๑๕

เรือมหาจักรี

วันที่ ๒๓ พฤษภาคม

เรือถึงแหลมไลต์เฮาส์เกาะบังกาเวลาเที่ยง ไลต์เฮาส์นี้สูงเท่าพระปรางค์วัดอรุณ มีเรือนมีเสาธง เรือผ่านสลุตธงพอเลี้ยวแหลมก็ถึงอ่าว แต่อ่าวนี้ไม่เปนที่บังอันใดได้นัก แลเห็นตึกบ้านเรือนน้อย ๆ เหมือนพระเจดีย์ แต่งเจ้าพนักงารขึ้นไปตรวจกลับลงมาบ่าย ๒ โมงเศษ บ่าย ๔ โมงขึ้นบกมีลูกกลิ้งเรือฟัด ขึ้นลงจากเรือใหญ่อยู่ข้างจะยาก พอออกเรือไปคลื่นสาดขึ้นมาถูกรพีเปียกไปข้างหนึ่ง กรมสรรพสาตรถูกก้นหน่อยหนึ่ง รอดตัวที่ห่างฝั่งเพียงไมล์เดียว ตพานนั้นยาวมากไม่ต่ำกว่า ๑๐ เส้น ใช้เสาเหล็กพนักปลายเสาเปนราวเหล็ก พื้นปูกระดานไม้แก่น มีบันไดขึ้น ๓ ตอน เราไปขึ้นกลางย่านเพราะน้ำขึ้น แต่บันไดไม่มีราว อยู่ข้างกันดารในการขึ้นลง คั่นก็หลุดเสียคั่นหนึ่งด้วย มีแขกลงมาสัก ๒๐-๓๐ คน เจ๊กมีสักสองสามคน มีเด็กมาก อยู่ข้างจะแต่งตัวหรูกว่าพวกมลายู คือมีเสื้อสีชมพูเปนพื้น มันตอมดูจริงอยู่แล แต่เราเดิรไปทางใดมันก็หลีกเอาหลังเข้าหาพนักตพาน การที่แต่งตัวเปนฝรั่งอยู่ข้างจะมีคุณ เพราะพวกนี้มันกลัวฝรั่ง ปราบกันไว้เสียราบ พวกในเมืองชวาไม่ว่าพบฝรั่งผู้ดีหรือไพร่ต้องนั่ง ที่ต้นตพานมีโรงเจ้าท่าแลโรงไว้พิมพ์ดีบุก โรงไว้สินค้ายาว ๆ ๑๓-๑๔ ห้องหลายหลัง ผนังก่ออิฐหลังคามุงกระเบื้องทั้งนั้น ตกลงกันเดิรไปข้างซ้ายมือทิศตวันตก ซึ่งจะไปตลาดก่อนเพราะกลัวจะปิดเสีย ริมทางที่ไปมีเขื่อนหินก่อออกไปบังคลื่น เรือแขกเปนกำปั่นใบเล็ก ๆ จอดหลายลำ ถนนกว้างสัก ๓ วาขึ้นไปหน่อยหนึ่งก็ถึงตลาด ลักษณเดียวกับสิงคโปร์ เปนตึก แต่ต้องเข้าใจว่าบรรดาตึกทั้งปวงมุงกระเบื้อง ที่มุงเกี่ยวกันข้าง ๆ เรียกว่ากระเบื้องชวานั้นทั้งสิ้น ตลาดขายของสดเปนศาลาอยู่กลางถนนสองสามหลัง แต่เวลาไม่เหมาะสมตลาดเลิกเสียแล้ว มีคนที่ถือของกลับไปบ้านมาก แลตลาดนั้นก็ว่าติดเปนวัน ๆ ด้วย ซื้อของตามร้านเกือบจะไม่มีอไรนอกจากของมาแต่อื่น แต่ถ้าเปนที่อื่นในที่ใกล้เคียงนี้ก็เปนใช้ได้ คือเกือกไม้ทำที่ชวา ฝาชีสานมาแต่เกาะอะไรก็จำไม่ได้ เข้าสาร ๖-๗ อย่าง ได้ตะกร้าหวายอย่างหยาบกับอื่น ๆ อิกบ้าง ทั้งแมวด้วยตัว ๑ นก ๔ ตัว การซื้อของมิใช่ง่าย ถึงว่าพวกเราไปจะพูดมลายูได้ร่องแร่ง ก็ไปเกิดการใหญ่ด้วยเรื่องใช้เงิน เขาเรียกริงิเราเข้าใจว่าจะเปนตุ๊น คือกิลเดอเอไม่ตกลง บอกว่าริงิอีก เอาเหรียญอังกฤษที่พวกมลายูเคยเรียกว่าริงิใช้ มันปัดเสียไม่เอา ๆ เหรียญใหญ่วิลันดาออกใช้ ตกลงเปนอันได้ความว่า เหรียญใหญ่เรียกริงิ เหรียญเล็กเรียกตุ๊น ทองแดงเรียกเซน พิกัดแลกดังนี้ เงินเหรียญที่ใช้ที่สิงคโปร์ ๑๐๐ เหรียญแลกเงินกิลเดอได้ ๑๓๐ ขึ้นไปหา ๑๓๕ มีราคาขึ้นลงเหมือนเงินปอนด์ ถ้าคิดประมาณหยาบ ๆ กิลเดอ ๑ อยู่ในราว ๕ สลึงเศษ เหรียญวิลันดาเหรียญใหญ่ที่เรียกว่าริงินั้น ๒ กิลเดอครึ่งเปนเงินไทยประมาณ ๔ บาทหย่อน ๆ แต่ขนาดเท่า ๆ กับเหรียญที่สิงคโปร์ เงินตุ๊นเนื้อเลวเบากว่าน้ำหนัก ที่จะเอาไปใช้ที่อื่นไม่ได้ แต่เพียงการที่ซื้อของเข้าใจกันยากอย่างนี้ ข้อที่จะอยากรู้อไรต่อไปสำหรับที่นื้ เปนพ้นวิไสยที่จะรู้ได้ พบพวกทหารวิลันดาหลายคน ที่ติดตราเรื่อยอยู่เสมอดวงหนึ่งสองดวงจนสามดวงก็มีแต่จดไม่ติด ลองพูดฝรั่งอังกฤษแล้วฝรั่งเศสเล่าไม่สำเร็จทั้งสิ้น ตกลงเปนเรื่องที่จะรู้ด้วยหูไม่มีต้องเดากันเรื่อยไป มีบ้านจีนโต ๆ หลายบ้านที่ใหญ่กว่าเพื่อนนั้นกับปิตันฤๅปลัดจีน แต่เสียใจที่เรือนไม่เปนอย่างจีนเลย เปนเรือนชั้นเดียวเปิดโถงตลอด ตั้งโต๊ะเก้าอี้ แลต้องเข้าใจว่าบรรดาโต๊ะในที่นี้กลมโดยมาก เก้าอี้โล้โดยมาก ที่เปนเก้าอี้เฉย ๆ น้อยนักน้อยหนา ใช่แต่เท่านั้น บางทีก็มีราวเหล็กเตี้ย ๆ อยู่รอบตีนโต๊ะ สำหรับอะไร คือถ้านั่งบนเก้าอี้โล้แล้วเอาตีนถีบราวเหล็กให้เก้าอี้โยกไปโยกมาครึ้บ ๆ ไปรอบโต๊ะ เครื่องแต่งที่ทำให้เห็นว่าบ้านเจ๊กนั้น มีแต่เหรียญกับกระดาษตัวหนังสือปิด กับสิงห์โตที่เว้นไม่ได้ คือสิงห์โตผอม ๆ หลัง โกง ๆ ก่อด้วยอิฐถืปูนบ้านละ ๒ ตัว เรือนใหญ่สิงห์โตก็ใหญ่ขึ้น เรือนเล็กก็เล็กลง คนที่ลงไปดูที่ตพานเดิรตามหลังมาพวกหนึ่ง ไปตามทางเจอะเข้าก็เข้ากระบวรมากขึ้น ๆ จนเปนกระบวรแห่ แต่ดีที่ไม่อาจเข้าเบียดเสียดยืนดูอยู่ห่าง ๆ มีโปลิศตพายดาบยืนอยู่ที่นี่บ้างโน่นบ้างห่าง ๆ แต่ไม่เห็นเอื้อเฟื้ออันใด โรงยามโปลิศเปนกุฎิห้องเดียวมีเกราะไม้จริงแขวนทุกแห่งตามแผนชวาเช่นเคยเห็นมา ทางที่จะขึ้นไปที่อยู่พวกฝรั่งต้องขึ้นเนินเดิรอยู่ข้างจะเหนื่อย มีต้นไม้เปนอาเวนนิวตอนสั้น ๆ อยู่ข้างจะงามใช้ต้นไทรกับต้นประดู่ทั้งนั้น ถ้าต้นไทรแล้วมีเฟินมีกล้วยไม้เกาะลำต้น เรือนไม่ใคร่มีหลังโตเหมือนของจีน แต่เตี้ย ๆ เปิดน่าโถงเหมือนกัน นึกไม่ออกว่ามันจะสบายอย่างไร ดูเหมือนจะร้อน แต่เอาเถิดไม่มีน่าต่างจะไม่เปนไร แต่ถ้ามีเจ๊กมาขายปลาปล่อยแล้วไม่ต้องชเง้อทีเดียว๓๐ กล่าวได้ว่าที่สูงกว่าพื้นดินอย่างยิ่งเพียง ๒ ศอก คืบเดียวโดยมาก มีต้นไม้บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ยืนอยู่ที่ถนนแลเห็นตลอดทั้งเรือน มีบ้านใหญ่ ๆ อยู่ ๒-๓ บ้าน คือบ้านเจ้าเมือง บ้านยกรบัตรเปนต้น มีที่เปนการก่อสร้างใหญ่ใหญ่อยู่ คือคุกสักเท่าคุกราชบุรี แลโรงทหารอยู่บนเนินสูงแลเห็นทางทเล ไม่ได้เข้าไปดูทั้ง ๒ แห่ง มีคลับแห่งหนึ่ง หลังนอกมีโต๊ะบิลเลียด หลังในเปนโรงละคอน มียกพื้นมีฉากแลกินเหล้ากินน้ำที่นั้นที่นี้ไม่มีโซดา ใช้น้ำแร่ปอลินารีส พวกชาวเมืองเรียกว่า “ไอยะบลันดา” แปลว่าน้ำวิลันดา เย็นมากเสียแล้วต้องเดิรกลับลงมา ยังมีถนนอิกหลายสาย ที่แลไปเห็นแต่รั้วไม่มีตึก หมายจะลงมาทางถนนที่เรียกว่าบริเย็น เห็นแต่เมื่อขาไป เปนทางตรงแลดูงามดีกว่าทุกทาง คิดจะถ่ายรูปแต่ไม่สำเร็จ เลยหลุดไปเสียทางอื่น แตกก็เปนทางสำคัญ รู้ได้ด้วยมีเสาโคม ใช้ไม้เหลี่ยมตั้งโคมเหล็กวิลาศจีนตามธรรมดา มีตเกียงน้ำมันปิโตรเลียมในนั้น ซึ่งมีแต่ถนนเดียวถึงน่าจวนเจ้าเมืองก็ไม่มี แต่ไม่เห็นค่อยจะมีบ้านเรือนคน เดิรประเดี๋ยวเดียวก็ถึงตพานข้ามคลองปากออกทเลลงเขื่อนศิลา ซึ่งได้ถ่ายรูปไว้แต่เมื่อขาขึ้นไป เรื่องถ่ายรูปนี้เปนการมีคุณอย่างหนึ่ง ถ้าคนตอมมากนักเอากล้องถ่ายรูปตั้งลงเปนหยุดอยู่ที่นั่นหมดเหมือนแม่เหล็ก

วันนี้ว่าเปนนักขัตฤกษ์หริรายา (พระยาวัน) มีเด็กคนหนึ่งแต่งตัวนุ่งโสร่งน่าเก็บทองเสื้อดวงทองใส่กำไลกว้างสักนิ้วกึ่งหัวไขว้กัน สร้อยประแจแลอะไรเรียกไม่ถูกขนาดพิศมรม้า กับอิกสายหนึ่งสวมคอหัวใส่ปันจุเหร็ด ใช่จะแกล้งเรียก เปนปันจุเหร็ดจริง ๆ มีชายผ้าข้างท้ายทอยด้วย มีดอกไม้ทองปักหลายดอก เครื่องแต่งตัวเหล่านี้ทำด้วยทองลายแทงย้อมแดงทั้งสิ้น ตั้งพิธีถ่ายรูปอยู่ข้างจะประดักประเดิด ออกขี้ตะหนี่ตัวหน่อย ๆ ผู้ที่กำกับนั้นก็กลัววิ่งราวเปนกำลัง เข้าไปใกล้จะดูลวดลายก็ไม่ใคร่ยอมเหมือนกัน ต้องให้เงินตุ๊น ๑ จึงสำเร็จ พวกที่มาดูทึ่งกันเปนกำลัง ยืนอมยิ้มอยู่รอบ เครื่องที่ใช้สำหรับขนของใช้วิลบาโรเลื่อนฤๅระแทะล้อเดียวจับคันเสือกไปทั้งสิ้น สำหรับคนขี่ก็มีเปนพื้นกระดานแอ่นขึ้นมาหลังมีที่พิงผ้าใบ เวลาขึ้นนั่งเหมือนนั่งเก้าอี้ผ้าใบ ครึ่งนอนครึ่งนั่งมีกระแชงคลุมอาการอยู่ข้างไม่สู้งาม แลมีท่าทางที่จะโค่นได้ง่ายด้วย แต่ท่านเจ้าเมืองนั้นใช้แคร่กันยาคานเตอะตัง แก้ไขแต่ให้มีเก้าอี้ในนั้น นอกจากยาน ๒ อย่างนี้แล้วเห็นรถ ๒ ล้อเล็ก ๆ หลังหนึ่งรอย ๆ เดียว เกวียนฤๅรถก็ไม่ทราบกว้างอยู่ การที่จะขนสิ่งของนอกจากวิลบาโรแล้ว ใช้เปัคือตพายด้วยผ้าตั้งแต่สิ่งของลงไปตลอดจนเด็ก ตำบลนี้ในแผนที่เขียนว่ามินตก แต่เห็นเขียนชื่อถนนแลสอบถามแขกได้ความว่ามุนตก๓๑ เจ้าเมืองไม่อยู่ ตั้งแต่ขึ้นไปจนกลับไม่เห็นมีใครมาทักทายว่ากระไร แต่คนเรียบร้อยดีทั้งแขกแลฝรั่ง ไปทางใดคำนับกันเรื่อยไป ผู้คนดูไม่มากเขาว่าไปอยู่ในเมืองเสียหมด ที่เห็นทั้งสิ้นมีคนไม่เกิน ๒๐๐-๒๕๐ มีฝรั่งที่พบสัก ๒๐ คนไปได้ มีไม่ได้เปนทหารสัก ๓- ๔ คน เมืองนี้เปนที่ทำดีบุก มีเขาใหญ่อยู่ข้างหลัง เห็นจะทำเชื่อกน้ำมันมาจากที่นั้น กลับมาถึงเรือค่ำจุดกรวดสีซื้อมาแต่บนบก ประภาคาร ๒ แห่งที่ปลายแหลมดวงโต ที่ต้นตะพานดวงเล็ก แต่ไม่หมุนทั้งสองอัน ตั้งแต่ลงเรือมากินเข้าไม่ได้ ยายโป๋๓๒กลัวบาปอ้ายกุ๊กไม่เอื้อ จะหาเป็ดไก่สักตัวหนึ่งก็ไม่มีหมดสิ้นเชิง เข็นเข้าไปก็ท้องขึ้นอยู่ข้างอิดโรย ต้องหันลงไปหาของแห้งมาแต่บางกอก

  1. ๓๐. คำว่าขายปลาปล่อยเปนคำพูดกันมาแต่ในรัชกาลที่ ๓ หรือที่ ๔ สมัยโน้นเรือนใครปลูกเตี้ย ๆ ถึงระดูตรุษสงกรานต์ เจ๊กที่หาบถังปลาปล่อยเที่ยวขาย มักเยี่ยมหน้าเข้าไปถามทางหน้าต่าง ว่าจะซื้อปลาปล่อยหรือไม่ เรือนปลูกเตี้ย ๆ จึงเรียกกันว่าสำหรับให้เจ๊กขายปลาปล่อย

  2. ๓๑. ได้ยินว่าเมืองนี้อังกฤษตั้งขึ้นเมื่อครั้งได้เมืองชวาไว้คราวหนึ่ง เอาชื่อหลอดมินโต ผู้สำเร็จราชการอินเดียในสมัยนั้นมาให้เปนชื่อเมือง

  3. ๓๒. คุณหญิงโป๋ ภรรยาพระยาภักดีภัทรากร (โอจิว)

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ