๒. ตอนรับราชการ

เรื่องประวัติของสุนทรภู่ ตอนจะเข้ารับราชการในรัชกาลที่ ๒ นั้นมีคำเล่ากันมาว่า เมื่อคราวเกิดทิ้งบัตรสนเท่ห์กันชุกชุมใน พ.ศ. ๒๓๕๙ ที่กรมหมื่นศรีสุเรนทร ต้องถูกชำระนั้น สุนทรภู่ก็ถูกสงสัยว่า เป็นผู้แต่งหนังสือทิ้งด้วยคนหนึ่ง ความข้อนี้มีเค้าเงื่อนอยู่ในนิราศเมืองเพชรบุรี[๑] ซึ่งสุนทรภู่แต่งเมื่อตอนปลายรัชกาลที่ ๓ กล่าวความย้อนขึ้นไปถึงเมื่อยังเป็นหนุ่มคะนองว่า ได้เคยหนีออกไปอยู่เมืองเพชร ไปซุ่มซ่อนนอนอยู่ในถ้ำเขาหลวงหลายวัน แล้วไปอาศัยอยู่กับหม่อมบุนนาคในกรมพระราชวังหลัง ซึ่งออกไปตั้งทำนาอยู่ที่เมืองเพชร[๒] เมื่อกรมพระราชวังหลังทิวงคตแล้ว บางทีจะหนีไปในคราวที่ถูกสงสัยว่าแต่งหนังสือทิ้ง และบางทีพระบาทสมเด็จฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลีย จะได้ทอดพระเนตรเห็นสำนวนกลอนของสุนทรภู่ในเวลาสอบสำนวนหาตัวผู้ทิ้งหนังสือคราวนั้นเอง จึงเลยทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้เอาตัวมารับราชการเป็นอาลักษณ์ มูลเหตุที่สุนทรภู่จะเข้ารับราชการหาปรากฏเรื่องเป็นอย่างอื่นไม่[๓]

เมื่อสุนทรภู่ได้เป็นอาลักษณ์แล้ว มีเรื่องเล่ากันมาถึงที่สุนทรภู่ได้ทำความชอบในหน้าที่ว่า ในสมัยนั้นกำลังทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ถึงตอนนางสีดาผูกคอตาย บทพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๑ ซึ่งเล่นละครกันมา กล่าวบทนางสีดาตอนเมื่อจะผูกคอตายว่า

“เอาภูษาผูกศอให้มั่นแล้วพันกับกิ่งโศกใหญ่
หลับเนตรจำนงปลงใจอรไทก็โจนลงมา”

ต่อนี้ถึงบทหนุมานว่า

“บัดนั้นวายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ครั้นเห็นองค์อัครกัลยาผูกศอโจนมาก็ตกใจ
ตัวสั่นเพียงสิ้นชีวิตร้อนจิตดังหนึ่งเพลิงไหม้
โลดโผนโจนลงตรงไปด้วยกำลังว่องไวทันที (เชิด)
ครั้นถึงจึงแก้ภูษาทรงที่ผูกศอองค์พระลักษมี
หย่อนลงยังพื้นปัถพีขุนกระบี่ก็โจนลงมา”

พระบาทสมเด็จฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงติว่า บทเก่าตรงนี้กว่าหนุมานจะเข้าไปแก้ไขได้นานนัก นางสีดาจะต้องตายเสียแล้ว บทที่ทรงพระราชนิพนธ์ใหม่ จึงคิดจะให้หนุมานเข้าแก้ได้โดยรวดเร็ว แต่งบทนางสีดาว่า

“จึงเอาผ้าผูกพันกระสันรัดเกี่ยวกระหวัดกับกิ่งโศกใหญ่”

ต่อไปนี้เกิดขัดข้องว่า จะแต่งบทหนุมานอย่างไรให้แก้นางสีดาได้โดยเร็ว เหล่ากวีซึ่งเป็นที่ทรงปรึกษา ไม่มีใครสามารถแต่งบทให้พอพระราชหฤทัยได้ จึงทรงลองดำรัสสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อไปว่า

“ชายหนึ่งผูกศออรไทแล้วทอดองค์ลงไปจะให้ตาย
บัดนั้นวายุบุตรแก้ได้ดังใจหมาย”

ดังนี้ก็ชอบพระราชหฤทัย ทรงยกย่องความฉลาดของสุนทรภู่คราวนี้ครั้งหนึ่ง ด้วยการทรงพระราชนิพนธ์บทละครในรัชกาลที่ ๒ นั้น เล่ากันมาว่า เมื่อทรงพระราชนิพนธ์บทขึ้นแล้วให้เอาบทไปซ้อมละครเสียก่อน ถ้าบทยังขัดกับกระบวนเล่นละคร ก็ต้องแก้ไขบทไปจนกว่าละครจะเล่นได้สะดวก จึงเอาเป็นใช้ได้ บทที่สุนทรภู่แต่งถวายครั้งนั้นเข้ากับกระบวนเล่นได้สะดวกดีด้วยจึงได้โปรดฯ

อีกครั้งหนึ่ง เล่ากันมาว่า เมื่อแต่งบทเรื่องรามเกียรติ์ต่อมาถึงตอนศึกสิบขุนสิบรถ ทรงพระราชนิพนธ์บทชมรถทศกัณฐ์ว่า

“รถที่นั่งบุษบกบัลลังก์ตั้งตระหง่าน
กว้างยาวใหญ่เท่าเขาจักรวาลยอดเยี่ยมเทียมวิมานเมืองแมน
ดุมวงกงหันเป็นควันคว้างเทียมสิงห์วิ่งวางข้างละแสน
สารถีขี่ขับเข้าดงแดนพื้นแผ่นดินกระเด็นไปเป็นจุณ”

ทรงพระราชนิพนธ์มาได้เพียงนี้ ทรงนึกความที่จะต่อไปอย่างไรให้สมกับเป็นรถใหญ่โตถึงปานนั้นยังไม่ออก จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่ต่อ สุนทรภู่ต่อว่า

“นทีตีฟองนองระลอกคลื่นกระฉอกกระฉ่อนชลข้นขุ่น
เขาพระเมรุเอนเอียงอ่อนละมุนอนนต์หนุนดินดานสะท้านสะเทือน
ทวยหาญโห่ร้องก้องกัมปนาทสุธาวาสไหวหวั่นลั่นเลื่อน
บดบังสุริยันตะวันเดือนคลาดเคลื่อนจัตุรงค์ตรงมา”

เล่ากันว่าโปรดนัก แต่นั้นก็นับสุนทรภู่เป็นกวีที่ทรงปรึกษาด้วยอีกคนหนึ่ง ทรงตั้งเป็นที่ขุนสุนทรโวหาร[๔]ในกรมพระอาลักษณ์ พระราชทานที่ให้ปลูกเรือนอยู่ที่ใต้ท่าช้าง[๕]และมีตำแหน่งเฝ้าเป็นนิจ แม้เวลาเสด็จประพาส ก็โปรดฯ ให้ลงเรือพระที่นั่ง เป็นพนักงานอ่านเขียนในเวลาทรงพระราชนิพนธ์บทกลอน[๖]

แต่การที่สุนทรภู่ได้เป็นขุนนางและได้มีตำแหน่งรับราชการใกล้ชิดติดพระองค์เช่นนั้น ไม่สามารถจะคุ้มความทุกข์ยากได้ทีเดียว เหตุด้วยสุนทรภู่ยังเสพสุราไม่ทิ้งได้ เมื่อเป็นขุนสุนทรโวหารแล้วครั้งหนึ่งกำลังเมาสุรา ไปหามารดา มารดาว่ากล่าว กลับขู่เข็ญมารดา ขณะนั้นมีญาติผู้ใหญ่จะเป็นลุงหรือน้าคนหนึ่งเข้าไปห้ามปราม สุนทรภู่ทุบตีเอาบาดเจ็บถึงสาหัส เขาทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาก็ถูกกริ้ว มีรับสั่งให้เอาตัวไปจำไว้ ณ คุก เรื่องสุนทรภู่ติดคุก มีเค้าเงื่อนปรากฏแต่งไว้ในเสภา พรรณนาถึงลักษณะติดคุกตอนเมื่อพลายงามจะขออยู่ในคุกกับขุนแผนว่า

“ขุนแผนว่าจะอยู่ดูไม่ได้ในคุกใหญ่ยากแค้นมันแสนเข็ญ
เหมือนกับอยู่ในนรกตกทั้งเป็นไม่ว่างเว้นโทษทัณฑ์สักวันเลย
แต่พ่อนี้ท่านเจ้ากรมยมราชอนุญาตให้อยู่ทับในหับเผย
คนทั้งหลายนายมุลก็คุ้นเคยเขาละเลยพ่อไม่ต้องถูกจองจำ”

มีคำเล่ากันมาอีกข้อหนึ่งว่า สุนทรภู่เริ่มแต่งหนังสือเรื่องพระอภัยมณี เมื่ออยู่ในคุกคราวนั้น ข้อนี้ก็เห็นจะจริง[๗] มีเค้าเงื่อนอยู่ในเสภา ตอนที่สุนทรภู่แต่งว่าถึงขุนแผนติดคุกนั้นว่า

“อยู่เปล่าเปล่าเล่าก็จนพ้นกำลังอุตส่าห์นั่งทำการสานกระทาย
ไห้นางแก้วกิริยาช่วยทารักขุนแผนถักขอบรัดกระหวัดหวาย
ใบละบาทคาดได้โดยง่ายดายแขวนไว้ขายทั้งเรือนออกเกลื่อนไป”

สุนทรภู่คงคิดแต่งหนังสือเรื่องพระอภัยมณีขึ้น ขายฝีปากเลี้ยงตัวในเวลาที่ติดคุกอยู่ อันประเพณีแต่งหนังสือขายในสมัยเมื่อยังไม่ใช้การพิมพ์นั้น เมื่อแต่งขึ้นแล้วใครอยากจะอ่านก็มาขอลอกเอาไป ผู้แต่งคิดเอาค่าแต่งตามแต่ผู้ต้องการอ่านจะยอมให้ ผู้มีชื่อเสียงเช่นสุนทรภู่ก็เห็นจะได้ค่าแต่งแรงอยู่ ประเพณีที่กล่าวมานี้เป็นทางหากินของพวกกวีที่ขัดสนมาช้านาน คุณพุ่มธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่) ยังแต่งกลอนขายมาจนถึงต้นรัชกาลที่ ๕ บอกไว้ในเพลงยาวเฉลิมพระเกียรติที่คุณพุ่มแต่ง

สุนทรภู่จะติดคุกอยู่ช้านานเท่าใดมิได้ปรากฏ เล่ากันแต่ถึงเหตุที่จะพ้นโทษว่า พระบาทสมเด็จฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องใดเรื่องหนึ่งเกิดติดขัด ไม่มีผู้ใดจะต่อให้พอพระราชหฤทัยได้ จึงมีรับสั่งให้ไปเบิกตัวสุนทรภู่มาจากคุก สุนทรภู่ต่อกลอนได้ดังพระราชประสงค์ ก็ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้พ้นโทษ กลับมารับราชการตามเดิม มาถึงตอนปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้สุนทรภู่เป็นครูสอนหนังสือถวายพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอาภรณ์ สุนทรภู่แต่งกลอนเรื่องสวัสดิรักษาถวายเจ้าฟ้าอาภรณ์ ขึ้นต้นว่า

“สุนทรทำคำสวัสดิรักษา
ถวายพระหน่อบพิตรอิศราตามพระบาลีเฉลิมให้เพิ่มพูน”[๘]

และกล่าวในกลอนตอนปลายเมื่อก่อนจบว่า

“ขอพระองค์จงจำไว้สำเหนียกดังนี้เรียกเรื่องสวัสดิรักษา
สำหรับองค์พงศ์กษัตริย์ขัตติยาให้ผ่องผาสุกสวัสดิ์ขจัดภัย
บทโบราณท่านทำเป็นคำฉันท์แต่คนนั้นมิใคร่แจ้งแถลงไข
จึงกล่าวกลับซับซ้อนเป็นกลอนไว้หวังจะให้เจนจำได้ชำนาญ
สนองคุณมุลิกาสาพิภักดิ์ให้สูงศักดิ์สืบสมบัติพัสถาน
แม้นผิดเพี้ยนเปลี่ยนเรื่องเบื้องโบราณขอประทานอภัยโทษได้โปรดเอย”[๙] ดังนี้

ในบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน[๑๐]มีสำนวนสุนทรภู่แต่งตอนหนึ่งตั้งแต่พลายงามเกิด ไปจนพลายงามถวายตัวเป็นมหาดเล็ก สำนวนตั้งใจประจงแต่งดีหนักหนา บทเสภาตอนนี้สันนิษฐานว่า เห็นจะแต่งในรัชกาลที่ ๒[๑๑] ด้วยกล่าวความตอนพลายงามอยู่กับจมื่นศรีว่า

“ครานั้นพลายงามทรามสวาทแหลมฉลาดเลขผาปัญญาขยัน
อยู่บ้านท่านหมื่นศรียินดีครันทุกคืนวันตามหลังเข้าวังใน
เธอเข้าเฝ้าเจ้าก็นั่งบังไม้ดัดคอยฟังตรัสตรึกตราอัชฌาสัย
ค่อยรู้กิจผิดชอบรอบคอบไปด้วยมิได้คบเพื่อนเที่ยวเชือนแช”

ต่อมาอีกแห่งหนึ่งกล่าวถึงบทสมเด็จพระพันวสา

“ครานั้นสมเด็จพระพันวสาเหลือบเห็นหน้าพลายงามความสงสาร
จะออกพระโอษฐ์โปรดขุนแผนแสนสะท้านแต่กรรมนั้นบันดาลดลพระทัย
ให้เคลิ้มพระองค์ทรงกลอนละครนอกนึกไม่ออกเวียนวงให้หลงใหล
ลืมประภาษราชกิจที่คิดไว้กลับเข้าไปในแท่นที่ศรีไสยาฯ”

เรื่องประวัติเมื่อตอนที่สุนทรภู่เป็นกวีที่ทรงปรึกษา ยังมีเรื่องเกร็ดเล่ากันมาอีกหลายอย่าง เรื่องหนึ่งว่า สุนทรภู่คุยว่าสำนวนกลอนที่จะเเต่งให้เป็นคำปากตลาดนั้น ต้องเป็นไพร่เช่นตัวถึงจะแต่งได้ บ่งความว่า ถ้าเป็นเจ้านายก็แต่งไม่ได้ ความนี้ทราบถึงพระกรรณพระบาทสมเด็จฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องไกรทอง เพื่อพิสูจน์ให้ปรากฏว่า ถึงเจ้านายจะทรงแต่งกลอนให้เป็นคำปากตลาดก็อาจทรงได้ อีกเรื่องหนึ่งเล่ากันว่า เมื่อทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนา ทรงแบ่งตอนนางบุษบาเล่นธารเมื่อท้าวดาหาไปใช้บน พระราชทานให้พระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระยศเป็น พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงแต่ง เมื่อทรงแต่งแล้วถึงวันจะอ่านถวายตัว พระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งวานสุนทรภู่อ่านตรวจดูเสียก่อน สุนทรภู่อ่านแล้วกราบทูลว่าเห็นดีอยู่เเล้ว ครั้นเสด็จออก เมื่อโปรดให้อ่านต่อหน้ากวีที่ทรงปรึกษาพร้อมกันถึงบทแห่งหนึ่งว่า

“น้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัวปลาแหวกกอบัวอยู่ไหวไหว”[๑๒]

สุนทรภู่ติว่ายังไม่ดี ขอแก้เป็น

“น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลาว่ายแหวกปทุมาอยู่ไหวไหว”

โปรดตามที่สุนทรภู่แก้ พอเสด็จขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็กริ้ว ดำรัสว่า เมื่อขอให้ตรวจทำไมจึงไม่แก้ไข แกล้งนิ่งเอาไว้ติหักหน้าเล่นกลางคัน เป็นเรื่องที่ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ครั้งหนึ่ง อีกครั้งหนึ่ง รับสั่งให้พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแต่งคำปรารภของท้าวสามลว่า

“จำจะปลูกฝังเสียยังแล้วให้ลูกแก้วสมมาดปรารถนา”

ครั้นถึงเวลาอ่านถวาย สุนทรภู่ถามขึ้นว่า “ลูกปรารถนาอะไร” พระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องทรงแก้ว่า

“ให้ลูกแก้วมีคู่เสน่หา”

ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ว่าแกล้งปรามาสอีกครั้งหนึ่ง แต่นั้นก็ว่า พระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมึนตึงต่อสุนทรภู่มาจนตลอดรัชกาลที่ ๒

ในระยะเวลาที่สุนทรภู่รับราชการอยู่เมื่อรัชกาลที่ ๒ นั้น มีบุตร ๒ คน บุตรชายคนใหญ่ชื่อพัด ดูเหมือนภรรยาที่ชื่อจันจะเป็นมารดา ต่อมาสุนทรภู่ได้ภรรยาอีกคนหนึ่งชื่อนิ่ม เป็นเจ้าชาวบางกรวย มีบุตรด้วยกันชื่อตาบ[๑๓] จะเป็นด้วยเหตุที่ได้ภรรยาใหม่ หรือด้วยเหตุอื่นอย่างใดอย่างหนึ่ง ภรรยาที่ชื่อจันนั้น ลงท้ายหย่ากันกับสุนทรภู่ แล้วไปมีสามีใหม่ ความข้อนี้สุนทรภู่กล่าวไว้ในนิราศเมืองสุพรรณเป็นโคลง ๒ บทว่า

๏ ยลย่านบ้านบุตั้งตีขัน
ขุกคิดเคยชมจันทร์เเจ่มฟ้า
ยามยากหากปันกันกินซีก ฉลีกแฮ
มีคู่ชูชื่นหน้านุชปลื้มลืมเดิมฯ
๏ เสียดายสายสวาทโอ้อาวรณ์
รักพี่มีโทษกรณ์กับน้อง
จำจากพรากพลัดสมรเสมอชีพ เรียมเอย
เสียนุชดุจทรวงต้องแตกฟ้าผ่าสลายฯ

ส่วนภรรยาที่ชื่อนิ่มนั้น พอมีบุตรได้ไม่ช้าก็ตาย[๑๔] เจ้าครอกข้างในฯ จึงรับบุตรของสุนทรภู่ไปเลี้ยงไว้ในพระราชวังหลังทั้ง ๒ คน นอกจากภรรยาชื่อจันกับชื่อนิ่ม ๒ คนที่กล่าวมาแล้ว สุนทรภู่ก็ยังมีคู่รักระบุชื่อไว้ในนิราศอีกหลายคน ว่าเป็นภรรยาบ้างเป็นชู้บ้าง แต่มิได้ปรากฏว่าอยู่กับใครยืดยาวสักคนเดียว[๑๕]



[๑] นิราศเมืองเพชรบุรี นี้

ธนิต อยู่โพธิ์ ว่า สุนทรภู่แต่งเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๘๘-๒๓๙๒

ฉันท์ ขำวิไล ว่า แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๔ ในรัชกาลที่ ๓ ขณะบวชเป็นภิกษุอยู่ที่วัดอรุณราชวราราม แล้วรับอาสาพระองค์เจ้าลักขณานุคุณไปหาสิ่งของที่เพชรบุรี

พ.ณ ประมวญมารค ว่าแต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๔ ขณะเป็นภิกษุจำพรรษาที่วัดราชบุรณะ - กุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ

[๒] สุนทรภู่คงกลับจากเมืองเพชรมาอยู่กรุงเทพฯ ราวเดือน ๔ ปีระกา พ.ศ. ๒๓๔๖ เพราะกล่าวไว้ในนิราศเมืองเพชรว่า “แต่เดือนสี่ปีระกานิราร้าง ไปอยู่บางกอกไกลกันใจหาย” เห็นจะไม่ใช่เนื่องด้วยบัตรสนเท่ห์ – ธนิต อยู่โพธิ์

[๓] ฉันท์ ขำวิไล เสนอความเห็นว่า สุนทรภู่เข้ารับราชการ พ.ศ. ๒๓๖๓ เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงทราบชื่อเสียงจากงานประพันธ์ จึงรับสั่งให้หาตัวเข้ารับราชการ - กุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ

[๔] กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร อ้างไว้ในเอกสารประกอบการแสดงนิทรรศการรำลึกถึงสุนทรภู่ว่า เรื่องบรรดาศักดิ์ของสุนทรภู่นี้ มีหลักฐานปรากฎในคำฟ้อง ซึ่งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องนายทิม สุขยางค์ แต่งนิราศหนองคาย กล่าวหมิ่นประมาทสมเด็จเจ้าพระยาฯ อ้างไว้ในตอนหนึ่ง เรียกสุนทรภู่ว่า “หลวงสุนทรภู่” จึงสันนิษฐานว่า ก่อนสิ้นรัชกาลที่ ๒ สุนทรภู่คงได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น “หลวง” ซึ่งผู้เรียบเรียงประวัติของท่านภายหลังไม่ทราบเรื่องนี้ – กุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ

[๕] ความข้อนี้กล่าวไว้ในนิราศเมืองสุพรรณ - สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

[๖] ความข้อนี้กล่าวไว้ในนิราศภูเขาทอง - สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

[๗] เข้าใจว่า คงจะได้แต่งหนังสือเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นขายเป็นอาชีพจริง แต่คงไม่ใช่เรื่องพระอภัยมณี เพราะเรื่องพระอภัยมณีนั้นเข้าใจว่าสุนทรภู่เริ่มแต่งในรัชกาลที่ ๓ โปรดดูเรื่อง “ตัวละครและเหตุการณ์ในเรื่องพระอภัยมณี” ในกลอนสุภาพเรื่องพระอภัยมณี เล่ม ๔ - ธนิต อยู่โพธิ์

ฉันท์ ขำวิไล ว่า เข้าใจว่าเริ่มตั้งโครงเรื่องและลงมือแต่งบ้างในรัชกาลที่ ๒ นับแต่ พ.ศ. ๒๓๖๓ เป็นต้นมา จนปลายรัชกาลที่ ๓ และคงจะไม่ได้แต่งติดต่อกัน

พ.ณ ประมวญมารค ว่า เริ่มแต่งตั้งแต่รัชกาลที่ ๒ ส่วนที่ว่าแต่งต่อในรัชกาลที่ ๓ คงแต่งต่อหลังจาก พ.ศ. ๒๓๗๙ และเห็นว่าสุนทรภู่แต่งพระอภัยมณีถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ มิใช่แต่งถวายพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ-กุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ

[๘] เรื่องสวัสดิรักษานี้ เข้าใจว่าคงจะแต่งขึ้นถวายระหว่าง พ.ศ. ๒๓๖๔ - ๒๓๖๗) ก่อนพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ สวรรคต - ธนิต อยู่โพธิ์

ฉันท์ ขำวิไล ว่า แต่งถวายเจ้าฟ้าอาภรณ์ ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๖๕ - ๒๓๖๗

พ.ณ ประมวญมารค ว่า แต่งถวายกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ขณะทรงผนวชเป็นสามเณรกับสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ในสมัยรัชกาลที่ ๔ - กุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ

[๙] อนึ่งเข้าใจว่า สุนทรภู่คงจะได้เริ่มแต่งเรื่องสิงหไตรภพตอนต้น ๆ ถวายเจ้าฟ้าอาภรณ์ในตอนนี้ด้วย เพราะมีคำกล่าวไว้ในเรื่องรำพันพิลาปของสุนทรภู่เอง เมื่อพูดถึงเจ้าฟ้าอาภรณ์ สุนทรภู่เรียกเป็นพระนามแฝงว่า พระสิงหไตรภพ และเมื่อพิจารณาสำนวนกลอนในเรื่องพระสิงหไตรภพตอนต้น ๆ กับในเรื่องพระอภัยมณี จะเห็นได้ว่าพระสิงหไตรภพนั้น สำนวนโวหารการประพันธ์ตอนต้น ๆ เป็นการเริ่มลองมื่อไว้ อันทำให้โวหารการประพันธ์ในเรื่องพระอภัยมณีเพราะพริ้งขึ้นมาก - ธนิต อยู่โพธิ์

[๑๐] ฉบับหอพระสมุดฯ เล่ม ๒ ตอนที่ ๒๔ - สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

[๑๑] ธนิต อยู่โพธิ์ และ พ.ณ ประมวญมารค ว่าแต่งในรัชกาลที่ ๒ เช่นกัน ส่วน ฉันท์ ขำวิไล ว่า แต่งในระหว่าง พ.ศ. ๒๓๖๔ - ๒๓๖๗ เมื่อออกจากคุกแล้ว - กุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ

[๑๒] ความวรรคหลังมักกล่าวกันว่า “ว่ายแหวกกอบัวอยู่ไหวไหว” ข้าพเจ้าว่าคงเป็นคำ “ปลา” มิใช่ “ว่าย” - สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

[๑๓] นายพัดกับนายตาบอยู่มาจนถึงรัชกาลที่ ๕ ทั้งสองคน นายตาบเป็นกวีตามบิดา มีสำนวนแต่งเพลงยาวปรากฏอยู่ – สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

[๑๔] นิราศพระประธมซึ่งสุนทรภู่แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๘๕ ว่า “เคยร่วมสุขทุกข์ร้อนแต่ก่อนมา โอ้สิ้นอายุเจ้าได้เก้าปี” เข้าใจว่าคงจะตายราว พ.ศ. ๒๓๗๖ – ธนิต อยู่โพธิ์

[๑๕] เกี่ยวกับภรรยาและบุตรของสุนทรภู่นี้

ธนิต อยู่โพธิ์ เห็นตรงกับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และว่า นิ่มคงจะตายราว พ.ศ. ๒๓๗๖

ฉันท์ ขำวิไล เห็นเช่นเดียวกัน แต่เพิ่มเติมว่า ภรรยาที่ชื่อนิ่มเป็นสาเหตุให้แม่จันโกรธและหย่าร้างกับสุนทรภู่ หนูตาบ บุตรที่เกิดกับนิ่ม เกิดราว พ.ศ. ๒๓๖๕ ภายหลังตาบได้เป็นมหาดเล็กพระเจ้าลูกเธอในพระบวรราชวัง ส่วนบุตรที่เกิดกับม่วงนั้น ชื่อว่า หนูน้อย เกิดประมาณ พ.ศ. ๒๓๘๐ - ๒๓๘๑ และสุนทรภู่ยังมีบุตรบุญธรรมอีก ๒ คน ชื่อ กลั่น และชุบ

ล้อม เพ็งแก้ว เสนอความเห็นว่า หม่อมบุนนาคเคยตกแต่ง “สาวปรางทอง” ให้เป็นภรรยาสุนทรภู่ อย่างเปิดเผยอีกคนหนึ่ง และว่าเมื่อสุนทรภู่ไปเพชรบุรีในพ.ศ. ๒๓๕๙ ไม่ได้พาแม่จันไปด้วย – กุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ