๙๘

ฝ่ายฌ้อฮันเสียงอ๋องอยู่ที่เมืองตีน ซึ่งตั้งเป็นเมืองฌ้อใหม่นั้น แต่ให้ไทจูฮิมอ่วมกับอึงเทียดไปอยู่เมืองจิ๋นได้สิบหกปีแล้วตัวชราลงเป็นอันมาก เจียวเสียงอ๋องมิได้ให้ไทจูฮิมอ่วมกับอึงเทียดกลับมาเมืองบ้างเลย ครั้นเจ้าเมืองจิ๋นให้คนมานัดไปทำไมตรีก็ให้แต่จูเองไปคำนับบอกข่าวแก่เจ้าเมืองจิ๋น

ฝ่ายจูเองครั้นออกมาจากเจียวเสียงอ๋องจะกลับไปเมืองฌ้อ ก็แวะเข้ามาหาอึงเทียดกับไทจูฮิมอ่วม ณ ที่กงก๊วน จึงบอกแก่อึงเทียดว่า เจ้าเมืองฌ้อทุกวันนี้ก็ชราแล้ว ไทจูฮิมอ่วมก็อยู่นี่ ฉวยเจ้าเมืองฌ้อเป็นอันตรายลงภายหลัง คนอื่นซึ่งเป็นบุตรยังมีอยู่ก็จะมิชิงเอาสมบัติเสียหรือ แม้นคิดกลับไปฮิมอ่วมก็จะไม่ได้เป็นเจ้าเมือง อึงเทียดก็เห็นชอบด้วย จึงพากันเข้าไปปรึกษาฮิมอ่วมเล่าความเหมือนกับจูเองว่าให้ฟังทุกประการ แล้วว่าท่านจะนิ่งอยู่ฉะนี้หาชอบไม่ ข้าพเจ้าคิดจะไปหาฮวมซุยฟังดูจะว่าเป็นประการใด ไทจูฮิมอ่วมก็ยอมให้อึงเทียดไป อึงเทียดก็ลาฮิมอ่วมไป ครั้นถึงบ้านฮวมซุยก็เข้าไปคำนับ แล้วจึงถามว่าทุกวันนี้เจ้าเมืองฌ้อชราท่านยังรู้หรือไม่ ฮวมซุยจึงตอบว่าเรานึกได้เมื่อจูเองบอกแก่เจ้าเมืองจิ๋น อึงเทียดจึงกล่าวว่า เดี๋ยวนี้ไทจูฮิมอ่วมก็ตกอยู่เมืองจิ๋น ขุนนางในเมืองก็รักใคร่ฮิมอ่วมด้วยเห็นว่าเป็นคนสัตย์ซื่อ แม้นท่านสงเคราะห์ให้ได้กลับไปเมืองฌ้อแล้ว ฮิมอ่วมก็คงจะขึ้นกับเมืองจิ๋น ทั้งจะยกบุญคุณท่านเป็นอันมาก ซึ่งจะเอาตัวฮิมอ่วมไว้ดังนี้ ข้างหลังเจ้าเมืองฌ้อเป็นอันตรายลง บุตรก็ยังมีอยู่มาก ถ้าคนอื่นได้เป็นเจ้าเมืองแทนขึ้นแล้ว เห็นจะไม่มาขึ้นกับเมืองจิ๋น ซึ่งท่านได้ตัวฮิมอ่วมไว้ก็เปรียบดังได้ชาวเมืองฌ้อไว้คนหนึ่งก็เหมือนกัน หามีประโยชน์อันใดไม่

ฮวมซุยได้ฟังดังนั้นจึงรับคำอึงเทียดว่าท่านพูดถูกแล้ว เราจะไปว่ากับเจ้าเมืองจิ๋นเอง ฮวมซุยก็เอาคำของอึงเทียดเข้าไปแจ้งแก่เจียวเสียงอ๋องทุกประการ เจ้าเมืองจิ๋นจึงสั่งให้แต่อึงเทียดกลับไปก่อน ถ้าเจ้าเมืองฌ้อเจ็บป่วยมากลงประการใดจึงให้กลับมารับฮิมอ่วม ฮวมซุยคำนับลาเอาความมาแจ้งแก่อึงเทียดทุกประการ อึงเทียดรู้ดังนั้นก็กลับมาบอกไทจูฮิมอ่วมตามฮวมซุยสั่งแล้วจึงว่า เขามิให้ท่านไปนี้ก็เหมือนฌ้อโหยอ๋องครั้งก่อน เจ้าเมืองจิ๋นก็ลวงมาขังไว้ว่าจะแบ่งเอาที่งิมต๋งเจ็ดร้อยลี้มาเปลี่ยนตัวจึงจะปล่อย ฌ้อโหยอ๋องปู่ท่านไม่ยอมให้จนตายอยู่ในเมืองจิ๋น ซึ่งท่านจะนิ่งอยู่ฉะนี้ก็จะแก่เสียเปล่าหาได้กลับไปเมืองไม่ ฮิมอ่วมได้ฟังดังนั้นจึงคุกเข่าลงคำนับอึงเทียดแล้วว่า ให้ท่านช่วยคิดให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด อึงเทียดจึงตอบว่า ถ้าดังนั้นท่านจงไปกับจูเองก่อน ข้าพเจ้าอยู่ภายหลังจะได้คอยแก้ไข ถึงจะเป็นอย่างไรก็จะสนองคุณท่านจนสิ้นชีวิต ฮิมอ่วมได้ยินอึงเทียดรับธุระก็ดีใจ จึงว่าถ้าเราได้เป็นเจ้าเมืองแล้วก็จะแบ่งสมบัติให้ท่านกึ่งหนึ่ง อึงเทียดกับจูเองก็ปรึกษากันตกลงแล้ว จึงแต่งตัวให้ไทจูฮิมอ่วมเสียใหม่ให้เหมือนกับคนขับรถ ก็เชิญฮิมอ่วมให้ขับรถ จูเองก็รีบออกจากเมืองข้ามด่านไป

ฝ่ายอึงเทียดยังอยู่ที่กงก๊วน ครั้นเจ้าเมืองจิ๋นใช้คนมาเตือนจะให้ไปเยือนเจ้าเมืองฌ้อ อึงเทียดก็แกล้งกล่าวคำเป็นกลอุบายว่าไทจูฮิมอ่วมป่วยหามีผู้ใดจะปฏิบัติไม่ ถ้าไทจูฮิมอ่วมค่อยยังชั่วจึงจะไป แต่นั้นมาอึงเทียดก็อยู่ในเมืองจิ๋นได้สิบห้าวัน อึงเทียดนึกคาดใจว่าไทจูฮิมอ่วมกับจูเองพ้นด่านไปแล้ว อึงเทียดก็เข้าไปคำนับเจ้าเมืองจิ๋นแล้วบอกว่า ข้าพเจ้าเห็นว่าเจ้าเมืองฌ้อจะเป็นอันตรายลง ฮิมอ่วมจะไม่ได้เป็นเจ้าเมืองก็ปล่อยให้ไปแล้ว โทษข้าพเจ้าผิดอยู่จะโปรดประการใดก็ตามเถิด เจียวเสียงอ๋องแจ้งดังนั้นก็โกรธจึงด่าว่าชาวเมืองฌ้อชาติชั่วนักหามีความสัจไม่ แล้วสั่งไทกํ้าให้เอาตัวอึงเทียดไปฆ่าเสีย ฮวมซุยเห็นดังนั้นก็ห้ามไว้ แล้วว่าท่านจะฆ่าอึงเทียดผู้สัตย์ซื่อต่อเจ้าเมืองเสียนั้นหาควรไม่ ชาวเมืองทั้งปวงรู้ก็จะนินทาได้ ถ้าท่านปล่อยอึงเทียดกลับไปเมือง ไทจูฮิมอ่วมได้สมบัติในเมืองฌ้อแล้วคงจะตั้งอึงเทียดให้เป็นไจเสียง แม้นคิดถึงคุณท่านก็จะชวนขุนนางในเมืองฌ้อมายอมเป็นเมืองขึ้นของท่าน ท่านก็จะมีประโยชน์เป็นอันมากดีกว่าฆ่าอึงเทียดเสียอีก

เจียวเสียงอ๋องได้ฟังฮวมซุยว่าเห็นชอบด้วยจึงให้หาอึงเทียดกลับเข้ามา แล้วปูนบำเหน็จรางวัลให้เป็นอันมาก จึงปล่อยอึงเทียดรับรางวัลแล้วก็คำนับลาเจ้าเมืองจิ๋น มาพาพรรคพวกของตัวกลับไปอยู่เมืองฌ้อได้ประมาณสามเดือน เจ้าเมืองฌ้อก็ป่วยด้วยโรคชราก็ถึงแก่ความตาย ไทจูฮิมอ่วมก็ได้เป็นเจ้าเมืองฌ้อชื่อเค้าเลียดอ๋อง จึงตั้งอึงเทียดให้เป็นที่ซุนซินกุ๋น มอบที่ตำบลฮวยปักข้างทิศเหนือสิบสองหัวเมืองให้ด้วย อึงเทียดจึงตอบว่า ซึ่งตำบลฮวยปักเป็นที่ใกล้กับเมืองเจ๋ ท่านจงตั้งให้เป็นเมืองใหญ่จะได้สู้เมืองเจ๋ ข้าพเจ้าจะไปรักษาเมืองกังตั๋งอยู่เอง

เค้าเลียดอ๋องก็ยอมให้อึงเทียดไปอยู่เมืองกังตั๋ง ซึ่งอึงเทียดมิได้ปรารถนาหัวเมืองสิบสองตำบลข้างทิศเหนือนี้ด้วยเห็นว่าเป็นเมืองหน้าศึก อึงเทียดก็คำนับลามาบ้าน จึงจัดแจงอพยพครอบครัวของตัวยกไปเมืองกังตั๋ง ครั้นมาถึงเมืองกังตั๋ง อึงเทียดคิดว่าเมืองนี้เป็นเมืองหงอก่อนจึงให้รื้อที่ซึ่งอับหลีอยู่นั้นเสียปลูกขึ้นใหม่ สั่งให้ขุดคลองในเมืองลงไปให้ลึกอีกก็หลายแห่ง จึงจัดแจงซ่อมแซมป้อมประตูเชิงเทินและหอรบบ้านเมืองซึ่งชำรุดทรุดพังก็ทำขึ้นเสียใหม่ให้มั่นคง สำเร็จแล้วก็เปลี่ยนชื่อประตูพัวชัวหมึงซึ่งแปลว่าตีเมืองฌ้อแตก ให้ชื่อว่าเสียงหมึงเสียใหม่ อึงเทียดก็รักษาเมืองกังตั๋งอยู่เป็นผาสุก

ขณะนั้นหัวเมืองสามตำบล คือเมืองเตียวมีเพงง่วนกุน ชื่อเตียวสินคนหนึ่ง เมืองงุยก็มีสินเลงกุ๋น ชื่อกงจูบอกี๋คนหนึ่ง เมืองเจ๋นี้เบ๋งเสียงกุ๋นชื่อเตียวบุ๋นก็ตายเสียแล้ว อันคนสามคนนี้ตั้งเกลี้ยกล่อมผู้มีสติปัญญาประกวดกัน อึงเทียดผู้เป็นที่ซุนซินกุ๋นแจ้งดังนั้น ก็ตั้งเกลี้ยกล่อมเลี้ยงดูเลือกหาผู้มีสติปัญญาประกวดเข้าบ้างก็ได้คนเป็นหลายพัน กิตติศัพท์อันนั้นก็รู้ไปถึงเตียวสิน เตียวสินก็ให้คนไปหาซุนซินกุ๋นผูกรักกันไว้เนืองๆ ซุนซินกุ๋นก็ต้อนรับให้นั่งที่สมควรทุกครั้ง ชาวเมืองเตียวก็อวดว่าชาวเมืองของตัวทำฝักดาบประดับพลอยฉลาดดีนัก ครั้นเห็นชาวเมืองกังตั๋งเอาพลอยประดับรองเท้าก็นึกอายชาวเมืองกังตั๋งเป็นอันมาก แต่นั้นมาชาวเมืองเตียวก็หาอาจอวดต่อไปอีกไม่

ฝ่ายซุนซินกุ๋นได้กลอุบายของพวกที่เข้าเกลี้ยกล่อมไว้จึงได้เมืองฬ่อ เมืองโจ๋สองตำบล ก็แต่งให้ซุนเค่งไปกินเมืองฬ่อ แล้วซุนซินกุ๋นก็ตระเตรียมเสบียงและทหารกับเครื่องอาวุธต่างๆ พร้อมไว้ แต่นั้นมาเมืองฌ้อก็เป็นเมืองแข็งกว่าหัวเมืองทั้งปวง

ขณะนั้นเจ้าเมืองจิ๋น ตั้งแต่ทำไมตรีกับเมืองฌ้อเมืองเจ๋แล้วให้อองงึดเป็นแม่ทัพยกมาตีเมืองหัน อองงึดยกไปตีเมืองขึ้นเมืองหันได้ชื่อเมืองเอียอองเสีย เมืองเอียอองเสียนี้ใกล้เมืองเสียงตั๋ง ผู้รักษาเมืองเสียงตั๋งชื่อบั่งเต๋ง บั่งเต๋งแจ้งความดังนั้น จึงประชุมคนทั้งปวงเข้ามาปรึกษาว่า เดี๋ยวนี้เจ้าเมืองจิ๋นให้อองงึดคุมทหารมาตีเมืองเอียอองเสียได้แล้วเห็นจะมาตีเมืองเราเป็นมั่นคง แม้นจะสู้รบเขาก็เห็นจะไม่ได้ ถ้าจะอ่อนน้อมยอมเป็นเมืองขึ้นเสียข้างเมืองจิ๋นเล่า เราเห็นว่าจะไปขึ้นกับเมืองเตียวดีกว่า ด้วยเมืองเตียวกับเมืองจิ๋นมิได้ชอบกัน ถ้ารู้ว่าเมืองเตียวรับธุระเราดังนั้น เจ้าเมืองจิ๋นก็จะยกไปตีเมืองเตียวเป็นมั่นคง เมืองเตียวกับเมืองเราก็จะชอบกันสนิทมากขึ้น แม้นสองเมืองนี้ช่วยกันแล้ว ชาวเมืองจิ๋นจะสู้เราก็ไม่ได้ ครั้นปรึกษาเห็นพร้อมกันดังนั้น บั่งเต๋งจึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่งไปเป็นทางไมตรีกับแผนที่เมืองเสียงตั๋งให้ผู้ฉลาดถือไปถึงเจ้าเมืองเตียว

ขณะนั้นเตียวเฮาเซงอ๋องเป็นเจ้าเมืองเตียวได้สี่ปี ศักราชพระเจ้าจิวลันอ๋องเสวยราชสมบัติได้ห้าสิบสามปี ในเวลากลางคืนเตียวเฮาเซงอ๋องฝันว่าใส่เสื้อใหม่ ตามชายเสื้อนั้นมีสีต่างๆ แล้วมีมังกรลอยมาแต่อากาศตัวหนึ่ง เตียวเฮาเซงอ๋องก็ขึ้นขี่มังกร มังกรนั้นก็ลอยกลับขึ้นไป ครั้นเตียวเฮาเซงอ๋องพลัดตกจากหลังมังกรลงมาก็มิได้เป็นอันตราย แล้วเห็นเขาทองเขาหนึ่ง เขาแก้วเขาหนึ่ง มีสีต่างๆ สว่างงามนัก ในฝันนั้นว่ากำลังจะชมเชยเล่นก็ตกใจตื่นขึ้น จึงออกมาที่ว่าราชการให้หาไตหูเตียวอูเข้ามาแล้วเล่าความฝันให้ฟังทุกประการ เตียวอูจึงทำนายว่า ซึ่งท่านฝันว่าใส่เสื้อใหม่ ขี่มังกรขึ้นไปบนอากาศตกลงมา และเห็นเขาแก้วเขาทองนั้น ท่านจะได้ที่อาณาเขตกว้างออกไปอีก กับทั้งเงินและทองเป็นอันมาก ฝันดังนี้ประเสริฐนัก ท่านจะมีความสุขสืบไป

เตียวเฮาเซงอ๋องได้ฟังเตียวอูทำนายว่าจะได้ลาภก็ดีใจนัก จึงเรียกหมอสั่นไม้เสี่ยงทายมาดูอีกให้แน่ก่อน ฝ่ายหมอก็สั่นไม้เสี่ยงทายนั้นสามทีแล้วทายว่า ซึ่งท่านใส่เสื้อสีต่างๆ นั้นก็หาเป็นตัวเดียวกันไม่ ท่านได้ขี่มังกรขึ้นไปก็ไม่ถึงฟ้าพลัดตกลงมา เห็นเขาทองเขาแก้วแล้วได้ชมก็ตื่นขึ้น หาได้มาใช้สอยเป็นของตัวไม่ ซึ่งท่านฝันดังนี้ถึงจะได้ที่และข้าวของ ก็จะได้แต่ข้าวหาได้จริงไม่ ด้วยท่านขี่มังกรขึ้นไปไม่ถึงฟ้า ท่านเร่งระวังตัวเถิด เตียวเฮาเซงอ๋องได้ฟังดังนั้นหาเชื่อไม่ ด้วยเตียวอูทายไว้ว่าดี

ครั้นอยู่มาสามวัน ผู้ถือหนังสือเมืองเสียงตั๋งก็เอาแผนที่และสิ่งของกับหนังสือมาให้ฉบับหนึ่ง ฉีกออกอ่านได้ใจความว่า ข้าพเจ้าบั่งเต๋งขอคำนับมายังเจ้าเมืองเตียว ด้วยเจ้าเมืองจิ๋นยกมาตีเมืองเอียอองเสียได้แล้ว คงจะยกมาตีเมืองเสียงตั๋ง เมืองเสียงตั๋งเมืองเดียวข้าพเจ้าเห็นว่าจะทานกำลังชาวเมืองจิ๋นไม่ได้ ครั้นจะขึ้นเสียกับเมืองจิ๋นเล่าชาวเมืองทั้งปวงเขาไม่ยอม ยอมแต่จะให้มาขึ้นกับท่าน ข้าพเจ้าบั่งเต๋งจึงได้เอาแผนที่เมืองเสียงตั๋งกับเมืองขึ้นสิบเจ็ดตำบลมามอบให้ก่อน ขอให้ท่านช่วยธุระหัวเมืองทั้งปวงให้เป็นสุขสืบไปเถิด ครั้นอ่านหนังสือแล้วเจ้าเมืองเตียวก็มีความยินดีเป็นอันมาก ด้วยสมกับเตียวอูทำนายฝันไว้ ลืมคำหมอสั่นไม้เสียก็รับคำผู้ถือหนังสือ

เพงเอียงกุ๋นเตียวป้าเห็นดังนั้นจึงห้ามว่า ท่านอย่าเพิ่งรับก่อน ข้าพเจ้าเห็นผิดอยู่ ด้วยเรามิได้มีคุณกับเขา เขาเอาของมาให้เปล่าๆ ดังนี้ ท่านยังจะกลืนลงคอหรือ ข้าพเจ้าเห็นว่าจะมีเหตุสักสิ่งหนึ่งมั่นคง ถ้ากลืนลงไปก็เห็นจะติดคอเป็นอันแน่ ท่านจงอย่าได้รับเลย เตียวเฮาเซงอ๋องก็ตอบว่า เหตุใดท่านจึงว่าดังนั้นเล่า เราเห็นว่าชาวเมืองเสียงตั๋งกลัวพวกเมืองจิ๋นจะตีเมืองได้ ชาวเมืองเสียงตั๋งไม่ยอมขึ้นกับเมืองจิ๋น จึงยอมมาขึ้นกับเมืองเราก็เพราะหมายเป็นที่พึ่ง ซึ่งท่านว่ามิให้รับไว้นี่หาชอบไม่ เตียวป้าจึงตอบว่า ทัพเมืองจิ๋นมาตีเมืองเอียอองเสียได้ครั้งนี้รวดเร็วนัก เปรียบประหนึ่งตัวไหมกินใบหม่อนก็ปานกัน ถ้ากินใบหนึ่งนี้หมดแล้วก็คงจะกินใบอื่นอีกต่อไป อันชาวเมืองเสียงตั๋งก็หามีทางที่จะไปช่วยกันได้ไม่ เมืองเสียงตั๋งก็เหมือนตกอยู่ในเงื้อมมือชาวเมืองจิ๋นแล้ว ถ้าเขานึกจะมาหยิบเอาเมื่อไรก็จะได้เมื่อนั้น ซึ่งท่านนอนอยู่เปล่าๆ จะมาหยิบเอาแต่ตะเกียบขึ้นพุ่ยกิน ผู้ที่เหน็ดเหนื่อยนั้นเห็นเขาจะไม่ยอม อนึ่งชาวเมืองจิ๋นครั้งนี้เปรียบเหมือนเขามาทำนา สู้ลงทุนเสียข้าวเพราะตกกล้าอุตส่าห์ดำจวนจะได้ผลอยู่แล้ว ซึ่งท่านจะไปเกี่ยวต้นข้าวนั้นเอาเป็นอาณาประโยชน์ของตัวเขาจะให้หรือ เพราะข้าพเจ้าเห็นเหตุดังนี้จึงได้ทัดทาน อันบั่งเต๋งเอาเมืองมาขอขึ้นกับท่านก็เหมือนจะยุให้ชาวเมืองจิ๋นมารบเอาเมืองเตียวก็เหมือนกัน แม้จะล้วงคองูเห่าเอากระนั้นไม่พิจารณา ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านจะมีอันตรายเป็นมั่นคง

เตียวเฮาเซงอ๋องก็มิได้เชื่อถ้อยคำ จึงสั่งให้หาเตียวสินซึ่งเป็นที่เพงง่วนกุนเข้ามาแล้วเล่าความให้ฟังทุกประการ จึงว่าท่านช่วยตัดสินให้เราทีเถิด เตียวสินจึงบอกว่า ซึ่งเพงเอียงกุ๋นเตียวป้าว่านั้นหาชอบไม่ ยังว่าเราจะยกทัพไปตีเอาเองก็จะต้องป่วยการทหารและเปลืองเสบียงของเรา นี่เขามาให้ทั้งสิบเจ็ดหัวเมืองแต่โดยดีไม่ต้องป่วยการ ก็ควรที่ท่านจะรับอยู่แล้วด้วยเอาลาภ จงอย่าให้เสียทีเลย

เตียวเฮาเซงอ๋องได้ฟังเตียวสินพูดถูกใจตัวยินดีนัก จึงว่าซึ่งท่านกล่าวถ้อยคำดังนี้ก็เหมือนความคิดเรา ท่านจงคุมทหารห้าหมื่นยกไปเมืองเสียงตั๋ง ตั้งบั่งเต๋งให้เป็นที่ฮัวเลงกุ๋นรักษาเมืองเสียงตั๋งอยู่ดังเก่า กับให้บ้านส่วยขึ้นสามหมื่น อันเมืองซึ่งขึ้นกับเสียงตั๋งทั้งสิบเจ็ดหัวเมืองก็ให้บ้านส่วยเมืองละสองพัน ถ้าภายหลังผู้ใดหาบุญไม่ก็ให้บุตรขึ้นรักษาเมืองสืบแซ่ต่อไปเถิด เตียวสินก็คำนับลามาจัดทหารห้าหมื่นพร้อมแล้วก็รีบยกไป ครั้นมาถึงเมืองเสียงตั๋งก็เข้าหยุดทหารกลางเมือง แล้วตัวกับคนใช้หกเจ็ดคนจึงไปหาบั่งเต๋งที่ตึก เห็นเปิดประตูก็ร้องเรียกบั่งเต๋งเข้าไปเป็นหลายคำ ก็เงียบอยู่หามีใครออกมาไม่

ฝ่ายบั่งเต๋งอยู่ในตึก รู้สึกผิดของตัวก็เสียใจนักก็ร้องไห้มิได้ออกมารับเตียวสิน เตียวสินได้ยินเสียงคนร้องไห้อยู่ก็สั่งให้คนร้องบอกเข้าไปว่า ให้บั่งเต๋งออกมาเปิดประตูรับเถิด เราจะตั้งท่านขึ้นเป็นขุนนาง ผู้นั้นก็ร้องบอกเข้าไปตามคำเตียวสิน บั่งเต๋งได้ยินเรียกเข้าไปหลายคำจึงบอกออกมาว่า ซึ่งเรานิ่งเสียไม่ออกไปก็เพราะเราผิดอยู่สามข้อ คือเราไม่มีสติปัญญาจะรักษาเมืองของเจ้าเราไว้หาได้ไม่ ข้อหนึ่งเจ้าเรายังไม่สั่งก็เอาหัวเมืองไปยกให้เสียแก่ผู้อื่น ข้อหนึ่งซึ่งเอาเมืองมาขอขึ้นกับท่าน ท่านจึงตั้งให้เป็นใหญ่ ก็เหมือนเอาเมืองไปขายแลกความสุขหามีกตัญญูไม่ เราผิดข้อหนึ่ง เป็นสามข้อด้วยกัน ซึ่งท่านจะให้ออกไปหานั้นเราหาออกไปไม่ เตียวสินแจ้งดังนั้นจึงนึกชมว่าบั่งเต๋งนี้เป็นคนสัตย์ซื่อ ทั้งมีความกตัญญูเป็นอันมากอยากจะใคร่พบก็คอยอยู่ที่นั่นถึงสามวัน

ฝ่ายบั่งเต๋งแจ้งดังนั้นจึงคิดว่าเตียวสินมีใจโอบอ้อมรักคนซื่อจึงคอยอยู่ดังนี้ คิดแล้วบั่งเต๋งก็ลุกออกมาทั้งนํ้าตาจึงเปิดประตูรับเตียวสินเข้าไปในตึก แล้วก็จัดแจงให้นั่งที่อันสมควรคำนับกันตามธรรมเนียมแล้ว บั่งเต๋งก็ว่าแก่เตียวสินว่า ซึ่งท่านมาคอยข้าพเจ้าถึงสามวัน ข้าพเจ้ามิได้ออกไปนั้นโทษก็ผิดอยู่แต่ขอขมาเสียเถิด ด้วยตัวข้าพเจ้ารู้ว่าท่านจะตั้งให้เป็นใหญ่รักษาเมืองอยู่ดังเก่า คนทั้งปวงหามีสติปัญญาไม่ ท่านจงจัดแจงให้คนอื่นมารับเมืองเถิด ข้าพเจ้าหาอาจรับไม่

เตียวสินจึงตอบว่า ท่านว่าทั้งนี้ข้าพเจ้าก็รู้อยู่สิ้น แต่ท่านจะไม่รับรักษาเมืองนั้นหาชอบไม่ ด้วยชาวเมืองทั้งปวงเคยนับถือท่านอยู่แล้ว แม้นท่านมิรับไว้ ข้าพเจ้าเห็นว่าคนทั้งปวงก็จะแตกจากกัน บ้านเมืองก็จะหาเป็นสุขไม่ ท่านจงตรึกตรองดูจงควรก่อน บั่งเต๋งแจ้งดังนั้นจึงรับรักษาเมืองแต่หารับเป็นที่ฮัวเลงกุ๋นไม่ ครั้นเตียวสินจะกลับไปบั่งเต๋งจึงสั่งว่า ซึ่งข้าพเจ้าเอาเมืองไปขึ้นกับเจ้าของท่านก็เพราะคนในเมืองเสียงตั๋งจะทานกำลังชาวเมืองจิ๋นไม่ได้ ท่านจงไปขอทหารเอกเมืองเตียวให้มาอยู่ด้วยสักคนหนึ่งเถิด จะได้ช่วยกันคิดอ่านสู้รบกับทหารเมืองจิ๋น เตียวสินก็ลากลับไปเมืองเตียว ครั้นมาถึงจึงเข้าไปคำนับเตียวเฮาเซงอ๋อง แล้วเล่าความซึ่งไปตั้งบั่งเต๋ง บั่งเต๋งมิได้รับเป็นที่ฮัวเลงกุ๋น รับแต่รักษาเมืองอยู่เหมือนแต่ก่อน กับสั่งมาให้ขอทหารเอกไปอยู่ด้วย จะได้ช่วยราชการในเมืองสักคนหนึ่ง เตียวเฮาเซงอ๋องแจ้งดังนั้นก็ยินดีจึงสั่งให้ยกโต๊ะมาเลี้ยงเตียวสิน

ขณะนั้นอองงึดแม่ทัพเมืองจิ๋น ตั้งแต่ตีเมืองเอียอองเสียได้แล้วก็ตรวจเตรียมทหารจัดเข้าขบวนทัพยกออกมาตีเมืองเสียงตั๋งหมายจะหักเอาให้ได้ ฝ่ายบั่งเต๋งก็ไล่คนขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้เป็นสามารถแต่มิได้ออกรบด้วยคอยทัพเมืองเตียวอยู่ ฝ่ายอองงึดสั่งทหารให้ขึ้นปล้นกำแพงเป็นหลายครั้งก็หาเข้าเมืองได้ไม่ จึงสั่งให้ล้อมเมืองไว้มั่นคง ส่วนบั่งเต๋งแต่ให้รักษาเมืองมั่นไว้คอยทัพเมืองเตียวอยู่ได้สองเดือนแล้วก็หาเห็นกองทัพเมืองเตียวมาไม่ ทั้งผู้รักษาหน้าที่ก็อิดโรยกำลังลงเห็นจะตั้งมั่นอยู่มิได้ ก็พาทหารของตัวยกออกจากประตูเมืองหนีไปเมืองเตียว ฝ่ายเลียมโพซึ่งเจ้าเมืองเตียวใช้ให้คุมทหารยี่สิบหมื่นยกไปช่วยเมืองเสียงตั๋งนั้น ครั้นเดินทัพมาถึงด่านเซียงเพงกวนก็พอพบบั่งเต๋งหนีทหารเมืองจิ๋นมา ก็รู้ว่าเมืองเสียงตั๋งเสียแก่ข้าศึกแล้ว

ขณะนั้นม้าใช้เอาความมาบอกว่าทัพเมืองจิ๋นยกตามมา เลียมโพก็โบกธงสั่งทหารให้เดินทัพเข้าหยุดตั้งค่ายอยู่ท้ายเขากิมหมึงซัว จึงสั่งทหารให้ตั้งค่ายเล็กให้รายรอบค่ายใหญ่ออกไปอีกเป็นอันมาก ดุจดังดาวล้อมพระจันทร์ก็เหมือนกัน ยังมีเมืองใกล้เขานั้นอยู่อีกสามตำบล จึงให้บั่งเต๋งคุมทหารหมื่นหนึ่งไปรักษาเมืองกันลังเซียซึ่งเป็นเมืองใหญ่ไว้แล้ว สั่งให้โตอวยไก๋คุมทหารหมื่นหนึ่งไปรักษาเมืองเจียงเสียข้างทิศตะวันออก จึงให้ฮูไก๋คุมทหารหมื่นหนึ่งไปรักษาเมืองเจียงเสียข้างทิศตะวันตก ครั้นจัดแจงทหารเสร็จแล้วจึงให้เตียวเกียคุมทหารห้าพันไปตั้งสืบข่าวทัพเมืองจิ๋นอยู่นอกค่ายเซียงเพงกวน บั่งเต๋ง โตอวยไก๋ ฮูไก๋ เตียวเกีย ก็คำนับลาเลียมโพคุมทหารแยกกันไปตามคำเลียมโพสั่ง

ฝ่ายเตียวเกียครั้นมาพ้นด่านเซียงเพงกวนได้ประมาณยี่สิบลี้ เห็นสูม้าเก๋ทหารเมืองจิ๋นยกมาคนน้อย เตียวเกียก็ขับทหารเข้ารบกับทหารเมืองจิ๋นเป็นสามารถถึงตะลุมบอน สู้กันด้วยอาวุธสั้นต่างๆ ฆ่าฟันกันตายทั้งสองข้างไม่ถอยหนี ตัวเตียวเกียกับสูม้าเก๋ก็รบกันเป็นหลายเพลงมิได้แพ้ชนะ

ขณะนั้นเตียวถังแม่ทัพหน้าเมืองจิ๋นยกมาทันก็ไล่ทหารเข้าช่วยรบกับทหารเตียวเกีย เตียวถังก็รำง้าวเข้าช่วยสูม้าเก๋รบกับเตียวเกีย เตียวเกียเห็นจะทานกำลังสองนายมิได้ก็กลับม้าจะหนี เตียวถังเห็นได้ทีก็ฟันด้วยง้าวถูกเตียวเกียคอขาดตายในที่รบ ทหารเมืองจิ๋นเห็นดังนั้นก็ไล่ฆ่าฟันทหารเตียวเกียล้มตายแตกหนีเข้าป่าไปบ้าง ที่วิ่งไปค่ายก็เอาความนั้นบอกเลียมโพ เลียมโพครั้นแจ้งว่าทหารเมืองจิ๋นฆ่าเตียวเกียตาย จึงประกาศสั่งนายทัพนายกองทั้งปวงให้รักษาค่ายของตัวไว้มั่นคง

เลียมโพจึงให้ขุดสระลงในค่าย กว้างลึกประมาณสิบวา เหตุด้วยเลียมโพจะใช้นํ้า แต่ทหารทั้งปวงมิได้รู้ว่าจะทำประการใด ก็ต้องขุดไปตามเลียมโพสั่งจนสำเร็จ ฝ่ายอองงึดแม่ทัพเมืองจิ๋น ครั้นยกทัพมาทันทัพหน้าก็รู้ว่าทหารตัวฆ่าทหารเมืองเตียวตาย เห็นได้ทีก็ยกทัพใหญ่เข้าไปตั้งค่ายลงใกล้เขากิมหมึงซัวประมาณสิบลี้ อองงึดก็จัดทหารแยกออกอีกสองกอง ให้ไปตีเมืองเจียงเสียทั้งสองเมืองข้างทิศตะวันตกตะวันออก ฝ่ายโตอวยไก๋กับฮูไก๋ก็จัดแจงทหารออกรบสู้ทหารเมืองจิ๋นจนสิ้นฝีมือ สู้มิได้ก็ถอยหนีเข้าไปรักษาเมืองมั่นอยู่ ภายหลังอองงึดก็สั่งให้สูม้าเก๋เป็นทัพหน้ายกไปตีเมืองกันลังเซีย อองงึดก็ยกทัพใหญ่หนุนไป

ฝ่ายสูม้าเก๋ยกทหารมาถึงเมืองกันลังเซียก่อนทัพอองงึดก็ให้ทหารเอาบันไดพาดเร่งคนขึ้นปีนกำแพง และพังประตูเข้าเมืองได้ ไล่ฆ่าฟันทหารในเมืองล้มตายเป็นอันมาก บั่งเต๋งเห็นจะสู้ไม่ได้ก็พาทหารซึ่งเหลือตายรีบหนีออกจากเมืองไปบอกเลียมโพที่ค่าย ฝ่ายอองงึดยกมาทันทัพสูม้าเก๋ก็เลยไล่บั่งเต๋งเข้าไป ตั้งค่ายประชิดค่ายเลียมโพห่างประมาณห้าลี้

ขณะนั้นเลียมโพก็ประกาศสั่งนายทัพนายกองทั้งปวงให้ตรวจตรารักษาค่ายตามหน้าที่ของตัวแล้วมิให้ใครออกรบ ถ้าผู้ใดมิกระทำตามคำสั่งเราจะตัดศีรษะเสีย นายทัพนายกองทั้งปวงแจ้งดังนั้นก็รักษาค่ายมั่นอยู่หาอาจออกไปสู้รบไม่ ฝ่ายอองงึดครั้นเห็นเลียมโพมิได้จัดแจงทหารออกต่อสู้ ก็ให้ทหารเลวไปร้องท้าทายถึงหน้าค่ายเป็นหลายครั้งก็เงียบอยู่หามีผู้ใดจะออกต่อเถียงไม่ อองงึดจึงปรึกษาทหารทั้งปวงว่า เรายกทหารมาตั้งค่ายประชิดติดค่ายเลียมโพอยู่นานแล้ว ใช้คนไปท้าทายเนืองๆ มิได้ขาด เลียมโพก็ไม่ออกมาสู้รบด้วย เลียมโพเป็นคนเก่าเคยศึกชำนาญมาแต่ก่อน จะคอยให้เสียทีจึงจะทำต่อภายหลัง ถ้าเราจะหักเอาโดยซึ่งหน้านั้นเห็นไม่ได้ จะต้องรอไว้คอยทีบ้างให้เหมือนกัน ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด

อองเหลงซึ่งเป็นไตหูผู้มีฝีมือจึงตอบว่า ข้าพเจ้าเห็นด้วยแล้ว แต่จะต้องปิดน้ำเสียจึงจะชอบ ด้วยทัพยกมาทั้งสองฝ่ายนี้ต้องใช้นํ้าลำคลองเอียงก๊กหมด อันทัพเมืองเตียวตั้งอยู่ตะวันออกเฉียงใต้ ข้างเขากิมหมึงซัวเป็นปลายนํ้า เราตั้งอยู่ตะวันตกเป็นต้นนํ้า ด้วยลำนํ้าที่นั่นไหลอ้อมทางค่ายเลียมโพไป ถ้าปิดนํ้าไว้แล้วทหารในค่ายเมืองเตียวก็จะอดนํ้า แม้นเห็นอิดโรยกำลังเมื่อใดเราจึงจะเข้าตีค่ายก็จะได้โดยง่าย อองงึดก็เห็นชอบด้วยจึงสั่งนายทหารทั้งปวงให้แบ่งทหารออกเที่ยวหาต้นทรงกระเทียมมาตากแห้งแล้วมาทำกระสอบ ใส่ทรายไว้เป็นอันมาก จึงให้ขนไปทุ่มทิ้งถมคลองกั้นเป็นทำนบปักเสากันไว้ แล้วให้ขนดินขึ้นปะกระสอบเสียมิให้นํ้ารั่วได้ แต่นั้นมาคนทั้งปวงก็จำเอามาสานเป็นกระสอบไว้ใส่นํ้าตาลทรายมาจนทุกวันนี้ น้ำลำคลองข้างในทำนบก็แห้ง ทหารในค่ายเลียมโพเห็นนํ้ามิได้ไหลเข้ามาก็เอาความไปบอกกับเลียมโพ เลียมโพแจ้งดังนั้นก็สั่งให้เอานํ้าในสระออกใช้สอยบริบูรณ์อยู่ในค่าย จึงให้ทหารออกร้องเยาะเย้ยที่หน้าค่ายให้โกรธ แล้วก็กลับมานิ่งเสียหาออกรบไม่

ฝ่ายอองงึดแต่ปิดนํ้าไว้ถึงสี่เดือนแล้วแจ้งว่าทหารในค่ายเลียมโพมิได้อดนํ้า ก็เสียใจคิดว่าเลียมโพมีสติปัญญาเป็นอันมากเห็นจะสู้ไม่ได้ จึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่งให้ม้าเร็วถือรีบไปแจ้งแก่เจียวเสียงอ๋อง เจียวเสียงอ๋องแจ้งดังนั้นจึงให้หาไจเสียงฮวมซุยเข้ามาปรึกษาเล่าความให้ฟังทุกประการ ฮวมซุยได้ยินดังนั้นจึงบอกว่า เลียมโพคนนี้เป็นคนเก่าเคยแพ้และชนะมาก รู้ว่าทหารเรามีฝีมือจึงนิ่งดูอยู่ฉะนี้ก็เป็นกลอุบายที่จะคอยเอาชัยชนะด้วยปัญญา แม้นมิกำจัดเลียมโพออกเสียจากที่แม่ทัพ เราจะยกไปตีเมืองเตียวก็เห็นจะไม่ได้

เจียวเสียงอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงถามว่า ถ้าจะกำจัดเลียมโพนั้นท่านจะคิดประการใด ฮวมซุยจึงตอบว่า ข้าพเจ้ามีอุบายอันหนึ่ง แต่จะต้องเสียเงินทองเป็นอันมากจึงจะสำเร็จ เจียวเสียงอ๋องได้ยินดังนั้นจึงสั่งชาวคลังเบิกเงินและทองให้ตามแต่ฮวมซุยจะใช้สอยจนสำเร็จ ฮวมซุยก็ลากลับมาบ้าน และเบิกเงินทองมอบให้คนสนิทของตัวให้ไปเมืองเตียว แล้วเข้าหาพวกจออิวซึ่งเป็นคนสนิทของเตียวเฮาเซงอ๋อง เอาทองไปบนให้พูดสรรเสริญเตียวเฉียกับเตียวกวดพ่อลูกว่าเป็นคนดีมีสติปัญญา ให้ติเตียนเลียมโพว่าแก่และขลาดหาอาจออกสู้รบชาวเมืองจิ๋นไม่ ถ้าเลียมโพมิได้เป็นแม่ทัพแล้วเราจะให้ทองพันก้อน แต่จออิวก็รับสินบนแล้ว ครั้นเตียวเฮาเซงอ๋องออกที่ว่าราชการ เห็นได้ท่วงทีจึงคุกเข่าลงคำนับแล้วบอกว่า ข้าพเจ้าได้ยินชาวเมืองสรรเสริญเบ๋หกอุนชื่อเตียวเฉียซึ่งตายเสียนั้นว่า ถ้าจะยกทัพไปทิศใดก็ได้ชัยชนะมากกว่าแพ้ ยังมีบุตรอยู่คนหนึ่งชื่อเตียวกวด มีสติปัญญาหลักแหลมรอบรู้กิจการสงครามกลศึกยิ่งกว่าบิดาอีก ถ้าไตอ๋องไปเอามาใช้ให้เป็นแม่ทัพเห็นจะชนะชาวเมืองจิ๋น อันเลียมโพเป็นแม่ทัพครั้งนี้แก่ลงมากกว่าแต่ก่อน ทั้งสติปัญญาก็ฟั่นเฟือนไป หาอาจออกสู้รบกับชาวเมืองจิ๋นไม่ หัวเมืองซึ่งใกล้เขากิมหมึงซัวทั้งสามตำบลก็เสียแก่เขาตำบลหนึ่งแล้ว เตียวเฉียก็ตายในที่รบ ทหารทั้งปวงก็ล้มตายเสียสักสามหมื่น ถ้าไตอ๋องนิ่งอยู่ฉะนี้ จะเสียทีแก่ทหารเมืองจิ๋นเป็นมั่นคง

เตียวเฮาเซงอ๋องเจ้าเมืองเตียวได้ฟังจออิวบอกว่าเตียวเฉียตายในที่รบทั้งหัวเมืองก็เสีย เลียมโพก็มิได้ออกสู้รบกับข้าศึกก็คิดแคลงอยู่ จึงใช้คนรีบไปเตือนให้ออกรบ เลียมโพไม่ทำตามสั่ง คนใช้ก็เอาเนื้อความกลับมาบอก เตียวเฮาเซงอ๋องก็ยิ่งสงสัยเลียมโพมากขึ้น คิดว่ากลัวทหารเมืองจิ๋นจริง ครั้นนึกถึงคำจออิวพูดเห็นจริงด้วยทุกประการ จึงสั่งให้หาเตียวกวดเข้ามาปรึกษาแล้วถามว่า เราได้ยินเขาลือมาว่าท่านมีสติปัญญามากกว่าบิดา ชำนิชำนาญในการศึกนัก ท่านจะเป็นแม่ทัพไปสู้กับอองงึดทหารเมืองจิ๋นได้หรือมิได้ เตียวกวดจึงตอบว่าข้าพเจ้ากลัวอยู่แต่บู๊อันกุ๋นชื่อแปะคี้จะเป็นแม่ทัพมา ถ้านอกกว่านั้นแล้วชาวเมืองจิ๋นจะยกทัพมาสักเท่าไร ข้าพเจ้าก็มิได้ย่อท้อพอจะสนองคุณท่านได้อยู่ตามสติกำลัง

เตียวเฮาเซงอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงถามว่า เหตุใดท่านจึงกลัวแต่บู๊อันกุ๋นหากลัวอองงึดไม่ เตียวกวดจึงตอบว่า อันบู๊อันกุ๋นคนนี้ แต่ก่อนเป็นแม่ทัพไปตีเมืองหันเมืองงุย ตั้งอยู่ที่ตำบลอิควด ฆ่าทหารเมืองหันเมืองงุยเสียสิบหมื่น แล้วกลับมาภายหลังคิดมาตีเมืองหันเมืองงุยอีก ได้หัวเมืองขึ้นใหญ่น้อยหกสิบเอ็ดเมือง แล้วยกทัพไปตีทิศใต้ปราบเมืองฌ้อ ก็ได้เมืองเอียนเกงหนึ่ง เมืองปูหงิมหนึ่ง เป็นหัวเมืองใหญ่ทั้งสองตำบล แล้วกลับมาตีเมืองงุยอีก มั่งเบ๊าทหารเมืองุยยกออกมารบก็สู้ไม่ได้หนีไป ทหารบู๊อันกุ๋นก็ฆ่าฟันทหารเมืองงุยตายอีกสิบสามหมื่น แล้วก็เลยไปตีเมืองหันอีก ได้หัวเมืองขึ้นห้าเมือง ฆ่าทหารเมืองหันตายอีกห้าหมื่น จึงยกทัพมาตีเมืองเตียว ฆ่าเคียเอียมแม่ทัพตาย ลวงให้ทหารของท่านจมนํ้าตายอีกสองหมื่น ซึ่งบู๊อันกุ๋นคนนี้แม้จะยกทัพไปตีทิศใดก็มีชัยชนะ หัวเมืองทั้งปวงกลัวเกรงเป็นอันมาก ถ้าได้ยินออกชื่อบู๊อันกุ๋นยกมาแล้ว ก็มีใจครั่นคร้ามเกรงสติปัญญาทุกคน หามีใครจะอาจออกสู้รบไม่ แม้ข้าพเจ้าเป็นแม่ทัพออกไปสู้กับบู๊อันกุ๋นแล้วจะตรึกตรองเอาชัยชนะกันก็ยาก แต่จะหาพอเป็นไรไม่ อันอองงึดนี้พึ่งเป็นแม่ทัพขึ้นใหม่ เห็นว่าเลียมโพเป็นคนแก่จึงประมาทมีใจกำเริบตั้งค่ายประชิดติดเข้ามา แม้ข้าพเจ้าได้เป็นแม่ทัพไปจะนับอะไรกับทหารอองงึดที่คุมมาแต่เท่านั้น เปรียบเหมือนใบไม้ต้องลมหล่นอยู่ที่กลางดินหาพอเป็นไรไม่ แม้จะใช้แต่คราดกวาดไปก็หมดไม่หลงเหลือ ขอท่านอย่าได้คิดวิตกเลย

เตียวเฮาเซงอ๋องได้ฟังดังนั้นมีความยินดีเป็นอันมากด้วยเห็นว่าเตียวกวดมีสติปัญญา จึงตั้งขึ้นเป็นแม่ทัพให้เงินทองและเสื้อผ้าเป็นอันมาก แล้วมอบตราอาชญาสิทธิ์กับสิ่งของทั้งปวงมา เตียวกวดมีความยินดีนักก็คำนับลาเจ้าเมืองเตียวออกมาตรวจตราทหารยี่สิบหมื่น จัดเข้าเป็นขบวนทัพมีอาวุธพร้อมครบมือเสร็จ เตียวกวดจึงขนของมาให้มารดาที่บ้าน แล้วเล่าความซึ่งได้เป็นแม่ทัพให้ฟังทุกประการ มารดาเตียวกวดแจ้งดังนั้นก็ตกใจจึงถามเตียวกวดว่า เจ้าลืมคำบิดาเสียแล้วหรือ เมื่อป่วยนั้นเรียกเจ้าเข้ามาสั่งไว้ว่ามิให้เป็นแม่ทัพ ครั้งนี้เจ้าเมืองบังคับให้เจ้าเป็นแล้ว เจ้าจงกลับไปคืนเสียตามคำบิดาสั่งจึงจะชอบ

เตียวกวดได้ฟังดังนั้นก็มิได้เชื่อคำมารดา จึงแก้ว่าอันข้าพเจ้านี้มิเต็มใจดอก แต่เจ้าเมืองมาเรียกไปเล่าความให้ฟังว่าหามีผู้ใดจะเป็นแม่ทัพไปสู้ข้าศึกไม่ ทั้งเลียมโพก็แก่แล้วจึงให้ข้าพเจ้าเป็นแม่ทัพ ข้าพเจ้ารับทั้งนี้ก็เพราะจนใจ มารดาเตียวกวดได้ยินดังนั้นจึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่งเข้าไปส่งให้เจ้าเมืองเตียว เจ้าเมืองเตียวรับหนังสือมาอ่านใจความว่า เตียวเฉียผู้เป็นบิดาเป็นแม่ทัพมีฉบับแผนที่กลศึกไว้ต่างๆ ให้เตียวกวดอ่านจำไว้ แต่ตัวจะทำนั้นคงไม่ได้เหมือนตำราดอก ด้วยเตียวกวดเป็นคนหามีสติปัญญาไม่ ขอท่านอย่าให้เป็นแม่ทัพเลย

เตียวเฮาเซงอ๋องแจ้งในหนังสือดังนั้น จึงให้หามารดาเตียวกวดเข้ามาแล้วถามว่า เหตุใดท่านจึงว่าเตียวกวดไม่มีสติปัญญาดังนี้เล่า มารดาเตียวกวดจึงตอบว่า แต่ก่อนเตียวเฉียผู้เป็นบิดาได้เป็นแม่ทัพ ถ้าได้บำเหน็จรางวัลสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วก็มาแบ่งปันกับทหารทั้งปวงซึ่งมีความชอบ มิได้คิดที่จะเอาเป็นอาณาประโยชน์ของตัว แม้นจะทำการสิ่งใดก็ปรึกษานายทัพนายกองทั้งปวง หาถือทิฐิตั้งตัวเป็นใหญ่ไม่ ถ้าจะได้สุขทุกข์ประการใดก็รวมใจพร้อมกัน อันเตียวกวดนี้เป็นแม่ทัพขึ้นใหม่ไว้ตัวทำสง่า นายทัพนายกองหาอาจเงยหน้าขึ้นดูเตียวกวดได้ไม่ด้วยกลัวอำนาจ ถ้าใครทำดังนั้นแล้ว ถึงมีกิจการสิ่งใดก็จะไม่ปรึกษาผู้น้อยด้วยถือตัว ท่านให้รางวัลครั้งนี้ก็ขนเอาไปบ้าน คนอย่างนี้ควรจะเป็นแม่ทัพได้หรือ เมื่อขณะเตียวเฉียจะใกล้ตาย ได้เรียกข้าพเจ้าเข้าไปสั่งว่า ถ้าท่านจะเอาตัวเตียวกวดมาเป็นแม่ทัพแล้ว เห็นเมืองเตียวก็จะไม่มีความสบายเป็นมั่นคง ข้าพเจ้าจำคำไว้ดังนี้จึงมาแจ้งกับท่าน ท่านจงหาคนอื่นมาตั้งเป็นแม่ทัพเถิด อย่าได้เชื่อเตียวกวดเลยเป็นอันขาด

เตียวเฮาเซงอ๋องได้ฟังมารดาเตียวกวดห้ามก็มิได้เชื่อ จึงว่าเราคิดจะใช้เตียวกวดอยู่นานแล้ว ครั้งนี้จึงตั้งเป็นแม่ทัพท่านอย่าได้ห้ามเลย ภรรยาเตียวเฉียจึงตอบว่า แม้นท่านมิฟังคำข้าพเจ้าแล้วจะขืนให้เตียวกวดเป็นแม่ทัพไป ถ้าเสียทีแก่ข้าศึกประการใด ท่านอย่าได้เอาโทษแก่ข้าพเจ้าเลย เตียวเฮาเซงอ๋องก็รับคำว่าเรามิได้เอาโทษ แล้วจึงสั่งให้เตียวกวดยกทัพไปในวันนั้น เตียวกวดครั้นแจ้งแล้วก็ยกทหารออกจากเมืองเตียวรีบไป

ฝ่ายฮวมซุยตั้งแต่ใช้ให้คนสนิทไปติดสินบนพวกจออิวเมืองเตียวแล้ว เตียวกวดจะพูดประการใดกับเจ้าเมืองจึงได้เป็นแม่ทัพจนยกไปก็รู้หมด คนสนิทเอาเนื้อความกลับมาบอกทุกประการ ฮวมซุยก็ไปแจ้งแก่เจ้าเมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นจึงปรึกษาฮวมซุยว่า ถ้าดังนั้นท่านจะเห็นผู้ใดซึ่งจะเป็นแม่ทัพไปสู้รบกับเตียวกวดได้บ้าง ฮวมซุยตอบว่า อันเตียวกวดนี้จะกลัวอยู่ก็แต่บู๊อันกุ๋น ถ้าท่านให้คุมทหารยกไปเห็นจะสู้ได้ แม้คนอื่นนั้นข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย

เจียวเสียงอ๋องจึงให้หาบู๊อันกุ๋นเข้ามาแล้วสั่งไปให้เป็นแม่ทัพ ให้อองงึดเป็นปลัดทัพ แล้วสั่งกำชับว่า อย่าให้ชาวเมืองเตียวรู้ว่าท่านไป บู๊อันกุ๋นก็คำนับลามาจัดทหารรีบยกไปบรรจบทัพอองงึดซึ่งตั้งค่ายอยู่ใกล้เขากิมหมึงซัว แล้วให้ประกาศแก่ทหารทั้งปวงว่า เจ้าเมืองจิ๋นให้เรามาเป็นแม่ทัพครั้งนี้ ถ้าผู้ใดพูดและออกชื่อเรา และเล่าให้คนอื่นฟังจนรู้ไปถึงชาวเมืองเตียวเราจะตัดศีรษะเสีย

ฝ่ายเตียวกวดเดินทัพมาใกล้จะถึงเขากิมหมึงซัว ก็ยกเข้าไปในค่ายสมทบทัพเลียมโพ แล้วเอาตราสำหรับแม่ทัพออกให้เลียมโพดู เลียมโพรับเอาตรามาพิจารณาแจ้งแล้วก็ถอนใจใหญ่ หยิบเอาตราของตัวกับตราเตียวกวดเอามาส่งให้เตียวกวด แล้วเลียมโพก็พาทหารของตัวประมาณร้อยหนึ่งรีบกลับไปเมืองเตียว ส่วนเตียวกวดก็เที่ยวตรวจดูค่ายซึ่งเลียมโพจัดแจงไว้นั้น ไม่ชอบใจก็ติเตียนต่างๆ แล้วให้จัดแจงเสียใหม่ สระซึ่งเลียมโพขุดไว้ก็ให้ทหารถมเสีย

ขณะนั้นทหารเมืองจิ๋นเห็นทหารเลียมโพในค่ายไม่อดน้ำจึงเปิดทำนบเสีย เตียวกวดมิได้รู้ว่านํ้าแห้งจึงสั่งดังนี้ ฝ่ายบั่งเต๋งอยู่ในค่ายแจ้งดังนั้นก็เข้าไปห้ามเตียวกวดว่า ซึ่งเลียมโพทำไว้อย่างนี้มั่นคงนักท่านอย่ารื้อเสียเลย เตียวกวดก็มิได้ฟังจึงสั่งให้ทหารระดมกันถมสระเสีย ตั้งค่ายใหม่ตามตำราของตัวเสร็จแล้วก็ไปนั่งที่ตำแหน่งแม่ทัพ จึงสั่งให้ประชุมนายกองและทหารทั้งปวงให้มาในค่ายใหญ่พร้อมกัน ก็เอาทหารซึ่งมากับตัวใหม่นั้นตั้งให้เป็นนายกองขึ้น ถอดนายทหารซึ่งเลียมโพตั้งไว้เก่าออกเสีย แล้วเตียวกวดก็ยกธงอาชญาสิทธิ์ขึ้นประกาศสั่งนายทหารทั้งปวงว่าให้ระมัดระวังรักษาค่ายให้มั่นคง แม้นทหารเมืองจิ๋นออกมารบและปล้นค่ายก็ให้สู้กับข้าศึกอย่าถอยหนี ถ้าได้ทีก็ให้ซ้ำเติมตามตีให้แตก แล้วจงเร่งฆ่าทหารเมืองจิ๋นเสีย อย่าให้เหลือกลับไปได้จนคนหนึ่ง แม้นมิทำดังนั้นเราจะตัดศีรษะเสียเอาไปเสียบประจานไว้ นายทัพนายกองทั้งปวงได้ยินดังนั้น ต่างก็นึกว่าแม่ทัพใหม่คนนี้เจรจาพาทีเหมือนฝันเห็นพูดเหมือนพูดเล่น ว่าเอาแต่โดยง่ายๆ แต่หามีผู้ใดที่จะอาจทัดทานไม่ ต่างคนก็คำนับลาไปทำตามถ้อยคำเตียวกวดสั่งทุกประการ เมื่อขณะเตียวกวดสั่งให้ถมสระและตั้งค่ายใหม่นั้นด้วยมิรู้ว่าบู๊อันกุ๋นมา เตียวกวดจึงประมาทด้วยหมายว่าอองงึดเป็นแม่ทัพ

ฝ่ายบู๊อันกุ๋นแจ้งว่าเตียวกวดตั้งค่ายใหม่ จึงจัดทหารสามพันออกรบล่อหมายจะให้กำเริบแล้วสั่งให้ทำหนีมา ครั้นทหารสามพันออกไปถึงหน้าค่ายเตียวกวด เตียวกวดรู้จึงจัดทหารหมื่นหนึ่งพร้อมแล้วก็ยกออกจากค่ายไล่ทหารเข้ารบกับทหารเมืองจิ๋นเป็นสามารถ ทหารเมืองจิ๋นน้อยตัวก็กลับเข้าค่ายตามบู๊อันกุ๋นสั่ง ทหารเตียวกวดได้ทีก็ไล่ติดตามไป พอสิ้นเวลาลงเตียวกวดก็ให้ตีม้าล่อไล่ทหารกลับมา พวกเตียวกวดมีชัยชนะครั้งนี้มีใจกำเริบนัก บ้างก็เต้นรำเยาะเย้ยทหารเมืองจิ๋นต่างๆ แล้วเตียวกวดก็กลับเข้าค่าย

ขณะเมื่อรบกันนั้นบู๊อันกุ๋นก็ขึ้นดูอยู่บนเนินดินในค่าย แลไปเห็นทหารเมืองเตียวประมาทกำเริบนักก็หัวเราะแล้วลงมาบอกอองงึดว่า อันศึกครั้งนี้เราเห็นจะได้ชัยชนะเป็นมั่นคง ฝ่ายเตียวกวดมีชัยชนะกลับเข้าค่ายครั้งนี้ดีใจกำเริบ จึงสั่งให้คนถือหนังสือไปนัดอองงึดว่าให้มารบกันในวันพรุ่งนี้อีก บู๊อันกุ๋นแจ้งดังนั้นจึงให้อองงึดเขียนหนังสือแกล้งผัดไปว่าสักสองสามวันจึงจะรบ อองงึดก็เขียนหนังสือผัดให้คนไปเหมือนคำบู๊อันกุ๋นสั่ง

ฝ่ายบู๊อันกุ๋นครั้นคนถือหนังสือกลับไปแล้ว จึงสั่งอองงึดให้ถอยทัพไปตั้งอยู่ที่ค่ายเก่าห่างเขากิมหมึงซัวสิบลี้ ผู้ถือหนังสือจึงเอาความซึ่งอองงึดถอยทัพและให้หนังสือผลัดมาแจ้งแก่เตียวกวดทุกประการ

ฝ่ายเตียวกวดรู้ก็คิดว่าอองงึดกลัวจึงถอยหนีไป ครั้นเวลาเช้าก็สั่งฆ่าวัวมาทำโต๊ะเลี้ยงทหารให้มีกำลังแล้วพูดกับทหารทั้งปวงว่า ถ้าเราออกรบอีกสักครั้งหนึ่งก็คงจะจับอองงึดได้ กิตติศัพท์จึงจะรู้ไปถึงหัวเมืองทั้งปวง หัวเมืองทั้งปวงก็จะสรรเสริญว่าเรามีสติปัญญา

ฝ่ายแปะคี้ซึ่งเป็นที่บู๊อันกุ๋น ครั้นจัดแจงให้ตั้งค่ายมั่นคงเสร็จแล้ว ก็เกณฑ์ให้อองเหลงเห้งพูนคุมทหารหมื่นหนึ่ง แยกออกเป็นสองกอง ไปคอยรบอยู่หน้าค่ายเป็นทัพล่อ ให้สุมาฌ้อ สูม้าเก๋ คุมทหารคนละหมื่นห้าพัน ยกอ้อมไปทางช่องแคบคอยตัดเสบียงและอาหารเมืองเตียวมิให้มาช่วยกันได้ แล้วสั่งให้ไตหูอองเจียงฮูเซียงคุมทหารสองหมื่นอ้อมไปตั้งซุ่มอยู่ต้นทางด่านข้างค่ายเมืองเตียว ถ้าทัพเตียวกวดไล่ถลำล่วงเข้ามา ก็ให้ยกออกตัดหลังตีกระหนาบไว้อย่าให้กลับไปได้ แล้วจงจุดประทัดสัญญาณขึ้น จึงสั่งให้โตเจียง โมงเหงา อองเจียง คุมทหารคนละห้าพันยกไปตั้งซุ่มอยู่ต้นทางข้างทิศตะวันออก ถ้าเห็นเตียวกวดยกอ้อมมาจะไปค่าย จงรบต้านหน้าไว้อย่าให้หนีได้

ฝ่ายทหารทั้งปวงก็คำนับลาออกมาจัดทหารพร้อมแล้วจึงรีบยกไปคอยอยู่ตามคำบู๊อันกุ๋นสั่งทุกประการ ส่วนบู๊อันกุ๋นกับอองงึดรักษาด่านอยู่ จึงเลือกทหารที่เป็นคนแก่ประมาณห้าสิบคนให้คุมเกวียนเปล่าผูกติดกันคนละห้าเล่ม ม้าเทียมแต่คนละสองตัวไปอยู่ข้างทิศตะวันตก ถ้าได้ยินเสียงประทัดเมื่อใดก็ขับเกวียนวิ่งไปมาอยู่ที่นั่น

ฝ่ายเตียวกวดครั้นเพลาคํ่าก็สั่งพวกทหารให้หุงข้าวแต่ในสามยาม แม้นเวลาถึงตีสิบเอ็ดกินอาหารเสร็จแล้วจงเตรียมไว้ให้พร้อมกัน ถ้าสว่างขึ้นเมื่อใด เราจะยกออกไปปล้นตีทัพจับตัวอองงึดฆ่าเสียจึงจะสำเร็จ แม้นมิสำเร็จศึกเรามิกลับเข้าค่าย ท่านทั้งปวงจงหาเสบียงติดตัวไปบ้าง ไม่ช้าเท่าใดเราจะตีค่ายอองงึดให้แตกในเจ็ดวัน ครั้นสั่งทหารแล้ว รุ่งขึ้นเตียวกวดก็จัดทัพ ให้ทวนป่าเป็นทัพหน้า โซเซียเป็นทัพหลัง เตียวกวดเป็นทัพหลวง ยกออกจากค่ายไปได้ประมาณห้าลี้ พบเห้งพูนคุมทหารห้าพันออกขวางหน้าอยู่ จึงให้ทวนป่าเข้ารบกับเห้งพูนได้สามสิบเพลง เห้งพูนก็กลับทหารหนี ทวนป่าก็ขับทหารไล่ติดตามไป เตียวกวดกลัวทหารเมืองจิ๋นจะช่วยกันก็สั่งให้เห้งหยงหนุนทวนป่าไปอีก ขณะเมื่อทวนป่าไล่ไป เห้งพูนพบเห้งเหลงเข้า เห้งพูนเห้งเหลงก็กลับหน้าเข้าสู้ด้วยทวนป่าอีก เห้งหยงครั้นมาทันเข้าก็ช่วยทวนป่ารบ นายทหารสี่คนรบกันประมาณได้สิบเพลง เห้งพูนเห้งเหลงก็ถอยหนีเข้าค่ายใหญ่ เตียวกวดเห็นได้ทีก็ให้ทหารเร่งติดตามไปโดยเร็ว บั่งเต๋งมาด้วยจึงห้ามว่าท่านจงรอไว้ก่อน ข้าพเจ้าเห็นทัพหน้าเมืองจิ๋นรบยังมิทันไรก็หนี กลัวเกลือกว่าอองงึดจะคิดกลไว้ประการใดเราจะมิเสียทีกับข้าศึกหรือ ขอท่านจงตรึกตรองดูแต่ควรเถิด เตียวกวดก็มิได้เชื่อคำจึงรีบเร่งทหารมาทันทวนป่า เตียวกวดก็สั่งให้เข้าล้อมค่ายอองงึดไว้เป็นสามารถ ไล่ทหารเข้าปล้นค่ายอยู่หลายวันค่ายนั้นก็หาแตกไม่ จึงสั่งให้ไปเร่งทัพหลังให้มาช่วย

ฝ่ายฮูเซียงซึ่งซุ่มอยู่เห็นเตียวกวดไล่ถลำล่วงเข้าไปแล้วก็จุดประทัดสัญญาณขึ้น ไล่ทหารออกตีตัดหลังกระหนาบเข้ามา ฝ่ายคนแก่ซึ่งคุมเกวียนเปล่าคนละห้าเล่มได้ยินเสียงประทัดสัญญาณก็ขับเกวียนวิ่งไปมาอยู่ที่นั่น เสียงเกวียนเสียงเท้าม้าก็สนั่นผงคลีก็ฟุ้งตระหลบขึ้น

ขณะนั้นโซเซียก็ให้ทหารเข้ารบกับทหารฮูเซียงอยู่ ครั้นม้าใช้เตียวกวดมาบอกโซเซีย โซเซียก็รีบไปแจ้งความกับเตียวกวด เตียวกวดได้ฟังดังนั้นก็โกรธนัก คิดจะไปรบฮูเซียงโอบหลังเข้ามาบ้าง แต่นึกกลัวอองงึดจะซุ่มทัพไว้จึงให้ทหารไปเที่ยวสอดแนมดูโดยเร็ว ทหารนั้นก็กลับมาบอกเตียวกวดว่า ข้างทิศตะวันตกนั้นข้าพเจ้าได้ยินเสียงฝีเท้าม้าเป็นอันมาก แต่ข้างทิศตะวันออกนั้นเงียบสงัดอยู่หามีผู้คนไม่ เตียวกวดได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า ถ้าเป็นความคิดของเรา เราก็จะให้ทหารตั้งอยู่ทั้งสี่ทิศ ว่าแล้วก็เลิกทหารล้อมค่ายไว้มาพร้อมกัน แล้วเตียวกวดก็แบ่งไว้รบทหารในค่ายอองงึดครึ่งหนึ่ง ครึ่งหนึ่งตัวเตียวกวดก็คุมยกไปทางทิศตะวันออก

ฝ่ายโมงเหงาซึ่งซุ่มคอยอยู่ข้างทิศตะวันออกนั้น เห็นเตียวกวดยกทัพมาก็พาทหารออกสกัดหน้าไว้แล้วร้องกับเตียวกวดด้วยเสียงอันดังว่า ท่านแพ้ความคิดบู๊อันกุ๋นแล้ว จงมาคำนับเราเสียโดยดีเถิด เตียวกวดได้ยินดังนั้นก็เจ็บใจนัก มีความโกรธเป็นอันมากจะเข้ารบด้วยโมงเหงา เห้งหยงเห็นดังนั้นจึงห้ามว่าข้าพเจ้าจะสู้โมงเหงาเอง เห้งหยงก็รีบไปรบด้วยโมงเหงาเป็นสามารถ อองเจียงซึ่งซุ่มอยู่เห็นดังนั้นก็ออกช่วยโมงเหงารบกับเห้งหยง ทหารโมงเหงากับอองเจียงก็ฆ่าฟันทหารเตียวกวดล้มตายเป็นอันมาก เตียวกวดเห็นจะสู้มิได้ก็ตีม้าล่อเรียกทหารกลับมาแล้วตั้งค่ายอยู่ริมคลอง บั่งเต๋งจึงเข้าไปว่ากับเตียวกวดว่าท่านจะตั้งค่ายอยู่ที่นี่หาชอบไม่ ทหารเราพักนี้ก็ไม่สู้เสียมากดอก พอจะหักออกไปค่ายเก่าได้ ท่านจงเร่งรบหักออกไปโดยเร็วจึงจะควร ถึงจะยกกลับมารบอีกก็ได้ จะนิ่งไว้ก็เป็นทุกข์ด้วยเสบียงของเราก็ไม่มี เตียวกวดไม่เห็นด้วย ก็เร่งทหารระดมกันตั้งค่ายอยู่ที่นั่น

ฝ่ายทหารบู๊อันกุ๋นทั้งห้ากองพากันตีกระหนาบเข้ามาล้อมค่ายเตียวกวดไว้มั่นคง ขณะนั้นเตียวกวดก็เขียนหนังสือให้ทหารคนหนึ่งเล็ดลอดไปบอกเจ้าเมืองเตียวขอทหารมาช่วย ให้คนหนึ่งไปเอาเสบียงที่ค่ายเก่า พวกในค่ายจะเอาเสบียงมาส่งก็ไม่ได้ ด้วยกองทัพสูม้าเก๋ตั้งสกัดอยู่หน้าค่าย สุมาฌ้อตั้งปิดทางซึ่งจะไปเมืองเตียวเสียจึงจนใจอยู่

ฝ่ายบู๊อันกุ๋นก็ยกออกจากค่ายมาสบทบทัพด้านข้างหน้าค่ายเตียวกวด อองงึดก็ออกมาช่วยข้างด้านหลัง แปะคี้ก็สั่งให้ทหารร้องบอกเตียวกวดว่า แปะคี้อยู่กองนี้ ท่านสิ้นสติปัญญาแล้วจงออกมาคำนับเสียแต่โดยดีเถิด เตียวกวดแจ้งว่าแปะคี้มาแน่ก็ตกใจ เปรียบเหมือนใครตัดศีรษะขาดกระเด็นออกจากตัวก็เหมือนกัน หน้านั้นซีดสลดลงทันที ยืนนิ่งตะลึงอยู่ คนสนิทเห็นดังนั้นก็เตือนว่า เหตุไรท่านจึงนิ่งอยู่ดังนี้เล่า เตียวกวดได้สติแล้วก็แข็งใจเที่ยวตรวจทหารให้รักษาหน้าที่ของตัวเป็นสามารถ ขณะนั้นบู๊อันกุ๋นมีหนังสือไปแจ้งแก่เจ้าเมืองจิ๋นทุกประการ

เจียวเสียงอ๋องแจ้งดังนั้นดีใจเป็นอันมาก จึงกวาดเอาชาวเมืองตั้งแต่อายุสิบห้าปีขึ้นไป เกณฑ์เข้าขบวนทัพเสร็จแล้วตัวก็ยกไปช่วยบู๊อันกุ๋น ปิดทางตั้งค่ายลงที่ตำบลเซียงเผงกันทัพเมืองเตียวไว้ ฝ่ายเตียวกวดตั้งแต่บู๊อันกุ๋นล้อมอยู่ได้เดือนครึ่งแล้วผู้ที่ส่งเสบียงอาหารก็หามาส่งได้ไม่ ด้วยกองทัพเจ้าเมืองจิ๋นตั้งสกัดอยู่ ทหารในค่ายเตียวกวดก็อดอยากด้วยไม่มีข้าวปลาจะกิน ก็เกิดฆ่าฟันกันมาปิ้งเลี้ยงชีวิตของตัว บ้างเที่ยวชิงฉกลักหากินด้วยกำลังอด เตียวกวดห้ามก็มิฟังจึงคิดแบ่งทหารออกเป็นสี่กอง ทวนป่ากองหนึ่ง โซเซียกองหนึ่ง บั่งเต๋งกองหนึ่ง เห้งหยงกองหนึ่ง เสร็จแล้วก็สั่งว่าให้ตีหักออกไปทั้งสี่ด้าน ถ้าใครตีแตกด้านไหนก็ให้ตามกันไปด้านนั้น ทหารทั้งสี่คนก็แยกออกตีค่ายเมืองจิ๋นทั้งสี่กอง

ฝ่ายบู๊อันกุ๋นก็เลือกทหารซึ่งชำนาญเกาทัณฑ์กองละสองพันทั้งสี่ด้านประดากันเข้าระดมยิงทหารเมืองเตียวล้มตายลงเป็นอันมาก นายกองทั้งสี่จะหักออกไปมิได้ก็กลับเข้าค่ายรักษามั่นอยู่ดังเก่า เตียวกวดแต่ตั้งสู้รบอยู่นั้นประมาณอีกเดือนหนึ่งจะออกก็มิได้ จึงนึกแต่ในใจว่าเพราะทหารเรากลัวเกาทัณฑ์จึงหาอาจรบกับข้าศึกไม่ คิดดังนั้นแล้วก็เลือกจัดทหารที่มีกำลังแลฝีมือห้าพันใส่เสื้อเกราะหุ้มทองเหลืองมือถืออาวุธทุกตัวคน เตียวกวดก็ขึ้นขี่ม้าถือทวนออกนำหน้าทหารห้าพันตีหักออกไป ทวนป่าเห้งหยงถืออาวุธตามหลังเตียวกวดออกมาด้วย บู๊อันกุ๋นเห็นดังนั้นก็โบกธงรวมทหารเกาทัณฑ์เข้าระดมยิงล้อมทหารเตียวกวดไว้ดังเม็ดฝน

ขณะนั้นเตียวกวดกับทหารห้าพันก็แกว่งทวนปัดป้องลูกเกาทัณฑ์มิให้ถูกตัว เตียวกวดตาสาละวนดูลูกเกาทัณฑ์อยู่จึงหาเห็นหลุมไม่ ม้าที่ขี่ก็ถลำตกหลุม เตียวกวดเอียงจะพลัดตก พอลูกเกาทัณฑ์ทหารเมืองจิ๋นเข้าที่รักแร้และคอ เตียวกวดก็ตกม้าลงขาดใจ ทหารเมืองจิ๋นจึงไล่ฆ่าฟันทหารเตียวกวดล้มตายแตกหนีเข้าค่าย ไปในป่าบ้าง ฮูเซียง โมงเหงา อองเจียง สามคนเห็นทวนป่ากับเห้งหยงจะเข้าพยุงเอาเตียวกวดไป ทหารสามคนระดมกันเข้ารบด้วยทวนป่ากับเห้งหยง ทวนป่ากับเห้งหยงเห็นจะทานกำลังมิได้ก็ชักม้าหนี ฮูเซียงก็เอาง้าวฟันถูกทวนป่าตัวขาดตกม้าตาย ทหารเมืองจิ๋นก็ไล่ล้อมเข้าไปหน้าค่ายเตียวกวดดังเก่า

ขณะนั้นบั่งเต๋งกับโซเซียหนีไปได้ถึงกลางทาง บั่งเต๋งจึงบอกกับโซเซียว่า แต่เดิมเราได้ห้ามเตียวกวดถึงสามครั้งก็มิได้ฟังจึงเสียที เดี๋ยวนี้เตียวกวดก็ตายเสียแล้ว เราจะอยู่ดูหน้าคนประการใด ว่าแล้วก็ชักกระบี่ออกเชือดคอตายเสียที่นั่น

โซเซียเห็นดังนั้นมีความสงสาร แต่กลัวทหารเมืองจิ๋นจะมาพบเข้าก็รีบหนีเล็ดลอดไปเมืองเตียว

ฝ่ายบู๊อันกุ๋นซึ่งล้อมอยู่นั้น จึงสั่งให้ยกธงขาวขึ้นร้องประกาศชาวเมืองเตียวว่า บัดนี้เตียวกวดก็ตายแล้ว ถ้าใครยอมเข้ากับเราโดยดีก็จะไม่ทำอันตราย ถ้าแม้นมิยอมเข้าด้วยก็จะให้ทหารเราหักแหกค่ายฆ่าฟันเสียมิให้เหลือแต่สักคนหนึ่ง ทหารเมืองเตียวแจ้งดังนั้น เห็นว่าตัวอยู่ในที่ล้อม ต่างคนก็ยอมเข้าด้วยบู๊อันกุ๋นสิ้น บู๊อันกุ๋นก็ให้ทหารเก็บเอาเครื่องศัสตราวุธและเกวียนกับสิ่งของทั้งปวงได้เสร็จแล้วก็ตีม้าล่อเลิกทัพกลับเข้าค่าย จึงสั่งให้ทหารไปตัดศีรษะเตียวกวดมาแล้วก็แต่งให้คนฉลาดพูดจาแข็งแรง คุมเอาศีรษะเตียวกวดไปที่ค่ายเก่าเตียวกวด แล้วชูศีรษะขึ้นร้องบอกชาวเมืองเตียวในค่ายว่า บู๊อันกุ๋นตัดศีรษะนายท่านเสียแล้ว แม้ท่านทั้งหลายมิยอมเข้าด้วยบู๊อันกุ๋นแต่โดยดี บู๊อันกุ๋นก็จะยกทัพใหญ่มาฆ่าท่านเสีย จงชวนกันตรึกตรองดูเถิด ผู้ที่ไปร้องบอกก็กลับมาเสีย

ฝ่ายทหารในค่ายเตียวกวดได้ยินดังนั้นก็คิดวิตก ครั้นจะกลับไปเมืองเตียวก็มิได้ ด้วยทหารเมืองจิ๋นตั้งสกัดทางอยู่ จึงปรึกษาพร้อมใจกันแล้วก็พากันมาเข้าด้วยบู๊อันกุ๋นสิ้น ฝ่ายบู๊อันกุ๋นเห็นทหารเมืองเตียวมาเข้าด้วย ตรวจได้ทหารสี่สิบหมื่นก็มีความวิตกอยู่จึงปรึกษาอองงึดว่า ถ้าเราจะเอาไว้ดังนี้ แม้นทหารเมืองเตียวมีสติปัญญาตั้งตัวเป็นใหญ่ขึ้นคิดขบถเห็นเราก็จะมีอันตรายเป็นมั่นคง เราจำจะฆ่าเสียให้หมดจึงจะชอบ อองงึดก็เห็นด้วย บู๊อันกุ๋นจึงสั่งทหารเมืองเตียวว่าท่านอยู่กองเดียวกันดังนี้หาชอบไม่ จงเก็บเครื่องศัสตราวุธมาส่งเสียให้หมด ถ้ากินโต๊ะเสร็จแล้วจงแยกออกไปเป็นสิบกองจึงจะชอบ พรุ่งนี้เราจะไปเลือก แม้นผู้ใดมีกำลังลํ่าสันพอจะใช้เป็นทหารได้ก็จะเอาไว้ ที่แก่ชราหากำลังไม่ก็จะให้กลับไปบ้าน สั่งเสร็จบู๊อันกุ๋นก็ให้ยกโต๊ะมาเลี้ยงทหารของตัวที่เหน็ดเหนื่อย แล้วเลี้ยงพวกเมืองเตียวต่อไปจนทั่วกัน ครั้นอิ่มจึงสั่งพวกเมืองเตียวแยกออกเป็นสิบกองๆ ละสี่หมื่น ให้ทหารของตัวคุมทหารเมืองเตียวสี่หมื่น กองละสองหมื่น ให้แยกกันอยู่รอบค่ายใหญ่ จึงกระซิบบอกความให้แล้วสั่งให้ทหารของตัวโพกผ้าขาวทุกคนแล้ว ทหารทั้งปวงก็คำนับลาบู๊อันกุ๋นไป ควบคุมกันอยู่เป็นหมวดเป็นกองตามสั่ง ครั้นเวลาคํ่าคืนประมาณสองยามเศษบู๊อันกุ๋นจึงสั่งโมงเหงากับอองเจียงให้คุมทหารไปอยู่รอบนอก ถ้าแม้ทหารเมืองเตียวหนีออกไปก็ให้ฆ่าเสีย โมงเหงากับอองเจียงก็คำนับลามาคุมทหารสี่สิบหมื่นเสีย ถ้าได้ยินเสียงม้าล่อเมื่อใดให้เร่งลงมือเถิด

ครั้นอองงึดยกไปแล้ว พอเวลาสามยามบู๊อันกุ๋นก็ตีม้าล่อขึ้น อองงึดได้ยินดังนั้นก็แบ่งทหารซึ่งโพกผ้าขาวเข้าฆ่าฟันชาวเมืองเตียวทุกกอง คนที่คุมอยู่กองละสองหมื่นนั้นก็ช่วยอองงึดฆ่าทหารเมืองเตียวล้มตายลงเป็นอันมาก ที่หนีออกไปได้นั้นทหารโมงเหงากับอองเจียงก็จับฆ่าเสียสิ้น แต่ทหารเมืองจิ๋นไล่ฟันทหารเมืองเตียวอยู่จนเช้า ทหารเมืองเตียวสี่สิบหมื่นจึงตายหมด โลหิตไหลลงในคลองยั่งก๊ก นํ้านั้นก็แดงเป็นสีเลือด คนทั้งปวงจึงเรียกว่าคลองตันจุย ไทยว่านํ้าแดงมาจนทุกวันนี้ แปะคี้ก็ให้ตัดศีรษะชาวเมืองเตียวไปทิ้งไว้ริมเขาอึมหมึงซัว คนทั้งปวงจึงเรียกว่าเขาเทาลูซัว ไทยว่าเขาศีรษะคน เพราะเตียวกวดพาทหารมาตายเสียครั้งนั้นกระดูกเกลื่อนไปทั้งป่า ถ้าจะก้าวเดินไปก็มิได้ผิด

ฝ่ายแปะคี้ซึ่งเป็นที่บู๊อันกุ๋นนั้น ครั้นฆ่าทหารสี่สิบห้าหมื่นเศษนับทั้งอองงึดฆ่าไว้เมื่อแรกยกทัพมาด้วย แปะคี้ก็สั่งให้ทหารไปรักษาหัวเมืองเสียงตั๋ง แล้วจึงยกทัพเข้าประชิดแดนเมืองเตียวอยู่เนินดินที่ค่ายเป็นของแปะคี้ตั้งเก่านั้น ชาวบ้านเรียกว่าแปะคี้ไต้ ภายหลังต่อมาจนถึงแผ่นดินถังพระเจ้าเฮียงจงอ๋องได้เสวยราชย์ จึงมาเที่ยวประพาสป่า ก็ยังได้เห็นอาสภเหลืออยู่แต่กระดูกเกลื่อนไป ครั้นถึงที่ตำบลนี้ก็มีความสงสารในคนตายนั้นเป็นอันมาก จึงให้ไปนิมนต์สมภารที่เมืองถังชื่อซำจ๋อง กับศิษย์มาสวดมนต์ให้เจ็ดวันเจ็ดคืน เพื่อจะให้ผีนั้นเกิดโดยเร็ว จึงเปลี่ยนชื่อคลองตันจุยเสียใหม่ ชื่อว่าแซอวนก๊ก ฝ่ายทหารเตียวกวดเหลือตายสองร้อยสี่สิบคนก็หนีกลับไปแจ้งแก่เจ้าเมืองเตียว

ขณะนั้นเตียวเฮาเซงอ๋องประชุมขุนนางเข้ามาปรึกษาจะยกไปช่วยเตียวกวด พอคนใช้มาบอกว่าเตียวกวดตายแล้ว ทั้งเสียทหารสี่สิบห้าหมื่นไปเข้าด้วยแปะคี้ แปะคี้ก็ฆ่าเสียยิ่งมีความเวทนานัก เสียดายทหารทั้งปวงเป็นอันมากก็หามีความสบายไม่ ขุนนางทั้งปวงแจ้งดังนั้นตกใจหน้าซีดสลด จึงคิดว่าเห็นจะไม่มีทหารจะสู้รบกับข้าศึกต่อไปอีก ขณะนั้นชาวเมืองรู้ว่าลุงตาอาผัวพี่น้องและเพื่อนฝูงลูกหลานของตัวตายต่างคนก็ร้องไห้แซ่ไปทั้งเมือง แล้วพากันนั่งปรับทุกข์อยู่เป็นกองๆ แต่มารดาเตียวกวดผู้เดียวมิได้ร้องไห้ด้วยรู้ว่าเตียวกวดเป็นแม่ทัพไปครั้งนี้ก็นึกตัดเสียว่าตายแล้วแต่แรกจึงมิได้ร้องไห้ จึงมีหนังสือไปถึงเจ้าเมืองเตียว ครั้นเจ้าเมืองเตียวรู้ว่าเตียวกวดตายเสียทัพสมดังคำมารดาเตียวกวดว่า ก็ให้เอาเงินทองของมาให้กับมารดาเตียวกวดเป็นอันมาก แล้วสั่งขุนนางที่ชอบอัชฌาสัยไปขอโทษเลียมโพ แล้วให้เชิญมาทำราชการด้วยเราดังเก่า ครั้นขุนนางผู้นั้นไปแล้ว ชาวเมืองเสียงตั๋งใช้ให้คนมาบอกกับเตียวเฮาเซงอ๋องว่า หัวเมืองในแผ่นดินที่เมืองเสียงตั๋ง ชาวเมืองจิ๋นตีได้ไปขึ้นอยู่ข้างโน้น บัดนี้แปะคี้ยกเข้ามาถึงแดนเมืองเตียวแล้ว

เตียวเฮาเซงอ๋องแจ้งดังนั้น จึงให้หาขุนนางและทหารเข้ามาพร้อมกัน จึงปรึกษาว่า ถ้าแปะคี้ยกมาผู้ใดจะรับอาสาออกสู้รบได้บ้าง ขุนนางและทหารทั้งปวงก็พากันนิ่งอยู่ เตียวเฮาเซงอ๋องเห็นดังนั้นก็โกรธกลับเข้าไปเสียข้างใน ขุนนางและทหารทั้งปวงต่างพากันกลับไปบ้าน

ฝ่ายเตียวสินซึ่งเป็นที่เพงง่วนกุน ครั้นกลับมาถึงบ้านจึงปรึกษากับพวกแคะเคงซึ่งเข้าเกลี้ยกล่อมอยู่ด้วยตัวนั้นว่า ผู้ใดจะไปพูดให้เจ้าเมืองจิ๋นมาเป็นไมตรีกับเมืองเตียวได้บ้าง คนทั้งปวงยังมิทันจะว่าประการใด

ขณะนั้นโซต๋ายเข้ามาเกลี้ยกล่อมอยู่ที่นั่นด้วย จึงว่ากับเตียวสินว่า ข้าพเจ้าคิดไว้ได้ประการหนึ่ง จะไปพูดจาให้เจ้าเมืองจิ๋นรับเป็นไมตรีกับเจ้าเมืองเตียวให้จงได้ เตียวสินได้ฟังดังนั้นยินดีนัก จึงจัดแจงเกวียนบรรทุกสิ่งของให้โซต๋ายไปกินกลางทาง เสร็จแล้วโซต๋ายก็คำนับลาเตียวเฮาเซงอ๋องไป ครั้นมาถึงเมืองจิ๋นก็เข้าไปหาฮวมซุยที่บ้าน ฝ่ายฮวมซุยครั้นรู้ว่าอาจารย์โซต๋ายมาก็ออกไปต้อนรับ เชิญให้นั่งที่สมควรแล้วจึงว่า อันเรามาทั้งนี้ก็เพราะท่านจึงได้มา ฮวมซุยจึงถามว่า ซินแสมาสงเคราะห์ข้าพเจ้านี้มีธุระประการใดหรือ

โซต๋ายจึงถามฮวมซุยว่า ท่านใช้ให้แปะคี้ไปฆ่าเตียวกวดแล้วให้ยกไปตีเมืองเตียวหรือ ฮวมซุยก็รับว่าจริง โซต๋ายจึงบอกว่าแปะคี้นี้มีสติปัญญาลึกซึ้งองอาจนัก ถ้าจะใช้ทหารและยกทัพไปทิศใดก็มีสง่าข้าศึกกลัวเกรงเป็นอันมาก ด้วยตีหัวเมืองได้เจ็ดสิบเศษแล้ว แต่ฆ่าคนเสียประมาณร้อยหมื่น ชาวบ้านชาวเมืองก็เลื่องลือสรรเสริญต่างๆ ถึงแผ่นดินก่อนห้องสิน อีอึนได้ทำความชอบไว้ในพระเจ้าเสียงทาง มาแผ่นดินห้องสินเล่า เกียงจูแหยได้ทำความชอบไว้ในพระเจ้าบู๊อ๋อง ความชอบข้าราชการทั้งสองก็หาสู้แปะคี้มีความชอบครั้งนี้ไม่ ถ้าแปะคี้ไปตีเมืองเตียวได้สำเร็จ เจ้าเมืองจิ๋นก็จะได้เป็นถึงฮ่องเต้ แปะคี้ก็จะได้เป็นใหญ่กว่าท่าน ด้วยมีความชอบมากคงจะเหมือนกับอีอึนซึ่งเป็นที่ไจเสียงอยู่ในพระเจ้าบู๊อ๋องก็เหมือนกัน ถึงท่านจะเป็นใหญ่ก็คงสู้เขาไม่ได้เป็นมั่นคง

ฮวมซุยได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงลุกขึ้นยืนแล้วถามว่า ถ้าดังนั้นท่านอาจารย์จะคิดประการใด โซต๋ายจึงตอบว่า ถ้าท่านเชื่อเราจงคิดให้เจ้าเมืองจิ๋นไปทำไมตรีกับเมืองเตียว เมืองหัน บอกให้แบ่งหัวเมืองมาขึ้นกับเมืองจิ๋น ท่านจงขอเอาไว้เป็นของตัวแล้วให้แปะคี้กลับมาเสีย หัวเมืองทั้งปวงก็จะนับถือคิดถึงคุณท่าน ท่านก็จะได้มีอาณาเขตกว้างขวางได้ความสุข เปรียบเหมือนเขาไทซันอันใหญ่ หามีผู้จะทำอันตรายได้ไม่ ฮวมซุยได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วยชอบใจนัก จึงจัดแจงให้โซต๋ายยับยั้งอยู่ที่บ้านของตัว

ขณะนั้นเจ้าเมืองจิ๋นยกทัพไปตั้งสกัดทัพเมืองเตียวอยู่ ครั้นรู้ว่าแปะคี้มีชัยแก่ข้าศึก ยกล่วงเข้าไปประชิดแดนเมืองเตียวแล้ว เจียวเสียงอ๋องก็เลิกทหารกลับมาเมือง ครั้นรุ่งเช้าเจ้าเมืองจิ๋นออกไปว่าราชการ ขุนนางทั้งปวงก็มาประชุมพร้อมกัน ต่างถามข่าวเจ้าเมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นก็เล่าความซึ่งแปะคี้ชนะศึกให้ขุนนางฟังทุกประการ ฮวมซุยได้ยินดังนั้นเห็นได้ทีก็ยอเกียรติสรรเสริญเจ้าเมืองจิ๋นต่างๆ ให้ชอบใจแล้วจึงว่า ข้าพเจ้าเห็นทหารของท่านยกไปปราบข้าศึกครั้งนี้นานนัก ได้ความลำบากเหน็ดเหนื่อยเป็นอันมากก็ยังไม่สำเร็จ เดี๋ยวนี้เจ้าเมืองหัน เจ้าเมืองเตียวก็หย่อนกำลังหาอาจออกสู้รบไม่ ถ้าเขารักษาเมืองมั่นไว้ฉะนั้น ทหารเราไม่ได้หยุดพักก็จะอิดโรยกำลังเห็นจะเสียที แต่เพียงนี้เขาก็กลัวอยู่แล้ว แม้ท่านใช้คนไปบอกเจ้าเมืองหัน เจ้าเมืองเตียว ให้แบ่งหัวเมืองมาขึ้นกับเราก็คงจะให้โดยง่าย ทหารเราจะได้หยุดพัก ข้าพเจ้าคิดดังนี้ท่านจะเห็นประการใด

เจียวเสียงอ๋องได้ฟังฮวมซุยว่าก็เห็นด้วย จึงว่าซินแสจะคิดอย่างไรก็ตามเถิด เราวางใจท่านแล้วอย่าได้รังเกียจเลย ฮวมซุยได้ฟังดังนั้นสมใจคิดก็ยินดีคำนับลาเจ้าเมืองจิ๋นกลับบ้าน เอาความนั้นเล่าให้โซต๋ายฟัง แล้วปูนบำเหน็จโซต๋ายตามสมควร จึงสั่งว่าท่านจงไปเมืองหันเมืองเตียวเถิด คิดอ่านให้แบ่งหัวเมืองให้มาขึ้นกับเมืองจิ๋นให้จงได้ โซต๋ายรับสิ่งของแล้วก็ลามาขึ้นเกวียนพาบ่าวของตัวรีบไปเมืองเตียว เมืองหัน เข้าไปคำนับเจ้าเมืองทั้งสองตำบล แจ้งความว่าเจ้าเมืองจิ๋นจะเลิกทัพกลับไป แต่จะให้ท่านทั้งสองแบ่งเมืองขึ้นไปขอเป็นไมตรีด้วยจึงจะยอม

ฝ่ายเจ้าเมืองเตียว เจ้าเมืองหันแจ้งดังนั้นดีใจนัก ด้วยคิดกลัวเจ้าเมืองจิ๋นอยู่ก็ยอมให้โดยง่าย ส่วนเจ้าเมืองหันก็เอาเมืองห้วนหยง เจ้าเมืองเตียวจึงแบ่งเมืองขึ้นหกตำบลกับเครื่องบรรณาการ ต่างคนก็ใช้ขุนนางผู้ฉลาดนำไปให้เจ้าเมืองจิ๋น สองขุนนางต่างเมืองก็คำนับลามาจัดบ่าวของตัว ขนเครื่องบรรณาการบรรทุกเกวียนพร้อมแล้วต่างคนก็รีบออกจากเมืองไป เดินทางข้ามด่านมาหลายตำบล ขุนนางสองคนต่างก็ถึงเมืองจิ๋นพร้อมกัน จึงจัดแจงของคำนับเสร็จแล้ว ให้บ่าวขนเข้าไปหาขุนนางตามตำแหน่งนำขึ้นคำนับเจียวเสียงอ๋อง เจียวเสียงอ๋องเจ้าเมืองจิ๋นแจ้งดังนั้นก็รับไว้แต่เมืองเตียว อันเมืองหันนั้นติเสียว่าเป็นเมืองเล็กน้อย ครั้นขุนนางเมืองหันบอกว่าเมืองเสียงตั๋งสิบเจ็ดตำบลขึ้นกับเมืองด้วย เจ้าเมืองจิ๋นก็รับไว้แล้วจึงสั่งให้มีหนังสือไปถึงแปะคี้ซึ่งเป็นที่บู๊อันกุ๋นฉบับหนึ่งให้เลิกทัพกลับมา ขุนนางสองคนก็คำนับลามาจัดแจงตัวเสร็จแล้วก็ชวนกันออกจากเมืองจิ๋นไป มาถึงทางแยกต่างคนก็ลากันไป

ฝ่ายผู้ถือหนังสือเจ้าเมืองจิ๋น ครั้นมาถึงค่ายแปะคี้ก็เอาหนังสือเข้าไปคำนับส่งให้ ขณะนั้นแปะคี้เตรียมทหารจะเข้าตีเมืองเตียวอยู่ ครั้นรับหนังสือมาฉีกผนึกออกอ่านแจ้งความว่าเจ้าเมืองจิ๋นให้ยกทัพกลับไปก็เสียใจนัก คิดว่าฮวมซุยกลัวเราจะได้ดีจึงทัดทานเจ้าเมืองจิ๋น แปะคี้นึกโกรธอยู่แต่หาว่ากระไรไม่ สั่งให้นายทัพนายกองทั้งปวงให้เตรียมทหารจัดเข้าเป็นขบวนทัพเสร็จแล้วก็ยกกลับ ครั้นถึงเมืองจิ๋นแปะคี้เข้าคำนับเจียวเสียงอ๋องแล้วถอนใจใหญ่ จึงว่าขึ้นท่ามกลางขุนนางทั้งปวงว่า เรายกทัพไปเซียงเผงครั้งนี้มิได้แพ้แต่สักครั้งหนึ่ง ข้าศึกทั้งปวงก็แตกพ่ายหนีไปไม่อาจออกต่อสู้ ชาวเมืองเตียวคิดขยาดฝีมือตกใจกลัววันละเก้าสิบครั้ง ถ้าจะตีเมืองเตียวแล้วไม่ถึงเดือนก็จะสำเร็จ เรานึกเสียดายเป็นอันมาก ด้วยไม่รู้ว่าฮวมซุยจะคิดประการใดจึงให้เรากลับมาเสีย ว่าแล้วก็คำนับลามาที่อยู่ของตัว แต่นั้นมาแปะคี้ก็ไม่ชอบกันกับฮวมซุย ขุนนางทั้งปวงก็กลับไปบ้าน

เจียวเสียงอ๋องครั้นขุนนางไปแล้ว คิดถึงคำแปะคี้ก็นิ่งตรึกตรองอยู่ ครั้นเวลาเช้าคิดจะให้แปะคี้ยกทัพไปรบเมืองเตียวอีก แปะคี้ก็ป่วยไปมิได้จึงให้อองเหลงเป็นแม่ทัพคุมทหารสิบหมื่นยกไปตีเมืองเตียวอีก อองเหลงก็คำนับลามาจัดทหารพร้อมแล้ว จึงยกไปตั้งอยู่ที่ค่ายเก่าแปะคี้ ตัวก็จัดแจงทหารแยกกันเข้าล้อมหัวเมืองขึ้นของเมืองเตียวไว้หลายตำบล

ฝ่ายเตียวเฮาเซงอ๋องแจ้งดังนั้นก็เรียกเลียมโพเข้ามาปรึกษาแล้วตั้งให้เป็นแม่ทัพยกไปช่วยป้องกันทัพเมืองจิ๋นไว้ เลียมโพคำนับลามาจัดทัพยกแยกไปรักษาเมืองอยู่ทุกตำบลเป็นสามารถ อองเหลงจึงตีไม่แตก ครั้นเวลากลางคืนเลียมโพเอาเงินทองของตัวออกจ้างทหารให้ทำสาแหรกหย่อนกันขึ้นลงตามกำแพงออกปล้นทัพอองเหลง ไล่ฆ่าฟันทหารล้มตายลงเนืองๆ มิได้ขาดวัน แล้วก็หนีขึ้นสาแหรกเข้าเมืองเสีย

ฝ่ายอองเหลงแต่ตั้งล้อมเมืองจะหักเอาเมืองก็ไม่ได้ ทหารในเมืองออกมาฆ่าคนเปลืองไปเป็นอันมากก็เสียใจเห็นจะสู้มิได้ จึงมีหนังสือให้ม้าใช้รีบไปแจ้งแก่เจ้าเมืองจิ๋น ขณะนั้นแปะคี้ซึ่งเป็นที่บู๊อันกุ๋นก็หายป่วย เจียวเสียงอ๋องได้แจ้งในหนังสือก็ตกใจ จึงใช้จออิวไปหาแปะคี้มาปรึกษาจะให้ไปเป็นแม่ทัพแทนอองเหลง แปะคี้จึงตอบว่า ท่านอย่าประมาทเมืองเตียวที่จะตีได้โดยง่ายนั้นเห็นจะยาก แต่แรกข้าพเจ้าตีได้โดยเร็วนั้น ก็เพราะชาวเมืองเตียวหย่อนกำลังทั้งกลัวเป็นอันมากจึงเห็นว่าได้ ถ้าท่านจะให้ข้าพเจ้ายกไปครั้งนี้ แต่กลับมาก็ได้ถึงสองปีแล้ว ในเมืองเตียวเห็นจะบริบูรณ์เป็นปกติกัน ทั้งเลียมโพก็ยังอยู่เขามีสติปัญญาเป็นอันมาก หาเหมือนเตียวกวดไม่ ประการหนึ่งท่านก็ได้ทำไมตรีไว้กับเมืองเตียว แล้วจะกลับไปตีเอาอีกนั้น หัวเมืองทั้งปวงรู้ไปก็จะติเตียนว่าชาวเมืองจิ๋นไม่มีความสัตย์ ถ้าเขาพร้อมใจกันยกมาตีเมืองจิ๋นก็เห็นจะสู้เขาไม่ได้ ท่านอย่าให้ข้าพเจ้ายกไปเลย เจียวเสียงอ๋องเห็นแปะคี้บิดพลิ้วอยู่ดังนั้นก็ขืนอ้อนวอนจะให้ไป

ฝ่ายแปะคี้มิยอมก็คำนับลามาที่อยู่ เจียวเสียงอ๋องจึงหาตัวฮวมซุยเข้ามา แล้วให้ไปเชิญแปะคี้จะให้มาเป็นแม่ทัพอีก แปะคี้แจ้งดังนั้นแกล้งบอกป่วยเสีย ฮวมซุยไปหาจึงไม่พบตัว ให้แต่คนใช้มาบอกป่วย ฮวมซุยจึงเอาความบอกกับเจียวเสียงอ๋อง เจียวเสียงอ๋องแจ้งดังนั้นจึงปรึกษาฮวมซุยว่า อันแปะคี้บอกป่วยครั้งนี้ยังจะจริงหรือ ฮวมซุยจึงตอบว่า แปะคี้นั้นจะป่วยจริงหรือไม่ป่วยข้าพเจ้ามิได้รู้ แจ้งอยู่ก็แต่ใจแปะคี้ว่าไม่ยอมเท่านั้นเอง เจ้าเมืองแจ้งดังนั้นก็โกรธจึงว่า ถ้าไม่ได้แปะคี้คนนี้ เห็นว่าในเมืองเราจะไม่มีทหารแล้วหรือจึงจะต้องง้องอน ถึงไปตีเซียงเผงครั้งก่อนนั้น อองงึดไปตีดอกหาใช่แปะคี้ไม่ ต่อภายหลังแปะคี้ไปคิด อองงึดนี้จะเปรียบกับแปะคี้ไม่ได้เจียวหรือ

เจียวเสียงอ๋องก็ให้จออิวไปหาอองงึดเข้ามาตั้งให้เป็นแม่ทัพคุมทหารสิบหมื่นยกไปตีเมืองเตียวแทนอองเหลง อองเหลงนั้นให้กลับมา อองงึดคำนับรับคำแล้วก็รีบมาจัดทหารสิบหมื่นพร้อมแล้วก็ยกออกจากเมืองจิ๋น มาถึงค่ายอองเหลงก็เล่าความให้อองเหลงฟังทุกประการ แล้วบอกว่าเจียวเสียงอ๋องสั่งว่าให้ท่านกลับไปเมืองในวันนี้ อองเหลงแจ้งดังนั้นก็คำนับลามอบตราอาชญาสิทธิ์ให้กับอองงึดแล้ว ก็พาพรรคพวกของตัวประมาณสิบคนกลับมาเมือง เจียวเสียงอ๋องก็ถอดเสียจากขุนนาง ห้ามมิให้เข้าไปหา

ฝ่ายอองงึดตั้งแต่มารบล้อมเมืองแทนอองเหลงอยู่ถึงห้าเดือนแล้ว ก็เข้าหักเอามิได้ กิตติศัพท์รู้ไปถึงแปะคี้ แปะคี้จึงว่ากับพวกแคะเคงว่า เราได้บอกเจ้าเมืองจิ๋นแล้วว่า เมืองเตียวครั้งนี้ถึงจะไปตีก็คงจะยาก เจ้าเมืองจิ๋นมิได้เชื่อคำเราขืนให้อองงึดไปตี เดี๋ยวนี้ได้ยินข่าวว่าเป็นกระไรบ้าง ตีเมืองเตียวได้แล้วหรือ

ฝ่ายแคะเคงซึ่งเป็นพวกของแปะคี้ก็ตอบว่าสมคำของท่านแล้วยกไปให้ป่วยการ ตีเมืองเตียวก็ไม่ได้ ขณะนั้นแคะเคงซึ่งเป็นพวกพ้องของแปะคี้ชอบกับแคะเคงพวกฮวมซุย ก็เอาความไปเล่าสู่กันฟังทุกประการ ส่วนแคะเคงพวกของฮวมซุยจึงเอาความไปบอกกับฮวมซุย ฮวมซุยก็เอาความเข้าไปแจ้งแก่เจ้าเมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นรู้ดังนั้นก็โกรธ จึงให้คนใช้ไปสั่งแปะคี้ให้ยกทัพไปอีก แปะคี้ก็บอกป่วยเสียหาไปไม่

เจียวเสียงอ๋องขัดใจเป็นอันมาก จึงให้ขุนนางไปถอดแปะคี้เสียจากที่บู๊อันกุ๋นแล้วให้ไปอยู่นอกเมืองที่ตำบลอิมมิ แปะคี้แจ้งดังนั้นก็เสียใจจึงแหงนขึ้นดูบนอากาศแล้วว่า แต่ก่อนฮวมเล้มีหนังสือไปให้บุนจงว่า ชาติสุนัขไล่เนื้อ ครั้นสิ้นเนื้อในป่าแล้วเมื่อใดเจ้าของก็ฆ่าสุนัขเสีย อันตัวเรานี้ไปทำศึก ตีเมืองได้กว่าเจ็ดสิบตำบลแล้วก็เปรียบประดุจดังสุนัขที่ไล่เนื้อนั้นก็เหมือนกัน การของท่านเสร็จแล้วก็ไล่เราเสีย แปะคี้ว่าแล้วก็จัดแจงครอบครัวไพร่พลของตัวจะไป

ขณะนั้นฮวมซุยแจ้งความซึ่งแปะคี้ว่า ก็เข้าไปบอกแก่เจ้าเมืองจิ๋นทุกประการ จึงว่าข้าพเจ้าเห็นว่าแปะคี้ไปครั้งนี้โกรธท่านนัก แม้นปล่อยตัวไปแปะคี้มีสติปัญญา ถ้ามีชีวิตอยู่ไปเข้าด้วยคนอื่น เห็นจะมาแก้แค้นท่านเป็นมั่นคง เจียวเสียงอ๋องได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ ครั้นจะให้คนไปฆ่าแปะคี้เสียเล่าก็กลัวชาวเมืองจะนินทา แต่นิ่งนึกตรึกตรองอยู่เป็นครู่ ก็คิดขึ้นได้ว่าครั้งหงออ๋องฆ่าหงอจูสู่และอวดอ๋องฆ่าบุนจงตายก็ดีใจจึงหยิบกระบี่ส่งให้คนใช้เอาไปให้แปะคี้ที่บ้าน คนใช้ก็รีบเอากระบี่ไปส่งให้แปะคี้แล้วบอกว่าเจ้าเมืองจิ๋นให้ท่าน แปะคี้รับเอากระบี่มาพิจารณาดูแล้วถอนใจใหญ่ ด้วยตัวมิได้มีความผิด แต่รู้ว่าเจ้าเมืองจิ๋นให้กระบี่มานี้ก็เหมือนอวดอ๋องหงออ๋องให้กระบี่บุนจง หงอจูสู่ก็เหมือนกัน ครั้นคิดขึ้นได้ถึงกรรมหลังจึงออกปากว่า เราจะตายครั้งนี้ก็ควรแล้วด้วยแต่ก่อนไปตีตำบลเซียงเผงนั้นทหารเมืองเตียวมิได้มีผิด เราก็ให้ฆ่าเขาเสียกว่าสี่สิบหมื่น ซึ่งเจ้าเมืองจิ๋นเอากระบี่มาให้เราฆ่าตัวเองครั้งนี้ก็ชอบแล้ว แปะคี้ว่าเท่านั้นก็เอากระบี่เชือดคอตาย

ขณะเมื่อแปะคี้ตาย เจียวเสียงอ๋องเจ้าเมืองจิ๋นได้ครองสมบัติมาได้ห้าสิบปี พระเจ้าจิวลันอ๋องเสวยราชย์ในเมืองตังจิวได้ห้าสิบแปดปี ชาวเมืองจิ๋นรู้ว่าแปะคี้ซึ่งเป็นบู๊อันกุ๋นตายก็มีความสงสารด้วยเป็นคนสัตย์ซื่อช่วยรักษาเมืองจิ๋นมานาน แล้วชาวเมืองได้ความสุขจึงคิดถึงคุณก็เขียนชื่อบู๊อันกุ๋นไว้บูชาทุกบ้าน ครั้นต่อมาจนถึงแผ่นดินถังก็เกิดกระบือขึ้นตัวหนึ่งในแผ่นดินนั้นฟ้าผ่าตาย เจ้าของกระบือมีความเวทนาจึงไปดู เห็นหนังสือมีอยู่ที่ท้องกระบือนั้นสองตัวชื่อแปะคี้ คนทั้งปวงก็รู้ว่ากระบือตัวนี้คือแปะคี้ ฟ้าผ่าตายก็เพราะบาปซึ่งฆ่าทหารเมืองเตียวที่ตำบลเซียงเผงเป็นอันมาก

ฝ่ายเจ้าเมืองจิ๋น ครั้นผู้เอากระบี่ไปให้แปะคี้ฆ่าตัวเสียเองแล้วกลับเอาความมาบอก จึงสั่งให้แต้อันเผงคุมทหารห้าหมื่นไปช่วยอองงึดตีเมืองเตียว แต้อันเผงก็คำนับลามาคุมทหารไปช่วยอองงึดเข้ารบหัวเมืองขึ้นของเมืองเตียวอยู่มิได้ขาด

ฝ่ายเตียวเฮาเซงอ๋องรู้ก็ตกใจ จึงหาตัวเตียวสินซึ่งเป็นที่เพงง่วนกุนเข้ามาปรึกษาว่า เดี๋ยวนี้ทหารเมืองจิ๋นยกทัพหนุนกันมามากขึ้น จำเราจะบอกหนังสือไปถึงหัวเมืองซึ่งเป็นไมตรีกันกับเรามาช่วยกันจึงจะชอบ ท่านจะเห็นประการใด เตียวสินจึงตอบว่า อันท่านจะให้ผู้อื่นไปบอกได้นั้นแต่เมืองงุย ด้วยกงจูบอกี๋ ซึ่งว่าที่ซินเลงกุ๋นเป็นน้องเมียของข้าพเจ้า อันเมืองฌ้อนั้นเป็นเมืองใหญ่ ข้าพเจ้าจะต้องไปเองจึงจะควร เจ้าเมืองเตียวก็เห็นชอบด้วย เตียวสินก็คำนับลาไปบ้าน จึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่งให้คนถือไปให้ซินเลงกุ๋น แล้วตัวก็เลือกพวกแคะเคงที่มีสติปัญญาจะเอาสักยี่สิบก็เลือกได้แต่สิบเก้าคนยังขาดอยู่คนหนึ่ง เพงง่วนกุนเห็นดังนั้นก็ถอนใจใหญ่ แล้วคิดว่าตัวเราตั้งเกลี้ยกล่อมคนมาเลี้ยงไว้สิบปีแล้วได้คนมากกว่าสามพัน แต่จะเลือกใช้สอยครั้งนี้สักยี่สิบคนก็ไม่ครบ แคะเคงคนหนึ่งซึ่งเป็นคนเหลือเลือกจึงว่ากับเตียวสินว่า ข้าพเจ้านี้มีใจสมัครจะไปด้วยท่านจะได้หรือมิได้ เตียวสินจึงถามว่าท่านนี้ชื่อใดแซ่ไร ผู้นั้นจึงบอกว่าข้าพเจ้าแซ่หมอชื่อซุย บ้านอยู่เมืองยุยแต่มาอยู่บ้านท่านกว่าสามสิบปีแล้ว

เตียวสินได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วว่าซึ่งท่านมาอยู่ด้วยเรานี้เปรียบประดุจดังเหล็กอันมีคมเก็บใส่หีบไว้ ถ้าไม่เอาออกใช้ทำไมเล่าจึงจะรู้ความ แต่เราเห็นท่านมาอยู่ถึงสามสิบปีแล้ว ก็ไม่รู้จักฝีมือและปัญญาว่าดีชั่วประการใดไม่ หมอซุยจึงตอบว่าข้าพเจ้านี้เหมือนกระบี่ท่านเก็บไว้ในหีบ ถ้าท่านเอาออกมาใช้แต่แรกแล้วที่ไหนปานนี้ก็จะมิคมขึ้น แม้นจะฟันสิ่งใดก็หาต้องลำบากถึงท่านไม่ เตียวสินได้ฟังดังนั้นเห็นว่าหมอซุยพูดจาองอาจประหลาดอยู่ก็ยอมให้ไปด้วย เตียวสินก็ชวนพวกแคะเคงยี่สิบคนมาขึ้นเกวียนรีบไป เดินทางข้ามด่านบ้านเมืองมาหลายตำบล ครั้นถึงเมืองฌ้อเตียวสินก็เข้าหาอึงเทียดซึ่งเป็นที่ซุนซินกุ๋น ซุนซินกุ๋นรู้ก็ออกมาต้อนรับ คำนับเชิญให้นั่งที่สมควรแล้วพูดจากันตามธรรมเนียมคนชอบอัธยาศัย ซุนซินกุ๋นจึงให้เตียวสินยับยั้งอยู่ที่นั่นคืนหนึ่ง ครั้นเวลาเช้าซุนซินกุ๋นจึงพาเตียวสินเข้าไปคำนับเค้าเลียดอ๋อง เค้าเลียดอ๋องเจ้าเมืองฌ้อเชิญให้นั่งที่ตามสมควร ขณะนั้นพวกแคะเคงของเตียวสินยี่สิบคนก็เข้าไปด้วย แต่ยืนอยู่ชั้นกลางคอยฟังว่าจะพูดจากันประการใดบ้าง

ฝ่ายเตียวสินจึงพูดแก่เจ้าเมืองฌ้อว่า แต่ก่อนโซจิ๋นมานัดไปทำสัตย์กันที่แม่น้ำเฮงจุยนั้น เมืองเตียวก็ได้เป็นต้น เมืองจิ๋นก็มิได้ยกมาทำอันตรายแก่หกเมือง คือเมืองฌ้อ เมืองงุย เมืองเตียว เมืองหัน เมืองเอี๋ยน เมืองเจ๋ ถึงสิบห้าปี ภายหลังขุนนางเมืองจิ๋นชื่อเตียวหงีมายุยงจึงได้แตกกัน ครั้งหนึ่งฌ้อโหยอ๋องเป็นต้น มีหนังสือไปทำไมตรีกับห้าหัวเมืองบ้าง แล้วก็ชวนกันยกไปรบเมืองจิ๋นก็หาสำเร็จไม่ พากันกลับมาเมือง ภายหลังเจ้าเมืองเจ๋เป็นต้นมีหนังสือไปทำไมตรีกับห้าหัวเมืองอีก แล้วพากันไปตีเมืองจิ๋นก็ไม่ได้ ขุนนางในเมืองจิ๋นชื่อกงซุนเอี๋ยนไปเมืองเจ๋เมืองงุย ยุว่าให้ไปตีเมืองเตียวมาแบ่งกัน แต่นั้นมาสามหัวเมืองก็เป็นอริกันขึ้น ท่านยังจำได้อยู่หรือไม่ เค้าเลียดอ๋องเจ้าเมืองฌ้อจึงตอบเตียวสินว่า เรารู้อยู่ครั้งบิดาเราชื่อโหยอ๋อง เตียวหงีก็มายุให้ไปตีเมืองเจ๋จึงแตกกันกับหกหัวเมือง ถึงท่านจะมาชักชวนครั้งนี้ ก็เปรียบดังเอาทรายมาปั้นให้เป็นคนก็เหมือนกัน เห็นจะไม่สนิทแต่ก่อน เตียวสินจึงตอบว่า โซจิ๋นทำสัตย์กับหกหัวเมืองครั้งนั้น เจ้าเมืองเจ๋มาทำก็แต่ปาก ใจนั้นอยากใคร่จะได้หัวเมืองทั้งห้าตำบลอยู่ หัวเมืองทั้งปวงรู้จักใจจึงได้แตกกัน ครั้งนี้ถ้าท่านไปกระทำสัตย์กับหกหัวเมืองเหมือนกับโซจิ๋นทำสัตย์ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองจิ๋นจะหามาทำอันตรายแก่เราได้ไม่

เค้าเลียดอ๋องจึงว่า ทุกวันนี้เมืองจิ๋นเป็นเมืองแข็ง ทหารที่มีฝีมือและสติปัญญาก็มาก เราชวนกันไปตีเขานี้เหมือนเตือนค้อนใส่หลังตัว เราเห็นว่าทหารเราก็น้อย ควรแต่จะรักษาเมืองอยู่จึงจะชอบ เตียวสินจึงตอบว่า อันเมืองจิ๋นเป็นเมืองแข็งก็จริง ถ้าเราเข้ากันทั้งหกหัวเมืองแม้นเมืองจิ๋นมาตีเราก็จะต้องแยกออกถึงหกกอง ข้าพเจ้าเห็นว่าอาจจะมาทำร้ายได้ไม่ ถ้าเราจะยกไปตีบ้าง ทั้งหกหัวเมืองมารวมกันเป็นทัพเดียวไหนชาวเมืองจิ๋นจะสู้ได้ แม้นต่างคนรักษาเมืองไว้ไม่ไปช่วยกัน ชาวเมืองจิ๋นตีเมืองไหนแตกก็เห็นว่าจะตีได้ทั้งหกหัวเมือง ขอท่านจงตรึกตรองดูให้ควรเถิด

เค้าเลียดอ๋องจึงว่าเราหาเห็นด้วยไม่ ครั้งก่อนเมืองจิ๋นยกไปตีเมืองหันก็ได้เมืองเสียงตั๋งทั้งสิบเจ็ดหัวเมือง แล้วก็เลยไปตีเมืองเตียว แปะคี้ซึ่งเป็นบู๊อันกุ๋นมาแต่ผู้เดียวฆ่าทหารเมืองเตียวตายเสียกว่าสี่สิบหมื่นที่ตำบลเซียงเผง เมืองหันกับเมืองเตียวสองเมืองแล้วยังสู้บู๊อันกุ๋นไม่ได้ ครั้นเดี๋ยวนี้อองงึดก็ไปตีเมืองเตียวอยู่ เราเป็นเมืองไกลจะให้ไปช่วยนั้นเห็นไม่ถูก เตียวสินจงว่าท่านอย่ากลัวเลย แปะคี้ตายเสียแล้ว อันอองงึดคนนี้ยกมาตีเมืองเสียงตั๋งและเมืองเซียงเผงแดนเมืองเตียวก่อน ตั้งแต่รบอยู่กว่าปีก็หาเอาที่ตำบลใดได้ไม่ ครั้งนี้ถ้ามีใครไปช่วยก็เห็นอองงึดจะสู้ไม่ได้ เห็นเป็นอันแน่มั่นคงท่านอย่าวิตกเลย

เค้าเลียดอ๋องจึงว่า เรากับเมืองจิ๋นได้มีหนังสือมาทำไมตรีกัน แม้นรู้ว่าไปช่วยท่าน เขาจะมิขัดใจเราหรือ เราหาเห็นด้วยไม่ เตียวสินจึงตอบว่า อันเมืองจิ๋นมาทำไมตรีกับท่านนั้นก็เป็นอุบายดอกหาจริงไม่ แม้นตีเมืองหัน เมืองเตียว เมืองงุยได้ เห็นจะละความสัตย์มาตีเมืองท่านเป็นมั่นคง เค้าเลียดอ๋องกับเตียวสินพูดกันยังไม่ตกลงจนเวลาเที่ยง หมอซุยเห็นดังนั้นก็ถือกระบี่เข้าไปหาเตียวสินว่า เหตุใดจึงช้าอยู่ ตั้งแต่เช้าจนป่านนี้มิได้ตกลงกันจะได้หรือไม่ได้เท่านั้น จงพูดให้เด็ดขาดลงเร็วๆ เถิด เจ้าเมืองฌ้อได้ยินดังนั้นก็โกรธ จึงถามเตียวสินว่าเจ้าคนนี้มากับท่านหรือชื่อเสียงประการใด

เตียวสินจึงบอกว่ามากับข้าพเจ้าชื่อหมอซุย เค้าเลียดอ๋องจึงว่ากับหมอซุยว่า เองเป็นแต่บ่าวเราพูดกันกับนาย เหตุใดจึงสอดเข้ามาว่าหาควรไม่ เองจงลงไปเสียข้างล่างเถิด หมอซุยได้ยินดังนั้นหากลัวไม่ ก็ถือกระบี่เดินเข้าไปตรงหน้าเค้าเลียดอ๋องแล้วจึงว่า อันจะปรึกษาความไมตรีนี้เป็นความใหญ่ ใครรู้ธรรมเนียมก็คงจะพูดได้ นายข้าพเจ้าอยู่นี่ ท่านจะมาไล่ข้าพเจ้านั้นหาถูกไม่ เค้าเลียดอ๋องจึงตอบว่า ท่านไม่ลงไปจะพูดอะไรจงเร่งพูดเถิด หมอซุยจึงว่า ในเมืองฌ้อนี้ อาณาเขตกว้างขวางถึงห้าพันลี้ ตั้งแต่ฌ้อบุนอ๋องมาจนถึงเดี๋ยวนี้เป็นเมืองใหญ่ หัวเมืองทั้งปวงก็กลัวเกรงเป็นอันมาก ท่านหารู้ไม่หรือครั้งบิดาของท่านเจ้าเมืองจิ๋นยกมาตีเอาเมืองก็มิได้ แล้วให้มาลวงบิดาท่านไปตีตำบลหํ้าก๊กกวน ว่าจะเป็นไมตรีกันก็กลับขังบิดาท่านไว้ที่เมืองหํ้าเอี๋ยงจนตายมิได้กลับมาเมือง แล้วให้บู๊อันกุ๋นมาตีแดนเมืองฌ้อที่ตำบลเทงโต๋ จนท่านต้องมาตั้งเมืองตีนขึ้นเป็นเมืองฌ้อมาจนทุกวันนี้ แต่ลูกเล็กๆ ก็รู้จักอาย ตัวท่านช่างกระไรไม่มีความแค้นบ้างหรือจึงยอมเป็นไมตรีกับเมืองจิ๋น

เค้าเลียดอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงคิดขึ้นได้ถึงความเก่าก็นิ่งตะลึงไปเป็นครู่ แล้วจึงว่ากับหมอซุยว่า ซึ่งท่านว่าเราคิดได้แล้วจะยอมเป็นไมตรีกับนายท่าน หมอซุยได้ยินดังนั้นจึงเรียกเอาจานชื่อซะฮวยปัวกับกระบี่ที่ตัวถือเข้าไปคำนับส่งให้เค้าเลียดอ๋องแล้วว่า ซึ่งจะทำไมตรีกันครั้งนี้ท่านเป็นต้น จงแทงเอาโลหิตออกก่อนตามธรรมเนียมที่จะกระทำสัตย์ เค้าเลียดอ๋องก็รับเอากระบี่ที่หมอซุยมาชักออกเชือดนิ้วมือเอาโลหิตให้หมอซุย หมอซุยก็รับเอากระบี่กับจานนั้นไปให้เตียวสินเชือดเอาโลหิต แล้วหมอซุยก็เชือดเอาโลหิตของตัวออกมาด้วย ทั้งสามคนก็ทำสัตย์กันตามอย่างธรรมเนียมเสร็จแล้ว เค้าเลียดอ๋องจึงสั่งอึงเทียดให้คุมทหารแปดหมื่นไปช่วยเมืองเตียว อึงเทียดก็คำนับลามาจัดทัพพร้อมแล้วก็ยกไป

ฝ่ายเตียวสินกับหมอซุย พวกแคะเคงสิบเก้าคนก็คำนับลาเจ้าเมืองฌ้อไป ครั้นถึงเมืองเตียว เตียวสินก็เข้าไปแจ้งแก่เจ้าเมืองเตียวทุกประการแล้วคำนับลาไปที่อยู่ พอถึงบ้านพวกแคะเคงทั้งปวงก็มาพร้อมกันถามข่าวเตียวสิน เตียวสินจึงชมหมอซุยว่า ซินแสคนนี้มีลิ้นแต่สองนิ้วกึ่งเท่านั้น คนสักร้อยหมื่นพันก็สู้ท่านไม่ได้ ข้าพเจ้าดูไม่ถึงเลยว่ามีสติปัญญามากกว่าคนทั้งปวง แต่นี้เราไม่ดูถูกคนต่อไปอีกเลย

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ