๓๖. เรื่องสมณทูตไปลังกา

เมื่อปีมเสงเอกศก จุลศักราช ๑๑๗๑ พ.ศ. ๒๓๕๒ แต่ในปลายรัชกาลที่ ๑ มีพระภิกษุชาวลังกาชื่อพระวลิตรภิกษุรูป ๑ กับสามเณร ๒ รูป เข้ามาจากเมืองนครศรีธรรมราช มาถึงกรุงเทพฯ โปรดให้วลิตรภิกษุกับสามเณรชื่อรัตนปาละไปอยู่ในสำนักสมเด็จพระสังฆราชณวัดมหาธาตุ สามเณรอิกรูป ๑ ชื่อหิธายะ ให้ไปอยู่ในสำนักสมเด็จพระวันรัตน์วัดพระเชตุพน ต่อมาในรัชกาลที่ ๒ สามเณรลังกาทั้ง ๒ รูป ขออุปสมบทเปนพระภิกษุสยามวงษ์ เพราะถือว่าเปนวงษ์เดียวกับพระสงฆ์ในลังกาทวีปซึ่งได้รับอุปสมบทแต่พระอุบาลีที่ออกไปในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐครั้งกรุงเก่า จึงโปรดให้สามเณรทั้ง ๒ นี้เปนนาคหลวงบวชในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม แลพระราชทานนิตยภัตรไตรปีสืบมา ครั้นมาถึงปีรกาเบญจศก จุลศักราช ๑๑๗๕ พ.ศ. ๒๓๕๖ มีพระลังกาเข้ามาถึงกรุงเทพฯ อิกรูป ๑ ชื่อพระสาสนวงษ์ อ้างว่าพระมหาสังฆนายกในลังกาทวีปให้เชิญพระบรมสารีริกธาตุเข้ามาถวายแด่สมเด็จพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา แต่ไม่มีสมณสาสนหรือสำคัญอันใดมา ครั้นไต่ถามถึงการพระสาสนาในลังกาทวีป พระสาสนวงษ์ก็ให้การเลื่อนเปื้อนไปต่าง ๆ ซํ้ามาเกิดรังเกียจไม่ปรองดองกันกับพระลังกาที่เข้ามาอยู่แต่ก่อน วัตรปฏิบัติก็ไม่น่าเลื่อมใสด้วยกันทั้ง ๒ รูป จึงเปนเหตุให้ทรงแคลงพระราชหฤไทยว่าจะมีใช่พระที่ได้รับอุปสมบทมาแต่ลังกาทวีป ทรงพระราชดำริห์ว่าพระสงฆ์ในลังกาทวีปก็เปนสมณวงษ์อันเดียวกันกับพระสงฆ์ในสยามประเทศ เคยมีสมณไมตรีต่อกันมาแต่ครั้งกรุงเก่า แต่เริดร้างมาเสียเพราะเกิดเหตุศึกสงคราม ไม่ได้ไปมาหาสู่ถึงกันช้านาน บัดนี้กรุงสยามก็ได้ประดิษฐานพระนครรัตนโกสินทรเปนราชธานี มีอิศรมั่นคงแล้ว แลได้ข่าวว่าลังกาทวีปเสียแก่อังกฤษ การพระสาสนาแลสาสนวงษ์ในลังกาทวีปจะเปนอย่างไร ควรจะสืบสวนให้ทราบความจริงไว้ จึงทรงเผดียงสมเด็จพระวันรัตน์ (มี)[๑] วัดราชบุรณะ กับพระพุทธโฆษาจารย์ (บุญศรี) ให้จัดหาพระภิกษุสงฆ์ทั้งฝ่ายคณะใต้แลคณะเหนือจะมีองค์ใดศรัทธาออกไปยังลังกาทวีปบ้าง[๒] สมเด็จพระวันรัตน์จัดได้พระวัดราชบุรณะ ๔ รูป คือ พระอาจารย์ดีรูป ๑ พระอาจารย์เทพรูป ๑ พระแก้วรูป ๑ พระคงรูป ๑ พระห่วงรูป[๓] ๑ พระพุทธโฆษาจารย์จัดได้พระวัดมหาธาตุ ๔ รูป คือ พระอาจารย์อยู่รูป ๑ พระปราง รูป ๑ พระเซ่งรูป[๔] ๑ พระม่วงรูป ๑ รวมพระสงฆ์ไทย ๘ รูป ครั้งนั้นพระรัตนปาละ พระหิธายะชาวลังกา ซึ่งเข้ามาอุปสมบทในกรุงเทพฯ ทราบว่าพระสงฆ์สมณทูตไทยจะออกไปลังกา ถวายพระพรลาจะออกไปเยี่ยมญาติโยมของตนด้วย โปรดให้ไปกับสมณทูต พระสงฆ์ที่จะไปจึงรวมเปน ๑๐ รูปด้วยกัน

เมื่อจัดพระได้พร้อมแล้ว ถึงเดือน ๒ ขึ้น ๑๑ ค่ำ ปีจอฉศก พ.ศ. ๒๓๕๗ โปรดให้นิมนต์พระสงฆ์สมณทูตเข้าไปรับผ้าไตรแลเครื่องบริขารต่อพระหัดถ์ แลโปรดให้จัดต้นไม้เงินทอง ๑๖ สำรับ เทียนใหญ่ธูปใหญ่ ๓๐๐ คู่ เปนของทรงพระราชอุทิศส่งไปบูชาพระทันตธาตุแลพระเจดียฐานในลังกาทวีป[๕] แลโปรดให้จัดเครื่องสมณบริขาร ๓ สำรับ คือ บาตร ฝาแลเชิงประดับมุก ถลกบาตรสักลาดแดง ไตรแพรปังสี ย่ามหักทองขวาง เปนของพระราชทานพระสังฆนายก พระอนุนายก แลพระเถระซึ่งรักษาพระทันตธาตุณเมืองสิงขัณฑศิริวัฒนบุรี[๖] แลมีสมณสาสนของสมเด็จพระสังฆราชไปถึงพระสังฆนายกด้วยฉบับหนึ่ง โปรดให้หมื่นไกรกรมการเมืองนครศรีธรรมราช เปนเวยยาวัจกรสมณทูตแลคุมต้นไม้เงินทองสิ่งของพระราชทานไปด้วย

สมณทูตลงเรือกรมอาสาจามไปจากกรุงเทพฯ เมื่อณวันเดือน ๒ ขึ้น ๑๓ ค่ำ ถูกลมว่าวพัดกล้าคลื่นใหญ่ เรือไปชำรุดเสียที่ปากน้ำเมืองชุมพร พระยาชุมพรจัดเรือส่งไปเมืองไชยา พระยาไชยาจัดเรือส่งต่อไป ถึงเมืองนครศรีธรรมราชเมื่อณเดือน ๔ ขึ้น ๘ ค่ำ ไม่ทันฤดูลมที่จะใช้ใบไปลังกาทวีป สมณทูตจึงต้องค้างอยู่เมืองนครศรีธรรมราช ๑๑ เดือน ในระหว่างนั้นพระวลิตรภิกษุกับพระสาสนวงษ์พระลังกาที่อยู่ในกรุงเทพฯ ทราบว่าพระสงฆ์ไทยยังค้างอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช ถวายพระพรลาว่าจะกลับไปบ้านเมืองกับสมณทูตไทย เมื่อได้พระราชทานอนุญาตแล้ว ก็ตามออกไปยังเมืองนครศรีธรรมราช แต่เมื่อออกไปถึงเมืองนครศรีธรรมราชแล้ว พระวลิตรภิกษุกับพระรัตนปาละ พระหิธายะ ที่มาบวชในกรุงเทพฯ ไปประพฤติตัวไม่เรียบร้อยต่าง ๆ พระยานครศรีธรรมราช (น้อย) เห็นว่าถ้าให้พระลังกา ๓ รูปนั้นไปกับพระสงฆ์สมณทูตไทย เกรงจะไปเกิดเหตุการณ์ให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ จึงจัดส่งไปเกาะหมากทั้ง ๓ รูป ให้กลับไปบ้านเมืองของตนตามอำเภอใจ คงให้ไปกับพระสงฆ์ไทยแต่พระสาสนวงษ์รูปเดียว แต่เมื่อไปขึ้นบกในอินเดียแล้วพระสาสนวงษ์ก็หลบหายไปอิก

พระสงฆ์สมณทูตไทยไปบกจากเมืองนครศรีธรรมราชไปลงเรือที่เมืองตรัง ได้ออกเรือเมื่อณเดือน ๔ ขึ้น ๑๓ ค่ำ ปีกุญสัปตศก จุลศักราช ๑๑๗๗ พ.ศ. ๒๓๕๘ ไปกับเรือที่บรรทุกช้างไปขายในอินเดีย พระยานครศรีธรรมราชมีจดหมายไปถึงสังฆนาเกนนายห้างพราหมณ์อยู่ณเมืองบำบุดบำดัด[๗] ซึ่งเปนคนชอบกับเจ้าพระยานครได้เคยรับซื้อช้างกันมาเสมอทุกปี ครั้นเรือไปถึงเมืองบำบุดบำดัด สังฆนาเกนได้ทราบความในหนังสือเจ้าพระยานครแล้วก็ช่วยเปนธุระรับรองพระสงฆ์สมณทูต แลให้เที่ยวหาจ้างคนนำทางที่จะไปลังกา พระสงฆ์ต้องคอยท่าอยู่อิกเดือนหนึ่ง จงได้บลิมแขกต้นหนคน ๑ เคยมาค้าขายที่เมืองตรังพูดไทยได้เปนล่ามแลนำทางไป ต้นไม้ทองเงินธูปเทียนแลเครื่องบริขารของพระราชทานนั้นบลิมก็รับไปด้วย เรียกค่าจ้างเปนเงิน ๑๘๐ รูเปีย ออกเดินไปจากเมืองบำบุดบำดัดเมื่อณเดือน ๕ แรม ๖ ค่ำ ไป ๗๖ วันถึงท่าข้ามไปเกาะลังกา บลิมจ้างเรือไปส่ง ไปวัน ๑ ถึงเกาะลังกา ขึ้นเดินไปจากท่าเรืออิก ๓ วัน ถึงเมืองอนุราธบุรี เมื่อณวันเดือน ๘ บุรพาสาธขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีชวดอัฐศก พ.ศ. ๒๓๕๙ พักอยู่ที่เมืองอนุราธ ๓ รัน กุมารสิยูมซึ่งเปนใหญ่อยู่ที่เมืองอนุราธนั้น จัดคนนำทางส่งต่อไปเมืองสิงขัณฑศรีวัฒนบุรี เดินไปได้ ๑๖ วัน ถึงคลองน้ำชื่อว่าวาลุกคงคา เมื่อณวันเดือน ๘ ทุติยาสาธ ขึ้นค่ำ ๑ ขุนนางเมืองสิงขัณฑทราบว่าพระสงฆ์ไทยไปถึงคลองวาลุกคงคา จึงแต่งให้พันนายบ้านราษฎรออกมาปฏิบัติ ทำปรำดาดผ้าขาวให้พักอาไศรยอยู่คืนหนึ่ง รุ่งขึ้นณวันเดือน ๘ ทุติยาสาธ ขึ้น ๒ ค่ำ พระสงฆ์สามเณรราษฎรชาวลังกาชายหญิงออกมารับสมณทูตไทยแห่เข้าไปในเมืองสิงขัณฑ ให้ไปอยู่วัดบุปผาราม[๘] เวลานั้นอังกฤษพึ่งได้เกาะลังกาเปนเมืองขึ้นใหม่ ๆ เจ้าเมืองอังกฤษกำลังเอาใจชาวลังกา ให้เห็นว่าไม่ประสงค์จะเบียดเบียนพระพุทธสาสนา พระสงฆ์ชาวลังกาเคยได้รับนิตยภัตรจตุปัจจัยมาแต่เมื่อยังมีพระเจ้าแผ่นดินสิงหฬปกครองอย่างไรก็คงให้อย่างนั้น พระสงฆ์ไทยก็ได้รับความอุปการะเหมือนภับพระสงฆ์ชาวลังกาด้วยทุกอย่าง ฝ่ายพระสังฆนายก พระอนุนายกชาวสิงหฬ ก็ช่วยทำนุบำรุงพาสมณทูตไทยไปหาเจ้าเมืองอังกฤษ ขอลูกกญแจมาไขเปิดพระทันตธาตุมณเฑียร แลเชิญพระทันตธาตุออกให้นมัสการ แล้วพาไปนมัสการพระพุทธบาทบนยอดเขาสุมนกูฏ ได้ไปเที่ยวนมัสการพระเจดียฐานที่สำคัญทุกแห่ง สมณทูตไทยอยู่ในลังกาทวีป ๑๒ เดือนจึงลาพระสังฆนายก พระอนุนายกกลับมา

พระสังฆนายก พระอนุนายก ประชุมพร้อมกันทำสมณสาสนตอบให้สมณทูตไทยถือเข้ามาถึงสมเด็จพระสังฆราชฉบับ ๑ ในสมณสาสนนั้นว่า พระสังฆนายก พระอนุนายก ได้ช่วยทำนุบำรุงพระสงฆ์ไทยตั้งแต่ไปจนกลับมา มีความผาศุกทุกองค์ จัดได้พระเจดีย์แก้วผลึกสูง ๘ นิ้วบรรจุพระบรมธาตุ ๕ พระองค์ พระพุทธรูปกาไหล่ทองคำน่าตัก ๕ นิ้วองค์หนึ่ง ฉลองพระเนตรองค์หนึ่ง ถวายเข้ามาในสมเด็จพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา แลจัดได้พระเจดีย์กาไหล่ทองคำองค์หนึ่งสูง ๑๒ นิ้ว บรรจุพระบรมธาตุ ๓ พระองค์ แว่นตาศิลาอันหนึ่งถวายสมเด็จพระสังฆราช อนึ่งเมื่อสมณทูตไทยกลับมาคราวนั้นได้หน่อพระมหาโพธิเมืองอนุราธบุรีเข้ามาด้วย ๖ ต้น พระสงฆ์ไทยออกจากเมืองสิงขัณฑ ณเดือน ๗ แรม ๖ ค่ำ ปีฉลูนพศก พ.ศ. ๒๓๖๐ ขุนนางอังกฤษที่เปนเจ้าเมืองกลัมพู[๙] เอาเปนธุระฝากเรือลูกค้ามาส่งที่เมืองบำบุดบำดัด แล้วสังฆนาเกนเศรษฐีเสียค่าระวางให้เรือกำปั่นลูกค้ามาส่งที่เมืองเกาะหมาก ขึ้นพักอยู่ที่เมืองเกาะหมาก ๔ เดือน พระยานครศรีธรรมราชทราบว่าพระสงฆ์ซึ่งไปลังกากลับมาถึงเมืองเกาะหมากแล้ว จึงแต่งเรือไปรับแลจัดส่งเข้ามา ถึงกรุงเทพมหานครเมื่อณเดือน ๙ แรมค่ำ ๑ ปีขาลสัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๑๘๐ พ.ศ. ๒๓๖๑ แลต้นพระมหาโพธิที่ได้มานั้น พระอาจารย์[๑๐]ขอเอาไปปลูกไว้ที่เมืองกลันตันต้นหนึ่ง เจ้าพระยานครขอเอาไปปลูกที่เมืองนครสองต้น ได้เข้ามาถวายสามต้น โปรดให้ปลูกไว้ที่วัดสุทัศน์ต้นหนึ่ง วัดมหาธาตุต้นหนึ่ง วัดสระเกษต้นหนึ่ง[๑๑] แล้วทรงตั้งพระอาจารย์ดีเปนที่พระคัมภีรปรีชา ตั้งพระอาจารย์เทพเปนที่พระปัญญาวิสารเถร พระห่วงนั้นทรงเห็นว่าได้เรียนหนังสือรู้ภาษามคธมาก ได้ช่วยเปนล่ามโต้ตอบกับชาวลังกา ไม่เสียรัดเสียเปรียบ เปนคนฉลาดไหวพริบดี จึงทรงตั้งให้เปนพระวิสุทธิมุนี เปนพระราชาคณะทั้ง ๓ รูป พระสงฆ์ที่ได้เปนสมณทูตไปลังกานอกจากนั้นก็พระราชทานไตรปีแลนิตยภัตรต่อมาเดือนละ ๘ บาทบ้าง ๖ บาทบ้างทุกรูป



[๑] ในเวลานั้นสมเด็จพระสังฆราช (สุก) วัดมหาธาตุยังมีพระชนม์อยู่ แต่เห็นจะมีความชราทุพลภาพมากอยู่แล้ว พระพุทธโฆษาจารย์ (บุญศรี) เปนอนุนายกอยู่วัดมหาธาตุกับสมเด็จพระสังฆราช จึงเปนผู้ทำแทนในฝ่ายคณะเหนือ

[๒] จดหมายเหตุสมณทูตออกไปสังกาทวีปคราวนี้ หอพระสมุดได้มาจากเมืองเพ็ชรบุรีฉบับ ๑ ความพิสดาร แลบางแห่งแปลกกับที่จดไว้ในพระราชพงษาวดารฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงษ์ ได้เอาจดหมายเหตุทั้ง ๒ ฉบับนี้ เทียบกันเก็บความจดลงในเรื่องนี้

[๓] พระห่วงนี้ ในจดหมายเหตุฉบับเมืองเพ็ชรบุรี ว่าชื่อพระจันทร์

[๔] พระเซ่งรูปนี้ เห็นจะเปนรูปเดียวกับที่ได้เปนสมเด็จพระวันรัตน์ อยู่วัดอรุณในรัชกาลที่ ๔

[๕] โสฬศเจดีย์ในลังกาทวีป ๑๖ แห่ง ซึ่งชาวลังกานับถือว่าเปนมหาเจดียสถาน ที่พระราชทานต้นไม้เงินทองไปบูชานี้ ปรากฎในสมณสาสนที่สังฆนายกลังกามีมาในรัชกาลที่ ๓ คือ ๑ พระทันตธาตุ ๒ มหิยังคณเจดีย์ ๓ นาคทีปังคณเจดีย์ ๔ กัลยาณีเจดีย์ ๕ รอยพระพุทธบาทที่เขาสุมนกูฏ ๖ ทิวาคูหังคณเจดีย์ ๗ ทีฆวาปิเจดีย์ ๘ มุติงคณเจดีย์ ๙ ติสสมหาวิหาร ๑๐ พระมหาโพธิที่เมืองอนุราธบุรี ๑๑ มริจิวัฏฏิยเจดีย์ ๑๒ ถูปาราม ๑๓ อภัยคิรีวิหาร ๑๔ เชตวันมหาวิหาร ๑๕ เสลเจดีย์ ๑๖ กาจรคามคณเจดีย์

[๖] เมืองเดียวกับที่เรียกว่าเมืองแกนดีทุกวันนี้

[๗] เมืองบำบุดบำดัดนี้ เข้าใจว่าอยู่ที่เบงกอล ข้างเหนือเมืองมัทราส

[๘] วัดบุบผารามนี้ ที่พระอุบาลีออกไปอยู่ แลไปผูกพัทธสิมาเมื่อพระสงฆ์สยามออกไปให้อุปสมบทแก่ชาวสิงหฬ ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐครั้งกรุงเก่า

[๙] ในจดหมายเหตุไทย เขียนชื่อเมืองนี้ว่าเมืองกลัมพู คือ ที่เรียกว่าเมืองโกลัมโบทุกวันนี้

[๑๐] พระอาจารย์อะไร สอบหาชื่อไม่ได้ บางทีอาจจะเปนพระอาจารย์เทพที่ไปในพวกสมณทูตนั้นเอง ตามความที่ปรากฎในจดหมายเหตุฉบับเมืองเพ็ชรบุรี พระอาจารย์เทพนี้เที่ยวอยู่ทางแหลมมลายู เมื่อสมณทูตออกไปจากกรุงเทพฯ พระอาจารย์เทพอยู่ที่เกาะหมาก ต่อจะออกเรือจากเมืองตรัง พระอาจารย์เทพจึงมาลงเรือไปพร้อมกับพระสงฆ์สมณทูต ที่เมืองกลันตันมีไทยที่นับถือพระสาสนามาก แต่โพธิ์ต้นนี้จะไปปลูกไว้ที่ไหนยังหาทราบไม่ ที่พระยานครศรีธรรมราช เอาไว้เมืองนครศรีธรรมราช ๒ ต้นนั้น เข้าใจว่าปลูกไว้ที่วัดพระเดิมต้น ๑ อิกต้น ๑ เห็นจะปลูกไว้ที่วัดท่าโพธิ์

[๑๑] เรียกว่าโพธิ์ลังกา ยังปรากฎอยู่จนทุกวันนี้ทั้ง ๓ ต้น

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ