๒๑. งานพระบรมศพ

ปีมแมตรีศก จุล ๑๑๗๓ พ.ศ. ๒๓๕๔ ถึงต้นปีมแมตรีศก จุลศักราช ๑๑๗๓ พ.ศ. ๒๓๕๔ พระเมรุมาศที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพในท้องสนามหลวง ซึ่งได้โปรดให้มีท้องตราเกณฑ์หัวเมืองเอก โท ตรี จัตวา ปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือทั้งปวง ให้จัดหาเสาแลเครื่องสร้างพระสุเมรุส่งเข้ามายังกรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานได้จัดการสร้างสำเร็จในฤดูแล้งต้นปี

พระเมรุครั้งนี้สร้างตามแบบพระเมรุพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครั้งกรุงเก่า เปนพระเมรุอย่างใหญ่เต็มตำรา ขนาดเสาใหญ่สูงเส้นหนึ่ง ขื่อยาวเจ็ดวา พระเมรุ[๑]สูงตลอดยอดนั้นสองเส้น ภายในมีพระเมรุทองอิกชั้น ๑ สูงสิบวา ตั้งพระเบญจาทองคำรับพระบรมโกษฐ มีเมรุทิศทั้งแปดทิศ มีสามสร้างตามระหว่างเมรุทิศ ชั้นในมีราชวัตรทึบปักฉัตรเงินฉัตรทองฉัตรนากสลับกัน หลังสามสร้างชั้นนอกมีโรงรูปสัตวรายรอบ มีราชวัตรไม้จริงทรงเครื่อง ฉัตรเบญจรงค์ ล้อมโรงรูปสัตว์อิกชั้น ๑ ต่อออกมาตั้งเสาดอกไม้พุ่มรายรอบราชวัตรอิกชั้น ๑ แล้วมีรทาดอกไม้สูงสิบสองวา ๑๖ รทา เครื่องมโหรศพสมโภชมีโรงรำหว่างรทา ๑๕ โรง แลตั้งเสาหกสามต่อน่าระทา ลวด ๔ หก ๔ แพน ๔ มีโรงโขน โรงลคร โรงงิ้ว สิ่งละ ๒ โรง โขนโรงใหญ่โรง ๑ มีต้นกัลปพฤกษ์ทั้ง ๘ ทิศ มีไม้ลอย ลวดเลว ลวดลังกา นอนร้านหอก ร้านดาบ คาบค้อน บ่วงพวง บ่วงเพลิง เล่นที่น่าไม้สามต่ออิกเปนหลายอย่าง โรงงานมหรสพครั้งนั้นปลูกตั้งแต่ป้อมมณีปราการ ตลอดไปถึงสพานกรงวังน่า[๒] แลให้ตั้งโรงทานเลี้ยงอาหารคาวหวานพระราชทานเปนทานแก่ไพร่บ้านพลเมืองที่จะมาในงานพระบรมศพทั่วไป

ถึงณวันเสาร์เดือน ๖ ขึ้น ๕ ค่ำ เชิญพระบรมสารีริกธาตุแต่ในพระบรมมหาราชวังตั้งกระบวนแห่ออกไปยังพระเมรุมาศ ประดิษฐานบนพระเบญจาทอง พระสงฆ์ราชาคณะถานานุกรมเปรียญฝ่ายคามวาสีอรัญวาสี ๘๐ รูปเจริญพระพุทธมนต์ มีหนัง จุดดอกไม้เพลิง เปนการสมโภชพระบรมสารีริกธาตุวันหนึ่งคืนหนึ่ง ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้าพระสงฆ์รับพระราชทานฉันแลรับพระราชทานเครื่องไทยธรรมแล้ว มีงานสมโภช เวลาบ่ายทิ้งทาน เวลาค่ำจึงแห่พระบรมสารีริกธาตุกลับเข้าในพระบรมมหาราชวัง[๓]

ครั้นรุ่งขึ้นวันขึ้น ๗ ค่ำ เชิญพระบรมศพสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทขึ้นพระยานุมาศสามลำคาน พระยานุมาศนี้ทำใหม่สำหรับพระบรมศพ มีภาพสองชั้น ปักพระมหาเสวตรฉัตร ๙ ชั้นกั้นพระบรมโกษฐ แห่ออกประตูศรีสุนทรไปขึ้นพระมหาพิไชยราชรถ[๔] ที่ถนนสนามไชยน่าวัดพระเชตุพน แต่นั้นแห่เปนกระบวนอย่างใหญ่ ชักไปถึงพระเมรุแล้ว เชิญพระบรมโกษฐลงจากพระมหาพิไชยราชรถ ทรงพระยานุมาศเข้าสู่พระเมรุด้านบุรพทิศ แห่เวียนพระเมรุโดยอุตราวัฏสามรอบ แล้วเชิญพระบรมโกษฐขึ้นบนเกรีนบันไดนากอย่างกรมหลวงพิทักษมนตรีทรงคิดขึ้นใหม่ แต่ก่อนใช้เปนไม้ล้มลุกไม่ดีเหมือนเกรีนบันไดนาก จึงเปนแบบอย่างมาจนทุกวันนี้ ขันช่อกว้านเกรีนเลื่อนขึ้นไปสุดบันไดนาก แล้วเจ้าพนักงานกรมภูษามาลาเลื่อนพระบรมโกษฐไปประดิษฐานเหนือพระเบญจาทองภายใต้พระมหาเสวตรฉัตรในพระเมรุทอง ตั้งเครื่องสูงแลเครื่องราชูประโภคพร้อมตามราชอิศริยยศแล้ว พระสงฆ์ราชาคณะถานานุกรมสดัปกรณ์แลพระสงฆ์สวดพระอภิธรรมที่เมรุทิศทั้งสี่ เปนพระสงฆ์ประจำสวด ๖๔ รูป ถวายไตรจีวรเครื่องบริขารไทยธรรมแก่พระสงฆ์ราชาคณะถานานุกรมเปรียญเจ้าอธิการพระสงฆ์อันดับในพระนครนอกพระนครแลหัวเมือง เปนจำนวนพระสงฆ์หมื่นเศษ ครั้นเวลาเช้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงปฏิบัติพระสงฆ์ ๆ ทำภัตรกิจเสร็จแล้วสดัปกรณ์ แล้วเสด็จไปประทับทรงสดับพระธรรมเทศนาณพระที่นั่งทรงธรรม ครั้นเวลาเย็นเสด็จพระราชดำเนินเข้าไปในพระเมรุ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลแล้วเสด็จออกพลับพลาสนามมวย มีพระราชดำรัสสั่งให้ทิ้งทานทั้งแปดทิศ แล้วทรงโปรยผลกัลปพฤกษ์แหวนฉลากนากทองเงิน แลพระราชทานเงินตราผ้าเสื้อแก่คนสูงอายุ ๗๐ ปีขึ้นไปทุกคนทั่วกัน ที่สนามน่าพลับพลานั้นก็มีการเล่นต่างๆ ครั้นเวลาค่ำมีหนังรอบพระเมรุสิบสองโรง จุดดอกไม้พุ่ม รทาใหญ่ กับดอกไม้เพลิงต่างๆ เมื่อจุดเสร็จแล้วรทาใหญ่จึงได้จุดลาบผ้ามีเพลิงแก้วเปนที่สุด แล้วจุดดอกไม้พุ่มรอบพระเมรุอิกคราว ๑ ตามประเพณีการพระบรมศพ ครั้นดอกไม้เพลิงจุดเสร็จแล้ว จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับยังพระราชวัง

ครั้นณเดือน ๖ ขึ้น ๑๓ ค่ำ งานสมโภชพระบรมศพครบเจ็ดวันเจ็ดคืนแล้ว เวลาบ่ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระราชวงษานุวงษ์ฝ่ายน่าฝ่ายใน เสนาบดี ท้าวพระยาประเทศราช ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย พร้อมกันถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จ รุ่งขึ้นเชิญพระบรมอัฐิประดิษฐานในพระโกษฐลงยาราชาวดี แล้วเชิญพระอังคารขึ้นสู่พระยานุมาศ ตั้งกระบวนแห่ทางประตูพระเมรุด้านตวันตก ออกประตูท่าพระ ทรงเรือพระที่นั่งกิ่ง กระบวนแห่เรือดั้งเรือข้าราชการเปนอันมาก ไปลอยพระอังคารที่น่าวัดประทุมคงคา ส่วนพระบรมอัฐินั้นประดิษฐานไว้ที่พระเมรุ มีงานสมโภชพระบรมอัฐิอิกสามวันสามคืน ครั้นเดือน ๖ แรม ๒ ค่ำ จึงเชิญพระบรมอัฐิขึ้นพระราเชนทรยาน ตั้งกระบวนแห่แต่ประตูพระเมรุด้านตวันออก เข้าสู่พระบรมมหาราชวัง ประดิษฐานไว้บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มีการสมโภชทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอิกสี่วันสี่คืน เปนคำรบเจ็ดวันเจ็ดคืน แล้วจึงเชิญพระบรมอัฐิประดิษฐานไว้ในหอพระธาตุมณเฑียร



[๑] รายการพระเมรุ ข้าพเจ้าพรรณาตามที่จดไว้ในพระราชพงษาวดาร ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงษ์ แปนแต่แก้ไขถ้อยคำบ้างเล็กน้อย

[๒] ที่ปากตลาดเรียกว่า สพานเสี้ยวทุกวันนี้

[๓] ประเพณีเชิญพระบรมสารีริกธาตุออกไปสมโภชที่พระเมรุก่อนพระบรมศพ พึ่งมีขึ้นเมื่อคราวพระเมรุกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ด้วยเหตุอันปรากฎอยู่ในพระราชพงษาวดารรัชกาลที่ ๒ นั้นแล้ว นอกจากเปนพระราชกุศล ยังเปนประโยชน์อิกอย่างหนึ่ง ที่เหมือนกับได้ซ้อมการพระเมรุที่ทำว่าเรียบร้อยแล้วหรือยัง จึงเลยเปนธรรมเนียมมีต่อมาในงานพระเมรุใหญ่

[๔] ราชรถใหญ่สำหรับทรงพระศพมี ๒ หลัง เรียกว่า มหาพิไชยราชรถ หลัง ๑ เวไชยันตราชรถ หลัง ๑ ข้าพเจ้าเข้าใจว่าหลัง ๑ สร้างขึ้นเมื่องานถวายพระเพลิงพระอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมวงษ์ เมื่อในรัชกาลที่ ๑ อิกหลัง ๑ เห็นจะสร้างขึ้นเมื่องานพระศพสมเด็จพระพี่นาง ซึ่งทำเมื่อในรัชกาลที่ ๑ พร้อมกันทั้ง ๒ พระองค์ ที่ว่านี้เปนการคาดคเน ไม่มีจดหมายเหตุบอกไว้ในที่อื่น

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ