๔๘

ฝ่ายพวกชาวบ้านแกจึง ครั้นตั๊นเท่งตั๊นเชงพี่น้องทั้งสองเอาเด็กชายหญิงออกมาส่งพวกเหล่านั้นก็รับเอาเด็กนั้นยกไป แลต่างคนต่างถือเครื่องเส้นสุราแลหมูเป็ดไก่กับสิ่งของต่าง ๆ ครั้นพร้อมกันก็โห่สามลาพากันเดินไปยังศาลเจ้า ครั้นถึงก็พากันเข้าไปในศาล เอาเด็กชายหญิงทั้งสองขึ้นวางข้างบน ของนอกนั้นก็วางเรียงกันเปนลำดับลงมาที่กลางศาลข้างบน มีเปนป้ายอุ้ยเขียนหนังสือตัวทอง คือศาลเจ้าเล่งก๊ำอ๋อง

ฝ่ายพวกบ้านแกจึง ครั้นตั้งเครื่องเสร็จแล้ว ก็พากันจุดธูปเทียนขึ้น จึงมีคำบวงสรวงว่า ข้าพเจ้าหมู่บ้านแกจึง ได้พร้อมใจกันทำเครื่องเส้นมาเส้น แต่เจ้าของผู้เส้นนั้น คือตั๊นเท่งตั๊นเชงพี่น้องทั้งสอง ได้เอาเด็กชายหญิงเปนของเส้นเอก นอกนั้นพวกข้าพเจ้าตามเคย ในปีนี้เดือนนี้วันนี้เวลานี้ ขอเชิญท่านใต้อ๋องได้มารับเครื่องเส้นของพวกข้าพเจ้าเหล่านี้เถิด แลขอใต้อ๋องได้ปกครองพวกข้าพเจ้าให้ได้มีความศุขทุก ๆ คน แลขอให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูทั้งพืชผลต้นเข้าให้งอกงามบริบูรณ ให้อิ่มเอิบทุก ๆ คนเถิด

ครั้นเส้นแล้วต่างคนก็พากันกลับไปบ้าน ฝ่ายโป๊ยก่ายเห็นคนกลับกันไปหมดแล้ว จึงพูดแก่เห้งเจียว่า เราพากันกลับบ้านเถิด เห้งเจียถามว่าบ้านตัวอยู่ที่ไหน โป๊ยก่ายตอบว่าไปที่บ้านเราพักนั้นอย่างไรละ เห้งเจียด่าว่าอ้ายสัตว์หมูพูดจาออกเลอะเทอะ ได้ตั้งใจยอมรับเปนธุระเขาแล้ว ก็ต้องทำไปให้ตลอดจึงจะถูกต้อง โป๊ยก่ายพูดว่าพี่เปนสัตว์กลับมาว่าข้าเปนสัตว์ ทำหลอก ๆ เขาเล่นเท่านั้น นี่จะทำเอาจริงจังด้วยเล่า

เห้งเจียว่าเปนคนจะต้องให้มีจริง รับปากเขาแล้วจะต้องคอยให้จนปิศาจมันมากินจึงจะชอบ มิฉนั้นปิศาจมันก็จะไปลงโทษเอาเขา ก็จะเกิดไม่มีความศุข ในขณะที่เห้งเจียโป๊ยก่ายโต้ตอบกันอยู่ก็ได้ยินลมพยุห์ใหญ่พัดมา ก็นึกรู้สึกว่าเห็นปิศาจมันจะมาแล้ว โป๊ยก่ายไม่สบายใจพูดว่าเห็นจะไม่ได้การ อ้ายตัวเปรตเห็นจะมาแล้ว เห้งเจียห้ามว่าอย่าพูดเสียงดัง ไว้รอพี่โต้ตอบเอง บัดเดี๋ยวใจปิศาจก็มาถึง รูปร่างดุจยักษ์ร้ายแยกเขี้ยวเข้ามายืนขวางประตูศาล ร้องถามว่าปีนี้ใครเปนเจ้าของเส้น

เห้งเจียตอบว่า ตั๊นเท่งตั๊นเชงเปนเจ้าของ ปิศาจได้ฟังดังนั้นมีความสงไสย นึกแต่ในใจว่าทุกปีไม่มีอย่างนี้ อ้ายเด็กทารกนี้ทำไมจึงมีความกล้าหาญ ก่อน ๆ มานั้นถามคำหนึ่งก็พูดไม่ได้ ถามอิกคำหนึ่งก็สิ้นสติ เอามือจับดูก็ดุจคนตายแล้ว วันนี้ทำไมเด็กพูดโต้ตอบไม่สดุ้งหวาดวั่น ปิศาจเห็นดังนั้นก็ไม่อาจเข้าจับ จึงถามว่าเด็กชายหญิงชื่อเรียงเสียงไร เห้งเจียหัวเราะแล้วตอบว่าชายชื่อตั๊นกวนโป๊ หญิงชื่อเจ็กชิ้นกิม ปิศาจว่าวันนี้ก็ตามเคยมาทุกปีเราจะต้องกินเนื้อเจ้าทั้งสอง เห้งเจียว่าตามแต่ท่านจะประสงค์เถิด ข้าพเจ้าไม่กล้าขัดขวาง ปิศาจได้ยินดังนั้นก็ขยับเข้ามาร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง พูดว่ามึงอย่าทำปากกล้า ทุก ๆ ปีเราเคยกินเด็กชายก่อน ปีนี้เราจะกินเด็กหญิงก่อน พูดแล้วก็เข้าจับโป๊ยก่าย ๆ เห็นดังนั้นกระโดดถอยหนีแปลงกลับเปนรูปเดิม ยกคราดเหล็กสับปิศาจ ๆ ก็ชักมือกลับกระโดดถอยออกนอกศาล โป๊ยก่ายก็ไล่ตามไป เห้งเจียเห็นดังนั้นก็กลับเปนรูปเดิม ไล่ติดตามไปช่วยรบ ปิศาจก็เหาะหนีขึ้นบนอากาศ เห้งเจียโป๊ยก่ายก็ไล่ตามไป ปิศาจหามีอาวุธไม่ อยู่ในกลีบเมฆร้องถามว่าเฮ้ยอ้ายสองคนนี้อยู่แห่งหนตำบลใด ชื่อเรียงเสียงใด เหตุใดมึงจึงสามารถมาดูถูกกูถึงเพียงนี้

เห้งเจียตอบว่าอ้ายปิศาจร้าย ทำไมมึงจึงไม่รู้จักกู เราคือสานุศิษย์พระถังซัมจั๋ง มีรับสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้ไปไซทีอาราธนาพระธรรม เพราะมาอาไศรยพักที่บ้านตั๊นเท่งตั๊นเชงจึงได้รู้ว่าเอ็งเปนปิศาจยักษ์ร้าย ปลอมตั้งชื่อว่าเปนเจ้าก๊ำอึงใต้อ๋อง ทุก ๆ ปีมาทวงเครื่องเส้นกินเด็กทั้งชายแลหญิงเปน ๆ ไม่มีจิตรเมตา เราทราบความมีความกรุณาจึงมาช่วยทุกข์ของทารกพวกชาวบ้าน จึงได้มาหวังจะจับตัวอ้ายปิศาจร้าย เอ็งจงเร่งสารภาพรับผิดโดยดี มึงอยู่ที่นี่ตั้งตัวมาหลายปีแล้ว กินเด็กชายหญิงมากน้อยเท่าใด เจ้าจงเร่งคิดคืนมาโดยเร็ว เราจะยกชีวิตรไว้ให้เจ้า

ปิศาจได้ฟังดังนั้นก็กระโดดหนี โป๊ยก่ายยกคราดสับก็ไม่ถูก ปิศาจก็รีบหนีดำลงในแม่น้ำทงทีฮ้อ เห้งเจียร้องห้ามว่าอย่าไล่มันไปเลย เห็นมันจะอยู่ในแม่น้ำนื้เปนแน่ ไว้คิดอุบายจับมันจะดีกว่า โป๊ยก่ายก็เชื่อพากันกลับมายังศาล เก็บเครื่องเส้นเหล่านั้นกลับมายังบ้านตั๊นเท่งตั๊นเชง ในเวลานั้นพระถังซัมจั๋งกับซัวเจ๋งกำลังสนทนากันอยู่กับตั๊นเท่งตั๊นเชงพี่น้องทั้งสอง แลไปเห็นเห้งเจียโป๊ยก่ายยกของเครื่องเส้นนั้นกลับมา พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นจึงถามว่า การเส้นนั้นเปนประการใด เห้งเจียก็ชี้แจงเหตุการที่ได้เปนนั้นให้ฟังทุกประการ

ฝ่ายตั๊นเท่งตั๊นเชงพี่น้องได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดียิ่งนัก จึงยกที่นอนหมอนเสื่อออกมาจัดแจงให้อาจาริย์กับศิษย์อาไศรยนอน

ฝ่ายปิศาจครั้นหนีรอดชีวิตรไปได้แล้ว ลงในน้ำไปยังที่สำนักนั่งนิ่งไม่พูดจาว่ากะไร พวกบริวารน้ำเห็นดังนั้น ก็พากันมาถามว่า ใต้อ๋องเคยทุกปีไปรับเครื่องเส้นแล้ว ถ้ากลับมาก็ย่อมรื่นเริงปีนี้เปนประการใดกลับมาแล้วใต้อ๋องจึงมีความเศร้าหมองดังนี้เล่า ปิศาจใต้อ๋องตอบว่า ทุกๆ ปีได้เคยรับเครื่องเส้นแลยังได้นำมาฝากพวกเจ้ากินเปนที่รื่นเริงสนุกสนาน ปีนี้ตัวเราก็มิได้เครื่องเส้น แลสิ่งของต่างๆ ก็มิได้เอามา เพราะบังเอินไปพบอ้ายคนร้ายต่อสู้แก่เรา เดชบุญรอดชีวิตรมาได้

พวกบริวารได้ฟังดังนั้นจึงถามว่า อ้ายคนร้ายนั้นคือใครที่ไหน ปิศาจบอกว่า อ้ายคนร้ายนั้นคือเปนสานุศิษย์ของพระถังซัมจั๋ง อยู่ณเมืองใต้ถังจะไปยังมัชฌิมประเทศ อาราธนาพระไตรยปิฎกธรรม อ้ายคนทั้งสองนั้นมันแปลงเปนเด็กทั้งชายหญิงเข้านั่งอยู่ในศาล มันเห็นเราไปถึงมันกลับเปนรูปเดิมชักอาวุธออกจะเข้าทำร้ายเรา บังเอินเราหนีรอดมาได้ เราเคยได้ยินเขาเล่าลือกันว่า พระถังซัมจั๋งเธอเปนผู้บริสุทธิ์บวชมาสิบชาติแล้ว แม้ว่าผู้ใดได้กินเนื้อเธอก้อนหนึ่ง อายุของผู้นั้นจะยืนนานไม่นับได้ บังเอินสานุศิษย์ของเธอมาทำลายชื่อเสียงเราเสียได้ เรามีความอับประยศอดสูยิ่งนัก เราคิดจะใคร่จับตัวถังซัมจั๋งให้จงได้ แต่กีดด้วยศิษย์ของเธอมีฤทธิ์เข้มแข็งนักจะจับมิได้โดยง่าย ในเวลาที่ปิศาจพูดอยู่นั้น ในหมู่บริวารปลาตัวหนึ่งผุดลุกออกมา คือแม่ปลากระบอกตัวหนึ่งหัวเราะพูดว่า ใต้อ๋องจะใคร่จับพระถังซัมจั๋งนั้นจะยากอะไร แต่ไม่ทราบว่าถ้าจับตัวเธอได้แล้วจะมีบำเหน็จรางวัลประการใด

ปิศาจได้ฟังบริวารพูดดังนั้นจึงพูดว่า ถ้าแม้นจับตัวถังซัมจั๋งได้แน่ดังนั้น ข้าพเจ้ากับนางจะปฏิญาณเปนพี่น้องกัน รับซึ่งความศุขสำราญด้วยกันทุกวันไป แม่ปลากระบอกได้ฟังดังนั้นก็กระทำความขอบคุณแล้วถามว่า ข้าพเจ้าได้ทราบว่าใต้อ๋องมีฤทธาอานุภาพอาจสามารถจะเรียกลมเรียกฝน แลทำคลื่นละลอกให้ไหวไปทั้งมหาสมุทได้ ไม่ทราบว่าใต้อ๋องจะทำให้เปนหมอกแลน้ำค้างได้หรือไม่ ปิศาจใต้อ๋องตอบว่า หมอกแลน้ำค้างนั้นข้าพเจ้าสามารถทำได้ดังประสงค์ แม่ปลากระบอกได้ฟังนั้นนั้นก็ตบมือหัวเราะว่า ถ้ากระนั้นก็เปนการง่ายที่สุด ปิศาจจึงให้นางปลากระบอกชี้แจงความคิดให้ฟัง คือว่าอุบายของนางปลากระบอกนั้นจะทำประการใด

นางปลากระบอกชี้แจงว่า คือวันนี้เข้ายามสามใต้อ๋องจงบันดานให้มีลมพัดหนาวจัด แลทำให้หมอกลงกลุ้มมืดในลำแม่น้ำทงทีฮ้อน้ำแข็งตลอดทั้งลำแม่น้ำ ข้าพเจ้าจะแปลงไปให้หลายคนเดินไปบนหลังน้ำ หาบบ้างคอนบ้างทำเดินไปมาว่าเปนทีธุระ ฝ่ายพระถังซัมจั๋งเมื่อได้เห็นดังนั้น โดยที่ตั้งใจคิดจะไปไซทีก็จะลงเดินมา เราคอยรอให้พอถึงกลางแม่น้ำ ใต้อ๋องจงทำน้ำนั้นให้คืนเหลวไปอย่างเดิม ถังซัมจั๋งกับศิษย์ก็จะจมน้ำ เวลานั้นก็จะจับเอาตามสบาย ปิศาจครั้นได้ฟังนางปลาชี้แจงดังนั้น ก็มีความยินดีเห็นว่าคงจะสมคิด จึงพูดว่าคิดอุบายอย่างนี้ดีที่สุดหาที่เปรียบมิได้ ปิศาจพูดสรรเสริญนางปลาฉนั้นแล้ว เวลาก็จวนสามยามจึงออกจากที่สำนักแหวกน้ำขึ้นมาหลังน้ำ บันดานให้เปนลมหมอกหนาวกล้ามืดไปทั้งลำแม่น้ำ

ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับพวกศิษย์ทั้งสาม พักอาไศรยนอนอยู่ที่บ้านตั๊นเท่งตั๊นเชง ในคืนวันนั้นจวนจะแจ้งก็เกิดความหนาวสั่นทุกคน โป๊ยก่ายถามว่าพี่หนาวหรือเปล่า เห้งเจียตวาดว่าเปนคนอยู่ในทางศีลทานหนาวหน่อยร้อนหน่อยก็วุ่นวายทำไม กลัวอะไรกับหนาวอย่างนี้เล่า พระถังซัมจั๋งพูดว่าดูคืนวันนี้หนาวมากสักหน่อย อาจาริย์กับศิษย์ก็พากันนอนไม่หลับ ต่างผุดลุกขึ้นหาผ้าห่ม เปิดประตูมองไปข้างนอก แลเห็นท้องฟ้ามีหมอกลงออกกลุ้มมืดมัวแลไม่เห็นอะไร เห้งเจียว่าเห็นจะเปนปิศาจร้ายสำแดงฤทธิ์คิดจะทำเราดอกกระมัง ดูน้ำค้างตกลงมาขาวราวกับเพ็ชร์ อาจาริย์สานุศิษย์นั่งพิศดูประมาณครู่ใหญ่ ในบ้านตั๊นเท่งเปิดประตูเอาน้ำร้อนออกมาถวายพระถังซัมจั๋งให้ล้างหน้าแลสานุศิษย์ก็พากันล้างหน้า พวกคนใช้ก็ยกน้ำชาออกมาถวายพระถังซัมจั๋งแลยกอั้งโล่ถ่านไฟมาให้ผิง อาจาริย์กับศิษย์ก็นั่งล้อมผิงไฟแก้หนาว พระถังซัมจั๋งถามตาเฒ่าตั๊นเท่งว่าที่ตำบลนี้มีเปนฤดูหรือเปล่า ตั๊นเท่งตอบว่าอันการอื่นก็ผิดบ้างแต่ฤดูสี่นั้นก็ไม่ผิดแก่เมืองบน

พระถังซัมจั๋งพูดว่าถ้าฤดูเหมือนกัน ทำไมฤดูนี้ก็มิใช่ฤดูหนาวทำไมจึงมีน้ำค้างแลหมอกลงออกขาวมืดมัวไปฉนี้ แลเกิดความหนาวจัดดุจฤดูหนาวจะมิผิดฤดูหรือ ตั๊นเท่งพูดว่าอันที่จริงฤดูหนาวเดือนสิบสองจึงจะมี แต่ที่ตำบลนี้เดือนสิบก็มีหนาวราย ๆ หมอกน้ำค้างก็มีบ้างแล้ว พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าผิดกับเมืองอาตมภาพ เมืองบนนั้นต่อเดือนสิบสองจึงจะมีหมอกแลน้ำค้าง พระถังซัมจั๋งพูดอยู่กับตั๊นเท่ง คนใช้ในบ้านออกมานิมนต์ฉันเข้าต้ม พระถังซัมจั๋งก็มานั่งรับประเคน ครั้นฉันแล้วศิษย์ทั้งสามก็ฉันก็พอเวลาสว่างดี หมอกน้ำค้างก็ยิ่งมาก บัดเดี๋ยวน้ำค้างที่แผ่นดินสูงขึ้นเปนศอกเศษ พระถังซัมจั๋งแลไปเห็นน้ำค้างดังนั้นก็ให้เศร้าหมองในใจ เกิดทุกข์โทมนัศน้ำตาไหลออกอาบหน้า

ตาเฒ่าตั๊นเท่งเห็นดังนั้นพูดว่า ท่านอาจาริย์อย่าได้เศร้าหมองเลย บ้านข้าพเจ้าเข้าปลาบริบูรณ์จะเลี้ยงท่านมิให้อดอยากได้ จะกินสักสิบปีก็ไม่หมดท่านอย่าได้วิตกเลย พระถังซัมจั๋งพูดว่าท่านตายังไม่ทราบในความทุกข์ของอาตมภาพ เมื่อปีจะออกจากเมืองพระถังไทจงฮ่องเต้ได้เสด็จตามส่งถึงนอกเมืองได้ตรัสถามอาตมภาพว่าสักกี่ปีจึงจะได้กลับเมือง อาตมได้ทูลว่าสักสองสามปีจึงจะได้กลับมา บัดนี้ก็ได้เจ็ดแปดปีแล้ว ก็ยังมิได้เห็นพระภักตร์พระพุทธเจ้าว่าจะเปนประการใด วิตกจะไม่สมพระราชประสงค์ เพราะฉนั้นจึงมีความวิตกทุกข์ร้อน มาถึงนี่ได้อาไศรยท่านตาก็ขอบคุณท่านเปนที่สุด เห้งเจียโป๊ยก่ายได้ช่วยท่านตา ก็ปราถนาจะใคร่พึ่งเรือที่จะได้ข้ามไป มาบัดนี้ก็บังเอินเกิดหมอกน้ำค้างลงออกมากมายผิดปลาดดังนี้ จนมืดมัวท้องฟ้าแลไม่เห็นอะไร อันธุระของอาตมภาพไม่ทราบว่าเมื่อไรจะสำเร็จที่จะได้กลับบ้านเมืองเดิม

ตั๊นเท่งได้ฟังพระถังซัมจั๋งพูดดังนั้น จึงพูดว่าท่านอาจาริย์อย่าวิตกเลยจงวางใจเถิดจงพักอยู่ที่นี่ก่อน ไม่กี่วันรอท้องฟ้าบริสุทธิ์สว่างแล้วพวกข้าพเจ้าทั้งหลายจะพร้อมกันช่วยจัดเรือข้ามส่งท่านไป ตั๊นเท่งกำลังพูดอยู่กับพระถังซัมจั๋ง ก็เห็นคนใช้ออกมานิมนต์พระถังซัมจั๋งฉันเพน พระถังซัมจั๋งรับประเคนแล้ว พิจารณาดูเครื่องขบฉันเหล่านั้นล้วนแต่ของโอชารศต้องเปลืองต้องเสียทรัพย์มาก คิดขึ้นมาก็ไม่สบายใจโดยเหตุที่ตนได้มาอาไศรยพึ่งบุญเจ้าภาพอยู่นั้น ไม่รู้ที่จะเอาอะไรตอบแทน ครั้นพระถังซัมจั๋งฉันแล้ว ตาเฒ่าทั้งสองพี่น้องจึงใช้ให้คนปัดกวาดที่ในสวนดอกไม้ แล้วนิมนต์พระถังซัมจั๋งไปเที่ยวเล่นเพื่อจะให้แก้รำคาร

พระถังซัมจั๋งรับนิมนต์ออกไปพิจารณาดูที่สวนดอกไม้นั้นแล้ว เวลาก็จวนค่ำ ตั๊นเท่งจึงนิมนต์พระถังซัมจั๋งกลับบ้าน ตั๊นเชงก็ให้คนใช้ยกน้ำชามาถวาย พระถังซัมจั๋งกำลังฉันน้ำชา ได้ยินคนเดินทางพูดกันว่า ฟ้าหนาวน้ำลำแม่น้ำทงทีฮ้อแข็งไปตลอดทั้งแม่น้ำ พระถังซัมจั๋งได้ยินคนพูดดังนั้น จึงถามเห้งเจียว่า น้ำแข็งไปดังนี้จะทำอย่างไร ตั้นเท่งพูดว่า เห็นจะหนาวจัดน้ำแข็งข้างๆ ริมฝั่งดอกกระมัง คนพูดว่าน้ำแข็งตลอดลำแม่น้ำแม่น้ำดุจกระจก บนหลังนำมีคนเดินไปมาได้ พระถังซัมจั๋งได้ยินคนพูดว่าเดินไปมาได้ ก็อยากจะเดินออกไปดู ตั๊นเท่งพูดว่าท่านอาจาริย์อย่ารีบร้อนเลย วันนี้ก็เวลาค่ำแล้ว รอพรุ่งนี้จึงค่อยไปดูเถิด พระถังซัมจั๋งก็งดมิได้ไปพอค่ำก็พากันพักนอน พอรุ่งแจ้งฉันแล้ว พระถังซัมจั๋งเห้งเจียก็จัดแจงม้าจะได้ข้ามน้ำไป ตั๊นเท่งตั๊นเชงพูดว่า ขอพระอาจาริย์รอก่อนไว้น้ำคืนเหลวแล้ว พวกข้าพเจ้าจะเอาเรือข้ามส่งดีกว่า ซัวเจ๋งพูดว่า ควรไปได้จะต้องรีบไป ข้าพเจ้าจัดผูกม้าแล้ว นิมนต์พระอาจาริย์ขึ้นม้าไปเถิด

ตั๊นเท่งได้ฟังซัวเจ๋งพูดดังนั้น จึงพูดว่าเห็นจะถูก จึงเรียกพวกคนใช้ให้จัดผูกม้าหกม้า ครั้นแล้วก็พร้อมกันขึ้นม้าเดินไปริมฝั่งพิเคราะห์ดู ก็เห็นคนเดินไปมาบนหลังน้ำได้ พระถังซัมจั๋งจึงถามตั๊นเท่งว่า คนที่เดินนั้นอยู่ที่ไหนไปข้างไหนมา ตั๊นเท่งบอกว่าคนทิศตวันตกไปมาค้าขาย สิ่งของที่บ้านตำบลนี้ราคาร้อยสลึง ไปเมืองนั้นได้ราคาหมื่นสลึงลงทุนน้อยแต่มีกำไรมาก เพราะฉนั้นคนจึงไม่คิดถึงความตาย อุส่าห์พากันไปมาไม่คิดกลัว ทุกปีบางบ้านสี่ห้าคนลงเรือลำหนึ่ง บางลำก็สิบคนแล่นข้ามไปค้าขาย บัตรนี้เห็นน้ำแข็งเดินได้จึงพากันเดินข้ามไปมา พระถังซัมจั๋งพูดว่า คะราวาศเขาเห็นด้วยลาภผลสู้อุสาหะไม่คิดกลัวความตาย อาตมภาพรับรับสั่งเพราะด้วยความกตัญญูต่อเจ้าดังนี้ จะมิผิดกว่าคะราวาศหรือ พูดดังนั้นแล้วก็เรียกเห้งเจียให้กลับไปบ้านตั๊นเท่ง จัดแจงรวบรวมเก็บสิ่งของจะได้ทันข้ามน้ำแข็งนี้ไป

เห้งเจียรับคำสั่งแล้วก็หัวเราะ ซัวเจ๋งเห็นดังนั้นจึงพูดว่าโบราณย่อมว่า พันวันก็กินข้าวสิ้นพันถัง บัดนี้มาอาไศรยที่บ้านท่านตาทั้งสอง จะพักคอยอีกสักสองสามเวลาให้ท้องฟ้าแจ่มแจ้งแล้วแลน้ำกลับคืนเหลวแล้ว จึงค่อยหาฤๅกันข้ามไปจะมิดีหรือ ถ้ารีบร้อนนักเห็นจะไม่เปนการ วิตกเกรงจะมีความขัดข้องจะได้ความเดือดร้อน พระถังซัมจั๋งพูดว่า ซัวเจ๋งช่างโง่เสียจริง ๆ เวลาตามเวลากาลน้ำแข็งข้ามไป จะมานั่งคอยให้น้ำแปรจึงจะข้าม จะมิพาชักช้าวันคืนไปหรือ โป๊ยก่ายว่าท่านทั้งหลายอย่าเถียงกันเลย ข้าพเจ้าจะลองดูก่อน แม้ว่าไปได้จึงค่อยพากันไป โป๊ยก่ายก็ลงจากหลังม้าเดินมาริมฝั่งยกคราดขึ้นสับลงไปเต็มกำลังทีหนึ่ง คราดกะท้อนเจ็บมือ โป๊ยก่ายหัวเราะพูดว่าไปได้ไปได้ ข้างล่างก็แข็งตลอดลงไป พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นก็มีความยินดีที่สุดจึงพากันกลับมาบ้านตั๊นเท่ง ให้สานุศิษย์จัดสิ่งของเดินทาง

ฝ่ายตั๊นเท่งตั๊นเชงพี่น้องอ้อนวอนสักเท่าใดก็ไม่เชื่อ พี่น้องก็รีบหาสิ่งของเสบียงอาหารให้ไปตามทาง ตั๊นเท่งตั๊นเชงจึงเอาทองคำใส่ถาดยกออกมาตั้งขอบคุณ พระถังซัมจั๋งบอกคืนไม่รับพี่น้องก็อ้อนวอนเห้งเจียให้รับ เห้งเจียกลัวจะเสียใจจึงเอาสองนิ้วลงหยิบๆ ทีหนึ่งพอเปนกิริยา ครั้นเสร็จแล้วพระถังซัมจั๋งก็ลาตั๊นเท่งตั๊นเชงพี่น้องแลคนในบ้านทุก ๆ คน เห้งเจียโป๊ยก่ายต่างก็ลาคนในบ้านตั๊นแกจึงทุก ๆ คน ในบ้านตั๊นเท่งตั๊นเชงไม่ว่าเล็กใหญ่ พากันออกมาเคารพส่งทุก ๆ คน พระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ก็พากันออกเดินมาถึงริมฝั่งน้ำก้าวลงไปในน้ำแข็งลื่นยั้งไม่อยู่ ม้าก็พลาดพระถังซัมจั๋งก็พลัดตกจากหลังม้า ซัวเจ๋งพูดว่าเห็นจะเดินยาก โป๊ยก่ายบอกว่าให้ขอหญ้าฟางที่บ้านตั้นเท่งผูกห่อขาม้าเสียจึงจะเดินไม่ลื่น

ตั๊นเท่งตั๊นเชงตามมาส่งถึงฝั่งน้ำ ได้ยินโป๊ยก่ายพูดดังนั้น ก็เรียกคนใช้ให้รีบไปแบกหญ้าฟางมาในทันใด โป๊ยก่ายก็เอาหญ้าฟางผูกห่อขาม้าแล้วนิมนต์อาจาริย์ให้ขึ้นขี่ก็ลาออกจากฝั่งข้ามไป ตั้งแต่นั้นก็เดินเปนปรกติ อาจาริย์กับศิษย์ก็ตั้งหน้ามุ่งจะข้ามไปยังปราจิณทิศ ไม่มีความวิตกหวาดหวั่นระวังอะไรเลย แลไม่ได้หยุดพักเลยรีบเดินไปโดยด่วน จนตวันจวนจะค่ำก็อาไศรยแสงพระจันทร์แลดาวเดินไป เห็นผิวน้ำแข็งวับแวมเปนเงาทั่วตลอดไป รีบเดินไปคืนหนึ่งจนสว่าง หิวก็เอาเข้าตากเข้าตูมากินแล้ว ก็ตั้งหน้ารีบตรงไป

เมื่อกำลังเดินไปนั้น ได้ยินเสียงลั่นอยู่ใต้น้ำ อาจาริย์กับศิษย์พากันตกใจ เหตุด้วยปิศาจคอยอยู่หลายเวลาแล้ว พอได้ยินเสียงเท้าม้าเดินข้ามมา ปิศาจก็สำแดงฤทธิ์บันดารให้น้ำเหลวกลับไปอย่างเดิม เห้งเจียเห็นดังนั้นก็เหาะขึ้นบนอากาศ พระถังซัมจั๋งกับม้าแลโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็พากันจมน้ำ ปิศาจร้ายก็มาจับพระถังซัมจั๋งเอาลงไปยังสำนัก ครั้นถึงก็เข้านั่งเก้าอี้เรียกว่านางน้องอยู่ที่ไหน นางปลากระบอกก็ออกมาคำนับ ปิศาจจึงพูดสรรเสริญว่า น้องพูดคำหนึ่ง แม้ว่าม้าฝีเท้าดีก็สู้ไม่ได้ เดิมเราได้สัญญาว่าถ้าจับถังซัมจั๋งได้ก็จะปฏิญาณเปนพี่น้อง เวลานี้ก็จับได้แล้ว พูดดังนั้นแล้วก็เรียกบริวารให้ยกโต๊ะออกมาตั้ง แลเอามีดที่คมดีมาจะผ่าอกเอาหัวใจพระสงฆ์ออกมาเรากับนางน้องจะได้กินเล่น เปนที่สำราญรื่นเริง

นางปลากระบอกได้ฟังดังนั้นจึงห้ามว่า ใต้อ๋องอย่าเพ่อกินก่อน ยังวิตกด้วยพวกสานุศิษย์ของเธอมาตามก็จะเกิดวุ่นวายกันขึ้น ขอให้รอสักสองเวลา แม้ว่าศิษย์ของเธอไม่มาตามก็แล้วแต่ใต้อ๋องจะกินหรือจะทำประการใด ปิศาจเมื่อได้ฟังนางปลากระบอกทัดทานก็เชื่อฟัง จึงขังพระถังซัมจั๋งไว้ในที่ลับ แล้วเอาแผ่นศิลาใหญ่ทับปิดประตูไว้แน่นหนา

ฝ่ายโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง หว้ายน้ำเก็บสิ่งของวางบนหลังม้าแล้วก็พากันหว้ายน้ำกลับมาเข้าฝั่งข้างทิศตวันออก แลไปก็เห็นเห้งเจียอยู่บนอากาศ เห้งเจียถามว่าพระอาจาริย์อยู่ที่ไหนจึงไม่เห็น โป๊ยก่ายตอบว่าพระอาจาริย์เปลี่ยนชื่อแล้วเรียกว่าแซ่ตั๊นชื่อก้นเบ้า ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะไปค้นหาที่ไหนได้แล้ว ต้องกลับเข้าฝั่งจึงค่อยติดต่อไป บัดนี้ก็เข้ามาถึงฝั่งแล้วกลับไปยังบ้านแกจึง คนในบ้านแกจึงเดินไปพบเข้า ก็วิ่งกลับมาบอกแก่ตั๊นเท่งตั๊นเชงทั้งสอง สองเฒ่าได้ฟังดังนั้นก็รีบออกมารับแลเห็นเสื้อผ้าเข้าของเปียกน้ำหมดทั้งสิ้น สองเฒ่าถามว่าทำไมไม่เห็นท่านอาจาริย์กลับมาเล่า ข้าพเจ้าได้อ้อนวอนห้ามสักเท่าใดก็ไม่ฟัง จึงได้มีเหตุเกิดขึ้นดังนี้ โป๊ยก่ายพูดว่าต่อนี้ไปอย่าเรียกถังซัมจั๋งเลยเปลี่ยนชื่อให้เรียกว่า ตั๊นก้นเบ้าเถิด สองเฒ่าได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้คร่ำครวญว่าสงสารแก่ท่านอาจาริย์ ข้าพเจ้าอ้อนวอนจะให้เอาเรือส่งก็ไม่ยอม ขืนจะรีบไปให้ได้จนมาถึงแก่ชีวิตร์อันตรายอย่างนี้ เห้งเจียพูดว่าท่านตาทั้งสองอย่ามีความโทมนัศเลย ข้าพเจ้าเชื่อว่าประกันได้ อาจาริย์คงจะไม่ถึงแก่ความตาย ที่อ้ายปิศาจก๊ำอึงคงทำกลอุบายจับอาจาริย์ไปเปนแน่ ท่านตาอย่าวิตก ท่านตาจงโปรดเอาจีวรผ้าผ่อนกับหนังสือไปตากเสียให้แห้งแลหาหญ้าเลี้ยงม้าไว้ด้วย ไว้ธุระข้าพเจ้าพี่น้องคิดอุบายแก้พระอาจาริย์กลับคืนให้จงได้ ธรรมเนียมถางหญ้าต้องถอนรากจึงจะสิ้นความร้อนใจเพื่อภายหลังแลจะช่วยกำจัดอ้ายปิศาจนี้ด้วย ถ้ามิดังนั้นพวกชาวบ้านแกจึงก็จะไม่เปนศุข

ตั๊นเท่งตั๊นเชงได้ฟังดังนั้น ก็มีความยินดีที่สุด จึงให้คนยกเข้ามาเลี้ยง เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็พร้อมกันกินเข้า ครั้นกินเสร็จแล้ว ต่างก็เตรียมอาวุธออกจากบ้านไปยังกลางน้ำค้นหาอาจาริย์

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ