คำนำเมื่อพิมพ์ครั้งแรก

เมื่อหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ยังมีชื่อว่า หอพระสมุดสำหรับพระนคร และดำเนินงานโดยคณะกรรมการ มีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งเวลานั้นทรงดำรงพระยศเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นสภานายกคณะกรรมการหอพระสมุดสำหรับพระนคร ได้ชำระหนังสือคำกลอนสุภาพเรื่องพระอภัยมณี (ภาคต้นตั้งแต่ตอนที่ ๑ ถึงตอนที่ ๖๔) ของท่านสุนทรภู่ขึ้นไว้ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอัษฎางคเดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา ได้โปรดให้ตีพิมพ์เพื่อทรงแจกเป็นมิตรพลีในงานเฉลิมพระชันษาครบ ๓ รอบ ใน พ.ศ.๒๔๖๘ แต่ทิวงคตเสียก่อน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่ห้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ บริจาคพระราชทรัพย์ให้พิมพ์พระราชทานจัดเป็นเล่ม ๑ กับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ในรัชกาลที่ ๖ ได้โปรดให้พิมพ์ตอนต่อเป็นเล่ม ๒ ทั้งสองเล่มนี้ โปรดเกล้าฯ พระราชทานในงานพระเมรุสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมา เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๘ และพระวิมาดาเธอ กรมพระสุธาสินีนาฏ ได้โปรดให้พิมพ์เป็นเล่ม ๓ ในงานสิ้นพระชนม์ครบรอบปีสมเด็จเจ้าฟ้ามาลินีนพดารา ศิรินิภาพรรณวดี กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๘ ในการชำระและจัดพิมพ์คำกลอนสุภาพเรื่องพระอภัยมณีทั้งสามเล่มนั้น แบ่งตามความที่จบลงเป็นตอนๆ มิได้แบ่งตามเล่มสมุดไทย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สภานายกคณะกรรมการหอพระสมุดสำหรับพระนคร ได้ประทานอธิบายไว้ในคำนำของคำกลอนสุภาพเรื่องพระอภัยมณีเล่ม ๓ ในครั้งนั้นว่า

“กรรมการหอพระสมุดฯ ขอแจ้งความให้ท่านทั้งหลายผู้อ่านหนังสือกลอนเรื่องพระอภัยมณีทราบ ว่าหนังสือพระอภัยมณีฉบับหอพระสมุดฯ นี้พิมพ์โดยถือเอาประโยชน์ในทางวรรณคดีเป็นสำคัญ หนังสือกลอนเรื่องพระอภัยมณีตามฉบับที่ได้พิมพ์มาแต่ก่อน เป็นหนังสือ ๑๐๔ เล่มสมุดไทย (บางชุดมี ๙๙ เล่มสมุดไทย) มีคำกล่าวกันสืบมาว่า เดิมสุนทรภู่ตั้งใจจะแต่งให้หมดเรื่องเพียงพระอภัยมณีกับนางสุวรรณมาลีและนางละเวงออกบวชที่เมืองลังกา เป็นหนังสือ ๔๙ เล่มสมุดไทย แต่กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งให้สุนทรภู่คิดแต่งต่อไปอีก มิให้จบเสียเพียงนั้น สุนทรภู่พึ่งพระบารมีกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพอยู่ ไม่กล้าขัดก็จำใจต้องแต่งเรื่องพระอภัยมณีต่อไป แต่ตอนที่ต่อนี้สุนทรภู่แต่งเองบ้าง วานผู้อื่นซึ่งเป็นศิษย์หาให้แต่งบ้าง มิได้ตั้งใจจะแต่งโดยประณีตเหมือนตอนก่อน กรรมการหอพระสมุดฯ พิจารณาดูหนังสือพระอภัยมณี ก็เห็นว่าจะจริงดังคำที่กล่าวกันมา พิเคราะห์ดูเค้าเรื่องและสำนวน เห็นได้ว่า สุนทรภู่ตั้งใจจะให้สิ้นเรื่องเพียงพระอภัยมณีออกบวช เรื่องต่อนั้นมาดูเป็นซังตายแต่งขึ้น คล้ายๆ กับเรื่องที่เขาแต่งทำหนังฉายภาพยนต์ออกเล่นเป็นตอนๆ สำนวนกลอนก็มีทั้งของสุนทรภู่และของผู้อื่น สลับซับซ้อนปะปนกัน ไม่เป็นสาระในทางวรรณคดี ด้วยเหตุนี้ กรรมการจึงชำระและพิมพ์หนังสือกลอนเรื่องพระอภัยมณีเพียงเท่าที่สุนทรภู่เจตนา จะให้สิ้นเรื่อง

คำกลอนสุภาพเรื่องพระอภัยมณี ที่หอพระสมุดสำหรับพระนครได้ชำระและจัดพิมพ์ทั้งสามเล่มดังกล่าวนั้น รวมเป็นหนังสือ ๒๕,๐๙๘ คำกลอน ต่อมาก็ได้มีผู้ขออนุญาตนำไปพิมพ์เผยแพร่และจำหน่ายอีกหลายครั้ง และในครั้งหลังๆ นี้ สำนักพิมพ์ต่างๆ นิยมแบ่งพิมพ์เป็น ๒ เล่ม คือเล่มหนึ่ง เริ่มตั้งแต่ตอนที่ ๑ ถึงตอนที่ ๓๕ เล่มสองเริ่มแต่ตอนที่ ๓๖ ถึงตอนที่ ๖๔ ซึ่งจบลงด้วยคำกลอนเล่าเรื่องพระอภัยมณี นางสุวรรณมาลี และนางละเวงวัณหาไปบวชอยู่ ณ เขาสิงคุตร ว่า

พระอภัยไปตั้งหลังบรรพตรักษาพรตพรหมจรรย์ด้วยพรรษา
รำภาสะหรีลีวันยุพาผกาคุมโยธาฝรั่งอยู่ทั้งพัน
เก็บส้มสูกลูกไม้เผือกมันมั่งถวายทั้งสามองค์ให้ทรงฉัน
เป็นป่ากว้างทางเดินเนินอรัญไปสามวันจึงถึงวังเมืองลังกา
สินสมุทรไปบำรุงกรุงผลึกไปปราบศึกสืบวงศ์เผ่าพงศา
สุดสาครเสาวคนธ์สุมณฑาครองลังกาผาสุกสนุกสบาย
พวกทมิฬกินปักษาชื่อวาโหมไปพาราวาหุโรมส่งโสมถวาย
ทหารใหญ่อ้ายย่องตอดนั้นวอดวายนางสุนีหนีกายสูญหายไป ฯ

แต่เป็นที่ทราบกันดังกล่าวมาข้างต้นแล้วว่า กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพมีรับสั่งให้ท่านสุนทรภู่คิดแต่งต่อไปอีก มิให้จบเสียเพียงนี้ ซึ่งตอนที่มีรับสั่งให้แต่งต่อนั้น จะแต่งต่อตั้งแต่ตรงไหนไม่อาจทราบได้ แต่มีตอนที่หอพระสมุดสำหรับพระนครมิได้ชำระและมิได้จัดให้พิมพ์ไว้ และเคยมีผู้จัดพิมพ์ไว้แบบชุด “เล่มสลึงพึงรู้ท่านผู้ซื้อ” ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องเมื่อ ๘๐ ปีมาแล้ว มีทั้งตอนหลังที่ดำเนินเรื่องต่อจากฉบับที่หอพระสมุดฯ ชำระไว้เกือบอีกเท่าตัว กล่าวคือเป็นหนังสืออีก ๒๓,๕๘๘ คำกลอน หรืออีก ๔๕ เล่มสมุดไทย ตามฉบับที่ชำระเพิ่มเติมใหม่นี้ เริ่มเป็นตอนที่ ๖๕ ให้ชื่อตอนว่า “พระบาทหลวงพาพระมังคลาหนีทัพไปเมืองกำพลเพชร เริ่มด้วยคำกลอนว่า

ฝ่ายฝรั่งสังฆราชพระบาทหลวงเมื่อเสียท่วงทีทัพไม่หลับใหล
นำมังคลาพาตรงเข้าพงไพรคํ่ามืดไม่เห็นหนตำบลทาง

เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านกลอนเรื่องพระอภัยมณีตอนหลังนี้ตลอดแล้ว ก็มีความเห็นเช่นเดียวกับกรรมการหอพระสมุดฯ ในข้อที่ว่า ตอนหลังนี้ ท่านสุนทรภู่มิได้ตั้งใจแต่งโดยประณีตเหมือนตอนก่อน ทั้งนี้ก็คงจะเนื่องจากที่กล่าวกันมาว่า กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพมีรับสั่งให้ท่านสุนทรภู่แต่งถวายเดือนละ ๑ เล่มสมุดไทย ถ้าท่านสุนทรภู่ได้แต่งถวายเริ่มไปแต่เล่มสมุดไทยที่ ๕๐ (หรือที่ชำระใหม่จัดเป็นตอนที่ ๖๕) จริง เมื่อคิดเฉลี่ยตามจำนวนเล่มสมุดไทย ที่ว่าท่านสุนทรภู่แต่งถวายเดือนละเล่ม รวม ๔๕ เล่ม ก็จะต้องใช้เวลาแต่งถึง ๔๕ เดือน หรือคิดเป็นปี ก็เป็นเวลา ๓ ปี กับ ๙ เดือน ร่วม ๔ ปีเข้าไป เวลานั้นท่านสุนทรภู่ยังบวชเป็นพระภิกษุ แล้วต่อมาท่านย้ายมาจำพรรษาอยู่ในวัดเทพธิดาราม ซึ่งเป็นวัดที่กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพทรงสร้างตามที่สอบสวนกันไว้ ทราบได้ว่า พระภิกษุสุนทรภู่มาจำพรรษาอยู่ในวัดเทพธิดารามตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๓๘๓ และอยู่มาจนถึง พ.ศ. ๒๓๘๕ รวมเวลาราว ๓ ปี อย่างที่ท่านบอกไว้ในคำกลอน “รำพันพิลาป” ว่า “เคยโสมนัสในอารามสามวสา” น่าจะเป็นว่า กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพได้ทรง มีรับสั่งให้ท่านสุนทรภู่แต่งถวายมาก่อนที่ท่านจะย้ายมาจำพรรษาอยู่ ณ วัดเทพธิดารามแล้ว

ข้อที่กล่าวกันมาว่า มีรับสั่งให้แต่งถวายเดือนละ ๑ เล่มสมุดไทยนั้น เห็นจะเป็นความจริง เพราะปรากฏว่า คำกลอนที่เขียนลงไว้ในสมุดไทยแต่ละเล่มนั้น นอกจากจะมีจำนวนคำกลอนไม่เท่ากันแล้ว ยังมีจำนวนแตกต่างกันมาก บางเล่มก็มีจำนวนเพียง ๓๔๘ คำกลอนบ้าง ๔๑๐ คำกลอนบ้าง แต่บางเล่มก็มีถึง ๖๓๘ คำกลอนบ้าง ๖๙๒ คำกลอนบ้าง ยิ่งกว่านั้นยังได้พบหลายตอนที่คำกลอนไม่รับและส่งสัมผัสกัน แต่ในการชำระจัดพิมพ์ครั้งนี้ ได้ช่วยกันแก้ไขให้รับและส่งสัมผัสกันแล้ว (ถึงกระนั้น กรมศิลปากรได้รวบรวมฉบับพิมพ์ดีดที่มีรอยแก้เก็บรักษาไว้เป็นหลักฐาน) ข้อที่มีจำนวนคำกลอนในแต่ละเล่มสมุดไทยแตกต่างกันมากก็ดี และข้อที่มีหลายตอนคำกลอนไม่รับและส่งสัมผัสกันก็ดี เป็นข้อพิสูจน์ความจริงว่า พระภิกษุสุนทรภู่ถูกเร่งรัดให้แต่งถวาย เช่น พอถึงกำหนดที่กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพจะทรงหนังสือพระอภัยมณีเล่มต่อไป ก็คงจะทรงมีรับสั่งใช้นางข้าหลวง หรือทรงมีรับสั่งประจำไว้แก่นางข้าหลวงคนใดคนหนึ่ง พอถึงกำหนดเดือน นางข้าหลวงนั้นก็คงจะมาเรียนเตือนพระภิกษุสุนทรภู่ เป็นทำนองว่า “ท่านคะ เสด็จจะทรงเรื่องพระอภัยมณีเล่มต่อไปค่ะ” หรืออะไรทำนองนี้ แล้วพระภิกษุสุนทรภู่ก็จัดเล่มสมุดไทยที่เขียนกลอนเรื่องพระอภัยมณีไว้เต็มเล่ม บ้าง ไม่เต็มเล่มบ้าง คำกลอนที่รับและส่งยังไม่ลงสัมผัสกันบ้าง เพราะยังไม่มีเวลาจะแต่งให้เต็มเล่มและสอบทานตรวจแก้ ทั้งคงจะอยู่ในระหว่างนึกคิดติดหาคำ แต่เมื่อถูกเร่งรัดก็กระวีกระวาดจัดถวายไป จำนวนคำกลอนในแต่ละเล่มจึงแตกต่างกันมาก และคำกลอนในบางแห่งจึงไม่รับและส่งสัมผัสกัน ซึ่งมีเหลือติดมาให้เราได้อ่านได้พิจารณากันในภายหลังนี้ เข้าใจว่าพระภิกษุสุนทรภู่คงจะถูกเตือนให้ส่งเล่มใหม่อยู่เป็นประจำทุกเดือน ถ้าไม่มีจุดหมายอันใดและไม่มีความชำนาญการแต่งจริงๆ ก็เห็นจะถึงกับเบื่อหน่ายรำคาญใจ จนไม่เป็นอันทำงานอื่น หรือแต่งเรื่องอื่น แต่ก็ปรากฏว่า ท่านสุนทรภู่ยังสามารถแต่งเรื่องอื่นได้อีก เช่น รำพันพิลาป และกาพย์เรื่องพระไชยสุริยา เป็นต้น ที่ทราบกันแน่ว่าท่านแต่งเมื่อจำพรรษาอยู่ในวัดเทพธิดาราม และท่านก็ยังคงจะพยายามแต่งเรื่องพระอภัยมณีถวายจนจบ แต่จบลงด้วยคำกลอนรวบรัด ดูไม่สมกับเป็นเรื่องใหญ่ คือจบลงด้วย คำกลอนสั้นๆ ว่า

จะว่าข้างลังกามหาสถานครั้นเสร็จการยกย่องสนองไข
พงศ์กษัตริย์เสด็จมาทูลลาไปเจ้าเวียงชัยส่งพลันมิทันนาน
นิเวศน์ใครไปถึงเหมือนหนึ่งคิดสำราญจิตปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
ต่างไพบูลย์พูนสวัสดิ์ชัชวาลทุกสถานนคราสถาพรฯ

ครั้นแล้วพระภิกษุสุนทรภู่ก็ “สิ้นกุศลผลบุญกรุณา จะจำลาเลยลับไปนับนาน” จึงเลยกราบลาอุปสมบทมาครองเพศฆราวาสสืบไป ในปี พ.ศ. ๒๓๘๕ รวมเวลาที่ครองสมณเพศมาราว ๑๘-๑๙ ปี

ข้อที่ว่า “ตอนที่ต่อนี้ สุนทรภู่แต่งเองบ้าง วานผู้อื่นซึ่งเป็นศิษย์หาให้แต่งบ้าง. สำนวนกลอนก็มีทั้งของสุนทรภู่และของผู้อื่นสลับซับซ้อนปะปนกัน” ก็ดูจะเป็นความจริง และท่านผู้อ่านจะสังเกตสำนวนกลอนในภาคจบบริบูรณ์ที่กรมศิลปากรชำระเพิ่มเติมขึ้นใหม่ และมอบให้สำนักพิมพ์ก้าวหน้าจัดพิมพ์เพื่อการกุศล นับเป็นเล่ม ๓ และเล่ม ๔ หลายแห่ง โดยเฉพาะในตอนที่ ๘๖ และตอนอื่นๆ ซึ่งดำเนินกลอนและความต่อจากฉบับที่หอพระสมุดสำหรับพระนครได้ชำระและเคยจัดพิมพ์มาหลายครั้งแล้วนั้น

การที่กรมศิลปากรพยายามชำระ และจัดพิมพ์คำกลอนสุภาพ เรื่องพระอภัยมณีภาคจบบริบูรณ์นี้นั้น ตั้งแต่ตอนที่ ๖๕ ถึงตอนที่ ๑๓๒ ก็ด้วยพิจารณาเห็นว่า แม้คำกลอนตอนหลังนี้จะปรากฏไม่ประณีต และมีสำนวนกลอนของผู้อื่นสลับซับซ้อนปะปนกันก็ตาม แต่ก็มีคำกลอนที่ไพเราะเพราะพริ้งอยู่เป็นส่วนมาก โดยเฉพาะกลอนชมสัตว์จตุบททวิบาท, ชมพฤกษชาตินานาพรรณ, ชมทะเลและสัตว์น้ำ ชมดวงดาวในท้องฟ้า ตลอดจนบทอัศจรรย์ก็สรรค์หาคำมาพรรณนาได้ไพเราะ เช่น ชมชะนี บางทีก็เคาะแคะมาถึงผู้หญิง แม้จะไม่ตรงกับความจริงในวิชาสัตวศาสตร์ แต่ก็เป็นความเชื่อถือกันในสมัยนั้น และว่าไว้น่าฟัง (ตอนที่ ๑๒๐) เช่นว่า

ฝูงชะนีเหนี่ยวไม้โดดไปมาห้อยพฤกษาโยนตัวเรียกผัวโวย
ชาติชะนีนี้หนามันฆ่ามิตรเพราะสองจิตจิตสองจึงต้องโหย
อำมเรศสาปซ้ำระกำโกยต้องดินโดยเชยค่างเที่ยวครางครวญ
เหมือนหญิงกากปากหวานสันดานหยาบไม่กลัวบาปจิตนิยมเมื่อลมหวน
คล้ายชะนีที่ต้นไม้พิไรครวญต้องรัญจวนโหยหาเรียกสามี

เมื่อชมแมงดา บางทีก็กระแหนะกระแหนมาถึงผู้ชายบางพวก (ตอนที่ ๙๐) เช่นว่า

ฝูงแมงดาน่าดูตัวผู้เกาะเที่ยวว่ายเสาะพาจรจนอ่อนหู
ไปหาเหยื่อเผื่อกันกตัญญูพิเคราะห์คูเหมือนคนจนปัญญา
ตั้งเกียจคร้านมึนตึงพึ่งผู้หญิงได้แอบอิงพิงปากยากหนักหนา
พวกมนุษย์เมียแช่งเหมือนแมงดาทำแต่ตาปรอยปรอยคอยจะกิน

โดยที่เห็นว่า เรื่องพระอภัยมณีมีคำกลอนไพเราะคมคายเช่นยกมา เป็นตัวอย่างนี้ อยู่เป็นอันมาก และยิ่งเป็นคำร้อยกรองของท่านกวีเอกสุนทรภู่ของเราด้วยแล้ว แม้บางตอนจะเป็นกลอนที่ท่านสุนทรภู่แต่งเองบ้าง วานผู้อื่นซึ่งเป็นศิษย์หาให้ช่วยแต่งบ้าง แต่ท่านสุนทรภู่ก็จะต้องเป็นผู้วางโครงเรื่องและกำหนดตัวละครให้โดยตลอด แสดงว่านอกจากท่านจะเชี่ยวชาญในการแต่งกลอนด้วยตนเองแล้ว ยังถนัดในการวางโครงเรื่องให้คนอื่นมีศิษย์หาเป็นต้น ฝึกหัดช่วยกันแต่งอีกด้วย และแม้ว่าคำกลอนเรื่องพระอภัยมณีตอนหลังนี้ จะมีสำนวนคนอื่นปะปนอยู่ และไม่ประณีตเหมือนตอนก่อน แต่ก็ยังเป็นเสมือนเพชรเม็ดใหญ่ที่ช่างยังมิได้เจียระไน น่าจะถือได้ว่าเป็นสมบัติอันหาค่ามิได้ ที่ควรช่วยกันหาทางรักษาไว้เป็นสมบัติส่วนรวมของประชาชนชาวไทย ถ้าปล่อยปละละเลยให้กระจัดกระจายสูญหายไปเสียก็เป็นสิ่งน่าเสียดายอย่างยิ่ง จึงพยายามรวบรวมชำระขึ้นไว้ ครั้งแรกได้ให้คัดฉบับเป็นพิมพ์ดีดขึ้นจากหนังสือเรื่องพระอภัยมณี “เล่มสลึงพึงรู้” ก่อน แล้วมอบให้ นายหรีด เรืองฤทธิ์ เปรียญ สอบทานตรวจแก้เป็นเบื้องต้น โดยสอบกับฉบับสมุดไทยที่มีอยู่บ้างในหอสมุดแห่งชาติเสียครั้งหนึ่งก่อน แล้วข้าพเจ้าตรวจแก้ต่อมา แต่เสียดายที่ฉบับสมุดไทยในหอสมุดฯ มีถึงเล่ม ๖๓ คือเพียงตอนที่ ๘๒ เท่านั้น ต่อจากนั้นต้องแก้ไขผิดถูกโดยพิจารณาวินิจฉัยเรื่องและทำนองกลอนกันเอง โดยพยายามรักษาเชิงกลอนของเดิมไว้ แล้วแบ่งเป็นตอนตามที่เห็นว่าจบกระแสความ ในขณะตีพิมพ์เป็นเล่ม ก็ได้มอบให้นางกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ เป็นผู้รับผิดชอบตรวจแก้โดยตลอด และเห็นว่า เรื่องพระอภัยมณี ที่ท่านกวีเอกของเราผูกโครงเรื่องแต่งขึ้นไว้ ตั้งแต่ต้นจนจบบริบูรณ์ (ทั้งตอนที่หอพระสมุดสำหรับพระนครชำระไว้ และตอนที่กรมศิลปากรชำระใหม่) นั้น มีข้อความยืดยาวพิสดารรวมถึง ๔๘,๖๘๖ คำกลอน เรื่องราวก็สลับซับซ้อนมาก เพราะมีตัวละครในเรื่องมากมาย ทั้งตัวละครบางตัวก็มีบทบาทแทรกอยู่ในเรื่องหลายตอน เพื่อช่วยให้ท่านผู้อ่านกำหนดเรื่อง และกำหนดตัวละครได้สะดวกไม่สับสน ข้าพเจ้าจึงขอแรงให้ น.ส.อารี สุทธิเสวันต์ ช่วยอ่านเรื่องและทำแผนผังแสดง วงศ์กษัตริย์ในเรื่องพระอภัยมณีของท่านสุนทรภู่ ขึ้นและพิมพ์ไว้ในเล่มด้วย

การชำระและจัดพิมพ์ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ในการรักษาวรรณกรรมอันมีค่ายิ่งไว้เป็นสมบัติส่วนรามของชาติแล้ว ผู้ชำระยังมีความมุ่งมาดปรารถนา ด้วยกุศลเจตนาอันแรงกล้า ที่จะนำรายได้จากการร่วมแรงร่วมใจกันชำระและจัดพิมพ์หนังสือคำกลอนสุภาพ เรื่องพระอภัยมณีภาคจบบริบูรณ์นี้ มอบถวายวัดให้ใช้จ่ายในการปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุในวัดเทพธิดาราม อุทิศส่วนกุศลถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ พระองค์ผู้ทรงสร้างพระอาราม และอุทิศส่วนกุศลให้ท่านสุนทรภู่ผู้แต่ง ซึ่งเมื่ออุปสมบทเคยจำพรรษาอยู่ในพระอารามนั้นอีกด้วย อนึ่ง เพื่อที่จะให้ท่านผู้อ่านได้รับความเพลิดเพลินในการอ่าน และทราบเรื่องเบื้องหลังของท่านสุนทรภู่ และเรื่องพระอภัยมณีพอสมควร ข้าพเจ้าจึงเรียบเรียง “ปกิรณกะประวัติของสุนทรภู่” กับเรื่อง “ตัวละครและเหตุการณ์ในเรื่องพระอภัยมณี” แล้วพิมพ์ไว้ในเบื้องต้นของกลอนสุภาพเรื่องพระอภัยมณี ฉบับชำระเพิ่มเติม เล่ม ๓ และเล่ม ๔ นี้ด้วย

ข้าพเจ้าขอขอบคุณ นายหรีด เรืองฤทธิ์ เปรียญ นางกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ น.ส.อารี สุทธิเสวันต์ และผู้มีส่วนช่วยเหลือในการชำระหนังสือกลอนสุภาพเรื่องพระอภัยมณี ภาคจบบริบูรณ์ ฉบับกรมศิลปากร ชำระเพิ่มเติม ตลอดจนสำนักพิมพ์ก้าวหน้าไว้ ณ ที่นี้ด้วย

กรมศิลปากร ๑๐ ตุลาคม ๒๕๐๗

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ