๗๑

ฝ่ายไซ้ทั้ยส่วยใต้อ๋องค้นหาทุกแห่งไม่เห็นแล้ว จึงสั่งให้ปิศาจทั้งหลายนั่งยามไฟตีเกราะเฆาะไม้ ผลัดเปลี่ยนกันนั่งยามคอยระวังโดยกวดขัน เห้งเจียแปลงเปนแมลงวัน จับอยู่ข้างประตูเห็นประตูข้างน่า เฝ้าอยู่โดยกวดขันถ้าจะออกไปไม่ได้ ก็คลี่ปีกบินเลยกลับเข้าไปในตำหนักที่นางกิมเซี้ยเกงอยู่ แลไปเห็นนางกิมเซี้ยเกงเนี้ย ๆ นั่งคว่ำหน้าร้องไห้สะอื้นอยู่ เห้งเจียโผบินลงค่อย ๆ จับที่มวยผมนางแอบฟังนางร้องไห้คร่ำครวญ ว่าตัวพระองค์กับข้าพเจ้าจะทำกรรมเวรไว้แต่ปางก่อน หรือแยกผัวแยกเมียเขาจึงได้มาพบเห็นเช่นนี้ เพราะระฆังนี้จึงไม่รู้เหตุที่จะแก้ได้ คิดขึ้นมาก็ดุจคนบ้า เห้งเจียฟังนางคร่ำครวญ จึงค่อย ๆ เลื่อนลงมาที่หูพูดกระซิบเบา ๆ ว่านางอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าคือเจ้าเมืองใช้มาชื่อซึงหงอคง ข้าพเจ้ายังไม่ตาย เพราะเหตุข้าพเจ้ามีใจร้อน แอบลักเอาระฆังนั้นออกไปถึงที่หอ อดไม่ได้ก็แก้ออกมาดูไฟจึงได้ลุกขึ้น ข้าพเจ้าตกใจก็ทิ้งระฆังนั้นเสีย ข้าพเจ้าจะออกไปมิได้ จึงต้องแปลงตัวเปนแมลงวันจับอยู่ข้างประตู ถึงเวลานี้ปิศาจยังกำชับกวดขันรักษาอยู่ยากที่จะออกได้ นางจงรีบทำกิริยาสามีฬ่อลวงปิศาจใต้อ๋อง เชิญมันเข้ามานอนข้าพเจ้าจะได้พ้นในระหว่างนี้ จะได้คิดอุบายอื่นช่วยนางได้ นางได้ฟังดังนั้นอกใจไม่สมประดี น้ำตาไหลลงอาบหน้า ถามว่าพี่เปนคนหรือเปนผี

เห้งเจียตอบว่าไม่ใช่คนไม่ใช่ผีอะไรดอก ข้าพเจ้าแปลงกายเปนแมลงวันจับอยู่นี่ นางจงรีบไปเชิญใต้อ๋องออกมาโดยเร็ว นางก็ไม่เชื่อพูดเบา ๆ ว่า อย่ามาหลอกเรา ๆ ไม่เชื่อ เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าไม่อาจหลอกอย่ากลัวเลย แม้ว่านางไม่เชื่อจงแบฝ่ามือมาข้าพเจ้าจะลงไปในฝ่ามือให้เห็น นางจึงแบฝ่ามือคอยรับ เห้งเจียก็โผลงไปเบา ๆ จับอยู่กลางใจมือนาง นางพิจารณาแมลงวันโตสักเท่าเมล็ดถั่วเขียว นางก็ยกมือขึ้นเรียกว่าท่านผู้วิเศษ เห้งเจียก็ขานรับเบา ๆ ข้าพเจ้าคือซึงหงอคงแปลงตัว นางได้ยินจึงมีใจเชื่อแล้วกระซิบถามว่า ท่านจะให้ไปเชิญใต้อ๋องมา ท่านจะคิดอุบายอย่างไร

เห้งเจียพูดว่าโบราณท่านย่อมว่า หากคิดทำลายกันอะไรไม่ยิ่งกว่าสุราจะต้องสุราเปนต้น แลคนที่เคยใช้สอยสนิทขอเรียกมาให้ข้าพเจ้าดูสักคนหนึ่ง ข้าพเจ้าจะแปลงให้เหมือนอย่างนั้นยืนเฝ้ารับใช้อยู่ข้าง ๆ ถ้าสมคะเนจะได้ลงมือทำการโดยสนิท นางจึงร้องเรียกว่านางชุนเกียวอยู่ไหน นางชุนเกียวอยู่หลังลับแลจึงวิ่งออกมาคำนับถามว่าเจ้าแม่จะใช้ข้าพเจ้าหรือ นางกิมเซี้ยเกงจึงบอกว่าเจ้าจงไปเรียกพวกเจ้าให้ไปจัดทำโคมไฟ จะได้นำเราไปหาใต้อ๋องเชิญมานอนที่นี่

นางชุนเกียวจึงไปบอกพวกสาวใช้มาเจ็ดคนจัดทำโคมไฟแล้วก็ถือยืนสองข้างคอยนางกิมเซี้ยเกง จัดแจงแล้วก็ลุกออกมายังที่หอใต้อ๋องอยู่ สาวใช้ถือโคมนำหน้าเดินไป เห้งเจียก็จับเอาตัวหนอนหาวนอนคว่างไปใส่ตักนางชุนเกียว ๆ ตัวเนื้อก็อ่อนไป หาวนอนทนไม่ได้จึงวิ่งกลับไปที่นอนของตัวซุกหัวนอนหลับจนไม่รู้สึก เห้งเจียก็แปลงเปนนางชุนเกียววิ่งตามไป

ฝ่ายนางกิมเซี้ยเกงเดินมาใกล้หอ พวกปิศาจที่เฝ้าประตูก็วิ่งไปบอกแก่ใต้อ๋องว่า นางเจ้าแม่เดินมาหาใต้อ๋อง ๆ ไซ้ทั้ยส่วยก็ลงจากหอเดินมารับนอกประตู นางกิมเซี้ยเกงพูดว่าเวลานี้ก็ดึกไฟก็ดับแล้วคนร้ายก็หนีไปแล้วเชิญใต้อ๋องไปพักเถิด ปิศาจใต้อ๋องได้ฟังนางพูดดังนั้นก็มีใจรื่นเริงยินดียิ่งนัก จึงพูดว่าขอบใจนางมาก ๆ ที่อุส่าห์มีแก่ใจจงรักภักดีดข้าพเจ้า จึงเล่าให้นางฟังว่าที่ไฟเกิดเมื่อกี้นั้นคืออ้ายคนร้ายซึงหงอคงที่มันตีเซียนฮองของเราหนีมานั้น แลฆ่าอ้ายมีมามีไปชิงเอาธงกับม้าฬ่อมันแปลงมาลวงเรา ให้พวกเด็กของเราค้นหาดูก็ไม่เห็น เพราะฉนั้นยังไม่เปนศุขศบายได้ยังวิตกอยู่

นางกิมเซี้ยเกงพูดว่าคิดดูอ้ายคนร้ายมันก็หนีไปแล้ว ใต้อ๋องไม่ต้องวิตกเชิญไปนอนหลับเสียให้สบายใจเถิด ปิศาจใต้อ๋องเห็นนางเฝ้าคอยเชิญไม่อาจอยู่ช้า จึงสั่งคนใช้ให้คอยตรวจตราดูอย่ามีความประหมาทให้มั่นคงแข็งแรง สั่งแล้วปิศาจก็พร้อมมากับนางเดินไปยังตำหนัก

ฝ่ายเห้งเจียแปลงเปนนางชุนเกียวเดินตามปนเข้าไปกับนางสาวใช้ ครั้นถึงนางเนี้ย ๆ ก็เข้าจัดเครื่องโต๊ะ เอาสุรากับของกินมาจะได้แก้เหน็ดเหนื่อยให้ใต้อ๋อง นางสาวใช้เหล่านั้นก็ไปจัดหามาพร้อมตามสั่งทุกประการ นางเนี้ยๆ ก็มาเชิญใต้อ๋อง ๆ ครั้นเห็นดังนั้นจึงพูดว่าควรแล้ว ๆ จงรินสุรามาจะได้รื่นเริงกัน

ฝ่ายนางชุนเกียวก็ช่วยพวกพนักงานปิศาจสาวใช้เหล่านั้นรินเหล้ารินยา นางเนี้ย ๆ ก็ยกถ้วยสุราส่งใต้ปิศาจใต้อ๋อง ๆ ก็ยกถ้วยสุราส่งให้แก่นางต่างก็เปลี่ยนถ้วยกันกิน นางชุนเกียวปลอมถือป้านสุราคอยรินพูดว่า วันนี้ใต้อ้องกับเนี้ย ๆ เปลี่ยนถ้วยกันกินเปนที่รื่นเริงมาก ขอท่านทั้งสองรับประทานให้หมดในป้านนี้ ชุนเทียวก็รินอีกต่างก็กินจนหมดป้าน นางชุนเกียวพูดว่าใต้อ๋องเจ้าแม่มีความชอบสนุก ให้คนไหนเข้าใจร้องเข้าใจรำก็รำ พวกสาวใช้เหล่านั้นก็พากันรำแลร้อง

ฝ่ายใต้อ๋องกับนางเนี้ย ๆ เสพสุรามากแล้ว เนี้ย ๆ จึงบอกให้หยุดรำร้อง นางเหล่านั้นก็เลิกหลีกออกไปข้างนอกพักเหนื่อย ข้างในนั้นเหลือแต่นางชุนเกียวปลอมผู้เดียวคอยเฝ้ารินสุรา นางเนี้ย ๆ ก็พูดจาเล้าโลมยวนยีปิศาจใต้อ๋องด้วยกลมารยาของสัตรีต่าง ๆ ปิศาจก็มีความลุ่มหลงตัวเนื้ออ่อนล้มเอนลงกับเก้าอี้ นางเนี้ย ๆ ถามว่าระฆังของใต้อ๋องเอาไปไว้ที่ไหนไม่บุบสลายดอกหรือ ปิศาจใต้อ๋องบอกว่าระฆังวิเศษนี้ประกอบทำตั้งแต่เริ่มมีฟ้าดิน ทำไมจะบุบสะหลายได้เสียไปแต่หนังห่อนั้นถูกไฟไหม้ เพราะอ้ายคนร้ายมันชักเอาสำลีออกไฟจึงได้เกิดขึ้น

นางถามว่า ก็หนังเสียแล้ว จะเก็บไว้นั้นจะทำประการใดเล่า ปิศาจว่าไม่ต้องเก็บ ข้าพเจ้าผูกไว้กับเอ็วนี่แล้ว นางชุนเกียวปลอมได้ยินแล้วก็ถอนขนในตัวออกกำมือหนึ่ง ใส่ปากเคี้ยวแล้วพ่นไปเปนสัตว์สามอย่าง คือเล็นไรหมัดเข้าติดอยู่ในเสื้อผ้าของปิศาจ เข้าไปถึงตัวกัดเอาปิศาจใต้อ๋องจนทนไม่ได้ ก็พลิกไปพลิกมาแลคลำจับได้สองสามตัวจึงเอาไปส่องดูที่ไฟ นางเนี้ย ๆ นึกรู้แต่ในใจจึงพูดว่า เสื้อของใต้อ๋องมิได้ตากซักหลายเวลา จึงมีสัตว์เล็นไรเกิดขึ้นได้ ปิศาจนึกอายแก่ใจจึงพูดว่า ข้าพเจ้าตั้งแต่ไรมาก็ไม่เคยมีสัตว์เหล่านี้ คืนวันนี้มาเกิดมีขึ้นปลาดอยู่ นางเนี้ย ๆ พูดว่า ท่านใต้อ๋องทำไมจึงพูดดังนั้นเล่า เขาย่อมว่าแม้ว่าในตัวของฮ่องเต้ก็มีสัตว์สามฉนิด ใต้อ๋องจงถอดเสื้อออกให้ข้าพเจ้าจะช่วยจับให้ ปิศาจก็ถอดเสื้อออก

ฝ่ายเห้งเจียแปลงยืนอยู่ข้างนั้น คอยพิเคราะห์ดูเห็นปิศาจถอดเสื้อออกเปนชั้นๆ ทุกๆ ตัวก็ล้วนมีแต่เล็นแลไรหมัดทั้งสิ้น ครั้นแก้ถึงชั้นในเห็นเนื้อแลที่ระฆังนั้น ล้วนมีแต่เล็นแลไรหมกอยู่ออกขยุก ๆ นางซุนเกียวก็ร้องว่าใต้อ๋องแก้ระฆังนั้นออกเถิด ข้าพเจ้าจะช่วยจับให้ ปิศาจใต้อ๋องได้ฟังดังนั้น อนึ่งก็ให้นึกอายแลทั้งไม่รู้ว่าเปนกลอุบายของเห้งเจีย จึงแก้ระฆังทั้งสามระฆังส่งให้นางซุนเกียว ๆ ก็รับมาพิศดูสักครู่ใหญ่เห็นใต้อ๋องเมาสุรานอนซุกศีศะอยู่กับเสื้อ จึงเอาระฆังซ่อนเสีย ถอนขนออกจากกายสามเส้นเศกด้วยคาถาเป่าทีหนึ่ง ขนก็กลายเปนระฆังสามระฆังมิได้ผิดแก่ระฆัง จึงหยิบมาส่งที่ตะเกียงทำเปนหาเล็นแลไร พลิกไปพลิกมาสักประเดี๋ยวก็เรียกขนกลับเข้าตัวเสียตามเดิม จึงเอาระฆังส่งให้ใต้อ๋อง ๆ รับมาแล้วก็ส่งให้แก่นางเนี้ย ๆ เอาไปเก็บ กำชับสั่งว่าจงเก็บไว้ให้ดี ๆ อย่าให้เหมือนครั้งก่อน

นางเนี้ย ๆ รับมาแล้วก็เอาไปใส่หีบแล้วเอากุญแจทองใส่ดีแล้วก็กลับมากินสุรากับใต้อ๋องอิกสองสามถ้วย นางเนี้ย ๆ จึงสั่งพวกสาวใช้ให้จัดแจงปัดกวาดที่นอนเอาผ้าลาดปูให้ดี คืนวันนี้เราจะร่วมที่นอนเรียงหมอนกับใต้อ๋อง ๆ ได้ฟังจึงพูดว่า ข้าพเจ้าบุญน้อยไม่ควรจะเรียงหมอน ขอสาวใช้พาข้าพเจ้าไปนอนที่ตำหนักไซเกงนั้น ขอเชิญนางเนี้ย ๆ นอนให้สบายแต่ลำพังเถิด พูดดังนั้นแล้วต่างคนก็ไปที่นอน เห้งเจียเห็นเงียบได้เวลา ก็เอาระฆังวิเศษผูกซ่อนไว้กับบั้นเอ็วแล้วจึงกลายกลับเปนรูปเดิม เรียกขนกลับเข้าตัวตามเดิม ก็เดินออกไปทางประตูน่า ได้ยินเสียงตีเกราะเฆาะไม้เวลาล่วงเข้ายามสาม เห็นประตูยังปิดลั่นกุญแจอยู่ เห้งเจียจึงสะเดาะกุญแจออกประตูเปิดแล้ว เห้งเจียก็รีบเดินออกไปพ้นประตู นั่งพักร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายไซ้ทั้ยส่วย มึงจงรีบพานางกิมเซี้ยเกงมาโดยเร็ว เรียกดังนั้นสองสามคำ พวกปิศาจที่เฝ้าประตูก็ตกใจตื่นวิ่งออกมาดูก็เห็นประตูเปิด จึงรีบเอากุญแจลั่นไว้แล้ว ให้สองสามคนวิ่งเข้าไปบอก

ฝ่ายนางสาวใช้ที่คอยเฝ้าออกมาบอกว่าอย่าทำอึกกะทึกไปใต้อ๋องพึ่งจะนอนหลับเมื่อตะกี้ ปิศาจวิ่งมาบอกอีกสามสี่ครั้งใต้อ๋องก็ยังไม่ตื่น เห้งเจียอยู่นอกประตูก็ด่าว่าด้วยถ้อยคำอยาบช้าต่าง ๆ จนกระทั่งสว่างคาที่ อดใจไม่ได้ก็เอาตะบองกระทุ้งประตูพังหลายลง ปิศาจใต้อ๋องหลับไปพักหนึ่งตกใจตื่นขึ้น ได้ยินเสียงเอะอะก็ลุกขึ้นถามว่าใครทำอะไรกัน พวกนางสาวใช้จึงคุกเข่าลงคำนับบอกว่าไม่ทราบว่าใครที่ไหนมาด่าอยู่ตั้งแต่ยามสามแล้ว บัดนี้พังประตูนอกหมดแล้ว ปิศาจใต้อ๋องได้ฟังดังนั้น ก็เดินออกมาจากตำหนัก พวกปิศาจที่เฝ้าประตูวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาบอกว่า ข้างนอกประตูมีคนร้ายมาร้องด่าทวงจะเอานางกิมเซี้ยเกงเนี้ย ๆ มันด่าว่าอยาบช้าเหลือเกินพวกข้าพเจ้าไม่พอใจจะฟังของมัน ๆ เห็นฟ้าสว่างไม่เห็นใต้อ๋องออกไป มันจึงพังประตูล้มเสียทั้งสิ้น ปิศาจใต้อ๋องได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงสั่งให้เปิดประตูแล้วเจ้าจงไปถามดูว่ามันคือใครที่ไหนมา มีชื่อแซ่อย่างไร จงรีบกลับมาบอกเราโดยเร็ว ปิศาจคนใช้ก็ออกไปยังประตูถามว่า มึงมาตีประตูนั้นมีประสงค์อย่างไร ชื่อแซ่อย่างไร

เห้งเจียตอบว่า เราคือเจ้าเมืองจูจี๊ก๊กเชิญมาจะมารับนางกิมเซี้ยเกงกลับไปเมือง ปิศาจคนใช้ได้ฟังแล้วก็นำคำนั้นเข้าไปบอกแก่ปิศาจใต้อ๋อง ๆ ได้ฟังแล้วก็กลับเข้าไปยังตำหนัก จะถามต้นสายปลายเหตุ นางเนี้ย ๆ รู้ว่าใต้อ๋องมาก็ผุดขึ้นเอาเสื้อสวมใส่เดินออกมาจากห้องรับใต้อ๋องปิศาจเข้ามานั่งข้างใน ใต้อ๋องนั่งลงยังไม่ทันถาม ก็เห็นปิศาจวิ่งเข้ามาบอกว่า บัดนี้มันตีประตูพังเสียแล้ว ปิศาจใต้อ๋องถามนางว่า เนี้ย ๆ อยู่ในพระราชวังทราบว่ามีทหารเอกโทมากน้อยสักเท่าใด นางเนี้ย ๆ บอกว่าทหารประจำรักษาพระองค์สี่สิบเสศ ทหารเอกนับพัน แต่ทหารเลวนั้นนับไม่ถ้วน ปิศาจถามว่า ทหารที่มีแซ่งั่วบ้างหรือ นางบอกว่า ข้าพเจ้าอยู่แต่ข้างในจะรู้ได้แต่ที่พนักงาน อันข้างนอกนั้นไม่ทราบได้ ใต้อ๋องปิศาจว่า คนที่มาอยู่เดี๋ยวนี้ขานชื่อว่างั่วคง ข้าพเจ้าคิดดูว่าชาวชนทั้งหลายแซ่งั่วไม่มี ส่วนตัวนางเกิดในตระกูลอันดีมีบุญวาศนามากสูงสุดในพวกสัตรี ทั้งได้เล่าเรียนรู้หนังสือลึกซึ้งจะมีมนุษย์แซ่งั่วนี้หรือไม่

นางเนี้ย ๆ พูดว่า ข้าพเจ้าทราบว่า ในเซยยี่บุ๊นมีคำว่ากู้งั่วสิ้วท้วน เห็นจะเปนตัวงั่วนี้ดอกกระมัง ใต้อ๋องได้ฟังก็เห็นด้วย จึงว่าเห็นจะเปนดังนั้นจริง จึงลานางเดินออกมาที่หอเล็กผ้วยเต็ง แต่งตัวสรวมเกราะแล้วก็เรียกพลทหารปิศาจให้เปิดประตูออกไป ปิศาจไซ้ทั้ยส่วยถือขวานด้ำยาวคุมพวกออกไปถึงนอกประตู จึงตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายคนไหนมาจากเมืองจูจี๊ก๊กออกชื่องั่วคงคือใคร เห้งเจียถือตะบองเดินเข้ามาบอกว่า อ้ายหลานชาย เองมาเรียกว่าอะไรหรือ ปิศาจเห็นก็มีความโกรธ จึงพูดว่ามึงเปนอะไรจึงอาจยกตัวว่าเปนตาเขาดังนี้ รูปร่างของเองก็คล้ายแก่วานรหน้าตาก็ดุจเสือปลา มีเจ็ดส่วนที่เปนลักษณะแห่งผีเปรต กระทำใจใหญ่มาโอหังอวดอ้างดูถูกเรา

เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายปิศาจเลวที่เขาทิ้งเสียแล้ว มึงช่างไม่มีตา หากจะคิดตั้งแต่ห้าร้อยปีกว่ามาจนบัดนี้ เรารบตลอดขึ้นไปบนสวรรค์ไม่มีผู้ใดที่จะไม่เรียกเราว่าตา เจ้าเรียกเราว่าตาคำหนึ่งจะเสียเกียรติยศอะไรไปเทียวหรือ ปิศาจใต้อ๋องพูดว่าข้าพเจ้าเข้าใจแล้วว่า มึงขี้นไปทำวุ่นวายบนสวรรค์นามชื่อว่า เป๊กเบ๊อุนคนเลี้ยงม้า เจ้าพ้นมะหันตะโทษตามพระถังซัมจั๋งไปไซที เจ้าเดินไปตามทางไซทีก็ดีแล้ว เหตุใดจึงมาทำเปนขี้ค่าเจ้าเมืองจูจี๊ก๊ก จะมาหาที่ตายกระนั้นหรือ เห้งเจียด่าว่าอ้ายมารพูดจาไม่รู้จักการดีชั่ว เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กรับเชิญด้วยธรรมเนียมอันสมควรใหญ่สูงมีความนับถือดุจบิดามารดา ทำไมเอ็งจึงพูดว่าเปนขี้ค่าเล่า มึงอย่าหนีจงก้มศีศะมารับตะบองดูสักทีหนึ่งว่า จะมีรศชาติประการใดบ้าง ว่าแล้วเห้งเจียก็ยกตะบองขึ้นเงื้อตีไป ปิศาจยกขวานขึ้นรับรบกันด้วยสามารถ ฟัดเหวี่ยงกันไปมาได้ห้าสิบเพลงยังไม่แพ้ชะนะกัน

ฝ่ายปิศาจเห็นฝีมือเห้งเจียเข้มแข็ง จะคิดเอาไชยชะนะมิได้ จึงเอาขวานทับตะบองเห้งเจียไว้แล้วร้องว่า เห้งเจียจงหยุดก่อน เรายังมิได้กินเข้าเช้ารอให้เรากินแล้ว จะออกมารบกับเจ้าให้ถึงแพ้ชนะ เห้งเจียก็รู้ในทันที อ้ายปิศาจคิดจะใช้ระฆังจึงชักตะบองกลับพูดว่า เปนคนเก่งแล้วไม่ไล่ทำอะไรแก่กระต่ายอด มึงจงเร่งไปกินเข้าเสียให้อิ่มจะได้มารับความตาย ปิศาจก็กลับเข้าในถ้ำ ตรงมาบอกนางกิมเซี้ยเกงให้หยิบระฆังวิเศษนั้นมา นางถามว่าจะเอาระฆังไปทำไมหรือ ปิศาจบอกว่าเมื่อเช้าอ้ายเห้งเจียมาเรียกชวนรบ มันแกล้งบอกว่างั่วคง ข้าพเจ้ารบกับมันมาจนถึงเวลานี้ยังไม่แพ้ชะนะกัน จะเอาระฆังออกไปปล่อยไฟออกเผามันให้สิ้นชีวิตร์อ้ายวานร

นางเนี้ย ๆ ได้ฟังดังนั้นก็เบี่ยงบ่ายมิใคร่จะให้ไป ปิศาจก็รบเร้าให้เอามา ก็เปนการจนใจที่นางจะขัดไว้มิได้ จึงเข้าไปหยิบระฆังมาส่งให้ทั้งสามระฆัง ปิศาจได้ระฆังแล้วก็รีบเดินออกมาจากถ้ำ ฝ่ายนางกิมเซี้ยเกงนั่งอยู่ในตำหนัก มีความวิตกทุกร้อนถึงเห้งเจียกลัวว่าจะเปนอันตรายจะเอาตัวรอดได้หรือไม่ก็ไม่ทราบ

ฝ่ายปิศาจออกมาพ้นประตูถ้ำแล้ว ก็ร้องเรียกเห้งเจียว่ามึงอย่าหนีจงคอยดูเราจะสั่นระฆัง เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าเจ้ามีระฆังข้าก็มีระฆังสั่นเหมือนกัน ปิศาจว่าเจ้ามีระฆังอะไรจงเอาออกมาให้เราดูหรือ เห้งเจียก็ล้วงระฆังออกมาจากเอ็วสามระฆังชูออกให้ปิศาจดูว่านี่มิใช่ระฆังหรือ ปิศาจเห็นดังนั้นก็ตกใจ คิดว่าอัศจรรย์ ๆ ทำไมระฆังของมันสร้างเหมือนแก่ระฆังของเราดุจเดียวกัน จึงร้องถามว่าระฆังของเจ้าได้ที่ไหนมา เห้งเจียว่าของเจ้านั้นได้ที่ไหนมาเล่าเจ้าจงบอกแก่เราก่อนซี ปิศาจจึงบอกว่าระฆังของเรานี้ ทั้ยเชงเทพบุตรอันเชี่ยวชาญ ประกอบทำที่เบ้าโป๊ยก่วยจึงสำเร็จเปนรูประฆังนี้ เปนของวิเศษไม่มีที่ไหน ท่านท้ายเสียงเล่ากุนให้ไว้จนเท้าทุกวันนี้

เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงหัวเราะแล้วพูดว่าอันระฆังของข้านี้ก็มีมาเมื่อเวลานั้นเหมือนกันพร้อมกับระฆังของเจ้า ปิศาจถามว่าออกมาจากไหน เห้งเจียว่าระฆังนี้ ครูใหญ่อาจาริย์ผู้วิเศษอยู่วิมานชั้นดุสิตประกอบหลอมในเบ้าโป๊ยก่วยนั้น หล่อเปนระฆังวิเศษนี้ ของเราตัวเมียของเจ้าตัวผู้ ปิศาจพูดว่าระฆังวิเศษประกอบด้วยธาตุทองมิใช่สัตว์มีชีวิตร์ จะได้เปนตัวผู้ผัวเมีย ลองสั่นดูก็จะรู้ได้ว่าใครดีกว่าใคร เห้งเจียว่าเจ้าว่าของเจ้าดี ก็ให้เจ้าลองสั่นดูก่อนซี จะได้เห็นกันเดี๋ยวนี้แล

ปิศาจจึงเอาระฆังที่หนึ่งสั่นสามทีก็มิได้เห็นมีไฟออก เอาระฆังที่สองสั่นสามทีก็ไม่เห็นมีควันออก เอาระฆังที่สามออกสั่นก็ไม่เห็นทรายออก ปิศาจก็ตกตลึงออกปากว่าผิดแล้ว ๆ ชะรอยระฆังของเราจะเปนตัวผู้จริง จึงแพ้ระฆังตัวเมียสั่นไม่ออก เห้งเจียร้องว่าเจ้าหลานชายจงยั้งมือเถิด คอยดูของตาจะสั่นให้เจ้าดู ว่าแล้วก็จับระฆังรวมทั้งสามระฆังสั่นขึ้นทีเดียวทั้งสามพร้อมกัน ไฟแลควันทรายก็ดังอู้ ๆ ออกมาเผาผลาน เห้งเจียก็ร่ายคาถาเรียกลมเกิดขึ้นพัดมาทันที ไฟถูกลมพัดก็ยิ่งลุกกระพือออกแดงไปทั้งฟ้า ควันก็กลุ้มไปทั้งอากาศ ทรายก็ซัดสาดมืดไปจนไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ปิศาจไซ้ทั้ยส่วยหาทางหนีไม่ทัน ก็หมุนอยู่กลางไฟควันจวนจะถึงอันตรายแก่ชีวิตรก็พอได้ยินเสียงบนอากาศ ร้องเรียกว่าซึงเห้งเจียอาตมมาแล้ว

เห้งเจียแหงนหน้าขึ้นไปดู เห็นพระโพธิสัตว์กวนอิมยืนอยู่บนเมฆ มือซ้ายถือขวดน้ำมนต์ มือขวาถือยอดสนจุ้มน้ำมนต์พรมลงมาดับไฟ เห้งเจียจึงเอาระฆังเหน็บซ่อนเสียในบั้นเอ็วแล้ว ก็พะนมมือนมัศการพระโพธิสัตว์จึงเอากิ่งสนโบกไปสองสามที ไฟแลทรายก็สูญหายไปทันที เห้งเจียก็ลดตัวลงคำนับพูดว่าไม่ทราบว่าพระโพธิสัตว์เสด็จมาข้าพเจ้าไม่ทันเห็นขอโอกาศโปรดให้อะไภย ข้าพเจ้าขอถามว่าท่านจะไปข้างไหนหรือ พระกวนอิมบอกว่า อาตมภาพมาตามปิศาจนี้ เห้งเจียถามว่าอันปิศาจนี้เดิมมันอยู่ที่ไหน จึงต้องป่วยการมาตามมัน พระกวนอิมบอกว่า ปิศาจนี้นามเรียกว่า กิมม่อเฮ้า คือสิงห์เปนพาหนะสำหรับอาตมภาพขี่ เพราะคนเฝ้านอนหลับ มันกัดเชือกที่ผูกขาดจึงได้หนีมา แลจะมาแก้ให้เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กพ้นโทษที่กระทำผิดไว้

เห้งเจียสงไสยจึงถามพระกวนอิมว่า สัตว์นี้มาแก้ให้พ้นไภยหรือ ๆ มาทำให้เปนไภยแก่เจ้าเมืองจูจี๊ก๊ก คือมันลักเอามะเหษีมาเปนเมียมัน กระทำให้เมืองมีความทุกข์โทมนัศเดือดร้อนไม่เห็นมันแก้ให้เบาเลย มีแต่มันทำให้หนักลง พระกวนอิมว่าเห้งเจียไม่เข้าใจตลอดเรื่องคือ เมื่อเวลาพระราชบิดาของเจ้าเมืองจูจี๊ก๊กนี้ยังครองราชสมบัติอยู่ พอพระไทยเที่ยวประพาดป่ายิ่งเนื้อ พาพวกทหารแลสุนักข์ไปไล่เนื้อ เข้าไปที่ชายเขา (โละโห้งปอ) ในที่นั้นมีนกยูงทองของพระจุ๊นที้เกิดลูกสองตัว ผู้หนึ่งเมียหนึ่งปีกขนยังอ่อน บินมาเกาะที่ชายเขา ถูกพระราชโอรสเอาธนูยิงถูกลูกนกยูงตัวผู้ ตัวเมียก็ตามลูกศรบินกลับไปหาพระจุ๊นทิ้โพธิสัตว์ ผลกรรมอันนั้นจึงบันดานให้เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กเปนโรคลำบากแลพลัดคู่ไปสามปี เวลานั้นอาตมขี่สัตว์สิงห์อยู่ที่นั้น ได้ทราบเหตุอันนี้ ก็มิได้รู้สึกว่าอ้ายสัตว์นี้มันจะจำใส่ใจ มันจึงมาชิงเอามะเหษีไปสามปี ช่วยล้างเวรที่เปนผลของบาปให้เจ้าเมืองจูจี๊ก๊ก ปีนี้ก็ครบสามปีแล้ว กรรมเวรก็หมดแล้ว จึงบังเอินให้เห้งเจียมาช่วยรักษาเจ้าเมืองให้หายโรค อาตมภาพจึงมาจับสัตว์นี้กลับไป เห้งเจียพูดว่า หากดังนั้นก็เปนเหตุแต่เดิมมา แต่มันทำให้กิมเซี้ยเกงเสียความสุจริตดังนี้จะต้องปรับโทษถึงตาย บัดนี้พระโพธิสัตว์มาเอ็งก็ยกแต่โทษตาย โทษเปนนั้นจะยกเสียไม่ได้ขอให้ข้าพเจ้าตีด้วยตะบองยี่สิบทีแล้วท่านจึงเอาไป

พระกวนอิมว่า เห้งเจียทราบว่าอาตมมาเอ็งแล้วก็จงเห็นแก่อาตมภาพให้ตลอด จะยกแล้วก็จงยกให้ตลอดเถิด เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ไม่อาจขัดได้ พระกวนอิมจึงตวาดว่า อ้ายสัตว์เดรฉานทำไมยังไม่กลับตามเดิม จะคอยเวลาไหนอิกเล่า ในทันใดนั้นปิศาจก็กลายกลับเปนรูปเดิม พระกวนอิมก็ขึ้นนั่งบนหลังมองลงมาดูที่ฅอไม่เห็นระฆังทั้งสามระฆัง พระกวนอิมจึงเรียกเห้งเจียให้เอาระฆังมาคืน เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าไม่เห็น พระกวนอิมว่าอ้ายหัวขะโมย เจ้าจะให้ร่ายคาถารัดมงคลหรือ เห้งเจียตกใจก็เอาระฆังมาถวายให้แก่พระกวนอิมไป ระฆังสามระฆังนี้เปนระฆังสำหรับคล้องฅอสัตว์สิงห์ พระกวนอิมรับมาแล้วก็เอาคล้องฅอสิงห์ก็ตวาดทีหนึ่งร้องให้ไป สิงห์ก็เผ่นขึ้นที่เท้าทั้งสี่เท้าก็เกิดมีดอกบัวรับทั้งสี่เท้ามาบัดเดี๋ยวก็ถึงน่ำไฮ้ เห้งเจียก็แกว่งตะบอกกลับเข้าไปในถ้ำตีขนาบเข้าไป พวกปิศาจเหล่านั้นก็ล้มตายวินาศไปทั้งสิ้นไม่เหลือหลอ ก็เข้าไปที่นางอยู่ เชิญนางกิมเซี้ยเกงกลับเมือง นางกราบไหว้ขอบคุณเห้งเจียไม่รู้แล้ว เห้งเจียจึงเอาหญ้ามัดเปนเชือกเข้าเส้นหนึ่ง บอกให้นางกิมเซี้ยเกงขึ้นนั่งแล้วให้หลับตาเสีย เห้งเจียก็บันดานเปนสายลมพัดส่งไป มาประมาณสักครึ่งชั่วโมงก็ถึงพระราชวังใน เห้งเจียก็ลดลงยังพื้น ร้องเรียกว่ากิมเซี้ยเกงฮ่องเฮ้าจงลืมตาเถิดมาถึงวังแล้ว นางกิมเซี้ยเกงก็ลืมตาขึ้นเห็นรั้ววังจำได้มีความยินดีเปนที่ยิ่ง พร้อมกับเห้งเจียเดินขึ้นบนปราสาท

ขณะนั้นพระเจ้าแผ่นดินกำลังประทับอยู่บนแท่น ทอดพระเนตรเห็นก็เสด็จมาจับมือนางฮ่องเฮ้าโดยความดีพระไทยที่ได้กลับมา ก็เลยล้มสลบลงกับที่พื้น แลร้องว่าเจ็บมือ ๆ โป๊ยก่ายอยู่ข้างนั้นหัวเราะก๊าก ๆ พูดว่าไม่มีบุญวาศนาจะรับรองอบรมย์แล้ว พอเห็นหน้าก็จะตายเสียแล้ว เห้งเจียด่าว่าอ้ายชาติหมู เจ้ากล้าจับหรือเข้าไปลองจับดูทีก็เปนไร เพราะในตัวนางเกิดมีเข็มขึ้นมา ตั้งแต่จากเมืองไปอยู่ในถ้ำสามปีแล้ว ปิศาจไซ้ทั้ยส่วยก็มิได้ถูกต้องเนื้อตัวนาง เพราะว่าถูกตัวก็เจ็บตัวถูกมือก็เจ็บมือ พวกขุนนางทั้งหลายถามว่าถ้าดังนั้นแล้วจะทำอย่างไรจึงจะแก้ได้เล่า เง็กเซี้ยเกง งึ้นเซี้ยเกงทั้งสองนางก็เข้าพยุงพระเจ้าแผ่นดิน ในขณะนั้นก็พอได้ยินเสียงร้องเรียกอยู่บนอากาศว่า ซึงใต้เซี้ยข้าพเจ้ามาถึงแล้ว เห้งเจียแหงนหน้าขึ้นไปดูบนอากาศก็เห็นอาจาริย์จี๋เอี๊ยงจินหยิน เห้งเจียก็เหาะขึ้นไปรับแล้วถามว่า ท่านอาจาริย์จะไปข้างไหน จินหยินก็ลดลงยังปราสาทคำนับเห้งเจีย ๆ คำนับตอบแล้วถามว่า ท่านจินหยินไปไหนมาหรือ

จินหยินตอบว่า ข้าพเจ้าจะไปประชุมที่พระพุทธเจ้า ข้ามมาทางนี้ก็เห็นเจ้าเมืองจูจี๊ก๊กมีเวรพลัดคู่ได้ความทุกข์ ข้าพเจ้ามีความวิตก กลัวว่าปิศาจจะพานางไปทำอุลามก วันน่าจะมิได้กลับมาอยู่ด้วยเจ้าเมืองจูจี๊ก๊ก ข้าพเจ้าจึงเอาต้นหนามพุงดอมาทำให้เปนเสื้อปักไหมทองตัวหนึ่ง แล้วนำมาให้แก่ปิศาจไซ้ทั้ยส่วย สั่งให้ใส่แต่งนางเปนกิริยาเข้าหอใหม่ ครั้นนางใส่เสื้อเข้าแล้ว ตัวนางก็เกิดเปนหนามอันมีพิศม์ขึ้นทั่วสารภางกาย บัดนี้ทราบว่าท่านใต้เซี้ยปราบปิศาจสำเร็จแล้ว ข้าพเจ้าจะมาเปลื้องให้นาง จึงได้ตรงมาที่นี่เอามือชี้ทีหนึ่งเสื้อก็เปลื้องออกจากตัวนาง หนามก็ออกมาทั้งสิ้น นางก็กลับเปนปรกติไปตามเดิม จินหยินก็เอาเสื้อนั้นพาดบ่าคำนับลาเห้งเจียแล้วก็เหาะขึ้นเวหากลับไปยังที่อยู่ของตน

ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินกับข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือนฝ่ายน่าฝ่ายใน พากันเคารพนมัศการไปบนอากาศ แล้วจึงรับสั่งให้จัดเครื่องโต๊ะเลี้ยงขอบคุณอาจาริย์กับศิษย์ แล้วพระเจ้าแผ่นดินก็พาพระวงษาคะณาญาติใหญ่น้อยมาคุกเข่าลงนมัศการ เวลากำลังเลี้ยงโต๊ะนั้นเห้งเจียจึงบอกแก่อาจาริย์ให้เอาหนังสือที่ปิศาจนัดรบนั้นให้พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตร์ พระถังซัมจั๋งก็ส่งหนังสือนั้นถวายพระเจ้าแผ่นดิน ๆ ก็คลี่ออกทอดพระเนตร์แล้ว เห้งเจียจึงเล่าความที่พระโพธิสัตว์กวนอิมจับปิศาจไปให้พระเจ้าแผ่นดินทราบทุกประการ พระเจ้าแผ่นดินแลพระวงษานุวงษ์ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยก็พากันสรรเสริญ แลเลื่อมไสยนับถือพระอาจาริย์กับสานุศิษย์ พระถังซัมจั๋งถวายพระพรว่าข้อหนึ่งพระองค์ก็ทรงตั้งอยู่ในยุติธรรม ข้อสองได้กำลังของสานุศิษย์อาตมภาพ วันนี้ก็ได้รับพระราชทานอิ่มเอิบพอควรแล้ว อาตมภาพขอถวายพระพรลาไป อย่าให้อาตมภาพผิดความที่ตั้งใจจะไปไซที พระเจ้าแผ่นดินทรงอ้อนวอนถึงสามครั้ง พระถังซัมจั๋งก็ไม่ยอมอยู่ พระองค์จึงเปลี่ยนหนังสือเดินทางประทับตราเสร็จแล้วก็ถวายพระถังซัมจั๋งไป แล้วรับสั่งให้ขุนนางจัดราชรถนิมนต์พระถังซัมทั้งขึ้นนั่งบนรถแล้ว พระเจ้าแผ่นดินกับพระญาติวงษ์พงษาแลข้าราชการก็ตามออกมาส่งจนนอกกำแพงเมืองจึงได้กลับ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ