๕. ตอนสิ้นเคราะห์

สุนทรภู่จะตกยากอยู่สักกี่ปี ข้อนี้ไม่ทราบชัด ปรากฏแต่ว่าพ้นทุกข์ยากด้วยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ทรงพระปรานีโปรดให้ไปอยู่ที่พระราชวังเดิม ซึ่งเป็นที่เสด็จประทับในสมัยนั้น และต่อมากรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ พระเจ้าลูกเธอที่พระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระเมตตามากอีกพระองค์หนึ่ง ทรงอุปการะด้วยเหตุที่กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพจะทรงอุปการะสุนทรภู่นั้นกล่าวกันว่าเดิมได้ทรงหนังสือเรื่องพระอภัยมณี (ชะรอยจะได้หนังสือมรดกของพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ โดยเป็นอนุชาร่วมเจ้าจอมมารดากัน) ชอบพระหฤทัย ทรงเห็นว่าเรื่องที่แต่งไว้ยังค้างอยู่ จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งถวายให้ทรงต่อไป สุนทรภู่แต่งเรื่องพระอภัยมณีมาได้ ๔๙ เล่มสมุดไทยหมายจะจบเพียงพระอภัยมณีออกบวช (ความตั้งใจของสุนทรภู่เห็นได้ชัดในหนังสือที่แต่งนั้น) แต่กรมหมื่นอัปสรฯ มีรับสั่งให้แต่งต่อไปอีก ด้วยเหตุนี้สุนทรภู่จึงต้องคิดเรื่องพระอภัยมณีตอนหลัง ตั้งแต่เล่มสมุดไทยที่ ๕๐ ขยายเรื่องออกไปจนจบต่อเล่มที่ ๙๔ แต่พิเคราะห์ดูเรื่องพระอภัยมณีตอนหลังสำนวนไม่ใช่ของสุนทรภู่คนเดียว เล่ากันว่ากรมหมื่นอัปสรฯ มีรับสั่งให้แต่งถวายเดือนละเล่ม ถ้าเช่นนั้นจริงก็จะเป็นด้วยสุนทรภู่เบื่อ หรือถูกเวลามีกิจติดขัดแต่งเองไม่ทัน จึงวานหาศิษย์ให้ช่วยแต่งก็จะเป็นได้ นอกจากเรื่องพระอภัยมณี สุนทรภู่เเต่งเรื่องสิงหไตรภพถวายกรมหมื่นอัปสรฯ อีกเรื่องหนึ่ง หนังสือนั้นจึงขึ้นต้นว่า “ข้าบาทขอประกาศประกอบเรื่อง” ดังนี้ แต่แต่งค้างเพียง ๑๕ เล่มสมุดไทย ชะรอยจะหยุดเมื่อกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ สิ้นพระชนม์ พ.ศ.๒๓๘๘[๑]

ในระยะเวลาเมื่อสุนทรภู่อยู่ในอุปการะของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และกรมหมื่นอัปสรฯ นั้น ได้ไปพระปฐมเจดีย์[๒] จึงแต่งนิราศพระประธม[๓]อีกเรื่องหนึ่ง ไปคราวนี้บุตรไปด้วยทั้ง ๒ คน สังเกตสำนวนในนิราศเห็นได้ว่าแต่งโดยใจคอชื่นบานกว่าเมื่อแต่งนิราศพระเเท่นดงรัง กล่าวถึงประวัติในเรื่องนิราศพระประธมนี้ว่า แตกกับภรรยาคนที่ชื่อม่วง และกล่าวกลอนตอนแผ่ส่วนกุศลท้ายนิราศ มีครวญถึงพระบาทสมเด็จฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยว่า

“แล้วลาออกนอกโบสถ์ขึ้นโขดหินกรวดวารินรดคำทำอักษร
ส่งส่วนบุญสุนทราสถาพรถึงบิดรมารดาครูอาจารย์
ถวายองค์มงกุฎอยุธเยศทรงเศวตคชงามทั้งสามสาร
เสด็จสู่บุรีนีฤพานเคยโปรดปรานเปรียบเปี่ยมได้เทียมคน
สิ้นแผ่นดินปิ่นเกล้ามาเปล่าอกน้ำตาตกตายน้อยสักร้อยหน
ขอพบเห็นเป็นข้าฝ่ายุคลพระคุณล้นเลี้ยงเฉลิมให้เพิ่มพูน”

ต่อนี้กล่าวถวายพระพรถึงพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ว่า

“ถึงล่วงแล้วแก้วเกิดกับบุญฤทธิ์ยังช่วยปิดปกอยู่ไม่รู้สูญ
สิ้นแผ่นดินทินกรจรจำรูญให้เพิ่มพูนพอสว่างหนทางเดิน
ดังจินดาห้าดวงช่วงทวีปได้ชูชีพช่วยทุกข์เมื่อฉุกเฉิน
เป็นทำนุอุปถัมภ์ไม่ก้ำเกินจงเจริญเรียงวงศ์ทรงสุธา
อนึ่งน้อมจอมนิกรอัปสรราชบำรุงศาสนาสงฆ์ทรงสิกขา
จึงไพบูลย์พูนสวัสดิ์วัฒนาชนมาหมื่นแสนอย่าเเค้นเคือง”

ต่อมาเห็นจะเป็นเมื่อกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพสิ้นพระชนม์แล้ว สุนทรภู่ทูลรับอาสาพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปหาของต้องพระประสงค์ที่เมืองเพชรบุรี แต่จะเป็นของสิ่งใดหาปรากฏไม่ ได้แต่งนิราศเมืองเพชรบุรี[๔]อีกเรื่องหนึ่ง เป็นนิราศสุดท้ายของสุนทรภู่ นับถือกันว่าแต่งดีถึงนิราศภูเขาทองอันเป็นอย่างยอดเยี่ยมในนิราศของสุนทรภู่ กล่าวความไว้ในกลอนข้างตอนต้นว่า

“อนาถหนาวคราวมาอาสาเสด็จไปเมืองเพชรบุรินที่ถิ่นหวาน
ลงนาวาหน้าวัด[๕]นมัสการอธิษฐานถึงพระคุณกรุณา
ช่วยชุบเลี้ยงเพียงชนกที่ปกเกศถึงต่างเขตของประสงค์คงอาสา”

เรื่องประวัติของสุนทรภู่ ที่ปรากฏในนิราศเรื่องนี้ว่า มีบุตรน้อยไปด้วยอีกคนหนึ่งชื่อนิล ชะรอยจะเป็นลูกมีกับภรรยาที่ชื่อม่วง บุตรคนใหญ่ที่ชื่อพัดนั้นก็ไปด้วย ถึงตอนนี้เป็นหนุ่มแล้ว แต่บุตรที่ชื่อตาบไม่ปรากฏในนิราศเรื่องนี้ อนึ่งในเวลาเมื่อสุนทรภู่ไปเมืองเพชรบุรีคราวนี้ เป็นเวลาอยู่ตัวคนเดียวไม่มีภรรยา ได้กล่าวความข้อนี้ไว้ในนิราศหลายแห่ง มักจะว่าน่าฟัง จะคัดมาพอเป็นตัวอย่าง

“ถึงคลองเตยเตยแตกใบแฉกงามคิดถึงยามปลูกรักมักเป็นเตย
จนไม่มีที่รักเป็นหลักแหล่งต้องคว้างแคว้งคว้าหานิจจาเอ๋ย
โอ้เปลี่ยวใจไร้รักที่จักเชยชมแต่เตยแตกหนามเมื่อยามโซ”

อีกแห่งหนึ่งว่า

“โอ้อกเอ๋ยเลยออกประตูป่ากำดัดดึกนึกน่าน้ำตาไหล
จะเหลียวหลังสั่งสาราสุดาใดก็จนใจด้วยไม่มีไมตรีตรึง
ช่างเป็นไรไพร่ผู้ดีก็มิรู้ใครแลดูเราก็นึกรำลึกถึง
จะปรับไหมได้หรือไม่อื้ออึงเป็นแต่พึ่งวาสนาพอพาใจ”

ตรงเมื่อถึงอ่าวยี่สาน ว่าด้วยหอยจุ๊บแจง เอาคำเห่เด็กของเก่ามาแต่งเป็นกลอนก็ว่าดี

“โอ้เอ็นดูหนูน้อยร้องหอยเหาะขึ้นไปเกาะกิ่งตลอดยอดพฤกษา
ล้วนจุ๊บแจงแผงฤทธิ์เขาปลิดมากวักตรงหน้าเรียกให้มันได้ยิน
จุ๊บแจงเอ๋ยเผยฝาหาข้าวเปียกแม่ยายเรียกจะให้ไปกฐิน
ทั้งช้างงวงช้างงาออกมากินช่วยปัดริ้นปัดยุงกระทุงราย
เขาร่ำเรียกเพรียกหูได้ดูเล่นมันอยากเป็นลูกเขยทำเงยหงาย
เยี่ยมออกฟังทั้งตัวกลัวแม่ยายโอ้นึกอายจุ๊บแจงแกล้งสำออย
เหมือนจะรู้อยู่ในเล่ห์เสน่หาแต่หากว่าพูดยากเป็นปากหอย
เปรียบเหมือนคนจนทุนทั้งบุญน้อยจะกล่าวถ้อยออกไม่ได้ดังใจนึก”

ถึงรัชกาลที่ ๔ พอพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวบวรราชาภิเษกแล้ว ก็ทรงตั้งสุนทรภู่ให้เป็นเจ้ากรมอาลักษณ์ฝ่ายพระบวรราชวัง มีบรรดาศักดิ์เป็นพระสุนทรโวหาร คงใช้ราชทินนามตามที่ได้พระราชทานเมื่อรัชกาลที่ ๒ เวลานั้นสุนทรภู่อายุได้ ๖๖ ปี

หนังสือสุนทรภู่แต่งเมื่อในรัชกาลที่ ๔ มีปรากฏ ๒ เรื่อง คือบทละครเรื่องอภัยนุราช[๖] แต่งถวายพระองค์เจ้าดวงประภา พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าอยู่หัว เป็นหนังสือเล่มสมุดไทย ๑ เรื่องหนึ่ง กับเสภาเรื่องพระราชพงศาวดาร พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสสั่งให้แต่งอีกเรื่องหนึ่ง เป็นหนังสือ ๒ เล่มสมุดไทย นอกจากนี้ยังมีบทเห่สำหรับกล่อมเจ้านายที่ยังทรงพระเยาว์ กล่าวกันว่าบทเห่[๗]เรื่องจับระบำกับบทเห่เรื่องกากี เรื่องพระอภัยมณีและเรื่องโคบุตรเป็นของสุนทรภู่แต่ง บทเห่เหล่านี้จะแต่งเมื่อใด ดูโอกาสที่สุนทรภู่จะเเต่งมีอยู่ ๓ คราว คือแต่งสำหรับกล่อมหม่อมเจ้าในพระองค์เจ้าลักขณานุคุณคราวหนึ่ง หรือสำหรับกล่อมลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังเป็นกรมอยู่ในรัชกาลที่ ๓ คราวหนึ่ง หรือมิฉะนั้นก็แต่งถวายสำหรับกล่อมพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังเป็นกรมอยู่ในรัชกาลที่ ๓ คราวหนึ่ง หรือมิฉะนั้นก็แต่งถวายสำหรับกล่อมลูกเธอในพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อย่างไรก็ดี เมื่อในรัชกาลที่ ๔ บทเห่กล่อมของสุนทรภู่ใช้กล่อมบรรทมเจ้านายทั่วทั้งพระราชวังจนตลอดรัชกาล

ตั้งแต่สุนทรภู่ได้เป็นที่พระสุนทรโวหาร รับราชการอยู่ ๕ ปี ถึงแก่กรรมในรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๙๘ มีอายุได้ ๗๐ ปี[๘]



[๑] เข้าใจว่า สุนทรภู่เริ่มแต่งเรื่องสิงหไตรภพ ตอนต้น ๆ (ถวาย ๙ เล่ม สมุดไทย) ขึ้นก่อนนี้ และแต่งถวายเจ้าฟ้าอาภรณ์ ผู้อ่านจะสังเกตเห็นได้จากสำนวนการประพันธ์ดังบันทึกข้างต้น แต่ตอนท้ายๆ อาจแต่งต่อในตอนหลังและในตอนหลังๆ นี้บางทีจะแต่งถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ – ธนิต อยู่โพธิ์

ฉันท์ ขำวิไล เห็นว่า สุนทรภู่เริ่มแต่งสิงหไตรภพ ตั้งแต่อยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี มาแต่งต่อเพิ่มเติมในกรุงเทพฯ แต่งถวายกรมหลวงพิทักษ์มนตรีในระหว่าง พ.ศ. ๒๓๕๕ – ๒๓๖๓ ก่อนเข้ารับราชการ และเป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้รัชกาลที่ ๒ ทรงทราบความสามารถของสุนทรภู่

พ.ณ ประมวญมารค เสนอว่ามีผู้เล่าว่า สุนทรภู่แต่งสิงหไตรภพประชันกับบทละครเรื่องไกรทองของรัชกาลที่ ๒ พิจารณากลอนตอนต้นเรื่อง มีลีลาเพลงยาวปนอยู่มาก คงแต่งในรัชกาลที่ ๒ และแต่งภายหลังเรื่องลักษณวงศ์ ส่วนตอนหลังๆ นับแต่สมุดไทยต้นฉบับเล่มที่ ๑๒ ลีลาเป็นกลอนอ่าน คงแต่งภายหลังเรื่องพระอภัยมณี – กุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ

[๒] เข้าใจว่า ไปเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๕ ออกเรือเมื่อวันจันทร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๑๒ สุนทรภู่เห็นจะเพิ่งสึกออกจากพระในปีนี้ ธนิต อยู่โพธิ์

[๓] ธนิต อยู่โพธิ์ และ ฉันท์ ขำวิไล ว่า แต่งเมื่อไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ ในปีขาล พ.ศ. ๒๓๘๕ ส่วน พ.ณ ประมวญมารค ว่า แต่งในปีฉลูก่อนสึก – กุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ

[๔] ธนิต อยู่โพธิ์ ว่า แต่งประมาณ พ.ศ. ๒๓๘๘ – ๒๓๙๒

ฉันท์ ขำวิไล ว่า แต่งเมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๗๔ ในรัชกาลที่ ๓ ขณะบวชเป็นภิกษุอยู่วัดอรุณราชวราราม แล้วอาสาพระองค์เจ้าลักขณานุคุณไปขอสิ่งของแทนความรักจากลูกสาวขุนแพ่งที่เพชรบุรี

พ.ณ ประมวญมารค ว่าแต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๔ คราวไปเมืองเพชรบุรี ขณะนั้นบวชจำพรรษาอยู่วัดราชบุรณะ – กุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ

[๕] วัดอรุณฯ ริมพระราชวังเดิม – สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

[๖] ฉันท์ ขำวิไล ว่า สุนทรภู่คงใช้ให้ศิษย์แต่งบทละครเรื่องอภัยนุราช แล้วตรวจแก้ให้ เมื่อมีโอกาสจึงถวายพระองค์เจ้าดวงประภา หรือถ้าสุนทรภู่แต่งเอง ก็คงแต่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๕ – ๒๓๙๓

พ.ณ ประมวญมารค อ้างว่า ในพระนิพนธ์คำนำเรื่องเทพวิไล ของกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ว่าบทละครเรื่องอภัยนุราชนี้ พระยาเสนาภูเบศร์ (ใส สโรบล) บุตรพระยามณเฑียรบาล (บัว) แต่งขึ้นและพระยาเสนาภูเบศร์คงเป็นศิษย์ของสุนทรภู่ แต่งแล้วคงขอให้สุนทรภู่ตรวจแก้ให้ – กุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ

[๗] พ.ณ ประมวญมารค ว่าบทเห่กล่อมเรื่องจับระบำ เรื่องกากี และเรื่องโคบุตรแต่งในรัชกาลที่ ๒ ส่วนเห่เรื่องพระอภัยมณีสันนิษฐานว่า แต่งเมื่อสึกแล้ว หรือแต่งถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ สำหรับกล่อมบรรทมหม่อมเจ้าโสมนัส ธิดาพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อภายหลังพระธิดาประสูติได้ไม่ถึงปี กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพผู้เป็นป้าทรงรับไปเลี้ยง – กุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ

[๘] มีบางท่านบอกว่าผู้สืบสกุลของสุนทรภู่ต่อมา ใช้นามสกุลว่า “ภู่เรือหงษ์” – ธนิต อยู่โพธิ์

ฉันท์ ขำวิไล มีความเห็นเพิ่มเติมว่า สุนทรภู่ถึงแก่กรรม ณ บ้านที่ตนได้รับพระราชทาน อยู่ที่บริเวณพระบวรราชวัง (วังหน้า) และศพคงได้รัลพระราชทานเพลิงที่วัดสระเกศ หรือวัดสุวรรณารามวัดใดวัดหนึ่ง

พ.ณ ประมวลมารค มีความเห็นเพิ่มเติมว่าในรัชกาลที่ ๔ สุนทรภู่ไปอาศัยอยู่ที่บ้าน พระยามณเฑียรบาล (บัว) ซึ่งอยู่ใกล้เขตพระราชวังเดิมธนบุรี ด้านหลังตกคลองวัดท้ายตลาด และสุนทรภู่อยู่ที่บ้านหลังนี้จนกระทั่งถึงแก่กรรมใน พ.ศ. ๒๓๙๘ – กุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ