๓๗

พระถังซัมจั๋งนั่งบริกรรมอยู่ในหอพระธรรมนั้น ตกประมาณสามยามเศษ ได้ยินเสียงลมพัดอู้ดุจพยุใหญ่ พัดตรอกเข้ามาในประตูกระทบแสงไฟวับแวม ๆ บางทีทำให้มืดไปบ้างสว่างบ้าง ในเวลานั้นพระถังซัมจั๋งให้เคลิ้ม ๆ คล้าย ๆ กับจะหลับต่อตื่น ก็ฟุบลงกับโต๊ะ ไนตาให้มัวหมองแต่จิตรใจยังแจ่มไสมีราคีอยู่มาก ได้ยินเสียงข้างนอกร้องเรียกเบา ๆ ว่าท่านอาจาริย์ คำหนึ่ง พระถังซัมจั๋งก็เงยหน้าขึ้นแลดู เห็นมีชายผู้หนึ่งมายืนที่นอกประตูเปียกน้ำทั่วทั้งกาย เสียงร้องเรียกไม่หยุดว่าท่านอาจาริย์น้ำตาก็ไหลออกซึมซาบทั้งหน้า พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นก็ย่อกายถามว่า ตัวเปนปิศาจผีก็จงรีบหนีไป อย่าขืนมาที่หอพระธรรมนี้ ผู้นั้นพูดว่าท่านอาจาริย์ ข้าพเจ้ามิใช่ปิศาจอสุรกายอะไรคอก ขอท่านอาจาริย์ดูด้วยปัญญาจักษุโดยละเอียดเถิด พระถังซัมจั๋งพิจารณาดูโดยละเอียดก็เห็นบนศีศะสวมหมวกอย่างมหากระษัตริย์ ตัวสวมเสื้อมังกรแดงรัดสายเขมขัดหยก สอดรองเท้าปักไหมทอง มือถือก้อนหยกสีขาว หน้าดุจเจ้าตังงักตี้ รูปลักษณะดุจหบุ่นเชียงกุน พระถังซัมจั๋งพิจารณาโดยละเอียดเห็นดังนั้นแล้วก็ตกใจย่อกายถามว่าท่านคือกระษัตริย์ที่ไหนมา จะมีกิจธุระอะไรหรือ จึงได้มาในเวลากลางคืนดังนี้ ผู้นั้นจึงร้องไห้แล้วพูดว่าพระอาจาริย์ที่ข้าพเจ้าอยู่นั้น อยู่พ้นที่นี้ไปประมาณสี่สิบโยชน์ ที่นั้นมีกำแพงเมืองใหญ่ คือสมบัติของข้าพเจ้าปลูกสร้างขึ้นเอง นามเมืองนั้นเรียกว่า (โอเกยก๊ก) เพราะเหตุเมื่อห้าปีก่อน เกิดมีความแห้งแล้งฝนฟ้าไม่มี หญ้าฟางก็ไม่มีแห้งเกรียบไปทั้งสิ้น ราษฎรได้ความลำบากอดอาหารการกินล้มตายไปหาประมาณมิได้ ข้าพเจ้ามีความสงสาร ในเมืองหลวงยุ้งฉางก็ไม่มีเข้าที่จะจับจ่ายให้ขุนนางแลราษฎรทั้งหลายกิน แต่ข้าพเจ้าเองก็ไม่มีจะกินให้อิ่มพอได้ ข้าพเจ้าจึงตั้งพิธีทั้งวันทั้งคืนก็ตั้งจิตรจะให้ฝนตก จุดธูปเทียนสักการะบูชาบวงสวงขอฝนสามปีฝนก็ไม่ตก แห้งแล้งจนบ่อแลสระเปนระแหงไปทั้งสิ้น เวลานั้นในบ้านเมืองก็กำลังเข้าคับแค้น บังเอินมีอาจาริย์ (ช่วนจิน) ถือเพศฤๅษีอยู่ที่เขาแจงน่ำซัว เหาะลงมา เธอมีเวทมนต์เชี่ยวชาญประสิทธิ์ขลังอาจเรียกลมแลฝนได้ แลทำศิลาให้เปนทองคำก็ได้ ข้าพเจ้าจึงเชื่อถือเชิญเธอให้ตั้งพิธีขอฝน ข้าเห็นคุณประสิทธิ์ในทันใดนั้น ป้ายที่ตั้งอยู่บลที่บูชานั้นก็สั่นไหวบัดเดี๋ยวใจก็มีฝนตกลงมาเปนอันมาก ข้าพเจ้าขอน้ำท่วมเพียงสามศอก ช่วนจินว่าแห้งแล้งมานานแล้วจะไม่ทันชุ่มชื่นจึงได้ตกลงมาอิกเปนอันมาก ไร่นาเรือกสวนน้ำก็มีบริบูรณ์ ข้าพเจ้าเห็นช่วนจินจิตรเมตาอย่างนั้น จึงผูกพันสมักปฏิญาณตัวเปนมิตรสหายแก่เธอ ร่วมกินร่วมนอนมิได้มีความรังเกียจกินแหนง ได้ประมาณสักสองปี เวลาฤดูเดือนสี่เดือนห้ากำลังต้นผลไม้ทั้งหลายชิงดอกออกช่อใบอ่อน พร้อมด้วยขุนนางข้าราชการซ้ายขวา ฝ่ายน่าฝ่ายในพระญาติวงษ์น้อยใหญ่ พากันตามเสด็จไปเที่ยวชมเล่นเปนที่รื่นเริงสำราญ ครั้นสิ้นเวลาแล้วก็พากันกลับ ยังแต่ข้าพเจ้ากับฤๅษีช่วนจิน จับมือกันค่อย ๆ เดินเข้าไปยังสวนหลวงชั้นใน ครั้นเดินชมมาใกล้บ่อแปดเหลี่ยม นามเรียกว่าบ่อ (ลิวลี่จี๊) ไม่ทราบว่าเธอขว้างอะไรลงไปในบ่อ ในบ่อนั้นมีรัศมีแสงทองฟุ้งมาหลอกข้าพเจ้าให้เดินเข้าไปใกล้บ่อพิศดูว่าจะเปนของวิเศษสิ่งใด ไม่รู้เลยว่าเธอใจร้ายผล้กข้าพเจ้าตกลงไปในบ่อแล้วเอาหินทุ่มลงไปปิดปากบ่อ แล้วเอาดินทรายกลบเต็มปากบ่อเอาหน่อกล้วยมาปลูกไว้ข้างบน ข้าพเจ้าตายมาได้สามปีแล้ว มิได้ไปเกิดเลยต้องเปนผีอยู่อย่างนั้น ขอท่านได้ทราบเถิด

พระถังซัมจั๋งได้ฟังเรื่องดังนั้นก็ให้หวาดเสียวสดุ้งขนลุกทั้งตัว จึงถามว่าท่านพูดดังนั้น จะไม่มีมูลหลักฐานเค้าเงื่อนดอกกระมัง เพราะท่านตายมาสามปีแล้ว เหตุใดขุนนางทั้งหลายแลฮ่องเฮ้าฝ่ายในจะไม่ค้นหาท่านหรือ ผู้นั้นตอบว่าถ้าพูดตามมนุษย์โลกย์แล้วก็ไม่มีใครเห็น ตั้งแต่วันเธอฆ่าข้าพเจ้าแล้วยังอยู่ในสวนนั้น เธอก็แปลงตัวเปนรูปร่างให้เหมือนข้าพเจ้าจึงไม่มีผู้ใดรู้ บัดนี้ขึ้นเสวยราชสมบัติอยู่เหมือนข้าพเจ้า พระถังซัมจั๋งถามว่าซึ่งการเปนจริงดังนั้นทำไมจึงไม่ไปฟ้องพระยามัจจุราชเงียมฬ่ออ๋องเล่า ผู้นั้นจึงพูดว่าเธอมีฤทธาอานุภาพกว้างใหญ่ พระภูมิ์เจ้าที่ก็นับถือเกรงกลัวเธอเคยเสพย์สุรายาเมาเปนเพื่อนเกลอแก่เธอ พระยามัจจุราชก็เปนเพื่อนฝูงแก่เธอ เพราะฉนั้นข้าพเจ้าจึงไม่มีที่จะฟ้องร้องได้ พระถังซัมจั๋งพูดว่าพระยามัจจุราชฟ้องร้องไม่ได้จะกลับมาให้มนุษย์ทำประการใดเล่า ผู้นั้นตอบว่าท่านอาจาริย์ อันวิญญาณที่เปนไปตามวิบากของผลกรรมนั้นก็ยังไม่สิ้นสูญ แม้เทพยดาเจ้าที่ทำลมหอบข้าพเจ้าส่งมา เจ้านั้นก็ได้บอกแก่ข้าพเจ้าว่าอันไภยเวรจมน้ำสามปีนั้นสิ้นแล้ว ให้ข้าพเจ้ามาหาท่านอาจาริย์บอกว่าสานุศิษย์ของท่านชื่อซีเทียนใต้เซีย สามารถจะกำจัดปิศาจผียักษ์ร้ายได้ บัดนี้ข้าพเจ้ามาขอเคารพเชิญท่านไปยังเมืองของข้าพเจ้าช่วยกำจัดปิศาจร้ายนั้นด้วย เพื่อให้เห็นเท็จแลจริงแล้วข้าพเจ้าจะสนองพระเดชพระคุณท่านให้ถึงขนาด พระถังซัมจั๋งถามว่านี่ท่านจะมาหาอาตมภาพกับสานุศิษย์ให้กำจัดจับปิศาจนั้นหรือ ผู้นั้นตอบว่าก็อย่างนั้นและ พระถังซัมจั๋งพูดว่าสานุศิษย์ของอาตมภาพนั้น จะให้จับผีปิศาจยักษ์ร้ายก็สามารถจะทำได้จริงแต่เปนความยากอยู่

ผู้นั้นถามว่าเหตุใดจึงเปนยาก พระถังซัมจั๋งบอกว่าอันปิศาจนั้นมันแปลงรูปร่างก็เหมือนพระองค์ ขุนนางนอกในทั้งเมืองก็พร้อมกันเห็นว่าเปนพระองค์ท่านไปเสียหมดแล้ว หากสานุศิษย์ของอาตมภาพจะมีฝีมือก็ไม่อาจจะทำสงศรามได้ บางทีเธอจับได้จะไม่ปรับโทษเอาว่าพวกอาตมภาพเปนขบถหรือ จะเปนเหมือนเขาไปหาเสือดอกกระมัง ผู้นั้นตอบว่า ข้าพเจ้ายังมีคนที่เชื่อได้อยู่ในเมืองเปนอันมาก พระถังซัมจั๋งถามว่า คนพี่เชื่อได้นั้นคือใคร ในพระราชวังยังมีพระราชโอรส คือบุตรของข้าพเจ้าเอง จะแทนที่ครองราชสมบัติได้ พระถังซัมจั๋งว่า พระราชโอรสนั้นปิศาจจะไม่กำจัดเสียแล้วหรือ ผู้นั้นตอบว่ายังมิได้กำจัดดอก เธอยังอยู่ในปราสาทกิมหลวนเต้ย ในตำหนักหอเง้าฮองเล้า แตปิศาจนั้นห้ามสามปีแล้วแม่ลูกมิได้พบกัน พระถังซัมจั๋งถามว่า เปนด้วยเหตุอย่างไรจึงได้ห้ามมิให้แม่ลูกพบปะกันดังนั้น ผู้นั้นบอกว่าคือปิศาจคิดอุบายกลัวแม่ลูกจะพบกัน จะคิดปฤกษาพูดจาถึงการผิดชอบก็จะเกิดเหตุขึ้น เพราะฉนั้นแม่ลูกจึงมิได้เห็นหน้ากัน พระถังซัมจั๋งพูดว่า แม้ว่าลูกนั้นอยู่ในพระราชวังทำไมจะได้พบแก่อาตมภาพเล่า ผู้นั้นพูดว่ารุ่งพรุ่งนี้ เธอพาผู้คนมาประพาศป่าดงคงจะได้พบแก่ท่าน ท่านจงนำคำของข้าพเจ้าที่กล่าวมานี้เล่าให้ฟังก็คงจะเชื่อได้ พระถังซัมจั๋งถามว่าพระราชโอรสนั้น เธออยู่ในวังอย่างนั้น เธอจะไม่เรียกปิศาจว่าบิดาวันหนึ่งสองสามคำหรือ ผู้นั้นจึงว่าข้าพเจ้าจะให้ของสำคัญไว้แก่ท่านสิ่งหนึ่งเปนเครื่องหมาย พูดแล้วก็หยิบเอาเพ็ชร์หยกขาวก้อนหนึ่งส่งให้พระถังซัมจั๋งแล้วพูดว่า ของสิงนี้ไว้เปนที่หมาย พระถังซัมจั๋งถามว่า ของสิ่งนี้เปนสำคัญอย่างไร ผู้นั้นพูดว่าตั้งแต่ปิศาจช่วนจินแปลงเปนข้าพเจ้า ก็มิได้ถือหยกก้อนนี้ เธออุบายบอกว่าตั้งแต่ช่วนจินขอฝนแล้ว ก็ขอเอาหยกก้อนนี้ไป เพราะฉนั้นสามปีมานี้แล้ว ช่วนจินจึงมิได้ถือหยกก้อนนี้ แม้ว่าบุตรของข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว ก็จะรู้ศึกคิดถึงข้าพเจ้า คงจะคิดแก้แค้นได้

พระถังซัมจั๋งรับว่าเอาเถิด จะรับของสิ่งนี้ไว้ปฤกษาหาฤๅแก่สานุศิษย์ก่อน แล้วถามผู้นั้นว่าจะคอยอยู่ที่ไหน ผู้นั้นตอบว่าจะอยู่ช้าไม่ได้ จะขี่เจ้าเทพารักษ์ส่งเข้าไปพระราชวังเข้าฝันฮ่องเฮ้าบอกให้คิดอ่านพร้อมใจแก่บุตร แลให้ท่านกับสานุศิษย์ให้พร้อมกัน พระถังซัมจั๋งครั้นได้ฟังดังนั้นก็รับเปนธุระวิญญาณของผู้นั้นเคารพแล้วก็ลาไป พระถังซัมจั๋งเดินออกไปส่งแล้วก็เดินกลับเข้ามาสดุดธรนีเข้าก็ตกใจตื่นก็รู้สึกว่านอนฝัน แต่ตะเกียงมืดมัว ก็ร้องเรียกสานุศิษย์คำหนึ่ง

โป๊ยก่ายตกใจตื่น ถามว่าป่านนี้ยังไม่นอนจะทำอะไรหรือ พระถังซัมจั๋งบอกว่าอาตมาพึ่งนอน ฝันไปเห็นเปนการปลาดที่สุด เห้งเจียผุดลุกขึ้นพูดว่า อาจาริย์จิตรประวัติผูกพันธ์ก็ฝันไป ยังไม่ทันจะขึ้นเขาก็มีจิตรกลัวเสียแล้ว เห็นหนทางมีหมอกมัวก็คิดถึงบ้านเมืองมากความตรึกตรองก็ฝันไป เหมือนข้าพเจ้าตั้งใจจะไปไซทีอยากจะพบพระพุทธเจ้า ก็ไม่ฝืน

พระถังซัมจั๋งพูดว่าอาตมฝันนี้ มิใช่คิดถึงบ้านเมืองอะไรที่ไหน ในเวลาหลับตาก็ได้ยินเสียงดุจพะยุห์พัศโกรกเข้ามาในนี้ ได้ยินที่ประตูข้างนอกมีเสียงคน เธอบอกว่าเธอเปนเจ้าเมืองโอเกยก๊ก จึงเล่าความตามที่ฝันให้เห้งเจียฟังทุกประการ เห้งเจียได้ฟังแล้วก็หัวเราะพูดว่าเธอให้ฝันพระอาจาริย์เหตุนั้น คงจะมีปิศาจ เปนธุระของข้าพเจ้าจะช่วยจับปิศาจเองให้เห็นเท็จแลจริง พระถังซัมจั๋งบอกว่าเธอได้ให้ของสำคัญไว้สิ่งหนึ่งเปนพยานในความจริง จงออกไปดูทีจะเปนของอะไรแน่

เห้งเจียไปเปิดประตูเดินออกไป ในเวลานั้นแสงเดือนสว่าง แลไปที่พื้นบันไดเห็นก้อนหยกขาววางอยู่กับพื้น เห้งเจียจึงเก็บเอามาบอกว่าท่านอาจาริย์ของนั้นมีจริง พรุ่งนี้เช้าการจับปิศาจนั้นข้าพเจ้าจะเปนธุระเอง จะต้องทำตามข้าพเจ้าจึงจะได้ พระถังซัมจั๋งถามว่าท่านจะให้ทำตามท่านอย่างไร

เห้งเจียบอกว่าไม่ควรแสดง ไว้ข้าพเจ้ากับอาจาริย์ของอะไรสองสิ่ง พูดแล้วเห้งเจียก็ถอนขนเส้นหนึ่งแปลงเปนแอบเล็ก ๆ ลงรักปิดทอง จึงหยิบเอาก้อนหยกนั้นใส่เข้าในแอบปิดฝาดีแล้ว ส่งให้พระถังซัมจั๋งแล้วสั่งว่า วันพรุ่งนี้เวลาเช้าท่านอาจาริย์ครองจีวรที่ประทานนั้น มือถือแอบนี้นั่งอยู่กลางโบถภาวนาบริกรรมไว้ข้าพเจ้าจะไปดูวิธีจะเปนประการใด แม้ว่าพระโอรสของเธอออกมาจริงดังนั้น ข้าพเจ้าจะฬ่อให้มาหาพระอาจาริย์ พระถังซัมจั๋งถามว่า บางทีเธอมาถึงนี่จะรับรองอย่างไร เห้งเจียว่าแม้ว่าเธอตรงมา ข้าพเจ้าจะมาบอกก่อนอาจาริย์เปิดแอบ ข้าพเจ้าจะแปลงเปนพระสงฆ์น้อย ๆ เข้าอยู่ในแอบท่านถือแอบอยู่กับมือ ไท้จื๊อมาถึงนี่คงจะเข้ามานมัศการพระ เธอจะไหว้ก็ชั่งอย่าหลีกหลบหวาดหวั่น เธอคงจับผิดท่านว่าดูถูก บางทีจะจับจะเฆี่ยนตีอย่างไรก็ตามแต่จะทำไมต้องกลัว

พระถังซัมจั๋งถามว่าเธอไทจื้อมีอำนาจบางทีจะให้ฆ่าเราเสียจะแก้ไขอย่างไรได้ เห้งเจียว่าไม่ธุระอะไรมีข้าพเจ้าอยู่แล้วกลัวอะไร ถ้าเธอจะถามท่านจงบอกว่า มีรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ไปไซทีอาราธนาพระธรรม จะนำของวิเศษไปถวาย ถ้าเธอจะถามว่าของวิเศษอะไร ท่านเอาเหตุกาสาวิเศษเล่าให้ฟังว่าของวิเศษที่สาม ยังมีอีกที่หนึ่งที่สองเปนของวิเศษอย่างยิ่ง ถ้าเธอจะถามต่อไปให้บอกว่าแอบนี้มีของวิเศษอยู่ข้างใน ใคร่รู้การข้างน่าได้ห้าร้อยปีการข้างหลังห้าร้อยปี แล้วท่านเปิดให้ข้าพเจ้าออกข้าพเจ้าจะได้เล่าตามความฝันให้เธอฟัง แม้ว่าเธอเชื่อแล้วก็ดี บางทีจะไม่เชื่อ จึงเอาก้อนหยกวิเศษนั้นให้เธอดู เธอคงจะจำได้ว่าเปนของพระราชบิดาเธอ

พระถังซัมจั๋งพูดว่าความคิดอุบายนี้ดีแล้วแต่ของวิเศษนั้น สิ่งหนึ่งเรียกว่ากาสา สิ่งหนึ่งเรียกว่าหยกขาว ที่แปลงนั้นจะเรียกว่าอะไร เห้งเจียบอกว่าให้เรียกว่า (ลิบเต๊ห่วย) คือตั้งอาญาสิทธิ์เจ้า พระถังซัมจั๋งก็จำไว้ในใจ พระถังซัมจั๋งเห้งเจียนั่งคิดอ่านกันอยู่ก็หาได้นอนไม่ จนรุ่งสว่างขึ้น เห้งเจียจัดแจงแล้วมาสั่งโป๊ยก่ายซัวเจ๋งให้อยู่รักษาอาจาริย์ แล้วก็ออกมาเหาะไปทางตวันตก แลเห็นมีกำแพงเมืองใหญ่ ก็เหาะใกล้เข้าไปดูโดยละเอียด ก็เห็นมีหมอกเมฆกลุ้มปกอยู่ข้างบน เห้งเจียก็รู้ได้ว่าคืออ้ายปิศาจ บัดเดี๋ยวก็ได้ยินเสียงปืนยิง แลไปทางประตูทิศตวันออก เห็นหมู่คนขี่ม้าถืออาวุธต่างๆเดินออกมาจากประตูเมือง พิเคราะห์ดูก็เห็นเปนพวกเที่ยวป่า แลไปเห็นคนหนึ่งหนุ่มขี่ม้าสีเหลืองมือถืออาวุธเกี่ยม ที่เอวแขวนธนูสร ดูรูปลักษณะก็สมเปนเจ้า กิริยาควรจะเปนฮ่องเต้ มิใช่คนเลวทราม เห้งเจียเห็นดังนั้นแล้วก็มีความยินดีว่าไม่ต้องสงไสยเลย คนนี้เองคือไท้จื๊อเราจะหลอกเธอเล่นสักทีหนึ่ง คิดดังนั้นแล้วก็ลงยังพื้นแปลงเปนกะต่ายขาวตัวหนึ่ง วิ่งผ่านหน้าไท้จื๊อมา ไท้จื๊อเห็นกะต่ายวิ่งผ่านไปดังนั้นก็ขับม้าไล่ตามเอาศรโก่งขึ้นยิงไปทางกะต่าย เห้งเจียเห็นศรยิงมาก็หลบจับลูกศรได้แล้วก็วิ่งหนีมา ไท้จื๊อเห็นกะต่ายถูกศรก็ชิงขับม้าขึ้นหน้าไล่ตามกะต่ายไป เห้งเจียเห็นไท้จื๊อไล่มาเร็วก็วิ่งเร็วไล่มาช้าก็วิ่งช้า ไล่ตามมากะต่ายก็ไม่วิ่งไปไกล วิ่งมาพักหนึ่งก็ถึงวัด (โป๊ลิ่มยี่) เห้งเจียวิ่งมาถึงประตูวัด ก็แปลงเปนรูปเดิม เอาลูกศรนั้นเหน็บไว้บนประตูแล้ว เลยรีบเข้าไปในโบถบอกแก่พระถังซัมจั๋งว่าไท้จื๊อมาแล้ว เห้งเจียจึงแปลงเปนพระสงฆ์เล็กเท่าสององคุลีเข้าอยู่ในแอบนั้น

ฝ่ายไท้จื๊อครั้นไล่มาถึงประตูวัดแลไปก็ไม่เห็นกะต่าย เห็นแต่ถูกศรติดอยู่บนประตูก็นึกประหลาดใจมากที่สุด เหตุไฉนหนอเรายิงไปถูกกะต่ายวิ่งมาทางนี้ ทำไมกะต่ายจึงหายไปลูกศรมาติดอยู่ที่ประตูฉนี้ จึงนึกว่าศรนี้นานวันเข้าจะเกิดปิศาจเข้าสิงอยู่ จึงเข้าไปชักลูกศรออก แลดูบนประตูก็เห็นมีตัวอักษรจารึกว่าวัด (โป๊ลิ่มยี่) ไท้จื๊อเห็นดังนั้น จึงคิดว่าเราจะเข้าไปดูในวัด จึงลงจากม้าจะเดินเข้าไป มองไปข้างหลังเห็นพวกพลทหารวิ่งตามมาก็พากันเดินเข้าไปในประตู

ฝ่ายพระสงฆ์ในวัดก็รีบพากันออกมารับเข้าไปในโบถใหญ่ ไท้จื๊อจะใคร่นมัศการพระพุทธรูป แลไปเห็นมีพระสงฆ์นั่งอยู่กลาง ไท้จื๊อโกรธว่าพระสงฆ์องค์นี้เปนไฉน เราพาพวกพลทหารเข้ามาในวัดทำไมไม่มีความยำเกรงยังนั่งอยู่ได้ จึงร้องบอกให้ทหารรักษาองค์จับตัวลงมา

พวกรักษาองค์ก็กรูกันเข้าจับพระถังซัมจั๋งลงมา ไท้จื๊อจึงตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เปนพระสงฆ์ป่าดงที่ไหนมาจึงไม่รู้จักขนบธรรมเนียม พระถังซัมจั๋งบอกว่า อาตมภาพนี้คือพระสงฆ์อยู่เมืองใต้ถัง มีรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้ไปไซที อาราตนาพระไตรยปิฎกธรรม จะเอาของวิเศษมาถวาย ไท้จื๊อถามว่าอันเมืองใต้ถังนั้นจะมีของวิเศษอะไร จงแสดงให้เราฟังดูทีหรือ พระถังซัมจั๋งพูดว่ากาสาวพัดที่อาตมาครองอยู่นี้ของวิเศษที่สามยังมีที่หนึ่งที่สองอีก ไท้จื๊อถามว่า อันกาสานั้นครองได้ครึ่งหนึ่ง บนบ่าครึ่งหนึ่งแวกข้างล่าง จะมีราคาสักเท่าไรจึงได้อวดว่าเปนของวิเศษ พระถังซัมจั๋งตอบว่า กาสาวะพัตรนี้ครึ่งหนึ่งก็จริง แต่มีคำว่า กาสาของพระพุทธเจ้าไม่ต้องครอง ข้างในมรรคผลข้างนอกปราศจากกิเลศร้อยเขมพันไหมทำสำเร็จสัมมาปฏิบัติแลประกอบด้วยเพ็ชนินจินดา เทพยดานางฟ้าประกอบเย็บประทานให้อาตมภาพครองกันสิ่งโสโครก อาตมภาพเห็นไท้จื๊อไม่รับก็ควรแล้ว ท่านไม่แก้แค้นแทนบิดาเกิดมาก็เสียทีเกิดเปนมนุษย์ ไท้จื๊อได้ฟังพระถังซัมจั๋งพูดดังนั้นก็ยิ่งโกรธเปนอันมาก พูดว่าผืนผ้ากาสานั้น ตามแต่ปากพูดอวดดีวิเศษอย่างไรก็ตาม อันความแค้นบิดาของข้าพเจ้าที่ไหนเอามาพูดเลอะเทอะอย่างนี้ จงแสดงความมาให้เราฟัง พระถังซัมจั๋งจึงเดินเข้าไปไกล้ไท้จื๊อย่อตัวลงพูดว่า ไท้จื๊ออันความจริงอาตมภาพก็หาได้รู้เรื่องไม่ แต่ในแอบวิเศษนี้นามเรียกว่า (ลิบเต้ห่วย) แอบนี้รู้ได้ข้างน่าห้าร้อยปีข้างหลังห้าร้อยปี แลประจุบันนี้ห้าร้อยปี รวมกันเปนพันห้าร้อยปี ถ้าพระองค์อยากจะรู้ถามดูก็อาจรู้ซึ่งความเท็จแลความจริง ไท้จื๊อได้ฟังดังนั้น จึงบอกว่าเอามาให้ข้าพเจ้าพิจารณาดูจะเปนประการใด พระถังซัมจั๋งเปิดแอบออก เห้งเจียกระโดดออกมาเหลียวซ้ายแลขวาออกวุ่น ไท้จื๊อแลเห็นจึงพูดว่าคนเล็ก ๆ อย่างนี้จะรู้อะไรได้ซึ่งการนานปี เห้งเจียได้ยินดังนั้นจึงเอามือเท้าบั้นเอ็วแอ่นหน้าทีหนึ่งตัวก็สูงขึ้นสามสอกเลย พวกทหารทั้งหลายเห็นดังนั้นก็พากันตกใจ พากันพูดว่าถ้าสูงเร็วดังนี้ไม่กี่วันจะสูงค้ำฟ้า ไท้จื๊อเห็นดังนั้นจึงถามว่า ซึ่งพระสงฆ์นั้นพูดว่ารู้การล่วงน่าแลล่วงไปแล้วแลประจุบันได้หรือ ตัวทำเต้าดูหรือว่าจับยามจึงรู้ได้ เห้งเจียตอบว่าไม่ต้องอาไศรยอะไรทั้งสิ้น พึ่งลิ้นข้าพเจ้าเท่านั้น สาระพัดการก็อาจรู้ได้ทั้งสิ้น ไท้จื๊อว่ากระนั้นท่านจงแสดงเหตุผลในบ้านเมืองของข้าพเจ้าว่าเปนอย่างไร เห้งเจียพูดว่า อันเหตุการที่ในเมืองของท่านข้าพเจ้ารู้ทั้งสิ้น ข้าพเจ้าสามารถจะแสดงให้ท่านรู้ได้ทุกประการ ตัวท่านคือเปนพระราชโอรสของพระเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊ก เมื่อห้าปีก่อนฝนไม่ตกแห้งแล้ง ราษฎรได้ความเดือดร้อนอดอยาก บิดาของท่านได้ตั้งพิธีบวงสวงขอฝนก็ไม่สมความปราถนาในเวลานั้น บังเอินมีฤๅษีตนหนึ่งนามเรียกอาจาริย์ (ช่วนจิน) อาไศรยอยู่บนเขา (เจงน่ำซัว) ลงมา เธอมีวิช้าแต้มศิลาเปนทองคำได้ แลเรียกลมเรียกฝนได้ฝนก็ตกตามความประสงฆ์ บิดาของท่านจึงได้ปฏิญาณผูกรักเปนมิศหายแก่ช่วนจินร่วมกินร่วมนอนด้วยกัน อย่างนี้มีจริงเปนจริงหรือไม่ ไท้จื๊อพูดว่ามีจริงเปนจริงดังท่านว่า ขอท่านจงแสดงต่อไปอิก เห้งเจียจึงพูดต่อไปว่าแล้วต่อมาภายหลังอิกสามปี ช่วนจินก็หายไป บัดนี้ที่ตั้งตัวเปนเจ้าอยู่นั้น คือผู้ใดท่านรู้หรือไม่ ไท้จื๊อว่าช่วนจินเปนสหายของพระราชบิดาเรานั้นจริง แต่เมื่อเวลาฤดูชมดอกไม้ พระราชบิดาพากันสองต่อสองเดินเข้าไปในสวนดอกไม้ ช่วนจินบันดารเปนลมพยุห์เอาก้อนเพ็ชร์จากพระหัถพระราชบิดาไป บัดนี้ไปอยู่ที่เขาเจงน่ำซัวนั้นแล้ว เพราะฉนั้นพระราชบิดาเราก็คิดถึงเธออยู่จึงได้ไปปิดสวนดอกไม้มิให้ใครเข้าออกสามปีมาแล้ว ที่นั่งเมืองอยู่บัดนี้มิใช่พระราชบิดาของเราแล้วก็คือใครเล่า

เห้งเจียได้ฟังไท้จื๊อตรัสดังนั้น ก็ทำเปนหัวเราะแล้วนิ่งเสียไม่ตอบว่ากระไร ไท้จื๊อก็โกรธตวาดว่า ควรพูดสิไม่พูด เหตุใดจึงหัวเราะดังนี้ควรหรือ เห้งเจียบอกว่าจะพูดออกไปนั้นยังไม่ควรด้วยเนื้อความยังมากมายนัก ด้วยผู้คนซ้ายขวามีอยู่มาก ไม่ควรจะให้คนเหล่านี้รู้ความลับที่ควรปิด ไท้จื๊อเห็นเธอพูดมีเค้าเงื่อนหลักฐานอยู่ จึงรับสั่งให้พวกข้าราชการที่ตามมานั้นออกไปเสียแล้วไท้จื๊อนั่งอยู่กลาง ถังซัมจั๋งนั่งอยู่ข้างหนึ่ง เห้งเจียจึงเดินเข้ามาใกล้ไทจื๊อพูดว่า ที่สูญหายไปนั้นคือพระราชบิดาของท่าน ที่นั่งเมืองอยู่เดี๋ยวนี้ คือตัวช่วนจินปลอม

ไท้จื๊อได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงพูดว่าท่านเอาอะไรมาพูดเลอะเทอะอย่างนี้เล่า ด้วยตั้งแต่ช่วนจินไปแล้วฝนลมก็ตกต้องตามฤดู ราษฎรก็ได้ความศุขสำราญ แม้พระบิดาได้ทราบว่าท่านพูดอย่างนี้ จะจับตัวท่านไปตัดหมื่นท่อน แล้วไท้จื๊อขับเห้งเจียให้ถอยไป เห้งเจียจึงหันหน้ามาพูดแก่ถังซัมจั๋งว่า ข้าพเจ้ารู้แล้วว่าเธอจะไม่เชื่อก็จริงดังนั้น จงเอาก้อนหยกวิเศษนั้นเปลี่ยนเอาหนังสือไปไซทีเถิด พระถังซัมจั๋งก็เอาแอบส่งให้เห้งเจีย ๆ รับมาแล้วก็เอามือทุบลงทีหนึ่ง แอบนั้นก็อันตรธานไป จึงหยิบเอาก้อนหยกขาวนั้นมาถวายไท้จื๊อ ๆ รับมาดูแล้วพูดว่า พวกสงฆ์นี้ดีแล้ว เมื่อสามปีก่อนช่วนจินลักเอาไป บัดนี้แปลงเปนสมณเอามาถวาย จึงเรียกให้คนจับตัวถังซัมจั๋ง ๆ ก็ตกใจ แต่เห้งเจียร้องห้ามว่าพระองค์อย่าเพ่อวุ่นวายไป การใหญ่ของพระองค์จะเสียไป ถ้าข้าพเจ้าไม่ทำ (ลิบเต้ห่วย) ก็ชื่อคงมีจริง ไท้จื๊อโกรธพูดว่า จงมานี่ข้าจะถามอันชื่อจริงนั้นจะส่งไปศาลชำระหรือ

เห้งเจียพูดว่า ข้าพเจ้าคือสานุศิษย์ของท่านพระถังซัมจั๋ง ข้าพเจ้าชื่อซึงหงอคง จะไปกับพระอาจาริย์ณประเทศไซที อาราธนาพระไตรยปิฎกธรรม เมื่อคืนนี้อาจาริย์ของข้าพเจ้านอนหลับฝันเห็นไปว่า พระราชบิดาของพระองค์มาบอกว่า ถูกช่วนจินทำอุบายฆ่าอยู่ในสวนดอกไม้ ที่ในบ่อแปดเหลี่ยม (ลิวลี่) นั้น ช่วนจินแปลงรูปร่างให้เหมือนแก่พระองค์ บัดนี้ตั้งตัวปลอมเปนพระองค์อยู่ในพระราชวัง ขุนนางทั้งหลายก็หามีผู้ใดจะรู้สึกได้ไม่ ตัวท่านก็ยังทรงพระเยาว์อยู่ หารู้ความอะไรไม่ ได้ห้ามท่านมิให้เข้าข้างในเกรงจะรู้ระแคะระคาย แลได้ปิดประตูสวนสามปีมาแล้ว เมื่อคืนนี้พระราชบิดาท่านมาชี้แจงแลขอให้ช่วยกำจัดปิศาจช่วนจิน แลได้บอกว่าท่านวันนี้จะมาประพาศป่า เพราะฉนั้นจึงแปลงตัวเปนกะต่ายฬ่อให้ท่านไล่มา เพื่อพบแก่พระอาจาริย์ของข้าพเจ้า ท่านจำก้อนหยกวิเศษได้แล้ว ทำไมจึงไม่คิดถึงพระราชบิดาที่ได้บังเกิดท่านมาเล่า

ไท้จื๊อได้ฟังตั้งแต่ต้นจนปลายดังนั้น ก็สลดจิตรลงทันทีคิดอยู่ในใจว่า จะไม่เชื่อหรือความที่พูดก็ล้วนแต่เปนความจริงทุกประการ ถ้าเชื่อทำไมจะได้เห็นพระราชบิดาเล่า คิดไปก็แสนยาก เห้งเจียเห็นกิริยาไท้จื๊อยังไม่เชื่อสนิทลงได้ จึงพูดว่าไท้จื๊อไม่ต้องสงไสยเลย ถ้าจะให้ได้ความจริงแล้ว จงรีบไปถามพระราชมารดาดูก่อนนั้นแลจะได้เห็นจริง คือพระราชมารดาได้ทรงสังเกตหรือไม่ว่า พระราชสามีก่อนกับบัดนี้ มีความแปลกปลาดผิดสังเกตอย่างไรบ้าง ก็จะรู้ได้แน่นอน ไท้จื๊อว่าดังนั้นเห็นจะรู้ความได้จริง จะเข้าไปถามมารดาดูก่อนแล้วจึงจะกลับมา พูดดังนั้นแล้วก็ผุดลุกจะไป มือกำก้อนหยกไว้ด้วย เห้งเจียจึงห้ามไท้จื๊อว่าจะไปมาอย่าให้ใครรู้ความพระองค์จงไปแต่ผู้เดียว จงกลับแต่ผู้เดียว อย่าเข้าทางข้างหน้า จงเข้าทางประตูหลังพระราชวัง แม้ว่าปะพระราชมารดาแล้วอย่าพูดเสียงตัง จงพูดแต่เบา ๆ ด้วยปิศาจช่วนจินนั้น มีฤทธาอานุภาพกว้างใหญ่ แม้ว่ารู้ถึงมันแล้วแม่ลูกจะไม่ดำรงอยู่ได้ ไท้จื๊อได้ฟังเห้งเจียแนะนำก็ทรงจำไว้ในใจ จึงออกมาข้างนอกบอกพวกทหารให้คอยอยู่ที่นี่ อย่าไปข้างไหนข้ามีกิจอันหนึ่ง จะกลับมาพร้อมกันก่อนจึงค่อยไป สั่งแล้วก็ขึ้นทรงม้ารีบขับเข้าไปหาพระราชมารดายังวังใน

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ