก็หมายตรงไปยังทิศตวันตกเฉียงใต้ เห้งเจียก็คิดในใจว่า ปิศาจอั้งฮั้ยยี้จะให้พวกเหล่านี้ไปเชิญบิดามันมากินเนื้ออาจาริย์เรา บิดามันคืองู้หม้ออ๋อง ๆ เดิมก็ผูกสมรรคเปนมิตรสหายกับเรา มาบัดนี้เราเข้าหาที่ชอบแล้ว งู้หม้ออ๋องยังเปนมิจฉาทิฐิอยู่ ถึงจากกันไปนานก็จริงแต่ยังจำกิริยาอาการกันได้อยู่ อย่าเลยเราจะแปลงเปนงู้หม้ออ๋อง หลอกมันดูสักคราวหนึ่ง ดูจะเปนประการใด เห้งเจียบินขึ้นหน้าปิศาจทั้งหกประมาณสักห้าสิบเส้นแล้ว ก็ไหวกายแปลงเปนรูปงู้หม้ออ๋อง แล้วถอนขนออกสี่ห้าเส้นแปลงเปนคนใช้ห้าคนอยู่ในเนินเขาทำเปนกิริยาไล่เนื้อป่า คอยปิศาจทั้งหกอยู่ในป่านั้น

ฝ่ายพวกปิศาจทั้งหกตนกำลังเดินมา แลไปเห็นงู้หม้ออ๋องนั่งอยู่ท่ามกลางเฮงอั้งเฮ้ง เฮ้งอั้งเฮง ทั้งสองก็คำนับแล้วคุกเข่าลงกับพื้นพูดว่าท่านเล่าใต้อ๋องอยู่ในที่นี้ ปิศาจหุ้นลี้บู๊ บู๊ลี้หุ้น กิมยู่ฮ้วย ข่วยยู่ฮองทั้งหกตนก็มาคำนับคุกเข่าลงพร้อมกัน พูดว่าพวกข้าพเจ้านี้เซียเองใต้อ๋องบุตรของท่านให้มาเชิญเล่าใต้อ๋องไปกินเนื้อถังซัมจั๋งให้อายุยืนยาว เห้งเจียจึงบอกว่าพวกเจ้าจงลุกขึ้นเถิด จะกลับไปแต่งตัวแล้วจึงค่อยไป

ปิศาจทั้งหลายคำนับแล้วพูดว่า ขอใต้อ๋องดูพอสมควรไม่ต้องกลับไปก็ได้ ขอเชิญท่านไปเดี๋ยวนี้เถิด เห้งเจียหัวเราะพูดว่าถ้ากระนั้นก็ไปเถิด พวกเจ้าจงออกนำทางก่อนเราจะตามไป

ปิศาจทั้งหกก็เตรียมตัวแขงแรง ออกร้องตวาดนำทางไป เดินมาสักครู่ใหญ่ก็ถึง ปิศาจกิมยู่ฮ้วย ข่วยยู่ของทั้งสองนี้ ก็เดินเข้าไปในถ้ำก่อน บอกว่าใต้อ๋องได้ทราบ บัดนี้เล่าใต้อ๋องมาแล้ว อั้งฮั้ยยี้ใต้อ๋องได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ พูดว่าพวกเจ้าเอาใจใส่ดีไปมาโดยเร็ว ในทันใดนั้นก็สั่งพวกพนักงาน จัดกันให้เปนหมู่เปนหมวดไปรับใต้อ๋อง ครั้นจัดเสร็จแล้ว อั้งฮั้ยยี้ก็ออกมายังประตูถ้ำ เห้งเจียครั้นมาถึงก็ทำหน้าชื่นบาลเดินเข้าไปในถ้ำขึ้นนั่งอยู่ท่ามกลาง อั้งฮั้ยยี้ก็มาคุกเข่าพูดว่าบิดาข้าพเจ้าขอทำเคารพ เห้งเจียพูดว่าลูกไม่ต้องไหว้ อั้งฮั้ยยี้ทำเคารพสี่ทีแล้ว ก็ลุกขึ้นยืนอยู่ เห้งเจียถามว่าลูกของพ่อ เจ้าให้คนไปเชิญบิดามาจะมีกิจธุระอย่างไรหรือ อั้งฮั้ยยี้ก็ย่อกายพูดว่า ลูกไม่มีฝีมืออะไร เมื่อวันวานนี้จับได้ถังซัมจั๋ง ที่มาจากเมืองใต้ถัง คือเธอบวชปฏิบัติมาสิบชาติแล้ว แม้ว่าผู้ใดได้กินเนื้อเธอสักก้อนหนึ่ง อายุจะยืนยาว ลูกไม่อาจกินเอง จึงเชิญบิดามาเพื่อจะได้กินกับลูก

เห้งเจียได้ฟังก็ทำตกใจ ถามว่าไหนถังซัมจั๋งอยู่ที่ไหน อั้งฮั้ยยี้ตอบว่าถังซัมจั๋งที่จะไปไซทีนั้น เห้งเจียถามว่าถังซัมจั๋งที่เปนอาจาริย์ของเห้งเจียนั้นหรือ อั้งฮั้ยยี้ตอบว่านั่นและ เห้งเจียทำเปนโบกมือสั่นศีศะแล้วพูดว่า อย่าไปทำวุ่นวายแก่เขา ๆ ซึงเห้งเจียนั้นคือน้องเปนมิตรสหายของบิดาได้สาบาลผูกรักกันไว้ ลูกยังไม่รู้จักเธอ เธอมีฤทธาอานุภาพกว้างใหญ่นัก เปลี่ยนแปลงกายได้หลายประการนัก เธอเคยได้ขึ้นไปประจนบนสวรรค์ เง็กเซียงฮ่องเต้ให้พลทหารเทพบุตรสิบฟมื่นไปต่อสู้แก่เธอ ยังจับเธอหาได้ไม่ ลูกทำไมจึงอาจกินเนื้ออาจาริย์ของเธอเล่า จงรีบปล่อยคืนไปเสียเถิดอย่าได้เกี่ยวข้องแก่ลูกลิงนี้เลย จะเกิดวุ่นวายขึ้น แม้ว่าเธอสืบรู้ว่ากินเนื้ออาจาริย์เธอแล้ว เธอก็ไม่ต้องรบพุ่งด้วยเจ้า เธอเอากระบองวิเศษมางัดเอาภูเขานี้ก็จะพินาศไปทั้งสิ้น ลูกจะไม่มีที่อาไศรย บิดาจะได้อาไศรยใครเมื่อแก่เล่า

อั้งฮั้ยยี้ว่าทำไมบิดาจึงพูดดังนั้น ให้เสียอำนาจของเราไปกระทำให้เขามีความกำเริบได้ ซึงเห้งเจียเคยต่อสู้แก่ลูกสองครั้งแล้วก็ไม่เห็นมีความปลาดอะไร ครั้งที่หนึ่งลูกได้ปล่อยไฟเผาก็ล่าหนีไปครั้งหนึ่ง ครั้งที่สองไปหาพระยาเล่งอ๋องเอาน้ำมาช่วยก็ดับไฟไม่ลง ถูกลูกเอาไฟเผาจนมืดมัวสิ้นสะติก็หนีไป แล้วให้โป๊ยก่ายไปเชิญพระกวนอิมมาช่วย ลูกก็แปลงเปนพระกวนอิม จับโป๊ยก่ายใส่ถุงวิเศษแขวนอยู่นั้น เมื่อเช้านี้ก็ทำอึกกระทึกลูกให้บริวารน้อยออกไปจับตัว เห้งเจียก็วิ๋งหนีทิ้งเป๋าไว้เป๋าหนึ่ง จึงได้ไปเชิญบิดามาพิเคราะห์ดูถังซัมจั๋งนั้นควรจะต้มกิน

เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ทำเปนหัวเราะแล้วพูดว่า ลูกรู้แต่ไฟภาคเผาเท่านั้น หารู้ว่าเธอมีฤทธิ์เปลี่ยนแปลงได้ถึงเจ็ดสิบสองอย่าง อั้งฮั้ยยี้พูดว่า ต่อให้เธอเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ลูกก็คงจะรู้ได้ลูกคิดดูเธอไม่อาจจะมาเปนแน่ เห้งเจียว่าแม้ว่าลูกรู้ได้ เธอก็หาแปลงเปนเสือช้างอย่างนั้นไม่ เธอจะแปลงเปนแมลงวันแมลงหวี่ตัวเล็กน้อยต่าง ๆ อย่างนี้ แลแปลงเหมือนแก่รูปบิดาอย่างนี้ลูกจะรู้อย่างไรได้ อั้งฮั้ยยี้พูดว่าอย่างนั้นไม่ต้องเปนทุกข์ ถึงจะใจเหล็กใจทองแดงเปนอันขาดไม่กล้ามา เห้งเจียว่าอย่างนั้น ลูกก็มีฝีมือฤทธาอานุภาพกินเนื้อถังซัมจั๋งได้แล้ว แต่ขัดด้วยบิดากินไม่ได้เปนแน่ อั้งฮั้ยยี้จึงถามว่า เหตุใดจึงจะกินไม่ได้เล่า เห้งเจียพูดว่าด้วยบัดนี้บิดาอายุก็มากแล้ว มารดาเจ้าอ้อนวอนให้บิดาทำการกุศลบ้างบิดาคิดดูไม่รู้ว่าจะทำประการใด จึงกินแจเปนทางกุศล

อั้งฮั้ยยี้ถามว่าไม่ทราบว่าบิดาจะกินแจจนชีวิตรหาไม่หรือ หรือว่ากินมีกำหนดปีเดือน เห้งเจียตอบว่าแจนั้นไม่มีกำหนดปีเดือนเรียกว่าแจรามสูรทุกเดือนมีสี่วัน อั้งฮั้ยยี้ถามว่าสี่วันอะไร เห้งเจียตอบว่า คือวันซามซินวันนี้ถูกวันซินอิ๋วก็ถึงวันที่ถือแจ แลไม่รับแขก ไว้วันพรุ่งนี้เช้าบิดาจะไปดูขัดล้างต้มขึ้นกินกันจึงจะดี อั้งฮั้ยยี้ปิศาจได้ฟังดังนั้น ก็ตรึกตรองอยู่ในใจ พูดว่าบิดาทุกวัน ๆ เอาเนื้อเปนภักษาหารมาจนบัดนี้อายุได้พันปีกว่าแล้ว ทำไมจึงกลับกินแจอย่างนี้ ก็สามสี่วันเท่านี้จะแก้โทษที่ทำบาบกรรมได้หรือ คำนี้พูดออกมาก็น่าสงไสย จึงผุดลุกออกไปข้างนอก เรียกปิศาจทั้งหกมาถามว่าพวกเจ้าไปเชิญบิดาที่ไหนมา ปิศาจเหล่านั้นบอกว่าพวกข้าพเจ้าไปพบที่กลางทาง อั้งฮั้ยยี้พูดว่า ข้าถามว่าพวกเจ้าทำไมมาเร็วนัก จะมิได้ไปถึงที่ถ้ำหรือ พวกปิศาจเหล่านั้นบอกว่า มิได้ไปถึงพบเข้าที่กลางทางก็พามา อั้งฮั้ยยี้ได้ฟังดังนั้น พูดว่าเห็นจะผิดเสียแล้ว จะมิใช่บิดาแล้ว

ปิศาจน้อยจึงพูดว่า บิดาของใต้อ๋องจะจำไม่ได้หรือ จึงมาสงไสยดังนี้ อั้งฮั้ยยี้พูดว่าพิจารณาดูลักษณะกิริยาก็ไม่ผิด แต่คำพูดแผลงไปไม่ตรงกัน เราวิตกว่าจะมิใช่ กระนั้นพวกเจ้าไปเตรียมสาตราอาวุธให้พรักพร้อม เราจะกลับเข้าไปถามใหม่ ถ้าโต้ตอบไม่ตลอดพวกเจ้าพร้อมกันลงมือ พวกปิศาจบริวารก็จัดแจงตระเตรียมตามคำสั่งของใต้อ๋องไว้พร้อมทุกประการ อั้งฮั้ยยี้เดินกลับเข้าไปข้างใน จึงเคารพเห้งเจียแล้ว เห้งเจียบอกว่าอยู่บ้านลูกไม่ต้องเคารพทำไมบ่อย ๆ จะมีธุระอะไรลูกจงบอกไป อั้งฮั้ยยี้คุกเข่าพนมมือพูดว่า ขอบิดาได้ทราบ ข้อหนึ่งเชิญบิดามากินเนื้อถังซัมจั๋ง ข้อสองลูกจะขอถามบิดา เพราะเมื่อวันก่อนลูกไปพบซินแสเตียวเต้าเหลง เธอเห็นลักษณลูกได้ส่วนตามตำรา เธอจึงถามลูกซึ่งปีเดือนวันเวลา เพราะลูกอายุยังเยาว์จำจะไม่แน่นอน ซินแสนั้นจะใคร่ดูให้ลูก เพราะลูกจะถามบิดาถึงความข้อนี้ เพื่อจะได้จดจำจารึกไว้ ทีหลังปะซินแสจะได้ให้เธอดูให้ลูก

เห้งเจียได้ฟังดังนั้น ก็นึกหัวเราะในใจ นึกในใจว่าอ้ายปิศาจมันซอกแซกหาความถาม ซึ่งการบ้านเรือนสั้นยาวดังนี้ เราก็จะตอบได้ อันถามวันเดือนปีอย่างนี้ที่ไหนจะตอบได้ เห้งเจียก็ไม่หวั่นหวาดอะไร นั่งเฉยอยู่ท่ามกลางหัวเราะดีใจ จึงบอกว่าลูกจงลุกขึ้นเถิด พูดว่าอันบิดานี้อายุก็มากชราอยู่แล้ว มีธุระการมากก็หาได้จำไว้ไม่ ไว้พรุ่งนี้กลับไปบ้านถามมารดาเจ้าดูก็รู้ได้ อั้งฮั้ยยี้ว่า บิดาทุก ๆ วันเอาโป๊ยยี่ของข้าพเจ้าพูดว่าอายุยืนเท่าฟ้า ทำไมมาวันนี้จึงได้ลืมไป จะมีอย่างนี้หรือ ถ้าดังนั้นก็เก๊แน่แล้วอั้งฮั้ยยี้ก็ร้องว่า (เอา) คำเดียวเท่านั้น พวกปิศาจน้อยก็พากันตรูขึ้นล้อมเห้งเจีย ระดมตีฟันแทง เห้งเจียก็ชักกระบองกายสิทธิ์ออกรบรับ แล้วแปลงกายกลับเปนรูปเดิม พูดแก่อั้งฮั้ยยี้ว่า มึงทำไมไม่มีธรรมเนียม อ้ายลูกมาตีพ่ออย่างนี้มีที่ไหน อั้งฮั้ยยี่ได้ฟังดังนั้น ก็มีความอายไม่รู้ว่าจะพูดโต้ตอบประการใดได้ เห้งเจียก็บันดาลเปนแสงสว่าง หนีออกจากถ้ำมือถือกระบองหัวเราะกากใหญ่ข้ามห้วยเดินมา ซัวเจ๋งเห็นก็เดินออกมารับ ถามว่าพี่ไปช้าครึ่งวันแล้วมีความยินดีหัวเราะ เห็นจะแก้อาจาริย์ออกมาได้แล้วหรือ เห้งเจียว่าถึงจะแก้อาจาริย์ออกยังไมได้ก็จริง แต่พี่ได้อยู่เหนือลมพักหนึ่ง

ซัวเจ๋งถามว่าอะไรเหนือลม เห้งเจียจึงเล่าความที่ได้เปนมาให้ซัวเจ๋งฟัง ซัวเจ๋งว่าพี่ได้เหนือลม น้องเกรงว่าชีวิตรอาจาริย์จะไม่คงอยู่ได้ เห้งเจียว่าอันข้อนั้นไม่ควรจะต้องทุกข์ พี่จะไปนิมนต์พระโพธิสัตว์มาช่วย ซัวเจ๋งพูดว่าพี่ยังเจ็บอยู่มิใช่หรือ เห้งเจียบอกว่าหายแล้ว พูดดังนั้นแล้วเห้งเจียก็เหาะขึ้นบนเวหาไปยังน่ำไฮ้ ตรงมายังที่เขาโละแก่ซัวเข้าไปหาพระกวนอิม ครั้นถึงก็คุกเข่าลงนมัศการ พระโพธิสัตว์ถามว่าเห้งเจียมาทำไม มีกิจธุระสิ่งใดหรือ เห้งเจียยกเอาความที่เปนมาเล่าให้พระโพธิสัตว์ฟังทุกประการ พระโพธิสัตว์ว่า ปิศาจมีไฟภาคอย่างนั้น ทำไมจึงไม่รีบมาบอกก่อน เห้งเจียว่าข้าพเจ้าก็อยากจะมาบอก แต่ไปถูกฤทธิ์ไฟของปิศาจเผาป่นปี้ ได้ความเจ็บป่วยจึงมามิได้ แต่ได้ใช้ให้โป๊ยก่ายมา พระโพธิสัตว์พูดว่า ไม่เห็นโป๊ยก่ายมา เห้งเจียว่าโป๊ยก่ายยังมิได้มาจริง เพราะอ้ายปิศาจมันแปลงเปนพระโพธิสัตว์ หลอกจับโป๊ยก่ายใส่ถุงไว้ บัดนี้ยังแขวนอยู่ในถ้ำ จะใคร่ต้มกิน

พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น ก็โกรธพูดว่าอ้ายปิศาจเขาทิ้ง มันอาจสามารถแปลงเปนรูปอาตมได้ พูดดังนั้นแล้วจึงเอาขวดมะนีคว่างไปในทะเล เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ตกใจ พูดว่าพระโพธิสัตว์ใจร้อนยังไม่หมด เราเล่าเรื่องปิศาจให้ฟังซึ่งร้ายแลดี เธอเอาขวดมะนีกว่างไปดังนี้ น่าเสียดายจริง ๆ ถ้ารู้ดังนี้เรารับเอาก่อนจะมิดีหรือ พูดยังไม่ขาดคำก็เห็นในทะเลเปนคลื่นละลอกขึ้นมา มีเต่าตัวหนึ่งที่หลังถูกขวดมะนีวิเศษ คลานขึ้นมาที่ตรงหน้าพระโพธิสัตว์ เห้งเจียเห็นดังนั้น ก็นึกหัวเราะแต่ในใจพูดว่า หมายว่าจะมิได้เห็นขวดมะนีแล้ว จะใคร่ตามเอาขวด พระโพธิสัตว์ถามว่าเห้งเจียพูดว่ากระไร เห้งเจียตอบว่ามิได้พูดว่ากระไร จึงพระโพธิสัตว์บอกให้เห้งเจียหยิบขวดมะนีขึ้นมานี่ เห้งเจียจึงเข้าไปยกขวดก็มิได้ขึ้นเลย แลทั้งมิได้ขะเยื่อนเท่าเส้นผม เห้งเจียวางขวดเดินมาคำนับพระโพธิสัตว์ บอกว่าขวดนั้นข้าพเจ้ายกไม่ไหว พระโพธิสัตว์ถามว่าขวดเล็กนิดเดียวทำไมจึงยกไม่ขึ้น เห้งเจียไม่รู้หรือ ทุกวันมีแต่ขวดเปล่า วันนี้คว่างลงไปในทะเล ตัวจะมีกำลังสักเท่าใดจึงจะยกทะเลไหว เพราะฉนั้นจะเอากำลังมายกจึงมิได้ขะเยื่อนได้ เห้งเจียยกมือขึ้นนมัศการ แล้วพูดว่าข้าพเจ้ามิได้ทราบเลย

พระโพธิสัตว์เดินลงไปเอามือขวายกขึ้นเบา ๆ แล้วก็วางลงไว้ในฝ่ามือข้างซ้าย เต่าตัวนั้นก็ยกศีศะคำนับแล้วก็คลานลงน้ำไป พระโพธิสัตว์จึงนั่งลงบนแท่น เรียกเห้งเจียมาพูดว่าขวดน้ำนี้ กับน้ำพระยานาคเล่งอ๋องไม่เหมือนกัน น้ำขวดนี้กับไฟภาคของปิศาจนั้นดับกันได้ดังประสงค์ จะให้เห้งเจียเอาไปก็จะยกไม่ไหว จะให้นางเล่งนึ้งเอาไปกับเห้งเจีย เห้งเจียมักจะหลอกหลอนคน หรือบางทีจะเห็นว่านางเล่งนึ้งของอาตมสวยงาม แลขวดวิเศษนี้ถ้าเห้งเจียเอาไปแล้วจะไปตามที่ไหน เห้งเจียจงให้สิ่งของอันใดไว้เปนสำคัญจึงจะได้

เห้งเจียจึงพูดว่าน่าสงสารตัวข้าพเจ้า พระโพธิสัตว์ทำไมจึงคิดสงไสยไปดังนี้ ในตัวของข้าพเจ้านี้มีหรือสักสิ่งหนึ่ง มีผ้าแพรผืนนี้ก็เปนของพระอาจาริย์ใหญ่ กระบองนี้จะไปไหนก็สำหรับตัวที่จะได้ต่อสู้แก่สัตรู บนศีศะหรือก็มีแต่มงคลทอง ข้าพเจ้าจะขอเอาสิ่งนี้เปนมัดจำ ขอท่านได้ภาวนาคาถาถอดออกเถิด พระโพธิสัตว์พูดว่าเห้งเจียใจเจ้าจะใคร่ได้แต่ความสบาย อาตมาจะขอเอาขนรักษาชีวิตรที่ท้ายทอยนั้นหนึ่งเส้นเท่านั้นจะเอาไว้เปนมัดจำ เห้งเจียพูดว่าอันขนเส้นนี้ก็ของท่านให้ จะถอนเส้นหนึ่งก็วิตกว่าจะพังตามกันลงมาหมด จะเอาอะไรมารักษาชีวิตรต่อไป

พระโพธิสัตว์จึงด่าว่าอ้ายลูกลิงแต่ขนเส้นหนึ่งยังถอนไม่ได้ นางเล่งนึ้งก็ยากที่จะปล่อยให้ไปได้ เห้งเจียพูดว่าท่านมีความสงไสยมากไป แม้ไม่เห็นแก่สงฆ์ก็จงเห็นแก่พระพุทธสาศนาเถิด ขอท่านได้ไปช่วยแก้ให้อาจาริย์ข้าพเจ้าออกพ้นจากปิศาจด้วยเถิด พระโพธิสัตว์มีความยินดีจึงเดินออกมาจากสำนัก บอกแก่เห้งเจียให้ข้ามทะเลไปก่อน เห้งเจียคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าไม่อาจทำต่อหน้าท่านจะเปนการอวดดีไป เพราะหกขะเมนนั้นดูกิริยาไม่น่าดู วิตกเกรงจะเปนความผิด พระโพธิสัตว์จึงให้เสียนใช้เล่งนึ้งไปเก็บใบบัวมาใบหนึ่ง ทิ้งลงในน้ำแล้วบอกให้เห้งเจียขึ้นยืนบนใบบัวจะทนได้หรือไม่ เห้งเจียพูดว่าใบบัวเท่านั้นท่านจะให้ข้าพเจ้าขึ้นยืนเหยียบ ใบบัวจะทานได้หรือ พระโพธิสัตว์จึงพูดว่าเห้งเจียจงขึ้นลองดูที เห้งเจียก็ขึ้นเหยียบใบบัวก็ลอยอยู่ดุจเรือสำเภาอย่างใหญ่ เห้งเจียดีใจพูดว่าใบบัวนี่ทานตัวข้าพเจ้าไหว

พระโพธิสัตว์พูดว่าถ้าใบบัวทานตัวท่านได้แล้ว ให้เห้งเจียข้ามไปเถิด เห้งเจียพูดว่าไม่มีถ่อแจวแลใบจะข้ามไปอย่างไรได้เล่า พระโพธิสัตว์บอกว่าไม่ต้องพายแจวแลถ่อค้ำลมพัดดอก ท่านจงบันดานให้เปนลมพัดไปทีหนึ่งก็จะข้ามพ้นมหาสมุทใหญ่ เห้งเจียกระโดดขึ้นบนบกแล้วหัวเราะพูดว่า พระโพธิสัตว์ทำอะภินิหารจับเราให้ไปมาก็ได้ไม่ต้องป่วยการแรงสักนิดเดียว

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ปาฏิหารออกจากเขาเพ้าท่อซัว สั่งให้ฮุยไง้ไปดาวดึงขอยืมอาวุธวิเศษบิดาเจ้าทีกังสามสิบหกอันจะต้องการใช้ ฮุยไง้คำนับแล้วก็เหาะไป บัดเดี๋ยวก็เอามีดวิเศษกลับมาถึง ส่งมีดทีกังให้แก่พระโพธิสัตว์ ๆ จับดูแล้วก็โยนขึ้น ร่ายพระคาถาเป่าไปมีดนั้นก็กลายเปนกลีบบัวรวมกันประดับเปนแท่น พระโพธิสัตว์ก็ขึ้นนั่งบนแท่นแล้ว จึงบันดานให้ไปยังเขา (พ้อซัว) พระโพธิสัตว์ก็หยุดลอยอยู่บนอากาศ จึงร่ายพระคาถาเรียกพระภูมิ์เจ้าที่เจ้าเขาว่าท่านทั้งหลายอย่ามีความสดุ้งตกใจกลัว วันนี้อาตมจะมาจับปิศาจร้าย จงมาห้อมล้อมช่วยกันกวาดล้างให้พวกผีปิศาจเหล่านี้ราบคาบสิ้นเชิง จงขับไล่พวกสัตว์ต่าง ๆ ออกไปให้พ้นในสามโยชน์ เจ้าทั้งหลายรับคำสั่งพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ไปจัดการเตรียมไว้เสร็จบัดเดี๋ยวก็กลับมา

ส่วนพระโพธิสัตว์จึงเอาขวดมะนีวิเศษ เทออกเสียงดังดุจฟ้าร้อง เห้งเจียเห็นดังนั้นก็นึกสรรเสริญในใจว่า อย่างนี้แลจริงแท้ว่ามเมตากรุณามุทิตาอุเบกขาจริง พระโพธิสัตว์จึงเรียกเห้งเจียให้ยื่นมือออกมา เห้งเจียก็ยื่นมือซ้ายออกมา พระโพธิสัตว์ก็หยิบกิ่งสนจุ้มน้ำมนต์แล้วเขียนอักขระลงกลางใจมือเห้งเจีย คือตัว (บี๊) แปลว่าเคลิบเคลิ้ม พระโพธิสัตว์บอกเห้งเจียให้กำมือไว้ ไปชวนปิศาจอั้งฮั้ยยี้ให้ออกรบทำแพ้อย่าเอาชะนะฬ่อให้ออกมาถึงที่อาตมอยู่ อาตมภาพจะจับมันเอง เห้งเจียรับคำสั่งแล้วก็เดินมายังประตูถ้ำร้องเรียกอั้งฮั้ยยี้ ปิศาจพวกเฝ้าประตูก็วิ่งเข้าไปบอกอั้งฮั้ยยี้ว่าเห้งเจียมาอิกแล้ว อั้งฮั้ยยี้บอกให้ปิดประตูแล้วพูดว่าอย่าไปธุระแก่มัน

เห้งเจียร้องเรียกอิกแล้วพูดว่า อ้ายลูกน้อยมึงไล่พ่อออกมาแล้ว ทำไมไม่เปิดประตูออกมาสู้กันเล่า ปิศาจน้อยวิ่งเข้าไปบอกอีกว่า เห้งเจียมาร้องด่าท้าทายอยู่ที่นอกประตู ปิศาจอั้งฮั้ยยี้ว่าชั่งมัน เห้งเจียเห็นช้าก็โกรธ ชักไม้กระบองออกจากหูกระทุ้งประตูพังทะลายลงไปทั้งสิ้น ปิศาจเห็นประตูพังลงไปดังนั้นก็บันดารโทสะมือถือทวนเดินออกมา พอแลเห็นเห้งเจียก็ด่าว่าอ้ายลิงอายุมากแล้วไม่รู้จักอะไร มาตีประตูของเราให้ล้มไปดังนี้ จะจับโทษอะไรหรือ เห้งเจียว่าอายลูกของพ่อก็มึงไล่ออกมานอกประตู มึงจะคาดโทษอะไรแก่กูเล่า อั้งฮั้ยยี้โกรธเอาทวนแทงหมายตรงท้องเห้งเจีย ๆ เอาตระบองปัดแล้วทำล่าถอยหนีออกมา ปิศาจยืนหยุดพูดว่า เราจัดล้างถังซัมจั๋งไว้แล้ว เพื่อจะได้ต้มแกล้มเหล้า ทำไมเอ็งวิ่งหนีไปเล่า เห้งเจียพูดว่าอ้ายลูกของพ่อ บนฟ้ามองดูเอ็งอยู่แล้ว เอ็งจงไล่ออกมาเถิด ปิศาจได้ฟังดังนั้น ก็ยิ่งโกรธดุจไฟกัลป์ ตวาดด้วยเสียงอันดังแล้วก็รุกไล่ออกมาทันที เห้งเจียต่อสู้ได้สองสามเพลงก็ทำถอยหนี

ฝ่ายอั้งฮั้ยยี้ก็หารู้ว่าเปนกลอุบายไม่ ถือทวนไล่ตามออกมาอิก เห้งเจียก็ทอดกระบองล่าหนีมา จึงเอามือที่พระโพธิสัตว์เขียนอักขระสยายปรายออก ปิศาจอั้งฮั้ยยี้ก็ให้เคลิบเคลิ้ม ตั้งใจไล่เห้งเจียออกมา บัดเดี๋ยวก็แลเห็นพระโพธิสัตว์ เห้งเจียจึงหันหน้าพูดแก่อั้งฮั้ยยี้ว่าข้ากลัวเจ้าแล้ว เจ้าไล่มาถึงน่ำไฮ้กวนอิมแล้ว เจ้ายังไม่กลับไปอีกหรือ ปิศาจไม่เชื่อก็คะยิกไล่ต่อมาอิก เห้งเจียเห็นจวนก็ตลบเข้าส้อนตัวอยู่ข้างตัวพระโพธิสัตว์ ปิศาจเข้ามาใกล้เหลือบแลไปเห็นพระโพธิสัตว์จึงพูดว่า นี่เห็นจะเปนเห้งเจียนิมนต์มาช่วยดอกกระมัง พระโพธิสัตว์ก็มิได้พูดจาว่ากระไร ปิศาจยกทวนแล้วตวาดด้วยเสียงอันดัง พระโพธิสัตว์ก็มิได้โต้ตอบว่ากระไร ปิศาจยกทวนแทงพระโพธิสัตว์ทีหนึ่ง พระโพธิสัตว์ก็บันดารเปนแสงทองเหาะหนีขึ้นอยู่บนเวหา เห้งเจียฮุยไง้ก็เหาะตามขึ้นไปอยู่กลางเวหา ปิศาจหัวเราะว่า อ้ายลิงมันคิดผิดมันไม่รู้จักเรา มันต่อสู้แก่เราหลายครั้งก็เอาไชยชะนะเราไม่ได้ มันยังไปหาพระโพธิสัตว์เป๋าน๋องที่ไหนมาถูกทวนเราทีหนึ่งก็สูญหายไปไม่เห็นเงา ทิ้งแท่นกลีบบัวอยู่นี่ ไว้เราขึ้นนั่งเล่นจึงจะดี ปิศาจก็ขึ้นนั่งขัดสมาธอยู่กลางแท่น พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้น ก็เอายอดสนชี้ลงร้องว่าถอยคำหนึ่ง ดอกบัวนั้นก็หายไป ปิศาจก็นั่งอยู่กับมีด พระ โพธิสัตว์ก็ให้ฮุยไง้เอาไม้ท้าวปราบปิศาจลงไป เฆาะไปเฆาะมาที่มีดนั้น ประมาณสักร้อยทีมีดก็แทงตามแข้งขาปิศาจโลหิตไหลออกนองไป

ฝ่ายปิศาจติดอยู่จะไปทางใดก็มิได้ ต้องทนความเจ็บปวดสุดที่จะพรรณา ก็เอาทวนโยนทิ้งสองมือจับมีดถอน พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้น ก็เอากิ่งสนชี้ลงไปร่ายพระคาถามีดนั้นก็ยิ่งมัดแน่นเข้าจะดิ้นรนไปอย่างไรก็ไม่ไหว ปิศาจรู้สึกตัวกลัวตายร้องไห้พูดว่าขอพระเมตาปรานีแห่งพระโพธิสัตว์เจ้า ข้าพเจ้าเปนคนไม่มีแก้วตา ไม่รู้จักท่านผู้มีอะภินิหารบาระมี แม้ท่านได้โปรดปล่อยข้าพเจ้าออก ข้าพเจ้าไม่อาจทำร้ายต่อไป จะขอปะฏิบัติตามทางชอบธรรม พระโพธิสัตว์ได้ฟังปิศาจร้องขอโทษดังนั้น ก็พาเห้งเจียลดลงมายังที่ปิศาจ พระโพธิสัตว์ถามว่าเจ้าจะยอมถือศีลตามอาตมไปหรือ ปิศาจว่าแม้ท่านยกชีวิตรไว้ ข้าพเจ้าจะขอถือทางชอบธรรมตามท่านไป พระโพธิสัตว์ว่าถ้ากระนั้นอาตมจะโกนผมให้แลรับศีล พระโพธิสัตว์จึงเอามีดโกนออกจากมือเสื้อเดินเข้ามาใกล้ จับผมทำเปนสามเหยมนอกนั้นก็โกนเสีย เห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะ พูดว่าอ้ายปิศาจดูแปลกปลาด พิเคราะห์ดูมิใช่ชายมิใช่หญิง ไม่รู้ว่าจะเหมือนรูปอะไรที่ไหน พระโพธิสัตว์ชำระเสร็จแล้วจึงพูดว่าบัดนี้เจ้าได้รับศีลแล้ว อาตมก็ไม่กล้าจะพูดดูถูกได้อาตมจะให้ชื่อ คือให้เรียกว่า (เสียนใช้ท่งจื๊อ) จะดีหรือไม่ ปิศาจผงกศีศะยอมแต่จิตรก็คิดจะให้พระโพธิสัตว์ปล่อยเท่านั้น พระโพธิสัตว์เอามือชี้ไปที่แท่นร้องว่าถอนคำหนึ่ง มีดสามสิบหกอันก็ตกลงไปทั้งสิ้น ปิศาจก็หลุดออกได้ พระโพธิสัตว์สั่งให้ฮุยไง้เก็บเอามีดไปส่งเสียยังที่เดิม บัดเดี๋ยวก็กลับมา

ฝ่ายปิศาจอั้งฮั้ยยี้จิตใจบาบยังไม่หมด แลเห็นที่แข้งขามีบาดแผลยับเยิน แลบนศีศะก็มีผมอยู่สามหย่อม จึงคิดว่าเธอนี้มีฤทธิ์อานุภาพสักเท่าใด อันที่จริงก็ทำแต่บังคับเราเท่านั้น คิดดังนั้นแล้วจึงวิ่งไป เก็บเอาทวนตรงมาแทงพระโพธิสัตว์ เห้งเจียเห็นดังนั้น ก็ชักกระบองออกจะตี พระโพธิสัตว์ร้องห้ามว่าอย่าทำอาตมจะบังคับเอง พระโพธิสัตว์จึงล้วงมงคลออกจากมือเสื้อวงหนึ่งบอกแก่เห้งเจียว่า อันมงคลนี้เดิมพระพุทธเจ้าให้มาสามวง วงหนึ่งเรียกว่ารัตนมงคล ก็ใส่ให้เห้งเจียแล้วอิกวงหนึ่งเรียกว่าคุ้มห้ามมงคลใส่ให้เจ้าเฝ้าเขานั้นแล้ว วงนี้เรียกสุวรรณมงคล จะต้องใส่ให้คนนี้ โดยเหตุมันเชี่ยวชาญมาก พระโพธิสัตว์พูดดังนั้นแล้ว ก็เอามงคลโยนขึ้นไป ร้องว่าแปลงก็แปลงเปนห้าวง แล้วจับมาหมายตรงอั้งฮั้ยยี้ขว้างไปร้องว่าใส่ มงคลห้าวงนั้นก็สรวมใส่หัวหนึ่งวงใส่มือสองวงใส่เท้าสองวง แล้วพระโพธิสัตว์ก็ร่ายพระคาถา มงคลทั้งห้านั้นก็รัดเอาปิศาจเจ็บปวดเหลือที่จะทนได้ ก็หมุนล้มลงกับพื้น

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ