๕๖

(ตอนที่ ๑๑ เสด็จประทับเมืองยกยา ครั้งที่ ๒)

เมืองยกยา

วันที่ ๓ กรกฎาคม

เวลาเช้า ๔ โมงเรสิเดนต์มาส่ง ขึ้นรถมากับคอนโทรเลอเมเยอร์ จีนแลริเยนต์ตามมาส่งด้วย ได้สนทนากันถึงเรื่องศาสนาพระพุทธแลศาสนาพระเยซูกับเรสิเดนต์มาตามทาง ต่างคนต่างชมสิ่งที่ดีในศาสนาทั้ง ๒ ไม่ได้ขัดคอกันเลย มาถึงต่อแดนยกยาแอสสิสตันเรสิเดนต์เอารถสุลต่านไปคอยรับ สนทนากันด้วยเรื่องเมืองชวาอีก เรายังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องพวกชวาที่ไปยุโรป มีหลายคนที่ได้ไป คือพวกรเด่นอธิปติที่ไปถ่ายรูปก็มีคนหนึ่ง น้องมังกุโนโกโรก็มี แต่กลับมาแล้วต้องมาคงรูปเดิม เขาเล่าว่าลูกรเด่นอธิปติคนเก่าได้ไปยุโรปเปนคราวแรกแต่ครั้งปักกุภูวโนที่ ๙ กลับมาก็ถูกกริ้วกราดด้วยไม่ยอมที่จะแต่งตัวถอดเสื้ออย่างชวา ต้องเลยกระเด็นไปทำการอยู่กับวิลันดาว่ามีเมียฝรั่งด้วย แต่พวกเชื้อวงศ์ที่ใกล้กับสุสุนันแลสุลต่านยังไม่มีใครไปเลย การเล่าเรียนเดี๋ยวนี้ขยายกว้างออกกว่าแต่ก่อน ว่าลูกสุสุนันยอมให้เรียนภาษาวิลันดา เขาว่าสุลต่านแลสุสุนันฟังภาษาวิลันดาเข้าใจ แต่ท่วงทีจะงู ๆ ปลา ๆ ไม่เห็นแกอินดีดหรือเยสสักคำเดียว แต่ในคำพูดที่จำจะต้องออกชื่อภาษาวิลันดา ก็เห็นใช้พูดเปนเสียงชาวชวาเช่นกับ ฮอแลนเดอเรียกบลันดา แลคำอื่น ๆ ก็แกว่ง ๆ ทั้งสิ้น บ่ายโมงเศษมาถึงเมืองยกยากินเข้าแล้วออกมาเดิรแกว่ง ๆ อยู่ตามหอนั่ง มียายแก่หน้าตาเปนผู้ดีเหมือนเจ้ากรมสุรินทร์ ๓ คน๕๔ แต่งตัวใส่เสื้อแพรใส่ตุ้มหูเพ็ชร์แหวนเพ็รชร์อย่างเก่า ๆ เดิรตุบตับขึ้นมาหา เราเดิรออกไปดูตรงเข้ามาจับแขนทั้ง ๒ ข้างยึดแน่นไม่วาง พูดอะไรปั้บ ๆ ๆ ๆ ไม่เข้าใจ ออกแต่ชื่อทิปโปโนโกโรบ่อย ๆ แล้วชี้ไม้ชี้มือที่เราแล้วก็ร้องไห้ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรแกก็ยึดมือแน่น จะหากรมสมมตก็ไม่พบ ต้องจูงเอาไปส่งให้กรมดำรง ไปจ้ำอยู่กับกรมดำรงนานก็ไม่ได้ถ้อยได้ความว่ากระไร กรมดำรงเลยพาไปส่งกรมสมมตกำลังนอนอยู่ในห้อง กรมสมมตลุกขึ้นต้อนรับให้นั่งเก้าอี้ อยู่ข้างจะปลื้ม กรมสมมตเข้าใจภาษามลายูบ้าง แกตั้งพิธียอกรมสมมตเสียใหญ่ ว่าจมูกเหมือนทิปโปโนโกโร เห็นแล้วให้คิดถึง ร้องไห้ปรับทุกข์ปรับร้อนไปต่าง ๆ เล่าถึงเรื่องทิปโปโนโกโรเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ก็อยู่ในทางข้างขอทานนั้นแล แต่แกเปนผู้ดีก็พูดจาอ้อมไปโดยอัชฌาไสย แต่ฝ่ายข้างเรากลายเปนการสนุกกันเสียอย่างยิ่ง ที่ซัดส่งกันต่อ ๆ ไปมดัมริชลิวถูกเปนรตู แกไล่ตามกอดต้องวิ่งหนี ใคร ๆ ส่งเข้าไปว่าเปนรายาแกเชื่อหมด เว้นไว้แต่พระยาอภัยรณฤทธิ์ ทีแกจะเห็นแก่ไปอย่างหนึ่ง แต่งเปนทหารอิกอย่างหนึ่ง แกคงเคยมาและเลียมอยู่หลายวัน แลจำได้หงิด ๆ ว่ารุ่นราวคราวใด แต่ไม่แม่นว่าเปนคนไหน ทิปโปโนโกโรที่แกอ้างถึงนั้น เปนคนหนึ่งในผู้สำเร็จราชการ ๔ คน ครั้นสุลต่านฮมังกุภูวโนที่ ๔ เมื่อยังเด็กอยู่ ภายหลังเปนขบถ ไม่เชิงขบถต่อสุลต่านเปนวิวาทกับวิลันดา แต่ข้างฝ่ายวิลันดาว่าวิลันดาก็สุลต่าน ๆ ก็วิลันดา การที่ไม่พอใจเกิดขึ้นก็ด้วยเรื่องวิลันดาข่มเหงรวบรัดมากขึ้น เหตุด้วยเจ้าแผ่นดินเปนเด็ก ระหองระแหงมานาน แต่เหตุที่ถึงออกหน้าเปนขบถนั้น เพราะวิลันดาปักที่ทำถนนเข้าไปในเขตรนา ทิปโปโนโกโรถอนหลักเสีย

เวลาเย็นไปที่ฝังศพสุลต่านในวงศ์มายาพหิส ๒ คนกับสุลต่านฮมังกุภูวโนที่ ๒ เรียกว่าโกตากาเบ ทางที่ไปผ่านท้องนาไปจนถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งว่าเปนเมืองหลวงเก่าต้องข้ามแม่น้ำ แต่น้ำตื้นขับรถไปในน้ำขึ้นฟากข้างหนึ่ง มีตึกมีกำแพงแน่นหนาอย่างเมืองแขกเก่า ๆ แลมีบาซาใหญ่คนดูเต็มแน่นไปทั้งนั้น ถึงที่ฝังศพลงจากรถเข้าไปในประตู เปนประตูซุ้มอย่างแขก เดิรผ่านเข้าไปมีต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่ง เขาว่าเปนที่สังเกตว่าถ้ากิ่งไทรข้างตวันออกหักเจ้านายแลเชื้อวงศข้างเมืองโซโลจะตาย ถ้าข้างตวันตกหักเชื้อวงศข้างยกยาจะตาย มีพระออกมารับหลายคน นุ่งโสร่งใส่เสื้อยาวโพกผ้าโตมีแถบอะไรคล้องคอ ดูท่าทางร่องแร่งไม่ครึมครำหรือหน้าดุร้ายเหมือนอาหรับ พอเข้าประตูไปก็ถึงมัศซิด เลี้ยวไปข้างซ้ายเข้าประตูอีกประตูหนึ่ง มีกำแพงกั้นเปนลับแล ที่นั้นมีหนังสือจาฤกไว้ เล่าเรื่องราวเขียนตัวโรมันแต่ภาษาชวา ออกจากลับแลถึงลานอีกลานหนึ่งมีกำแพงกั้นรอบ ด้านน่ามีประตูไปอีกทางหนึ่ง ด้านตรงประตูที่เข้าไปมีสวนอะไรซึ้ง ๆ ด้านหลังมีประตูเข้าไปถึงลานอีกชั้นหนึ่งเปนที่ฝังศพมีต้นไม้ปลูกเปนสวนไม่งดงามอันใด คราวนี้เลี้ยวข้างขวาเข้าประตูไปอีก ถึงศาลาเตี้ย ๆ เชิงกลอนต่ำกว่าหัวคนยืน เวลาจะเข้าไปต้องก้ม เมื่อเข้าไปข้างในมืดไม่แลเห็นอันใดต้องจุดเทียน ๆ นั้นใช้ขี้ผึ้งแขงเปนไขเนื้อคล้ายเทียนเจ้าเซ็น เมื่อเข้าไปถึงในนั้นเห็นเปนแต่ที่ฝังศพเต็มแน่นไปทั้งนั้นจะหาที่ว่างเพียงสักศอกหนึ่งไม่มี ที่กว้างสัก ๓ วายาวสัก ๕ - ๖ วา ฝังศพสัก ๑๕๐ ไปได้กระมัง อย่างธรรมเนียมในป่าช้าแขกไม่มีที่จาฤกชื่อเสียงเล่นจำเอาทั้งนั้น ที่เปนผู้มีบรรดาศักดิ์หรือมีชื่อเสียงก็มีเพดานกางมุ้ง จะดูอะไรก็ไม่เปนอารมณ์สมประดี เพราะทางเดิรนั้นพอสอดตีนก้าวไปจะยืนขาสองข้างเสมอกันก็ไม่ได้ พื้นที่ก็ยกทีละ ๒ นิ้วบ้าง ๔ นิ้วบ้างเดิรจะสดุดหกล้มปากคอแตก หัวบางทีก็เงยได้บางทีก็ต้องก้ม ใครเข้าไปที่จะไม่หัวโดนอะไรต่อมิอะไรนั้นน้อยนักน้อยหนา เราต้องสารภาพว่าจำอะไรไม่ได้เลยทั้งร้อนทั้งเหม็นอับหายใจไม่ใคร่จะออก แลอะไรก็ไม่ใคร่จะเห็นเหงื่อโซมตัว เปนแต่พยัก ๆ อยากจะให้แล้วอย่างเดียว ถึงจะพาบุกบันเข้าไปถึงที่ศพผู้วิเศษวิโสอย่างใดจะหาศิลางามสักท่อนเดียวก็ไม่มี ที่ว่างซึ่งว่ามีอยู่นั้นคือฉเพาะที่จะฝังศพปักกุอาลำเดี๋ยวนี้ เพราะฝัง ๔ คนมาแล้ว ฝ่ายข้างศพพวกสุลต่านย้ายไปฝังเสียอิโมคิรี ที่นั้นห้ามไม่ให้คนต่างประเทศไป ออกมาได้ดีใจจริง ๆ เลยเวียนหัวยังไม่หาย กลับมาทางเดิมแวะออกประตูด้านที่เราเรียกว่าน่า แต่ที่แท้ไม่รู้ว่าข้างไหนน่าข้างไหนหลัง เปนแต่กำแพงกั้นเปนคอก ๆ ไปทั้งนั้น มีสระกว้างสัก ๖ ศอก ยาวสัก ๘ ศอกหรือ ๓ วา มีเต่าเผือกตัวใหญ่อยู่ในนั้นตัวหนึ่ง น้ำใสแลเห็นถนัด เขาเอาเข้าโยนลงหลายปั้นก็เฉยไม่กระดิกกระเดี้ย เขาว่าถ้าใครไปที่นั่นเต่าโผล่ขึ้นมาพ้นน้ำหันหน้าตรงผู้ใดเปนการมงคล เจ้าพวกแขกตั้งพิธีกันจะให้โผล่ให้ได้ แต่เราขี้เกียจคอยบอกว่าเชื่อแล้วว่าเต่าโผล่ขึ้นมาพ้นน้ำได้ แต่เราเปนคนมิจฉาทิษฐิเต่าเห็นจะรู้แล้วคงไม่โผล่ดอก ของดเสียที ที่สระนั้นเอากระดานกั้นไว้ ตอนหนึ่งมีบันไดลงไป พวกแขกนับถือกันว่าเปนที่อยู่ใกล้ศพสุลต่านเสโนปติ ซึ่งพวกยกยานับถือกันเหมือนอย่างเทวดา ถ้าจะไปทัพจับศึกไปอาบน้ำที่นั้นอยู่คงกระพันชาตรีแลมีใจกล้าหาญมาก ว่าพวกขโมยก็ชอบมาอาบ ในเมืองยกยานี้ว่าขโมยชุม แต่พวกวิลันดาอวดว่าเดี๋ยวนี้ค่อยสงบไปแล้ว ออกจากนั้นมา เขาพาไปที่มัศซิดข้างน่ามีสระน้ำ ๓ สระกั้นอยู่ น้ำตื้น ๆ สักคืบหนึ่ง แต่สระกลางมีแต่โคลน เขาสำหรับชำระก่อนเวลาไหว้พระ จะเข้าไปต้องท่องน้ำไป เราต้องต่ายไปบนเอนกว้างสักคืบหนึ่ง เข้าไปถึงในนั้นก็เสียใจ ไม่แต่เกลี้ยง ๆ อย่างวัดแขก สกปรกเต็มทีด้วย มีธรรมาสน์ตั้งอยู่อันหนึ่งเหมือนอย่างที่กุฎีเจ้าเซ็น เขาว่าทำแต่ครั้งสุลต่านคนแรก ๑๕๐ ปีมาแล้ว แต่ที่นั่งเทศน์นั้นไม่นั่งชั้นล่างไว้ชั้นบนสำหรับมหมัด ผ่านขึ้นไปนั่งชั้นบนทีเดียว กลับออกมาได้ดีใจอีก คราวนี้พาไปดูเสโลกิลองว่าเปนแท่งศิลาของสำคัญอันหนึ่ง เดิรไปในหว่างก่าแพงสองข้างเปนตรอกเลี้ยวไปเลี้ยวมาไม่รู้ว่ากี่ทบกี่ทอด เดิรจนเหนื่อยบ่นกันว่าไม่คุ้มค่าศิลาแผ่นเดียวเลย ที่อื่นน่าดูดีกว่า คือกำแพงกราตนเก่าที่รื้อลงมา ปูเปนถนนเสียก็มาก ยังคงเปนกำแพงอยู่หนาพอใช้ ข้างในเปนต้นไม้รก ๆ เพราะเขาถือกันไม่มีใครไปปลูกเรือนอยู่ว่าเปนข้างในวัง ที่เสโลกิลองนั้นเปนที่น่าปันดโปมีต้นไม้ใหญ่และมีหลังคาเล็ก ๆ คร่อม ศิลานั้นกั้นรั้วไม้จริง ศิลาในนั้นกว้างสัก ๒ ศอกคืบสี่เหลี่ยมมีรอยเว้าอยู่ด้านหนึ่ง กล่าวกันว่าเปนที่สำหรับสุลต่านเอาหัวขบถมาวางแล้วนั่งทับบนแผ่นศิลานั้น มีรอยเขียนหนังสือตัวโรมันเปนภาษาลตินเลว ๆ ว่าเปนของคนโปรจุเก็ตผู้หนึ่งซึ่งสุลต่านจับเอามาขังไว้ เขียนพรรณาถึงความทุกข์ภ้อตัดว่าไม่มีเพื่อนมาช่วย มีคิดเลขบ้างเขียนเปนอะไรต่ออะไรต่าง ๆ บ้าง ว่าเมื่อแรกล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่มีคนแหกเข้าไปเขียนได้ จึงได้ล้อมใหม่ด้วยรั้วไม้จริง ศิลานั้นเห็นจะอ่อนมาก ที่น่าคอกมีม้าไม้ตั้งก้อนหินกลม ๆ ขนาดลูกเบาลิงอาเลบ้างก้อนดินสอพองบ้าง สำหรับเสี่ยงทายว่าถ้าใครอุ้มก้อนหินนั้นเดิรเวียนคอกได้ ๗ รอบจะมีเมีย ๒ คนได้ไม่ทเลาะกัน ต้องเดิรกลับมาขึ้นรถตามทางเดิม เล่นเอาเพลียทีเดียว กลับมากลางทางเล่ากันถึงเรื่องต้นไทรซึ่งเรียกว่าวาริงคินพวกชวานับถือกลัวเกรงกันมาก เรสิเดนต์ตำบลใดตำบลหนึ่งจำไม่ได้จะตัดต้นไทรใครห้ามก็ไม่ฟัง พอตัดลงแล้วเวลาค่ำผีมาหลอกลูก ๒ คนเปนผู้หญิงคนหนึ่งเปนผู้ชายคนหนึ่ง ให้เห็นไปต่าง ๆ แล้วเอาน้ำมาสาดจนเปียกไปทั้งสินทุกวัน ๆ ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น ผีก็ตามไปข่มเหงอยู่เช่นนั้นครบ ๓ เดือนเข้าก็หายไปเอง ทางที่ไป ๓ ไมล์กลับมาถึงโฮเต็ล อินเยอเนียทดน้ำมาหา เอาแผนที่กราตนที่เขาเขียนคัดใหม่มาให้มีคำอธิบายทำเรียบร้อยดีมาก นัดกันไว้ว่าเวลาพรุ่งนี้จะไปดูแผนที่การทดน้ำที่บ้านเขา เพราะจะเอาก็มากมายนัก แล้วรเด่นอธิปติให้คนเอาหมวกยศพวกชวาต่าง ๆ มาให้ แต่ตัวบอกป่วย เวลายามเศษไปที่บอลบ้านเรสิเดนต์ ๆ จูงสุลต่านออกมาคอยรับ พอถึงสุลต่านปล่อยมือมาจูงเรา ๆ จูงแม่เล็กอยู่แล้วเลยจูงกัน ๓ ต่อ อดหัวร่อไม่ได้ ฝรั่งก็ออกยิ้ม ๆ ขึ้นไปนั่งบนโธรน วันนี้รตูกับลูกสาวทั้งปวงมาด้วย ตามตำราว่าถ้าที่อื่นแล้วไม่ไป พวกผู้ชายก็ไปด้วยกันมาก ทั้งที่เปนปเงรันแลยังไม่ได้เปน บรรดาลูกสุลต่านที่อายุครบ ๒๔ ปีแล้วให้แต่งยุนิฟอมทหารทุกคน เว้นไว้แต่ประบูอนุมอายุยังไม่ครบก็ให้แต่ง วันนี้บรรดาผู้ที่ไปที่มียุนิฟอมแต่งยุนิฟอมทั้งสิ้น สุลต่านเขาว่าแกใส่เกือกทนไม่ใคร่ได้ แต่งทหารถูกใส่เกือกบู๊ดเห็นจะเต็มที ที่ไม่ได้เปนทหารแต่งตัวนุ่งจีบสวมเสื้อคล้าย ๆ อย่างน้อยแต่เปนลูกดุมไพล่ไปติดอยู่ข้าง ๆ มีชายที่ตรงน่ายื่นออกมาสองชาย ตรงที่ขัดดุมนั้นติดเข็มเพ็ชร์ มีสายนาฬิกาอย่างยาวสวมคอสาย ๑ เหมือนกันทุกคน ที่โธรนนั้นต่อยื่นออกไปหน่อยหนึ่ง ข้างฟากซ้ายนั่งเพียงปเงรันอธิปติอนุม ข้างฟากขวานั่งเพียงมดัมริชลิวมีเลี้ยงน้ำชาตามแบบแล้วเปิดบอล เราจูงรตู สุลต่านจูงแม่เล็ก เปรสิเดนต์จูงเลดีอินเวตติง ประบูอนุมจูงเมียเรสิเดนต์ ปักกุอาลำจูงเมียนายทหาร นายทหารจูงเมียพระยาชลยุทธ เดิรวนรอบหนึ่งแล้วกลับขึ้นนั่งที่ สนทนากับสุลต่านต่อไป ว่าด้วยเรื่องอิเหนาเปนพื้น แลพูดถึงบรัมบานันแลบุโรพุทโธ สุลต่านบอกว่าได้เคยไปแต่เมื่อยังไม่ได้เปนสุลต่านทั้ง ๒ แห่ง แต่ที่บรัมบานันนั้นได้ไปบ่อย ๆ เรื่องโปบูชาโรโลยองแกรง ยอมรับว่าเขานับถือ ได้พูดกับประบูอนุมถึงเรื่องการเล่าเรียนแลเรื่องไปเที่ยว เขาว่าได้เคยไปเมืองโซโลครั้งหนึ่งเมื่อสุสุนันคนก่อนตาย ได้เข้าไปในห้องเรสิเดนต์ดูแผนที่แลอื่น ๆ กลับเวลา ๒ ยามดูเหนื่อยเต็มทีบอบช้ำมาแต่บุโรพุทโธ

  1. ๕๔. คือหม่อมเจ้าหญิงในกรมหมื่นสุรินทรรักษ์ รัชกาลที่ ๑

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ