ตอนที่ ๗๕ พระมังคลาล่าทัพไปถึงเกาะกาหวี

๏ ฝ่ายบาทหลวงง่วงเหงากอดเข่าคิดอยู่พร้อมพรั่งทั้งลูกศิษย์นางกฤษณา
มีผู้รู้อยู่ที่วังเมืองลังกาจะต้องล่าเลิกทัพถอยกลับไป
นางพระยาว่าคนกำพลเพชรเมืองร้อยเอ็ดเห็นหาเข้ากับเราไม่
ทั้งองค์ท้าวเจ้าเมืองต่างเคืองใจแม้นกลับไปไพรีจะบีฑา
ด้วยพระขรรค์นั้นก็หายรู้พรายแพร่งมันจะแข็งเมืองคิดริษยา
จะลามล่วงจ้วงจาบทำหยาบช้าจะเงยหน้าดูมนุษย์ก็สุดอาย ฯ
๏ บาทหลวงว่าถ้าไม่ไปให้ไกลเล่าพวกพลเราเหล่านี้จะหนีหาย
ขัดเสบียงเลี้ยงพหลพลนิกายจะไปฝ่ายหรดีวิถีทาง
มีข้าวปลานาเกลือทั้งเหนือใต้จะอาศัยได้ถนัดไม่ขัดขวาง
ต่างยินยอมพร้อมพรั่งกันทั้งนางเวลากลางคืนจะล่าโยธาไป ฯ
๏ ฝ่ายศรีสุวรรณครั้นรู้ว่าศึกล่าทัพปรึกษากับนัดดาเสนาใหญ่
ทัพสมทบรบพุ่งกับกรุงไกรก็เพราะไอ้มังคลากับอาจารย์
เหมือนต้นไม้ไม่กำจัดตัดต้นรากจะเป็นมากมายยิ่งแตกกิ่งก้าน
ออกสกัดจัดทัพจับตัวการเหมือนตัดถ่านเถ้าเรื้อสิ้นเชื้อไฟ ฯ
๏ ฝ่ายพงศ์เผ่าเฝ้าฟังรับสั่งสิ้นสมถวิลยินดีจะมีไหน
ต่างเร่งรัดจัดพลสกลไกรทั้งนายไพร่พร้อมเสร็จทั้งเจ็ดทัพ
มีปืนผาอาวุธเครื่องยุทธ์ครบถ้วนเรือรบใหญ่น้อยลอยสลัย
ทั้งซ้ายขวาหน้าหลังออกคั่งคับพอพวกทัพมังคลาเลิกล่าพล
พวกเรือตามหลามไล่เล่นใบสล้างสกัดทางขวางทัพอยู่สับสน
ต่างรบรับคับคั่งในวังวนพวกไพร่พลพุ่งฟาดด้วยสาตรา
พอเรือห่างวางปืนเสียงครืนครั่นถูกคนธรรพ์ทั้งฝรั่งสิ้นสังขาร์
เสียงตูมตึงกึงกังไม่รั้งราพวกมังคลาล่าหลบหลีกรบรับ
บ้างเรือแตกแยกย้ายลงว่ายน้ำบ้างแทงซ้ำขว้างเขวี้ยงด้วยเสียงลับ
พวกพี่น้องร้องตะโกนเชือกโยนรับดูกลอกกลับกลางคืนทั้งคลื่นโคลง
วายุพัฒน์รัดเร่งเรือเร็วไล่เที่ยวฟันไฟไหม้กำปั่นควันโขมง
ลามไปไหม้ใบเพลาเสากระโดงเปลวพลุ่งโพลงพลามไหม้เรือใกล้เคียง
จนสว่างบ้างก็หลบบ้างรบไล่ดูขวักไขว่ใบขาวแล่นก้าวเฉียง
บ้างหลบปืนยืนยอบบ้างหมอบเมียงเรือไล่เลี่ยงเลี้ยวลัดสกัดกัน
แต่เรือล่มจมตายเสียหลายร้อยพวกหนีน้อยลอยเร่ระเหหัน
รบรุ่งค่ำร่ำมาถึงห้าวันสลาตันตั้งแดงดั่งแสงเพลิง
พายุพัดพลัดพรายกระจายออกตามละลอกมาลิบลิบรีบล่องเหลิง
จนดึกดื่นคลื่นซัดกระจัดกระเจิงแล่นเตลิดเปิดเปิงเซอะเซิงไป
ถึงสามเดือนเคลื่อนคลายฝ่ายฝรั่งแล่นเข้าลังกาตรงไม่หลงใหล
ได้พวกพลคนธรรพ์เหลือบรรลัยที่ช่วยได้ไม่ตายเหลือหลายพัน
กราบทูลพระอนุชานราราชโปรดประภาษชมทหารท่านหลานขวัญ
เงินเหรียญให้ไพร่พลคนละพันตัวนายนั้นคนละหมื่นต่างชื่นบาน
ทั้งเสื้อผ้าสารพัดมาจัดแจกตามแผนกไพร่นายฝ่ายทหาร
ให้ทำป้อมซ่อมแปลงแต่งปราการที่รอยขวานคนธรรพ์ฟันเป็นรอย ฯ
๏ ฝ่ายบาทหลวงมังคลาพระยาแม่เสียทีแพ้ศึกเศร้าง่วงเหงาหงอย
ไม่หลอเหลือเรือใช้เรื่องใหญ่น้อยเที่ยวแล่นลอยลำเดียวเปล่าเปลี่ยวใจ
คนในเรือเหลือน้อยสักร้อยเศษไม่รู้เหตุเขตแขวงตำแหน่งไหน
จะนั่งนอนถอนสะอื้นฝืนฤทัยเป็นไข้ใจไม่มีสุขทุกข์รันทด
มาทำศึกนึกว่าสมอารมณ์หมายก็ซ้ำร้ายกลายกลับอัปยศ
เสียประยูรสูญบุรินทร์สิ้นพระยศยิ่งง่วงเหงาเศร้ากำสรดสลดทรวง
โอ้ครั้งนี้วิบัติมาขัดขวางมาอ้างว้างกลางท้องทะเลหลวง
โอ้อกใครในแผ่นดินสิ้นทั้งปวงไม่เหมือนทรวงเราที่รับแต่อับปาง
จนชั้นแต่แม่พ่อก็วิบัติแม่ก็ขัดเคืองข้องพ่อหมองหมาง
เฝ้าทำทุกข์ขุกเข็ญไม่เป็นกลางต้องเริศร้างพ่อแม่มาแต่ตัว
ได้แม่เลี้ยงเอี้ยงดูเป็นผู้เฒ่าแม่เลี้ยงเล่าเฝ้าแต่ใช้ให้เป็นผัว
ว่าแก่เฒ่าเล่ามาท้องให้หมองมัวไม่มีดีมีแต่ชั่วเข้าพัวพัน
จึ่งปรึกษาฝรั่งสังฆราชเหลือประหลาดหลากในน้ำใจฉัน
จนแก่ออกนอกบาญชียังมีครรภ์จะซุ่มซ่อนผ่อนผันประการใด
ครูหัวเราะเพราะว่าเองมันเร่งนักไม่รั้งรักรอราอัชฌาสัย
กำลังหนุ่มสุ่มตรังลำพังใจจนมีท้องต้องไส้ไม่ไว้มือ
จนครรภ์แก่แลเห็นมันเป็นโป่งเหมือนควันโขมงแล้วจะปิดมันมิดหรือ
ไม่ช้ำชอกดอกที่คำเขาร่ำลืออย่าไปถือดีชั่วช่างหัวมัน
อันติฉินนินทาพระอาทิตย์ซึ่งศักดิ์สิทธิ์ส่องสิ้นดินสวรรค์
ยังไม่พ้นคนนินทาสารพันเปรียบเหมือนควันมันก็หายละลายไป
เหมือนต่อตีมิชนะถึงจะแพ้อย่าย่นย่อท้อแท้คิดแก้ไข
ค่อยว่ากล่าวน้าวโน้มประโลมใจตามวิสัยสั่งสอนแต่ก่อนมา ฯ
๏ ฝ่ายยายแก่แม่เฒ่าโศกเศร้าหมองอยู่ในห้องท้ายกำปั่นที่กั้นฝา
ครั้นกำหนดทศมาสไม่คลาดคลาในอุราร้อนรุ่มดั่งสุมไฟ
อุทรเคลื่อนเลื่อนลดระทดท้อไม่มีหมอตำแยจะแก้ไข
ให้เร้ารวดปวดป่วนรำจวนใจเรียกสาวใช้ช่วยด้วยจะม้วยมรณ์
ล้วนชาววังยังไม่เคยมีลูกเต้าต่างเคียงเข้านวดฟั้นบนบรรจถรณ์
กำลังคลื่นครื้นเครงโคลงเคลงคลอนพะงับพะง่อนอ่อนองค์ไม่ทรงกาย
กุมารดิ้นผินสะดุ้งพยุงท้องปากก็ร้องกรีดกรีดหวีดหวีดหวาย
ให้ตึงเศียรเวียนหน้าแก้วตาพรายร้องไม่วายเสียงนางครางฮือฮือ
พระมังคลาว่ากับครูอดสูสุดร้องไม่หยุดเจ็บไข้น้อยไปหรือ
จะทำให้ไพร่เมืองมันเลื่องลือเสียงอึงอื้อคือจะพาขายหน้าเรา
คุณโปรดด้วยช่วยห้ามปรามเสียมั่งอย่าให้ดังวุ่นวายจะอายเขา
ช่วยแก้ไขให้นางค่อยบางเบาจะปัดเป่าป้องกันทำฉันใด ฯ
๏ บาทหลวงฟังนั่งหัวร่อพ่ออีหนูกูไม่รู้ดูแลเหลือแก้ไข
จะวิบัติขัดขวางเป็นอย่างไรไม่เข้าใจไม่ได้เคยเลยสักที
เองก็ไม่ไปช่วยเขาด้วยมั่งเข้าไปนั่งอยู่กับยายท้ายบาหลี
ถึงคราวออกบอกเพื่อนบ้านการเช่นนี้กูหน่ายหนีขี้เกียจทั้งเกลียดชัง
แต่พวกพ้องของเองเห็นเปนสนุกกูนี้เห็นเป็นว่ายุคทุกขัง
พระมังคลาหน้าเก้อกะเบ้อกะบังตะลึงนั่งฟังนางร้องครางครวญ
เมื่อคลอดลูกถูกคลื่นเสียงครื้นครึกสะท้านสะทึกสินธุพยุหวน
พอแสงทองส่องฟ้าเวลาจวนให้ปวดป่วนเหมือนชีวิตจะปลิดปลง
เผอิญให้ไปออกที่นอกฝาที่ดาดฟ้ากว้างขวางอย่างประสงค์
ถึงยามปลอดคลอดตามกันสามองค์ออกก่อนตรงวิ่งไปอยู่บูรพา
ออกที่สองน้องชายไปฝ่ายใต้ที่สามไปปัศจิมทิศา
ล้วนชายเฉิดเลิดลักษณ์ผ่องพักตราเหมือนมังคลารูปงามทั้งสามองค์
พวกพ้องนางต่างประคองพระหน่อนาถวางบนถาดทองคำหลั่งน้ำสรง
มีเบาะทองรองรับสำหรับทรงทั้งนางนาฏมาตุรงค์สรงน้ำร้อน
นางค่อมเค้าเถ้าแก่มาแซ่ซ้องเคียงประคองขึ้นสุวรรณบรรจถรณ์
ถาดถ่านไฟให้ท่านยายผิงกายกรกินยาร้อนผ่อนสบายคลายอินทรีย์
ครั้นโศกสร่างนางพระยาเห็นหน้าบุตรบริสุทธิ์ผุดผ่องละอองศรี
ผิวเนื้อน้ำกัมพลเหมือนชนนีทรงอินทรีย์ผิวผิดกับบิดา
กันแสงพลางนางร่ำว่ากรรมแล้วเกิดลูกแล้วแคล้วคลาดวาสนา
พ่อเจ้าอายฝ่ายแม่แก่ชราจะรักษาสามบุตรเห็นสุดจน ฯ
๏ ชนนีมีเต้าแต่สองเต้าน้ำนมเล่าก็ไม่คัดติดขัดสน
พ่ออ้าปากอยากกินเฝ้าดิ้นรนเจ้าสามคนเช่นนี้มีแต่ตัว
เมื่อสาวแส้แม่จะใคร่ให้กำเนิดพ่อไม่เกิดสืบตระกูลพ่อทูนหัว
เมื่อแก่เฒ่าเข้าท้องให้หมองมัวจะครองตัวอยู่ก็อายจะวายปราณ ฯ
๏ เจ้าอยู่ไปใครจะเลี้ยงเจ้าเพียงแม่จะร้องแซ่แลหาน่าสงสาร
ไม่มีเหล่าเผ่าพงศ์ไร้วงศ์วานจะทรมานนานช้าอยู่ว่าไร
เจ้ามอดม้วยด้วยกับแม่อย่าแหห่างตายเสียกลางพระมหาชลาไหล
พลางสวมสอดกอดลูกผูกอาลัยสะอื้นไห้ฮักฮักซบพักตรา ฯ
๏ แล้วกลับฟื้นขึ้นนั่งหยุดยั้งคิดเพ่งพินิจลูกน้อยละห้อยหา
ลูกดูแม่แม่ก็แลดูลูกยาโอ้นึกน่าใจหายเสียดายนัก
ไม่ทันถึงครึ่งเดือนเหมือนจะรู้เห็นหน้าแม่แลดูเหมือนรู้จัก
เขม้นหมายพรายพริ้มยิ้มพะยักทำมือขวักไขว่หาคว้าตะกาย
อนิจจาอ้าปากอยากนมแม่นางแลแลแล้วร้องไห้จิตใจหาย
โอ้ไหนไหนไม่รอดคงวอดวายพากันตายเสียรู้แล้วเถิดแก้วตา ฯ
๏ สงสารลูกผูกเรียงส่งเสียงร้องนางเผยช่องแกลชายดูซ้ายขวา
จะอุ้มลูกโจนลงในคงคาแลเขม้นเห็นหน้านึกอาลัย
แต่โศกาอาดูรพูนเทวษชลเนตรแดงเดือดดังเลือดไหล
ประคองบุตรสุดสวาทเพียงขาดใจสลบไปแล้วก็คืนกลับฟื้นกาย
จนดึกดื่นคลื่นเรียบเงียบสงัดน้ำค้างหยัดย้อยเย็นเดือนเด่นหงาย
ค่อยสอดกรช้อนฟูกอุ้มลูกชายไม่ห่างกายกอดแอบแนบอุรา ฯ
๏ แล้วเดินออกนอกห้องค่อยย่องย่างพวกท้าวนางตามออกมานอกฝา
แล้วทูลถามตามระแคงแคลงวิญญาณ์แม่อุ้มโอรสามาว่าไร
นางเหลียวหลังยั้งยืนสะอื้นอั้นสุดจะกลั้นกันแสงแถลงไข
เราถึงที่ชีวันจะบรรลัยเหมือนอกใจนี้จะแตกแหลกทำลาย
ไม่มีนมสมเพชสังเวชบุตรร้องจนสุดสิ้นสำเนียงจนเสียงหาย
ได้ทำชั่วตัวข้าขอลาตายเจ้าขรัวนายอยู่จงดีอย่ามีภัย ฯ
๏ ขอฝากเหล่าสาวสรรค์ทั้งนั้นด้วยเอ็นดูด้วยช่วยปกครองให้ผ่องใส
แล้วอัดอั้นกลั้นสะอื้นฝืนพระทัยท้าวนางใจหายวาบกราบบาทา
แม่เจ้าคุณอุ่นเกล้าทุกเช้าค่ำเปรียบเหมือนน้ำในสมุทรสุดจะหา
ซึ่งยากจนผลกรรมได้ทำมาแม่อุตส่าห์ฝ่าฝืนขืนพระทัย
อันชั่วดีที่มนุษย์ไม่ยุติจงดำริตริความตามวิสัย
จะตัดชาติขาดชีวิตนั้นผิดไปพ่อหน่อไทน้อยน้อยจะพลอยตาย
นางว่าเราเฒ่าแก่แต่จะม้วยสุดจะช่วยปลูกฝังท่านทั้งหลาย
เป็นมนุษย์สุดจะรับที่อับอายแม้นตัวตายแล้วก็พ้นทรมาน ฯ
๏ แต่วอนว่าอาลัยจนใกล้สว่างเห็นท้าวนางก้มหน้าร่ำว่าขาน
ค่อยดำรงองค์นางย่างทะยานกอดกุมารโจรลงในคงคา
ท้าวนางเห็นเผ่นโผนตะโกนก้องตีอกร้องเรียกช่วยด้วยเจ้าขา
พระแม่โจนน้ำตายวายชีวาร้องโวยวายฟายน้ำตาต่างอาลัย ฯ
๏ พอสว่างต่างตื่นยืนสะพรั่งทั้งพระมังคลาถามตามสงสัย
ทราบว่านางโจนลงคงคาลัยตกพระทัยไห้สะอื้นกลืนน้ำตา
ต่างแลรอบขอบเรือเผื่อจะผุดหมายว่าสุดสิ้นชีวังดับสังขาร์
พอหน่อนาถราชบุตรผุดขึ้นมาหัวเราะร่าเรียงตามกันสามคน
กระทุ่มน้ำดำเล่นไม่เห็นแม่ตะลึงแลหลากจิตพิศวง
หรือตัวตายพรายน้ำขึ้นดำรงสิงรูปทรงสรวลสันต์จำนรรจา
เกิดไม่ถึงกึ่งเดือนเหมือนผู้ใหญ่ต่างสงสัยให้สยองพองเกศา
ว่ายตรงมาหน้าที่นั่งพระมังคลาภิปรายปราศรัยถามสามกุมาร
นี่แม่เจ้าเขาไปข้างไหนเล่าจึงตัวเจ้าขึ้นมาว่ายสายสนาน
ฝ่ายหน่อน้อยลอยน้ำแสนสำราญถามว่าท่านหรือชื่อพระมังคลา
เป็นบิตุรงค์ทรงลำเรือกำปั่นมารับขวัญฉันจะได้ขึ้นไปหา
พระมารดรจรจากไปฟากฟ้าหรือบิดาว่าไม่รับจะกลับไป ฯ
๏ พระฟังบุตรสุดสวาทประหลาดจิตกระจิหริดรู้ถามตามสงสัย
เพ่งพิศพักตร์ลักขณานึกอาลัยจึงลงไปในล่องบดพจนา
เจ้าจงมาหาพ่ออย่าท้อถอยพ่อจะคอยรับขวัญให้หรรษา
ได้ฟังความสามองค์ว่ายตรงมาพระมังคลาค่อยค่อยช้อนกรประคอง
อุ้มสามองค์ตรงขึ้นลำเรือกำปั่นแล้วรับขวัญขวัญเจ้าอย่าเศร้าหมอง
พวกแก่สาวชาวแม่มาแซ่ซ้องพาเข้าห้องท้ายที่นั่งบัลลังก์รัตน์
จึ่งแต่งองค์ทรงเครื่องเรืองอร่ามให้ทั้งสามตามองค์พงศ์กษัตริย์
พลางกอดจูบลูบชมโสมนัสแล้วเอื้อนอรรถตรัสถามทั้งสามองค์
แม่ของเจ้าเขาจะมาหรือหาไม่จงเล่าให้แจ้งความตามประสงค์
กุมาราว่าพระบาทมาตุรงค์ไปกับองค์อัยกีอยู่วิมาน
ท่านสั่งว่าข้านี้ชื่อเทวสินธุ์เทพจินดาน้องรองหม่อมฉาน
พระอนุชาราเมศมีเหตุการณ์ให้เรียกท่านมารดานาควรรณ
พระทราบความนามนาคนางฝากบุตรมิเป็นภุชงค์ก็ได้ไปสวรรค์
จึงถอดธำมรงค์ร้อยสายสร้อยพันผูกทำขวัญให้ทั้งสามตามโบราณ ฯ
๏ อันพระหน่อวรนาถธาตุกระสินธุ์มิได้กินโภชนากระยาหาร
ในเรื่องราวกล่าวความตามนิทานสามกุมารกินแต่น้ำเป็นกำลัง ฯ
๏ ฝ่ายองค์พระมังคลาอุตส่าห์สอนพ่อลูกอ่อนเลี้ยงลูกจะปลูกฝัง
ประคองคลอหน่อน้อยคอยระวังจะนอนนั่งแนบข้างไม่ห่างกาย
อยู่กำปั่นนั้นก็ลอยคลาดคล้อยเคลื่อนไปสามเดือนเฟื่อนถิ่นกระสินธุ์สาย
สิ้นเสบียงเลี้ยงคนกระวนกระวายทั้งไพร่นายนิ่งนอนทอดถอนใจ
พระเทวสินธุ์ยินเขาว่าอดอาหารคิดสงสารชายหญิงนิ่งไม่ได้
ตักน้ำเค็มเต็มถังมาตั้งไว้บอกนายไพร่ให้ไปกินสิ้นด้วยกัน
เดิมไม่เชื่อเมื่อแสบท้องลองกินน้ำค่อยมีกำลังแรงเข้มแข็งขัน
ใครปรารถนาอาหารเปรี้ยวหวานมันกินน้ำนั้นนึกได้ดั่งใจจง
เห็นดีจริงหญิงชายทั้งนายไพร่ต่างกราบไหว้ชื่นชมสมประสงค์
ต่างอวยชัยให้กุมารสำราญองค์ได้สืบวงศ์พงศ์กษัตริย์สวัสดี ฯ
๏ พอจวนเย็นเห็นเขตประเทศฐานแต่โบราณเรียกว่าเกาะกาหวี
อันผู้คนพลไพร่นั้นไม่มีเหตุด้วยผีห่ากินสิ้นทั้งเมือง
แต่ตึกกว้านบ้านเรือนดูเกลื่อนกลาดปรางค์ปราสาทสูงเงื้อมดูเลื่อมเหลือง
รัศมีสีทองสุกรองเรืองใครเข้าเมืองนั้นตายสูญหายไป
แต่ลำที่นั่งพระมังคลาข้าวปลาสิ้นเห็นบ้านถิ่นยินดีจะมีไหน
จะเข้าฝั่งหยั่งน้ำร่ำเข้าไปพอจอดได้ใกล้สุธารุ่งราตรี
ด้วยเดชะพระหน่อไม่ต่อฤทธิ์กายสิทธิ์สิงหนาทปีศาจหนี
คนที่ไปในเภตราขึ้นธานีจึ่งไม่มีเภทภัยสิ่งใดพาล ฯ
๏ พระมังคลาพาพลขึ้นบนฝั่งพวกหญิงทั้งชายสิ้นชมถิ่นฐาน
พร้อมไพร่นายฝ่ายอำมาตย์ราชการแบกกุมารทั้งสามตามบิดา
แลพิลึกตึกกว้านทั้งบ้านถิ่นทำด้วยหินสิ้นทั้งเมืองเป็นเฝืองฝา
สะพรั่งต้นผลไม้ที่ไร่นาต้นข้าวกล้าสาลียังมีพรรณ
ด้วยออกรวงร่วงหล่นครั้นฝนแล้งก็เหี่ยวแห้งไปจนฝนวสันต์
กลับแตกกอต่อใบต้นไม้นั้นก็เหมือนกันพรรณพืชจึงยืดยาว
ทุกบ้านช่องทองเงินเพชรนิลนากยังมีมากเสียแต่เครื่องทองเหลืองขาว
เหมือนดินดิบหยิบเข้าเป็นเถ้าพราวด้วยเรื่องราวคราวปฐมบุรมบุราณ
กำแพงหินศิลาดูหนาแน่นติดเป็นแผ่นเดียวสิ้นทุกถิ่นฐาน
นิเวศน์วังดั่งสวรรค์ชั้นวิมานล้วนตึกกระดานลานเลี่ยนเตียนสบาย
เดิมเป็นหินศิลานานมาแล้วดูเป็นแก้วแววเวียนวิเชียรฉาย
ปราสาททองช่องชั้นพรรณรายจำหลักลายพรายพร่างกระจ่างตา
ทั้งคลังเงินคลังทองมูลนองมากเพชรนิลนากเนาวรัตน์เครื่องวัตถา
ทั้งแก้วแหวนแสนสมบัติกษัตราพระมังคลาแลเพลินเที่ยวเดินชม
มีรูปทองห้องกลางในปรางค์รัตน์รูปกษัตริย์สืบสร้างในปางปฐม
พระพักตร์เหมือนเยื้อนยิ้มอิ่มอุดมรูปสุรางค์นางสนมประนมกร
ฝาผนังทั้งแท่นหินแผ่นใหญ่จารึกไว้ลายลักษณ์พระอักษร
ว่าองค์ท้าวเจ้าประเทศเขตนครนรินทรทรงนามพระรามวงศ์
ลงมาจากฟากฟ้าสุธาวาสดนัยนาถหน่อไทครรไลหงส์
แผ่นสุธากาหวีนี้พระองค์ก็ได้ทรงสร้างศีลขันธ์ในสันดาน
ให้มนุษย์ปุถุชนคนทั้งหลายทั้งหญิงชายสุขสิ้นทุกถิ่นฐาน
ที่ยากเย็นเข็ญใจพระให้ทานให้สำราญราษฎรไม่ร้อนรน
เกิดบ่อเงินบ่อทองของวิเศษทั่วประเทศเขตแขวงทุกแห่งหน
ทั้งข้าวปลานาเกลือก็เหลือล้นมิได้มีที่ว่าจนคนเข็ญใจ
เหล่าลูกค้าพาณิชทิศประเทศทุกขอบเขตภาษามาอาศัย
เราอุปถัมภ์บำรุงชาวกรุงไกรทั้งน้อยใหญ่ได้เป็นสุขทั่วทุกทิศ
ถือขันตีวิจารณาอุตสาหะเสียสละรักษาวาจาจิต
ศีลสัจจะการุญสูญชีวิตขาดนิมิตเสมอทิพสิบประการ
จึงเขียนคำกำจัดพวกสัตว์บาปประสิทธิ์สาปตราบกลาปาวสาน
ใครครองเมืองเปลื้องพันธุ์เป็นอันธพาลให้ตรธานกาลสัตอปะรา
คือทุกข์โศกโรคภัยลมไฟน้ำโปรดประจำกำราบที่บาปหนา
ผู้ใดถือซื่อสัตย์ให้วัฒนาพระมังคลาทราบสิ้นก็ยินดี
จึ่งปรึกษาสังฆราชพระบาทหลวงพระคุณล่วงรู้ความตามวิถี
อันในเมืองเรื่องราวเขากล่าวมีเป็นถิ่นที่จอมกษัตริย์ถือสัตย์ธรรม์
พระคุณเห็นเป็นกระไรไฉนหนอจงแจ้งข้อความจริงทุกสิ่งสรรพ์
ขอทราบเรื่องเมืองนี้ที่สำคัญจะผ่อนผันอยู่ได้หรือภัยมี ฯ
๏ บาทหลวงนับจับยามตามโฉลกชัยโชคล้ำเลิศประเสริฐศรี
ควรจะอยู่ปกป้องครองบูรีอันถิ่นที่กูก็เห็นจะเป็นการ
ทั้งข้าวกล้าสาลีมีภักษ์ผลพอเลี้ยงพลไพร่นายฝ่ายทหาร
แล้วก็มีเหล็กเพชรเจ็ดประการเกิดกับธารท้องทุ่งนอกกรุงไกร
ทั้งอู่อ่าวเราจะได้ไว้กำปั่นสักห้าพันก็มิอาจจะหวาดไหว
ทั้งไม้แก่นแน่นหนาเต็มป่าไม้ต่อเรือไฟไว้สำหรับแก้อับจน
อันลูกเองเล่าก็ดีผีขยาดกลัวอำนาจเรี่ยวแรงทุกแห่งหน
ควรจะอยู่มั่วสุมประชุมพลทำไกกลแล้วจะได้ไปลังกา
ตีเอาเมืองให้จงได้ไล่พิฆาตจับหมู่ญาติแก้แค้นให้แสนสา
คิดอุบายถ่ายถอนผ่อนปัญญาพระมังคลากราบก้มประนมกร
เห็นความจริงสิ่งที่ท่านอาจารย์ว่าคุณเมตตาการุณังช่วยสั่งสอน
สมถวิลยินดีชุลีกรค่อยวายร้อนที่วิตกในอกใจ
แล้วเชิญชวนสังฆราชขึ้นอาสน์รัตน์ปรนนิบัติตามประสาอัชฌาสัย
เข้าพักผ่อนนอนนั่งอยู่วังในตามวิสัยขัดสนเหมือนคนโซ
พวกในลำกำปั่นนั้นก็ขึ้นอาศัยพื้นดินหญ้าอนาโถ
เก็บผลไม้ส้มสูกลูกตะโกประสาโซกินตามความสบาย ฯ
๏ จะกล่าวถึงเทวารักษาเกาะอยู่จำเพาะในวิมานนานใจหาย
พอเห็นคนพลไกรทั้งไพร่นายก็ผันผายเสด็จออกนอกวิมาน
สำแดงกายปรากฏด้วยทศพิธอิทธิฤทธิ์บังแสงพระสุริย์ฉาน
เป็นหมอกมัวทั่วทั้งจักรวาลอนธกาลเสียงดังทั้งนคร
พยุพยับอับพื้นโพยมหนเป็นฝอยฝนตกรอบขอบสิงขร
ฟ้าก็แลบแปลบสว่างกลางนครแผ่นดินดอนเลื่อนลั่นสนั่นดัง ฯ
๏ ฝ่ายองค์ไทยเทวฤทธิ์ประสิทธิ์สุดก็ทรงภุชงค์มือนั้นถือสังข์
แล้วเคลื่อนคล้อยลอยคว้างอยู่กลางวังพระทรงสังข์ของสวรรค์ให้บันลือ ฯ
๏ ฝ่ายองค์พระมังคลานราราชกับสังฆราชออกมารับด้วยนับถือ
แล้วนั่งราบกราบก้มประนมมือด้วยสัตย์ซื่อแล้วก็ถามตามทำนอง
ท่านนี้หรือคือเจ้าเขากาหวีอันถิ่นที่ดีชั่วหรือมัวหมอง
เห็นทรัพย์สินมากมายทิ้งก่ายกองไหนเจ้าของมิได้เห็นเช่นทั้งเมือง ฯ
๏ ฝ่ายองค์ไทเทพเจ้าเขากาหวีจึ่งเล่าชี้แจงความไปตามเรื่อง
เมื่อครั้งท่านก่อนเก่าเป็นเจ้าเมืองไม่รู้เรื่องทศพิธเป็นจิตพาล
ทำแต่บาปหยาบช้าอุลามกสกปรกไปเสียสิ้นทั้งถิ่นฐาน
จึงบังเกิดโรคันอันธการคนประมาณหมื่นแสนในแดนดาว
จึ่งบังเกิดโรคาเป็นห่าโหงทุกเรือนโรงตายกลุ้มทั้งหนุ่มสาว
เมืองร้อยเอ็ดเขตแคว้นทุกแดนดาวคิดเป็นเจ้าจอมจังหวัดปัถพี
มาประชุมไพร่พหลพลทหารคิดอ่านการจะบำรุงซึ่งกรุงศรี
เผอิญเกิดโรคามายายีจึงไม่มีใครมาสร้างต้องร้างเร
เพราะเดิมองค์พงศ์กษัตริย์เธอสัตย์ซื่อแล้วก็ถือศีลขันธ์ไม่หันเห
สละละโทโสไม่โลเลทุกไทเทวะช่วยอำนวยพร
ที่ท่านมาอาศัยอยู่ในนี้อย่าร่วมที่แท่นรัตน์บรรจถรณ์
จงคิดสร้างปรางค์ปราให้ถาวรนอกนครเวียงวังจึ่งบังควร
ใครร่วมอาสน์ที่ประเสริฐจะเกิดเหตุเพราะอิศเรศอมรินทร์พระอินศวร
ท่านรักษาพยายามอย่าลามลวนหาที่ควรสร้างอยู่นอกบูรี
เหมือนคำเราเจ้าเกาะสงเคราะห์ท่านจงคิดการบำรุงซึ่งกรุงศรี
นั่นแหละจึงจะพิพัฒน์สวัสดีแล้วจากที่หายวับไปกับตา
ที่มืดมนอนธการบันดาลหายสว่างฉายเห็นทั่วทุกทิศา
แต่บรรดาคนเข้าไปในพาราทั้งมังคลากับท่านครูรู้เหตุการณ์ ฯ
๏ จึงคิดสร้างเมืองใหม่อยู่ภายนอกทางเข้าออกชายทะเลริมเทวฐาน
ให้ตัดไม้ข่มนามตามบูราณแล้วตั้งศาลบัดพลีพิธีกรรม
จึ่งเชิญไทเทวารักษาเกาะช่วยสงเคราะห์เชิดชูอุปถัมภ์
แล้วเอาหินศิลานั้นมาทำสกัดซ้ำเจาะปักเป็นหลักเมือง
ก่อกำแพงเชิงเทินเนินหอรบทวารครบแปดที่ทาสีเหลือง
ก่อปราสาทราชฐานเป็นบ้านเมืองสำเร็จเรื่องพาราถึงห้าปี ฯ

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ