๔๐

ฝ่ายพวกขุนนางข้าราชการทั้งหลายก็พากันออกมารับ เห้งเจียจึงเล่าเรื่องที่พระโพธิสัตว์มาจับปิศาจให้พระมหากระษัตริย์แลขุนนางฟังทุกประการแล้ว ต่างก็ยกมือขึ้นคำนับเนื่องไป มีความรื่นเริงทั่วกันทุกๆคน

ในเวลาเมื่อกำลังสรรเสริญเห้งเจียอยู่นั้น เห็นขุนนางขันทีเข้ามาทูลว่าบัดนี้ ข้างนอกประตูมีพระสงฆ์สี่รูปจะเข้ามาเฝ้า จึงทรงพระอนุญาตให้รับเข้ามา ครั้นพระสงฆ์สี่รูปเข้ามาถึงแล้ว คือเปนพระสงฆ์ที่วัดโป๊ลิ้มยี่ นำเครื่องทรงของฮ่องเต้มาถวาย เห้งเจียแลเห็นก็มีความยินดีพูดว่าดีแล้วดีแล้ว บอกให้พวกขุนนางเอาเครื่องแต่งให้พระเจ้าแผ่นดิน แล้วเห้งเจียเชิญให้ขึ้นครองราชสมบัติไปตามเดิม แลให้ไท้จื๊อเอาก้อนหยกชาวนั้นมาถวาย

ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊ก ไม่อาจขึ้นนั่งบนพระที่นั่ง คุกเข่าลงกลางพื้นท้องพระโรงแล้วก็ทรงพระกันแสง ตรัสว่าข้าพเจ้าตายไปสามปีแล้ว บัดนี้ได้คืนเปนมา โดยอำนาจสติปัญญาของท่านช่วยข้าพเจ้าไม่อาจขึ้นเปนกระษัตริย์ต่อไปได้ ขอเชิญท่านอาจาริย์ถังซัมจั๋งขึ้นครองราชสมบัติเปนกระษัตริย์เถิด ข้าพเจ้าจะพาบุตรภรรยาไปอยู่นอกพระนครขอเปนไพร่ พระถังซัมจั๋งได้ฟังเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊กตรัสดังนั้น จึงพูดแก่เห้งเจียว่า ท่านจงรับครองราชสมบัติเถิด เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าไม่ปิดบังท่านทั้งหลาย แม้ข้าพเจ้าจะอยากเปนฮ่องเต้แล้ว ในใต้หล้าทุก ๆ เมืองก็จะเปนได้ตลอดไปทั้งสิ้น ข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในทางสมณะกิจประพฤติพรตพรหมจรรย์ อันการครอบครองเคหะสฐานบ้านเรือนย่อมเปนที่รังเกียจไม่พอใจ แม้ว่าเปนฮ่องเต้กลางคืนก็ไม่ได้นอน ยิงปืนก็ต้องตื่นได้ยินแต่ข่าวบ้านเมืองก็ไม่สะบาย ราษฎรมีความเดือดร้อนก็ไม่เปนศุข พวกข้าพเจ้าจะรับอย่างไรได้ สมบัติของท่าน ท่านก็จงรับเปนฮ่องเต้ต่อไปเถิด ข้าพเจ้าเปนสมณะปฏิบัติพรตพรหมจรรย์ไปกว่าจะสำเร็จซึ่งมรรคแลผล เชิญท่านขึ้นรักษาบ้านเมืองเถิด

พระเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊ก เห็นพระถังซัมจั๋งแลศิษย์ไม่รับครองราชสมบัติแล้ว ก็ขึ้นครองราชสมบัติรับเปนกระษัตริย์ไปตามเดิม จึงพระราชทานรางวัลแก่พระสงฆ์วัดโป๊ลิ่มยี่ แลรับสั่งให้ปล่อยนักโทษแลเปิดพระคลังจ่ายเงินออกให้เปนทาน แลจัดตำหนักกังกั๊กจัดเครื่องแจโต๊ะเลี้ยงพระถังซัมจั๋งแลพวกสานุศิษย์ทั้งสาม แลประชุมขุนนางเปนที่รื่นเริง แล้วสั่งให้เปิดพระคลังในนำของวิเศษประจำเมืองมาถวายพระถังซัมจั๋งแลศิษย์ทั้งสาม แต่พระถังซัมจั๋งแลสานุศิษย์ก็มิได้รับคืนกลับให้ไว้สำหรับบ้านเมือง ขอแต่เปลี่ยนหนังสือเดินทางเท่านั้นแล้วก็เร่งเห้งเจียให้รีบจัดแจงจะลาไป

ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊ก ก็ไม่พอใจจะให้ไป แต่จนใจขัดมิได้ จึงรับสั่งให้จัดราชรถ นิมนต์พระถังซัมจั๋งขึ้นนั่งบนรถแล้วรับสั่งให้ขุนนางทั้งหลายตามไปส่ง แลรับสั่งให้พระญาติพระวงษ์ทั้งหลายออกมาเชิญรถส่งพระถังซัมจั๋ง ส่วนพระองค์ก็ตามส่งจนนอกประตูเมือง พระถังซัมจั๋งลงจากรถแล้ว ต่างก็คำนับลากันไป เจ้าเมืองโอเกยก๊ก น้ำพระเนตรก็ไหลลงโหมพระภักตร์ พระถังซัมจั๋งไปลับแล้ว พระองค์ก็กลับเข้าพระราชวัง ปกครองบ้านเมืองอยู่เย็นเปนศุขต่อไป

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ทั้งสาม เดินตามทางใหญ่ไป เวลานั้นกำลังเปนเดือนเก้าเดือนสิบพากันเดินมาได้ครึ่งเดือน แลไปข้างหน้าเห็นภูเขาใหญ่สูงยอดเทียมเมฆบังตวันร่ม พระถังซัมจั๋งอยู่บนหลังม้าเห็นดังนั้นอกใจให้หวั่นหวาด จึงเรียกเห้งเจียร้องสั่งว่าข้างน่ามีภูเขาสูงขวางอยู่ จงระวังระไวยให้ดี

เห้งเจียพูดว่าตั้งใจเดินไปเถิด อย่าคิดให้มากไปเลย ข้าพเจ้าก็ต้องระวังอยู่เอง ถังซัมจั๋งก็ขับม้ารีบเดิน บัดเดี๋ยวก็มาถึงเนินเขาดูน่ากลัวยิ่งนัก เมื่อเวลาอาจาริย์กับศิษย์เดินขึ้นเขาอยู่นั้น ในใจก็หวั่นหวาดอยู่ด้วยกันทุกคน เห้งเจียแลไปที่ซอกเขาเห็นมีสายเมฆแดงฟุ้งขึ้นไปข้างบนอากาศแล้วม้วนกลมเปนก้อนไฟ. เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงวิ่งมาอุ้มพระถังซัมจั๋งลงจากหลังม้า แล้วเรียกโป๊ยก่ายซัวเจ๋งว่าอย่าเพ่อไปปิศาจร้ายมันจะมา โป๊ยก่ายซัวเจ๋งตกใจ ต่างก็ผูกรัดผ้าผ่อนถืออาวุธคอยระวังทีอยู่ อันที่ในแสงแดงนั้นคือปิศาจสามสองปีมาแล้ว ได้ยินว่าเมืองใต้ถังมีพระถังซัมจั๋งจะไปไซทีอาราธนาพระธรรม ถ้าใคร่ได้กินเนื้อพระถังซัมจั๋งแล้วจะมีอายุยืน เพราะฉนั้นปิศาจจึงได้ตั้งใจคอยดูอยู่ทุกวัน บังเอินวันนั้นปิศาจอยู่บนอากาศ แลลงมาเห็นพระถังซัมจั๋งนั่งมาบนหลังม้าหน้าขาว ที่สานุศิษย์ทั้งสามนั้นดูหน้าตาอยาบคาย ถืออาวุธคุมเชิงอยู่ดังจะคอยรบสู้แก่สัตรู หากจะมีคนหนึ่งในสามคนนั้น ที่มีแก้วตารู้เห็นเหตุการได้ จึงได้คอยระวังอยู่อย่างนั้น ถ้าอย่างนั้นที่ไหนเราจะกินได้ง่าย ๆ เล่า เช่นนี้เราจะควรทำประการใดดี อย่าเลยจะต้องคิดอุบายเอาน้ำเย็นเข้าฉโลมจะดีกว่า ถ้าหลงกนเราแล้วก็จะจับตัวได้โดยง่าย จะต้องลงไปลองดูก่อน คิดแล้วก็ลดลงยังซอกเขา แปลงกายเปนเด็กน้อยอายุเจ็ดขวบ เปลือยกายมิได้นุ่งห่ม เอาเถาวัลย์ผูกมือแลเท้าแขวนอยู่บนยอดไม้สูงปากก็ร้องเรียกให้ช่วยชีวิตรด้วย

ฝ่ายเห้งเจียแหงนดูบนอากาศ เห็นแสงแดงสูญหายไปจึงบอกพระถังซัมจั๋งให้ขึ้นม้าไปเถิด พระถังซัมจั๋งถามว่า เมื่อตะกี้ตัวพูดว่าปิศาจร้าย ทำไมจึงจะไปเล่า เห้งเจียตอบว่า เมื่อตะกี้ข้าพเจ้าเห็นเมฆแดงฟุ้งขึ้นบนอากาศ รวมเปนควันไฟแดงจึงรู้แน่ว่าปิศาจร้าย บัดนั้ก็หายแสงแดงเห็นจะเปนปิศาจเดินทาง โป๊ยก่ายว่าปิศาจเดินทางมีหรือ เห้งเจียว่าเจ้าที่ไหนจะล่วงรู้ได้ บางทีมีภูเขามีถ้ำมีพระยาใต้อ๋อง พวกปิศาจจะเลี้ยงกันก็เที่ยวเชิญบรรดามิศหายปิศาจด้วยกันไปประชุมเลี้ยงโต๊ะ เพราะตั้งใจจะไปประชุมจึงมิได้กระทำอันตรายแก่เรา ถังซัมจั๋งได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างลังเลอยู่ไม่แน่แก่ใจนัก ก็ขับม้าเดินไป ขณะนั้นได้ยินเสียงเด็กร้องให้ช่วยชีวิตร พระถังซัมจั๋งตกใจถามว่าในกลางป่าเขาอย่างนี้ มีคนอะไรมาร้องเรียกอึกกะทึกเล่า เห้งเจียพูดว่าท่านอย่าเปนธุระจงตั้งใจเดินไปเถิด

คร้นเดินมาบัดเดี๋ยว ก็ได้ยินเสียงร้องเรียกให้ช่วยชีวิตรอีก พระถังซัมจั๋งว่านี่เห็นจะมีคนต้องไภยได้ทุกข์ดอกกระมัง จึงได้ร้องเรียกดังนี้ พวกเราไปช่วยดูเปนไร เห้งเจียพูดว่าวันนี้พระอาจาริย์จงเก็บเมตตาจิตรเสียบ้างเถิด ด้วยความดีน้อยความร้ายมากนัก พระถังซัมจั๋งขับม้ารีบเดินไป เห้งเจียคิดอยู่แต่ในใจว่า ไม่รู้ว่าปิศาจระยำนี้มันเรียกอยู่ที่ไหน จำเราจะร่ายพระคาถาแยกทางอย่าให้พบกัน คิดแล้วเห้งเจียปล่อยให้ไปก่อนสักสิบเก้า จึงร่ายคาถาย่นทางเอากระบองชี้ตามหลังส่งพระถังซัมจั๋งข้ามเขาไปแล้ว จึงร่ายคาถาทิ้งปิศาจให้อยู่ข้างหลัง แล้วเห้งเจียก็วิ่งตามพระถังซัมจั๋งไป

ฝ่ายปิศาจอยู่บนยอดเขาร้องเรียกสามสี่คำ ก็ไม่มีใครเข้าไป ปิศาจนึกว่าเมื่อกี้นี้เราเห็นถังซัมจั๋งมาไม่สู้ไกล ทำไมเปนนานก็ไม่เห็นมาถึง เห็นจะแยกทางไปดอกกระมัง คิดดังนั้นแล้วก็สลัดเชือกขาดเหาะขึ้นไปสูงพิจารณาดู เห้งเจียแหงนหน้าขึ้นดูก็เห็นมีแสงแดงขึ้นอิก เห้งเจียก็วิ่งมาอุ้มถังซัมจั๋งลงจากม้า แลกำชับว่าพี่น้องระวังให้ดี ปิศาจมันมาอิกแล้ว โป๊ยก่ายซัวเจ๋งตกใจต่างก็ถืออาวุธล้อมพระถังซัมจั๋งอยู่มิได้มีความประมาท

ฝ่ายปิศาจอยู่บนอากาศแสลงมาเห็นดังนั้น ก็สรรเสริญว่า พวกเหล่านี้มันดีจริง มันมีคนตาสว่างรู้เห็นได้ทันท่วงที จำเราจะต้องจับอ้ายคนนี้ก่อน จึงจะจับถังซัมจั๋งได้ มิดังนั้นก็จะเสียการ คิดแล้วก็ลดลงยังพื้นแปลงกายเปนเด็กยังเยาว์ เอาเถาวัลย์มัดมือแล้วก็เหาะขึ้นแขวนอยู่กับยอดไม้ ประมาณที่พระถังซัมจั๋งเดินไกลสักเส้นหนึ่ง

ฝ่ายเห้งเจียแหงนหน้าดู เห็นแสงแดงนั้นหายไป จึงนิมนต์พระถังซัมจั๋งขึ้นม้าเดินต่อไป พระถังซัมจั๋งถามว่า เมื่อตะกี้บอกว่าปิศาจมาเดี๋ยวนี้จะให้ขึ้นม้าไปอย่างไรอยู่ เห้งเจียว่านี่ก็เปนปิศาจเดินทางเหมือนกัน มันจึงไม่กล้าทำร้ายเรา พระถังซัมจั๋งโกรธด่าว่าอ้ายสัตว์ลิงมึงหลอกเล่นตามสบายที่ไม่มีหลอกว่ามี ทำให้เราหวั่นหวาดบ่อย ๆ อย่างนี้หรือ ประเดี๋ยวจับขึ้นประเดี๋ยวจับลง จนจะล้มลงแข้งขาหักจะได้ไม่ต้องไปอย่างนั้นหรือ เห้งเจียพูดว่า อันขาแข้งหักยังแก้ได้ ถ้าปิศาจมันจับไปได้จะไปค้นหาที่ไหน

พระถังซัมจั๋งก็ยิ่งโกรธใหญ่ จะใคร่ภาวนาคาถา ซัวเจ๋งอ้อนวอนขอมิให้ภาวนา พระถังซัมจั๋งจึงขึ้นม้าเดินไป ออกเดินไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงเรียก หลงพ่อช่วยชีวิตว์ข้าพเจ้าด้วย พระถังซัมจั๋งแลไปเห็นเด็กน้อยแขวนอยู่บนยอดไม้ผ้านุ่งห่มก็ไม่มี พระถังซัมจั๋งก็หยุดม้าด่าเห้งเจียว่าอ้ายชาติลิง ข้าว่าเสียงคนเรียกมันว่าปิศาจยักร้าย จงดูที่แขวนอยู่บนยอดไม้นั้นคนหรือปิศาจ เห้งเจียเห็นอาจาริย์ขัดเคืองก็มิได้โต้ตอบประการใด พระถังซัมจั๋งก็เดินเข้าไปใกล้เอาแซ่ชี้ถามว่า เจ้านี้เปนลูกเต้าใครที่ใหน จึงได้มาแขวนอยู่อย่างนี้ จงบอกแก่เรา ๆ จะช่วยแก้ให้

ปิศาจเห็นพระถังซัมจั๋งเข้ามาถามดังนั้น ก็ทำร้องไห้ว่าท่านอาจาริย์ที่เขานี้ไปข้างทิศตวันตกมีหมู่ต้นสนแห้งแลห้วยน้ำเขาที่นั้น มีหมู่บ้านคือบ้านข้าพเจ้าอยู่ ปู่ข้าพเจ้าแซ่อั๊งนามเรียกแปะบ้วนอายุชะราก็ล่วงไปแล้ว สมบัตินั้นก็ยกให้แก่บิดาข้าพเจ้า ๆ ซุดโซมบ้านเรือนก็ทิ้งไม่ดูแล เที่ยวคบหาแต่คนที่มีฝีมือเก่งกาจจำหน่ายเงินทองให้กู้ให้ยืมจะใคร่ได้ผลประโยชน์ ก็บังเอินถูกคนไม่ดีหลอกหลอนเอาไป ต้นทุนแลกำไรก็ไม่ได้คืน บิดาข้าพเจ้าก็มีความแค้น จึงสาบาลตัวว่าไม่ให้ใครกู้ยืมต่อไปอีก พวกคนเหล่านั้นจะคิดอย่างไรก็ไม่ได้ จึงคุมสมรรคพรรกพวกล้วนแต่คนดุร้าย พากันมาปล้นบ้านบิดาข้าพเจ้าในเวลากลางวัน เก็บขนเอาทรัพย์สิ่งของไปหมดสิ้นแล้ว ฆ่าบิดาข้าพเจ้าเสียด้วย จับมารดาข้าพเจ้าไป มารดาอุ้มข้าพเจ้ามาด้วย โจรจะฆ่าข้าพเจ้า มารดาข้าพเจ้าอ้อนวอนขออย่าให้ฆ่าข้าพเจ้าด้วยมีดฟันเลย โจรจึงจับข้าพเจ้ามัดแขวนไว้บนต้นไม้ให้อดตายเอง แล้วโจรพามารดาข้าพเจ้าไปข้างไหนก็ไม่ทราบ ข้าพเจ้าต้องแขวนอยู่อย่างนี้สามวันมาแล้ว ไม่มีผู้ใดเดินมาทางนี้แต่สักคน แม้ว่าท่านมีเมตาจิตร ช่วยชีวิตรให้ข้าพเจ้ารอดไปแล้ว ข้าพเจ้าไปถึงบ้านจะขายตัวแทนคุณท่านไม่ลืมพระคุณท่านจนวันตาย

พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้น ก็ให้สงสารบอกโป๊ยก่ายให้ขึ้นไปแก้ลงมา โป๊ยก่ายจะปีนขึ้นไป เห้งเจียยืนอยู่ข้างนั้นอดไม่ได้ ร้องตวาดว่าอ้ายสัตว์เขาทึ้ง กูจำได้มึงอยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ บ้านมึงถูกโจรปล้นหมดแล้ว พ่อมีงโจรฆ่าตายแล้ว แม่มึงโจรจับไปแล้ว จะช่วยมึงลงมาแล้วจะเอามึงไปส่งให้ใคร มึงจะเอาอะไรมาตอบแทนคุณกู ปิศาจได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็ตกใจกลัว แลเข้าใจแน่ว่าเห้งเจียรู้เท่า จึงทำมาญยาร้องไห้แล้วพูดว่า หลงพ่อแม้ว่าบิดามารดาข้าพเจ้าตายก็จริงสมบัติหมดก็จริง แต้ที่ทางเรือกสวนยังอยู่ ทั้งวงษ์ญาติฝ่ายบิดามารดาก็ยังบริบูรณ์พร้อมเพรียง หลวงพ่อช่วยข้าพเจ้าให้รอดตายแล้ว ท่านไปบ้านข้าพเจ้าจะประชุมญาติทั้งหลาย ขายไร่นาเรือกสวนสนองพระเดขพระคุณท่านหาน้อยไม่

โป๊ยก่ายพูดแก่เห้งเจียว่า อ้ายเด็กทารกนิดเดียวพี่จะถามไปทำไมให้มากความ ช่วยให้ลงมาก็แล้วกัน โป๊ยก่ายก็ปีนขึ้นไปเอามีดโกนตัดเชือกที่มือที่เท้าปิศาจแล้ว ปิศาจก็ก้มหน้าอยู่ตรงหน้าพระถังซัมจั๋งร้องไห้ไม่หยุด พระถังซัมจั๋งก็มีความเม็ตา เรียกเจ้าหนูจงมาขึ้นม้าเราจะพาไป

ปิศาจว่าข้าพเจ้าถูกมัดมือแลเท้าเจ็บไปหมดทั้งตัว แลในแถบนี้ชาวบ้านไม่เคยขี่ม้า พระถังซัมจั๋งว่าถ้าอย่างนั้นโป๊ยก่ายให้เขาขี่ไป ปิศาจร้องว่าหลงพ่อ ท่านผู้นี้ข้าพเจ้าไม่กล้าขี่ ขนคอแหลมดุจเข็มข้าพเจ้ากลัวนัก พระถังซัมจั๋งว่าดังนั้น ซัวเจ๋งให้เขาขี่ไป ปิศาจร้องว่าหลงพ่อเมื่อวานนี้ปล้นบ้านข้าพเจ้าหน้าตาคล้าย ๆ ท่านผู้นี้ ข้าพเจ้ากลัวไม่กล้าขี่ พระถังซัมจั๋งจึงว่าถ้าดังนั้นเห้งเจียจงให้เขาขี่ไปเถิด เห้งเจียหัวเราะก๊ากใหญ่ ไว้ข้าพเจ้าจะให้ขี่ไปเองปิศาจก็ดีใจ เห้งเจียลองจับขยับยกดูมีน้ำหนักสามชั่งสิบตำลึง หัวเราะแล้วพูดว่าอ้ายปิศาจนี้มึงจะถึงที่ตายแล้ว มึงอาจสามารถทำผีหลอกอย่างนี้จะได้อยู่หรือ ปิศาจเรียกหลงพ่อว่าข้าพเจ้าเปนลูกคนแท้ มีทุกขร้อนเคราะห์ร้ายอย่างนี้

เห้งเจียถามว่ามึงเปนลูกคนทำไมกระดูกจึงเบาเล่า ปิศาจว่าข้าพเจ้ายังเปนทารกกระดูกเล็กยังเด็กอยู่ เห้งเจียพูดว่าเอาเถอะก็จะให้ขี่ไป แม้จะขี้เยี่ยวจงบอกให้กูรู้ก่อน เห้งเจียก็เดินตรงไปทางทิศตวันตก เห้งเจียให้ปิศาจขี่อยู่บนหลัง ก็นึกแค้นอยู่ในใจจะใคร่หาอุบายฆ่ามันเสีย ปิศาจก็รู้ซึ่งความคิดของเห้งเจีย จึงร่ายพระเวทอ้าปากคาบอากาศทั้งสี่ทิศ เป่ามนต์บนหลังให้หนักประมาณพันชั่ง

เห้งเจียรู้ศึกตัวก็หัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายลูกของกูมึงทำมนต์อะไรบนหลังกูให้หนักอย่างนั้นเล่า ปิศาจกลัวเห้งเจียจะทำร้ายก็ถอดรูปออกจากหลังเห้งเจีย เหาะขึ้นยืนอยู่บนเวหา ทิ้งรูปแปลงอยู่ที่หลังเห้งเจีย ๆ ก็ยิ่งหนัก จึงคิดโทโสคว้าลากลงจากหลังเอาฟาดลงกับศิลา ตัวก็น่วมดุจแป้งขนม แล้วฉีกมือเท้าละเอียดไปทั้งสิ้น ทิ้งศพไว้ข้างทาง

ฝ่ายปิศาจอยู่บนอากาศแลลงมาเห็นดังนั้น อดโทโสไม่ได้จึงพูดว่า อ้ายสัตว์ลิงนี้มันถือดีนัก เวลานี้ถ้าเราไม่ตามจับถังซัมจั๋งไว้ช้ามันจะมีปัญญาขึ้นมากจะลำบาก ปิศาจจึงร่ายเวททำเปนลมพยุห์ใหญ่ หอบพัดดินทรายหินกรวดซัดสาดมาโดยแรง พระถังซัมจั๋งอยู่บลหลังม้าก็เหลือจะทนได้ โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็ก้มหัวปิดตาเห้งเจียก็รู้ได้ว่าปิศาจมันทำลมพยุห์ จึงรีบวิ่งตามพระถังซัมจั๋ง เวลานั้นปิศาจก็จับเอาพระถังซัมจั๋งไปแล้ว บัดเดี๋ยวลมพยุห์ก็หายแสงตวันก็ออกสว่างท้องฟ้า เห้งเจียเดินมาเรียกโป๊ยก่าย ๆ ก็ผุดลุกขึ้นพูดว่ามีพยุห์ใหญ่เหลือเกิน เห้งเจียถามว่าพระอาจาริย์อยู่ที่ไหน โป๊ยก่ายว่าเมื่อเกิดลมพยุห์นั้น ข้าพเจ้าทั้งสองหาที่หลีกหลบมิได้ พระอาจาริย์ก็ฟุบอยู่บนหลังม้า ประเดี๋ยวนี้ทำไมไม่ได้ยินเสียงเลย ไม่รู้ว่าจะอยู่หรือจะไปข้างไหน เห็นลมพยุห์จะหอบเอาไปเสียแล้วดอกกระมัง

เห้งเจียเมื่อได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น จึงพูดว่าตั้งแต่นี้ไปก็ตามแต่ใครจะไปข้างไหนเถิด โป๊ยก่ายว่าถ้ากระนี้แล้วก็รีบหาทางไปดีกว่า ซัวเจ๋งได้ฟังดังนั้นก็มีความเสียใจเปนอันมาก จนตกตลึงไปแล้วพูดว่า พี่เอาถ้อยคำอะไรมาพูดดังนี้เล่า พไม่รู้ศึกหรือว่าพวกเรามีโทษ ได้พึ่งพระกวนอิมท่านสั่งสอนชักนำให้เข้าอยู่ในทางชอบธรรม เปลี่ยนชื่อแปลงนามเคารพต่อพระพุทธสาศนา ก็ได้อธิฐานตั้งจิตรรักษาพระอาจาริย์ถังซัมจั๋งไปไซที เพื่อแสวงหาความดีลบล้างโทษที่ได้ล่วงไปแล้ว มาวันนี้พี่เอาคำอันไม่สมควรมากล่าวขึ้นดังนี้ จะมิเอาโทษมาทำลายล้างคุณความดีที่ได้ทำมาแล้วนั้นเสียหรือ แลความดีที่พวกเราได้อุสาหะพยายามมาจะมิสูญเสียไปเปล่าหรือ เห้งเจียว่าที่น้องพูดดังนี้ก็ถูกต้องจริงหมด แต่เหตุผลขัดข้องย่อมมาจากพระอาจาริย์ทั้งสิ้น โดยท่านมิได้เชื่อความดีแลมืได้รู้จักดีแลชั่วผิดแลชอบ

เมื่อตะกี้เกิดลมพยุห์ใหญ่นั้น คืออ้ายปิศาจเด็กที่อยู่บนต้นไม้นั้นเอง พี่รู้ว่ามันคือปิศาจยักษ์ร้าย น้องทั้งสองก็ไม่รู้ได้ว่ามันเปนปิศาจ พระอาจาริย์ก็มิได้รู้เท่าทันมัน เข้าใจเสียว่ามันเปนมนุษย์ พี่จับมันฟาดลงกับศิลามันจึงถอดรูปหนีไปแล้ว จึงได้บันดาลให้เปนลมพยุห์ใหญ่ มาหอบเอาพระอาจาริย์ไป เราแค้นเหลือที่จะแค้นในข้อที่เธอมิได้เชื่อฟังเราเลย ทุก ๆ ครั้งชอบช่วยแต่ปิศาจร้าย เราจึงได้มีจิตรเบื่อหน่ายคิดเห็นไปว่า จะหาทางกลับจะดีกว่า แม้ว่าซัวเจ๋งน้องมีจิตรคิดดังนั้น พวกเราควรจะรีบจัดแจงไปค้นหาปิศาจ เมื่อพบแล้วจะได้ช่วยกันแก้พระอาจาริย์ โป๊ยก่ายว่าถูกจริง ๆ ต่างคนก็พร้อมกันรวบรวมเข้าของแล้วก็จูงม้าเดินตัดเข้าดงไป คนทั้งสามเดินมาประมาณร้อยเส้นเศษก็ไม่ได้ข่าวคราว เห้งเจียยิ่งเดือดดาลในใจ ก็ไหวตัวเผ่นขึ้นบนเพิงผาสูงกระทำสิงหะนาจตวาดคำหนึ่งร้องว่าแปลง ร่างกายก็แปลงเปนสามเศียรหกกรชักกระบองออกแกว่งกวัดแปลงเปนสามอัน ยกขึ้นตีไปข้างตวันออก แล้วก็กลับมาตีข้างตวันตก หวดซ้ายป่ายขวา แผลงฤทธิ์สักดาอานุภาพ หวั่นไหวไปทั้งเขาดุจซุดจะทำลายไหวสะเทื้อนไปทั้งเขา บัดเดี๋ยวใจเจ้าที่แลเจ้าเขาเจ้าป่าเจ้าดงก็พากันวิ่งมาคุกเข่าลงคำนับอยู่ต่อหน้าเห้งเจีย ร้องบอกว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายมาแล้ว เห้งเจียจึงถามว่าทำไมเจ้าจึงมากหลายดังนี้

เจ้าทั้งหลายจึงคำนับแล้วตอบว่า ที่เขานี้เรียกว่า (ลักแป๊ะลี้จั๊บเท้าพ้อซัว) รวมหกร้อยโยชน์สิบโยชน์มีเจ้ารักษา รวมสามสิบเจ้าเขา เมื่อวารนี้ได้ยินว่าใต้เซียมา แต่รวมกันยังไม่พร้อมจึงได้ช้าไป ขอใต้เซียได้ยกโทษพวกข้าพเจ้าด้วย เห้งเจียจึงถามว่าบนเขานี้มีปิศาจผีร้ายสักเท่าใดเจ้ารู้หรือไม่ เจ้าทั้งหลายตอบว่ามีตนเดียว แต่มันได้ทำพวกข้าพเจ้าเหลือที่จะทนได้ มันทำจนไม่มีธูปเทียนแลผู้เซ่นไหว้ ไม่พอกินไม่พอนุ่งห่ม อ้ายปิศาจตัวเดียวเท่านั้น มันทำให้ได้ความเดือดร้อนอย่างนี้ เห้งเจียถามว่าที่อยู่ของปิศาจมันอยู่ที่ไหน เจ้าเขาเหล่านั้นจึงบอกว่า ที่ดงไม้สนแห้งมีห้วยน้ำไหล ข้างตำบลนั้นมีที่หนึ่งเรียกว่าถ้ำ (ฮ้วยหุ่นต๋อง) ปิศาจนั้นอยู่ในถ้ำอันนี้ แต่มันมีฤทธาอานุภาพมาก มันจับพวกข้าพเจ้าใช้การอยู่เนืองนิตย์ แลเก็บเงินค่าส่วยอะไรไม่รู้ เห้งเจียพูดว่า พวกท่านเปนเทพาอารักษ์จะมีเงินทองอะไรที่ไหน หมู่เจ้าพูดว่าจริงของท่านเงินทองไม่มีจริง ก็ต้องจับละมั่งกวางซายเอาไปให้มันแทนเงิน มีดังนั้นมันก็แกล้งรื้อศาลลอกเสื้อแลกางเกงเสียสิ้น มันทำแก่พวกข้าพเจ้าทั้งหลายมิให้มีความศุข ขอใต้เซียได้กำจัดปิศาจนี้เสียให้จงได้ ช่วยชีวิตรสัตว์ทั้งหลายในตำบลนี้ไว้ ให้พ้นไภยแห่งปิศาจถึงซึ่งความศุข

เห้งเจียถามว่าปิศาจนั้นมันอยู่ที่ใด มันชื่อใดจงบอกให้รู้ด้วย พวกเจ้าทั้งหลายจึงบอกว่า ปิศาจนี้มันเปนลูกงู้หม้ออ๋องแม่มันคือล่อซัว มันบวชเรียนรู้วิชาที่เขาฮ้วยเอี๊ยมซัว ได้สามร้อยปีแล้ว มันเรียนอรรคคีฌานสำเร็จ งู้หม้ออ๋องให้มันตั้งอยู่ที่ตำบลเขานี้ ชื่อเดิมมันเรียกว่า (อั้งฮั้ยยี้) ยี่ห้อเรียกว่า (เซี้ยเองใต้อ๋อง) เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ดีใจบอกให้เจ้าทั้งหลายกลับไปยังถิ่นฐานตามเดิม เห้งเจียก็แปลงกายกลับเปนรูปเดิมเผ่นลงมาจากยอดเขา พูดว่าพี่น้องเราอย่าวิตกเลย อาจาริย์เราคงจะไม่ถึงที่ตาย อ้ายปิศาจนี้เกี่ยวเปนญาติของพี่ มันเปนบุตรของงู้หม้ออ๋อง แม่มันชื่อนางล่อซัว ชื่อมันเรียกว่า อั้งฮั้ยยี้คิดมาห้าร้อยปีก่อนนั้น ได้ผูกเปนมิตรสหายกันกับบิดาของมัน คืองู้หม้ออ๋อง ปิศาจนั้นถ้าคิดมามันต้องเรียกเราว่าเปนอา มันที่ไหนจะอาจฆ่าอาจาริย์ เรามาพากันรีบไปตาม ซัวเจ๋งหัวเราะแล้วพูดว่า สามปีไม่ได้ไปมาญาตินั้นก็จะขาดญาติ นี่พี่กับเขาก็จากกันมาห้าร้อยปีกว่าแล้ว มิได้ไปมาหากัน แลทั้งมิได้พบปะกันเขาจะจำพี่ได้หรือ เห้งเจียพูดว่า แม้ว่าเขาจำเรามิได้ ที่จะฆ่าอาจาริย์นั้นก็คงยังฆ่าไม่ได้ พี่น้องทั้งสามพูดกันดังนั้นแล้ว ก็พากันเดินตัดทางไป เดินมาได้ประมาณสองร้อยเล้น แลไปเห็นดงไม้สนที่กลางนั้นมีลำห้วย น้ำในห้วยมีน้ำใสไหลเชี่ยวแรง ที่ปลายลำห้วยนั้นมีสะพานศิลาข้ามตลอดไปกระทั่งถ้ำ พี่น้องทั้งสามยืนพิจารณาดูก็รู้ว่าปิศาจนั้นคงจะอยู่ในถ้ำนี้

เห้งเจียจึงเรียกซัวเจ๋ง ให้จูงม้ากับหาบไปแอบอยู่ในชายป่าแล้ว กำชับว่าจงระวังระไวให้ดี เห้งเจีย โป๊ยก่ายต่างก็ถืออาวุธเดินไปเที่ยวค้นหาเดินเลียบตามลำห้วยขึ้นไป

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ