๗๗

ฝ่ายปิศาจใต้อ๋องทั้งสาม รบกับเห้งเจียพี่น้องทั้งสามอยู่ที่นอกกำแพงเมืองข้างทิศตวันออกที่กลางหว่างเขาอยู่หลายชั่วโมง จนเวลาจวนเย็นก็บังเกิดหมอกกลุ้มสักประเดี๋ยวก็มืดค่ำ โป๊ยก่ายรอรบไม่อยู่ก็ถอดคราดออกหนี ปิศาจที่หนึ่งไล่ตามอ้าปากคาบจับตัวได้พาเข้าไปในเมือง เรียกพวกบริวารเอาเชือกมามัดโป๊ยก่ายไว้ที่ใต้ถุนปราสาทกิมล่วนเต้ย แล้วก็เหาะกลับออกมาช่วย ซัวเจ๋งเห็นท่าจะเสียทีก็แกว่งตะบองถอยหลังหนี ปิศาจที่สองสยายงวงจับซัวเจ๋งเข้าไปไว้ในเมืองมัดผูกไว้ที่เดียวกับโป๊ยก่ายแล้ว ก็กลับออกมาอยู่บนอากาศ ร้องว่าจับตัวเห้งเจียให้ได้

เห้งเจียเห็นปิศาจจับน้องไปทั้งสองคนแล้ว แต่ลำพังผู้เดียวเห็นว่าจะต่อสู้มิได้ ก็ตีลังกาหกขะเมนหนีไป ปิศาจที่สามเห็นเห้งเจียหนีไปแล้ว ปิศาจก็กลับเปนรูปเดิมคลี่ปีกออกโผบิน ในข้อนี้เห้งเจียตีลังกาทีหนึ่งสิบหมื่นแปดพันโยชน์ แต่ปิศาจกระพือปีกทีหนึ่งก็ไปไกลกว่าเห้งเจีย ครั้นปิศาจไล่มาทันก็เอาเท้าเฉี่ยวเห้งเจียเข้าอยู่ในอุ้มเท้าจะดิ้นรนก็ไม่ไหว ปิศาจก็บินกลับมาเมือง ครั้นถึงก็ปล่อยลงกับพื้น ให้ปิศาจเอาเชือกมามัดผูกไว้ที่เดียวกันกับโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ปิศาจก็ผลักพระถังซัมจั๋งลงจากแท่น ตัวก็ขึ้นนั่งบนแท่นแสงไฟสว่าง พระถังซัมจั๋งแลเห็นสานุศิษย์ถูกมัดอยู่กับพื้น จึงหันหน้ามาหาเห้งเจียร้องไห้แล้วพูดว่า เมื่อเวลาพบปะไภยร้ายทุกครั้ง เห้งเจียอยู่ข้างนอกได้ช่วยแก้ไข วันนี้เห้งเจียมาต้องผูกมัดเสียดังนี้ ทำอย่างไรอาตมจะพ้นอันตรายเล่า โป๊ยก่ายซัวเจ๋งเนินอาจาริย์ร้องไห้แลเสียใจดังนั้น ก็พากันร้องไห้เสียงโฮ ๆ ทั้งสองคน แต่เห้งเจียหาร้องไห้ไม่กลับหัวเราะแล้วพูดว่า อาจาริย์จงวางใจเถิด พี่น้องอย่าร้องไห้ไปทำไม ตามแต่มันจะทำอย่างไรก็ชั่งมัน เปนอันขาดมิให้มันทำร้ายได้ อาจาริย์กับศิษย์กำลังพูดกันอยู่ ก็ได้ยินปิศาจใหญ่พูดสรรเสริญปิศาจที่สามว่า น้องเรามีสติปัญญาคิดอุบายสำเร็จได้ เปนอย่างยิ่งหาที่เปรียบมิได้ เวลานี้ก็จับพระถังซัมจั๋งได้แล้ว จึงสั่งปิศาจบริวารให้ตั้งเตาต้มน้ำร้อนขึ้นไว้แล้วเอาลังถึงเหล็กมาจะได้จับอาจาริย์กับศิษย์ทั้งสี่คนใส่เข้าไปในลังถึง แล้วเอาขึ้นตั้งบนกะทะนึ่งให้สุก พวกเราพี่น้องจะกินเล่นให้สบายใจ แล้วแจกให้พวกเจ้ากินกันคนละก้อนอายุจะได้ยืนยาว ปิศาจบริวารได้ฟังนายสั่งดังนั้น ก็วุ่นวายจัดแจงสักประเดี๋ยวก็แล้วเสร็จ ใต้อ๋องก็สั่งให้จับอาจาริย์กับศิษย์ลำดับลงไป โป๊ยก่ายอยู่ชั้นล่าง ซังเจ๋งอยู่ชั้นถัดขึ้นมา แล้วหามเห้งเจียใส่ลงชั้นที่สาม แต่มิใช่เห้งเจียจริงเปนรูปที่เห้งเจียปลอมถอนขนแปลงแทนไว้ ส่วนเห้งเจียจริงนั้น เหาะขึ้นคอยดูอยู่บนอากาศ แล้วพวกปิศาจหามพระถังซัมจั๋งใส่ลงไว้ชั้นบนที่สุด แล้วพวกปิศาจก็เอาไฟใส่ติดฟืนขึ้น

เห้งเจียอยู่บนอากาศ คิดว่าโป๊ยก่ายซัวเจ๋งทนได้สองเดือดอาจาริย์ทนได้เดือดเดียว ก็จะสุกไม่มีชิ้น แม้เราไม่เอาธรรมอันวิเสศล้อมเสีย ประเดี่ยวก็จะสิ้นชีวิตร์ คิดแล้วเห้งเจียก็ร่ายพระคาถาเรียกพระยาเล่งอ๋องมาในทันใดนั้น พระยาเล่งอ๋องถามว่าท่านใต้เซียมีกิจร้อนอะไรหรือ เห้งเจียตอบว่า ไม่มีกิจธุระร้อนรนจะกล้ากวนท่านหรือ ด้วยบัดนี้พวกปิศาจยักษ์มันจับอาจาริย์ข้าพเจ้าใส่ลังถึงติดไฟนึ่ง ขอท่านช่วยอย่าให้มันนึ่งได้ พระยาเล่งอ๋องได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้น ก็แปลงเปนสายลมเป่าลงไปที่กะทะ แลเป่าล้อมรอบในกะทะ ไอยร้อนก็ไม่มีถึงคนทั้งสาม จึงรอดชีวิตร์อยู่ได้ทั้งสามคน เวลานั้นก็เข้ายามสาม ปิศาจที่หนึ่งร้องบอกปิศาจทั้งหลายว่า วันนี้เราคิดอุบายก็เหน็จเหนื่อย จับได้อาจาริย์แลศิษย์สามคนมามัดใส่ในลังถึงจะหลบหนีต่อไปไมได้แล้ว พวกเจ้าสิบคนเอาใจใส่ระไวระวังช่วยกันดูแลผลัดเปลี่ยนใส่ไฟ เราจะพากันไปพักหลับสักงีบหนึ่ง ถ้าถึงเวลาจวนแจ้งเนื้อนั้นสุก จึงให้เอาน้ำส้มน้ำมะนาวเกลือกระเทียมมาสำรองไว้ เราตื่นขึ้นท้องเปล่าจะได้กินให้ชูกำลัง พวกปิศาจบริวารก็กระทำตามนายสั่งทุก ๆ คน ปิศาจใต้อ๋องทั้งสามก็พากันไปนอน

ฝ่ายเห้งเจียอยู่บนเมฆแลเห็นปิศาจเข้านอนแล้ว ก็ลดลงยังพื้นไม่ได้ยินเสียงในลังถึงเห็นเงียบอยู่ เห้งเจียคิดว่าจะตายเสียแล้วดอกกระมัง จึงแปลงกายเปนแมลงวันบินมาจับที่ข้างลังถึงฟังดู ก็ได้ยินเสียงโป๊ยก่ายพูดว่า อัดจริงๆ ไม่รู้ว่ามันจะนึ่งอบไอยหรือนึ่งปิดไอยก็ไม่รู้ ซัวเจ๋งร้องถามว่า ซึ่งอบไอยเปิดไอยนั้นอย่างไรไม่เข้าใจ โป๊ยก่ายบอกว่านึ่งอบไอยนั้นปิดฝาข้างบน เปิดไอยนั้นนึ่งไม่ปิดฝา พระถังซัมจั๋งอยู่ข้างบนร้องบอกว่าไม่ปิดฝาดอก โป๊ยก่ายว่าดีแล้วคืนวันนี้คงยังไม่ตาย เห้งเจียได้ยินคนสามคนพูดกันอยู่ในนั้นก็รู้แน่ว่ายังไม่ตาย จึงเอื้อมไปหยิบฝาลังถึงมาค่อย ๆ ปิดลง พระถังซัมจั๋งตกใจร้องบอกว่าฝาปิดเสียแล้ว โป๊ยก่ายว่าเสร็จมันจะต้องตายในคืนวันนี้เอง ซัวเจ๋งกับพระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้น ก็พากันร้องไห้สะอึกสะอื้น โป๊ยก่ายว่าอย่าร้องไปเลย ใส่ไฟคราวนี้ก็จะเปลี่ยนใหม่ ซัวเจ๋งถามว่าทำไมพี่จึงรู้เล่า โป๊ยก่ายบอกว่า เมื่อแรกใส่เราเข้าในนี้เราก็นึกดีใจ ด้วยว่าเรามีโรคเหน็บชา ไอยนั้นก็ร้อนพลุ่งขึ้นเดี๋ยวนี้กลับมีไอยเย็นพลุ่งขึ้น พวกปิศาจเติมฟืนใส่ไฟเข้าก็กลับให้มีไอยเย็นเกิดขึ้น อาจาริย์กับซัวเจ๋งไม่เปนไร เห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดนึกหัวเราะในใจว่า อ้ายกินรำมันกลับเห็นไปอย่างนั้นได้ เย็นกลับว่าไม่ดี ร้อนจะล้างชีวิตร์กลับว่าดีทำไมมันจึงกลับเห็นไปอย่างนั้นเล่า ประเดี๋ยวลมก็จะสิ้นต้องรีบแก้ออกเสียจึงจะได้ ถ้าเราจะเข้าแก้ก็จำจะกลับเปนรูปเดิม แลจะต้องทำลายพวกสิบคนนั้นเสีย ก็จะอึกกะทึกวุ่นวายขึ้นรู้ถึงปิศาจใต้อ๋องก็จะมิเสียการไปหรือ อย่าเลยเราจำจะต้องทำให้อ้ายพวกสิบคนนี้มันนอนหลับเสียแล้วจึงจะดี คิดแล้วก็คลำจับเอาตัวหาวนอนออกมาสิบตัวขว้างไปเข้าหน้าพวกที่เฝ้าไฟทั้งสิบคนคนละตัว หนอนหาวนอนก็แซกเข้าไปในรูจะมูก พวกนั้นก็พากันนอนหลับไม่รู้สึก เห้งเจียจึงกลับเปนรูปเดิมเข้าแอบลังถึงเรียกพระอาจาริย์ พระถังซัมจั๋งได้ยินเห้งเจียเรียก จึงร้องว่าเห้งเจียช่วยอาตมด้วย ซัวเจ๋งว่าพี่พูดอยู่ข้างนอกหรือ เห้งเจียว่าไม่ได้อยู่ข้างนอก พี่ติดอยู่ด้วยกันในลังถึงนี้เอง โป๊ยก่ายว่าจะทำอย่างไรก็ทำไป ไว้พวกเราให้ทนทุกข์อึดอัดอยู่อย่างนี้หรือ เห้งเจียหัวเราะแล้วบอกว่าอย่าอึงไปเราจะช่วยแก้ให้ออกได้ เห้งเจียก็เปิดลังถึงรับอาจาริย์ออกแก้มัด แล้วก็เรียกรูปปลอมกลับเปนขนเข้าตัว แล้วชั้นสามชั้นสี่เอาโป๊ยก่ายซัวเจ๋งออกแก้มัด โป๊ยก่ายออกได้จะวิ่งหนี เห้งเจียบอกว่าอย่าวุ่นไป เห้งเจียก็เรียกคาถาคืนปล่อยพระยาเล่งอ๋องกลับไป จึงค้นหาเข้าของได้มารวบรวมไว้พร้อมแล้ว จึงให้พระอาจาริย์ขึ้นม้า โป้ยก่ายซัวเจ๋งเดินตามหลังเห้งเจียออกน่านำทางไป ลัดออกประตูข้างทิศตวันออก ก็ได้ยินเสียงพวกประตูนั่งยามตีเกราะมีคนเฝ้ากวดขันแขงแรง ทำอย่างไรจึงจะออกไปได้ ก็พากันหันกลับเดินออกมาทางประตูหลัง ก็มีพวกปิศาจนั่งยามตามไฟเฝ้าอยู่โดยกวดขัน เห้งเจียเห็นดังนั้นพูดว่าจะทำอย่างไรดี ถ้าไม่คิดถึงอาจาริย์พวกเราทั้งสามก็จะไปได้ตามสบาย โป๊ยก่ายว่าเราไปหาที่เงียบไม่มีคน เราปีนกำแพงรับเอาอาจาริย์ออกไปมิดีหรือ เห้งเจียว่าเขาจะลือได้ว่าพวกเราปีนกำแพงหนี แลพระอาจาริย์เสียชื่อด้วย โป๊ยก่ายพูดว่าเข้าที่คับแค้นแล้วเราหนีเอาตัวรอดก็แล้วกัน จะมานั่งระวังอะไรแก่ชื่อเสียงเล่า เห้งเจียก็ไม่รู้ที่จะคิดประการใด จำจะต้องไปตามที่โป๊ยก่ายคิดนั้น เปนเวลาที่พระถังซัมจั๋งยังไม่หมดผลกรรม

ฝ่ายปิศาจใต้อ๋องทั้งสามตื่นขึ้น ต่างก็สวมเสื้อแต่งกายเดินออกมายังตำหนักกิมหลวนเต้ย ขึ้นนั่งบนแท่นแล้วถามว่า ต้มพระถังซัมจั๋งเดือดได้กี่ครั้งแล้ว ปิศาจน้อยก็ยังไม่ตื่น แม้จะปลุกสั่นสักเท่าใดก็ยังไม่รู้ศึก มีคนหนึ่งตกใจตื่นขึ้น ร้องเรียกกันอีกสองสามคนก็ตื่นขึ้นไม่มีใครดูฟืนไฟ ตะลีตะลานบอกว่าเดือดเจ็ดแปดหนแล้ว จึงมาดูข้างเตาก็เห็นเปิดลังถึงทิ้งอยู่เกะกะกับพื้น ก็พากันตกใจวิ่งมาบอกแก่ปิศาจใต้อ๋องว่า พระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์หนีไปแล้ว ปิศาจใต้อ๋องทั้งสาม เดินเข้ามาดูที่เตาเห็นฟืนไฟดับหมด คนก็หลับกรนไม่รู้ศึกตัว พวกปิศาจจึงร้องขึ้นว่าให้ไล่จับตัวพระถังซัมจั๋งให้จงได้ พวกปิศาจทุก ๆ กอง ต่างก็ตกใจถืออาวุธวิ่งเข้ามาพร้อมน่ากัน เที่ยวดูทุก ๆ ประตูก็ไม่เห็นเปิด จึงพากันจุดใต้ตามไฟเที่ยวค้นหา ไฟสว่างดุจกลางวัน แลเห็นพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์กำลังจะปีนกำแพงออกไป ปิศาจใต้อ๋องร้องตวาดว่าจะปีนกำแพงไปข้างไหน

พระถังซัมจั๋งได้ยินเสียงปิศาจร้อง มือแลเท้าก็อ่อนยึดไม่อยู่พลัดตกกำแพงลงมา ปิศาจที่หนึ่งเข้ายึดพระถังซัมจั๋งไว้ได้แล้ว ที่สองจับซัวเจ๋งที่สามจับโป๊ยก่าย ปิศาจน้อยเหล่านั้นก็พากันมาจับม้าแลสิ่งของ หนีไปได้ก็แต่เห้งเจียผู้เดียว พวกปิศาจก็พาพระถังซัมจั๋ง กับศิษย์ทั้งสองมายังประสาทกิมหลวนเต้ย ปิศาจสั่งให้เอาตัวโป๊ยก่ายผูกมัดไว้กับเสาน่าปราสาทแลซัวเจ๋งมัดผูกไว้ที่หลังตำหนัก เหลือแต่พระถังซัมจั๋งปิศาจยึดตัวไว้ไม่ปล่อยไป ปิศาจทั้งสามพูดว่าพี่จะยึดไว้ทำไมกินเสียทั้งเปน ๆ อย่างนี้มิดีหรือ ปิศาจที่หนึ่งได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะพูดว่า น้องคิดดังนั้นก็ควรแล้ว แต่วิตกด้วยเห้งเจียยังจับตัวมันมิได้ จะกลับมาคิดอุบายทำแก่เราเปนแน่ ปิศาจที่สามพูดว่าข้างตำหนักในนั้นที่หอเล็ก อยู่ในตำหนักมีตู้เหล็กตู้หนึ่ง ตามข้าพเจ้าคิดเอาพระถังซัมจั๋งเข้าไปซ่อนไว้ในตู้ลั่นกญแจปะตูหอให้แน่น แล้วให้ปิศาจน้อยไปเที่ยวพูดเล่าลือว่าปิศาจกินเนื้อพระถังซัมจั๋งเสียแล้วเห้งเจียคงจะเที่ยวคอยฟังข่าว แม้ว่าได้ยินเล่าลือดังนี้มันก็คงจะต้องกลับไป เรารอไว้สักสี่ห้าเวลาเห็นมันไม่มารบกวนแล้วจึงเอามาค่อย ๆ กินตามสะบายใจดังนี้จะมิดีหรือ ฝ่ายปิศาจที่หนึ่งที่สองได้ฟังปิศาจที่สามว่าดังนั้น ก็มีความยินดีเห็นชอบด้วย จึงพูดว่าน้องคิดดังนั้นเห็นถูกต้องแล้ว จึงจับพระถังซัมจั๋งเข้าไปใส่ตู้เอากุญแจลั่นประตูตำหนักให้แน่นหนา จึงให้พวกบริวานเที่ยวพูดเล่าลือไปทุกแห่งว่า พระถังซัมจั๋งนั้นปิศาจกินเนื้อเสียแล้ว

ฝ่ายเห้งเจียหนีไปในเวลากลางคืน ก็ตรงไปยังถ้ำไซท่อต๋องเข้าไปเอาตะบองตีขนาบเข้าไปฆ่าพวกปิศาจเสียสิ้น ไม่เหลือสักคนเดียว แล้วก็หันเหาะกลับไปพอแสงตวันขึ้นก็พอถึงกำแพงเมือง เห้งเจียคนเดียวก็ไม่อาจท้ารบ ลดลงยังพื้นไหวกายแปลงเปนปิศาจน้อยเดินเข้าไปในปะตูเมือง เที่ยวสืบถามข่าวอาจาริย์ทั่วทั้งเมืองพูดกันว่า พระถังซัมจั๋งนั้นปิศาจใต้อ๋องกินเสียทั้งเปนแล้วแต่เมื่อคืนนี้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ไม่มีความสบายใจ จึงเดินเข้าไปยังปราสาทกิมหลวนเต้ย เห็นหมู่ปิศาจหลายคนแต่งตัวสวมเสื้อคลุมหมวกนุ่งแพรสี มือถือไม้พลองที่เอวเหน็บป้ายงาเดินไปเดินมาไม่หยุด เห้งเจียแลเห็นนึกว่าปิศาจพวกนี้ ทีจะเปนขุนนางฝ่ายใน เห้งเจียก็แปลงเปนขุนนางอย่างนั้นเดินเข้าไปสืบข่าว เวลากำลังเดินมาก็เห็นโป๊ยก่ายถูกมัดผูกอยู่ที่เสาใต้ระเบียง เห้งเจียแอบเข้าไปร้องเรียกว่าหงอเหนง โป๊ยก่ายก็จำเสียงได้ จึงพูดว่าพี่มาแล้วช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด เห้งเจียว่าพี่จะช่วยน้องไม่เปนไรแต่น้องได้รู้ว่าอาจาริย์อยู่ที่ไหน โป๊ยก่ายบอกว่าอาจาริย์ตายเสียแล้ว ปิศาจใต้อ๋องมันกินเสียแต่เมื่อคืนนี้ทั้งเปนแล้ว เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็เสียใจน้ำตาตกลงพราก ๆ โป๊ยก่ายว่าอย่าเพ่อเชื่อก่อน การอันนี้เปนแต่เพียงข้าพเจ้าได้ยินมันพูดกันจะเท็จจริงก็ยังไม่แน่ได้ พี่จงไปเที่ยวสืบดูก่อนก็คงจะรู้แน่ เห้งเจียเช็ดน้ำตาแล้วเดินเข้าไปข้างประตูสืบดู ก็เห็นซัวเจ๋งถูกมัดอยู่กับเสา เห้งเจียเดินเข้าไปไกล้เอามือลูบหลังซัวเจ๋ง แล้วเรียกหงอเจ๋งคำหนึ่ง ซัวเจ๋งก็รู้ได้ว่าเห้งเจีย จึงพูดว่าพี่เปลี่ยนแปลงมาแล้วจงช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด เห้งเจียพูดว่าน้องอย่าวิตกพี่จะช่วยเจ้าจงได้ แต่น้องรู้ว่าอาจาริย์อยู่ที่ไหน ซัวเจ๋งเช็ดน้ำตาพูดว่า ปิศาจมันกินเนื้ออาจาริย์เสียแล้วแต่เมื่อคืนนี้ เห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายซัวเจ๋งพูดอย่างเดียวกัน ก็ดุจดังว่าเอาคมมีดแทงเข้าที่หัวใจ น้ำตาก็ไหลลงอาบหน้า จึงรีบเหาะขึ้นบนอากาศยังหาช่วยโป๊ยก่ายแลซัวเจ๋งไม่ เหาะไปนอกกำแพงเมืองข้างทิศตวันออก ก็ลงยังยอดเขาใหญ่ร้องไห้โฮ ๆ คร่ำครวญถึงพระอาจาริย์ ๆ ได้ช่วยข้าพเจ้ารอดจากธรมาทุกข์ได้ร่วมจิตร์คิดร่วมใจกับอาจาริย์จะไปไซทีนะมัศการพระพุทธเจ้า ไม่รู้เลยว่ามาถึงที่นี่อ้ายมารร้ายมันมาฆ่าเสียได้ มาตายเสียดังนี้ที่จะไปไซทีก็ไม่มีนิไสย ไม่รู้ว่าจะทำประการใดแล้ว เห้งเจียคร่ำครวญอยู่อย่างนั้น แล้วตรึกตรองโดยลำพังในใจตนว่า ซึ่งการทั้งนี้ความผิดก็เพราะพระยูไลยเจ้า ท่านนั่งอยู่ที่เมืองประเทศไซทีนั้นไม่มีการอะไรแล้ว หากจะให้พระไตรปิฎกเปนกุศลแพร่หลายทั่วไปนั้น ควรจะส่งขึ้นมาถึงประเทศจีนเมืองใต้ถัง ทำไมกุศลจะไม่แพร่หลายไปหรือ แต่ยังให้มาไม่ได้ แกล้งให้พวกเราไปอราธนาให้ได้ความลำบากต้องข้ามห้วยข้ามเขาดังนั้ บัตร์นี้มาถึงที่นี้ก็มาทิ้งชีวิตร์เสียดังนี้ อย่ากระนั้นเลยเราจะต้องไปหาพระยูไลย์เจ้า กราบทูลถามให้ท่านรู้ซึ่งเหตุการนั้น หากยอมให้พระไตรย์ปิฎกแก่เรานำไปเมืองใต้ถังปกแผ่ซึ่งผลบุญนั้นให้ทั่วไป เพื่อให้บุคคลมีศรัทธายิ่งขึ้น ส่วนพวกเราขอให้สำเร็จซึ่งความปราถนา แม้พระองค์ไม่โปรดให้แก่เรา ก็จะทูลให้พระองค์ถอนมงคลบนศีศะเราออกเสีย เราจะได้กลับไปยังถ้ำเดิมของเรา คิดแล้วก็เหาะไปเมืองไซที ชั่วโมงเดียวก็แลเห็นเขาเล่งซัว บัดเดี๋ยวก็มาถึงจึงลดลงยังพื้นเดินเข้าไปข้างชายเขา เงยหน้าขึ้นก็ปะเจ้ากิมกังทั้งสี่ขวางหน้าไว้ ถามว่าจะไปข้างไหน เห้งเจียย่อตัวคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้ามีกิจธุระจะขอเข้าไปเฝ้าพระยูไลย์ เจ้ากิมกังตวาดว่าอ้ายลิงช่างอยาบคาย เมื่อครั้งก่อนถูกงู่ม่ออ๋องเราพากันไปช่วย วันนี้มาพบหน้าก็ไม่เคารพนบนอบ มีธุระก็ต้องกราบทูลก่อนมีรับสั่งให้เข้าไปจึงเข้าไปเฝ้า ที่นี่ไม่เหมือนประตูน่ำทีหมึงบนสวรรค์ ให้ตัวเข้าออกเดินตามสบายได้ เห้งเจียเปนเวลากำลังเสร้าหมองทุกข์โทมนัศ ก็มาปะซึ่งความขัดข้องเข้าดังนั้น มีความแค้นร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังดุจฟ้าผ่า ไม่หยุดเสียงจนได้ยินถึงพระพุทธเจ้า โปรดให้พระอะระหันต์ออกมานำเห้งเจียเฃ้าไปเฝ้า เห้งเจียเดินตามพระอะระหันต์เข้าไป แลเห็นพระพุทธองค์ก็ลดลงถวายนมัศการกราบลงยังพื้นแล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น

สมเด็จพระเซกเกียมองนิฮุดโจ๊ จึงตรัสถามว่าหงอคงมีกิจธุระอะไรหรือ เห้งเจียจึงกราบทูลว่า ข้าพเจ้าก็ได้อาไสยปะฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ ตั้งแต่เข้าทางสัมมาทิฐิมา รักษาอาจาริย์ถังซัมจั๋งมาตามทางได้รับความยากความลำบากทนทุกข์เวทนาไม่มีที่สุดอันจะพรรณาได้ บัดนี้มาถึงเขาไซท่อซัวเมืองไซท่อก๊ก มีปิศาจยักษ์ร้ายจับเอาพระอาจาริย์ไปกินเสียทั้งเปนแล้ว แต่กระดูกก็มิได้เห็น โป๊ยก่ายซัวเจ๋งยังต้องมัดทรมานอยู่ที่นั่น ไม่ช้านักก็จะสิ้นชีวิตร์ เพราะฉนั้นข้าพเจ้าจึงได้มากราบทูล เพื่อพระองค์ทรงทราบ ขอพระองค์ได้ทรงโปรดถอนมงคลบนศีศะข้าพเจ้าออกเสียเถิด ข้าพเจ้าขอถวายคืนแลขอทูลลากลับไปอยู่ยังถ้ำเดิมของข้าพเจ้า เพราะไม่สำเร็จซึ่งความมุ่งหมายแล้ว เห้งเจียทูลพลางร้องไห้พลาง สมเด็จพระพุทธเจ้าเห็นดังนั้นก็แย้มพระโอษฐ์ตรัสว่า เห้งเจียได้ความเสร้าโศกเพราะปิศาจมันมีฤทธาอานุภาพมาก สู้มันไม่ได้หรือจึงมีความโทมนัศน้อยใจถึงเพียงนี้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็เอามือทุบศีศะแลอกของตน ร้องไห้แล้วทูลว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยจะยอมแพ้ผู้ใด วันนี้มาถูกมือปิศาจร้ายก็เปนที่เสียใจมาก พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนว่า เห้งเจียจงระงับดับความโทมนัศเสียเถิด ปิศาจนั้นตะถาคตรู้จักจำได้ เห้งเจียได้ฟังพระตรัสดังนั้นจึงทูลถามว่า ข้าพเจ้าได้ยินเขาเล่าลือกันว่า ปิศาจนั้นเกี่ยวข้องเปนพระญาติวงษ์ของพระองค์หรือ พระยูไลย์ตรัสว่าเจ้าพูดเลอะเทอะ ปิศาจมารร้ายจะมาเปนญาติวงษ์อะไรแก่ตะถาคตเล่า เห้งเจียทูลถามว่ามิใช่ญาติวงษ์ของพระองค์แล้ว เหตุใดพระองค์จึงตรัสว่าจำได้เล่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตะถาคตเล็งญาณด้วยทิพจักษุจึงเห็นได้ ปิศาจที่หนึ่งที่สองที่สามนั้นมีเจ้าของ ตรัสแล้วก็ชี้พระหัดถ์ตรงพระกะสปกับพระอานนท์ให้ไปยังเขางอมี่ซัว กับที่เขาเง่าท้ายซัวเชิญพระโพธิสัตว์บุนซู้พระเพ้าเฮี้ยนทั้งสองนั้นให้มานี่ พระกะสปพระอานนท์รับสั่งแล้วก็ออกจากอารามใหญ่แยกกันไป พระพุทธองค์จึงตรัสว่าพระโพธิสัตว์บุนซู้พระเพ้าเฮี้ยนนั้นเปนเจ้าของ แต่ปิศาจที่สามมีความเกี่ยวข้องแก่ตะถาคตอยู่บ้าง เห้งเจียทูลถามว่ามีความขัดข้องอย่างไรขอได้โปรดให้ข้าพเจ้าทราบด้วย

สมเด็จพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า เมื่อครั้งคราวเดิมเมื่อจะมีฟ้าดิน แลมีกำเนิดเกิดสัตว์ทั้งหลาย แลมีพวกบินพวกเหาะสองสัตว์ สัตว์เหาะก็คือราชสีห์เปนใหญ่ สัตว์บินก็คือหงส์เปนพระยาสัตว์ในพวกมีปีก พระยาหงษ์ร่วมรักกันจึงได้เกิดเปนนกยุงแลอินทรีย์สองอย่างร้ายกาจกินมะนุษย์ ประมาณคนยืนเต็มในระยะที่สี่สิบห้าโยชน์ ฉกทีเดียวกลืนเข้าไปในท้องหมดไม่เหลือ เมื่อเวลาตะถาคตได้สำเร็จแก่พระโพธิญาณ นกอินทรีย์ได้กลืนตะถาคตเข้าไปในท้อง แต่ตะถาคตทะลุขึ้นทางหลังจับขี่กลับไปยังเขาเล่งซัวจะใคร่ลงโทษ พระพุทธเจ้าทั้งหลายขอร้องว่าฆ่าพระยานกยุงก็ดุจฆ่าพระพุทธมารดา เพราะฉนั้นจึงให้อยู่ที่เขาเล่งซัวนี้ จึงให้นามว่าฮุดโบ๊จงเชี้ยใต้เม่งอ๋องโพ่ซัว อันพระยาอินทรีย์นั้น คือแม่เดียวกับพระยาหงษ์ เพราะฉนั้นตะถาคตจึงมีความเกี่ยวข้องอยู่บ้าง

เห้งเจียหัวเราะแล้วทูลว่า พระองค์ตรัสดังนั้นหากคิดดูพระองค์ก็เปนหลานของสัตว์ปิศาจที่สามนั้น พระพุทธเจ้าตรัสวา ปิศาจยักษ์นั้นต้องตะถาคตไปเองจึงจะจับได้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็กราบลงกับพื้นนิมนต์พระองค์เสด็จ พระพุทธเจ้าก็เสด็จลงจากแท่น พร้อมด้วยพระอะระหันต์ แลสาวกทั้งหลายออกจากพระอาราม ก็แลเห็นพระอานนท์ กับพระกระสบพาพระโพธิสัตว์บุนซู้ พระเพ้าเฮี้ยนทั้งสองมาถึงนมัศการพระพุทธเจ้าจึงตรัสถามว่า สัตว์ของโพธิสัตว์นั้นหนีลงไปเมื่อเวลาใด พระบุนซู้กราบทูลว่าลงไปได้เจ็ดวันแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า ในเขาเจ็ดวันในมนุษย์โลกย์ก็หลายปีแล้ว ไม่รู้ว่าจะฆ่ามนุษย์เสียสักเท่าใดแล้ว จึงรีบตามตะถาคตไปรับมาเสียเถิด พระโพธิสัตว์ทั้งสามก็ตามพระองค์มาในทางอากาศ บัดเดี๋ยวก็ถึงกำแพงเมือง เห้งเจียเอามือชี้ว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบที่มีอากาศดำพุ่งขึ้นนั้น คือเมืองไซท่อก๊ก พระพุทธเจ้าจึงให้เห้งเจียไปก่อนท้าให้ปิศาจออกมารบ แต่อย่าเอาชะนะให้ทำแพ้หนีมา ตะคาคตจะจับเอง

เห้งเจียได้ฟังพระตรัสสั่งดังนั้น ก็รีบเหาะเข้าไปยังปราสาทกิมหลวนเต้ย ร้องด่าว่าอ้ายเดรฉานมึงจงรีบออกมารบกันกับกู พวกปิศาจเฝ้าประตูได้ยินก็เข้าไปบอกปิศาจใต้อ๋อง ปิศาจทั้งสามก็จับอาวุธรีบออกมา แลเห็นเห้งเจียก็มิได้ถามว่ากะไร ตรงเข้าฟันแทงเห้งเจีย ๆ ก็แกว่งตะบองเข้าต่อสู้ได้เจ็ดแปดเพลง เห้งเจียก็แกล้งทำถอยหนีไปอยู่บนอากาศ เข้าไปแอบบังเงาพระพุทธเจ้า ๆ ทั้งหลายกับพระอะระหันต์โอบล้อมปิศาจทั้งสามอยู่ท่ามกลาง ปิศาจที่หนึ่งแลเห็นก็ตกใจร้องบอกน้องทั้งสองว่าเห็นจะเสียทีแล้ว ปิศาจที่สามพูดว่าพี่อย่าวิตก เราพร้อมกันเข้าเอาอาวุธแทงพระยูไลย์เสียแล้วไปชิงเอาวัดลุ่ยอิมยี่ก็จะตกอยู่ในมือเรา ปิศาจที่หนึ่งมิได้ว่าดีชั่วประการใดพากันเอาอาวุธเข้าแทงถูกพระโพธิสัตว์บุนซู้ ๆ ร่ายพระคาถาตวาดร้องเรียกว่าอ้ายเดรฉานยังไม่กลับใจจะคอยเมื่อไรอีกเล่า ปิศาจที่หนึ่งที่สองก็ตกประหม่าครั่นคร้ามไม่อาจทำวุ่นวาย โยนทิ้งเครื่องมือหมุนกลับทีหนึ่งก็กลายเปนรูปเดิม คือเปนราชสีห์เขียวตัวหนึ่ง ช้างเผือกตัวหนึ่ง พระบุนซู้ พระเพ้าเฮี้ยก็เอาดอกบัวติดบนหลังปิศาจก็ขึ้นนั่งองค์ละตัว ปิศาจทั้งสองก็ระงับจิตรสงบลง

ฝ่ายปิศาจที่สามยังไม่ยอมทิ้งอาวุธ ขยายปีกบินขึ้นสูงจะโฉบเฉี่ยวเห้งเจีย ๆ แอบอยู่ในเงาของพระพุทธเจ้า ปิศาจไม่อาจเข้ามาใกล้พระพุทธเจ้า ๆ สำรวมจิตรบันดานที่พระเมาลีเปนก้อนเนื้อสดก้อนหนึ่งปิศาจเห็นก็โฉบเฉี่ยวตะครุบก้อนเนื้อ พระพุทธเจ้าเอาพระหัษฐ์จับเอ็นที่หัวปีกกระชากออกจนบินมิได้ ก็ร่อนลอยอยู่กลางอากาศจะไปไกลก็มิได้ก็กลายกลับเปนรูปเดิมคือนกอินทรีย์ จึงอ้าปากพูดว่าพระยูไลย์ทำไมจึงใช้อะภินิหารมาคุมขังข้าพเจ้าไว้ดังนี้เล่า พระยูไลย์ตรัสว่า เจ้าอยู่ที่นี่จะกระทำกรรมเวรมากขึ้น จงรีบตามพระตะถาคตไปจะได้ผลประโยชน์ ปิศาจพูดว่าพระยูไลย์ปฏิบัติรักษาศีลเปนเครื่องกระยาบวช ข้าพเจ้าอยู่ในที่ตำบลนี้กินเนื้อถึกไม่รู้ว่าเท่าใด พระยูไลย์จะพาไปให้ข้าพเจ้าอดตายจะมิเปนเวรกรรมหรือ พระยูไลย์ตรัสว่าทั้งสี่ทวีปย่อมนับถือตะถาคตทั้งสิ้น แม้ว่าประพฤติความดีโดยชอบธรรมแล้ว ตะถาคตจะให้คนทั้งหลายนั้นเอามากินก่อนให้พอปาก

ฝ่ายปิศาจอินทรีย์จะใคร่ให้พ้นโทษไป ก็ไม่รู้แห่งที่จะทำประการใด ก็ต้องน้อมนมัศการตามพระยูไลย์ เห้งเจียออกมานมัศการพูดว่าบัดนี้พระองค์ก็กำจัดปราบปิศาจร้ายได้สิ้นแล้ว ยังแต่อาจาริย์นั้นหายไป ฝ่ายปิศาจเมื่อได้เห็นเห้งเจียก็กัดฟันพูดว่า อ้ายลิงมึงไปเที่ยวหาคนร้ายมาข่มเหงเรานี้ เราได้กินอาจาริย์ของเอ็งเมื่อไร บัดนี้ยังอยู่ที่ตำหนักในหอเล็กลั่นกุญแจไว้ในตู้เหล็กไม่เชื่อเอ็งจงไปดู เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็รีบกราบลาพระยูไลย์ พระยูไลยก็กลับไปยังเดิม

ฝ่ายเห้งเจียลดลงยังพื้นแล้วเดินเข้าไปในประตูเมือง เห็นพวกบริวารปิศาจดุจงูไม่มีศรีษะเดินไปไหนก็ไมได้ เพราะพระยูไลย์จับเอานายไปแล้วต่างก็หาที่หลบหลีกเอาตัวรอด เห้งเจียก็เข้าไปแก้โป๊ยก่ายซัวเจ๋งออก เที่ยวรวบรวมเก็บของแลม้ามาได้แล้ว เห้งเจียบอกว่าอาจาริย์ยังไม่ตายปิศาจยังมิได้กิน เจ้าทั้งสองจงตามพี่เข้าไปแก้อาจาริย์ออก พูดแล้วก็พากันไปที่หอนั้น ตีกุญแจออกเห็นมีตู้เหล็กตั้งอยู่ได้ยินเสียงพระอาจาริย์ร้องไห้อยู่ข้างใน ซัวเจ๋งเอาตะบองกระทุ้งตู้เปิดออกร้องเรียกว่าอาจาริย์ พระถังซัมจั๋งเห็นก็ร้องไห้โฮใหญ่เห้งเจียจึงเล่าให้อาจาริย์ฟังทุกประการ พระถังซัมจั๋งก็ขอบคุณไม่รู้สิ้น อาจาริย์กับศิษย์ก็พักหาอาหารกินอิ่ม แล้วก็พากันออกจากเมืองหมายปราจิณทิศเข้าทางใหญ่เดินไปตามระยะทาง

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ