๗๑

โบรโม โตสารี

วันที่ ๑๘ กรกฎาคม

การที่เราเดือดร้อนที่บัตเตเวียเรื่องไม่รู้อะไรนั้น ถึงกับมีท้องตราสั่งว่าให้เรสิเดนต์แลแอสสิสตันเรสิเดนต์หรือคอนโทรเลอ สืบสวนเรื่องราวการทั้งปวงในน่าที่ของตัว ถ้าเราไถ่ถามอันใดอย่าให้เปนที่ขัดข้องได้ตามรับสั่ง คำสั่งอันนี้เปนที่ขอบใจอย่างยิ่งนัก ไปถึงไหนถามอะไรได้ความทุกแห่ง วันนี้เปนวันการใหญ่ คือที่จะไปที่เขาไฟโบรโมทาง ๙ ปาล กลับก็เหมือนกัน จึงต้องออกแต่ ๒ โมงเช้า ทางไม่สู้จะชันเพราะเปนทางเลียบไปตามไหล่เขา ไม่ได้ข้ามยอดเขา แต่รู้สึกว่าต้องขึ้นสูงไปทุกที ๆ สองข้างทางเปนเขาปานังยาอันที่ว่าสูงกว่าเขาทั้งปวง เดิรเลียบไปดูเหมือนต่ำกว่าเขาอื่นตามปรกติของสิ่งซึ่งดูใกล้ เมื่อพ้นจากปานังยาอันไป เปนหนทางที่ตัดพาดไปบนยอดเขาราบ ๆ แต่เพื่อจะให้เปนทางราบลงเขาจึงได้ตัดทางลึกลงไป เพราะตามบรรดาเขาเหล่านั้นไม่มีศิลาที่แลเห็น ล้วนแต่ปกคลุมไปด้วยดินแลเท่า ถนนทุกสายตอนบนยอดเขานี้ไม่ต้องโรยกรวดเหมือนถนนอื่น ๆ ชั่วแต่ตัดทางฟันร่องแล้วก็เปนแล้วกัน เมื่อแลดูเห็นเปนดินเปล่า ๆ เข้าใจว่าถ้าฝนตกคงเปนโคลน ถึงตามลานบ้านก็เปนที่น่าสงไสยอย่างยิ่งว่าจะเรียบร้อยได้แต่ฤดูแล้ง แต่ความจริงไม่เปนเช่นนั้นเลย ถ้าฝนตกลงมาเมื่อใด ซาบลงไปในดินได้เร็ว เพราะเปนทรายแลขี้เท่าปนมากซึ่งไม่แลเห็นศิลาเลย เพราะมีเครื่องถมอยู่หลังศิลามากนัก ทางที่ฟันลงไปในหว่างเขาต่ำลงไปกว่าหลังเขา ๑๐-๑๑ วา เราแลเห็นได้ชัดว่าพื้นแผ่นดินเปนอย่างไร คือคงจะเปนเท่าดำ ๆ ชั้นหนึ่ง เปนโคลนชั้นหนึ่ง เปนดินชั้นหนึ่ง แล้วก็กลับเปนขี้เท่าต่อไปใหม่ซ้อนกันเปนชั้น ๆ เหมือนขนมชั้น แต่ไม่เสมอกัน บางคราวสิ่งนั้นหนาสิ่งนี้หนา การซึ่งเปนดังนี้ด้วยเหตุว่าในหมู่เขาติงเคลนี้ ตั้งอยู่ในหมู่เขาไฟถึง ๓ ยอด คืออรชุโนมียอด ๕ ยอด ตามชื่อพี่น้อง ๕ คน แต่อรชุนเปนยอดสูงมีไฟ โบรโมสูง ๘๐๐๐ ฟิต เปนปล่องเขาไฟที่ใหญ่ยิ่งในโลกนี้ไม่มีใครเท่า เขาสุเมรุสูง ๑๒๓๐๐ ฟิต เปนเขาที่สูงยิ่งในแว่นแคว้นแดนชวาไม่มีเสมอ เปนเขาไฟใหญ่เหมือนกัน ถึงว่าสุเมรุจะอยู่ห่างกว่าเขาอื่น ๆ ก็ทำอันตรายแก่เขาเหล่านี้ได้เหมือน ๒ เขานั้น ด้วยสามารถแห่งความสูง เมื่อเขาทั้งปวงนี้กำเริบขี้นครั้งใดพ่นศิลาถ่านทรายโคลนมาตกถมยอดเขาเปนชั้น ๆ ตันไม้เหล่านั้นบางทีก็ตายบางทีก็หุ้มไปด้วยโคลน แล้วก็กลับงอกงามขึ้น แต่เปนไม้น้อยอย่างที่ขี้นง่ายในอากาศหนาวดังเช่นกล่าวมาแล้ว ตามทางที่ไปพ้นปานังยาอัน ดินสองข้างดูเหมือนศิลาแต่แขงอยู่เพียงเสมอผิว ถ้าเอาขวานหรือมีดถากผิวแขงออกแล้วก็อ่อนยุ่ย คนเดิรทางนั้นได้เขียนชื่อบ้างเขียนรูปต่าง ๆ บ้างลงไว้ที่ดิน ยิ่งถูกฝนถูกแดดยิ่งแขงขึ้นเหมือนสลักลงในศิลา ตามระยะทางย่านหนึ่งว่าเปนเขตรแดนของรเด่นดันลิง ว่าเปนที่ดุร้าย คนที่จะไปทำการหรือเดิรผ่านตำบลนั้น ห้ามไม่ให้พูดจาอันใดมักมีอันตรายเจ็บไข้หรือสัตว์ร้ายกัด (ในชวาไม่มีเสือใหญ่มีแต่เสือดาวเล็ก ๆ ถึงสัตว์ร้ายอื่น ๆ ก็มีน้อย เพราะที่ว่างคนไม่ใคร่มี) ที่ตำบลนี้เปนที่ค่อนข้างเปลี่ยวเลียบไปข้างยอดเขา บรรดายอดเขาทั้งหลายไม่ใคร่มีต้นไม้เปนแต่หญ้าขึ้นแดง ๆ ชนิดหญ้าคา เพราะฉะนั้นถึงว่าฝนตกมากก็ไม่ชุ่มอยู่ได้ในแผ่นดิน ด้วยไม่มีรากต้นไม้ซึ่งจะขังน้ำไว้ แล้วเปนดินร่วนด้วยน้ำตกลงไปเสียเร็ว ที่แผ่นดินก็แห้ง เพราะฉนั้นการเพาะปลูกอันใดจึงต้องเลือกแต่ไม้ที่ทน ๆ มีเข้าโภชเปนต้น ปลูกทิ้งเสียเปนแต่ไม่คอยเก็บผลเท่านั้น เพราะราษฎรในตำบลเหล่านั้นเปนคนเถื่อน ๆ เกือบจะเหมือนเกรี่ยงไม่ได้ถือศาสนามหมัด ซึ่งวิลันดาเขาเรียกว่าถือศาสนาพระพุทธ แต่ที่แท้จริงประการใดจะได้กล่าวต่อภายหลัง เปนพลเมืองที่บังคับง่าย การโขมยหรือวิวาทกันมีปีหนึ่งอยู่ใน ๒ - ๓ ครั้ง ฆ่ากันตายเปนเกือบจะไม่รู้จักเลย เพราะมีความน้อยเช่นนี้จึงไม่ต้องตั้งตระลาการเหมือนแขวงอื่น ๆ ชั่วแต่คอนโทรเลอมีอำนาจว่ากล่าวเพียงศาลโปลิศก็พอ เดี๋ยวนี้คอเวอนเมนต์กำลังเกณฑ์ให้ปลูกต้นสนบนยอดเขาให้แน่นทึบ ปลูกไปได้บ้างยังมาก เขาชำไว้ปลูกต้นฤดูฝนทุก ๆ ปี ตั้งแต่นี้ไปทางขึ้น ๆ ลง ๆ แต่ไม่ถึงชันโกรก เมื่อไปในระยะปาลที่ ๕ ได้ยินเสียงดังคึ้ก ๆ เหมือนน้ำตก ได้ความว่าเปนเสียงเขาไฟโบรโม ครั้นใกล้เข้าไปอีกค่อย ๆ หายเสียงไป เห็นจะเปนด้วยไม่ถูกทางลม ด้วยทางอ้อมไปทางอีกประมาณสักปาล ๑ ถึงทางแวะข้างซ้ายมือ ต้องขึ้นไปตามทางชันอย่างขึ้นเขาแต่ไม่สู้สูงนัก ต่อถึงบนนั้นมีโรงที่พัก ตรงน่าโรงแลลงไปข้างล่างจึงรู้ว่าเราอยู่บนเขาสูงที่ชันลิ่วเหมือนอย่างอยู่บนปลายผนังตึก ข้างน่านั้นออกไปเปนทเลทรายที่แลดูไม่สู้กว้าง แลภูเขาซึ่งจะสูงกว่าที่เรายืนอยู่ก็เล็กน้อย ๒ ลูกแลดูขอบทเลทรายข้างซ้ายเห็นมีเขาสูงบ้างต่ำบ้างเปนขอบ มีช่องว่างซึ่งเห็นแต่ขอบคันก็มีไปจนเขาใหญ่ในทเลทรายบังขอบมิด แต่ข้างขวาแลไม่เห็นอันใดนอกจากทเลทรายแลขอบเล็กน้อย ด้วยแง่เขาที่เราขึ้นไปยืนอยู่บังเสียเอง ถึงเห็นดังนั้นยังไม่รู้สึกได้เลยว่าจะสูงใหญ่ดังเช่นว่ากัน ต่อแลดูลงไปข้างล่างจึงเห็นคนสูงสักศอก ๑ ม้าสักเท่าลูกวัวเล็ก ๆ เมื่อพิเคราะห์ดูไปก็จำได้ถนัดว่าเปนคนแลม้าพวกเวโทโนที่แห่เรามานั้นเอง เปนอันสมกับความจริงที่ว่าที่ซึ่งเรายืนนั้น สูงกว่าทเลทรายถึง ๙๐๐ ฟิต นัยว่าสูงกว่ายอดปล่องไฟที่โบรโมแท้นั้นเสียอีก ในท้องทเลทรายมีเขาตั้งอยู่ ๒ ยอด ๆ ที่อยู่ใกล้เรียกว่าบาดั๊ก คนที่ไปอยู่อย่างขี้เกียจ ๆ มักจะเข้าใจว่าไปถึงที่นั้นแล้วเปนอันได้เห็นเขาโบรโม เพราะเหตุว่ารูปพรรณสัณฐานก็เปนเขาไฟ ตามข้างเขาก็เปนพู ๆ มีลาวาไหลอาบปกคลุมอยู่เหมือนกัน มีต้นสนขึ้นอยู่บนหลังพูนั้นบ้าง แต่ก็อย่างเหี่ยวกะร่องกะแร่ง เขาโบรโมแท้ใหญ่กว่า เขานี้ที่เรียกว่าบาดั๊ก จึงดูรูปแบนแจ้ไป แต่เปนเขาที่แลเห็นเกลี้ยงแต่ไกลไม่มีต้นไม้เลย ควันที่ขึ้นก็ขึ้นกรุ่น ๆ เหมือนปากกาที่ต้มน้ำร้อนหรือน้อยกว่าก็มี แลยังในที่ไกลออกไปหน่อยหนึ่ง แลเห็นเขาสุเมรุ ซึ่งสูงตะหง่านมีรูปร่างก็เปนเพศเดียวกันเหมือนพระทรายไม่มียอด แลมีรอยลาวาอาบลงมาเกือบครึ่งเขา ตอนข้างบนไม่มีต้นไม้ ตอนล่างจมอยู่ในเมฆ การที่ยืนแลดูอยู่นั้นจะให้เห็นเขาสุเมรุปลอดจากเมฆไม่มีมาปะมาบังบ้างนั้นน้อย เวลาวันที่เราไปเขาว่าเปนวันที่ปลอดเมฆอย่างหายากที่จะเปนได้ ได้เห็นควันขึ้นจากปล่องเขานั้น บางเวลาก็เหมือนกับซากไฟที่ไหม้แล้วใหม่ ๆ บางเวลาก็เหมือนกับไฟที่พึ่งติด บางเวลาก็เหมือนควันถ่านศิลาหรือน้ำมันปิโตรเลียมมาก ๆ ติดไฟลุกขึ้นเปนอันหนึ่งอันเดียวเปนแผ่นกว้างใหญ่ขึ้นไปจับอยู่ในอากาศ แต่ที่จะเปนควันกรุ่น ๆ เช่นปากกาต้มน้ำร้อนเหมือนเขาโบรโมนั้นไม่มีเวลาที่จะเปน สังเกตได้อีกอย่างหนึ่งว่าถ้าเวลาควันที่เขาสุเมรุแรงแล้ว ที่โบรโมก็ยิ่งน้อยลงไป ถ้าสุเมรุน้อย โบรโมก็ค่อยมากขึ้น จะแล่นถึงกันได้อย่างไรอยู่ สังเกตได้ว่ากลับไปกลับมาอยู่เช่นนี้ เขาโบรโมแต่ก่อนร้ายกาจมากเปนที่กลัวเกรงของชาวเมืองยิ่งนัก เพราะเขาไฟได้ทำอันตรายมานับครั้งไม่ถ้วน อาจกล่าวได้ว่าแต่ดึกดำบรรพ์ แต่บัดนี้เปนเวลาซา ในการที่ได้กำเริบครั้งหลังที่สุด ล่วงมาได้ ๓ ปี ส่งแต่โคลนแลศิลาบ้าง ขนมาตกอยู่ฉเพาะในบริเวณทเลทราย ไม่มีผู้ใดเปนอันตราย ฝ่ายเขาสุเมรุนั้น ที่กำเริบอย่างชั้นหลังที่สุดล่วงมาได้ ๑๐ ปี พี่หรือน้องของมิศเตอร์มูไลยัน เจ้าของโฮเตลได้ไปตั้งสวนกาแฟอยู่ที่เขานั้น พร้อมทั้งลูกเมียแลลูกจ้าง ๗๐ คน เวลาเขาไฟกำเริบแล้วไปตามหาจะได้พบซากศพหรือแม้แต่เย่าเรือนร่องรอยอันใดก็ไม่มีเลย โคลนถ่านเท่าทรายลงมาถมหนาสูงจนเปลี่ยนภูมิที่แปลกไปหมด เพราะเขาไฟอาจจะทำอันตรายได้ในพริบตาเดียวเช่นนี้ ชาวเมืองจึงเปนที่กลัวเกรงกันนัก สวนกาแฟที่ทำอยู่ก็สูงเสมอ ๓๐๐๐ - ๔๐๐๐ ฟิต บ้านเรือนคนที่ทำไร่ต่าง ๆ มีขึ้นไปเสมอเพียง ๖๐๐๐ - ๗๐๐๐ ฟิต ม้าขี่ไปได้เพียงเท่าเขตรสวนกาแฟ พ้นนั้นขึ้นไปต้องปีนขึ้นไปกระทั่งถึง ๘๐๐๐ ฟิต พ้นนั้นขึ้นไปดาดปกไปด้วยลาวา คือเท่าถ่านศิลาที่ไหม้หรือร้อนจะเหยียบเดิรขึ้นไปไม่ได้ ทางตั้งแต่โบรโมไปจนถึงสุเมรุต้องนอนค้างทาง ๓ วัน แต่เพราะเขานั้นใหญโตแลดูเหมือนตั้งอยู่ใกล้ ๆ ในหมู่เดียวกันนั้นเอง

ในที่นี้ ได้เล่านิทานกันถึงเรื่องเขาโบรโม ดูก็คล้าย ๆ กันกับนิทานตาม่องไล่ของเรา แปลกกันแต่ราษฎรที่นี่เชื่อจริงแลนับถืออยู่ไม่สักแต่เล่าสู่กันฟัง ในเรื่องราวนั้นว่าเขาสุเมรุเปนเขาที่ปัตโตโรกูรู คือประตารกาหลาหรือพระอิศวรอยู่ เมื่อเวลาเกิดไฟขึ้น ปัตโตโรกูรูก็เดือดร้อนกระวนกระวายเหมือนกับพระอิศวรที่เขาไกรลาสเอียง โลกนี้ดูไม่อยู่ในบังคับเด็ดขาดนัก จึงได้ตั้งเทวดา ๓ องค์ให้มาเปนใหญ่รักษาเขาโบรโม เพราะเขาโบรโมเปน ๓ ยอด จึงต้องรักษายอดละองค์ ๆ หนึ่งชื่อสุนันเทโวกุสุโม องค์ที่ ๒ ชื่อสุนันเตนิว องค์ที่ ๓ ชื่อสุนันลาบู มีเทวดารองมาอีกชั้นหนึ่ง เปนพนักงารเฝ้าไฟชื่อสุนันอันถัน ยังมีเทวดารอง ๆ ลงมาประจำที่ต่าง ๆ อีกมาก แต่ไม่มีบทที่จะกล่าวถึงของด ในการที่จะปกครองภูมิพื้นแผ่นดินจึงได้ตั้งเทวดาชั้นต่ำลงมาอีก ให้เปนดาหมังองค์หนึ่ง ดาหมังองค์แรกชื่อไกญกุโลโปปกครองแผ่นดินอยู่ได้ ๕๐๐๐ ปี ปัตโตโรกูรูจึงรับขึ้นไปไว้บนสวรโค คือสวรรค์ จึงตั้งไกญมันญกเปนดาหมังแทน ด้วยเหตุว่าดาหมังองค์นี้เปนผู้มีใจจงรักภักดีต่อปัตโตโรกูรูแลซื่อตรง จึงได้รับไปขึ้นสวรรค์เสียแต่ใน ๓๐๐๐ ปี ตั้งให้ไกญตูโปเปนดาหมังแทนที่ ดาหมังองค์นี้ประพฤติไม่สู้ดีจึงเกณฑ์ให้อยู่ถึง ๒๐๐๐๐ ปี แล้วรับขึ้นไปบนสวรรค์ ตั้งให้ไกญสุโรโนโลเปนดาหมังต่อไป ในขณะนั้นเทวดา ๓ องค์ซึ่งอยู่รักษายอดเขาองค์หนึ่ง มีลูกสาวชื่อบุตรี ปัตโตโรกูรูชอบพระไทยรักใคร่อยู่แต่ยังหาได้รับไปไม่ อยู่มาวันหนึ่งไกญสุโรโนโลนำเครื่องสักการะไปถวายเทวดาซึ่งเปนพ่อนางบุตรี เห็นนางบุตรีเปลื้องผ้าอาบน้ำมีใจรักใคร่ได้เปนชู้กันจนนางนั้นมีครรภ์ขึ้นมา ปัตโตโรกูรูทราบความก็กริ้วเปนกำลัง จึงจับนางบุตรีโยนลงมาตั้งอยู่เปนเขาลูกที่เห็นอยู่ใกล้ เพราะเหตุว่านางนั้นมีครรภ์ ไม่ทันจะคลอดบุตรก็ต้องเปนโทษ ปัตโตโรกูรูสาปไม่ให้คลอดได้ นางนั้นจึงต้องเจ็บครรภ์อยู่เปนนิตย์ เสียงเขาไฟที่ลั่นนั้นว่าเปนเสียงนางบุตรีครวญคราง เขาลูกนี้เห็นกันว่าสัณฐานเหมือนคนมีครรภ์ จึงเรียกว่า บาต๊ก ไกญสุโรโนโลก็ไม่โปรดให้ขึ้นสวรรค์ สาปให้กลายเปนมนุษย์แล้วขับไล่เสีย จึงไปได้เมียชื่อปรูโบแต่จะเปนลูกเต้าเหล่าใครไม่ปรากฎ ขอยุติเรื่องนิทานไว้เสียทีหนึ่ง จะว่าด้วยภูมิประเทศที่นี้ต่อไป

ตามวงขอบแห่งทเลทรายรอบนอกนี้ เขาว่าเปนขอบแห่งเครตาเก่าแต่ดูใหญ่โตมากนัก แลถ้าเปนเช่นนั้นน่าที่เขาซึ่งตั้งอยู่กลางจะต้องแตกทำลาย เหตุใดจึงยังมีตั้งอยู่ และไฟขึ้นทางปล่องเล็กนั้น ถ้าจะว่ามีเครตาที่ดับแล้วที่บางคราวขึ้นช่องนั้นบ้าง บางคราวขึ้นช่องนี้บ้าง แต่เพราะนานมาศิลาเท่าถ่านซึ่งขึ้นจากเครตาอื่นตกลงมาถมเครตาเก่า เต็มขึ้นมาเปนทเลทรายจะค่อยชอบกล ที่ว่านี้ก็ด้วยสามารถแห่งการที่เห็นขอบทเลทรายชัน แต่ก็ใช่จะชันไปโดยรอบ มีที่ต่ำแลที่ค่อนข้างจะลาดลงไปทางทเลทรายอยู่บ้าง ถ้าจะคิดอีกอย่างหนึ่ง ว่าท้องทเลทรายเหล่านี้ เดิมเปนที่ซอกเขาลึกแลมีลำธารเหมือนที่อื่น ๆ แต่เพราะศิลาเท่าถ่านทรายซึ่งตกลงมาจากเขาไฟถมให้ตื้นขึ้น ๆ จนเปนทเลทรายก็น่าจะเปนได้ ทเลทรายนั้นมิใช่เล็กน้อย โดยกว้างตั้งแต่ขอบเข้าไปถึงเขา ๓ ปาล พื้นทเลทรายขุดหยั่งลงไปจนไม่มีทรายลึกนัก ข้างล่างเปนศิลาแต่คงจะโปร่ง ๆ ด้วยในตกที่นี่ไม่ใช่ตกเล็กน้อย พักหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๕ - ๖ ชั่วโมง แม้อย่างหนักที่สุดน้ำก็ไม่ได้ขังอยู่ค้างวันเลย ทางน้ำที่จะกัดเปนร่องลึกในที่แห่งใดก็ไม่มี ๆ แต่รอยที่น้ำไหลอาบไปบนหลังทราย ๆ ราบกว่าที่อื่น นอกจากที่เปนสายน้ำเช่นนั้นแล้วลมพัดป่วนเปนลมบ้าหมูหอบทรายขึ้นเปนลำสูง ๆ เนือง ๆ หรือถ้าเปนลมน่าเดียวก็พัดเกลี่ยทรายนั้นราบเหมือนอาลูน ๆ ถ้าอยู่บนที่สูงแลลงไปไม่เห็นว่ามีต้นหญ้าเลย ต่อลงไปในท้องทเลจึงมีเรี่ยรายไปเปนหย่อมห่าง ๆ ตั้ง ๙ - ๑๐ เส้น หรือ ๓๐ - ๔๐ เส้นหย่อมหนึ่ง หย่อมหนึ่งก็ไม่มีกี่กอ โดยรอบเขาโบรโม ถ้าจะขี่ม้าตามทเลทรายว่าอยู่ใน ๑๓ ปาล ได้เขียนชื่อไว้กับดินในเหลี่ยมเขาบนที่แลแห่งหนึ่ง แล้วกลับลงมาทางซึ่งจะไปทเลทราย เหมือนกับลงตพานร่างร้านที่ทำพระเจดีย์ใหญ่ ๆ แต่ชันเสียยิ่งกว่านั้นมากนัก ขี่ม้าลงไม่ได้ต้องลงเดิร ทรายแลขี้เท่าเหล่านั้นท่วมถึงข้อเท้า ถ้าจะเดิรแต่ลำพังตัวคนเดียวคงต้องพลาดไถลลงไปบ้าง ต้องยึดมือกันหลาย ๆ คนพอให้เหนี่ยวรั้งกันอยู่ในตัว แต่กระนั้นก็พากันเลื่อนปรูดลงไปได้บ่อย ๆ ทางที่ลงไปนั้นทบไปทบมาหลายทบกว่าจะถึงพื้น เมื่อถึงพื้นแล้วเดิรไปหน่อยหนึ่งก็ไม่เห็นทางขึ้น มองหาที่แลซึ่งเราไปยืนก็ไม่เห็น เพราะการที่จะแลขึ้นไปดูข้างบนนั้นแหงนคอตั้งบ่าทีเดียว ทางในทเลทรายซึ่งแลเห็นว่าแต่ขอบเข้าไปถึงเขาเดิรจะไม่ทันเหนื่อย ก็ดูกว้างออกไปอีกมาก ที่ไปนั้นไปกลางทเลทรายอ้อมเขาบาต๊กไปเปนทาง ๓ ปาลครึ่ง จึงถึงชมรมที่พักปลูกเปนโรงกลมหลัง ๑ แลโรงรีสำหรับกินเข้ากับเงาร่มอื่น ๆ มีพวกพิณพาทย์กลองแขกประโคมเซงแซ่ในเวลาไปถึง ไปดูพวกพระหรือครูของพวกชาวเมืองนั้นทำการบูชายัญ แต่การที่ทำนี้เปนการจรสำหรับในการรับเรามา คอนโทรเลอเล่าว่าเดิมตัวเขากับริเยนต์ได้ไปว่ากล่าวจะให้ทำ ไม่ยอมทำเลยว่าผิดรดู เขาขอให้ทำเปนการจรเพื่อจะให้เปนการรับรองเรา เพราะเราถือศาสนาพระพุทธ ก็ไม่ใคร่เปนที่ตกลง แต่ว่ากล่าวกันอยู่ถึง ๓ วัน จึงขอผัดว่าจะแต่งคนให้ลงไปสืบที่สุรบายาก่อน ให้รู้แน่ว่าเราจะเปนคนถือศาสนาเดียวกันหรือไม่ อยู่อีก ๓ วันมาบอกเองว่า ได้แต่งคนลงไปสืบแลเห็นตัวเรา เชื่อแน่ว่าถือศาสนาเดียวกัน จะยอมทำพิธีด้วยความยินดี แลพวกพระที่มาวันนี้มากเกินกว่าปรกติที่ทำตามปี มาสมทบกันแต่ตำบลต่าง ๆ จนอยู่ที่ประโบลิงโกก็มา รวมด้วยกัน ๓๐ คน พระครูผู้ใหญ่อายุ ๙๐ ปี อยู่ที่โตสารีริมโฮเต็ล พระเหล่านี้คอเวอนเมนต์ตั้งทั้งนั้น แต่การพิธีใหญ่ ๆ ต้องมาทำที่พระครูโตสารี แต่งตัวนั้นนุ่งกางเกงแล้วนุ่งโดด๊ดชั้นนอก ท่านพระครูผู้ใหญ่ใส่เสื้อเศษผ้าประกอบเปนลาย เสื้อเช่นนี้ทีจะเปนเครื่องยศอย่างสูง เห็นรูปสุลต่านยกยาก็ใส่เสื้อเช่นนี้ แต่คนอื่นใส่เสื้อต่าง ๆ มีสีดำเปนพื้น มีสายแถบทองหรือแถบเหลืองพาดไขว้กันทั้งสองหัวไหล่ โดยไม่มีสายเช่นนั้นผ้าขาวม้าก็เอาไขว้กันได้ โพกผ้าคล้ายมลายูไม่เรียบร้อยเช่นชวา เครื่องมือที่ทำพิธีนั้นมีโอทองเหลืองรูปเหมือนอย่างกระบวยเหล็กวิลาดมีลาย ๑๒ ราษี แลเทวรูป ๑๒ องค์ ใบที่เราได้จับต้องดูนั้นมีรอยติดด้ามบัดตรีตะกั่ว ถ้าติดด้ามเข้าแล้วก็กระบวยเหล็กวิลาดนี่เอง แต่ใช้ทั้งเปนรอยหักอยู่เช่นนั้น มีน้ำใส่ในนั้น แล้วเอาดอกไม้มัดเปนช่อสำหรับชุบน้ำประพรม มีเตาบูชากำยานอย่างแขกด้วยทุกคน โรงพิธีนั้นปลูกเปนปรำยาวนั่งเรียงเสมอหน้ากัน พระครูใหญ่อยู่ตรงกลาง ข้างหน้ากองก้อนหินที่ตกลงมาจากเขาไฟ แล้วกองไฟเล็ก ๆ ไว้ด้วยกองหนึ่ง น่าโรงออกไปวางหาบเครื่องของกินเปนเข้าสารผักปลาแลดอกไม้ ทำเปนขาอย่างเหมือนโพล่ นั่งขัดสมาธิพนมมือหันหน้าไปทางเขาโบรโม สวดนั้นสังเกตได้ว่าขึ้นโอม แต่ต่อไปเลือน ๆ ที่คล้าย ๆ ภาษาสังสกฤตบ้างก็มี แต่สังสกฤตอย่างเลือน ๆ น่าจะเปนภาษาสืบมาแต่พราหมณ์ แต่พราหมณ์ของเราสวดชัดเปนคำ ๆ จำง่ายกว่าไป ถ้าเทียบด้วยพระญวนสวดนโมเลือน ๆ ใกล้กว่ามาก สวดพลางประน้ำพลาง พอจบแล้วก็เดิรไปน่าเปนกระบวรแถวยาว พวกเราเดิรตามไปข้างหลัง เดิรไปตามทเลทรายอีกจนถึงเชิงเขา ที่เชิงเขานั้นเปนศิลาหุ้มโคลน ดูเหมือนกับเปียก ๆ เปนแผ่นหนาเต็มไปทั้งนั้น นาน ๆ มีต้นไม้เตี้ย ๆ เล็ก ๆ ขนาดต้นรักขึ้นเปนหย่อม ๆ เล็กน้อย แต่ทางที่ขึ้นเขานั้นเปนฝุ่นฟุ้งทีเดียวจมกีบม้า แต่ทางไม่สู้ชันม้าขึ้นได้สบาย เดิรลดเลี้ยวไปตามทางที่จะไปได้ เพราะเขานั้นเปนร่องโต ๆ พลอนไปทั้งสิ้น ทางเดิรก็แคบ ถ้าม้าพลาดลงไปก็ถึงตกเจ็บ ไปได้ค่อนทางพบศิลาใหญ่ก้อนหนึ่งหนักสัก ๓ ตัน เขาเล่าว่าศิลาก้อนนี้เองตกลงมาเมือ ๓ ปีนี้ เวลาคอนโทรเลอก่อนคอนโทรเลอคนนี้มาตรวจกำลังเขาไฟกำเริบ ยืนอยู่ที่นั่นศิลาตกมาห่างสัก ๓ วา วิ่งหนีเกือบพลัดตกเขา พอหมดทางที่บนเขานี้ก็ถึงเชิงบันได พวกครูต่าง ๆ หยุดปูเสื่อสาดเผากำยานบูชาสุนันอันถันเทวดารักษาเขาไฟ สวดอยู่อีกครู่หนึ่ง จึงบอกว่าเปนอันตกลงขึ้นได้ บันไดที่จะขึ้นไปปากปล่อง ๒๓๐ คั่น ทาด้วยไม้จริงมีราว ด้วยเขานั้นเปนทรายทั้งสิ้น คนเหยียบขึ้นไปไหลโกรก ๆ จมอยู่ในทรายถึงข้อเท้า ถ้ามีใครไปเดิรริมบันไดข้างเหนือลมแล้วทนไม่ได้ เปนฝุ่นเปนลอองฟุ้งจนแลไม่เห็นอะไร ประเดี๋ยวเดียวก็หน้าดำเปนงิ้ว ถึงไม่ได้เดิรใต้ลมเลยก็ไม่มีผู้ใดที่จะพ้นจากหน้ามอม ด้วยลอองทรายนั้นเปนด้วยผงถ่านทรายก็ไม่สู้ดำแต่ลอองดำนัก ขึ้นบันไดนั้นเหนื่อยพอใช้ ด้วยขึ้นตรงลิ่วไปเหมือนเอาบันไดพาดพระทราย ปลายตีนต้องซุกไปในทรายจนขึ้นไปถึงยอด ลูกหญิง๖๐พอขึ้นไปถึงก็เปนลมด้วยความเหนื่อย ต้องอุ้มกลับลงมา ที่ขอบข้างบนกว้างสัก ๓ วาหรือ ๔ วา เขาปลูกปรำไว้หลัง ๑ ข้างในลึกลาดลงไปเหมือนในกรวยมีเดือดฟ้อด ๆ อยู่แล้วควันขึ้นพลุ่ง ๆ แต่เปนควันสีขาว แลลงไปไม่เห็นว่าเปนไฟ แต่เขาว่าถ้ากลางคืนแล้วแลเห็นเปนไฟลุกเหมือนแก๊ศสว่างขึ้นมาถึงปากปล่อง ตั้งแต่มาในท้องทเลทรายก็ได้ยินเสียงดังลั่นครืน ๆ เหมือนฟ้าร้องแต่ดังยาวกว่า แลดูลงไปเหมือนไม่สู้ลึก แต่เขาว่าให้ลองเอาก้อนหินทิ้งลงไปจะไม่ถึงก้นบ่อนั้นได้ ให้ขว้างลองดูลงไปจะไม่ถึงครึ่งเสียอีก แต่เขาว่าลึกเสมอพื้นทเลทราย คือ ๘๐๐ ฟิต ถึงโดยกว้างแห่งปากปล่องนั้นก็ดูไม่กว้าง แต่เมื่อวัดสอบกว้างถึง ๒ ปาล คนลงไปได้จนถึงพื้นก้นปล่อง แต่การขึ้นลงนั้นไม่ง่ายกว่าที่จะขึ้นทางข้างนอก แลมีอันตรายมากด้วย ยืนอยู่บนนั้นดูก็น่ากลัวมิใช่น่ากลัวว่าจะปึงปังขึ้นมา เพราะข้อนั้นเปนอันทอดธุระได้แล้วว่าถ้าจะปึงจริงก็ได้ แต่เชื่อว่าไม่ปึง แต่ดูมันคึกคักตึงตังดูไปข้างนอกก็ลึกดูข้างในก็ลึก ขึ้นไปยืนอยู่บนเอ็นนิดเดียว จะหาตันไม้ใบหญ้าให้เปนที่ชื่นในตาก็ไม่มีเลย ถ้าเปนน่าร้อนไปเห็นจะร้อนเหลือทน แต่เวลาเราไปนี้หนาวยิ่งกว่าโตสารี คเนดูปรอทแจ้งในเวลาเที่ยงเห็นจะไม่เกิน ๖๐ อยู่กลางแดดวันยังค่ำก็ไม่เดือดร้อนอะไร เปนแต่ต้องเอาผ้าห่อหน้าให้มิด ๆ ถึงจะไม่ถูกแดดมากหน้าก็ยังแดงแก้มแดงก่ำด้วยอากาศกัดผิวเนื้อนัก ถ้าคนที่ไม่ได้ระวังปล่อยให้หน้าถูกแดดมากแล้ว เผาไหม้เกรียมดำแลลอกด้วย ผู้หญิงคนหนึ่งเปนคนใช้ของเจ้าของสวน เดิมก็เปนปรกติ แต่ผิวอยู่ข้างจะดำอยู่แล้ว ครั้นไปอยู่นาน ๆ เข้า หน้าดำเหมือนเปนปานลามออกไป ๆ ทุกทีจนเกือบจะเต็มหน้าแล้ว จะเปนด้วยโรคอย่างใดจึงเปนมากเกินปรกติก็ไม่ทราบ คนที่ขึ้นไปบนนั้นไม่เอะอะตึงตังเหมือนที่ปับปันดายัน ดูมึน ๆ ไปตามกัน อันที่จริงนั้นเห็นจะเปนเรื่องค่อนช้างกลัว ด้วยดูท่าทางนั้นไม่โปร่งเหมือนที่ปับปันดายัน ที่นั่นดูควันจะขึ้นก็ขึ้นได้คล่อง จะมีเสียงดังก็แต่ฟู่ แต่ที่นี่เสียงลั่นมันดังเหลือขนาด ลั่นเสียนาน ๆ ควันจึงจะขึ้นพลุ่งหนึ่ง เมื่อควันขึ้นมาก็ดูไม่ขึ้นมาโดยคล่องแคล่วมีที่ขัด ๆ แลดูพื้นปล่องเปนศิลาไปทั้งนั้น ทำให้เห็นว่า ถ้าความร้อนเป่าแรงขึ้นมาก็จะปึงขึ้นมาได้ เรสิเดนต์เอาเงินโปรยที่ปากปล่อง พวกชาวเมืองลงไปแย่งกัน มีพวกเราร้องกันหลายคนกลัวจะพลาดตกลงไป แต่มันก็ไม่ตกเห็นจะเปนเพราะเคย ที่ในเครตานี้ว่าแต่ก่อนเปนป่าช้าใหญ่ ถ้าใครตายเอาศพมาทิ้งในนั้น ถือกันว่าได้ขึ้นสวรรค์ การบูชายัญเช่นได้ทำนี้ก็มีผู้หญิงสาว ๆ มาทิ้งลงด้วยปีละคน วิลันดาพึ่งห้ามเสียเมื่อปีคฤศตศักราช ๑๘๓๐ เกือบได้ ๖๐ ปีเศษมานี้

ดูอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงกลับลงมา เขาชี้บอกตำบลเขาเล็กซึ่งพักไกญกุสุโม ใคร ๆ ตามมาไม่ทันแลไม่รู้เรื่องด้วย รีบขับม้าไปกับคอนโทรเลอ พระนายไวยแลนายสุจินดา แลดูมาจากเชิงบันไดเหมือนเปนมอเล็ก ๆ แต่ครั้นเมื่อเข้าไปใกล้ขี่ม้าแล้วยังไม่สูงถึงครึ่งเขา เก็บก้อนหินทักษิณลองขว้างดู แล้วกลับมาที่ชมรม พอรู้เรื่องกันขึ้นมีคนตามไปอีกหลายคน มีหมอไรเตอร์เปนต้น ลองขว้างกันทุกคน ในเวลานั้นท่านพวกพระฉันนั่งกินกับพื้นเปิบเราธรรมดา ฉันแล้วยถาสัพพี เราลืมกล่าวถึงเครื่องยศไป ตาพระพวกนี้มีร่มยศทุกคน เวลาที่เราไม่ได้ไป ทำพิธีเขากางร่ม แต่เวลานี้ใช้หุบมีคนถือนั่งอยู่ข้างหลัง พอเสร็จการแล้วตาครูใหญ่มาให้พร จูบหัวเข่าเราบ่นอะไร ๆ แลจูบตีนแม่เล็กบ่นเหมือนกัน กินเข้ากลางวันในโรงนั้น เวลาที่ไปมีพวกฝรั่งที่อยู่โฮเต็ลโตสารีไปด้วยกันโดยมาก มิศเตอร์มูไลยันไปถ่ายรูปที่โรงพักกินเข้า แล้วมีคนอื่นถ่ายตั้งแต่เวลาขี่ม้ามาแลเวลากลับหลายคราว กลับเวลาก่อนบ่าย ๓ โมง ขึ้นเขาขอบทเลทรายด้วยม้า ถ้าเดิรขึ้นเห็นจะเต็มทน แต่ม้ายังเต็มดัน แลไม่ใช่ไม่น่ากลัว อาจจะกลิ้งลงไปเมื่อไรก็กลิ้งได้ขากลับกลัวจะมืด แคนเตอร์หรือกลบมาเปนพื้น ถึงได้ในก่อน ๒ ชั่วโมงไม่ทันค่ำ การที่ไปโบรโมนี้ ไม่ใช่การเล็กน้อย ต้องมีความอุสาหอันแรงกล้าแลเรียกได้ว่าเหนื่อยสาหัส อาบน้ำแล้วเดิรลงไปทางสวนหลังบ้าน นั่งเล่นที่เขาลาดกินน้ำชาแล้วกลับทางน่าเรือนตามเคย วันนี้เรสิเดนต์ลากลับ เพราะแกเหนื่อยบอบเต็มที ว่าเกิดมายังไม่ได้เคยขี่ม้าเร็วดังนี้เลย แลเมื่อสองวันมานี้ก็จับไข้เพราะแกถือลัทธิอย่างหนึ่งว่ามาอยู่ที่หนาวเช่นนี้ อาบน้ำเย็นเสียไม่หนาว แกอาบวันละ ๒ ครั้ง เช้า ๖ โมงกับเย็น ๖ โมง เวลาที่กำลังหนาวที่สุดยุให้เราอาบหากว่าไม่ตกลง ถ้าตกลงด้วยก็เปนจับไข้ มาเห็นชัดว่าการที่แกว่าอยู่โตสารีกว่า ๕ วันเปนเจ็บนั้น เรื่องอาบน้ำเย็นนี่เอง

  1. ๖๐. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงวลัยอลงกรณ์ (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงเพ็ชร์บุรีราชสิรินธร)

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ