ตอนที่ ๘๔ พระมังคลากับพระบาทหลวงแตกทัพไปเกลี้ยกล่อมเมืองต่าง ๆ

๏ ขอกล่าวกลับจับเรื่องสังฆราชสิ้นอำนาจว้าเหว่ระเหระหน
จะข้ามฝั่งไปยังเพชรกำพลคิดผ่อนปรนจะมารับทัพลังกา
จึ่งเรียกพระมังคลาสานุศิษย์มาช่วยคิดตรองตรึกได้ปรึกษา
เรียกคนใช้ให้หยิบขวดสุรายกออกมากินเข้าไปพอใจคลาย
เรือก็ล่องแล่นมาในสาคเรศล่วงประเทศเดือนกระจ่างสว่างฉาย
ตามละเมาะเกาะเคียงกันเรียงรายลมก็ชายพัดจัดถนัดใบ
แต่แล่นมากว่าเดือนไม่เคลื่อนคลาดล่องลีลาศในมหาชลาไหล
พอจวนแจ้งสุริโยอโณทัยพยุใหญ่เกิดกล้าสลาตัน
เป็นลมหวนป่วนปั่นสนั่นก้องคลื่นในท้องทะเลป่วนซัดหวนหัน
มืดพยับอับสีรวีวรรณตีกำปั่นแทบจะจมด้วยลมแดง
ฝนก็ตกโปรยปรายพระพายพัดคลื่นก็จัดฟ้าแลบวะแวบแสง
คนในเรือหนีเข้าร่มล้มตะแคงกำปั่นแพลงแทบจะคว่ำเป็นน้ำนอง
บาทหลวงงกตกประหม่าจนขาสั่นเดินงกงันเซซุนให้ขุ่นหมอง
แหงนดูเมฆตั้งดำเป็นน้ำนองฟ้าก็ร้องครางครึมกระหึมครวญ
เรือสะบัดปัดปั่นให้หันเหท้องทะเลคลื่นระดมทั้งลมหวน
ตีเสาหน้าหักผางเสียงครางครวญพายุป่วนหอบปัดซัดออกไป
พวกต้นหนคนท้ายที่หมายทิศทั้งมืดมิดไม่รู้แห่งตำแหน่งไหน
เรือที่ตามมาก็ซัดพลัดกันไปพยุใหญ่ก็ไม่ซาถึงห้าคืน
เหลือสังเกตเขตแขวงตำแหน่งไหนไม่แจ้งในมรรคาเหลือฝ่าฝืน
ไม่เห็นแสงตะวันเดือนเหมือนกลางคืนเสียงแต่คลื่นกึกก้องท้องชลา
พวกต้นหนบนบานแล้วกรานกราบศิโรราบขอชีวิตทุกทิศา
เทพเจ้าในทะเลทั้งเทวาช่วยรักษาคุ้มกันอันตราย
กลับไปถึงถิ่นฐานบ้านของข้าจะจัดหาไก่แกะชำแหละถวาย
ทั้งเหล้าข้าวเครื่องคั่วเนื้อวัวควายขอให้หายคลื่นคลั่งในวังวน ฯ
๏ พอครบถ้วนเจ็ดทิวาค่อยซาหายเห็นสุริย์ฉายแจ่มฟ้าเวหาหน
เห็นเกาะใหญ่โตขวางอยู่กลางชลเป็นน้ำวนเรือกำปั่นหันเข้าไป
พวกต้นหนคนงานคลานจากห้องเสียงแซ่ซ้องเรียกกันอยู่หวั่นไหว
บาทหลวงลุกจากที่ค่อยดีใจกับหน่อไทมังคลาลุกมาพลัน
เอาแผนที่คลี่ดูไม่รู้จักเห็นไกลนักผิดสังเกตทุกเขตขัณฑ์
เหลือประมาณการวิถีที่สำคัญบนเขานั้นนกกาไม่หากิน
บังเกิดหนาวเขานั่นเป็นควันหมอกที่ตามซอกภูเขามีเสาหิน
เป็นเงาช่วงร่วงดำเหมือนน้ำนิลมีแท่นหินขาวสว่างกระจ่างตา ฯ
๏ สักครู่หนึ่งเสียงก้องเหมือนกลองศึกดังพิลึกเสียงตลอดถึงยอดผา
แล้วสีเหมือนอย่างรุ้งพุ่งลงมาดังเหมือนฟ้าลั่นเปรี้ยงเสียงคำรน
เป็นรูปเทพารักษ์ลักษมียืนอยู่ที่แท่นศิลาน่าฉงน
แล้วว่าเรือของใครอยู่ในวนมาแต่หนแห่งประเทศเกินเขตแดน
จงรีบไปเสียอย่าอยู่ฤดูนี้เป็นถิ่นที่ภูตพรายมันหลายแสน
อยู่ไม่ได้ใช่ประเทศพ้นเขตแดนเป็นแว่นแคว้นที่สำนักยักขินี ฯ
๏ บาทหลวงฟังเทวดารักษาเกาะมาสงเคราะห์บอกแจ้งแห่งวิถี
ยืนเปิดหมวกคำนับพลันด้วยทันทีแล้วถามที่แถวทางกลางสินธู
แล้วเล่าเรื่องเมืองลังกาอาณาเขตให้ทราบเหตุเสียคนรจนาอ่อนหู
แต่ยกไปกำจัดพวกศัตรูเสียคนผู้แตกทัพมายับเยิน
จะกลับหลังไปยังถิ่นประเทศมาเกิดเหตุฝนตกระหกระเหิน
พยุพัดซัดมาถึงหน้าเนินเกิดฉุกเฉินไม่รู้แห่งตำแหน่งทาง
ขอท่านจงกรุณาเมตตาด้วยจงชี้ช่วยเป่าปัดที่ขัดขวาง
พอจะได้รู้แจ้งแห่งหนทางในระหว่างแถวถิ่นบุรินทร์ใด ฯ
๏ ฝ่ายองค์เทพารักษ์ลักษมีอันอยู่ที่เกาะกาวินกระสินธุ์ใส
จึ่งว่าเขตมนุษย์สุดจะไกลทะเลใหญ่ต่อกันสีทันดร
เป็นเขตครุฑพวกมนุษย์มาไม่ถึงหนทางกึ่งกับมหิงคสิงขร
อันฝูงสัตว์มัจฉาในสาครฤทธิรอนร้ายกาจชาตินาคา
จงกลับหลังทางนี้จะชี้ให้จงเร่งไปเสียให้พ้นวนมัจฉา
ซึ่งเรือติดก็เพราะฤทธิ์ฝูงนาคาเราเมตตาจะช่วยส่งให้คงคืน
พ้นขึ้นได้เร่งไปข้างทักษิณจะพบถิ่นนครารีบฝ่าฝืน
แต่ลมหวนป่วนปั่นทุกวันคืนตีเป็นคลื่นลั่นดังก้องกังวาน
อันเมืองนั้นเรียกว่าโรมวิสัยทั้งกว้างใหญ่เติบโตรโหฐาน
รู้ไตรเพทวิทยาวิชาการมีอาจารย์ผูกหญ้าผ้าพยนต์
ท่านจะไปให้สมอารมณ์คิดเราประสิทธิ์วัฒนาสถาผล
พอขาดคำเห็นสว่างอยู่กลางวนเป็นน้ำล้นหนุนกำปั่นมาทันที
หลุดจากแก่งแสงสว่างกระจ่างหายพระพายชายพัดส่งตรงวิถี
ไปทักษิณถิ่นประเทศเขตบุรีลมก็ตีเรือแล่นแสนสบาย ฯ
๏ สิบห้าวันบรรลุถึงขอบเขตถิ่นประเทศนคราเวลาสาย
ให้ลดใบทอดท่าหน้าหาดทรายจอดอยู่ท้ายเมืองดูเห็นผู้คน
ออกเที่ยวหาปลาหอยบ้างลอยช้อนเดินฉะอ้อนตามระหว่างทางถนน
บ้างเก็บผักหักฟืนพื้นคนจนตามถนนหน้าเมืองเนื่องกันไป
บาทหลวงสั่งพวกชวากะลาสีไปดูทีพูดจาอัชฌาสัย
สืบให้รู้เรื่องราวพวกชาวในจงรีบไปดูประเทศเขตบุรี
พวกคนใช้ไปตามบาทหลวงสั่งเดินไปยังแถวทางกลางวิถี
เข้าพูดจาปราศรัยเป็นไมตรีชาวบุรีรู้ว่าแขกแปลกขึ้นมา
จึงซักไซ้ไต่ถามไปตามเรื่องอันชาวเมืองพูดได้หลายภาษา
ฝรั่งแขกจีนจามพราหมณ์ลังกาฟังภาษารู้ทุกคำด้วยชำนาญ
จึงถามว่ามาแต่หนตำบลไหนธุระอะไรออเจ้าจงเล่าขาน
หรือมาเที่ยวหาของที่ต้องการหรือพลัดบ้านเมืองมาเที่ยวหากิน ฯ
๏ พวกแขกว่าข้าเจ้ามาค้าขายเกิดลมร้ายในมหาชลาสินธุ์
เรือก็ซัดพลัดมาถึงธานินทร์สังเกตถิ่นไม่ถนัดเที่ยวซัดเซ
แต่นายใหญ่อยู่ในเรือกำปั่นจะผ่อนผันหลงทางมาห่างเห
ไม่รู้แห่งแถวทางกลางทะเลเหลือคะเนไม่รู้แห่งตำแหน่งจร
ขอลาท่านกลับไปบอกนายข้าให้ขึ้นมาหาผู้รู้เป็นครูสอน
ได้กลับหลังไปยังฝั่งนครเป็นการร้อนจะรีบลาท่านคลาไคล
กะลาสีกลับหลังยังกำปั่นเอาความนั้นเล่าแจ้งแถลงไข
บาทหลวงฟังถ้วนถี่แกดีใจรีบขึ้นไปจะได้เพียรเรียนวิชา
จึงชวนพระมังคลาสานุศิษย์เห็นสมคิดตรองไว้ไปสิหวา
แกแต่งตัวรีบไปในพาราพระมังคลาแขกล่ามตามอาจารย์
บาทหลวงให้คนนำไปสำนักที่รู้จักกันมาแล้วว่าขาน
จงช่วยนำเราไปหาท่านอาจารย์พอแจ้งการให้ท่านทายร้ายหรือดี
แล้วหยิบเงินเหรียญกองให้สองร้อยไว้ใช้สอยตามสบายอย่าหน่ายหนี
จงรู้จักกันไว้เป็นไมตรีพอเป็นที่สำนักช่วยชักพา
พวกชาวเมืองดีใจครั้นได้ทรัพย์แล้วคำนับนั่งลงส่งภาษา
ว่าขอบใจที่ท่านกรุณามาจะพาไปตำแหน่งแห่งอาจารย์
พลางลุกออกนำไปในประเทศเข้าขอบเขตพาราแล้วว่าขาน
ท่านจงดูหนังสือชื่ออาจารย์มีหลายบ้านบอกวิชาสารพัน
ถ้าต้องการบ้านไหนจะไปหาแจ้งกิจจาเขาเสียก่อนจึ่งผ่อนผัน
จะเข้าออกเล่าก็ยากลำบากครันครบเจ็ดวันนายหมวดเขาตรวจคน
แล้วนำหน้าพาเดินไปตามย่านมีโรงร้านแถวทิมริมถนน
บ้านเศรษฐีมีมากไม่ยากจนทุกตำบลมั่งคั่งทั้งบุรินทร์
บาทหลวงเดินดูไปในจังหวัดสารพัดน่าชมสมถวิล
ถึงบ้านผู้รู้วิชาฟ้าแลดินมีเสาหินปักอยู่นอกบอกวิชา ฯ
๏ ถัดนั้นไปแจ้งในหนังสือกล่าวบอกเรื่องราวจักรไกหลายภาษา
ใครจะมาพากเพียรเรียนวิชาทำเภตราใช้ไฟในไกกล ฯ
๏ อีกบ้านหนึ่งบอกวิชาสารพัดผูกรูปสัตว์ใช้ไปในเวหน
ที่เขาเรียกกันว่าผ้าพยนต์ทำด้วยมนต์ลงอักษรซ่อนอยู่ใน
บาทหลวงดูรู้แจ้งแห่งหนังสือจารึกชื่อผู้วิเศษข้างเพทไสย
แล้วบอกกับผู้พาจงคลาไคลเราขอบใจแล้วจะเพียรเรียนวิชา
ผู้ที่นำรับคำตาบาทหลวงก็เดินล่วงเข้าไปในเคหา
จึงบอกกับคนใช้ให้ไคลคลาเราจะมาอภิวันท์ท่านอาจารย์
พวกคนใช้ไต่ถามได้ความถ้อยแล้วจึ่งค่อยเข้าไปในสถาน
แจ้งคดีกับท่านครูผู้อาจารย์ให้ทราบการที่เขาบอกออกเนื้อความ ฯ
๏ ฝ่ายนิกรมพรหมพักตร์ลุกจากห้องค่อยย่างย่องออกมาใกล้ปราศรัยถาม
มีธุระสิ่งไรเจ้าจงเล่าความบอกไปตามเรื่องประสงค์ที่จงใจ
พวกที่มาว่าฝรั่งต่างประเทศเสียขอบเขตซัดมาอยู่อาศัย
อยากจะใคร่เรียนของที่ต้องใจขออาศัยอยู่เป็นศิษย์ไม่บิดเบือน ฯ
๏ ฝ่ายท่านครูจึงว่าถ้าเช่นนั้นไปพากันเข้ามานี่แม้นดีเหมือน
คำเจ้าว่าจริงแท้ไม่แชเชือนให้ได้เหมือนถ้อยคำเจ้ารำพัน
ผู้ชักพามาเรียกสังฆราชกับหน่อนาถสองนายให้ผายผัน
เข้าในตึกทำใหม่ใต้ต้นจันทน์เป็นช่องชั้นดูเพลินเจริญตา
เห็นท่านครูนั่งอยู่บนเก้าอี้ดูท่วงทีงดงามตามภาษา
บาทหลวงเปิดหมวกคำนับกับพฤฒาดูกิริยาเห็นวิเศษข้างเวทมนตร์ ฯ
๏ ฝ่ายท่านครูดูหน้าพระฝาหรั่งเรียกให้นั่งแล้วจึ่งถามด้วยความฉงน
ท่านมาหาเรานี้มีกังวลหรือร้อนรนด้วยมีการสถานใด ฯ
๏ บาทหลวงว่าข้าพเจ้าก็ซ้ำขัดเกิดอุบัติหลงมาได้อาศัย
จะกลับหลังยังนครก็อ่อนใจด้วยมิได้รู้แห่งตำแหน่งทาง
มาพบท่านผู้ประสิทธิ์ให้คิดรักขอพิงพักปรนนิบัติไม่ขัดขวาง
เป็นศิษย์หาเรียนรู้ดูหนทางสักสองอย่างกับวิชาผ้าพยนต์ ฯ
๏ ฝ่ายนิกรมพรหมพักตร์จึ่งชักเรื่องว่าบ้านเมืองตั้งกฎหมายมาหลายหน
ใครจะเรียนวิทยาผ้าพยนต์เอายุบลไปทูลท้าวเจ้าบุรินทร์
แม้นโปรดให้จึ่งได้มาสั่งสอนเจ้านครมีรับสั่งดั่งถวิล
ท่านจงมาไปเฝ้าเจ้าแผ่นดินเสียให้สิ้นความผิดไม่ปิดบัง
แล้วครูเฒ่าเดินหน้าพาบาทหลวงครรไลล่วงทางไปดั่งใจหวัง
จึ่งเข้าในนัคเรศนิเวศน์วังไปยับยั้งคอยเฝ้าเจ้านคร ฯ
๏ ฝ่ายไทท้าวเจ้าหุโลมโรมวิสัยฝรั่งใหญ่มุระหงิดอดิศร
ถึงเวลาออกพระโรงอลงกรณ์ให้ราษฎรเฝ้าแหนแสนสบาย
มีถ้อยความสารพัดเธอตัดสินให้เพิ่มภิญโญยศตามกฎหมาย
ไม่เคืองเข็ญเป็นสุขสนุกสบายทั้งหญิงชายชมชื่นทุกคืนวัน ฯ
๏ ฝ่ายนิกรมพรหมพักตร์อาจารย์เฒ่าเข้าไปเฝ้าทูลไทเจ้าไอศวรรย์
พาบาทหลวงไปประนมบังคมคัลเจ้าเมืองนั้นปราศรัยเป็นไมตรี ฯ
๏ บาทหลวงจึ่งหยิบจินดาราคามากกับทองนากพลอยเพชรอีกเจ็ดสี
ออกถวายไทท้าวเจ้าบุรีขอเป็นที่พึ่งพาจงการุญ
อยากจะใคร่เรียนมนต์ดลคาถาจงโปรดข้าขาดเหลือช่วยเกื้อหนุน
แม้นสมซึ่งปรารถนาท่านการุญไม่ลืมคุณแม่นมั่นเหมือนสัญญา ฯ
๏ ฝ่ายท้าวไทได้ฟังสังฆราชอนุญาตสั่งให้ไปศึกษา
จึ่งเรียกอาจารย์เฒ่าให้เข้ามาบอกวิชาที่จะทำให้ชำนาญ
แต่เรื่องแก้วิทยานั้นอย่าให้เขามิได้อยู่กินเป็นถิ่นฐาน
เกลือกจะเป็นแยบยลพวกคนพาลจะรำคาญขุ่นเคืองแก่เมืองเรา
ไหนไหนมาอย่าให้เสียท่านเกลี่ยไกล่จงบอกให้ตามจำนงค์ประสงค์เขา
ท้าวแสดงแจ้งความตามสำเนาแล้วกลับเข้าปรางค์มาศราชวัง ฯ
๏ ฝ่ายครูเฒ่าเจ้าวิชาพาบาทหลวงครรไลล่วงออกมาสมอารมณ์หวัง
ถึงบ้านถิ่นสิ้นกังขาพะว้าพะวังแล้วจึงสั่งบ่าวไพร่ที่ใช้การ
ไปจัดแจงตึกใหญ่ให้สังฆราชจงแผ้วกวาดให้อยู่กินเป็นถิ่นฐาน
ถึงเวลาบอกเวทวิเศษชาญให้ชำนาญเรืองฤทธิ์วิทยา
ผูกพยนต์กลไกได้หลายสิ่งเป็นม้ามิ่งยักย้ายหลายภาษา
รูปนกหกต่างต่างอย่างตำราทั้งเทวดารูปคนจนสตรี
เป็นดวงดาวดาราในอากาศของประหลาดเดินได้ในวิถี
รูปมนุษย์ครุฑาวาสุกรีทั้งกุมภีล์เหราสารพัน
มังคลาสานุศิษย์สมจิตนึกคิดตรองตรึกอยู่ในใจจะผายผัน
แล้วจัดของสนองคุณอาจารย์พลันสารพันเงินทองเอากองลง
ใส่เครื่องตาดภาชนะที่ใช้สอยไว้เรียบร้อยเสร็จสมอารมณ์ประสงค์
ยกออกไปให้ท่านครูผู้ดำรงแล้วก้มลงคำนับเหมือนกราบกราน ฯ
๏ ฝ่ายนิกรมพรหมพักตร์จึงซักไซ้เอามาให้มากมายหลายสถาน
เราขอบใจแต่สิ่งของไม่ต้องการเป็นอาจารย์บอกกล่าวให้เล่าเรียน
ไม่ประสงค์จงใจที่ในทรัพย์ผิดตำหรับเรื่องราวที่เราเขียน
ใช่จะขายความรู้แก่ผู้เรียนเป็นอาเกียรณ์รุงรังไม่บังควร
ขอแต่จิตสัตย์ซื่อถือให้มั่นทุกคืนวันโดยระบอบคิดสอบสวน
มีความรู้อยู่ในใจจงใคร่ครวญตามกระบวนจึ่งประสิทธิ์วิทยา ฯ
๏ บาทหลวงฟังสังรเสริญเจริญยศจงปรากฏอิทธิฤทธิ์ทุกทิศา
พระคุณท่านเหลือล้นคณนาขอกราบลาไปบุรินทร์ถิ่นนคร
ได้มาอยู่พึ่งพักท่านรักใคร่แต่หนักใจโตยิ่งกว่าสิงขร
ต้องจำเป็นจำไปไกลนครจะขอพรให้ท่านช่วยอำนวยชัย ฯ
๏ ฝ่ายท่านครูผู้ประสิทธิ์คิดสงสารมาอยู่นานจงไปหาที่อาศัย
ศรีสวัสดิ์วัฒนาจงคลาไคลท่านจะไปขอให้สมอารมณ์ปอง
บาทหลวงรับกราบลามาที่อยู่เรียกคนผู้ขึ้นมาบนช่วยขนของ
แล้วไปเฝ้าท้าวไทดั่งใจปองทูลฉลองจะขอลาฝ่าธุลี ฯ
๏ ฝ่ายท่านท้าวเจ้าพาราจึ่งปราศรัยเราขอบใจท่านนักเป็นศักดิ์ศรี
ประทานของต่างต่างที่อย่างดีแต่ล้วนมีราคาสารพัน
บาทหลวงรับของพลางทางคำนับแล้วก็กลับจากนิเวศน์ขอบเขตขัณฑ์
กับองค์พระมังคลามาด้วยกันลงกำปั่นแล่นมาในสาคร
ถึงเมืองไหนแวะเข้าเอาหนังสือแล้วเขียนชื่อท่านครูผู้จะสอน
ในเรื่องราวศาสนาให้ถาวรจะดับร้อนคนหยาบทำบาปกรรม
จงเร่งมาหาเราในคราวนี้จะช่วยชี้ช่วยชุบอุปถัมภ์
พระเป็นเจ้าจะมารับที่บาปกรรมจะได้นำไปสวรรค์เห็นทันตา ฯ
๏ พวกชาวเมืองเลื่องลือระบือข่าวมามี่ฉาวรับกระดาษศาสนา
ไปอ่านเรื่องเมืองสวรรค์เห็นทันตาเจ้าพาราทราบสิ้นก็ยินดี
จึ่งว่าเหวยเสนาไปหาสู่ท่านผู้รู้เชิญมาบุรีศรี
จะได้สอนศาสนาในบาลีให้กูนี้ถึงสวรรค์ชั้นวิมาน ฯ
๏ เสวกามาเชิญสังฆราชให้ลีลาศเข้าไปในสถาน
บาทหลวงยิ้มอิ่มใจเห็นได้การจะทรมานเอาไว้ใช้ทั้งไพร่พล
จึ่งขึ้นจากกำปั่นมิทันช้าขี่รถาคนตามหลามถนน
ชาวพารามาดูทุกผู้คนตามไปจนนคเรศนิเวศน์วัง ฯ
๏ ฝ่ายท่านท้าวเจ้าพาราออกมารับพลางคำนับถึงสมอารมณ์หวัง
เชิญบาทหลวงให้เข้าไปจนในวังจะใคร่ฟังรับทราบที่บาปบุญ
อีตาเฒ่าเจ้ามารยาจึงว่าขานที่ข้อการเมืองมนุษย์จะอุดหนุน
จงกลับใจเสียให้ดีจะมีคุณผู้การุญจะรับซึ่งบาปกรรม
คือองค์พระเยซูผู้เป็นเจ้าครูของเราจะช่วยชุบอุปถัมภ์
ไม่ช้านานจะมารับซึ่งบาปกรรมแล้วจะนำไปสวรรค์ถึงชั้นบน
ตัวท่านท้าวเจ้าพาราจะปรากฏคงเห็นหมดรู้ประจักษ์ในภักษ์ผล
เหมือนถ้อยคำเราแสดงแจ้งยุบลเพราะเป็นคนสัตย์ซื่อถือที่ดี
จงกลับจิตคิดรักพระเป็นเจ้าทุกค่ำเช้านึกไว้อย่าหน่ายหนี
คำที่เราเทศนาในบาลีไม่ช้าทีคงจะเห็นดั่งเจรจา ฯ
๏ ฝ่ายท่านท้าวเจ้าพาราจึ่งว่าขานพระอาจารย์แจ้งเหตุเทศนา
แต่ยังไม่เห็นตระหนักประจักษ์ตาแม้นเหมือนว่าแล้วเจ้าคุณฉันอุ่นใจ
บาทหลวงว่าท่านอย่าวิตกนักคงประจักษ์เหมือนเราแจ้งแถลงไข
จะช่วยทูลพระเป็นเจ้าว่าท้าวไทเธอกลับใจเชื่อแท้ไม่แปรปรวน ฯ
๏ ฝ่ายท้าวไทได้ฟังสังรเสริญแล้วจึงเชิญให้ไปพักตำหนักสวน
สั่งกับผู้ปรนนิบัติจัดให้ควรตามกระบวนเลี้ยงดูผู้อาจารย์ ฯ
๏ พวกเสนามาทำตามตำแหน่งบ้างจัดแจงกับข้าวทั้งคาวหวาน
เอาขึ้นตั้งโต๊ะใหญ่ใส่ในจานเครื่องตระการเอมโอชโภชนา
ทั้งมีดส้อมพร้อมพรั่งเอาวางที่ยกเก้าอี้มาตั้งลงข้างขวา
ทั้งถ้วยแก้วเจียระไนใส่สุราเชิญพระอาจารย์กินด้วยยินดี ฯ
๏ ฝ่ายบาทหลวงขึ้นไปนั่งตั้งสง่ารินสุราดื่มจนเมาเหล้าอะหนี
กินเป็ดไก่หมูหองล้วนของดีแกเปรมปรีดิ์อยู่ในใจเห็นได้การ
ให้อ้ายเฒ่าเจ้าพารามันปรากฏวิสัยมดมันก็มักรักแต่หวาน
ความคิดกูรู้ทำเหมือนน้ำตาลเอาแต่การที่จะใช้เหมือนควายวัว ฯ
๏ ครั้นอิ่มหนำสำเร็จเสร็จธุระลุกเกะกะกรุ่มกริ่มทั้งยิ้มหัว
ลงนั่งอิงพิงฝานัยน์ตามัวแล้วเอนตัวม่อยหลับระงับไป
จนเที่ยงคืนหายเมาบรรเทาจิตแกนิ่งคิดหาแผลจะแก้ไข
จำจะต้องเสกพยนต์เป็นกลไกให้ท้าวไทเห็นจริงทุกสิ่งอัน
แล้วลุกจากที่นอนไปถอนหญ้าเก็บเอามาผูกไว้พอไก่ขัน
แล้วเสกเป่าเก้าหนมนต์สำคัญต้นหญ้านั้นสูญหายกลายเป็นคน
แล้วเป่าลงตรงหัวหยิบตัวขว้างขึ้นไปทางฟากฟ้าเวหาหน
ด้วยอำนาจกายสิทธิ์ฤทธิรณมิให้คนเห็นของที่ต้องการ
ต่อเมื่อไรเรียกมาจึ่งปรากฏเห็นทั่วหมดพูดได้หลายสถาน
ครั้นรุ่งรางสร่างสีรวีวารแกตรองการที่จะไปในบุรินทร์ ฯ
๏ ฝ่ายไทท้าวเจ้านครอาวรณ์หวังอยากจะฟังผูกจิตคิดถวิล
จึงออกนั่งเก๋งขวาหน้าบุรินทร์มาพร้อมสิ้นทั้งมหาเสนาใน ฯ
๏ ฝ่ายไทท้าวเจ้าจังหวัดจึ่งตรัสสั่งให้ไปยังพระอาจารย์แล้วขานไข
ว่าเราเชิญให้เข้ามารีบคลาไคลพามาในนคเรศนิเวศน์วัง ฯ
๏ เสวกามาถึงจึ่งคำนับท้าวให้รับท่านไปดั่งใจหวัง
บาทหลวงยิ้มอิ่มใจรีบไปวังแล้วขึ้นนั่งคานหามคนตามพรู
คิดในใจไว้เห็นสมอารมณ์นึกจะทำศึกลังกากินขาหมู
คนที่หามเข้าไปยั้งยังประตูบาทหลวงรู้รีบเดินดำเนินพลัน
ถึงเก๋งใหญ่ท้าวไทเธอมารับแล้วคำนับปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
เชิญให้นั่งยังที่เก้าอี้พลันบาทหลวงนั่นอิ่มใจใครจะปาน
แกจึงว่าท้าวไทเจ้าไตรภพอย่าปรารภถือให้แม่นเป็นแก่นสาร
แล้วจึ่งเรียกทูตสวรรค์มิทันนานพยนต์ขานลงมาไม่ช้าที
สำแดงกายมีมือถือตะกร้าลอยอยู่หน้าเวียงชัยในวิถี
แล้วร้องว่าเจ้าจังหวัดปัถพีตัวเรานี้จะมารับซึ่งบาปกรรม
พระเยซูผู้เป็นเจ้าของเรานี้รับสั่งชี้ให้มาชุบอุปถัมภ์
พวกที่กลับใจได้ไม่กระทำถือถ้อยคำรักใคร่ในพระองค์ ฯ
๏ ฝ่ายท้าวไทเสนาเห็นปรากฏไม่รู้รสคนมารยาพากันหลง
ด้วยตั้งใจนับถือว่าซื่อตรงเพราะจำนงพร้อมใจมิได้แคลง
บาทหลวงจึ่งเรียกหาเอาผ้ามุ้งมาเย็บถุงช่วยกันให้ขันแข็ง
ใครทำอะไรไว้มีจงชี้แจงเอาเขียนแจ้งเป็นหนังสือชื่อของตัว
เจ้าพาราเป็นใหญ่เอาใส่ก่อนราษฎรลงทีหลังทั้งเมียผัว
เรื่องบาปกรรมทำไว้ที่ในตัวการที่ชั่วบอกเสมียนให้เขียนลง
ครั้นเสร็จสรรพจับเอาไปใส่ในถุงคนทั้งกรุงชื่นชมสมประสงค์
บาทหลวงเฒ่าสมคิดในจิตจงเอาผ้าวงผูกไว้มิให้คลาย
แล้วขว้างไปในนภางค์กลางเวหาพยนต์หญ้ารับไปดั่งใจหมาย
แล้วลอยลิ่วปลิววับไปลับกายก็สูญหายในนภางค์กลางโพยม ฯ
๏ บาทหลวงเฒ่าทำอุบายให้ตายจิตเห็นสมคิดตรองตรึกยิ่งฮึกโหม
มีวิชาพยายามเหมือนตามโคมแกแสนโสมนัสจิตที่คิดการ
แลตลอดลอดไปสมใจนึกที่ตรองตรึกไว้ในใจหลายสถาน
จึ่งว่ากับเจ้าพาราไม่ช้านานสิ้นรำคาญข้อหยาบที่บาปกรรม ฯ
๏ ฝ่ายท่านท้าวเจ้าบุรินทร์สิ้นสงสัยลงกราบไหว้ว่าท่านชุบอุปถัมภ์
ได้สิ้นทุกข์เพราะเจ้าคุณช่วยหนุนนำพระคุณล้ำเลิศลบภพไตร
พวกเสนาข้าเฝ้าเหล่าทหารลงกราบกรานยินดีจะมีไหน
ด้วยนับถือซื่อตรงปลงในใจทั้งนายไพร่ทั่วเขตนิเวศน์วัง ฯ
๏ บาทหลวงเฒ่าเจ้ามารยาจึงว่าขานมาอยู่นานจะลาไปดั่งใจหวัง
เที่ยวไปในสาชลตามวนวังหมายจะตั้งศาสนาให้ถาวร
แม้นพบปะเมืองใดที่ใจบาปจะได้ปราบปรามบ้างช่วยสั่งสอน
ให้ได้ความสุขาสถาพรทั่วนครในชมพูให้อยู่เย็น ฯ
๏ ฝ่ายไทท้าวเจ้าบุรินทร์กบิลราชว่ากับบาทหลวงอาจารย์จะนานเห็น
ท่านมาช่วยดับร้อนให้ผ่อนเย็นข้าขอเป็นศิษย์หากว่าจะตาย
จึ่งสั่งพวกเสวกาบรรดาเฝ้าไปจัดเอาเครื่องจินดามาถวาย
บาททลวงว่าจะเอาบุญอย่าวุ่นวายไม่มุ่งหมายทรัพย์สินทั้งจินดา
แกว่าพลางทางคำนับแล้วจับหัตถ์เจ้าจังหวัดเชิญให้นั่งยังรถา
พวกขุนนางต่างมาส่งลงเภตราพระมังคลาลุกมารับคำนับพลัน
ฝ่ายเสนาที่มาส่งพระบาทหลวงทุกกระทรวงบ่าวนายรีบผายผัน
ฝ่ายไทท้าวเจ้าพาราครั้นสายัณห์จรจรัลกลับเข้าไปในบุรินทร์ ฯ

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ