๖๘

ฝ่ายจิ้นเปงก๋งครั้นแจ้งว่าฌ้อเลงอ๋องสร้างเก๋งขึ้นใหญ่โตสนุกสนานนัก ก็คิดจะสร้างขึ้นในตัวเมืองของตัวบ้าง จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่าเจ้าเมืองฌ้อเขามีปัญญาสร้างเก๋งขึ้นได้ใหญ่โตจนลือไปทั่วทุกหัวเมือง เราจะสร้างขึ้นเช่นนั้นบ้างให้หัวเมืองเห็นว่าเรามีบุญมากจะได้ยำเกรง ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด อีจีพันจึงว่า ท่านจะสร้างเก๋งขึ้นปรารถนาจะให้หัวเมืองทั้งปวงกลัวเกรงด้วยอำนาจเก๋งนั้น หาต้องด้วยเยี่ยงอย่างธรรมเนียมไม่ อันหัวเมืองทั้งปวงจะกลัวเกรงเมืองเอกนั้น ก็เพราะนํ้าใจโอบอ้อมอารี ถ้าเมืองใดทำผิดก็ตามผิด เมืองใดมีความชอบก็ให้บำเหน็จรางวัลจึงจะมีผู้ยำเกรงสรรเสริญต่างๆ อนึ่งฌ้อเลงอ๋องทำเก๋งอันนี้ขึ้น ไพร่บ้านพลเมืองต้องเกณฑ์มาทำได้ความลำบากนัก แล้วเสียเงินทองเป็นอันมากจึงได้สำเร็จ ข้าพเจ้าเห็นว่าจะทำเก๋งขึ้นที่เมืองเรานั้น ราษฎรก็จะนินทาหาต้องการไม่ บัดนี้เมืองฌ้อก็เสื่อมเกียรติยศลงไปแล้ว ให้ไปหาหัวเมืองก็ไม่มีใครไป ไปแต่เจ้าเมืองฬ่อผู้เดียว ขอท่านอย่าได้เอาอย่างฌ้อเลงอ๋องเลย

จิ้นเปงก๋งได้ฟังดังนั้นหาชอบไม่ จึงตอบว่าอันเก๋งเช่นนี้ยากที่ผู้จะคิดอ่านทำขึ้นได้ ถ้าเราสร้างขึ้นสำเร็จแล้ว หัวเมืองทั้งปวงก็จะชมว่ามีสติปัญญา เราหาเชื่อถ้อยคำท่านไม่ แล้วสั่งขุนนางที่มีสติปัญญาไปเป็นนายกองหาไม้ใหญ่ยาวมาสร้างเก๋งขึ้นที่ตำบลเคียกอู นอกเมืองริมแม่นํ้าฮุนจุย ขุนนางก็ออกมาเกณฑ์ราษฎรไปเที่ยวตัดไม้ก็หาได้ใหญ่ยาวเช่นเมืองฌ้อไม่ ได้แต่ย่อมสั้นลง ก็ให้ปลูกเก๋งสูงขึ้นที่ตำบลเคียกอู คิดอ่านทำขึ้นนี้สนุกสนานงดงามกว่าเก๋งเมืองฌ้อแต่ว่าเล็กกว่า จิ้นเปงก๋งก็ออกไปดูช่วยคิดอ่านจนสำเร็จ จิ้นเปงก๋งยินดีนัก จึงสั่งให้ชื่อเก๋งนั้นว่าซือคี้ แล้วให้ม้าใช้ไปเที่ยวเรียกหัวเมืองทั้งปวงมาชมเก๋งของตัว ม้าใช้ก็รีบไปป่าวร้องทุกหัวเมือง

เจ้าเมืองทั้งปวงแจ้งดังนั้นก็คิดหัวเราะอยู่แต่ในใจ นึกนินทาว่าจิ้นเปงก๋งนี้อยากจะให้คนเลื่องลือว่ามีบุญ จึงสร้างเก๋งขึ้นเอาอย่างฌ้อเลงอ๋อง โอยเลงก๋งเจ้าเมืองโอยเพิ่งได้ครองเมืองขึ้นใหม่ อยากจะฝากตัวกับจิ้นเปงก๋งก็ยกทัพมาเองกับเตงกันก๋งเจ้าเมืองเตง เมื่อทำสัจกันกับเจ้าเมืองจิ้นครั้งนั้นไม่ได้มา ครั้งนี้ก็กะเกณฑ์ทหารยกมาเอง หัวเมืองเหล่านั้นบ้างก็บอกป่วยบ้างก็พูดบิดพลิ้วไปต่างๆ หาไปไม่

ฝ่ายเจ้าเมืองโอยรีบยกทหารมาตามระยะทาง ครั้นถึงตำบลริมแม่นํ้าปกจุยแดนเมืองจิ้นที่นั้นมีกงก๊วนไว้สำหรับอาศัย โอยเลงก๋งเห็นทหารอิดโรยกำลัง ทั้งเพลาก็บ่ายลง จึงเข้าพักทหารอยู่ที่กงก๊วน ตัวก็เข้าไปนอนอยู่ในห้อง หาหลับไม่ จนเพลาสองยามได้ยินเสียงเหมือนคนดีดขิมอยู่แว่วๆ ก็ลุกขึ้นเงี่ยหูฟังอยู่เป็นครู่ สำเนียงเพลงขิมประหลาดไพเราะยิ่งนักไม่เคยฟัง จึงถามจออิวที่นอนอยู่เหล่านั้นว่าท่านทั้งปวงได้ยินเสียงคนดีดขิมบ้างหรือไม่ จออิวจึงตอบว่าข้าพเจ้าไม่ได้ยิน โอยเลงก๋งคิดสงสัยนัก จึงนึกว่าเราก็ได้หัดเพลงขิมมาบ้างฟังมาก็มาก ไม่ได้วิปลาสไพเราะดังนี้เลย อันโอยเลงก๋งคนนี้มีใจรักอยู่ในเพลงมโหรี เมื่อยังอยู่เมืองนั้นเที่ยวหาครูที่ดีมาหัดให้ตัวดีดขิมอยู่เนืองๆ ได้ครูผู้หนึ่งชื่อซือเกี๋ยนดีดขิมดีนัก ทำเพลงได้ครบทุกอย่าง ครั้นตัวมาก็เอาซินแสซือเกี๋ยนมาด้วยแต่นอนอยู่ภายนอก โอยเลงก๋งจึงให้จออิวไปเรียกซือเกี๋ยนเข้ามาแจ้งความให้ฟังทุกประการ แล้วว่าบัดนี้ก็ยังได้ยินเสียงดีดขิมอยู่ท่านจงฟังเถิด ซือเกี๋ยนเงี่ยหูฟังก็ได้ยินถนัด พอเพลงขิมนั้นสิ้นท่อนลงหยุดเสียงมิได้ดีดต่อไป

ซือเกี๋ยนจึงตอบโอยเลงก๋งว่า เพลงขิมเพราะอย่างนี้ถ้าเป็นมนุษย์แล้วดีดไม่ได้ เห็นจะเป็นเทพยดาและปีศาจมาดีด ข้าพเจ้าได้ฟังแต่ท่อนข้างปลายหาได้ฟังข้างต้นไม่ ขอท่านจงพักอยู่ที่ตำบลอันนี้อีกคืนหนึ่งเถิดคงจะได้ฟังเพลงขิมอีก ข้าพเจ้าจึงจะจำไว้ดีดให้ท่านฟังจงได้ โอยเลงก๋งได้ฟังดังนั้นก็อาศัยอยู่ที่กงก๊วนอีกวันหนึ่ง ครั้นคํ่าเพลาสองยามเศษก็ได้ยินเสียงดีดเพลงอีก ซือเกี๋ยนจึงเอาขิมมาดีดสอบตามไปจนจบเพลงก็จำไว้ได้สิ้น ด้วยปัญญาเฉลียวฉลาดฟังครั้งเดียวก็อาจจำไว้ได้ พอเสียงขิมนั้นหยุดลงซือเกี๋ยนจึงดีดให้โอยเลงก๋งฟังใหม่ก็ถูกต้องมิได้เพี้ยนผิด โอยเลงก๋งยินดีนัก ครั้นเพลารุ่งเช้าจัดแจงทหารเข้ากระบวนก็รีบยกมาถึงเมืองจิ้น เข้าไปในประตูเมืองจึงพักทหารไว้ ตัวก็เข้าไปหาจิ้นเปงก๋งยังที่ว่าราชการคำนับแล้วจึงว่า ข้าพเจ้าพึ่งได้เป็นเจ้าเมืองโอยขึ้นใหม่ ท่านให้ไปเรียกมีความยินดีนัก รีบยกมาหมายจะเอาท่านเป็นที่พึ่ง

จิ้นเปงก๋งได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงชวนโอยเลงก๋งไปยังเก๋งซือคี้ที่ทำใหม่ ขึ้นไปเที่ยวเล่นทุกชั้นๆ โอยเลงก๋งก็สรรเสริญปัญญาจิ้นเปงก๋งและชมเก๋งนั้นต่างๆ จิ้นเปงก๋งก็ชอบใจ จึงให้คนยกโต๊ะมากินด้วยโอยเลงก๋ง จิ้นเปงก๋งเสพสุราพลางจึงถามโอยเลงก๋งว่าเอาผู้นั้นมาด้วยหรือไม่ โอยเลงก๋งจึงบอกว่ามากับข้าพเจ้าแต่อยู่ข้างล่างไม่ได้ขึ้นมาบนนี้ จิ้นเปงก๋งจึงว่าท่านจงให้พาตัวขึ้นมา โอยเลงก๋งก็สั่งทหารให้ไปเรียกซือเกี๋ยน ทหารก็ไปบอกซือเกี๋ยน ซือเกี๋ยนถือขิมสำหรับมือขึ้นไป คำนับจิ้นเปงก๋งกับโอยเลงก๋งแล้วนั่งลงที่สมควร

จิ้นเปงก๋งเห็นซือเกี๋ยนขึ้นมา จึงให้คนไปเอาตัวซือขว่างขึ้นมาบนเก๋งแล้วให้นั่งอยู่ริมซือเกี๋ยน อันซือขว่างคนนี้เดิมยังเป็นหนุ่มอยู่นั้นใจรักดีดขิมจึงหาครูหัด ดีดได้ชำนิชำนาญ เพลงลึกซึ้งแต่โบราณก็จำไว้ได้สิ้นจนคิดเนื้อเพลงยักย้ายได้เองหาผู้เสมอมิได้ เพลาวันหนึ่งซือขว่างนั่งดีดขิมตรึกตรองคิดเพลงเล่นอยู่แต่ตานั้นแลไปดูอื่น ใจก็ฟั่นเฟือนหลงลืมไปหาคิดเพลงขิมตลอดไปได้ไม่ ซือขว่างโกรธนักจึงว่า เพราะลูกตาทั้งสองเที่ยวแลไปดูอื่น ใจจึงพลอยเชือนแชไปด้วย ก็เอาเข็มแทงลูกตาทั้งสองข้าง ตั้งแต่นั้นมาซือขว่างก็ยักย้ายคิดเพลงขิมไพเราะยิ่งนักแล้วมาอยู่ด้วยจิ้นเปงก๋ง

จิ้นเปงก๋งให้ซือขว่างนั่งอยู่ริมซือเกี๋ยนแล้วว่ากับซือเกี๋ยนว่า เขาเลื่องลือว่าท่านดีดขิมดี จงเลือกเพลงขิมที่เพราะดีดให้เราฟังสักเพลงหนึ่งเถิด ซือเกี๋ยนก็เอาเพลงขิมที่จำมาได้แต่ตำบลปกจุยนั้นดีดขึ้นให้ฟัง ซือขว่างพอได้ยินเสียงเพลงขิมอันชื่อว่าเซงเซียงก็ตกใจ เอามือไปจับสายขิมเสียหาให้ดีดต่อไปไม่ จิ้นเปงก๋งหลับตานิ่งฟังอยู่ครั้นไม่ได้ยินเสียงขิมก็คิดประหลาดลืมตาขึ้นดู เห็นซือขว่างเอามือจับสายไว้ จึงว่ากับซือขว่างว่า เราฟังกำลังสบายเหตุใดท่านจึงห้ามเสียเล่า ซือขว่างจึงบอกว่า อันเพลงขิมอย่างนี้ถ้าแม้ดีดขึ้นบ้านเมืองคงไม่มีสุข จิ้นเปงก๋งจึงถามว่าเพลงขิมไม่ดีประการใด

ซือขว่างจึงเล่าความว่า เมื่อครั้งแผ่นดินห้องสินนั้น มีคนผู้หนึ่งชื่อซือเอียนเอาเพลงขิมอย่างนี้มาดีดให้พระเจ้าติวอ๋องฟัง พระเจ้าติวอ๋องได้ทรงฟังก็เพลิดเพลินไป ไม่เอาใจใส่ในราชการบ้านเมืองจนเมืองเสียแก่พระเจ้าบู๊อ๋อง ซือเอียนนั้นหนีไปทางประตูตะวันออก ครั้นมาถึงแม่น้ำปกจุยจึงโจนน้ำตายเสียที่ตำบลอันนั้น ปีศาจซือเอียนนั้นกล้าแข็งนัก ถ้ามีผู้ดีดขิมดีเดินไปแล้วก็ดีดขิมเพลงนี้ให้ฟัง ข้าพเจ้าเห็นว่าซือเกี๋ยนนี้จะจำมาจากที่นั้นเป็นมั่นคง โอยเลงก๋งได้ฟังดังนั้นก็สะดุ้งใจจึงคิดว่า อาจารย์ผู้นี้เป็นคนดียิ่งนัก ว่ากล่าวถูกทุกสิ่งประการดุจหนึ่งเห็นแก่ตา

จิ้นเปงก๋งจึงว่าแก่ซือขว่างว่า อันพระเจ้าติวอ๋องนั้นเป็นคนไม่ดีจึงเพลิดเพลินไป เรานี้ถึงจะฟังก็หาเป็นไรไม่ ท่านอย่าห้าม แล้วสั่งให้ซือเกี๋ยนดีดให้จบเพลง ซือเกี๋ยนก็ดีดตามเนื้อเพลงไป เมื่อเกือบจะสิ้นเพลงนั้นได้ยินเสียงประดุจร้องไห้วังเวงใจยิ่งนัก จิ้นเปงก๋งนิ่งฟังให้เสียวซ่านไปทั้งกายอยากแต่จะฟังต่อไปอีก จึงถามซือขว่างว่าเพลงขิมอย่างนี้ชื่อใด ซือขว่างบอกว่า เพลงซึ่งซือเกี๋ยนดีดนั้นชื่อเซงเซียง ยังมีอยู่อีกอย่างหนึ่งชื่อเซงตี้ดีขึ้นไปกว่านั้น

จิ้นเปงก๋งจึงว่า ท่านจงดีดให้เราฟังพอสบายใจสักหน่อยหนึ่งเถิด ซือขว่างจึงตอบว่าเพลงขิมที่ชื่อเซงตี้มีเสียงอันไพเราะยิ่งนัก เจ้าบ้านภารเมืองแต่ก่อนนั้นมีบุญญาธิการเป็นอันมากจึงฟังเพลงขิมอันนี้ได้ บัดนี้ท่านวาสนายังน้อยอยู่ ซึ่งจะฟังนั้นหาสมควรไม่ จิ้นเปงก๋งได้ฟังดังนั้นจึงอ้อนวอนว่าเราอยากจะใคร่ฟัง ท่านอย่าบิดพลิ้วเลย ซือขว่างขัดมิได้ก็หยิบขิมมาเทียบสายให้ดีแล้วก็ดีดเพลงท่อนต้นขึ้น ขณะนั้นมีนกชื่อเหียนเฮาะแปลว่านกกระเรียน บินมาแต่ทิศใต้จับลงบนซุ้มประตูเก๋ง พวกจออิวและทหารซึ่งอยู่ข้างล่างแลเห็นก็ชวนกันดู แล้วนับนกได้แปดตัว แต่ยังฟังเพลงขิมเพราะเพลินอยู่ก็นิ่งเสียมิได้ว่าประการใด ครั้นซือขว่างดีดต่อไปอีกถึงท่อนสอง นกนั้นนิ่งฟังให้เพลิดเพลินเพราะจับใจ ไม่คิดกลัวแก่มนุษย์ พากันโดดมายืนอยู่ตามพื้นชานเก๋ง บ้างชูหางกางปีกยกเท้าก้าวไปเป็นฟ้อนรำ แล้วร้องประสานเสียงขิม ฟังสำเนียงเข้ากันเย็นฉํ่าเฉื่อย จิ้นเปงก๋งและโอยเลงก๋งกับคนทั้งปวงนั่งฟังเพลงขิมอยู่ ครั้นนกมาทำประหลาดดังนั้นก็แลดูชอบใจนัก ชวนกันตบมือหัวเราะ พอซือขว่างดีดขิมจบเพลงลงนกนั้นก็รู้สึกตัวกลัวคน บินขึ้นไปบนอากาศแล้วก็กลับไปที่อยู่

จิ้นเปงก๋งจึงรินสุราส่งให้ซือขว่าง ซือขว่างก็รับมากิน จิ้นเปงก๋งก็สรรเสริญซือขว่างต่างๆ แล้วถามว่า อันเพลงขิมที่ท่านเรียนรู้ไว้นั้นเห็นจะไม่มีดีขึ้นไปกว่าเพลงเซงตี้อีกแล้วหรือ ซือขว่างจึงอวดว่ายังมีอยู่อีกเพลงหนึ่ง ชื่อเซงกัก เพราะขึ้นไปยิ่งกว่าเพลงนี้ จิ้นเปงก๋งจึงว่าอันเพลงเซงตี้นี้เราฟังแล้วก็ว่าเพราะอยู่แล้ว ท่านยังว่ามีเพราะยิ่งขึ้นไปอีกนั้น จะเป็นประการใด ท่านจงดีดให้เราฟังอีกสักเพลงหนึ่งเถิด ซือขว่างได้ฟังดังนั้นสะดุดใจคิดว่าเราไม่ควรบอกจิ้นเปงก๋งเลย หาทันตรึกตรองไม่ แล้วจึงว่าอันเพลงเซงกักนี้กล้าแข็งนัก ข้าพเจ้าไม่อาจที่จะดีดได้ จิ้นเปงก๋งจึงถามว่าเป็นเหตุประการใด

ซือขว่างจึงเล่าความให้ฟังว่า เมื่อครั้งก่อนแผ่นดินห้องสินนั้นมีกษัตริย์พระองค์หนึ่ง ทรงพระนามชื่อพระเจ้าอุยเต้ มีบุญญาธิการ เจ้านายแห่งปีศาจยอมกลัวเกรงเป็นอันมาก คิดจะใคร่ไปเที่ยวประพาสป่าจึงให้คนที่ชำนาญขิมดีดเพลงขิมที่ชื่อเซงกักนั้นขึ้น เจ้านายและผีสางทั้งปวงอยากฟังก็มาพร้อมกัน พระเจ้าอุยเต้ก็จัดฝูงผีเข้าเป็นขบวนแห่ห้อมล้อมหน้าหลัง พระเจ้าอุยเต้ก็ขึ้นทรงรถเทียมด้วยมังกร แล้วมีเสือฝูงหนึ่งนำหน้าไปตามระยะทาง เทพยดาก็บันดาลเป็นพายุพัดกวาดแผ้วใบไม้และฝุ่นทรายไปข้างหน้าให้เรียบราบรื่น ครั้นมาถึงตำบลไทซอ ก็เที่ยวชมเขาและไม้ต่างๆ แล้วก็เสด็จกลับคืนเข้ายังพระราชฐาน เพราะเหตุดังนี้จึงให้ชื่อเพลงขิมว่าเซงกัก บัดนี้ผีสางก็ไม่เกรงท่านเหมือนพระเจ้าอุยเต้ ท่านจะให้ข้าพเจ้าดีดเพลงขิมอันตราย ปีศาจจะมิมาทำอันตรายแก่ท่านหรือ

จิ้นเปงก๋งจึงตอบว่า เราก็ชราลงแล้วอยากใคร่ฟัง ถึงจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต ท่านจงรีบดีดให้เราฟังอย่าได้ขัดขืนเลย ซือขว่างก็อิดเอือนอยู่ จิ้นเปงก๋งก็ซ้ำอ้อนวอนเป็นหลายครั้ง ซือขว่างขัดมิได้ก็หยิบเอาขิมมาดีดให้จิ้นเปงก๋งฟัง พอดีดขึ้นได้ท่อนหนึ่ง ก็บันดาลเป็นเมฆมืดขึ้นข้างทิศตะวันตก ครั้นดีดมาท่อนสอง ก็เกิดพายุใหญ่พัดมาถูกมู่ลี่ที่แขวนไว้ตามช่องหน้าต่างขาดตกกระจัดกระจายไป แล้วหอบเอากระเบื้องหลังคาเก๋งสูงปลิวร่อนไปตามอากาศ และเฟี้ยมฝาเก๋งนั้นลมก็พัดกระแทกเข้าไปพังลง ฝนห่าใหญ่ก็ตกเป็นอันมากท่วมขึ้นมาพ้นแผ่นดินประมาณสองศอก ซือขว่างครั้นได้ยินเสียงพายุและเสียงฝนตกใจนักก็หยุดเพลงขิมนั้นเสีย

จิ้นเปงก๋งกับโอยเลงก๋งเห็นก็เสียวสะดุ้งตกใจกลัวยิ่งนัก ให้สะท้านร้อนสะท้านหนาวตัวสั่นวิ่งหนีเข้าไปซ่อนซบหน้าอยู่ในซุ้มประตูชั้นล่างทั้งสองคน ประมาณครู่หนึ่งฝนและลมก็อันตรธานสูญหายไป ซือเกี๋ยนกับทหารทั้งปวงก็พาเอาโอยเลงก๋งไปไว้ที่กงก๊วน พวกจออิวก็เข้าพยุงเอาจิ้นเปงก๋งไปยังที่อยู่วางให้นอนลงไว้บนเตียง ครั้นเพลาคํ่าจิ้นเปงก๋งนอนหลับจึงฝันเห็นว่า สัตว์ตัวหนึ่งกลมโตเท่ากงเกวียนคลานเข้ามาริมเตียงนอน ในฝันนั้นว่าตัวลุกขึ้นนั่งมองเขม้นดู เห็นรูปร่างเหมือนหนึ่งตะพาบนํ้าแต่ว่ามีเท้าหน้านั้นสองเท้า มีเท้าหลังเท้าเดียว สัตว์นั้นคลานไปถึงตำบลใดก็บังเกิดน้ำท่วมคลื่นตามสัตว์นั้น จิ้นเปงก๋งเห็นนํ้าท่วมเข้ามาในห้องก็สะดุ้งตกใจ ตื่นขึ้นหาเห็นสัตว์และนํ้าไม่ ก็รู้ว่าเป็นนิมิตฝันยิ่งมีความวิตกนัก จึงให้หาขุนนางทั้งปวงเข้าไปยังที่ข้างใน จึงเล่าความฝันนั้นให้ฟังทุกประการแล้วว่า ท่านจะยังรู้ว่าร้ายดีประการใด ขุนนางทั้งปวงได้ฟังดังนั้นต่างคนก็ต่างว่าข้าพเจ้าหาอาจที่จะทำนายได้ไม่

ขณะนั้นเตงกันก๋งเจ้าเมืองเตงยกมาถึงเมืองจิ้น ก็เข้าไปพักอยู่ยังกงก๊วนที่ในเมือง จึงให้ทหารเข้าไปแจ้งความกับขุนนางผู้ใหญ่ในที่ว่าราชการ ทหารก็รีบเข้ามาหาพบขุนนางผู้ใดไม่ พบแต่จออิวก็แจ้งความว่าเจ้าเมืองเตงจะเข้ามาคำนับจิ้นเปงก๋ง จออิวก็รีบเข้าไปแจ้งความแก่อีจีพันทุกประการ อีจีพันจึงว่ากับขุนนางทั้งปวงว่า อันความฝันเจ้าเมืองนี้ เห็นจะมีผู้มาทำนายได้แล้ว ขุนนางเหล่านั้นจึงถามว่า ท่านยังเห็นว่าใครจะมาทำนายได้หรือ อีจีพันจึงตอบว่า เราเห็นว่าเตงกันก๋งยกมาครั้งนี้คงเอากงซุนเกียวมาด้วย อันกงซุนเกียวผู้นี้เป็นคนได้รํ่าเรียนตำราลึกซึ้ง คงทำนายฝันนั้นได้เป็นแน่ แล้วอีจีพันก็ออกมาจากข้างในไปหาเตงกันก๋งยังกงก๊วน ครั้นถึงจึงเล่าความซึ่งเกิดเหตุจนจิ้นเปงก๋งป่วยไปนั้นให้ฟังทุกประการ

เตงกันก๋งจึงว่า เรามาบัดนี้ก็มิได้พบพูดกับจิ้นเปงก๋ง ครั้นจะอยู่จนจิ้นเปงก๋งหายก็จะนานนัก บ้านเมืองไม่มีผู้รักษา เราจะลาท่านกลับไปจะให้แต่กงซุนเกียวอยู่ช่วยพยาบาลไข้ อีจีพันได้ฟังดังนั้นดีใจนัก จึงตอบว่าท่านว่านี้ชอบแล้ว เตงกันก๋งก็แบ่งทหารไว้ให้อยู่กับกงซุนเกียวบ้าง ตัวก็ยกทัพกลับไปเมืองเตง

ขณะนั้นโอยเลงก๋งค่อยหายป่วยขึ้นแต่ยังหาปกติเหมือนเดิมไม่ จึงว่ากับอีจีพันว่า เราจะลาท่านไปรักษาตัวยังเมืองเรา อีจีพันก็ยอมให้ไป โอยเลงก๋งตรวจตราทหารพร้อมแล้วก็ยกรีบมาเมืองโอย อีจีพันครั้นเห็นเจ้าเมืองทั้งสองกลับไป จึงทักถามกงซุนเกียวต่างๆ แล้วว่า เมื่อเพลาคืนนี้จิ้นเปงก๋งฝันเห็นว่ามีสัตว์ตัวหนึ่งรูปเหมือนตะพาบน้ำ แต่มีเท้าสามเท้าคลานเข้ามาริมเตียงนอน แล้วมีนํ้าไหลตามเข้าไปท่วมที่ในห้องจนตื่นขึ้น ท่านยังจะรู้ว่าเป็นเหตุประการใดบ้าง

กงซุนเกียวได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า อันสัตว์อย่างนี้หาใช่ตะพาบนํ้าไม่ ในตำราเรียกชื่อว่าเหนง เดิมเมื่อครั้งก่อนแผ่นดินห้องสิน พระเจ้าเงี้ยวเต้ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินตั้งอยู่ในยุติธรรม บ้านเมืองราบคาบเป็นสุข ถึงหน้าเทศกาลทำนาสามวันฝนตกครั้งหนึ่ง ราษฎรทำไร่นามีผลเป็นผลมาก อันพระเจ้าเงี้ยวเต้นี้เห็นว่าผู้ใดมีสติปัญญาและใจโอบอ้อมอารี ถึงจะไม่เป็นญาติประยูรวงศ์ก็จะตั้งขึ้นให้ครองเมืองแทน

ครั้นพระเจ้าเงี้ยวเต้ทรงพระชราลง เห็นขุนนางผู้หนึ่งจะเป็นเจ้าเมืองได้ก็เอามาตั้งขึ้นเป็นเจ้าเมือง ทรงพระนามชื่อพระเจ้าซุนเต้ พระองค์ก็ออกจากราชสมบัติเสีย พอพระเจ้าซุนเต้ได้ครองเมือง ฝนก็ตกลงเป็นอันมาก ทำนาได้แต่ที่ดอน ลุ่มหาทำได้ไม่ ราษฎรได้ความลำบาก พระเจ้าซุนเต้จึงใช้ขุนนางผู้หนึ่งชื่อกุ๋น ให้ไปจัดแจงไขนํ้าให้น้อยลงด้วยสติปัญญาของตัว ขุนนางชื่อกุ๋นก็ไปคิดอ่านทำหาสำเร็จไม่ พระเจ้าซุนเต้ทรงโกรธก็สั่งให้เอาตัวไปตัดขาเสียข้างหนึ่ง ผลักลงนํ้าเสีย ที่ชายทะเลข้างทิศตะวันออก ทหารก็จับเอาตัวไปทำโทษตามรับสั่ง ขุนนางผู้นั้นก็กลายเป็นเหนงไป ครั้นพระเจ้าซุนเต้ทรงประชวรลงเห็นว่าบุตรของขุนนางที่ชื่อกุ๋นนั้นมีสติปัญญาพอจะเป็นเจ้าเมืองได้ ก็ตั้งให้เป็นเจ้าเมืองทรงพระนามชื่อพระเจ้าอูเต้ พระเจ้าซุนเต้ก็สวรรคต พระเจ้าอูเต้ก็ทำการฝังศพพระเจ้าซุนเต้ตามอย่างกษัตริย์ทุกพระองค์มา แล้วปลูกศาลแต่งเครื่องเซ่นไหว้บูชาบิดามิได้ขาด บ้านเมืองก็เป็นสุข กษัตริย์พระองค์ใดได้ครองราชสมบัติก็ทำดังนั้นสืบต่อมา

บัดนี้เมืองตังจิวก็เกือบจะร่วงโรยลงแล้ว หัวเมืองเอกจะได้เป็นใหญ่ขึ้น อันเจ้าเมืองจิ้นฝันเห็นอย่างนี้ เพราะว่าไม่ปลูกศาลขึ้นบูชาเหมือนอย่างเจ้าเมืองแต่ก่อน ปีศาจจึงบันดาลทำให้เห็นรูปเหนง ท่านจงไปบอกจิ้นเปงก๋งให้ปลูกศาลทำเครื่องเซ่นบูชาให้เหมือนกษัตริย์แต่ก่อน โรคนั้นก็คงจะบรรเทาขึ้น

อีจีพันยินดีนักก็รีบเอาความเข้าไปแจ้งแก่จิ้นเปงก๋ง จิ้นเปงก๋งได้ฟังดังนั้นจึงสั่งฮันคี้ให้ไปจัดแจงทำเครื่องเซ่นบูชาเหนงเหมือนกษัตริย์ทุกพระองค์ ความป่วยเจ็บนั้นก็คลายลงเพราะมีความยินดี จิ้นเปงก๋งก็สรรเสริญกงซุนเกียวต่างๆ แล้วให้บำเหน็จรางวัลเป็นอันมาก กงซุนเกียวจึงว่าบัดนี้ท่านก็หายเป็นปกติแล้ว ข้าพเจ้าจะลาท่านกลับไปแจ้งความแก่นายข้าพเจ้า จิ้นเปงก๋งก็ยอมอนุญาตให้ไป กงซุนเกียวก็คำนับลาออกมาพบอีจีพันเข้าจึงกระซิบบอกว่า จิ้นเปงก๋งนี้หามีความสงสารแก่ราษฎรทั้งปวงไม่ เอาเก๋งอย่างเมืองฌ้อมาทำขึ้นให้ต้องลำบากแก่ไพร่บ้านพลเมือง แล้ววาสนาตัวนั้นก็น้อย อยากฟังเพลงขิมที่ไพเราะจึงได้เกิดเหตุต่างๆ เห็นอายุจะไม่ยืนนานเสียแล้ว ซึ่งข้าพเจ้าให้ปลูกศาลขึ้นไหว้บูชานี้ก็หาแก้ได้ไม่ เป็นแต่ให้จิ้นเปงก๋งค่อยสบายหายโรคขึ้น ข้าพเจ้าว่ากล่าวทั้งนี้ท่านอย่าได้เอาความไปแพร่งพรายกับผู้อื่น รู้ไว้แต่ใจเถิด อีจีพันก็คำนับแล้วว่าเราได้ทักท้วงแต่เดิมแล้ว จิ้นเปงก๋งหาฟังเราไม่ กงซุนเกียวก็คำนับลาพาพวกพ้องกลับไปเมืองเตง

ขณะนั้นในเมืองจิ้นมีชายผู้หนึ่ง เดินออกไปเที่ยวเล่นนอกเมืองถึงตำบลงุยหยู ก็ได้ยินเสียงคนพูดจานินทาจิ้นเปงก๋งอยู่ที่เชิงเขาแซ่ไป สงสัยนักจึงแวะเข้าไปเที่ยวค้นหาดูก็หาเห็นคนไม่ เห็นแต่ศิลากองอยู่ประมาณสักพันก้อน ชายผู้นั้นกลับออกมาก็ได้ยินเสียงพูดกันอีกจึงหยุดฟังสังเกตสำเนียงรู้แน่ว่าเสียงนั้นออกจากศิลา ตกใจนัก จึงเดินสาวเท้ารีบมาเล่าความให้ชาวบ้านทั้งปวงฟังตามซึ่งตัวได้ยินนั้น ชาวบ้านจึงบอกว่าเราได้ยินเสียงมาหลายวันแล้ว แต่หาอาจพูดกับผู้ใดได้ไม่ด้วยเกรงอยู่ ชายผู้นั้นก็กลับเข้าไปในเมืองจิ้นเที่ยวพูดว่าได้ไปพบศิลาพูดได้เหมือนคนที่ตำบลงุยหยู ราษฎรก็พูดจาต่อๆ กันมาจนความนั้นรูปถึงจิ้นเปงก๋ง จิ้นเปงก๋งสงสัยจึงให้จออิวไปพาซือขว่างเข้ามาถามว่าเหตุใดศิลาจึงพูดได้

ซือขว่างจึงตอบว่า อันที่ศิลาจะพูดนั้นไม่มีอย่างธรรมเนียม ผีสางเข้าสิงสถิตจึงบันดาลดังนั้น เพราะปีศาจทั้งปวงได้พึ่งราษฎรกินเครื่องบวงสรวงอยู่เป็นนิจ ครั้นท่านสร้างเก๋งสูงนี้ขึ้นเกณฑ์เอาราษฎรมาทำ ที่ไม่มีกำลังก็ต้องเอาเงินทองจ้างลงทำเก๋งนั้นนานนัก ราษฎรหาได้ทำมาหากินไม่ ยากจนลงจึงมิได้บวงสรวงปีศาจ ปีศาจจึงพูดจานินทาท่าน จิ้นเปงก๋งได้ฟังดังนั้นก็ไม่สบาย ถอนใจใหญ่ สั่งให้คนใช้พาตัวซือขว่างกลับไป คนใช้ก็พาตัวซือขว่างออกมาจะไปยังที่อยู่

อีจีพันเห็นซือขว่างออกมาจึงถามว่า เจ้าเมืองเรียกท่านเข้าไปทำไม ซือขว่างจำเสียงได้ว่าอีจีพัน จึงเดินเข้าไปใกล้จับมืออีจีพันไว้กระซิบบอกตามความที่พูดกับเจ้าเมืองทุกประการ แล้วว่าข้าพเจ้าเห็นว่าเจ้าเมืองอายุจะไม่ยืดยืนนานไปได้แล้ว ถึงฌ้อเลงอ๋องอายุก็จะสิ้นเหมือนกัน ท่านจงคอยดูเถิด แล้วซือขว่างก็กลับไปบ้าน ครั้นอยู่มาประมาณเดือนเศษจิ้นเปงก๋งก็ป่วยโรคเก่าลงอีก แพทย์พยาบาลก็หาหายไม่ โรคนั้นหนักลงก็ถึงแก่ความตาย

ตั้งแต่จิ้นเปงก๋งสร้างเก๋งสูงมาจนวันตายนั้นได้ประมาณสองปีเศษ ขุนนางทั้งปวงจึงให้ไทจูอี๋บุตรผู้ใหญ่จิ้นเปงก๋งตั้งขึ้นเป็นเจ้าเมือง ชื่อจิ้นเจียวก๋ง จิ้นเจียวก๋งก็จัดแจงฝังศพบิดาไว้ตามธรรมเนียม ตั้งแต่จิ้นเจียวก๋งได้เป็นเจ้าเมือง ราษฎรก็สบายปกติมาเหมือนแต่ก่อน

ขณะนั้นในเมืองเจ๋ เกาเกียงบุตรเกาไซซึ่งเจ๋เก๋งก๋งตั้งให้เป็นที่แทนบิดานั้น แต่ว่ายังเด็กอยู่จึงให้ลวนชีช่วยว่าราชการ ครั้นเกาเกียงเติบใหญ่ขึ้น ลวนชีก็สอนให้เสพสุราทุกวันมิได้ขาด เกาเกียงก็เพลิดเพลินเป็นพาลไป ลวนชีกับเกาเกียงก็รักใคร่เป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวกัน ตันบูอูกับเป๋าก๊กซึ่งเป็นไตหูเสมอกับเกาเกียงลวนชีนั้น ครั้นรู้ว่าลวนชีกับเกาเกียงเสพสุราเนืองๆ ก็หาชอบใจไม่ อันขุนนางสี่คนนี้ถึงจะมีราชการสิ่งใดก็ปรึกษาหารือกันแตกเป็นสองพวกออกไป ขุนนางผู้น้อยทั้งปวงบ้างก็เข้าข้างเกาเกียงลวนชีและเข้าข้างตันบูอูเป๋าก๊กบ้าง เกาเกียงกับลวนชีก็มีใจพยาบาท พูดจานินทาตันบูอูเป๋าก๊กอยู่เนืองๆ ตันบูอูเป๋าก๊กแจ้งกิตติศัพท์ดังนั้นเข้าแต่ยังหาแน่ใจไม่ก็นิ่งอยู่

เพลาวันหนึ่งเกาเกียงกับลวนชีนั่งเสพสุราอยู่ด้วยกัน มีบ่าวคนหนึ่งทำผิดลง เกาเกียงก็สั่งให้ตีเป็นอันมาก ลวนชีเห็นดังนั้นก็กลับยุยงต่างๆ บ่าวคนนั้นยิ่งมีใจเจ็บแค้นนัก ครั้นคํ่าลงก็ลอบหนีไปหาตันบูอูแจ้งความว่าข้าพเจ้าเป็นบ่าวเกาเกียง หนีมาหาท่านจะแจ้งความว่า เมื่อเพลากลางวันเกาเกียงลวนชีเสพสุราปรึกษากันว่า เพลาพรุ่งนี้จะยกทหารมาทำอันตรายแก่ท่าน ตันบูอูได้ฟังดังนั้นก็มิได้สงสัย ด้วยสมกับคำที่ตัวได้รู้ไว้แต่เดิมจึงตอบว่า ท่านอุตส่าห์มาบอกเราขอบใจนัก ท่านจงรีบไปแจ้งความแก่เป๋าก๊กให้รู้ตัวด้วย แล้วสั่งคนสนิทว่าท่านจงไปหาเป๋าก๊กกับผู้นี้ บอกสั่งไปว่าเพลาพรุ่งนี้จงกะเกณฑ์ทหารไว้ให้พร้อมเราจะไปบรรจบยกไปตีบ้านเกาเกียงเสียให้ทันยกมาทำอันตรายแก่เรา คนทั้งสองก็คำนับลารีบมาหาเป๋าก๊ก แจ้งความให้ฟังทุกประการ เป๋าก๊กได้ฟังดังนั้นก็จัดแจงทหารเตรียมไว้ตามคำตันบูอู ครั้นเพลารุ่งเช้าตันบูอูก็คุมทหารยกมาจะไปบ้านเป๋าก๊ก

ฝ่ายเกาเกียงครั้นถึงเพลาเคยไปเสพสุราที่บ้านลวนชี ก็แต่งตัวขึ้นเกวียนมากับบ่าว พอพบตันบูอูคุมทหารถือเครื่องอาวุธยกมาตามทางเหมือนจะไปรบด้วยข้าศึก จึงร้องถามไปว่าท่านมานี้จะพากันไปข้างไหน ตันบูอูจึงตอบว่าเราจะไปจับคนคิดขบถ แล้วถามว่าท่านจะไปแห่งใดเล่า เกาเกียงจึงตอบว่าเราจะไปบ้านลวนชี แล้วต่างคนก็ต่างแยกทางไป ตันบูอูครั้นมาถึงบ้านเป๋าก๊กเห็นทหารถือเครื่องศัสตราวุธอยู่พร้อม แต่ตัวเป๋าก๊กนั้นใส่เกราะเดินมาจะขึ้นเกวียน ตันบูอูจึงบอกเป๋าก๊กว่า เมื่อเรามานี้พบเกาเกียงกลางทาง หามีทหารถืออาวุธมาด้วยไม่ เราถามบอกว่าจะไปบ้านลวนชี อันความทั้งนี้เห็นจะยังไม่แน่จะต้องสืบทราบดูให้แน่เสียก่อน

เป๋าก๊กได้ฟังดังนั้นจึงใช้คนสนิทให้ลอบไปบ้านลวนชี คนสนิทก็คำนับลาไปยังบ้านลวนชี หาเห็นตระเตรียมทหารไว้ไม่ ก็ลอบเข้าไปมองดูบนตึก เห็นเกาเกียงกับลวนชีถอดเสื้อและหมวกนั่งเสพสุราอยู่ด้วยกัน ก็รีบกลับมาแจ้งความแก่ตันบูอูเป๋าก๊กทุกประการ เป๋าก๊กจึงว่ากับตันบูอูว่าอันความที่บ่าวเกาเกียงหนีมาบอกเรานี้หาจริงไม่ ชะรอยจะผิดใจกันกับลวนชีเป็นมั่นคง จึงแกล้งมาบอกใส่ความเอาเขา เขาก็มิได้ทำร้ายต่อเราเราก็จะต้องนิ่งฟังดู

ตันบูอูจึงตอบว่าท่านว่านี้ก็ชอบ แต่ว่าเมื่อเราจะมานี้ได้บอกเกาเกียงว่าจะไปจับคนคิดขบถเห็นเกาเกียงจะรู้ตัว ซึ่งเราจะงดเสียนั้น เกาเกียงจะคิดทำร้ายเราเป็นมั่นคง บัดนี้เกาเกียงก็มิได้จัดแจงทแกล้วทหารไว้ เห็นว่าได้ท่วงทีอยู่แล้วจำจะยกไปจับตัวมาฆ่าเสียอย่าให้ทันรู้ตัว เป๋าก๊กก็เห็นชอบด้วย ตันบูอูเป็นทัพหน้าเป๋าก๊กเป็นทัพหลัง ยกทหารรีบมาถึงบ้านลวนชีก็สั่งให้ทหารล้อมเข้าไว้

ทหารลวนชีซึ่งอยู่ในบ้านเห็นดังนั้นตกใจนัก ก็วิ่งมาปิดประตูลั่นกลอนไว้มั่นคง แล้วเอาเนื้อความไปบอกแก่ลวนชีเกาเกียง ลวนชีเกาเกียงกำลังเสพสุราอยู่ได้ยินดังนั้นก็ตกใจนักก็ทิ้งถ้วยเหล้าลง เกาเกียงจึงว่ากับลวนชีว่า เราไม่รู้ตัว ครั้นจะจัดแจงทหารออกสู้รบไม่ได้ ด้วยพวกเราอยู่ในบ้านเขาล้อมอยู่ภายนอก จำจะหนีไปหาเจ๋เก๋งก๋งแจ้งความให้รู้ท่านจะเห็นประการใด ลวนชีก็เห็นชอบด้วย ทั้งสองคนก็แต่งตัวใส่เกราะถืออาวุธรีบลงมาจัดแจงทหารได้พร้อมแล้ว ก็เปิดประตูหลังบ้านรบฝ่าฟันออกมาได้ก็หนีตรงมายังบ้านเจ๋เก๋งก๋ง ตันบูอูเป๋าก๊กเห็นเกาเกียงลวนชีหนีออกไปได้ กลัวจะไปแจ้งความกับเจ๋เก๋งก๋งก็ยกทหารติดตามมา

ขณะนั้นทหารเกาเกียงที่อยู่บ้าน ครั้นรู้ว่าตันบูอูเป๋าก๊กยกมารบด้วยนายของตัว ก็ชวนกันถืออาวุธรีบมาหมายจะช่วย พอพบเกาเกียงก็เข้าบรรจบช่วยรบป้องกันมาตามทาง เมื่อขุนนางทั้งสี่รบพุ่งกันอยู่นั้นกิตติศัพท์รู้ไปถึงเจ๋เก๋งก๋ง เจ๋เก๋งก๋งตกใจนัก ก็สั่งให้ปิดประตูชั้นในเสียทั้งสี่ด้านลั่นกลอนลงเขื่อนไว้มั่นคง แล้วให้ม้าใช้รีบไปเรียกวันเอ๋งซึ่งเป็นที่ไจเสียง ม้าใช้ก็รีบมาเปิดประตูลัดออกไปยังบ้านวันเอ๋ง

ฝ่ายเกาเกียงลวนชีมาถึงประตูเมืองชั้นใน เห็นบานประตูนั้นปิดอยู่แลมาข้างหลังเห็นทหารตันบูอูเป๋าก๊กไล่กระชั้นเข้ามาจวนตัวนัก ก็ให้ทหารระดมฟันประตู ประตูก็หาพังไม่ จึงยกทหารหลีกมาตั้งมั่นข้างขวาประตูคอยจะรบด้วยตันบูอูเป๋าก๊ก ตันบูอูเป๋าก๊กแลเห็นพวกเกาเกียงลวนชีเข้าประตูหาได้ไม่ ครั้นจะไล่ทหารเข้าตีก็เกรงจะอื้ออึงรู้ไปถึงเจ้าเมือง จึงแยกมาตั้งอยู่ข้างซ้ายคอยว่าเกาเกียงลวนชีหนีออกไปบ้านเมื่อใดจะได้ตามตีจับฆ่าเสีย

ขณะนั้นม้าใช้วันเอ๋งก็ออกไปบอกว่าเจ๋เก๋งก๋งให้หาท่าน วันเอ๋งได้ฟังดังนั้นก็แต่งตัวอย่างขุนนางขึ้นเกวียนรีบมา ตันบูอูเป๋าก๊กกับเกาเกียงลวนชีแลเห็นวันเอ๋งมา ต่างคนก็ใช้บ่าวให้มาเชิญวันเอ๋ง วันเอ๋งจึงตอบว่าซึ่งจะไปหานายท่านนั้นเราไปหาได้ไม่ ด้วยเจ้าเมืองให้หาตัวเรา เราจะต้องไปก่อน ซึ่งวันเอ๋งว่าทั้งนี้เพราะรู้อยู่แล้วว่าขุนนางสองพวกวิวาทกัน พวกในกำแพงแจ้งว่าวันเอ๋งมาก็เปิดประตูรับวันเอ๋งเข้าไปข้างในแล้วปิดประตูเสียดังเก่า วันเอ๋งก็เข้าไปหาเจ้าเมืองยังที่ว่าราชการ เจ๋เก๋งก๋งจึงบอกวันเอ๋งว่า ไตหูสี่คนเกิดรบพุ่งกันดังนี้ ท่านจะคิดอ่านประการใดจึงจะให้ปกติกันได้

วันเอ๋งจึงว่า อันเกาเกียงนี้ถือตัวอยู่ว่าเป็นลูกเกาไซซึ่งท่านรักใคร่ อันเกาไซคนนี้เป็นคนหาดีไม่ ยุยงท่านจนเกาจีเอี๋ยนหนีไปเสียจากเมืองแล้วซ้ำให้ฆ่าคิวเองผู้สัตย์ซื่อด้วย ขุนนางทั้งปวงจะทัดทานท่านก็เกรงอยู่ บัดนี้เกาเกียงลวนชีหากลัวอาญาท่านไม่ คุมทหารมาตีประตูเมืองท่านก็มีความผิด อันตันบูอูกับเป๋าก๊กยกทหารไปล้อมบ้านเกาเกียง ไม่เอาความมาแจ้งแก่ท่านเสียก่อน แล้วบังอาจไล่เกาเกียงลวนชีมาถึงประตูชั้นในก็มีผิดเหมือนกัน ซึ่งท่านจะให้ข้าพเจ้าช่วยว่ากล่าวนั้นไม่ได้ ควรที่ท่านจะว่ากล่าวเองจึงจะชอบ

เจ๋เก๋งก๋งได้ฟังดังนั้นนิ่งตรึกตรองอยู่ แล้วจึงว่า อันเกาเกียงกับลวนชีนี้เป็นคนหาดีไม่ มีข้อผิดมากกว่าตันบูอูเป๋าก๊ก จะต้องกำจัดเกาเกียงลวนชีเสียบ้านเมืองจึงจะมีความสุข จึงเรียกอองเฮกเข้ามาสั่งว่า ท่านจงคุมทหารออกไปช่วยตันบูอูเป๋าก๊กรบเกาเกียงลวนชีให้พ่ายแพ้จงได้ อองเฮกก็คำนับลาพาทหารเปิดประตูออกไปหาตันบูอูเป๋าก๊กแจ้งความว่า เจ๋เก๋งก๋งให้ออกมาช่วยท่านรบด้วยเกาเกียงลวนชี ตันบูอูเป๋าก๊กยินดีนักก็ไล่ทหารเข้าตีเกาเกียงลวนชี อองเฮกก็คุมทหารเข้าช่วยรบ เกาเกียงลวนชีเห็นจะสู้มิได้ด้วยทหารของตัวน้อยนักก็ยกล่าหนีมาตามทางใหญ่ ราษฎรเห็นเกาเกียงหนีมาดังนั้นมีใจโกรธเกาไซบิดาเกาเกียงอยู่แต่เดิม บ้างฉวยได้อาวุธวิ่งออกมาไล่ฆ่าฟันทหารเกาเกียง เกาเกียงลวนชีก็หนีออกทางประตูเมืองทิศตะวันออกไปอาศัยอยู่เมืองฬ่อ

ตันบูอูเป๋าก๊กอองเฮง ครั้นเห็นเกาเกียงลวนชีหนีออกจากเมืองไปแล้ว อองเฮกก็ลากลับมาแจ้งความกับเจ๋เก๋งก๋งทุกประการ ตันบูอูเป๋าก๊กก็พาทหารไปยังบ้านเกาเกียงลวนชี ไล่พวกพ้องบ่าวไพร่เสีย เก็บเอาข้าวของทองเงินต่างๆ มาแบ่งปันกันเป็นอาณาประโยชน์ของตัวทั้งสองคนแล้วก็กลับมาบ้าน กิตติศัพท์อันนั้นรู้ไปถึงวันเอ๋งจึงคิดว่าตันบูอูเป๋าก๊กทำดังนี้หาต้องด้วยอย่างธรรมเนียมไม่ จึงใช้คนไปเรียกตันบูอูมายังบ้านแล้วว่า ซึ่งท่านไปเก็บเอาเงินทองสิ่งของของเกาเกียงลวนชีมาแบ่งปันกันเสียดังนี้หาถูกต้องไม่ ควรที่จะเอาไปให้เจ้าเมืองจึงจะชอบ อันเราว่าทั้งนี้เพราะมีความกรุณาแก่ท่านจึงได้เตือนสติ

ตันบูอูได้ฟังดังนั้นเห็นจริงด้วย คำนับแล้วจึงว่า ข้าพเจ้าหาทันคิดไม่ ท่านช่วยตักเตือนบุญคุณอยู่กับข้าพเจ้าเป็นมาก ว่าแล้วก็ลามายังบ้านเป๋าก๊กแจ้งความตามวันเอ๋งให้ฟังทุกประการ เป๋าก๊กก็เห็นด้วยจึงเอาของที่ได้มาขนไปยังบ้านตันบูอู ตันบูอูก็เอาของตัวได้แบ่งปันออกมาทำบัญชีรายสิ่งของทั้งปวงเสร็จแล้ว ตันบูอูก็ให้ทหารขนสิ่งของทองเงินตามตัวมายังที่ว่าราชการ พอเจ๋เก๋งก๋งออกจากข้างใน ตันบูอูจึงแจ้งความว่า สิ่งของทั้งนี้ของเกาเกียงลวนชีข้าพเจ้าเอามาให้ท่าน

เจ๋เก๋งก๋งได้ฟังดังนั้นยินดีนัก ก็ให้ขนของไว้ในคลัง ตันบูอูคำนับลากลับมาบ้านแล้วคิดว่าเจ๋เก๋งก๋งนี้เป็นคนใจไม่แน่นอน เกลือกมีคนไปยุยงก็จะโกรธเรา จำจะไปประจบนางเม่งกีมารดาเจ๋เก๋งก๋งให้รักใคร่จะได้ช่วยแก้ไข คิดแล้วจึงจัดสิ่งของที่อย่างดี รีบไปหานางเม่งกียังบ้าน คำนับแล้วแจ้งความว่า ข้าพเจ้าคิดถึงท่านจึงเอาของมาเยี่ยมฟังดูว่าจะเจ็บไข้ประการใดบ้าง นางเม่งกีเห็นสิ่งของอย่างดีก็ชอบใจตอบว่า ท่านอุตส่าห์เอาของมาให้ถึงบ้านขอบใจนัก เราคงจะสนองคุณท่านให้ถึงขนาด ตันบูอูก็ดีใจคำนับลากลับมายังบ้าน

เพลาวันหนึ่งเจ๋เก๋งก๋งมาหานางเม่งกีผู้มารดายังบ้าน นางเม่งกีจึงว่าตันบูอูคนนี้เป็นคนสัตย์ซื่อมีสติปัญญา คิดกำจัดเกาเกียงลวนชีผู้เป็นคนพาลเสีย แล้วเอาข้าวของมาให้ท่านเป็นอันมาก มิได้เอาไว้เป็นประโยชน์ของตัวเลย ควรที่ท่านจะยกบ้านส่วยให้เป็นรางวัลจึงจะชอบ เจ๋เก๋งก๋งก็เห็นด้วยจึงมายังที่ว่าราชการให้หาตัวตันบูอูเข้ามาแล้วว่า เรายกที่ตำบลเกาถังให้ท่านเก็บส่วยสาอากรให้เลี้ยงบุตรภรรยาตามชอบใจเถิด ตันบูอูได้ฟังดังนั้นก็ดีใจนัก ด้วยที่ตำบลเกาถังนั้นเป็นที่กว้าง เก็บส่วยก็ได้ผักผลเป็นอันมาก แล้วจึงว่ากับเจ๋เก๋งก๋งว่า กงจูอิว กงจูจิว กงจูเชียง บุตรท่านทั้งสามคนนี้หามีผิดประการใดไม่ เกาไซแกล้งยุยงให้ท่านขับเสีย ขอท่านจงไปรับกลับคืนมาจะได้สืบตระกูลท่านต่อไป

เจ๋เก๋งก๋งได้ฟังดังนั้นก็เห็นจริงด้วย จึงสั่งให้ตันบูอูจัดทหารไปรับบุตรทั้งสามคนนั้นมา ตันบูอูก็คำนับลากลับมายังบ้าน จัดแจงเสื้อและหมวกของแต่งตัวสำหรับบุตรเจ้าเมืองนั้นสามสำรับกับเสบียงบรรทุกเกวียน ให้นายทหารสามคนแยกกันคุมเกวียนไปรับกงจูทั้งสาม แล้วตันบูอูก็จัดเครื่องใช้สอยทั้งปวงของตัวไปยังบ้านเดิมกงจูทั้งสาม ให้กวาดแผ้วปูเสื่อสาดตั้งเครื่องใช้สอยไว้ตามธรรมเนียม เสร็จแล้วก็ให้คนรักษาอยู่ ตัวนั้นกลับมาบ้าน ฝ่ายทหารทั้งสามคนซึ่งไปรับกงจูทั้งสาม ครั้นมาถึงจึงแจ้งความว่า ตันบูอูขอโทษท่านเจ๋เก๋งก๋งหายโกรธให้มารับกลับคืนเข้าไปในเมือง แล้วจัดแจงแต่งตัวส่งให้กงจูทั้งสาม กงจูทั้งสามยินดีนัก ก็จัดแจงแต่งตัวมากับทหารทั้งสามนาย ครั้นถึงก็เข้าไปหาเจ๋เก๋งก๋งแล้วซบหน้าลงร้องไห้ เจ๋เก๋งก๋งเห็นดังนั้นคิดสงสารนัก จึงปลอบโยนต่างๆ แล้วก็ให้กงจูทั้งสามกลับไปอยู่ยังบ้านเดิม กงจูทั้งสามก็คำนับลาพากันไปที่อยู่ของตัวเห็นเครื่องสัมภาระใช้สอยมีอยู่พร้อม สงสัยนักจึงถามคนที่อยู่เหล่านั้น แจ้งความว่าตันบูอูจัดแจงไว้ให้ก็คิดถึงคุณตันบูอูเป็นอันมาก

ฝ่ายตันบูอูจัดแจงให้กงจูทั้งสามอยู่เป็นปกติแล้ว จึงคิดว่าลูกหลานเจ้าเมืองเดิมหามีเบี้ยหวัดกินไม่ จำเราจะให้เงินทองไปใช้สอยจึงจะชอบ คิดแล้วจึงเอาเงินไปเที่ยวแจกจ่ายให้แต่บรรดาที่เป็นเชื้อสายของเจ้าเมืองทั้งชายหญิงพอสมควร พวกลูกหลานว่านเครือเจ้าเมืองก็คิดถึงบุญคุณตันบูอูเป็นอันมาก แล้วตันบูอูก็ให้บ่าวเอาข้าวไปจำหน่ายจ่ายแจกคนที่ยากจนไม่มีจะซื้อกินนั้นทุกวันมิได้ขาด แล้วป่าวร้องแต่บรรดานายบ้านทั้งปวงว่า ผู้ใดทำนาได้ข้าวหาพอกินไม่ก็ให้มาขอยืมจะให้ นายบ้านรู้ดังนั้นที่ไม่มีข้าวกินนั้นก็ทำตั๋วพากันมาขอยืมข้าวตันบูอู ตันบูอูก็สั่งให้เอาถังใหญ่ตวงให้ทุกคน เมื่อจะเอามาใช้นั้นก็ให้เอาถังเล็กตวงขึ้นฉาง ถ้าผู้ใดไม่มีข้าวจะมาส่งยากจนก็ให้เอาตั๋วเผาไฟเสียหาเอาข้าวใช้ไม่ ตั้งแต่นั้นมาราษฎรทั้งปวงก็รักใคร่ตันบูอูทุกคน

ฝ่ายวันเอ๋งครั้นแจ้งว่าราษฎรรักใคร่ตันบูอูเป็นอันมาก กลัวเกลือกไปข้างหน้าลูกหลานตันบูอูจะคิดขบถชิงเอาสมบัติเจ้าเมือง จึงเข้าไปหาเจ๋เก๋งก๋งแจ้งความว่า ท่านเป็นเจ้าเมืองต้องทำใจโอบอ้อมแก่ราษฎรจึงจะชอบ ท่านจะนิ่งเพิกเฉยอยู่ฉะนี้หาควรไม่ นานไปภายหน้าจะหาความสุขมิได้ เจ๋เก๋งก๋งได้ฟังดังนั้นก็นิ่งอยู่มิได้ว่าประการใด วันเอ๋งก็คำนับลากลับมาบ้าน

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ