ตอนที่ ๕ ศรีสุวรรณเกี้ยวนางเกษรา

๏ ฝ่ายพระนุชบุตรีกรุงกษัตริย์ มาถึงวังยังประหวัดถวิลหา
เห็นเจ้าพราหมณ์งามติดนัยน์ตามา เข้าไสยายามค่ำยิ่งรำจวน
คิดสงสารป่านฉะนี้เจ้าพราหมณ์น้อย จะอยู่คอยหรือจะไปเสียไกลสวน
เมื่อเดินมาพอพ้นต้นลำดวน ทำแย้มสรวลเหมือนจะชวนจำนรรจา
หุตุไฉนไม่ตรัสหรือขัดข้อง จะหนีน้องไปเสียแล้วกระมังหนา
เป็นพราหมณ์เทศพรหมจรรย์จรัลมา หรือกษัตริย์ขัตติยาอยู่เมืองไกล
ทำปลอมแปลงแกล้งจู่มาดูน้อง หรือจะต้องประสงค์ที่ตรงไหน
จะมาเดียวหรือจะมาด้วยข้าไท จะกลับไปหรือจะอยู่ไม่รู้เลย
เสียดายนักหนักทรวงดวงสมร สะอื้นอ้อนอิงแอบแนบเขนย
ไม่แต่งองค์ทรงเล่นเหมือนเช่นเคย ลืมเสวยลืมสรงหลงรำพึง ฯ
๏ สี่พี่เลี้ยงเมียงมองตามช่องฉาก แล้วบุ้ยปากให้กันดูด้วยรู้ถึง
ต่างปรึกษาหารือไม่อื้ออึง เราก็พึ่งเห็นรักประจักษ์ใจ
แต่ดูกันห่างห่างสิอย่างนี้ พระบุตรีตรอมจิตพิสมัย
แม้นได้เรียงเคียงข้างจะอย่างไร รำคาญใจจะใคร่ปลอบให้ชอบที
ทั้งสี่นางต่างเข้าเคียงบรรจถรณ์ ทำทูลวอนพระธิดามารศรี
แม่เป็นไรไสยาไม่พาที หรือวานนี้ไปสวนประชวรมา
จะเจ็บปวดเป็นไฉนก็ไม่ตรัส จะได้จัดมดหมอมารักษา
หรือพระน้องต้องรุกขเทวา ซึ่งอยู่ค่าคบลำดวนสวนดอกไม้
แล้วแสแสร้งแกล้งทำปรนนิบัติ ศรีสวัสดิ์สว่างจิตพิสมัย
พระบุตรีแกล้งตรัสเหมือนขัดใจ ไฮ้อะไรนี่เล่ามาเฝ้ากวน
จึงอยู่น้องต้องเทวดาด้วย จึงเจ็บป่วยเป็นไข้เพราะไปสวน
พี่เคยได้ไปบนต้นลำดวน ทำกระบวนมิได้บอกออกให้ตรง
จะสังเวยสิ่งไรจะได้จัด สารพัดสิ่งของต้องประสงค์
หรือจะคิดติดสินบนท่านคนทรง ให้เชิญองค์อารักษ์ที่ทักทาย
ทั้งสี่นางต่างยิ้มแล้วเยื้อนว่า จะรักษาทรามวัยเสียให้หาย
อันต้องเทพารักษ์ขี้มักร้าย ให้กระวนกระวายละอายใจ
จะขับกล่อมจอมขวัญให้บรรทม อย่าปรารมภ์ร้อนจิตพิสมัย
พลางแย้มยิ้มหยิบกรับแล้วขับไป ให้ต้องในน้ำจิตพระธิดา ฯ
๏ ว่าปางหลังยังมีเจ้าพราหมณ์น้อย โฉมแฉล้มแช่มช้อยดังเลขา
ทั้งผิวเหลืองเรืองรองดังทองทา เที่ยวเสาะหานุชนางมาทางไกล
เวลาค่ำน้ำค้างลงพร่างพร้อย พ่อโฉมงามพราหมณ์น้อยจะนอนไหน
สตรีงามสามภพไม่สบใจ จะใคร่ได้ดอกฟ้าลงมาเชย
ถ้าแม้นเหมือนหมายมาดไม่คลาดแคล้ว ดังดวงแก้วแกมทองเจียวน้องเอ๋ย
น่าน้อยใจที่ไม่ไว้อาลัยเลย แล้วลงเอยอภิวันท์อัญชลี ฯ
๏ พระธิดาฟังขับให้จับจิต จะปกปิดป้องปัดก็บัดสี
จึงแสร้งว่าน่าแค้นแสนทวี น้อยหรือพี่ช่างคิดประดิษฐ์ครวญ
เหมือนฟื้นฝอยหาตะเข็บให้เจ็บจิต สมคบคิดกันพาข้าไปสวน
แล้วเป็นใจให้พราหมณ์มาลามลวน เห็นสมควรแล้วหรือพี่ทั้งสี่คน
จะกราบทูลบิตุรงค์ให้ทรงซัก ใครย้อนยักแยบคายเป็นสายสน
หรือพราหมณ์น้อยกลอยใจให้สินบน ถ้าบอกจริงจึงจะพ้นที่โทษทัณฑ์ ฯ
๏ พี่เลี้ยงรู้จักใจไม่วิตก ทำลูบอกอนิจจามาว่าฉัน
จะบอกความตามจริงทุกสิ่งอัน เจ้าพราหมณ์นั้นเขาจะมาเป็นข้าไท
ให้พวกพี่นี้พามาถวาย แต่ดีร้ายยังไม่เห็นเป็นไฉน
ถ้าไล่เลียงเที่ยงแท้แน่แก่ใจ จึงจะได้ทูลความแม่ทรามเชย
น้อยไปหรือดื้อดึงไปถึงสวน จะแกล้งกวนก่อความเจ้าพราหมณ์เอ๋ย
แม่เมตตาอย่าทูลฉลองเลย เหมือนทรามเชยช่วยหลังไว้ครั้งนี้
ฉันผัดพอเช้าตรู่ประตูเปิด ฟ้าผี่เถิดจะไปว่าน่าบัดสี
ไม่เจียมตัวกลัวเกรงพระบุตรี ทำท่วงทีเหมือนกระต่ายตะกายดิน
มาพบแม่แต่ตัวเจ้าพราหมณ์น้อย หรือพี่พลอยองอาจประมาทหมิ่น
แม้นจ้วงจาบหยาบช้าเป็นราคิน จะขับไปเสียให้สิ้นทั้งสี่นาย ฯ
๏ พระธิดาได้ความว่าพราหมณ์น้อย ตามติดสอยสมจิตที่คิดหมาย
จึงกล่าวแกล้งแสร้งเสเพทุบาย สักกี่ชายนั้นฉันไม่ทันดู
เห็นคนเดียวเที่ยวเดินเด็ดดอกรัก เป็นเชิงชักปริศนาน่าอดสู
จะหม่อมน้องหรือหม่อมพี่ก็มิรู้ ไปถามดูเถิดอย่าซักฉันนักเลย
มิเสียทีพี่คบพอครบถ้วน เป็นสี่ส่วนสมหน้าเจ้าข้าเอ๋ย
อุปถัมภ์ทำคุณจนคุ้นเคย จึงล่วงเลยลามมาเป็นน่าชัง
ถ้าพรุ่งนี้พี่ไปจะไต่ถาม จงห้ามปรามสั่งสอนหล่อนเสียมั่ง
แม้นว่ากล่าวคราวนี้เธอมิฟัง ทำทีหลังแล้วจะทูลให้วุ่นวาย ฯ
๏ สี่พี่เลี้ยงเบี่ยงบิดประดิษฐ์แก้ ฉันเป็นแต่จะช่วยพามาถวาย
ที่ผิวเหลืองเรืองรองนั้นน้องชาย สมเป็นนายขอเฝ้าถึงเจ้ากรม
แต่พราหมณ์ใหญ่ไม่งามเหมือนพราหมณ์น้อย ถ้าใช้สอยมะละกอก็พอสม
ถึงว่าฉันคบค้าสมาคม ก็จะก้มหน้ารับอัประมาณ
แต่อย่าให้พราหมณ์น้อยนั้นพลอยผิด เธอตั้งจิตมาเป็นข้าน่าสงสาร
จงยกโทษโปรดไว้ใช้ราชการ เมื่อเกียจคร้านจึงค่อยลดปลดบาญชี ฯ
๏ นางฟังคำทำเคืองชำเลืองค้อน ยังกลับย้อนยักว่าน่าบัดสี
ถ้าขืนขัดก็อย่าเฝ้ามาเซ้าซี้ หรือเห็นดีแล้วไม่ห้ามตามอารมณ์
แล้วสั่งให้ไขหีบหยิบสมุด นางทรงอ่านอุณรุทเมื่ออุ้มสม
สี่พี่เลี้ยงเคียงข้างแท่นบรรทม ชวนกันชมสุรเสียงสำเนียงนาง ฯ
๏ ฝ่ายพระหน่อนฤเบศร์เกศกษัตริย์ ดึกกำดัดยามสองยิ่งหมองหมาง
เผยพระแกลแลชมนภาภางค์ จันทร์กระจ่างส่องฟ้าสุราลัย
พระดูเดือนเหมือนวงนลาฏน้อง สัมผัสผ่องพาจิตพิสมัย
รื่นรื่นกลิ่นลำดวนรัญจวนใจ เหมือนเข้าใกล้กลิ่นนางเมื่อกลางวัน
ให้เคลิ้มเคล้นเห็นเงาเสาตำหนัก ว่านงลักษณ์ลงขยับไปรับขวัญ
ไฉนน้องมองเมียงอยู่เพียงนั้น ขอเชิญขวัญเนตรนั่งบัลลังก์รัตน์
แล้วเคียงเข้าเล้าโลมนางโฉมฉาย พระกรกรายกอดเสาเข้าถนัด
เห็นผิดนางหมางฤทัยให้ฮึดฮัด จะใคร่ตัดเสาสับให้ยับเยิน
ได้ยินพราหมณ์สามคนเขาหัวร่อ ในใจคอคิดอายระคายเขิน
ทำเหลียวแลแก้เก้อไปตามเกิน ชม้ายเมินเมียงมาศาลากลาง
แกล้งลดเลี้ยวเที่ยวเดินดูไม้ดัด สารพัดสรรใส่ในกระถาง
พระเพ่งพิศคิดถึงคะนึงนาง ไม่เสื่อมสร่างอารมณ์สมประดี
เสียงจักจั่นจังหรีดวะหวีดแว่ว เหมือนเสียงแก้วเกษรามารศรี
เที่ยวผันแปรแลหาแล้วพาที ขึ้นมานี่เถิดนะเจ้าเยาวมาลย์ ฯ
๏ ทั้งสามพราหมณ์ตามมองเห็นน้องรัก ละล่ำละลักลุ่มหลงน่าสงสาร
เข้าเคียงข้างทางปลอบประโลมลาน พ่อเที่ยวป่านนี้ไยไม่ไสยา ฯ
๏ ศรีสุวรรณนั้นยังกำลังหลง คิดว่าองค์มิ่งมิตรขนิษฐา
ประโลมรูปรับขวัญจำนรรจา วาสนาเราทั้งสองเคยครองกัน
พราหมณ์หัวร่อพ่อแปลกพี่แล้วหรือ พระหดมือเมินพักตร์แล้วผินผัน
ทำแก้เก้อเออพี่ที่ตรงนั้น ปีศาจมันหลอนข้าตาวาววาว ฯ
๏ เจ้าพราหมณ์ว่าน่ากลัวแล้วหัวร่อ พี่เห็นต่อจะเป็นผีสตรีสาว
ประจำองค์อนุชามาแต่เช้า จนดึกราวสองยามมาตามกวน ฯ
๏ เจ้าโมราว่าผีไม่มีดอก ที่หลอนหลอกนั่นแหละเงาเจ้าของสวน
พอพรุ่งนี้พี่จะบนต้นลำดวน ให้ช่วยชวนชาววังมาดังใจ ฯ
๏ พระฟังคำทำเมินดำเนินหนี มานั่งที่แท่นทองอันผ่องใส
เห็นสามพราหมณ์ตามมาจึงว่าไป ประหลาดใจจริงน้องเหมือนต้องมนต์
ให้เห็นเขาเจ้าของห้องตำหนัก มาถามทักแล้วก็หายไปหลายหน
พี่เอ็นดูฉันด้วยช่วยกันค้น นฤมลจะมาแฝงอยู่แห่งไร ฯ
๏ พราหมณ์ฟังเห็นยังเฟือนช่วยเตือนน้อง เจ้าของห้องมิได้มาอย่าสงสัย
พี่บอกแล้วไม่เชื่อนั้นเหลือใจ หนักอะไรจะเหมือนรักหนักอุรา
หลงอะไรจะเหมือนหลงทรงมนุษย์ ที่โศกสุดเศร้าแสนเสน่หา
จนลืมตัวมัวหมองเพราะต้องตา ต้องตรึกตราตรอมจิตเพราะปิดความ
บุราณว่าถ้าเหลือกำลังลาก ให้ออกปากบอกแขกช่วยแบกหาม
แม้นพ่อบอกออกบ้างไม่พรางความ จะเป็นล่ามแก้ไขให้ได้การ ฯ
๏ พระฟังปลอบชอบชื่นค่อยฝืนพักตร์ กำลังรักลืมอายหมายสมาน
จึงว่าพี่มีปัญญาปรีชาชาญ ช่วยคิดอ่านอนุกูลอย่าสูญใจ
เหมือนหนึ่งน้องต้องศรเสียบสลัก จะฉุดชักก็ไม่อาจจะหวาดไหว
พี่ช่วยถอนศรโศกที่เสียบใจ น้องจะได้ผ่อนพ้นทนทรมา ฯ
๏ เจ้าพราหมณ์ว่าอย่าทุกข์ไปเลยพ่อ นางนกต่อของเรามีดีนักหนา
พรุ่งนี้เช้าเขาคงจะออกมา พ่อพูดจาฉอเลาะให้เราะราย
จะสอนสั่งสิ่งเดียวเกี้ยวผู้หญิง ถ้าถึงจริงก็มักช้าประดาหาย
ให้หวานหวานไว้สักหน่อยค่อยสบาย นี่แยบคายเจ้าชู้แต่บูราณ
พ่อรู้แต่งหนังสืออยู่หรือไม่ จงแก้ไขคิดกลอนอักษรสาร
แม้นตอบต่อก็พอเห็นจะเป็นการ อันพวกฉานนี้ไม่วางนางพี่เลี้ยง
แต่กีดขวางอย่างเดียวดอกเดี๋ยวนี้ ด้วยหญิงสี่ชายสามเป็นความเถียง
พ่อโปรดด้วยช่วยเปรียบให้เรียบเรียง ใครจะเคียงควรคู่กับผู้ใด ฯ
๏ พระแย้มยิ้มพริ้มพรายภิปรายตอบ พี่ว่าชอบชี้ทางสว่างไสว
ทำไมกับกาพย์กลอนอย่าร้อนใจ จะว่าให้ปลื้มจิตพระธิดา
อันชายสามหญิงสี่นี้ก็ยาก จับฉลากนั้นแลพี่ดีนักหนา
สำรวลพลางทางหยิบกลีบจำปา เอานขาเขียนหนังสือเป็นชื่อนาง
แล้ววางไว้ให้สามพราหมณ์พี่เลี้ยง เจ้าพราหมณ์เสี่ยงทายขอที่คู่สร้าง
หยิบจำปามาพลิกขึ้นอ่านพลาง เจ้าวิเชียรได้นางจงกลนี
ดูฉลากเลขาเจ้าสานน ได้โฉมตรูอุบลรัศมี
ที่ของเจ้าโมราประภาวดี เหลือแต่ศรีสุดาน่าเสียดาย
ต่างหัวเราะเยาะหยอกว่านอกส่วน เราก็ควรจะประมูลทูลถวาย
แล้วสรวลเสเฮฮาประสาชาย พระยิ้มพรายอายใจด้วยไม่เคย
จนยามสามพราหมณ์เตือนให้ไสยาสน์ พระขึ้นอาสน์อิงแอบแนบเขนย
นึกประดิษฐ์คิดกลอนไม่นอนเลย พอลงเอยก็พอแจ้งแสงตะวัน
ให้ปั่นป่วนชวนพราหมณ์ทั้งสามพี่ ไปอยู่ที่ต้นลำดวนในสวนขวัญ
คอยพี่เลี้ยงแลหาปรึกษากัน เกษมสันต์สมคะเนด้วยเล่ห์ลม ฯ
๏ ฝ่ายพี่เลี้ยงพระธิดาเวลารุ่ง ต่างบำรุงราศีนั่งหวีผม
ค่อยสะกิดกรีดกริบตะไกรคม แล้วนุ่งห่มต่างต่างละอย่างกัน
เรียกบ่าวถือหีบหมากออกจากฉนวน พอถึงสวนฉายแสงพระสุริย์ฉัน
แกล้งส่งเสียงเคียงคลอจรจรัล ทำเชิงชั้นกรีดกรายชม้ายเมียง
พอทั้งสามพราหมณ์แลประสบพักตร์ ชิงกันทักเยาวมาลย์ประสานเสียง
เชิญมานี่หน่อยเถิดคะพระพี่เลี้ยง ร่มพุมเรียงราบเลี่ยนเตียนสบาย ฯ
๏ ทั้งสี่นางต่างคำนับนั่งพับเพียบ ได้ระเบียบอยู่มิให้สไบขยาย
แล้วต่างยิ้มแย้มพลางทางภิปราย หม่อมสบายอยู่ด้วยกันหรือฉันใด
ฉันอยู่หลังตั้งแต่เสด็จกลับ นอนไม่หลับหลากจิตคิดสงสัย
พ่อพราหมณ์น้อยพลอยเจ็บเป็นไข้ใจ เคราะห์กระไรร้ายรวบประจวบกัน
แม้นหม่อมมีหยูกยาเมตตาด้วย เหมือนชุบช่วยชีวานุชาฉัน
ถ้าตลอดรอดฝั่งได้ดังนั้น จะส่งขวัญข้าวหมอให้พอการ ฯ
๏ พี่เลี้ยงยิ้มพริ้มพรายชม้ายค้อน ทำเสียงอ่อนอนิจจาน่าสงสาร
จะทูลขอหมอหลวงมาอยู่งาน แต่อาการเป็นอย่างไรจะใคร่รู้ ฯ
๏ เจ้าพราหมณ์น้อยนึกสะเทินแล้วเมินหน้า จะพูดจามิใคร่ได้ให้อดสู
พี่เลี้ยงเตือนเชือนแลชำเลืองดู ต่อเป็นครู่แล้วจึงตอบว่าขอบใจ
อันโรคของน้องนี้ไม่มีแผล ให้เป็นแต่ขัดข้องไม่ผ่องใส
กลางคืนหนาวเช้าร้อนอ่อนฤทัย แม้นหม่อมไม่ชุบช่วยคงม้วยมิด
ถ้าทูลขอหมอหลวงได้เหมือนว่า เห็นโรคาจะค่อยคลายสบายจิต
แม้นแก้ไขไม่ตายวายชีวิต ไม่ลืมคิดคุณพี่ทุกวี่วัน ฯ
๏ ทั้งสี่นางต่างว่าน่าสงสาร ช่างอ่อนหวานวอนวิงทุกสิ่งสรรพ์
วิบากกรรมจำเพาะเป็นเคราะห์ครัน จนพวกฉันพลอยผิดเพราะปิดบัง
เมื่อวานนี้พระธิดาออกมาเล่น แลเขม้นเหมือนจะเถือเอาเนื้อหนัง
จึงกริ้วโกรธกลับไปเสียในวัง แล้วตรัสสั่งให้ขอเฝ้าเข้ามาค้น
ฉันทูลแกล้งว่าจะมาสาพิภักดิ์ นางโฉมยงทรงซักเอาเหตุผล
ว่าลูกเมียหม่อมมีสักกี่คน ฉันก็จนจึงมาถามพ่อพราหมณ์น้อย
แม้นพรั่งพร้อมยอมอยู่เป็นขอเฝ้า จะให้เข้าเวรไว้ได้ใช้สอย
หรือมีห่วงบ่วงใยใครจะคอย มาหยุดพักสักหน่อยแล้วจะไป ฯ
๏ ศรีสุวรรณชั้นเชิงฉลาดแหลม ทำยิ้มแย้มเยื้อนว่าอย่าสงสัย
ฉันพี่น้องท้องเดียวมาเที่ยวไกล อันห่วงใยยังไม่มีทั้งสี่คน
หมายพระนุชบุตรีเป็นที่พึ่ง คิดรำพึงสารพัดจะขัดสน
เสด็จมาเที่ยวเล่นเห็นชอบกล นฤมลมองหาสุมาลี
ฉันเด็ดได้ดอกรักจักถวาย นางชม้ายเมียงเมินดำเนินหนี
เสียน้ำใจเจ็บมาแต่ราตรี เดี๋ยวนี้พี่ว่าจะช่วยค่อยชื่นใจ
ช่วยทูลองค์พระธิดาว่าดีฉัน จะผูกพันพึ่งพักจนตักษัย
ซึ่งโฉมยงทรงระแวงแคลงฤทัย ฉันจะให้ทัณฑ์บนไว้จนตาย
พระว่าพลางทางตัดใบตองอ่อน มาเขียนกลอนกล่าวประโลมนางโฉมฉาย
จนลงเอยอ่านต้นไปจนปลาย ไม่คลาดคลายถูกถ้วนแล้วม้วนตอง
เอาโศกแซมแกมรักสลักหนาม เหมือนบอกความรักนางว่าหมางหมอง
พี่เลี้ยงรับพับใส่ไว้ในซอง แล้วว่าน้องหวังพี่เป็นที่อิง
ทุกวันนี้มีผ้าจำเพาะผืน ถ้ากลางคืนหนาวก็ได้แต่ไฟผิง
ถ้าแม้นหม่อมกรุณาเมตตาจริง ช่วยว่าวิงวอนทูลพระธิดา
ประทานสีที่ห่มมาชมสวน ควรมิควรขอประทานซึ่งโทษา
แล้วถอดธำมรงค์ครุฑบุษรา ฝากถวายพระธิดาวิลาวัณย์ ฯ
๏ พี่เลี้ยงรับแหวนน้อยชม้อยยิ้ม เห็นหงิมหงิมลิ้นลมช่างคมสัน
จึงแกล้งว่าช้าสักสองสามวัน ถ้าแม้นฉันได้ช่องจะลองทูล
ปรารถนาผ้าผ่อนแต่เพียงนี้ เห็นท่วงทีก็จะได้คงไม่สูญ
ค่อยอยู่เถิดฉันจะลาอย่าอาดูร ได้กราบทูลแล้วจะออกมาบอกความ
แล้วสี่นางต่างจัดซองสลา ทอดผ้าป่าเรียงวางไว้กลางสนาม
พลางยิ้มพรายชายตาลาเจ้าพราหมณ์ เรียกบ่าวตามกลับหลังเข้าวังใน ฯ
๏ ขึ้นปราสาทพระบุตรีทั้งสี่นาง เข้าเคียงข้างแท่นทองอันผ่องใส
ถวายแต่ส้มพวงดวงดอกไม้ แล้วใส่ไคล้ทูลความถึงพราหมณ์น้อย
ไปพบที่ต้นลำดวนในสวนขวัญ ฉันรุมกันต่อว่าจนหน้าจ๋อย
ไม่ทุ่มเถียงทำแต่แลชม้อย ช่างเรียบร้อยราบคาบไม่หยาบคาย
ว่าที่จริงนั้นจะมาสาพิภักดิ์ ได้ดอกรักจักใคร่ได้ถวาย
แม้นแม่ไม่เมตตาก็ท่าตาย ขอถวายชีวาไม่อาลัย
ดูท่วงทีกิริยามารยาท มิใช่ชาติพราหมณ์เทศข้างเพศไสย
ชะรอยหน่อกษัตรามาแต่ไกล เพราะจะใคร่เป็นขอเฝ้าเยาวมาลย์
จะขับไล่ไปเสียให้พ้นสวน เธอคร่ำครวญวอนว่าน่าสงสาร
จะให้อยู่ที่นี่ก็ขี้คร้าน จะโปรดปรานเป็นไฉนจะใคร่รู้ ฯ
๏ พระบุตรีฟังเล่าก็เศร้าสร้อย กลัวโฉมงามพราหมณ์น้อยจะอดสู
เธอแก้ไขไม่เป็นน่าเอ็นดู จึงว่าพี้นี้ไปขู่เขาทำไม
เป็นชีพราหมณ์หยามหยาบก็บาปปาก เพระพวกมากเธอจึงต้านทานไม่ไหว
ซึ่งพี่ว่าเป็นกษัตริย์สันทัดใจ คิดสำคัญฉันใดจะใคร่ฟัง
ว่าจู้จี้ขี้คร้านฉานสงสัย หรือว่าใครกล่าวขวัญถึงฉันมั่ง
เล่าแถลงแจ้งจิตอย่าปิดบัง จะขอฟังลิ้นลมคารมพราหมณ์ ฯ
๏ พี่เลี้ยงฟังโฉมยงเจ้าทรงซัก ทำเยื้องยักยำเยงเหมือนเกรงขาม
แล้วแกล้งว่าอดสูดูไม่งาม เป็นควันวามกลัวจะปิดไม่มิดเปลว
ถ้าทราบถึงบิตุรงค์ให้ลงโทษ เสียประโยชน์หญ้าแพรกจะแหลกเหลว
ซึ่งเห็นความว่ามิใช่เป็นไพร่เลว เพราะองค์เอวอ้อนแอ้นระโอดองค์
ช่างระทวยสวยทรงสังวาลรัตน์ เครื่องกษัตริย์สุริย์ชาติราชหงส์
นึกจะทูลโฉมงามแต่ตามตรง กลัวจะทรงกริ้วโกรธลงโทษทัณฑ์ ฯ
๏ พระธิดาว่าน้อยไปหรือพี่ พูดเช่นนี้น่าเบื่อไม่เชื่อฉัน
ทำย้อนยอกหลอกลวงเพราะหวงกัน เถิดเช่นนั้นแล้วก็ไม่พอใจฟัง
ฉวยบุปผามาลีขยี้ทิ้ง พี่เลี้ยงชิงไปเสียสิ้นก็ผินหลัง
ทั้งสี่นางต่างเข้าเคียงบัลลังก์ แล้วว่าตั้งแต่นี้ไปฉันไม่พราง
ถึงตื้นลึกหนักเบาจะเล่าแจ้ง อย่านึกแหนงเลยพระน้องจะหมองหมาง
เจ้าพราหมณ์น้อยนึกถึงคะนึงนาง วันนี้ร่างเรื่องสารให้ฉานมา
กับธำมรงค์วงน้อยเพชรรัตน์ เป็นกษัตริย์แล้วนะแม่แน่หนักหนา
แล้วหยิบของสองสิ่งที่ซ่อนมา ทูลถวายพระธิดาพะงางาม ฯ
๏ นางโฉมยงทรงหยิบใบตองอ่อน เห็นโศกซ้อนแกมรักสลักหนาม
ก็แจ้งจิตปริศนาปัญญาพราหมณ์ แกล้งนิ่งความคลี่สารออกอ่านพลัน
ในสารศรีสุวรรณวงศ์พงศ์กษัตริย์ บุรีรัตนามหาศวรรย์
สวาทหวังพระธิดาวิลาวัณย์ สู้เดินดั้นดงแดนแสนกันดาร
พยายามข้ามมหามหรณพ หวังประสบวรนุชสุดสงสาร
มาอาศัยในสวนอุทยาน บุญบันดาลดลจิตพระธิดา
เผอิญให้โฉมงามทรามสวาท มาประพาสชมพรรณบุปผา
พี่ยลยอดเยาวเรศเกษรา ช่างโสภานิ่มน้องละอองนวล
ประไพพริ้มนิ่มน้อยกลอยสวาท ดังนางในไกรลาสมาเล่นสวน
เสด็จกลับลับไปให้รัญจวน เฝ้าอักอ่วนอาวรณ์ร้อนฤทัย
ด้วยยามยากจากเมืองมามุ่งหมาย ดังกระต่ายเต้นแลดูแขไข
ครั้นเดือนดับลับเหลี่ยมเมรุไกร โอ้อาลัยเหลือแลชะแง้คอย
เหมือนอกพี่ที่แสนเสน่ห์นุช เห็นสูงสุดที่จะได้สิ่งใดสอย
ถ้าได้ดวงดอกฟ้าลีลาลอย ก็จะค่อยประคองนวลสงวนเชย
จึงแต่งสารเสี่ยงทายถวายแหวน ใบตองแทนแผ่นทองพระน้องเอ๋ย
ถ้าแม้นมาตรชาติก่อนเป็นคู่เคย ขอให้เผยพจนารถประภาษมา
แม้นแม่ไม่อนุกูลสูญสวาท เห็นสิ้นชาติชีวังจะสังขาร์
จะเอากรุงรมจักรนัครา เป็นป่าช้าสุมเพลิงเชิงตะกอน
ขอเชิญนุชบุตรีปรานีสนอง อย่าหม่นหมองหมางรักในอักษร
ช่วยชี้ชอบตอบถ้อยสุนทรวอน ให้วายร้อนที่วิตกในอกเอย ฯ
๏ พี่เลี้ยงฟังอ่านสารหวานเสนาะ ช่างฉอเลาะเหลือดีเจ้าพี่เอ๋ย
ไม่หยามหยาบราบเรียบช่างเปรียบเปรย พระน้องเอ๋ยทรงตอบให้ชอบกล
แล้วว่าโศกแซมรักสลักหนาม ของพ่อพราหมณ์ทำมาน่าฉงน
ทำซักไซ้ไต่ถามทั้งสามคน นฤมลหมางเมินสะเทิ้นที
ว่าไม่รู้หรือขาปริศนาพราหมณ์ เขาบอกความโศกสลักว่ารักพี่
นางหยิบแหวนมาดูรู้ว่าดี น้ำมณีใสสุดบุษรา
เอาสวมใส่นิ้วนางพลางดำรัส เพชรรัตน์วงนี้ดีหนักหนา
น้องจะขอซื้อไว้ให้ราคา เป็นเงินตราสักเท่าไรไม่เสียดาย
แต่เพลงยาวหยาบช้าฉันน่าแค้น จะตอบแทนเสียให้สมอารมณ์หมาย
พลางคลี่สารอ่านซ้ำคำภิปราย แล้วบ่นว่าน่าอายอดสูใจ ฯ
๏ ทั้งสี่นางต่างปลอบตอบสมร เธอทุกข์ร้อนเล่าแจ้งแถลงไข
ชอบมิชอบตอบเล่นก็เป็นไร ไว้อาลัยล่อลวงดูท่วงที
อันธำมรงค์วงนั้นฉันถวาย ไม่ซื้อขายขอเปลี่ยนภูษาศรี
ที่ทรงไปอุทยานเมื่อวานนี้ เหมือนให้พี่ผ่อนพ้นทนทรมา
นางโฉมฉายอายใจทำไขสือ พี่รักหรือจะให้ห่มให้สมหน้า
แต่จะขอคำมั่นจงสัญญา อย่าเอาผ้าฉันไปให้ใครเลย
แล้วเปลี่ยนเปลื้องริ้วทองออกกองไว้ ฉันห่มไปผืนนี้แหละพี่เอ๋ย
พี่เลี้ยงรับพับจีบแล้วชมเชย เป็นบุญเคยทำไว้เห็นไม่ตาย
ถึงน้ำค้างพร่างพรมแลลมว่าว อนาถหนาวห่มผ้าก็ท่าหาย
นางโฉมยงยิ้มเมินสะเทิ้นอาย ค่อยเลียบชายถามไถ่มิให้ดัง
ครั้นค่ำลงทรงกลอนอักษรสนอง เขียนจำลองลงแผ่นกระดาษหนัง
ให้หักใบเต่าร้างที่กลางวัง มาห่อทั้งดอกรักอักขรา ฯ
๏ พอรุ่งแจ้งแสงทองส่องสว่าง ทั้งสี่นางนุ่งสุหรัดแล้วผัดหน้า
เอาสารซ่อนใส่กลีบในหีบงา กับทั้งผ้ากรองทองของสำคัญ
ร้องเรียกหาข้าสาวแต่เช้าตรู่ ออกประตูเดินด่วนไปสวนขวัญ
พอประสบพบพราหมณ์อยู่พร้อมกัน ศรีสุวรรณยิ้มย่องแล้วร้องเชิญ
พวกพี่เลี้ยงเรียงนั่งริมต้นแก้ว คำนับแล้วยิ้มพรายระคายเขิน
กำลังฉันหิวโหยแต่โดยเดิน พอเชื้อเชิญชื่นใจกระไรเลย
แต่ก่อนไซร้ไม่เห็นเหมือนเช่นนี้ มิพอที่หนีนั่งเอนหลังเฉย
ทั้งสี่นางต่างหัวเราะทำเยาะเย้ย พลางเปรียบเปรยบอกความเจ้าพราหมณ์พลัน
ธำมรงค์วงนั้นฉันถวาย นางโฉมฉายซักไซ้จนไก่ขัน
จึงประทานกรองทองของสำคัญ เป็นรางวัลที่ที่พ่อมาสาพิภักดิ์
แล้วเปิดหีบหยิบของออกส่งให้ จะลาไปก่อนแล้วคะธุระหนัก
ทั้งสามพราหมณ์ตามส่งด้วยจงรัก แล้วชวนชักนารีทั้งสี่คน
เที่ยวชมสวนชวนเก็บบุปผชาติ เดียรดาษดอกดวงเป็นพวงผล
ดอกชงโคโยทะกาเจ้าสานน ช่วยเก็บให้นางอุบลบังอร
เจ้าโมรากรีดเล็บเก็บจำปี ให้ประภาวดีศรีสมร
เจ้าวิเชียรเก็บกระถินกลิ่นขจร กับพุดซ้อนตามส่งให้จงกล
ศรีสุดานั้นไม่ได้ดอกไม้ด้วย ดูเขินขวยคิดเห็นไม่เป็นผล
นางค้อนเพื่อนเคืองพราหมณ์ทั้งสามคน ออกเดินบ่นเบือนหน้าไม่พาที
ทั้งสามพราหมณ์ตามเด็ดดอกไม้ให้ นางแค้นใจฉวยฉีกแล้วหลีกหนี
นางประภาอุบลจงกลนี ต่างยินดีเดินกรายเที่ยวร่ายไป ฯ
๏ พี่เลี้ยงพราหมณ์ตามนางไม่ห่างเหิน แล้วหยอกเอินรอเรียงเข้าเคียงไหล่
เห็นลับลับจับต้องทำลองใจ นางผลักไสข่วนหยิกทำพลิกแพลง
ศรีสุดาหน้าเง้าเที่ยวเซ้าซี้ จะอยู่นี่แล้วหรือเจ้าจึงเฝ้าแฝง
เที่ยวเก็บเล็มเต็มห่อให้พอแรง ยังจะแกล้งชักช้าน่ารำคาญ
ทั้งสามนางต่างว่าน่าหัวร่อ เพราะไม่พอจึงได้วุ่นเที่ยวงุ่นง่าน
อย่าเปรียบเปรยเลยแน่แม่แหพาน จะต้องการก็มาเอาของเราไป
ศรีสุดาว่าเจ้าเอาเถิดแม่ ข้าเป็นแต่นอกส่วนไม่ควรได้
จงแบ่งปันกันชมให้สมใจ ดิฉันไม่ชิงช่วงอย่าหวงกัน
คอหอยเดียวเจียวหม่อมช่างพร้อมหน้า ออกรุมท้าคารมล้วนคมสัน
ยังอยู่อีกไหนเล่าหรือเท่านั้น มาช่วยกันเถียงเล่นก็เป็นไร
น่าเจ็บอกยกแรกสิแปลกเพื่อน จะตักเตือนฉุดลากไม่อยากไหว
เจ้าค่อยอยู่เถิดข้าจะลาไป มาเรียกหาข้าไทแล้วไคลคลา
ทั้งสามนางต่างว่าต่อหน้าพราหมณ์ คงเกิดความแล้วนะแม่แน่หนักหนา
นี่เนื้อเคราะห์เพราะหลงด้วยมาลา พระธิดารู้เรื่องจะเคืองครัน ฯ
๏ เจ้าพราหมณ์ว่าน่าแสนสงสารน้อง ถ้าแม้นต้องโทษพี่จะทำขวัญ
เอ็นดูด้วยช่วยกระเตื้องที่เรื่องนั้น ให้ถึงกันเสียรู้แล้วเถิดแก้วตา
ทั้งสามนางต่างว่าอย่าปรารภ จะให้สบสมมาดปรารถนา
น่ารำคาญป่านนี้ศรีสุดา จะไปว่าอย่างไรที่ในวัง
ค่อยอยู่เถิดฉันจะลาช้าไม่ได้ จะสงสัยซ้ำร้ายเมื่อภายหลัง
แล้วลุกมาหาบ่าวพวกชาววัง ไม่รอรั้งรีบไปจะให้ทัน ฯ
๏ ฝ่ายเจ้าพราหมณ์สามนายสบายจิต ผู้หญิงติดต่างชวนกันสรวลสันต์
บ้างบ่นว่าถ้าแม้นมิกีดกัน จะได้ฉันหวานหวานสำราญใจ
แล้วยิ้มพรายบ่ายหน้ามาหาน้อง เห็นห่มกรองกริ่มจิตพิสมัย
เข้าเคียงข้างต่างว่าผ้าสไบ ข้าจำได้แน่นักประจักษ์ตา
นางโฉมยงทรงห่มมาชมสวน ยังหวนหวนหอมกรุ่นอุ่นหนักหนา
พลางหัวเราะเยาะหยันจำนรรจา ไหนสาราเล่าพ่อจะขอชม ฯ
๏ ศรีสุวรรณกลั้นยิ้มเยื้อนสนอง วันนี้น้องได้แต่ผ้าออกมาห่ม
ส่วนพี่พราหมณ์ตามติดได้ชิดชม ต่อจะสมปรารถนาจึงช้านาน
สำรวลพลางทางหยิบกระดาษหนัง พี่จะฟังหรือกลอนอักษรสาร
คำคารมสมทรงของนงคราญ แล้วทรงอ่านให้สามเจ้าพราหมณ์ฟัง ฯ
๏ ศุภสารฉานสนองใบตองอ่อน ซึ่งวิงวอนว่าไม่ขาดสวาทหวัง
ก็ขอบใจไมตรีดีกว่าชัง ไม่ปิดบังบอกวงศ์พงศ์ประยูร
อันบุรีรัตนามหาศวรรย์ สารพันโภไคยทั้งไอศูรย์
แสนสมบัติสตรีบริบูรณ์ ย่อมเพิ่มพูนผาสุกทุกเวลา
ไฉนต้องท่องเที่ยวแสวงคู่ น่าอดสูเสียเดชพระเชษฐา
ซึ่งเสี่ยงทายหมายมาดสวาทมา มิเมตตาชีวันจะบรรลัย
ทั้งรำพันสรรเสริญเห็นเกินนัก ถึงจะรักก็ไม่รักจนตักษัย
ที่ข้อนั้นครั้นจะเชื่อก็เหลือใจ เขาว่าไว้หวานนักก็มักรา
ถ้ารักนักมักหน่ายคล้ายอิเหนา ต้องจากเยาวยุพินจินตะหรา
แม้นพระองค์ทรงเดชเจตนา จงตรึกตราตรองความตามบุราณ
เสด็จกลับกรุงไกรไอศวรรย์ จึงจัดสรรทูตถือหนังสือสาร
มาทูลองค์ทรงศักดิ์จักรพาล โปรดประทานก็จะได้ดังใจจง
ซึ่งจะลอบชอบชิดพิสมัย เห็นจะไม่เหมือนจิตคิดประสงค์
ทูลแถลงแจ้งความแต่ตามตรง พระโฉมยงอย่าได้อางขนางเอย ฯ
๏ เจ้าพราหมณ์ฟังนั่งชมว่าคมสัน ดูเชิงชั้นชูเชิดไม่เปิดเผย
พ่อคิดปลอบตอบความนางทรามเชย ให้หลงเลยลอยฟ้าลงมามือ ฯ
๏ พระยิ้มพลางทางถามทั้งสามพี่ รักเต่าร้างอย่างนี้ห่อหนังสือ
ฉันแคลงจิตปริศนาช่วยหารือ จะรักหรือว่าจะร้างเป็นอย่างไร ฯ
๏ เจ้าโมราว่าพ่อให้ดอกรัก นางนงลักษณ์ตอบความตามสงสัย
ว่าสมรักแล้วจะร้างให้ห่างไป พ่อแก้ไขคิดปลอบให้ชอบที ฯ
๏ หน่อกษัตริย์ตรัสว่าปัญญาว่อง เห็นถูกต้องปริศนาปัญญาพี่
จะตอบความทรามวัยอย่างไรดี แกล้งเซ้าซี้ซักถามทั้งสามชาย ฯ
๏ ฝ่ายนารีศรีสุดามาถึงวัง ยังกำลังดาลเดือดไม่เหือดหาย
เข้าในห้องตรองตรึกให้นึกอาย โอ้อกกูผู้ชายไม่ชอบใจ
เสียแรงแต่งแป้งขมิ้นสิ้นสักพ้อม น้ำมันหอมน้ำมันดิบสักสิบไห
ไหนจะสู้ทนเจ็บให้เก็บไร ค่าตะไกรของเขาถึงสลึงเฟื้อง
ผู้ชายไม่ชอบตาไม่น่าแต่ง เอาเครื่องแป้งทิ้งขว้างเสียงปร่างเปรื่อง
ทุบตลับเล็กน้อยต่อยขวดเฟือง ให้แค้นเคืองสามพราหมณ์กับสามนาง
มิคลึงเคล้าเล้าโลมอยู่แล้วหรือ สนุกมือแล้วไม่มีที่กีดขวาง
คิดจะใคร่ไปฟ้องก็ต้องค้าง จะอำพรางปิดงำไว้ทำไม
หุนโมโหโกรธาทำหน้าเง้า เข้าไปเฝ้าพระธิดาอัชฌาสัย
นางกษัตริย์ตรัสถามเป็นความใน เป็นกระไรเร็วมากว่าทุกวัน
พี่ประภาจงกลอุบลเล่า เชือนไปไหนไม่เข้ามาหาฉัน
ศรีสุดาว่าสามนางงามนั้น ยังผูกพันอยู่กับพราหมณ์ทั้งสามนาย
แต่คอยท่ากว่าสามหม้อข้าวสุก ไปเที่ยวซุกซ่อนเร้นไม่เห็นหาย
ครั้นตามเตือนกลับว่าให้น่าอาย ช่างทำขายบาทาฝ่าธุลี ฯ
๏ นางโฉมยงทรงฟังให้คั่งแค้น จึงว่าแสนสารพัดจะบัดสี
ถ้าว่าเป็นอย่างนั้นแล้ววันนี้ ให้ฟ้าผี่เถิดสินะไม่ละกัน
แล้วซักไซ้ศรีสุดาว่าให้แน่ หรือเป็นแต่พูดเล่นพอเห็นขัน
ถ้าจริงจังดังว่าสารพัน อย่ากลับคืนยืนยันให้มั่นคง ฯ
๏ ศรีสุดาว่าฉันไม่กลอกกลับ ประภากับโมราต้นกาหลง
อุบลกับสานนต้นประยงค์ วิเชียรจงกลซุ่มพุ่มแกแล
เจ้าผู้ชายเคียงข้างนางผู้หญิง ทำอ้อยอิ่งอ่อนคอประจ๋อประแจ๋
จนโอ้โลมแล้วเป็นไรจะไม่แท้ ถ้าพูดแก้แล้วจะใส่เสียให้เยิน ฯ
๏ พระบุตรีเห็นจริงทุกสิ่งสิ้น ยิ่งขุ่นคิ่นคิดอายระคายเขิน
จะหาญหักนักเล่าเขาคนเดิน นางนิ่งเมินพักตราไม่พาที ฯ
๏ ฝ่ายสามนางกัลยามาถึงวัง ตรงขึ้นยังปรางค์มาศปราสาทศรี
เข้าเฝ้าองค์นงนุชพระบุตรี เห็นเทวีค้อนเคืองชำเลืองแล
ก็รู้แน่ว่าเขาฟ้องจะต้องถาม แกล้งยกความศรีสุวรรณประกันแก้
พ่อพราหมณ์น้อยน่าชังทำรังแก จะมาแต่ไหนไหนมิให้มา
เฝ้าซักไซ้ไต่ถามไม่รู้จบ ประเดี๋ยวรบให้ช่วยทูลวุ่นนักหนา
แล้วเที่ยวเด็ดดอกระกำกับจำปา ถวายมาตามจนคนเข็ญใจ ฯ
๏ พระบุตรีฟังความเจ้าพราหมณ์น้อย ให้ละห้อยหวนคิดพิสมัย
ที่กริ้วโกรธกลับลืมด้วยปลื้มใจ ยิ้มละไมในหน้าแล้วพาที
ฉันกินน้ำสำลักถึงสามหน เพราะมีคนนินทาน่าบัดสี
ไม่รู้แล้วเลยเฝ้าแต่เซ้าซี้ เธอสั่งพี่เข้ามาว่ากระไร ฯ
๏ ทั้งสามนางต่างตอบให้ชอบชื่น เธอว่าคืนนี้นอนไม่หลับใหล
คิดคะนึงถึงสร้อยสุมาลัย ทำไฉนจะได้เฝ้าเยาวมาลย์
แล้วก็ว่าถ้าแม้นมิโปรดช่วย จะมอดม้วยมรณาน่าสงสาร
แม้นมาได้ก็จะมาพยาบาล ช่วยอยู่งานนวดฟั้นให้บรรทม
ทั้งรำพันสรรเสริญว่ารูปโฉม งามประโลมควรถนอมเป็นจอมสนม
ทั้งสามนางต่างคิดประดิษฐ์ประดม ด้วยเล่ห์ลมลวงล่อให้พอคลาย ฯ
๏ ศรีสุดานั่งอยู่นั่นกลั้นไม่ได้ เขาร่ำไรเรื่องพราหมณ์จนความหมาย
นางโฉมยงหลงเชื่อเบื่อจะตาย ให้วุ่นวายว่านี่แน่อย่าแปรปรวน
เจ้าพราหมณ์น้อยอ่อนห้ามหรือพราหมณ์ใหญ่ เข้าเคียงไหล่โลมนางอยู่กลางสวน
ทำเกลียวกลมสมยอมซ้อมสำนวน มาก่อกวนเกาแก้ที่แผลคัน
สมคะเนเล่ห์กลแม่คนโปรด ถึงกริ้วโกรธกลับหยุดสุดขยัน
สามพี่เลี้ยงเถียงทุ่มช่วยรุมกัน เออกระนั้นฉันแลช่างแก้ตัว
จะมีชู้ผู้ชายเขาไม่เกี้ยว จึงโกรธเกรี้ยวโกรธาเป็นบ้าผัว
แม่คนดีศรีผ่องไม่หมองมัว ข้าคนชั่วช่างข้าอย่าว่าเลย ฯ
๏ ศรีสุดาเดือดใจดั่งไฟสุม ชะช่างรุมกันแก้อุแม่เอ๋ย
ข้ารูปชั่วจึงผู้ชายไม่หมายเชย อย่าเปรียบเปรยเลยเจ้าข้าเข้าใจ
เจ้ารูปงามสามนางสำอางโฉม จะโอ้โลมเล่นประชันกันก็ได้
ล้วนร่วมรักร่วมรู้คู่ฤทัย ไม่ถึงใจก็เห็นเจียนจะเปลี่ยนตัว ฯ
๏ พระบุตรีกริ้วกราดตวาดว่า นี่ใครหามาให้พี่ตีหมากผัว
เฝ้าหวงหึงอึงไปช่างไม่กลัว ไม่มีชั่วตัวดีทั้งสี่คน
อย่าทะเลาะกันที่นี่ให้มี่ฉาว ไปว่ากล่าวถากถางกันกลางถนน
เหมือนไก่เห็นตีนงูเขารู้กล มาพลอยปนแปดข้าน่ารำคาญ ฯ
๏ ทั้งสามนางต่างคนเห็นกริ้วโกรธ ทูลขอโทษโทษาไม่ว่าขาน
ศรีสุดายังไม่เหือดที่เดือดดาล ต้องรุกรานร้องไห้ฟายน้ำตา
จะพูดจริงเป็นเท็จเข็ดแล้วแม่ เถิดตั้งแต่นี้ไปฉันไม่ว่า
ถึงใครใครจะทำให้ตำตา ไม่พูดจาให้ทราบหลาบจนตาย
แล้วแหวกม่านคลานออกมานอกฉาก ยังคันปากยิบอยู่ไม่รู้หาย
เข้าในห้องหมองใจไม่สบาย เอามือก่ายพักตร์นอนสะท้อนทุกข์
คิดถึงพราหมณ์สามนายที่หมายมาด มาแคล้วคลาดคลั่งใจไม่เป็นสุข
ให้หนาวหนาวร้อนร้อนนอนแล้วลุก ประเดี๋ยวจุกประเดี๋ยวจับไม่หลับเลย ฯ
๏ ฝ่ายพระนุชบุตรีศรีสวัสดิ์ โทมนัสนึกนิ่งพิงเขนย
สงสารพราหมณ์ความค้างจะห่างเชย โอ้อกเอ๋ยอาภัพอัประมาณ
ให้คิดแค้นเคืองสี่นางพี่เลี้ยง มาทุ่มเถียงทำฉาวให้ร้าวฉาน
จะได้ใครไปแทนแสนรำคาญ เยาวมาลย์ไม่สบายมาหลายวัน ฯ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ