ตอนที่ ๒๑ พระอภัยมณีเกี้ยวนางสุวรรณมาลี

๏ สินสมุทรวิ่งมาหาแม่เลี้ยง เข้านั่งเคียงข้างกายสายสมร
แล้วเล่าความตามคิดกับบิดร จะรีบจรไปรักษาพาราไว้
ถึงแม้นว่าข้าศึกจะนึกร้าย มิให้อายชาวลังกาอย่าสงสัย
นางฟังคำทำเป็นตอบว่าขอบใจ นั่นมิใช่หรือแม่คิดไม่ผิดเลย
น่าหัวร่อพ่อเจ้าเธอเคล่าคล่อง เห็นได้ช่องแล้วก็เกี้ยวเอาเฉยเฉย
ถ้าทีหลังสั่งความพ่อทรามเชย อย่ารับเลยทีเดียวนะแม่จะตี
แล้วนางเรียกสาวใช้ให้มาพร้อม ให้ขับกล่อมดุริยางค์อยู่ข้างที่
พอโพล้เพล้เวลาจะราตรี จุดอัคคีโคมสว่างดังกลางวัน ฯ
๏ สงสารองค์พระอภัยวิไลโลก ค่อยเคลื่อนคลายวายวิโยคที่โศกศัลย์
อยู่เก๋งใหญ่ท้ายบาหลีกับศรีสุวรรณ เห็นแสงจันทร์แจ่มฟ้านภาลัย
ได้ยินเสียงดีดสีดนตรีกล่อม ประสานซ้อมมโหรีปี่ไฉน
พระนั่งฟังวังเวงวิเวกใจ หวนอาลัยรำลึกนึกถึงนาง
มาพานพบสบสมอารมณ์คิด แต่จนจิตจำวิบัติให้ขัดขวาง
เพราะนิ่มน้องหมองเมินเขินระคาง จะทำอย่างไรดีกระนี้นา
พระนิ่งนึกสะทึกสะท้อนอก แสนวิตกเต็มคิดพิศดูผ้า
อารมณ์รักอักอ่วนป่วนวิญญาณ์ จะปรึกษากับน้องชายก็อายใจ
ลงเอนอิงพิงเอกเขนกเขนย พระกรเกยพระนลาฏไม่หวาดไหว
ศรีสุวรรณกลั้นยิ้มอยู่ในใจ ด้วยรู้ในท่วงทีพระพี่ยา
อันทุกข์ร้อนนอนหงายก่ายหน้าผาก เพราะชู้จากใจมาดปรารถนา
จะทูลความคร้ามเกรงจะโกรธา แกล้งทูลลาเลยไปเสียให้ลับ
เที่ยวตรวจดูหมู่พหลพลไพร่ มิให้ใครซุกซ่อนเที่ยวนอนหลับ
ทุกหมู่หมายนายหมวดตรวจกำชับ คอยรบรับไพรีจะบีฑา
ทั้งเรือใช้ใหญ่น้อยแปดร้อยถ้วน เดินกระบวนเรียงรายทั้งซ้ายขวา
ทุกหน้าที่ตีฆ้องก้องโกลา เป็นสัญญารับกันสนั่นดัง ฯ
๏ สงสารองค์พระอภัยวิไลลักษณ์ กำเริบรักรุ่มร้อนอาวรณ์หวัง
เงียบสำเนียงเสียงขับคอยตรับฟัง ให้คลุ้มคลั่งคล้ายคล้ายว่าสายใจ
มายืนยิ้มพริ้มอยู่ประตูเก๋ง พระแลเล็งลืมองค์ด้วยหลงใหล
ขยับเขยื้อนเลื่อนลุกลีลาไป ยิ้มละไมมองหายุพาพาล
ไม่พบองค์หลงหาข้างหน้าหลัง พอฝรั่งเดินมาข้างหน้าฉาน
เห็นพระองค์ลงนั่งจะกราบกราน นฤบาลเคลิ้มคล้ายหมายว่านาง
ลงนั่งเรียงเคียงข้างทางประภาษ นุชนาฏนวลน้องอย่าหมองหมาง
มานั่งอยู่นี่ไยใกล้หนทาง ขอเชิญนางนุชน้องเข้าห้องใน
พระว่าพลางทางพยุงจูงฝรั่ง มันถอยหลังคุกเข่าไม่เข้าใกล้
พอมือหลุดผลุดผลุนวิ่งหมุนไป พระหลงไล่เลี้ยวลัดสกัดสแกง
เห็นแต่คนพลรบเขาหลบนั่ง ยิ่งแค้นคั่งเคืองในพระทัยแหนง
เที่ยวค้นคว้าหานางด้วยคลางแคลง ทุกตำแหน่งหน้าที่มิได้พบ
ยังสงสัยไล่มองทุกห้องหับ เป็นหลายกลับลดเลี้ยวเที่ยวตลบ
ถึงห้องนางสว่างแจ้งด้วยแสงคบ เห็นสงบเงียบเสียงค่อยเมียงมอง
เขาทักถามขามเขินทำเมินเฉย ลีลาเลยเลี้ยวไปเข้าในห้อง
ทอดพระองค์ลงบรรทมบนเตียงทอง กรประคองกอดหมอนถอนฤทัย
โอ้สุวรรณมาลีเจ้าพี่เอ๋ย ไม่เห็นเลยที่พี่คิดพิสมัย
มาหมองหมางห่างเหินสะเทิ้นใจ สิ้นอาลัยแล้วหรือนางจึงอย่างนี้
แม้นโฉมยงนงนุชสุดสวาท เจ้าตัดขาดคิดอางขนางหนี
ไม่หลอเหลือเยื่อใยเป็นไมตรี ชีวิตพี่ไหนจะรอดตลอดไป
พระตรึกตราอาดูรพูนเทวษ น้ำพระเนตรคลอคลอจะหล่อไหล
หวนรำลึกนึกสะอื้นขืนอาลัย เหมือนจิตใจจะวินาศหวาดระวัง ฯ
๏ จะกล่าวฝ่ายอุศเรนเกณฑ์ยกทัพ ได้เสร็จสรรพซ้ายขวาทั้งหน้าหลัง
แล้วเลี้ยงเหล้าเมาตึงเต็มกำลัง จึงตรัสสั่งสารวัดหัศเกน
รบคราวนี้ตีทัพเหมือนจับเสือ ถึงเสียเกลือแต่ให้ได้พิมเสน
ทหารเราเล่าก็หัดไว้จัดเจน หัศเกนเห็นใครถอยมึงคอยแทง ฯ
๏ พวกนายทัพรับคำซ้ำกินเหล้า กำลังเมามึนหน้าต่างกล้าแข็ง
ให้เรือใช้ไปสืบด้วยคลางแคลง กลังมาแจ้งว่าเรือใหญ่นั้นไคลคลา
เห็นใช้ใบไปทางทิศพายัพ กระบวนทัพล้อมแล่นไปแน่นหนา
อุศเรนเจนทางกลางคงคา จึงตรัสว่ามันยังไม่ไปเมืองมัน
เห็นจะไปเมืองผลึกเหมือนนึกแน่ กูจะแก้แค้นฆ่าให้อาสัญ
เราตามไปได้อยู่เหนือลมมัน คงเผาลำกำปั่นได้มั่นคง
แล้วสั่งให้ไพร่นายรายเรือรบ พอค่ำพลบชื่นชมสมประสงค์
ให้กางใบได้ลมอุตราตรง ออกแล่นนำลำทรงมาพร้อมเพรียง
จันทร์กระจ่างกลางคืนเป็นคลื่นคลั่ง ทั้งหน้าหลังแล่นลัดตัดเฉลียง
ตามเรือนำสำคัญโคมคู่เคียง จนเดือนเที่ยงก็พอทันกำปั่นนาง
พอลมตรงส่งท้ายหมายชนะ แล่นปะทะเลี้ยวเรียงเข้าเคียงข้าง
ปล่อยปืนหลักยักกะตราขานกยาง ปืนใหญ่วางวับผึงเสียงปึงปัง ฯ
๏ ฝ่ายพหลพลรบพวกเรือใหญ่ ไม่หลีกไกลรบรับอยู่คับคั่ง
ปืนจังกาขวาซ้ายรายประดัง ช่วยรบทั้งโยธีศรีสุวรรณ
ทั้งเสียงคลื่นปืนรบสมทบทัพ ดูแวบวับเสียงสะเทื้อนเหมือนฟ้าลั่น
ฝ่ายพระอภัยมณีศรีสุวรรณ ออกช่วยกันตรวจตราทั้งหน้าท้าย
สินสมุทรผลุดลุกปลุกแม่เลี้ยง แล้วว่าเสียงข้าศึกฮึกใจหาย
ฉวยดาบโดดโลดแล่นกำลังกาย มาถึงท้ายพบปะพระบิดา
ตะโกนก้องร้องเรียกทหารรบ ซ้ายสมทบรบด้วยช่วยข้างขวา
แล้วแกว่งดาบเดินหวดเที่ยวตรวจตรา ให้รักษาเรือใหญ่ระไวระวัง ฯ
๏ อุศเรนเห็นทัพเข้ารับรบ เร่งสมทบโยธาทั้งหน้าหลัง
ตีระดมลมกล้าดาประดัง จนกระทั่งเรือใหญ่เอาไฟโยน
บ้างทิ้งผ้าน้ำมันยางบ้างขว้างคบ บ้างตลบปีนป่ายตะกายโหน
จนเพลิงพลุ่งรุ่งโรจน์ขึ้นโชติโชน ทหารโจนรบรับบ้างดับไฟ
บ้างอุดช่องสองข้างเอาวางถัง ให้น้ำขังดาดฟ้าชลาไหล
ถึงจะทิ้งเพลิงเผาสักเท่าไร ก็ไม่ไหม้สำเภาเสากระโดง
ด้วยทองหุ้มชุ่มน้ำแล้วซ้ำสาด ข้าศึกฟาดไฟน้ำมันควันโขมง
ติดแต่ใบสายระยางสว่างโพลง เสียงผางโผงพลขันธ์ประจัญรบ
พระอภัยศรีสุวรรณสินสมุทร อุตลุดขับไพร่มิให้หลบ
อุศเรนรุกร้นพลสมทบ เข้ารุกรบเรือใหญ่ไฟประดัง
พอเพลิงไหม้ใบกลางสว่างฟ้า อังกุหร่าแลเห็นลำเรือที่นั่ง
ให้พลขึ้นยืนเยื้องยิงประดัง ถูกพลลังกาตายเสียหลายพัน
ทั้งพระชงฆ์องค์อุศเรนหัก เลือดทะลักล้มถลาแทบอาสัญ
พอเกิดคลื่นลมกล้าสลาตัน ตีกำปั่นพลัดพรายกระจายไป
พอเดือนดับลับฟ้าภาณุมาศ ก็โอภาสแผ้วสางสว่างไสว
ศึกสำเร็จเสร็จสรรพทั้งดับไฟ กำปั่นใหญ่ลอยลำอยู่ท่ามกลาง
ฝ่ายพวกเรือเหลือตายที่พรายพลัด แต่เลี้ยวลัดแล่นวนอยู่จนสว่าง
บ้างก็ล่มจนตายลงวายวาง บ้างขึ้นค้างเกาะแก่งทุกแห่งไป
ฝ่ายโยธีศรีสุวรรณสินสมุทร ต้องอาวุธเจ็บป่วยม้วยตักษัย
ที่ยังเหลือเรือรบสำหรับใช้ ให้นับได้ห้าร้อยมาลอยเรียง
บ้างเปลี่ยนใบใส่เสาหางเสือเสร็จ แล้วสำเร็จสารพันไม่ทันเที่ยง
ตั้งแห่แหนแล่นล้อมมาพร้อมเพรียง สนั่นเสียงขานโห่เป็นโกลา
ไปตามเข็มเล็มเลี้ยวแหลมสุหรัด แล้วแล่นตัดปากน้ำสำปันหนา
อ้อมถนนพ้นกำแพงลังกามา หมายพาราผลึกแล่นตามแผนทาง ฯ
๏ สงสารสุดอุศเรนครั้นรุ่งเช้า เสียพระเพลาพลิกแพลงตะแคงข้าง
ด้วยถูกยิงฟื้นองค์ก็ทรงคราง พวกขุนนางเข้าประคองนองน้ำตา
มาวางไว้ไสยาสน์บนอาสน์รัตน์ หมอเข้าปัดเป่าแก้แผลรักษา
เปลวสุกรถอนพิษพอกใบชา ขี้ผึ้งยาปิดแผลแก้ปวดร้อน
แล้วหยุดจอดทอดสมอรอประทับ จะคอยรับเรือทหารชาญสมร
ที่เหลือตายพรายพลัดกำจัดจร บ้างไปก่อนบ้างอยู่หลังเที่ยวซังเซ
ยังคงเรือเหลือตามสามสิบเศษ พอเกิดเหตุลมป่วนให้หวนแห
อุศเรนเอนเอกเขนกคะเน คิดถ่ายเทจะทำศึกให้นึกอาย
จึงปรึกษาฝรั่งนายทหาร เราทำการพลั้งพลาดประมาทหมาย
ใครเห็นเหตุเภทผลกลอุบาย จะแก้อายอัประมาณประการใด ฯ
๏ ฝ่ายฝรั่งฟังว่าน่าสงสาร ต่างกราบกรานตรึกตรองแล้วร้องไห้
ว่าพระองค์ก็ทรงฤทธิไกร เคยเป็นใหญ่กว่ากษัตริย์ขัตติยา
ได้ปกเกล้าชาวเกาะลังกาทวีป ให้รอดชีพชุบเลี้ยงไม่เดียงสา
มาครั้งนี้ตีทัพอัปรา จนศัสตราต้องพระชงฆ์องค์โอรส
ข้าทั้งหลายตายเสียดีกว่าอยู่ จะรบสู้นั้นไม่คิดชีวิตหมด
ซึ่งทรงฤทธิ์คิดแค้นจะแทนทด ขอเงือดงดการก่อนได้ผ่อนปรน
ด้วยเราน้อยถอยทั้งกำลังทหาร จะทำการไม่ถนัดเห็นขัดสน
ทั้งประชวรควรระงับให้กลับพล ไปสิงหลเกาะลังการักษาองค์
ให้แผลหายภายหลังจึงเกณฑ์ทัพ มารบสับเลือดเนื้อไม่เหลือหลง
จะหนีไปไหนพ้นบาทบงสุ์ เขาก็คงไปนครคอยรอนราญ
จะสงครามตามตีบัดนี้เล่า เหมือนโฉดเขลาเฉโกด้วยโวหาร
ฉวยเพลี่ยงพล้ำซ้ำร้ายเสียดายการ จงโปรดปรานกลับหลังไปลังกา ฯ
๏ อุศเรนเห็นจริงนิ่งอนาถ ใจจะขาดเสียเพราะแค้นนั้นแสนสา
ทั้งเสียดายสายสมรร้อนอุรา จึงตอบว่าเสียเมียเหมือนเสียกาย
แม้นปล่อยปละละวางไว้ข้างเขา ที่ไหนเราจะได้สมอารมณ์หมาย
เขาคงได้กันเป็นเมียกูเสียดาย เมื่อจะตายเพราะนางงามก็ตามที ฯ
๏ ฝ่ายเสนาฝรั่งได้ฟังตรัส บ้างทูลขัดจะให้อางขนางหนี
อันรูปทรงองค์พระอภัยมณี ดูท่วงทีเธอทายาดชาติเจ้าชู้
อนึ่งนางอ้างเอาเขาเป็นผัว เหมือนหญิงชั่วช่างกระไรไม่อดสู
ทั้งลูกเขาเข้าสนิทข้าคิดดู คงเป็นชู้กันเสียแล้วไม่แคล้วเลย
พระเป็นคู่สู่ขอนางก็รับ มากลายกลับแกล้งอยู่กับชู้เฉย
พระอภัยใช่เช่นเป็นกะเทย จะละเลยไว้หรือนานจนป่านนี้
แม้นนงลักษณ์รักพระองค์เหมือนทรงรัก ควรสมัครแลกชีวิตไม่คิดหนี
จะมาม้วยด้วยนางเหมือนอย่างนี้ จะเป็นที่ครหาในสามัญ ฯ
๏ อุศเรนฟังคำให้อ้ำอึ้ง โมโหหึงเห็นจริงทุกสิ่งสรรพ์
สะอื้นพลางทางว่าถ้าเช่นนั้น กูจะฟันฟาดฝานให้ทานกา
ต่อจับได้ไล่เลียงให้เที่ยงแท้ ถ้าดีแน่แล้วจะรักให้หนักหนา
จงเลิกทัพกลับหลังไปลังกา จะได้มาแก้แค้นทำแทนทด
ให้เรือใช้ไปเมืองผลึกก่อน เลิกนิกรกองทัพกลับให้หมด
กันแสงสั่งคั่งแค้นแสนรันทด โศกกำสรดซบหน้าโศกาลัย ฯ
๏ ฝ่ายฝรั่งทั้งหลายนายทหาร พลอยสงสารเศร้าหมองไม่ผ่องใส
ต่างรีบร้อนถอนสมอขันช่อใบ ต้นหนให้หันมุ่งกรุงลังกา
แล้ววางเข็มเล็มแล่นตามแผนที่ ออกอ่าวนาควารีเร็วหนักหนา
เข้าขอบคุ้งกรุงผลึกเลิกโยธา ไปลังกาสิงหลทั้งพลไกร ฯ
๏ จะกล่าวลำกำปั่นสินสมุทร ช้ากว่าอุศเรนเหลือด้วยเรือใหญ่
ทุกคืนค่ำร่ำมาไม่ราใบ พระอภัยทุกข์ร้อนนอนรำพึง
ด้วยเทวีมิให้เห็นทุกเย็นเช้า ยิ่งนานเข้าก็ยิ่งนึกรำลึกถึง
ประดักประเดิดเถิดหรือจะดื้อดึง ถึงร้องอึงก็เป็นชายจะอายใคร
แต่ลูกเราเจ้ากรรมนี่ทำเข็ญ ฉวยพบเห็นก็จะว่าไม่ปราศรัย
ด้วยเด็กนักรักเขาไม่เข้าใจ ทำกระไรจะได้สมอารมณ์ปอง
จำจะทำคำถามทรามสงวน ฟังสำนวนนงคราญสารสนอง
แล้วเอนเอกเขนกนึกนั่งตรึกตรอง แต่ยามสองจนสางสว่างแล้ว
เขียนประจงลงกระดาษไม่คลาดถ้อย ดูเรียบร้อยลายพระหัตถ์ประทัดแถว
พับลิขิตมิดเม้นไม่เห็นแนว พอลูกแก้วเข้ามาหาจึงพาที
เจ้าช่วยถือหนังสือไปให้พระแม่ อย่าเซ็งแซ่ซ่อนเข้าไปให้ในที่
โอรสรับกลับมาหาเทวี แจ้งคดีว่าลิขิตของบิดา ฯ
๏ นางฟังคำทำพิโรธเหมือนโกรธเกรี้ยว จะก่อเกี้ยวด้วยกระดาษไม่ปรารถนา
สินสมุทรพูดชะอ้อนวอนวันทา แม่เมตตาช่วยอ่านให้ฉันฟัง
นางยิ้มพลางทางคลี่ดูลิขิต นิ่งพินิจนึกในพระทัยหวัง
กุมาราว่าพระแม่อ่านให้ดัง นางผินหลังคลี่สารออกอ่านกลอน ฯ
๏ กระดาษแทนแผ่นทองประคองเขียน ด้วยพากเพียรพยายามตามสมร
จนเรือแตกแยกย้ายกระจายจร แต่อาวรณ์หวังสวาทไม่ขาดวัน
ถึงตายแล้วแคล้วคลาดในชาตินี้ ขอให้พี่ขึ้นไปปะบนสวรรค์
เป็นบุญปลอดรอดมาเห็นหน้ากัน ไฉนขวัญนัยนาไม่ปรานี
หรืองามปลื้มลืมคำที่ร่ำว่า พอเห็นหน้าน้องก็เดินทำเมินหนี
เหมือนแค้นเคืองเปลื้องปลดหมดไมตรี เมื่อไม่มีความผิดสักนิดเดียว
ไม่ไต่ถามความจริงมานิ่งโกรธ ประทานโทษเถิดแม่คุณอย่าฉุนเฉียว
ไม่ลวงหลอกดอกสักสิ่งจริงจริงเจียว อย่าโกรธเกรี้ยวให้ช้ำระกำกรอม
แม่ขวัญเมืองเคืองแค้นพี่แสนทุกข์ ไม่มีสุขโศกรูปจนซูบผอม
ทุกเช้าค่ำกำสรดสู้อดออม หวังถนอมเสน่ห์นวลสงวนงาม
นึกจะใคร่ไปเยือนเหมือนหนึ่งญาติ เห็นกริ้วกราดเกรงใจจึงไต่ถาม
ถ้าโทษพี่นี้ผิดอย่างปิดความ จงตอบตามใจจริงทุกสิ่งเอย ฯ
๏ นางรู้แจ้งแกล้งว่าน่าบัดสี มิพอที่พ่อลิ้นทองของน้องเอ๋ย
แล้วว่าเจ้าอย่าเอามาให้ข้าเลย ข้าไม่เคยเป็นนักเลงเล่นเพลงยาว
สินสมุทรหยิบสารมาอ่านบ้าง แล้วว่าอย่างนี้หรือมาอื้อฉาว
มิควรขัดขุ่นเคืองในเรื่องราว ท่านว่ากล่าวไพเราะฉอเลาะล้ำ
ไม่แกล้งว่าถ้าฉันเป็นเช่นพระแม่ จะตอบแก้ตามความให้งามขำ
นางแกล้งว่าข้าเกลียดขี้เกียจทำ อย่ามาร่ำจุกจิกจะหยิกยับ ฯ
๏ กุมาราว่าพระแม่แก้ออกอ่าน ไม่ตอบท่านตามทำนองจะต้องปรับ
มิอยากฟังช่างเป็นไรฉันไม่รับ พระแม่จับฉีกผนึกฉันทึกเอา ฯ
๏ นางฟังคำทำเป็นว่าน่าหัวร่อ เจ้าลูกพ่อพูดเพ้อเก้อเปล่าเปล่า
เกิดเป็นวิบากกรรมต้องทำเนา จะตอบเจ้าเสียให้สิ้นมลทินไป
แล้วโฉมยงทรงคิดประดิษฐ์เขียน ไม่ผิดเพี้ยนพจนาอัชฌาสัย
ครั้นเสร็จสรรพพับผนึกให้หน่อไท กุมารได้กระดาษมาหาบิดร
แล้วทูลความตามหมางระคางขัด ต้องพ้อตัดเต็มเคืองเรื่องอักษร
พระยินดีคลี่สารออกอ่านกลอน ชมสมรยิ่งเสมียนเขียนบรรจง ฯ
๏ ขอบังคมสมเด็จพระเชษฐา ซึ่งเมตตาตามทำนองต้องประสงค์
ไม่กลับกลอกตะคอกขู่รู้ซื่อตรง จะช่วยส่งปลูกฝังไปลังกา
ไม่ลืมคุณทูลกระหม่อมถนอมจิต มิได้คิดโหยกเหยกอุเบกขา
น้องนึกหวังดังสมเด็จพระบิดา ด้วยสัจจาจนชีวันจะบรรลัย
จงคิดว่าข้าน้อยนี้เหมือนบุตร ให้ซื่อสุจริตจิตอย่าคิดไฉน
ถ้าทำสัตย์เสียด้วยกันแล้ววันไร จะได้ไปเฝ้าแหนแทนบิดา
เป็นอันขาดชาตินี้ไม่มีผัว แม้นทำชั่วเชิญพระองค์ลงโทษา
จงออกโอษฐ์โปรดตรัสสัตย์สัญญา ที่พูดจาไว้แต่หลังอย่าหวังคิด
ซึ่งซักถามตามระบอบให้ตอบถ้อย เหมือนฟื้นฝอยหาตะเข็บให้เจ็บจิต
ช่วยเฉลี่ยเกลี่ยไกล่เสียให้มิด ด้วยชอบผิดพระก็รู้อยู่แก่ใจ
แต่ยามยากปากน้องนี้น้ำท่วม มิได้ร่วมเรียงชิดพิสมัย
ถึงลดเลี้ยวเกี้ยวพานประการใด ก็ไม่ได้ดอกพระองค์อย่าสงกา
น้องตั้งสัตย์ตัดขาดแล้วชาตินี้ อันสามีขี้ขลาดไม่ปรารถนา
จะขออยู่ผู้เดียวด้วยลูกยา เป็นสัจจาใจจริงทุกสิ่งเอย ฯ
๏ พระฟังคำซ้ำคิดพิศวาส จะหมายมาดเหมือนธิดานิจจาเอ๋ย
แค้นว่าพี่นี้จะส่งแม่ทรามเชย ไม่เห็นเลยลวงเขาเอาเป็นจริง
จะตอบความทรามวัยไฉนหนอ ให้หายข้อเคืองข้องแม่น้องหญิง
ลงเอนเอกเขนกนอนแนบหมอนอิง พินิจนิ่งดูแต่ต้นไปจนปลาย
อันคำข้อขอสัตย์เรานัดพบ เห็นจะสบสมจิตที่คิดหมาย
เมื่อเข้าถึงจึงค่อยบิดคิดอุบาย นางนี้ตายราบแล้วไม่แคล้วเรา
จึงคิดทำคำประจงลงกระดาษ เชิงฉลาดลวงประโลมโฉมเฉลา
บอกลูกน้อยค่อยกระซิบแต่เบาเบา เย็นแล้วเจ้ากลับมาหาบิดร
โอรสรับอภิวันท์แล้วผันผาย ถึงห้องนางทางถวายสายสมร
พระบุตรีคลี่สารออกอ่านกลอน ล้วนโอนอ่อนวอนวิงทุกสิ่งไป ฯ
๏ โอ้พระนุชบุตรีเจ้าพี่เอ๋ย มิควรเลยนวลหงจะสงสัย
แม้นพี่ส่งนงเยาว์ให้เขาไป ก็ที่ไหนนุชน้องจะต้องรบ
พี่ก็รู้อยู่ทุกสิ่งอย่านิ่งโกรธ จนขอโทษแล้วก็ไม่ใคร่สงบ
ถ้ากระนั้นฉันจะขอแต่พอพบ อย่าหลีกหลบเลยจะเล่าให้เจ้าฟัง
แม้นมิเชื่อเนื้อเย็นจะเป็นญาติ จะประสาทสัตย์ให้ดังใจหวัง
สินสมุทรพูดติดจะผิดพลั้ง อย่าเพ่อฟังคำฟ้องก่อนน้องเอย ฯ
๏ นางทราบสารหวานแท้ช่างแก้เกี้ยว กลับกลมเกลียวจะขอปะชะพ่อเอ๋ย
น่าใคร่หยิกใคร่ตีกระไรเลย ทั้งเยาะเย้ยย้อนว่าสารพัด
แล้วคลี่สารอ่านซ้ำคำพินิจ จะหยิบผิดที่ตรงไหนไม่ถนัด
เราขอสัตย์ขัดคำเธอซ้ำนัด จะป้องปัดก็เป็นเราเจ้ามารยา
จะตามใจให้เธอเกี้ยวก็เสียวไส้ กลัวแต่ใจจะหลงเชื่อเบื่อหนักหนา
นางนึกพลางทางประดิษฐ์คิดสารา ด้วยปรีชาเชิงความตามทำนอง
ครั้นเสร็จสรรพพับผนึกให้ลูกแก้ว พ่อให้แล้วทูลลากลับมาห้อง
พระหน่อไทได้สมอารมณ์ปอง พลางยิ้มย่องย้อนถามตามสงกา
พระบิตุรงค์ทรงสั่งแต่ข้างเช้า ว่าค่ำเข้าไต้ไฟให้ไปหา
เดี๋ยวนี้แม่ก็กำชับให้กลับมา อันลูกยาไม่รู้แห่งจะแบ่งเลย ฯ
๏ นางว่าอ้อพ่อสั่งหรืออย่างนั้น เห็นแม่นมั่นจะมาค่ำแล้วกรรมเอ๋ย
แม่จะสั่งบ้างตามแต่ทรามเชย อย่าอยู่เลยทูลลามาไวไว
กุมาราว่าแม่กลัวท่านหรือคะ พระพ่อจะทำไมกับใครได้
พูดกันเล่นเห็นตัวกลัวอะไร นางว่าไฮ้จู้จี้ไม่มีละ
พระอภัยใจคอเป็นพ่อม่าย จะวุ่นวายไว้ใจได้หรือหนะ
ฉวยจวนจริงหญิงกับชายหมายชนะ พ่อเจ้าจะได้ตะครุบเอาปุบเดียว ฯ
๏ กุมาราว่าพระแม่อย่าแพ้พ่อ เปล่าดอกข้อท่านไม่แข็งไม่แรงเรี่ยว
แล้วไม่สู้ผู้หญิงจริงจริงเจียว แต่เห็นเขี้ยวแม่ผีเสื้อก็เหลือกลัว
แม่รบทัพจับศึกไม่นึกพรั่น หรือมาหวั่นหวาดที่จะมีผัว
นางหยิกพลางทางขู่ว่าเคยตัว พ่อเจ้ากลัวก็คนเดียวเพราะเขี้ยวมี
อันรูปร่างอย่างแม่ไม่มีเขี้ยว เธอจะเกี้ยวกอดรัดน่าบัดสี
เจ้าอยู่ด้วยฉวยเธอเข้ามาเคล้าคลี อย่าหน่ายหนีจะพึ่งเจ้าเพราะเท่านั้น ฯ
๏ กุมาราว่าขอรับอภิวาท หยิบกระดาษยิ้มพรายแล้วผายผัน
ถึงบิดรอ่อนองค์ลงอภิวันท์ สารสำคัญส่งให้จะไคลคลา
พระฉวยฉุดยุดสินสมุทรไว้ จะไปไหนกระนี้หนอไม่รอหน้า
สินสมุทรหยุดยั้งนั่งวันทา แล้วทูลว่าแม่กำชับให้กลับไป
พระฟังคำทำเป็นว่ามารดาเจ้า ทำไมเขากลัวกระสือหรือไฉน
กุมาราว่าพระแม่ไม่กลัวใคร ไม่ไว้ใจแต่องค์พระทรงธรรม์ ฯ
๏ พระชื่นชอบปลอบถามถึงทรามสวาท พระหน่อนาถแจ้งจริงทุกสิ่งสรรพ์
แล้วห้ามว่าถ้าแม้นพระไปปะกัน อย่าว่าฉันทูลนะฉันจะลา
พระกอดจูบลูบหลังพระลูกน้อย จะไปคอยใครเล่าจะเข้าหา
พ่อก็ยังนั่งอยู่นี่ไม่ลีลา ต่อช้าช้าจึงค่อยไปเป็นไรมี ฯ
๏ แล้วคลี่สารอ่านความของทรามสวาท ขอกราบบาทบงกชบทศรี
ซึ่งรับสัตย์สัญญาจะพาที น้องไม่มีข้อเคืองด้วยเรื่องใด
สินสมุทรพูดผิดติดจะปด ก็ทราบหมดมั่นคงไม่สงสัย
พระซื่อตรงทรงศีลไม่กินใจ จึงยกไว้เป็นบิดาบูชาคุณ
แม้นให้สัตย์ปฏิญาณหม่อมฉันก่อน ให้แน่นอนเหมือนหนึ่งบุตรช่วยอุดหนุน
จะได้เป็นเกือกทองฉลองคุณ เอาส่วนบุญปรนนิบัติเป็นอัตรา
พรุ่งนี้เช้าเชิญออกนั่งบัลลังก์อาสน์ แล้วประกาศไพร่นายทั้งซ้ายขวา
ให้พร้อมพรั่งทั้งองค์พระอนุชา กับบรรดาเหล่าพยานทั้งหลานน้อย
นั่นแลน้องนี้จะได้ออกไปเฝ้า จงโปรดเกล้าให้เหมือนรับอย่ากลับถ้อย
น้องจะได้ไปนั่งระวังคอย ให้ใช้สอยข้างที่ทุกวี่วัน
เมื่อยามเข้าไสยาสน์บนอาสน์รัตน์ จะนั่งพัดภูวไนยจนไก่ขัน
แม้นเมื่อยเหน็บเจ็บองค์พระทรงธรรม์ จะนวดฟั้นฝ่าพระบาทไม่ขาดเอย ฯ
๏ พระทราบสารหวานล้ำคำเสนาะ ช่างฉอเลาะเหลือดีเจ้าพี่เอ๋ย
ทั้งเหน็บแนบแยบคายภิปรายเปรย ถ้าได้เชยแล้วจะชมให้สมสำนวน
พระนึกยิ้มพริ้มพรายสบายจิต ชมความคิดโฉมงามทรามสงวน
แกล้งขอสัตย์นัดเช้าให้เราจวน เราก็ควรไปเสียย่ำค่ำวันนี้
จำจะลวงหน่วงสินสมุทรไว้ อย่าให้ไปไสยากับมารศรี
พลางลูบหลังลูกยาแล้วพาที เออวันนี้พระเจ้าอาว่าให้ไป ฯ
๏ กุมาราว่าขอรับอภิวาท ลาพระบาทบิตุรงค์ไม่สงสัย
เห็นเย็นจวนด่วนเดินดำเนินไป เข้าเก๋งใหญ่ต้นสาลี่ที่พระอา
ประณตนั่งบังคมอยู่ข้างที่ พออรุณรัศมีคลานมาหา
ชวนสำรวลสรวลสันต์จำนรรจา พระพี่จ๋าฉันจะกลับก็หลับไป
พระเจ้าป้าว่ากระไรฉันไหมจ๊ะ วันนี้จะนอนนี่หรือที่ไหน
กุมาราว่าฉันคอยน้อยเมื่อไร สักครู่ไปด้วยกันนะจ๊ะแม่น้อง
แล้วทูลถามพระเจ้าอาให้หาฉัน ทำไมนั่นโปรดเกล้าเล่าสนอง
ฉันจะด่วนจวนค่ำจะย่ำฆ้อง กลับไปห้องชนนีไม่มีใคร ฯ
๏ ศรีสุวรรณชั้นเชิงฉลาดแหลม จึงยิ้มแย้มเยื้อนถามตามสงสัย
คอยระวังมารดาอยู่ว่าไร ใครจะไปลักพามารดานั้น
กุมาราพาซื่อรื้อหัวร่อ กลัวพระพ่อจะเข้าหามารดาฉัน
จะคอยดูอยู่ด้วยได้ช่วยกัน ศรีสุวรรณทรงพระสรวลชวนเจรจา
นี่แหละหลานการอะไรของเจ้าเล่า ผัวเมียเขาจะมิให้เข้าไปหา
ชอบแต่ให้ได้กันกับบิดา ไปเมื่อหน้าจะได้น้องคล่องคล่องใจ
สินสมุทรพูดจาประสาจิต ฉันไม่คิดห้ามบิดาหามิได้
ผัวเมียกันนั้นสุดแท้แต่น้ำใจ กลัวจะไปหยิกหยอกดอกขอรับ
พระแม่ฉันท่านไม่เคยถูกข่มเหง หม่อมฉันเกรงต้องไปอยู่ดูกำกับ
พระสงสารหลานไม่รู้ในความลับ กอดประทับไต่ถามดูตามแคลง
ใครบอกเจ้าเล่าว่าอาให้มานี่ กุมารชี้ว่าบิดรสุนทรแถลง
พระรู้ทีพี่ชายทำลายแทง เธอจะแกล้งให้ปดโอรสไว้
เห็นทีพระจะเข้าหาเวลาค่ำ ได้นัดคำกันไว้แท้แน่ไฉน
ดำริพลางทางว่าอาสั่งไว้ เพราะจะใคร่ไต่ถามตามสงกา
ด้วยต่างคนต่างอยู่ไม่รู้จัก รูปแม่ยักษ์กับเดี๋ยวนี้ใครดีกว่า
สินสมุทรไม่รู้เท่าพระเจ้าอา ก็พูดจาอยู่จนค่ำย่ำระฆัง ฯ
๏ ฝ่ายสุวรรณมาลีศรีสวัสดิ์ นางกษัตริย์นึกในพระทัยหวัง
จนพลบแล้วลูกยาไม่มาระวัง เห็นจะฟังคำพ่อพูดล่อไว้
พระโฉมยงคงจะมาเวลานี้ นางรู้ทีมั่นคงไม่สงสัย
จึงคิดอ่านการลับกับสาวใช้ ที่ร่วมใจเจ็ดคนพวกดนตรี
ให้ปลอมแปลงแต่งกายเหมือนชายไพร่ แต่ล้วนใส่หมวกกะลานุ่งผ้าสี
แล้วโฉมยงทรงแต่งแปลงอินทรีย์ ทำเป็นทีแขกเทศเพศผู้ชาย
บนเตียงนอนหมอนข้างเอาวางไว้ คลี่สไบคลุมประทมของโฉมฉาย
เอาปกปิดคิดทำไว้แทนกาย แล้วรูดสายม่านบังสั่งสุรางค์
ถ้าแม้นใครมาหาว่าข้าหลับ อย่าเพ่อขับคอยดูอยู่ห่างห่าง
เห็นเข้าในแท่นสุวรรณที่กั้นกาง ดุริยางค์ขับกล่อมให้พร้อมกัน
แล้วโฉมยงทรงกระบี่มีสง่า บ่าวบรรดาตามติดถือกริชสั้น
ออกมานั่งหลังตึกใต้ต้นจันทน์ ชมบุหลันเล่นตามความสบาย ฯ
๏ สงสารองค์พระอภัยวิไลลักษณ์ ลวงลูกรักไปได้สมอารมณ์หมาย
พอพลบค่ำน้ำค้างลงพร่างพราย เดือนก็หงายหมดเมฆวิเวกใจ
คะนึงนางพลางนึกว่าดึกนัก ใส่สลักเสียแล้วเราเข้าไม่ได้
จึงแต่งองค์สรงสนานน้ำดอกไม้ แล้วลูบไล้พระสุคนธ์ปนทองคำ
กรีดพระหัตถ์ผัดนลาฏวาดขนง ครั้นเสร็จทรงเครื่องอร่ามดูงามขำ
ขี้ผึ้งสีเสกมนต์บ่นบริกรรม แล้วเสกน้ำมันใส่ไปในเล็บ
ถ้าแม้นดีดถูกเนื้อแล้วเชื่อได้ ผู้หญิงไม่ข่วนทำให้ช้ำเจ็บ
เมื่อรุ่นหนุ่มได้ลองสองสามเล็บ เอาเกี้ยวทองกรองเหน็บแนบพระองค์
ดูฤกษ์ลมแคล่วคล่องทั้งสองข้าง ออกเยื้องย่างยุรยาตรดังราชหงส์
ถึงเก๋งนางพลางแอบดูโฉมยง ไม่เห็นองค์นวลละอองค่อยมองเมียง
เห็นแต่เหล่าสาวสุรางค์นางน้อยน้อย ที่เคยคอยขับกล่อมนั่งซ้อมเสียง
สว่างแจ้งแสงโคมระย้าเคียง พระหลีกเลี่ยงลับล่อรอฤทัย
ทั้งครั่นคร้ามขามเขินสะเทิ้นจิต เห็นม่านปิดป้องลับหรือหลับใหล
จะใคร่เห็นเป็นไรก็เป็นไป พระเข้าในห้องกลางกระจ่างองค์
ทำถามนางมโหรีคนตีทับ บรรทมหลับหรือประชวรนวลหง
สาวสุรางค์ทางชม้ายอายพระองค์ ด้วยรูปทรงสวยสมทั้งคมคาย
ต่างนบนอบตอบถ้อยไม่เต็มปาก ด้วยกระดากกระเดียมใจมิใคร่หาย
ขืนอารมณ์ก้มทูลทั้งอับอาย ว่าโฉมฉายนวลละอองอยู่ห้องใน ฯ
๏ พระฟังคำทำถามทรามสงวน จะประชวรดอกกระมังยังสงสัย
ประภาษพลางทางเยื้องชำเลืองไป พระเข้าในม่านสุวรรณที่กั้นกาง
ไม่แจ่มแจ้งแสงประทีปก็ริบหรี่ เห็นส่านสีห่มนอนแนบหมอนข้าง
ไม่ทันพิศคิดว่าองค์อนงค์นาง นั่งข้างข้างค่อยต้องประคองกร
เห็นนุ่มนิ่มยิ้มแยบแนบพระหัตถ์ กอดถนัดนิ่งเขม้นเห็นแต่หมอน
ตะลึงเล่อเก้อเอกเขนกนอน พระองค์อ่อนอกกูเหวยอยู่จริง
ถอนใจใหญ่ใจคอให้ท้อแท้ จนจวนแก่ยังไม่รู้เท่าผู้หญิง
แล้วเหลียวหาหน้าหลังยังประวิง สมรมิ่งเจ้าจะแฝงอยู่แห่งไร ฯ
๏ ฝ่ายสุรางค์นางนั่งอยู่พรั่งพร้อม ทำเพลงกล่อมมโหรีปี่ไฉน
ขับอิเหนาเข้าถ้ำให้ช้ำใจ แล้วซ้ำใส่หน้าทับรับพระทอง
พระแอบดูรู้เท่าว่าเขาเยาะ กลับหัวเราะรีบออกมานอกห้อง
เที่ยวถามไถ่ไล่เลียงแล้วเมียงมอง ไม่เห้นน้องที่ในตึกให้นึกอาย
ออกจากเก๋งเล็งแลเห็นแต่แขก ด้วยแปลงแปลกปลอมปนคนทั้งหลาย
มีตุ้งก่ามาระกู่เหมือนผู้ชาย พระมุ่งหมายมองตามดูทรามเชย ฯ
๏ นางเห็นองค์ทรงธรรม์กลั้นพระสรวล ถึงเดินจวนมาก็ช่างทำนั่งเฉย
พระลดเลี้ยวเที่ยวแลชะแง้เงย จนเดินเลยมาถึงห้องพระน้องรัก
ได้ยินเสียงสินสมุทรยังพูดจ้อ ประหลาดหนอนางไปไหนไม่ประจักษ์
แสนสงสัยใจช้ำละล่ำละลัก แกล้งร้องทักสินสมุทรด้วยสุดคิด
เออนั่นแน่แม่หายไม่ไปหา ยังหลับตาอยู่เล่าเจ้าลูกศิษย์
สินสมุทรตกใจพึ่งได้คิด เออมิผิดแล้วหรือมาอยู่กว่ายาม
พลางทูลลาพาพระน้องมาห้องแม่ ไม่เห็นแน่นึกสงสัยจึงไต่ถาม
สาวสุรางค์พลางหยอกไม่บอกความ ยิ่งเที่ยวตามตกใจกระไรเลย
นางอรุณรัศมีว่าพี่จ๋า ใครลักป้าไปเสียเล่าแม่เจ้าเอ๋ย
กุมาราว่าพี่รู้แล้วทรามเชย ไม่ผิดเลยพระบิดาแลพาไป
แล้วตามกันเข้าไปจนในห้อง พบแล้วน้องมั่นคงไม่สงสัย
ต่างเห็นจริงวิ่งเรียงเคียงกันไป เข้าห้องในก็ไม่ปะพระมารดา
ไม่เห็นแม่แลมองทุกห้องหับ เห็นฉากพับพลิกแพลงแสวงหา
ไม่เห็นหนบ่นเดินดำเนินมา ปะบิดาเข้าก็ถามดูความแคลง
พระบิดาพาพระแม่ไปไว้ไหน จริงหรือไม่โปรดเกล้าเล่าแถลง
พระทำว่าข้าก็ยืนอยู่กลางแปลง ไม่รู้แจ้งเจ้าอย่ามาเที่ยวพาโล ฯ
๏ กุมาราพากันกลับไปห้องแม่ เที่ยวมองแลเปิดหาจนฝาโถ
ไม่เห็นหนจนใจร้องไห้โฮ พาลพาโลสาวสรรค์กำนัลใน
พอบิดามาตามถามโอรส เที่ยวดูหมดแล้วหรือนางอยู่ข้างไหน
พลางจุดเทียนเวียนส่องถึงห้องใน เห็นสไบคลุมหมอนยังค่อนแค้น
หยิบขึ้นดมชมกลิ่นไม่สิ้นหอม น่าถนอมแนบเนื้อนั้นเหลือแสน
สะพักองค์ทรงห่มแล้วชมแทน ให้สมแค้นขัดใจที่ไม่พบ
แล้วเดินออกนอกห้องเที่ยวมองหา นางก็กล้าแกล้งเที่ยวเลี้ยวตลบ
เหมือนนายหมวดตรวจพหลพลรบ ถึงจะพบก็ไม่รู้ว่าผู้ใด
จนดึกดื่นเดือนฉายก็บ่ายคล้อย เสียงลูกน้อยอยู่ในห้องนั่งร้องไห้
นางโฉมยงสงสารรำคาญใจ ชวนสาวใช้แวดชายชม้ายเมียง
พอเห็นองค์พระอภัยเธอไปลับ เข้าห้องหับประตูกั้นชั้นเฉลียง
เห็นพี่น้องสองคนอยู่บนเตียง เข้ายืนเคียงขู่ว่ามาทำไม
กุมาราเห็นแม่แปรเป็นแขก เจียนจะแปลกประหลาดหนอหัวร่อได้
ฉันค้นคว้าหาแม่จนอ่อนใจ เที่ยวเลียบไปหารอบจนขอบเรือ ฯ
๏ นางปลดเปลื้องเครื่องแต่งที่แปลงรูป ประโลมลูบลูกหลานสงสารเหลือ
ด้วยนงลักษณ์รักสนิทดูชิดเชื้อ เหมือนในเนื้อมิได้แหนงแคลงฤทัย
ชวนบรรทมชมเชยเหมือนเคยชื่น ไม่เห็นผืนสไบถามตามสงสัย
กุมาราว่าบิดรซ่อนเอาไป นางเข้าใจทำว่าน่ารำคาญ
ดูเถิดเธอเก้อแล้วก็มิหนำ ยังกลับซ้ำลักผ้าน่าสงสาร
เถิดทำบุญสูญไปทั้งสังวาล แล้วกอดหลานลูกเลี้ยงเคียงบรรทม ฯ
๏ ฝ่ายพระอภัยไล่ค้นเที่ยววนวก จนเดือนตกก็ไม่พบประสบสม
เมื่อยพระเพลาเข้าในห้องหมองอารมณ์ ทอดบรรทมทางสะท้อนถอนฤทัย
มิเสียทีดีจริงผู้หญิงเอ๋ย กระไรเลยลวงล่อล้อเล่นได้
ลักเอาผ้ามาไว้ห่มให้สมใจ คลี่สไบคลุมองค์ทรงรำพึง
นี่นางไปไหนหนอจนดึกดื่น เที่ยวกลางคืนคิดขึ้นมาก็น่าหึง
แต่ชาติหงส์หรือจะลงเล่นบ่อบึง นอนคะนึงนึกหวังถึงบังอร
จนเสียงไก่ในกำปั่นขันแจ้วเเจ้ว พระหวาดแว่วว่าสำเนียงเสียงสมร
ครั้นฟังไปใช่สุดายิ่งอาวรณ์ อนาถนอนนึกหายุพาพิน
เชยผ้าห่มชมกลิ่นไม่สิ้นหอม ด้วยส่านย้อมหญ้าฝรั่นแลกลั่นกลิ่น
ได้อุ่นแอบแนบอุราเป็นอาจิณ ไม่สุดสิ้นเสนหายุพาพาล
แต่เวียนเฝ้าเข้าหาเวลาพลบ มิได้พบโฉมยงยอดสงสาร
ขอรีบรัดตัดความตามนิทาน แสนกันดารเดินทางกลางคงคา
ได้เดือนหนึ่งถึงปากน้ำเมืองผลึก อึกทึกทอดรายทั้งซ้ายขวา
พวกชาวเมืองออกมาถามตามสงกา แจ้งกิจจาเจ้านายสบายใจ
บ้างบอกเล่าป่าวร้องกันเซ็งแซ่ มายืนแลตามตลิ่งวิ่งไสว
ไม่ถึงครู่รู้กระทั่งถึงวังใน บ้างวิ่งไปทูลสารพระมารดร ฯ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ