ตอนที่ ๑๓ พระอภัยมณีโดยสารเรือนางสุวรรณมาลี

๏ ฝ่ายอาจารย์ท่านครูผู้วิเศษ จึงเขียนเวทวิทยาวิชาขยัน
ให้องค์พระอภัยไพร่ทั้งนั้น ไปป้องกันกายาในสาชล
แล้วสอนสั่งครั้งนี้เป็นที่สุด ไม่ม้วยมุดแล้วก็เห็นจะเป็นผล
ไปข้างหน้าถ้าถึงที่อับจน ถือพระมนต์มั่นไว้แล้วไม่ตาย
พระอภัยไพร่พร้อมน้อมประณต เล่าคาถาดาบสบ้างจดหมาย
ฝรั่งแขกแยกกันนั่งสังวัธยาย บ้างได้ปลายลืมต้นบ่นตะบอย ฯ
๏ สงสารองค์พระอภัยเมื่อใกล้ค่ำ ยิ่งร้อนรำจวนใจให้ละห้อย
คิดคะนึงถึงนางเงือกน้ำน้อย จะจากกลอยสวาทไปเสียไกลกัน
นิจจาเอ๋ยเคยเห็นอยู่เย็นเช้า จะแลเปล่าเปลี่ยวใจเมื่อผายผัน
สงสารแก้วแววตาวิลาวัณย์ จะโศกศัลย์เสียใจอาลัยลาน
จำจะสั่งบังอรสมรมิ่ง ครั้นจะนิ่งหนีอนงค์ก็สงสาร
รำพึงพลางทางลาพระอาจารย์ จากสถานเลียบเดินเนินคิรินทร์
ถึงข้างเขาเสาโคมที่โยมเงือก พระถอดเกือกก้าวขึ้นนั่งบัลลังก์หิน
เคาะระฆังดังหง่างนางได้ยิน แหวกวารินรีบรุดผุดขึ้นมา
เห็นพระองค์ทรงโฉมโสมนัส ค่อยถดถัดขึ้นบนแท่นที่แผ่นผา
น้อมคำนับอภิวันท์จำนรรจา เสด็จมามืดค่ำทำอะไร ฯ
๏ พระโฉมยงทรงศีลได้ยินถาม จะบอกความมิใคร่บอกออกมาได้
เสนหาอาวรณ์ร้อนฤทัย ภูวไนยนิ่งสะอื้นกลืนน้ำตา
นางเงือกน้ำซ้ำถามถึงสามครั้ง ไม่ปิดบังบอกแจ้งแห่งมัจฉา
เมื่อวานนี้มีสำเภาเขาแวะมา พี่จะลาโดยสารไปบ้านเมือง
คิดถึงสองพระชนกที่ปกเกล้า จะสร้อยเศร้าทุกข์ตรอมจนผอมเหลือง
แม้นไปถึงธานีบุรีเรือง พอแจ้งเรื่องทุกข์ร้อนไม่นอนใจ
สักปีครึ่งจึงจะกลับมารับน้อง อย่ามัวหมองหมางจิตคิดสงสัย
เห็นสำเภาเขามาถ้ามิไป ไหนจะได้พบวงศ์พงศ์ประยูร
จำจะจากพรากพลัดกำจัดเจ้า อย่าสร้อยเศร้าสายสวาทไม่ขาดสูญ
อยู่จงดีศรีสุดาอย่าอาดูร จงเพิ่มพูนผาสุกทุกเวลา ฯ
๏ นางเงือกน้ำกำสรดสลดจิต ดังใครปลิดปลงชีวังให้สังขาร์
จะทานทัดขัดสนพ้นปัญญา ชลนาไหลหลั่งลงพรั่งพราย
ด้วยพรั่นตัวกลัวภัยผีเสื้อสมุทร ยังเวียนผุดพยาบาทคิดมาดหมาย
ทั้งทรงครรภ์นั้นก็ได้สามเดือนปลาย สงสารกายอยู่แต่ตนทนทรมาน
ว่าน้องนี้มีครรภ์ให้หวั่นหวาด ไม่มีญาติยามยากจากสถาน
เห็นแต่องค์ทรงธรรม์เมื่อกันดาร ไม่สงสารซัดเสียให้เมียม้วย
ถึงอยู่ไปไหนเลยจะผาสุก ถ้าเฉินฉุกฉวยกระไรใครจะช่วย
พิไรร่ำกำสรดระทดระทวย ดังจะม้วยมรณาด้วยอาลัย ฯ
๏ พระฟังคำน้ำเนตรลงพรากพราก โอ้เพื่อนยากร่วมจิตพิสมัย
ไม่ทุกข์ร้อนหรือจะจรจากเจ้าไป นี่จนใจจำลาสุดาดวง
ถึงจากไปใช่ว่าจะผาสุก เหมือนอุ้มทุกข์ไปสักเท่าภูเขาหลวง
ไม่แกล้งกล่าวน้าวโน้มประโลมลวง สุดาดวงนัยนาจงปรานี
ซึ่งทรงครรภ์นั้นอย่าได้ปรารภ จงนอบนบนับถือพระฤๅษี
จะฝากฝังสั่งไว้ด้วยไมตรี ให้เป็นที่พึ่งพาสีกาโยม
อย่าควรญคร่ำกำสรดสลดนัก วิมลพักตร์ผิวน้องจะหมองโฉม
ถึงตัวไปใจเฝ้าอยู่เล้าโลม จริงนะโยมเงือกน้อยกลอยฤทัย
ถ้าโฉมฉายวายวางเหมือนอย่างว่า เหมือนแกล้งฆ่าผัวรักให้ตักษัย
จงผ่อนตามทรามถนอมอย่าตรอมใจ เหมือนช่วยให้พี่ยาไปธานี ฯ
๏ นางเงือกน้อยสร้อยเศร้าให้เหงาหงิม น้ำตาปริ่มเปี่ยมตามารศรี
สะอื้นอ้อนวอนว่ากับสามี ว่าน้องนี้ไม่ห้ามตามพระทัย
ด้วยธุระพระก็มีเป็นที่ยิ่ง น้องเห็นจริงของพระองค์ไม่สงสัย
แต่จะห้ามความรักหักอาลัย มิใคร่ได้ด้วยจะลับไปนับนาน
ถึงใครอื่นหมื่นแสนไม่แม้นเหมือน พระผู้เพื่อนยากไร้ไกลสถาน
เคยปกเกล้าเช้าค่ำได้สำราญ แต่นี้นานจะได้มาเห็นหน้ากัน
ในทรวงของน้องนี้มีแต่โศก แสนวิโยคญาติกาก็อาสัญ
เป็นสองทุกข์ทั้งที่มามีครรภ์ จะเป็นฉันใดไปก็ไม่รู้
อีกทุกหนึ่งถึงตัวที่ผัวร้าง เปรียบเหมือนอย่างหญิงร้ายอายอดสู
ฝูงมัจฉานาคินทร์ในสินธู ที่ล่วงรู้ก็จะว่าเป็นราคี
ไหนจะทุกข์ถึงองค์พระทรงโฉม จะต้องโทมนัสไปในวิถี
ด้วยแถวทางข้างหน้าในวารี ไม่มีที่อาศัยที่ไหนเลย
ต้องอดอยากยากไร้จะไผ่ผอม เจ้าประคุณทูลกระหม่อมของน้อยเอ๋ย
เคยสำราญการไพร่พระไม่เคย ผู้ใดเลยเขาจะมาพยาบาล
แม้นน้องไปด้วยได้จะไปส่ง ให้พระองค์ถึงปราสาทราชฐาน
นางครวญคร่ำร่ำไห้อาลัยลาน พระสงสารโศกาแล้วพาที
อย่าทุกข์ทนหม่นหมองเลยน้องแก้ว ตกยากแล้วเหลือจะรักซึ่งศักดิ์ศรี
จะยากเย็นเป็นตายวายชีวี ตามแต่ที่ผลกรรมได้ทำมา
แม้นบุญปลอดรอดไปถึงไตรจักร ไม่นานนักจักมาโลมโฉมมัจฉา
แล้วหยิบธำมรงค์ครุฑบุษรา กับจุฑามณีรัตน์ชัชวาล
อยู่ห่างห่างวางให้ไม่ใกล้ชิด แล้วทรงฤทธิ์ร่ำสอนด้วยอ่อนหวาน
ถึงฤกษ์งามยามปลอดคลอดกุมาร ยุพาพาลจะได้ผูกให้ลูกยา
ค่อยอยู่เถิดโฉมฉายสายสมร อย่าอาวรณ์พูนเทวษถึงเชษฐา
แต่สั่งความทรามวัยอาลัยลา จนแสงทองส่องฟ้านภาลัย
จึงจากนางย่างเยื้องมาอาศรม ไม่บรรทมจนแจ้งแสงสุริย์ใส
พระทรงผ้าคากรองครองเปลือกไม้ มากราบไหว้วันทาพระอาจารย์
แล้ววอนว่าข้านี้ให้วิตก จะระหกระเหินไปไกลสถาน
ถ้ามีทุกข์ฉุกเฉินถึงเกินการ แสนสงสารนางมัจฉาในสาคร
มาอยู่ด้วยได้เห็นเป็นเพื่อนยาก จะจำจากโฉมฉายสายสมร
หวังพระคุณอุ่นจิตดังบิดร ช่วยดับร้อนในอุราซึ่งอาดูร
ขอฝากไว้ใต้บาทเหมือนมาดหมาย ช่วยป้องกันอัตรายให้หายสูญ
จะได้สืบสุริย์วงศ์พงศ์ประยูร อนุกูลนัดดาจะลาไป ฯ
๏ พระโยคีมีฤทธิ์ประสิทธิ์กล้า ด้วยเมตตาตอบความตามวิสัย
เป็นไรมีที่ธุระพระอภัย มิให้ใครลามลวนกวนสีกา
จงหักบ่วงห่วงใยไปเถิดท่าน เกษมศานต์สมจิตทั้งศิษย์หา
อย่ามีทุกข์สุขังมังคลา แล้วสวดพาหูงให้ไปจงดี ฯ
๏ พระอภัยไพร่นั่งอยู่พรั่งพร้อม ประณตน้อมนับถือพระฤๅษี
ต่างสงสารท่านไทใจอารี อยู่กุฎีองค์เดียวจะเปลี่ยวใจ
แขกฝรั่งทั้งองค์พระทรงยศ ต่างกำสรดเศร้าหมองไม่ผ่องใส
พิไรร่ำพร่ำว่าด้วยอาลัย พระอภัยว่าพระองค์อยู่จงดี
ได้พึ่งบุญอุ่นเกล้าทุกเช้าค่ำ มิทันทำแทนทดบทศรี
จะอำลาพากันไปวันนี้ เหมือนไม่มีความรักพระนักธรรม์
ใครจะตักน้ำท่าหาลูกไม้ ประเคนให้พระสิทธาเวลาฉัน
เมื่อคิดไปใจหลานสงสารครัน แล้วก้มกันแสงสะอื้นกลืนน้ำตา
แขกฝรั่งตั้งร้อยพลอยร้องไห้ ร่ำพิไรกล่าวความตามภาษา
พระโยคีมีจิตคิดเมตตา จึงว่าอย่าห่วงหลังเป็นกังวล
ประเพณีชีไพรใจสันโดษ ด้วยประโยชน์โพธิญาณการมรรคผล
ไม่พอใจให้มนุษย์ปุถุชน อยู่ปะปนคลาคล่ำให้รำคาญ
ซึ่งชาวเจ้าเข้ามาอยู่อาศัย เสียมิได้จึงช่วยด้วยสงสาร
ไม่ประสงค์จงใจจะใช้การ อย่าเป็นภารธุระที่ไม่มีใคร
อันของฉันมันเผือกผลาผล แต่เก็บหล่นที่แผ่นดินกินไม่ไหว
ข้างหลังกุฏิ์อุทกังก็ขังไว้ ไม่พักไปไกลยากลำบากกาย
อย่าเป็นห่วงหน่วงหนักจักไปส่ง จะไปลงเภตราเวลาสาย
แล้วนำหน้าพาเดินตามเนินทราย ศิษย์ทั้งหลายแวดล้อมมาพร้อมเพรียง
แลเห็นลำสำเภาริมเขาขวาง ไปตามทางฉนวนกั้นชั้นเฉลียง
กรุงกษัตริย์ตรัสนิมนต์ขึ้นบนเตียง อยู่พร้อมเพรียงนักสนมกรมใน
สินสมุทรกุมารก็กรานกราบ แสนสุภาพพูดจาอัชฌาสัย
พระเจ้าตามาสำเภากับเขาไย หรือจะไปด้วยกันขยันดี ฯ
๏ พระทรงศีลยินคำทำเป็นว่า ตาต้องมาตามตัวกลัวจะหนี
ไม่บอกเล่าเจ้ามาค้างอยู่อย่างนี้ จะต้องตีแน่แล้วไม่แคล้วเลย ฯ
๏ กุมาราว่าวอนด้วยอ่อนหวาน ไม่รักหลานแล้วหรือขาเจ้าตาเอ๋ย
พระมารดรวอนชวนให้ชมเชย จึงหลับเลยลืมลาพระอาจารย์
สิทธาเฒ่าสาวสุรางค์สำรวลสรวล เจ้าแม่ม้วนเมินหน้าไม่ว่าขาน
กษัตราว่าองค์พระทรงญาณ จงประทานโทษทั่วทุกตัวคน
ได้เดินลัดวัดวาสมาบาป ทั้งกินอาบน้ำท่าผลาผล
อย่าให้เป็นเวรไปแก่ไพร่พล จะต้องทนเวทนาไปช้านาน ฯ
๏ พระมหาดาบสพจนารถ อนุญาตน้ำท่าผลาหาร
รูปไม่ห้ามหามิได้ให้เป็นทาน ใครต้องการเก็บได้เอาไปกิน
ฝากแต่พระอภัยไพร่ทั้งหลาย ให้สบายเหมือนกับบ่าวท้าวทั้งสิ้น
จะเดินทางกลางชลาในวาริน จงถือศีลภาวนาสมาทาน
ท้าวจงไปให้เป็นสุขสถาผล จรดลทางชลาทิศาสาร
โพยภัยอันตรายอย่าแผ้วพาน พระอาจารย์ก็จะลาจงคลาไคล ฯ
๏ กรุงกษัตริย์จัดแจงแบ่งเป็นเขต ส่วนทรงเดชอยู่กลางระวางใหญ่
แขกฝรั่งทั้งองค์พระอภัย กั้นห้องให้อยู่สบายท้ายเภตรา
พวกพหลคนงานทหารรบ แทรกสมทบกับขุนนางที่ข้างหน้า
ครั้นเสร็จจัดตรัสสั่งพวกเสนา ให้ตีม้าล่อดังเป็นกังวาน
พวกพหลพลนิกรถอนสมอ บ้างขันช่อชวนกันเข้าขันกว้าน
ฝ่ายฝรั่งตั้งเข็มเต็มชำนาญ หมายอิสานสำคัญเป็นมั่นคง
ออกจากที่คลี่ใบขึ้นใส่เสา ถึงหว่างเขาคอยลมสมประสงค์
ให้นายท้ายบ่ายหน้าเภตราตรง สำเภาทรงแล่นมาในสาคร
ดูอ้างว้างทางเปลี่ยวเดี่ยวสันโดษ ล้วนเขาโขดเคียงกันเป็นหลั่นสลอน
พวกขุนนางต่างเอกเขนกนอน ร้องละครเรื่องอิเหนาชาวชวา
บ้างคิดเขียนเพลงยาวเมื่อคราวยาก จะไปฝากมิ่งมิตรขนษฐา
พวกโยธีตีกรับขับเสภา ตามประสาไม่สบายพอคลายใจ
ส่วนห้ามแหนแสนสุรางค์นางสนม ชวนกันชมมัจฉาชลาไหล
ด้วยลมรื่นคลื่นคลายสบายใจ ดูเขาไม้ต่างต่างตามทางมา ฯ
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงโฉมประโลมโลก ค่อยสร่างโศกสร่างทุกข์เป็นสุขา
สถิตแท่นแสนสบายท้ายเภตรา เรียกลูกยาเข้ามาถามถึงความนาง
เจ้านอนเรือเมื่อคืนวานซืนนี้ พระบุตรีว่ากระไรที่ไหนบ้าง
จงเล่าความตามคำอย่าอำพราง พ่อเห็นนางกับเจ้าเฝ้ายิ้มแย้ม ฯ
๏ สินสมุทรบุตราว่าพระแม่ ท่านติแต่พระบิดาว่าตาแหลม
แลเขม้นเห็นเขาเฝ้ากระแอม ทำลอมแลมลดเลี้ยวเกี้ยวสีกา ฯ
๏ พระฟังเล่าเข้าใจเห็นได้ช่อง เคียงประคองรับขวัญด้วยหรรษา
แล้วว่าค่ำทำเป็นไปเข้าไสยา จึงบอกว่าบิตุรงค์นี้จงใจ
ถ้าถึงที่บุรีเรืองเมืองผลึก จะลาสึกออกเป็นข้าอยู่อาศัย
นางนงลักษณ์จักเลี้ยงสักเพียงไร แต่พูดจาอย่าให้ใครเขาได้ยิน
แล้วว่าพ่อขอยืมสไบเจ้า พลางหยิบเอาทรงห่อสมถวิล
คิดคะนึงถึงธิดายุพาพิน ให้หอมกลิ่นรื่นรื่นชื่นวิญญาณ์
สุริยงลงในน้ำพอค่ำพลบ เขาจุดคบโคมรายทั้งซ้ายขวา
พระกุมารกรานก้มบังคมลา แล้วเมียงมาหานุชพระบุตรี ฯ
๏ นางกษัตริย์ตรัสเรียกโอรสราช ขึ้นร่วมอาสน์แอบอุรามารศรี
ไม่เห็นห่มผ้านางอย่างทุกที พระเทวีหวั่นหวาดประหลาดใจ
จึงถามว่าผ้ากรองทองผืนนั้น แม่ให้ขวัญเนตรเจ้าเอาไปไหน
กุมาราว่าฉันจีบใส่หีบไว้ นางว่าไม่เชื่อดอกมาหลอกกัน
สินสมุทรสุดจะแก้ว่าแม่เจ้า ลูกจะเล่าตามจริงทุกสิ่งสรรพ์
พระบิดรวอนว่าสารพัน ยืมกรองทองของฉันไว้ห่มนอน
พระธิดาว่านั่นเป็นไรเล่า น้อยหรือเจ้าไม่บอกเฝ้าหลอกหลอน
แกล้งขอผ้าสไบให้บิดร คงจะค่อนกล่าวขวัญเป็นมั่นคง
ทำฮึดฮัดขัดใจเข้าไสยาสน์ พระหน่อนาถนั่งกวนนวลหง
แต่นี้ไปไม่หลอกจะบอกตรง พระบิตุรงค์สั่งมาให้ว่าวอน
แม้นไปถึงเมืองผลึกจะสึกหา ขอเป็นข้าพระบุตรีศรีสมร
จงเลี้ยงไว้ใช้งานการนคร หรือมารดรเดือดใจไม่ไยดี ฯ
๏ นางฟังคำทำว่าน่าสงสาร ช่างอ่อนหวานน้อยหรือพระฤๅษี
แล้วตอบคำทำว่าอย่าพาที คนทั้งนี้เขาได้ยินจะนินทา
ซึ่งพระองค์จงใจจะใครพึ่ง ไม่สมซึ่งหมายมาดปรารถนา
จะรับคำจำจนพ้นปัญญา ด้วยมารดาจะมิได้อยู่ในวัง
เจ้าลังกามาขอให้โอรส พระทรงยศยกให้ดังใจหวัง
พอเรือซัดพลัดพรากมาจากวัง พวกฝรั่งเห็นจะมาอยู่ธานี
แม้นไปถึงซึ่งเขตนิเวศน์สถาน จะจัดแจงแต่งการภิเษกศรี
ต้องจำใจไปลังกากับสามี มิรู้ที่จะคิดอ่านประการใด
ซึ่งบิดรสอนมาให้ว่ากล่าว พรุ่งนี้เช้าจึงค่อยแจ้งแถลงไข
ทุกวันนี้มีกรรมจะจำไกล ถ้าหาไม่ก็ไม่ขัดพระอัชฌา
ขอบังคมสมเด็จพระดาบส ให้ทรงยศโปรดเกศเหมือนเชษฐา
นางกล่าวแกล้งแจ้งคำทำมารยา กุมารารู้เรื่องเคืองพระทัย
จึงตอบความตามประสาเป็นทารก ช่างยอมยกให้ฝรั่งต่างวิสัย
จะชิงกันไม่ฟังช่างเป็นไร พระมารดาข้าจะให้พระบิดร
นางฟังคำทำห้ามเมื่อยามดึก อย่าพูดฮึกไปเลยฟังแม่สั่งสอน
พลางแย้มสรวลชวนชิดสนิทนอน บนบรรจถรณ์นางประทับให้หลับไป ฯ
๏ พอฟ้าขาวเช้าตรู่ก็รู้สึก กุมารนึกเศร้าหมองไม่ผ่องใส
น้อมประนมบังคมแล้วคลาไคล เข้าห้องในแนบชิดพระบิตุรงค์
อภิวาทบาทมูลทูลฉลอง เหมือนคำของทรามสงวนนวลหง
พระอภัยให้ระทดสลดลง เสียดายองค์พระธิดาน้ำตาคลอ
พระเอนเอกเขนกขึงรำพึงคิด ไม่แจ้งจิตเลยว่าเขามาขอ
เหมือนตามไต้ในน้ำมาตำตอ ถึงแค้นคอคงจะกลืนไม่คืนคาย
แล้วคิดจำคำครูดูวันนั้น ที่หมายมั่นว่าจะสมอารมณ์หมาย
จะหาไหนได้เหมือนนุชสุดเสียดาย ลูกผู้ชายชิงชู้ดูสักที
จะเล้าโลมโฉมยงให้ปลงจิต แม้นสมคิดก็จะพาสุดาหนี
เหมือนอิเหนาเผาเมืองเรื่องยังมี เรายังดีว่าอิเหนาเป็นเท่าไร
แล้วตรัสเรียกลูกยาเข้ามาบอก เจ้าจงหลอกลวงแม่พูดแก้ไข
เข้าไปถึงจึงทำเป็นร่ำไร ว่าอาลัยถึงบิดาจะลาตาย
เพราะเทวีศรีสวัสดิ์ตัดสวาท ที่มุ่งมาดมิได้สมอารมณ์หมาย
ตั้งแต่เช้าเฝ้านั่งสั่งลูกชาย จนตกบ่ายบุตราลาครรไล
เข้าในห้องเห็นองค์นางนงลักษณ์ ทำซบพักตร์ลงกับเพลาเฝ้าร้องไห้
สะอื้นร่ำสำลักกระอักกระไอ นางตกใจจึงถามตามสงกา
พ่อเป็นไรไม่บอกออกให้แจ้ง อย่ากันแสงนักเลยจงเงยหน้า
แม่รักเจ้าเท่าเทียมกับชีวา ปรารถนาสิ่งใดจะให้ปัน
กุมาราว่าเพราะพระแม่เจ้า ไม่โปรดเกล้าแกล้งฆ่าบิดาฉัน
ลูกจะมาลาม้วยเสียด้วยกัน ทำโศกศัลย์ซบเสือกลงเกลือกกาย ฯ
๏ นางทรงฟังยังให้สงสัยนัก จึงซ้ำซักทรามสวาทเหมือนมาดหมาย
สินสมุทรสุดดีไม่มีอาย ทำฟูมฟายชลนาแล้วว่าพลาง
พระบิดาข้าบาทจะขาดจิต ด้วยสุดคิดสารพัดจะขัดขวาง
พระแม่ตรัสตัดสวาทให้ขาดทาง ไปรักข้างฝ่ายฝรั่งเมืองลังกา
พระน้อยใจไม่อยู่จะสู้ม้วย เพราะเหตุด้วยความรักนั้นนักหนา
พอสิ้นแสงสุริยนสนธยา จะพาข้าโจนน้ำให้จำตาย ฯ
๏ นางฟังบุตรสุดสวาทอนาถนิ่ง คิดว่าจริงใจหวั่นมิ่งขวัญหาย
ด้วยความรักหักห้ามความละอาย จึงปลอบสายสวาทว่าอย่าอาดูร
ไปแจ้งความห้ามองค์พระทรงยศ อย่าเพ่อปลดเปลื้องชีวาตม์ให้ขาดสูญ
แม่ก็รู้ว่าบิดาอนุกูล จึงต้องทูลตามจริงทุกสิ่งไป
เมื่อมิฟังยังคิดพิศวาส เธอฉลาดตามแต่จะแก้ไข
ไม่ทานทัดขัดห้ามจะตามใจ แต่อย่าไปโจนน้ำน่ารำคาญ ฯ
๏ สินสมุทรสุดสบายหายสะอื้น ทำชมชื่นวิงวอนอ้วยอ่อนหวาน
ลูกจะจำคำสัตย์ปฏิญาณ ไปว่าขานขอชีวิตพระบิตุรงค์
แล้วจึงผลุนหมุนมาถึงดาบส น้อมประณตทูลความตามประสงค์
ลูกไปทำทุกข์ตรอมจนยอมลง ว่าตามแต่องค์พระบิดาจะปรานี ฯ
๏ พระอภัยได้ยินสินสมุทร ให้แสนสุดเสน่หามารศรี
แต่นิ่งนึกตรึกตราจนราตรี ยิ่งทวีถวิลโฉมประโลมลาน
จึงหยิบธำมรงค์เพชรเจ็ดกะรัต ใส่พระหัตถ์ลูกยาแล้วว่าขาน
เจ้าเอาไปให้องค์นางนงคราญ เปลี่ยนสังวาลมาให้พ่อจะขอชม ฯ
๏ โอรสรับอภิวันท์แล้วผันผาย ถึงโฉมฉายชวนชิดสนิทสนม
พระบิดรผ่อนสบายคลายอารมณ์ แต่ยังตรมตรอมใจด้วยไกลกัน
แล้วนบนอบยอบกายถวายแหวน พระว่าแม้นสุจริตอย่าบิดผัน
แม่โฉมยงจงประทานสังวาลวรรณ เป็นสำคัญจะได้อ้างต่างพยาน ฯ
๏ นางยิ้มหยิบธำมรงค์มาทรงใส่ ขอบฤทัยวาจาที่ว่าขาน
แล้วแกล้งว่าน่าเบื่อเหลือรำคาญ ไม่ได้การเฉโกเป็นโยคี
ไม่เรียนร่ำบำเพ็งให้เคร่งครัด มาเปลี่ยนผลัดกับสีกาน่าบัดสี
แม้นมิให้ก็จะว่าไม่ปรานี กลัวแต่ที่เธอจะทำโจนน้ำตาย
แล้วโฉมยงทรงถอดสังวาลรัตน์ ทำจบหัตถ์ยื่นให้เอาไปถวาย
โอรสรับอภิวาทแล้วนาดกราย มาห้องท้ายเภตราในราตรี
เข้านั่งชิดบิตุรงค์แล้วส่งให้ พระดีใจดังได้โลมนางโฉมศรี
ค่อยลูบหลังลูกยาแล้วพาที อยู่นอนนี่เถิดนะเจ้าได้เล่าความ
แล้วเอนองค์ลงเอกเขนกเขนย พระลูกเกยอยู่กับตักแล้วซักถาม
พูดถึงแก้วแววตาพะงางาม สักสามยามเดือนลับจึงหลับไป ฯ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ