๑๙

เมืองบัตเตเวีย

วันที่ ๒๗ พฤษภาคม

เช้ารับแขก แล้วไปโรงเรียนอาตสกุลพึ่งตั้งขึ้นใหม่ได้สัก ๑๐ ปี กรรมการคอยรับ ๗-๘ คน มีตึกหลังเดียว นอกนั้นเปนเรือนหลังคามุงกระเบื้องฝากระแชงอ่อนทาปูนทั้งสิ้น มีคนเรียนประมาณสัก ๖๐ คน แต่เวลานั้นหยุดงาร มีแต่นำถวายตัวประมาณสัก ๓๐ คน เปนช่างไม้ตอนหนึ่ง ช่างตีเหล็กตอนหนึ่ง ช่างเจาะแลย้ำเหล็กกับกลึงเครื่องทองเหลืองอิกตอนหนึ่ง ใช้เครื่องจักรเล็ก ๆ ดูก็ไม่แปลกประหลาดอันใด แปลว่าจะต้องการเงิน แต่ที่จริงเรื่องโรงเรียนเช่นนี้ เราพอใจได้คิดจะตั้งมานานแล้ว ติดอยู่อย่างเดียวที่จะทำอย่างไรจึงจะให้คนสมัคมาเรียนได้ โรงเรียนนี้ตั้งขึ้นด้วยเรี่ยรายแล้วเกาเวอนเมนต์อุดหนุนบ้าง นักเรียนมาเรียนเปนเวลาตั้งแต่โมงเช้าจนบ่ายโมง ๑ เลิก ไม่ต้องเสียอันใด แต่ของที่ทำแล้วขายได้ให้รางวัลเล็กน้อย เรียน ๓ ปีจบ แต่ต้องเรียนหนังสือมาก่อน อยู่ไม่ช้านักก็ได้กลับ แล้วไปห้างอย่างไม่มีเจ้าพนักงารนำ ซื้อของสำคัญได้ ๒ สิ่ง คือกฤชโบราณเล่มใหญ่ฝักทองสลักลายงามนัก เหล็กข้างในก็ดี ว่าเปนของเจ้าแขกให้เกาเวอนเนอเยเนราลผู้หนึ่ง ตั้งแต่ปี ๑๘๒๖ ๗๐ ปีมาแล้ว อิกเล่มหนึ่งนั้นเปนมีดสั้นคร่ำทองลายดอกไม้เลื้อย ถามเจ้าของถึงชื่อแขก ต้องไปเที่ยวสืบประดักประเดิดอยู่นาน ได้ความมาว่า “กะเลวัง” อย่างสั้น พอได้ยินเข้าใจซึมชาบแลไม่ลืมเลย เพราะเราเคยใช้เรียกมีดแขกว่ากะเลหวังชินอยู่ แม่เล็กซื้อเครื่องโต๊ะแก้วหนามขนุนสำรับหนึ่ง เพื่อจะให้เปนที่รฦกในการที่ได้มาเมืองกระหลาป๋า ที่เราแต่ก่อนนับถือกันว่าเปนแก้วอย่างดี เครื่องอื่น ๆ ได้พร้อมพอเลี้ยงโต๊ะใหญ่ ขาดอยู่แต่ถ้วยจานหาบุรณปฏิสังขรณ์คงจะได้อิก ตอนเย็นวันนี้ไม่ได้ไปไหน เราก็ออกเหนื่อยเต็มที ๒ ทุ่ม ๔๕ ไปที่โรงออปราที่เขาสำหรับมีคอนเสิด ๒ เดือนต่อ ๓ ครั้ง การที่เล่นนี้ไม่ใช่โปรเฟรสชแนลเปนอาเมเชอ ในหมู่กรมการแลพ่อค้าทั้งปวงเขาตั้งขึ้นเปนคลับซ้อมกัน ๗ วันครั้งหนึ่ง เรื่องที่จะเล่นนี้เรียกว่า “เฟาสต์” เปนเรื่องนิทานเยอรมัน แต่เพลงดนตรีอาจารย์ฝรั่งเศสคน ๑ ชื่อคูโนก็เปนผู้แต่งซ้อมกันมาถึงปี ๑ มิศเตอร์ เอ ยี วาเลตเต สิเกรตารีเปรสิเดนธ์เมืองบัตเตเวีย ซึ่งมาเป็นผู้นำเที่ยวเปนวรรคน่านายทหารผู้หนึ่ง ลูกสาวเรสิเดนต์ก็เปนละคอนด้วย ๒ คน พวกที่เปนละคอนเหล่านี้ ถ้าถึงบทเข้าไปแต่งตัวออกมาเล่น สิ้นบทแล้วแต่งตัวกลับออกมานั่งดูในบ๊อกซ์ชั้นผู้ดี บางคนวิ่งเข้าวิ่งออกถึง ๓-๔ ครั้ง คนเล่นถึง ๘๖ คน เรื่องที่เล่นนั้นคือดอกเตอร์เฟาสต์เปนคนเรียนวิชามาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ไม่เคยพบปะอันใด ไม่ได้เคยมีเมีย วิชาที่เรียนนั้นก็ไม่ได้ดีอันใดยิ่งกว่าเมื่อเปนเด็ก มีความเสียใจคิดจะกินยาตาย พอยกถ้วยขึ้นจะดื่ม ได้ยินเสียงชาวเมืองร้องเพลงมาข้างกุฎิจึงได้ยั้งอยู่ ในขณะนั้นซาต่านมาว่าจะรับทำให้เปนหนุ่มแลจะให้ได้เมีย แต่ขอสัญญาว่าจะต้องไปตกนรก ดอกเตอร์เฟาสต์ไม่ยอมจึงได้นฤมิตรูปนางมาเกร็ตให้ดู ดอกเตอร์เฟาสต์เห็นก็มีความรักใคร่ ยอมเซ็นชื่อในหนังสือสัญญา ทันใดนั้นก็กลายเปนหนุ่ม ม่านที่ ๒ ทหารเยอรมันแลราษฎรกับผู้หญิงออกเต็มโรง มาร้องเพลงเต้นรำกินเหล้าทั้งผู้หญิงผู้ชาย ๆ คนหนึ่งซึ่งเปนคนรักใคร่กับนางมาเกร็ตอยู่ก่อน ละคอนตัวนี้ผู้หญิงเปน คือตัวนายโรงออกมาเล่นด้วย นางมาเกร็ตก็ออกมา ซาต่านพาดอกเตอร์เฟาสต์มาเห็นนางมาเกร็ตก็รัก ซาต่านเข้ารังแกพวกที่เล่นต่าง ๆ พวกทหารทั้งปวงมีวรรคน่าเปนต้น เข้าต่อสู้เอาด้ามดาบซึ่งมีคันตรงเหมือนรูปไม้กางเขนชูขึ้น ซาด่าน ๆ ก็หลบหนีไป เฟาสต์เกี้ยวพานกับนางมาเกร็ต ม่านที่ ๓ เปนสวนนางมาเกร็ต นักเรียนหนุ่มที่รักกันกับนางมาเกร็ตมาเก็บดอกไม้ แต่ดอกไม้ที่สวนนั้นด้วยอำนาจซาต่านบันดาลพอเก็บออกจากต้นก็ร่วงหมด เอามือจุ้มน้ำมนต์แล้วจึงไม่ร่วง เก็บผูกช่อจะให้นางผู้หญิง ในขณะนั้นเฟาสต์กับซาต่านเอาเงินแลเครื่องเพ็ชร์พลอยมาคอยอยู่ มาเกร็ตด้วยอำนาจซาต่านบันดาลดลใจให้มีความรักใคร่เฟาสต์เปนกำลัง ได้เครื่องเพ็ชร์พลอยก็ดีใจ เมื่อเฟาสต์จะเกี้ยวพานกันกับมาเกร็ตมีป้าแก่คนหนึ่งออกมากำกับอยู่ ซาต่านเข้าเกี้ยวพานล่อไปเสียทางอื่น เฟาสต์กับมาเกร็ตก็พูดจารักใคร่กัน เกี้ยวกันอย่างฝรั่งทำกระบวรกันอย่างฝรั่งเต็มแบบจนถึงเข้าห้อง ม่านที่ ๔ เปนวัด คนทั้งปวงผู้หญิงทั้งนั้นไปวัดเดิรก้มหน้าไป แต่งตัวอย่างไปวัด มาเกร็ตก็ไปด้วย แต่ซาต่านคอยกีดกันเสียไม่ให้สวดอ้อนวอนได้ ด้วยว่านางนั้นปฏิญาณตนเปนคนชั่วแล้ว ทำท่าทางกลัวพระเจ้างกเงิ่น เพราะที่ตัวได้ทำผิดถึง ๓ กระทง คือรักผู้ชายคนหนึ่งไว้แล้วมีชู้ แลมีผัวไม่ได้แต่งงารในวัด ทั้งมีลูกออกมาก็ฆ่าเสียด้วย ในขณะนั้นมีทหารออกมาเปนอย่างกลับมาจากทัพ ในกองทหารนั้นมีพี่ชายมาเกร็ตมาด้วยรักแลคิดถึงมาเกร็ต ครั้นเมื่อมาถึงพบคนหนุ่มที่รักใคร่กันกับมาเกร็ต บอกข่าวว่ามีชู้ก็โกรธไปเที่ยวตามหา เฟาสต์กับผีพานางนั้นมาเที่ยวเล่น เจ้าพี่ชายตรงเข้าต่อสู้กันกับเฟาสต์ตัวต่อตัว ผีเข้าช่วยข้างเฟาสต์ไม่เห็นตัว พี่ชายถูกแทงมีบาดเจ็บมาก คนทั้งปวงวิ่งออกมามาเกร็ตก็ออกมาด้วย ร้องไห้ร้องห่มกันแล้วพี่ชายก็ตาย ม่านที่ ๕ มาเกร็ตเปนโทษต้องประหารชีวิตเพราะฆ่าลูกของตัวเสีย นอนอยู่ในคุก เฟาสต์กับผีเข้าไปในคุกจะพานางหนี แต่นางนั้นเสียจริตไม่รู้สึกตัว พอรู้สึกตัวขึ้นก็อ้อนวอนพระเจ้า เทวดาทั้งปวงก็ร้องเพลงบอกรับขึ้นสวรรค์นางนั้นก็ตาย ม่านปิดประเดี๋ยวหนึ่งเปิด นางนั้นเหาะลอยขึ้นสวรรค์เทวดาสองคนประคองข้าง มีอาชเชนเยลถืออาวุธไฟมาไล่ซาต่าน ๆ สู้ไม่ได้ล้มลง เปนหมดเรื่อง

บรรดาการเล่นทั้งปวงนี้ เล่นก็ดีร้องก็เพราะอย่างยิ่ง ใช่ว่าแต่พวกเราเห็นดี บรรดาพวกที่โก้ ๆ เคยเห็นที่ปารีศร้องว่าดีเหมือนกับเล่นที่นอก ตัวสำคัญ ๑๗ ตัวนั้นร้องเพราะทุกคน ส่วนเราอาจกล่าวได้ว่าไม่เคยเห็นหรือไม่เคยฟังดียิ่งกว่านี้ เหมือนกับที่เปนโปรเฟชชแนลเล่นที่กาลกัตตา เครื่องแต่งตัวก็งามโรงก็จัดดีมีกลไกตามธรรมเนียมโรงออปรา ท่าที่ทำจวนตายแลตายเหมือนจริง โรงออปราที่นี่ทำผิดกับที่ยุโรปฤๅที่อินเดียอังกฤษ ใช้เปิดมีช่องลมมาก แต่กระนั้นก็ไม่พอที่จะแก้ร้อนได้ ด้วยช่องบนไม่ได้เจาะ เพราะกลัวเสียงดนตรีจะกระจายไปเสีย ที่บ๊อกซ์ก็กั้นต่าง ๆ นั่งแลเห็นตลอดกันทั้งโรง ว่าจุคน ๗๐๐ แต่วันที่ไปเข้าใจว่าจะกว่าเพราะมีคนยืนดูมาก ถัดบ๊อกซ์เราไปเปนบ๊อกช์ของกรมการผู้ใหญ่กับเมีย ต่อไปอิกจึงเปนบ๊อกซ์คนไทย อิกบอกซ์หนึ่งเขาขายเลหลัง แต่ที่อื่น ๆ นั้นซื้อติเก็ตตามธรรมเนียม ที่ซื้อไม่ได้ต้องกลับเสียก็มาก เวลาหยุดเล่นมีพวกเมียกรมการเฝ้าแม่เล็ก มีบอกว่าการที่ไปดูออปราในวันนี้ เปนอันไปดูพวกเรามากกว่าไปดูออปรา กล้องไม่ใคร่จะหันไปทางออปรา ๗ ทุ่มจึงได้เลิก เอียดเล็กอยู่ได้ ๓ ม่าน ถึงเกี้ยวกันสิ้นสนุกจึงได้ยอมกลับ.

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ