๓๗

เมืองการุต

วันที่ ๑๔ มิถุนายน

วันนี้ไปอาบน้ำที่หมออีก ไปหยุดพูดกับมิศเตอมิตเชลอินิศที่โฮเต็ลริมนั้น กลับมาจากอาบน้ำแล้วพูดกันอีก กลับมากินเข้าแล้วให้เขาลองเสื้อ บ่าย ๔ โมงเศษเล็กน้อยออกจากบ้านไปเขาปะปันดะยังที่เปนเขาไฟ ทางไปในกลางนากำลังเข้างามเต็มไปจนสุดสายตา แต่ไม่เหมือนนาบ้านเรา ดูนิดเดียวก็พอเพราะเหมือนกันทั้งนั้น ที่นี่ดูแห่งหนึ่งเปนอย่างหนึ่งเพราะเปนเนินสูงบ้างต่ำบ้างลึกลงไปบ้าง ตั้งแต่ริมลำธารที่ลึกนับหลาย ๆ เส้นขึ้นไปจนครึ่งเขาค่อนเขา แลมีที่บังที่เปิดแลเห็น “เหมือนฉากเขียน” เปนรูปเปลี่ยน ๆ กันมาตลอดทาง ที่ขึ้นสูงมีกระบือลากเหมือนกัน เวลามาเขากระจักอยู่ข้างซ้ายเขากันตัวร์อยู่ข้างขวา ลมพัดจากเขาแรกหนาวพอใช้ ถัดมาเปนเขาโกไรมีที่ปลูกชาอยู่บนนั้น มาผ่านบ้านวิลิมสุเปนที่เทศาอยู่ หยุดผลัดม้าที่บายอมบอกเปนที่เวทนาอยู่ มีสุเหร่าแลเรือนตึกตีพิณพาทย์ วันนี้แลเห็นหมู่บ้านที่เขาปันถนัด เปนท้องนาเต็มหมดแล้วมีต้นไม้เปนหย่อม ๆ เหมือนสวนอย่างฝรั่งทำ ในหมู่ไม้นั้นเปนบ้านคนไม่เห็นหลังคา หลาย ๆ หมู่รวมเปนเทศา หลาย ๆ เทศาเปนดิศตริกอย่างเล็ก หลายดิศตริกเล็กเปนดิศตริกใหญ่มีเวทนาคนหนึ่ง ย่ำค่ำมาถึงที่พักเรียกว่า ตำบลจิสรูปังเปนดิศตริกเล็ก มีวัดมีถนนหนทางมาก มีสแควอันหนึ่งต้นไม้ร่ม จุดไฟอิลุมมิเนชัน มีพวกขับรับมาก ที่พักเปนเรือนคอเวอนเมนต์สำหรับคอเล็กเตอ คอนโทรเลอมาพัก ปลูกเรือนยาวอีก ๒ หลัง โรง กินเข้ากลางสนามหลังหนึ่ง ตกแต่งมีเตียงนอนเครื่องเฟอนิเชอพร้อม ทำขึ้นใหม่ไม้ยังเขียว ๆ อยู่ จนถึงปลูกต้นไม้ใหญ่ ทำเหมือนเราทำพลับพลาอย่างดี มิน่าเปนการใหญ่นักเล่า กรมการมาหมดเมือง รเด่นอธิปติก็มาด้วย เขาจัดห้อง ๓ ห้อง ๆ แม่เล็กมีกระโถน ห้องเราอยู่ข้างด้านลม ห้องเลดีอินเวตติงห้องหนึ่ง ห้องบ่าวห้องหนึ่ง จนร้องกันว่าควรจะอยู่ได้ถึงสองวัน เวลามาถึงปรอท ๖๘ แล้วเห็นจะหนาวมาก ที่พักคอนโทรเลอเรียกประสังคระหัน

กินน้ำชาแล้วไปดูหุ่นแลดูนางรำ หุ่นนั้นเรียกว่าวายังกวาเล็ก วิธีที่เล่นนั้นใช้หยวก ๓ ต้นทอดเปนราวสำหรับปักหุ่นที่เชิด ส่วนที่ไม่ได้เชิดนั้นปักไว้ ๒ ข้าง แต่ที่เอามาวันนี้เปนเอามาให้ดูมากกว่าสำหรับเล่น เพราะมีทั้งเรื่องภารตะแลเรื่องรามเกียรติ์ จะเล่นเรื่องปัญหยีก็ได้ด้วย รูปหุ่นเปนรูปหนังแขกหรือโขนซึ่งเล่นที่บ้าน เว้นแต่ถ้าเปนผู้ชายไม่ได้ใส่เสื้อทั้งนั้น นอกจากตัวที่บังคับ เช่นพระรามพระลักษณ์กับอรชุนต้องใช้สีขาว ทศกรรฐ์ภีมเสนต้องใช้สีแดง แล้วทาขมิ้นสีเหลืองหมดทั้งสิ้น ไม่ฉนั้นต้องปิดทอง ฝีมือที่สลักใช้ลายเลอียดมาก ด้ามเขาเปนพื้น มีรูปใหญ่กว่าเพื่อนรูปหนึ่ง บอกว่า “พุทธะ” แต่ทำเปนรูปยักษ์หน้าแดงมีเขี้ยว เปนความคิดของพวกที่ถือศาสนามหมัดจะท่าให้พึงเกลียดพึงกลัว แต่ความจริงอ้ายหนังทั้งหลายมันก็น่าเกลียดอยู่ด้วยกันทั้งนั้น คนที่ดูชินตาไปก็เห็นงาม เมื่อเห็นหนังอื่น ๆ งามแล้ว หนังรูปพุทธะก็พลอยงามไปด้วย ยังคงเหลืออยู่แต่กลัว กลายเปนจะไปเล่นที่ไหนต้องมีรูปพุทธะไปด้วยเหมือนยังกับเจ้าโรงงิ้ว แต่ไม่เห็นมีบทบาทอะไรที่ต้องออก วิธีที่เล่นใช้เชิดคนเดียว คือตัวดาหลังแล้ววาหยัง คือพากย์ด้วยเจรจาด้วย ตีนเคาะฉาบแต่ฉาบนั้นเคอะเต็มที รูปร่างเปนเหมือนพัดด้ามจิ้ว ๒-๓ แผ่น เอาแขวนไว้กับหีบข้างซ้าย เอาตีนข้างขวาถีบ ถ้าสบบทที่เหมาะอย่างไร ถีบดังฉาด ๆ ถี่ทีเดียว มีไม้สำหรับเคาะบอกพิณพาทย์ เวลาจะต้องการให้ทำพิณพาทย์ มือหนึ่งถือหุ่นมือหนึ่งเอาไม้เคาะ มีคนเสียงสำหรับร้อง แต่ร้องเปนตอน ๆ ดูไม่เกิดสนุกเลย เขากำลังกินเข้าอยู่ต้องออกไปเดิรข้างนอกต่อไป ดูเขาเล่น “รองเกง” กันเปนหมู่ แรกสองวง ทีหลังแยกออกเปน ๓ วง มีผู้หญิงวงละ ๓ คน มีพิณพาทย์สำรับหนึ่ง คือรนาทราง ๑ ซอคัน ๑ ฆ้องราง ๑ ฆ้องใหญ่ใบ ๑ บ้าง ๒ ใบบ้าง กลองรูปร่างเหมือนชนะ แต่อ้วนกว่าสักหน่อยหนึ่ง มีสองน่าเล็ก ๆ อัน ๑ ผู้หญิงร้องรับพิณพาทย์ ผู้ชายเข้ารำเปนคู่แต่ผลัดเปลี่ยนกัน ดูท่าทางเปนหนีไล่กันอย่างไรอยู่ ผู้หญิงไม่ใคร่จะรำเปนแต่ร้องมากกว่า แต่ผู้ชายรำคล้าย ๆ ท่าค้างคาวกินผักบุ้ง ที่ตลกรำมีตะเกียงปักอยู่กลางดวงหนึ่ง รำเวียนไปรอบ ๆ ตะเกียง พอรัวกลองผู้ชายตรงเข้าจูบผู้หญิง ๆ ก็นิ่งเฉย ไม่เห็นบิดเบือนปัดป้องอันใด เห็นท่าทางมันหยาบอย่างไรอยู่ นึกว่าวงนั้นจะถูกคนไม่ดี ย้ายไปดูวงอื่นก็เปนเช่นนั้นอีก ตกลงเปนเลิกไปเที่ยวดูเขาขายของ มาภายหลังจึงทราบว่าเปนธรรมเนียมเขาเล่นกันเช่นนั้น ผู้หญิงใช่ว่าแต่เฉพาะเปนคนเล่นเช่นนั้นพวกเดียว คนชาวบ้านตามนั้นใคร ๆ จะสมัคมาเล่นก็ได้ ผู้ชายก็ไม่ว่า ใครนึกอยากรำขึ้นมารำได้หมด เปนอันได้ความว่ามันรำเปนทุกคนทั้งผู้หญิงผู้ชาย ไปได้ความต่อไปอีกเพราะพวกที่ขับรถบรรทุกของ พอรถไปถึงที่โดดลงได้ก็เข้ารำทีเดียว การที่จะรำช้ารำเร็วนั้นดูอยู่ในกำมือของผู้ตีกลอง ถ้ากลองไม่พรืดเมื่อไรก็ยังจูบไม่ได้ ถ้ามันตีไปยังรุ่งก็จะต้องรำไปยังรุ่ง เดี๋ยวนี้เจ้ากลองสมัคจะพรืดบ่อย ๆ มิใช่เพราะเห็นสนุก ข้างฝ่ายนางผู้หญิงที่ยอมให้จูบ ก็มิใช่จะสมัคให้จูบโดยเต็มใจ ช้างผู้ชายที่เปนผู้จูบนั้น ใช่จะจูบด้วยความชื่นอกชื่นใจอย่างเดียว ไปกดนิ่งอยู่นาน ๆ ถึงมินิตหนึ่ง ๒ มินิต รวบรวมใจความเปนด้วยเรื่องอัฐอย่างเดียว พอใครจูบแล้วต้องควักอัฐออกให้ ๒ อัฐ เจ้าพิณพาทย์กับนางผู้หญิงมีหุ้นส่วนกัน ถ้ามีคนจูบได้มากเท่าใดแลเร็วเท่าใดยิ่งดี ข้างฝ่ายเจ้าผู้ชายไหน ๆ เสียอัฐจูบให้สะใจ เปนการที่เขาเฉยไม่อับอายกันในแถบนี้ ธรรมเนียมข้างตวันออก ซึ่งเปนเมืองเจริญมานานแล้ว เช่นที่เมืองยกยาเมืองโซโล แลเมืองสุรบายยา เขาห้ามไม่ให้เล่นรองเกง ว่าเปนการอุจาด คงเล่นอยู่แต่ในห้วยเขาที่เปนเมืองป่า ๆ ตามข้างเมืองตวันออกก็ถือกันว่าไม่เปนการที่น่าอาย แต่ไม่เล่นทั่วไป มักเปนคนจำพวกหนึ่ง ซึ่งบางคนก็เปนคนดีจริง ๆ ไม่ซุกซน แต่จะต้องการเงิน ถือว่าเปนการหากินโดยชอบธรรม อีกพวกหนึ่งนั้นเปนคนที่ผัวร้าง สิ้นคิดโดยความน้อยใจฤๅพลัดผัวเที่ยวติดตามหาผัว ฤๅไม่ชอบกับผัวคิดจะหย่าผัวไม่ยอมหย่า ถ้าไปเปนรองเกงแล้ว ถึงจะได้แต่งงารมีหลักฐานก็ย่อมขาดจากผัวเมียกันได้ตามกฎหมาย ใครจะหวงห้ามไม่ได้ สังเกตได้ว่าในเรื่องอิเหนาใหญ่ เมียอิเหนาคนหนึ่งซึ่งทิ้งเสีย แปลงเปนคนรำเที่ยวตามผัว ก็คงเปนเพื่อจะไม่ให้มีผู้ใดกักขังห้ามหวงได้ คงจะเปนรองเกงนี่เอง แต่เห็นจะไม่ปล่อยให้ใครวุ่นวาย เขาจึงถือกันว่าดี แต่ธรรมดาความชั่วประพฤติง่าย คนที่เปนรองเกงจึงประพฤติชั่วมากกว่าดี ตามเมืองที่ล่อแหลมเช่นว่ามาแล้ว วิลันดาจึงได้ห้ามเสีย แต่เมืองที่พวกชาวซุนดาอยู่นี้ เปนเมืองอยู่บนเขา ไม่อยู่ในจังหวัดที่ห้าม จึงคงเล่นกันอยู่ตามธรรมเนียมโบราณ เหมือนอย่างอังคลุง คือสั่นกระบอกไม้ซึ่งเป็นดนตรีสำหรับแห่ผู้เปนใหญ่ในเวลาเดิรป่า ด้วยประสงค์ ๒ อย่าง คือจะให้เปนเครื่องประโคมอย่าง ๑ ให้สัตว์ป่าตกใจอย่าง ๑ ซึ่งใช้กันมา ๒๐๐๐ ปีแล้ว ก็ยังใช้กันอยู่ในแถบนี้ ของที่ขายนั้นมีเข้าปลาพริกแตงแลกับข้าวของชาวเมืองต่าง ๆ มักจะกินเข้าปัดกับเนื้อย่างเผาไฟชุม มีขนมต่าง ๆ หลายสิบอย่างแต่ผลไม้มีน้อย บุหรี่ใช้ยาในเมืองมวนด้วยใบชิดบ้างเปลือกเข้าโภชบ้าง เปนบุหรี่ก้นแหลมทั้งสิ้น ขายยาตั้งสำหรับกินกับหมาก ตัดเปนตั้งเล็ก ๆ ขนาดสัก ๒ นิ้วสี่เหลี่ยม จุกกันที่หนึ่งหมดตั้ง หมากดิบไม่ใคร่จะได้ใช้ ๆ แต่หมากสงฝานชิ้นบาง ๆ ชิ้นเดียว นอกนั้นใช้สีเสียดก้อนโต ๆ พลูกินทั้งใบไม่ได้จีบไม่ได้ห่อ คำที่เรียกว่า สลา ไปแปลว่าหมากในเรื่องอิเหนานั้นไม่ถูก คือ สิลี แปลว่าพลู คำที่ชวนกันว่าให้กินหมากเหมือนมลายูว่ามกันบินังนั้น ในชวาไม่มี ถ้าจะชวนกันก็ชวนว่า มกันสิลี คือให้กินพลูทั้งสิ้น สลากับสิลีเปนคำเดียวกัน ที่สุดจนคำที่เรียกว่าพระศรีของเรา ซึ่งจะแปลเปนไทยฤๅมคธไม่ได้นั้น คงจะเปนสิลีพลูเสียแล้ว คนมาขายของวันนี้หลายพันคน ตั้งร้านจุดตะเกียงเปนแถวใหญ่อย่างมีการมีงาร เล่น ๆ แล้วก็มากินกันไม่มีเวลาหยุด เดิรรอบ ๆ ตามลานน่าประสังคระหันมีต้นไม้ใหญ่ ๆ เรียงรายหลายต้น เมื่อกินเข้าอิ่มแล้วยกโต๊ะไปเสียจากที่ตั้งเก้าอี้รายรอบ เขาบอกตั้งแต่เมื่อแรกไปว่าจะมีการรำถวาย ก็เข้าใจว่าจะเปนใคร ๆ อื่นรำไปนั่งคอยดูอยู่ เวทนาตำบลตะโรกองเปนลูกรเด่นอธิปติผู้ใดผู้หนึ่งจำไม่ได้ เปนลูกเขยปเงรันอธิปติเมืองสุมาดา คือเปนเมืองต้นวงศ์ของรเด่นอธิปติแลรเด่นตำมหงงเมืองจันยอ มนุนยายา การุต บันดองทั้ง ๕ เมืองในแขวงปริยังคะ ถือถาดใบหนึ่งมีแพรสีเขียววางในนั้น มีเวทนาที่เปนรเด่น ๒ คน ยามาศ ๒ คน เปนคู่ ๆ รำมาแต่มุมโรงข้างหนึ่งถึงกลางโรงหยุดถวายบังคมแล้วรำต่อไปจนถึงหน้ารเด่นอธิปติ คุกเข่าลงชูถาด รเด่นอธิปติลุกขึ้นหยิบผ้านั้นมาโอบเอวแล้วเหน็บที่เอวข้างหนึ่งพาดกฤช ข้างหนึ่งรำออกมาที่กลางโรงถวายบังคมแล้วรำเพลง มีผู้หญิงคนหนึ่งเขาว่าเปนของเวทนาตำบลตะโรกองเลี้ยงไว้ หน้าตาก็พอใช้แต่อยู่ข้างจะเปนผู้ใหญ่ ลุกขึ้นร้องและรำด้วย ท่าที่รำนั้นอย่างก้ม ๆ ตัวใช้แต่มือมากกว่าใช้ตัว มีจังหวะตีนบ้าง ดูท่าทางงามดี สบัดผ้าไปสบัดผ้ามา มีเพลงช้าเพลงเร็ว ร้องนั้นดูเหมือนกับเปนคาถาอะไร มีข้างต้นช้า ๆ แล้วไปย้ำถี่เหมือนอย่างเก็บคำในกลางวรรค เช่นสัทธราฉันท์ พอสิ้นคาถาหนึ่งก็ลั่นฆ้องหึ่ง แล้วผู้หญิงนั้นนั่งไหว้เราครั้งหนึ่งรเด่นอธิปติครั้งหนึ่ง เวลาไหว้นั้นท่าทางผู้ชายเหมือนไก่เอาปีกตีดิน แต่ท่าทางที่ไหว้นั้น พนมมือกางนิ้วหัวแม่มือออกมาจดจมูกแล้วต้องสั่นคอด้วยหน่อย ๆ การลอยหน้าก็มิใช่เล็กน้อย เขาไม่ลอยโคลงหัวเหมือนอย่างเรา ใช้ยักหน้ายื่นไปข้างน่ายื่นออกไปข้างหลังไปข้างซ้ายข้างขวาหัวตั้งตรงดิ่ง จะเรียนต้องหัดนานมิใช่เล่น ดูท่าทางรเด่นอธิปติพากพูมดี อายุเกือบ ๖๐ แล้วแต่ดูหน้าตายังหนุ่มกว่า เมื่อรำเข้าดูหนุ่มขึ้นอิกมาก พอจบเพลง คอนโทรเลอแลแอสแปรันคอนโทรเลอเข้าไปรินแชมเปนให้กิน บรรดาคนมีบรรดาศักดิ์อยู่ที่นั่นดื่มด้วยกันทั้งสิ้น มีคำให้พรแลฮุเรอย่างแขกร้องกันกรีด ๆ ไม่แต่คนที่ดื่ม เจ้าพวกเสไร่เสนาแลราษฎรที่อยู่นอกโรงก็ช่วยกันร้องกรีด ๆ กระโดดลอย ๆ นับด้วยร้อยดูเกรียวกราวกันมาก เวลาเมื่อรำนั้นบรรดาคนที่อยู่ที่นั่นช่วยกันตบมือร้อง เอ๋อเอ้อะ ๆ ซ้องกันไปทั้งนั้น เราออกชอบใจมากเพราะมันเข้าเรื่องไปเขา กินเลี้ยงแล้วขับรำอย่างอิเหนา ซึ่งคิดว่าจะไม่ได้เห็นแล้วก็มาเห็น ให้แหวนเพ็ชร์วงหนึ่ง ต่อนั้นเวทนาตำบลตะโรกองขึ้นรำ เจ้าคนนี้รำดีมากลอยหน้าสี่ทิศคล่องแคล่ว เวลาจบรเด่นอธิปติลุกขึ้นจากเก้าอี้รำไปหยิบถ้วยสองใบรำออกมา มีคนหนึ่งถือขวดแชมเปนรำตามออกมาเหมือนกัน มารำยักเยื้องกันอยู่เปนนานจึงได้ริน ๆ แล้วยังรำอยู่อีกหน่อยหนึ่งจึงได้ให้กิน โห่เกรียวกราวเหมือนกันแต่น้อยลง ต่อไปอิกเวทนาตำบลปเนบงแลยามาสสมารัง เจ้าคนนี้ออกยักษ์ คืออ้ายก้าวยาว ๆ ทีละวา แลมีออกรอญหลบฉากคล้าย ๆ กับข้างไทยแต่ดูเหนื่อยเสียจริง ๆ เห็นจะเปนด้วยต้องสั่นแลแขงข้อมาก ต่อไปอีกยามาสจิสรูปัง การที่รำนี้เปลี่ยนท่าบ้างพอเราเห็นได้ แต่ข้างเขา ๆ เข้าใจกันชัดเจน เพลงที่ร้องมีชื่อเพลงต่าง ๆ คำที่เรียกว่าร้องนั้น ว่าตำบังแล้วมีชื่อเพลงต่อเช่นกินันติเปนต้น เปลี่ยนเพลงทุกครั้งที่รำ เวลากินเหล้าก็ตีเพลงกินเหล้าเหมือนเราตีเส้นเหล้า เรียกว่าดัง ๆ คระ เลิกเวลา ๒ ยาม หนาวเต็มทนเพราะโรงนั้นไม่มีฝา เปลื้องโอเวอโก๊ตแลถอดหมวกไม่ได้ ปรอทคงจะต่ำ ๖๐ มาก วันนี้เขาเล่าถึงเรื่องไฟไหม้ที่การุตเมื่อเช้า ว่าแอสสิสแตนเรสิเดนต์ แลอธิปติมายืนเปนประธาน พวกเวทนายามาสเทศาแลราษฎรช่วยกันดับว่าดูเหมือนกับเมืองเราไม่ผิดกันเลย

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ