๑๕

ฝ่ายยงสิมครั้นก๋งจูบอดีได้ครองเมืองเจ๋ เสียนสินกวนจีหูเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ยงสิมคิดจะใคร่กำจัดก๋งจูบอดีเสีย ครั้นจะพูดกับผู้ใดก็มิได้ไว้ใจกลัวความจะฟุ้งซ่าน ยงสิมแกล้งสังเกตจับกิริยาแยบคายขุนนางคนเก่าอยู่หลายเพลา ครั้นเห็นขุนนางคนเก่าออกจากว่าราชการ เห็นเสียนสินกวนจีหูไปแล้ว พากันพูดนินทาเสียนสินกวนจีหูอยู่ ยงสินทำเป็นพูดว่า คนมาแต่เมืองฬ่อบอกว่าก๋งจูกิวบุตรก๋งจูหยีหนีไปเมืองฬ่อจะยกทัพมาเมืองเจ๋ ว่าแล้วก็มาบ้าน

ขณะนั้นตังกวยแหยกับขุนนางเก่าที่มีกตัญญูต่อก๋งจูหยีผู้ตายได้ยินยงสิมว่าดังนั้นก็ดีใจจะใคร่รู้ความ ต่างคนลอบไปหายงสิมกระซิบถามยงสิมเป็นความลับว่า ก๋งจูกิวจะพาทัพเมืองฬ่อมาแน่หรือ ยงสิมจึงว่าท่านจะใคร่รู้ความแน่จะบอก แต่จะขอความจริงใจในท่านก่อน ทุกวันนี้ท่านทำการกับก๋งจูบอดีโดยสุจริตหรือจะคิดประการใดบ้าง ตังกวยแหยกับขุนนางทั้งปวงจึงบอกว่า เราทุกวันตกอยู่ในอำนาจอ้ายพวกอกตัญญูต่อเจ้า ก๋งจูบอดีคอยหาความผิด ชีวิตเรานับว่าอยู่ไม่รู้ว่าวันตายจะมาถึงเมื่อใด ถึงเจ้าเมืองเราสิ้นบุญแล้วบุตรยังอยู่ ก็ตั้งใจจะหมายพึ่งต่อไป เป็นความจริงในใจเราฉะนี้ ซึ่งเราได้ยินท่านว่าก๋งจูกิวจะยกทัพเมืองฬ่อมาจริงเหมือนว่าหรือประการใด

ยงสิมจึงว่า ข้าพเจ้าว่านั้นหวังจะให้ท่านทั้งปวงมาหาข้าพเจ้าจะได้ปรึกษาหารือกัน คิดการกำจัดอ้ายพวกอกตัญญูเสียสิ้นแล้ว จะได้เชิญก๋งจูกิวมาครองเมืองแทนบิดาสืบไป ตังกวยแหยจึงว่าการครั้งนี้เป็นการใหญ่ คิดผิดพลั้งเสียการจะพากันตายหมด ขอท่านจงคิดอ่านกับกอฮี กอฮีเป็นขุนนางผู้เฒ่ามีสติปัญญาลึกซึ้งอยู่ ประการหนึ่งเสียนสินกับกวนจีหูก็คำนับยำเกรง กอฮีมีความเจ็บแค้นเสียนสินกวนจีหูอยู่ ถ้าท่านไปขออุบายความคิดกอฮีเห็นการจะสำเร็จ

ยงสิมกับขุนนางนายทหารที่ร่วมคิดก็เห็นด้วย จึงพากันออกไปหากอฮี แล้วแจ้งความที่คิดกันให้กอฮีฟังแล้วว่า ข้าพเจ้าทั้งนี้สติปัญญาน้อยมีแต่ความกตัญญู ทำการโดยโวหารเกรงจะทำมิตลอด ขอท่านจงกรุณาช่วยข้าพเจ้าคิดการกำจัดพวกทรยศต่อเจ้าเสีย เหมือนได้แก้แค้นแทนเจ้าเมืองเจ๋ข้าพเจ้าให้สำเร็จจงได้

กอฮีจึงว่าขอบใจท่านทั้งนี้มีกตัญญูต่อเจ้า ต้องมาหาความคิดเรา เราจะช่วยคิดให้ กอฮีก็บอกอุบายเป็นความลับให้แก่ยงสิมกับตังกวยแหยทุกประการ ยงสิมกับตังกวยแหยก็เห็นด้วย จึงแบ่งขุนนางทหารซึ่งร่วมคิดทำการด้วยกันเป็นสองเหล่า มีอาวุธสั้นซ่อนกลีบเสื้อทุกคน กำหนดพร้อมกันวันรุ่งเช้าจะทำการ ยงสิมกับตังกวยแหยก็ไปบ้านเสียนสินกับกวนจีหูบอกว่ากอฮีขุนนางผู้เฒ่าให้ข้าพเจ้ามาคำนับท่าน ด้วยรู้ว่าท่านได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ขึ้นครั้งนี้กอฮียินดีด้วย ให้ข้าพเจ้ามาเชิญท่านไปกินโต๊ะ ณ บ้านพรุ่งนี้สักเวลาหนึ่ง เสียนสินกวนจีหูแจ้งว่ากอฮีขุนนางผู้เฒ่านับถือให้มาเชิญก็ดีใจรับว่าพรุ่งนี้เราจะไปกินโต๊ะบ้านกอฮีให้สบายสักเวลาหนึ่ง ท่านจงกลับไปบอกกอฮีให้จัดแจงแต่งโต๊ะแกล้มสุราไว้ท่าเราให้จงมาก ยงสิม ตังกวยแหยกลับมาแจ้งแก่กอฮี กอฮีดีใจสั่งคนใช้ซื้อจ่ายเป็ดไก่หมูมาทำโต๊ะเตรียมเลี้ยงเสียนสินกวนจีหู ยงสินจึงว่ากับตังกวยแหยว่า ท่านจงคุมทหารซุ่มคอยเสียนสินกวนจีหูอยู่ ณ ตึกกอฮี เราจะเข้าทำการในวัง ถ้าสำเร็จเราจะให้จุดไฟขึ้นในเมืองเป็นสำคัญ ท่านจงร้องอื้ออึงขึ้นว่าไฟไหม้ในวัง ให้เสียนสินกวนจีหูออกมาจากที่กินโต๊ะจึงจับฆ่าเสียทั้งสองคน ตังกวยแหยก็รับคำ จัดขุนนางและทหารซุ่มรายไว้หลังตึกกอฮีแต่เพลากลางคืน ยงสิมกระซิบสั่งขุนนางที่เป็นพรรคพวกร่วมคิดด้วยกันว่า พรุ่งนี้เราจะเข้าเฝ้าก๋งจูบอดี ท่านจงไปกำกับทหารพวกก๋งจูบอดีจงทุกคน ถ้าเห็นเราทำการฆ่าก๋งจูบอดี พวกก๋งจูบอดีจะเข้าช่วยก๋งจูบอดี ท่านจงเอาอาวุธสั้นแทงเสียให้ตาย ขุนนางทั้งนั้นก็รับคำว่าอย่าวิตกเลย

ฝ่ายเสียนสินกับกวนจีหู ครั้นรุ่งเช้าทั้งสองก็พาบ่าวตามหลังมาประมาณเก้าคนสิบคนไปบ้านกอฮี ตังกวยแหยออกไปคำนับเชิญขุนนางทั้งสองขึ้นบนตึก แล้วลงมาอยู่นอกตึกคอยเพลิงในเมือง กอฮีจึงให้คนใช้ยกโต๊ะและเครื่องแกล้มเหล้าออกมา กอฮีรินสุราใส่จอกคำนับเชิญขุนนางทั้งสองให้กินแล้วแกล้งพูดจาว่า เจ้าเมืองเจ๋เก่าไม่ซื่อตรงหาเป็นธรรมไม่ ท่านทั้งสองฆ่าเสียก็ควรแล้ว ซึ่งท่านตั้งก๋งจูบอดีขึ้นเป็นเจ้าเมือง ข้าพเจ้าเป็นคนชราด้วยโรครักษาตัวอยู่กับบ้านมิได้ไป ซึ่งข้าพเจ้าเชิญท่านมาครั้งนี้หวังจะได้ฝากลูกหลานไว้กับท่านสืบไป เชิญท่านทั้งสองเสพสุราเถิด ขุนนางทั้งสองได้ฟังดังนั้น สำคัญว่ากอฮีนับถือโดยสุจริตก็กินโต๊ะเสพสุราพูดกันกับกอฮีต่างๆ นานา กอฮีก็รินสุราคำนับส่งให้ขุนนางทั้งสองเนืองๆ

ฝ่ายยงสิมกับขุนนางซึ่งเป็นพวกพ้องเอาอาวุธสั้นซ่อนในเสื้อเตรียมพร้อมกัน คอยเพลาก๋งจูบอดีอยู่ ณ ที่ออกขุนนาง บรรดาพวกยงสิมรายกันเข้านั่งกำกับขุนนางพวกก๋งจูบอดีอยู่ทุกคนตามคำยงสิมสั่งไว้ พอก๋งจูบอดีเดินออกมายังมิทันนั่งเก้าอี้ ยงสิมจึงเข้าไปแกล้งบอกก๋งจูบอดีว่าข้าพเจ้าได้ยินข่าวว่าก๋งจูกิวยกทัพเมืองฬ่อมาจะตีเมืองเรา เดินทัพออกจากเมืองฬ่อหลายวันแล้ว

ก๋งจูบอดีได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ หยุดยืนถามยงสิมว่า เสียนสินไปไหนยังไม่เห็นเข้ามาจะได้ปรึกษาราชการ ยงสิมบอกว่า เสียนสินกับกวนจีหูกอฮีเชิญไปกินโต๊ะ ก๋งจูบอดีเดินเลยออกก้มหน้าจะยุบตัวนั่งเก้าอี้ ยงสิมเห็นได้ทีก็ชักอาวุธสั้นออกจากเสื้อ แทงถูกไหล่รวบตลอดยอดอกล้มคะมำขาดใจตาย ขุนนางพวกก๋งจูบอดีเห็นดังนั้นต่างก็ตกใจลุกขึ้นยืนจะเข้าไปจับยงสิม ขุนนางพวกยงสิมก็แทงด้วยอาวุธสั้นตายหลายคน ที่ป่วยเจ็บก็วิ่งหนีเอาชีวิตรอด ยงสิมก็ให้ทหารจุดเพลิงขึ้นเป็นสำคัญ ฝ่ายตังกวยแหยแลเห็นควันเพลิงก็ให้ทหารร้องอื้ออึงขึ้นว่าเพลิงไหม้ในวัง

ฝ่ายเสียนสินกับกวนจีหูเสพสุราอยู่ในตึกกับกอฮีได้ยินก็ตกใจต่างคนวิ่งลนลานลงจากตึก ตังกวยแหยกับทหารซึ่งซุ่มอยู่หลังตึกได้ยินก็ชักอาวุธสั้นออกจากเสื้อ วิ่งออกมากลุ้มรุมแทงฟันเสียนสินกับกวนจีหูตาย แล้วไล่ฆ่าฟันบ่าวขุนนางทั้งปวงล้มตายหนีไปสิ้น ฝ่ายกอฮีครั้นพวกตังกวยแหยฆ่าเสียนสินกวนจีหูตายก็ดีใจออกมาจากตึก พอยงสิมมาถึงแจ้งความว่าฆ่าก๋งจูบอดีกับขุนนางพวกก๋งจูบอดีตายแล้ว กอฮีสั่งทหารจะให้เอาก๋งจูบอดีกับขุนนางที่ตายไปฝังนอกเมือง ขุนนางทหารทั้งปวงที่มีใจเจ็บแค้นว่าเสียนสินฆ่าก๋งจูหยีเจ้าเมืองเก่าของตัว ต่างคนลากเอาเสียนสินกวนจีหูออกมากลางถนน บ้างแทงบ้างฟันจนศพขุนนางทั้งสองคนขาดนับท่อนมิได้ ทิ้งประจานไว้กลางตลาด แต่ศพก๋งจูบอดีนั้นเอาไปฝังเสียนอกเมือง

ฝ่ายนางเซียนซีแจ้งว่าก๋งจูบอดีตายแล้ว กลัวยงสิมจะกลับไปทำโทษจะต้องลำบากตัว จึงเอาแพรผูกคอตายในขณะนั้น นางพนักงานใช้ในวังรู้ก็รีบออกมาบอกยงสิม ณ บ้านกอฮี ยงสิมก็ให้เอาศพนางเซียนซีไปทิ้งนอกเมือง กอฮีก็ลาขุนนางทั้งปวงออกไปถึงตำบลโกหุน ขุดศพก๋งจูหยีใส่หีบไม้หอมไว้ แล้วเก็บศพเมงเอียง ทุยินหุย จีจูหุนหยู ขุนนางที่มีกตัญญูรักเอาฝังตามตำแหน่งขุนนางผู้มีความชอบ แล้วยกหีบศพก๋งจูหยีขึ้นเกวียนแห่เข้ามาเมือง ทำการฝังอย่างเจ้าเมืองใหญ่เสร็จแล้ว กอฮีจึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า เจ้าเมืองผู้ตายมีบุตรสองคน ชื่อก๋งจูกิว ได้ข่าวว่า กวนต๋งกับเตียวหุดพาหนีก๋งจูบอดีไปเมืองฬ่อ ก๋งจูเสียวแปะ เปาซกแหยพาหนีบิดาไปอยู่เมืองกี๋ แต่ก๋งจูเสียวแปะเป็นบุตรภรรยาน้อย ก๋งจูกิวเป็นบุตรภรรยาใหญ่ เราคิดว่าจะมีหนังสือไปเชิญก๋งจูกิวมาครองเมืองเจ๋แทนบิดา ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด

ยงสิมกับขุนนางทั้งปวงจึงว่า ท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่เห็นดีประการใดก็ตามแต่จะจัดเถิด กอฮีก็แต่งหนังสือให้ผู้ถือไปถึงก๋งจูกิว ณ เมืองฬ่อ ผู้ถือหนังสือครั้นไปถึงเมืองฬ่อเข้าไปหาก๋งจูกิวแล้วส่งหนังสือให้ก๋งจูกิวอ่านแจ้งว่าก๋งจูบอดีตาย ขุนนางพร้อมกันให้มาเชิญไปครองเมือง ก๋งจูกิวก็ดีใจจึงส่งหนังสือให้กวนต๋งดู แล้วปรึกษากวนต๋งว่า จะไปเมืองเจ๋ครั้งนี้จะไปแต่ท่านกับข้าพเจ้า หรือจะขอทหารเจ้าเมืองฬ่อยกเป็นกระบวนทัพไป

กวนต๋งจึงว่าท่านจงขอทหารเจ้าเมืองฬ่อ ยกเป็นกระบวนทัพไปจึงจะเป็นเกียรติยศ ก๋งจูกิวก็เห็นด้วยจึงพาหนังสือเข้าไปคำนับส่งให้เจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองฬ่อรับหนังสือมาอ่านแจ้งความก็ยินดี จึงเข้าไปคำนับนางบุนเกียงผู้มารดาแล้วบอกว่า ขุนนางเมืองเจ๋ฆ่าก๋งจูบอดีเสียแล้วมีหนังสือมาเชิญก๋งจูกิวไปครองเมือง ข้าพเจ้าก็คิดจะลามารดาไปช่วยจัดแจงก๋งจูกิวครองเมืองเจ๋จะเห็นประการใด

นางบุนเกียงได้ฟังบุตรบอกจึงตอบว่า เมื่อก๋งจูบอดีกับเสียนสินฆ่าลุงเจ้าเสีย มารดารู้ก็ตั้งแต่ร้องไห้รักไม่วายนํ้าตา ได้ว่ากับเจ้าให้ไปจับก๋งจูบอดีกับเสียนสินฆ่าเสียให้หายแค้น บัดนี้เขาก็ฆ่าพวกทรยศต่อลุงเจ้าตาย ให้มาเชิญก๋งจูกิวแล้ว เจ้าจงยกไปจัดแจงเมืองเจ๋ให้ราบคาบให้ก๋งจูกิวขึ้นครองสมบัติแล้วจึงค่อยกลับมาเมืองเถิด เจ้าเมืองฬ่อก็รับคำลามารดาออกมาจัดทหารสามพัน รุ่งขึ้นเพลาเช้าก็ขึ้นขี่เกวียนให้กวนต๋งกับก๋งจูกิวขึ้นเกวียนคนละเล่ม ออกมาจากเมืองฬ่อไปเมืองเจ๋

ฝ่ายเปาซกแหยได้ยินข่าวว่าเสียนสินคิดขบถ ฆ่าก๋งจูหยีเสียยกก๋งจูบอดีเป็นเจ้าเมืองประมาณได้เดือนเศษ ขุนนางเมืองเจ๋พร้อมใจกันจับก๋งจูบอดีกับเสียนสินฆ่าเสีย พอมีผู้มาแต่เมืองฬ่อบอกว่าเจ้าเมืองฬ่อจัดแจงกองทัพจะพาก๋งจูกิวไปครองเมืองเจ๋ เปาซกแหยเกรงก๋งจูกิวจะเข้าเมืองได้ก่อนก็รีบไปแจ้งความแก่ก๋งจูเสียวแปะว่า เมืองเจ๋ว่างอยู่ไม่มีผู้ใดครองเมืองเจ๋ ถ้าท่านจะใคร่ได้ครองสมบัติบิดา จงเข้าไปขอทหารเจ้าเมืองกี๋สักห้าพันรีบเข้าไปเมืองก่อน สมบัติในเมืองเจ๋จึงจะได้แก่ท่าน

ก๋งจูเสียวแปะก็เห็นชอบดีใจนัก เข้าไปแจ้งความแก่เจ้าเมืองกี๋แล้วยืมทหารตามคำเปาซกแหยว่า เจ้าเมืองกี๋ก็สั่งนายทหารให้จัดทหารห้าพันให้แก่ก๋งจูเสียวแปะ ก๋งจูเสียวแปะกับเปาซกแหยออกจากเมืองก็รีบไปถึงปลายแดนเมืองเจ๋ เป็นทางร่วมต่อแดนเมืองฬ่อ พอทัพเมืองฬ่อมาถึงเข้าพร้อมกัน กวนต๋งขับเกวียนมาหน้าทหาร แลเห็นก๋งจูเสียวแปะกับเปาซกแหยหยุดเกวียน ทหารหุงข้าวปลาอาหารกินอื้ออึงอยู่ กวนต๋งจึงร้องถามก๋งจูเสียวแปะว่า ท่านยกมาจะไปเมืองไหน ก๋งจูเสียวแปะจึงร้องบอกว่า เราจะไปเมืองเจ๋รักษาศพบิดา กวนต๋งจึงตอบว่า ท่านเป็นบุตรผู้น้อยจะรักษาศพบิดานั้นไม่เป็นธุระท่าน เป็นธุระก๋งจูกิวบุตรผู้ใหญ่จึงจะชอบ ท่านพาทหารมาเห็นจะป่วยการเสียเปล่า หาสมความคิดท่านไม่ เปาซกแหยได้ยินก็โกรธจึงตอบกวนต๋งว่า ก๋งจูกิวกับก๋งจูเสียวแปะก็เป็นบุตรเจ้าเมืองเจ๋ทั้งสองคน บิดาตายแล้วสมบัติก็เป็นของบุตร บุญของผู้ใดผู้นั้นก็จะได้ครองสมบัติ ซึ่งท่านจัดแจงว่ากล่าวแต่ชอบใจนั้นเราไม่เห็นด้วย

กวนต๋งก็โกรธน้าวเกาทัณฑ์ยิงไปถูกท้องก๋งจูเสียวแปะ ก๋งจูเสียวแปะตกใจกลัวกวนต๋งจะยิงซ้ำอีก ก็กัดลิ้นให้แตกเลือดฟูมปากทำล้มลงบนเกวียน เปาซกแหยตกใจเข้าประคองไว้ร้องว่าเสียการแล้ว ทหารทั้งปวงก็สำคัญว่าก๋งจูเสียวแปะถูกเกาทัณฑ์ตาย ต่างคนร้องไห้รักก๋งจูเสียวแปะอื้ออึงขึ้น กวนต๋งเข้าใจว่าก๋งจูเสียวแปะตายก็ดีใจ บอกเจ้าเมืองฬ่อว่า ก๋งจูเสียวแปะถูกเกาทัณฑ์ตายเราวายวิตกแล้ว เจ้าเมืองฬ่อก็พลอยดีใจ ให้ขับเกวียนเดินตามทางหลวงไปเป็นปกติ

ฝ่ายก๋งจูเสียวแปะแกล้งทำนอนนิ่งอยู่บนเกวียน ครั้นเห็นกวนต๋งล่วงเลยไปแล้วจึงลุกขึ้นนั่งยิ้มอยู่บอกเปาซกแหยว่า กวนต๋งหารู้อุบายข้าพเจ้าไม่ เปาซกแหยดีใจจึงว่า กวนต๋งคนนี้ฝีมือเกาทัณฑ์แม่นนัก กวนต๋งยิงเกาทัณฑ์ถูกตรงท้อง ท่านไม่เป็นอันตราย ครั้งนี้บุญตัวท่านนักเห็นจะได้ครองเมืองเจ๋เป็นมั่นคง เปาซกแหยจึงให้ทหารนุ่งห่มเป็นชาวเมืองเจ๋ แล้วเปลี่ยนเกวียนอื่นให้ก๋งจูเสียวแปะขี่รีบยกแยกลงทางข้างใต้เป็นทางตรงรีบไป ครั้งถึงด่านเมืองเจ๋ให้พักทหารนอนนอกค่าย เปาซกแหยก็ขึ้นม้าไปถึงเมืองเจ๋ จึงเข้าไปหากอฮีแล้วสรรเสริญสติปัญญาก๋งจูเสียวแปะต่างๆ ว่ามีปัญญาเฉลียวฉลาดควรจะครองสมบัติแทนบิดาได้ บัดนี้ยกทัพมาอยู่นอกด่านเมืองเจ๋จะมารักษาศพบิดา กอฮีกับขุนนางทั้งปวงแจ้งจึงปรึกษากันว่า ก๋งจูเสียวแปะน้องก๋งจูกิวมาถึงก่อนก๋งจูกิว เราจะคิดอ่านผ่อนปรนประการใดจึงจะชอบ

เปาซกแหยได้ยินดังนั้นจึงตอบว่า ซึ่งท่านทั้งปวงจะคอยก๋งจูกิวนั้นเหมือนดังเอาไฟมาเผาเมืองให้ฉิบหาย ขุนนางทั้งปวงจึงถามว่าท่านรู้ความประการใดหรือ เปาซกแหยจึงแกล้งบอกว่า เมื่อข้าพเจ้าอยู่เมืองกี๋นั้นก๋งจูกิวไปอยู่เมืองฬ่อ เจ้าเมืองฬ่อกับก๋งจูกิวคิดประการใดข้าพเจ้าก็รู้สิ้น ถ้าเจ้าเมืองฬ่อได้ยกมาจัดแจงเมืองเจ๋ให้ก๋งจูกิวแล้ว เห็นก๋งจูกิวจะต้องเก็บเอาส่วยทรัพย์สิ่งของแก่หัวเมืองส่งไปให้เป็นสินบนเจ้าเมืองฬ่อ เหมือนเจ้าเมืองซองกับก๋งจูคุดท่านก็ย่อมแจ้งอยู่ ขุนนางทั้งปวงจึงว่า ถ้าท่านรู้ความแน่ดังนั้นแล้ว จะให้ก๋งจูกิวมาครองเมือง เราจะได้เครื่องบรรณาการที่ไหนมาให้เมืองฬ่อทุกปี ครั้งนี้ก๋งจูเสียวแปะก็มาถึง ครั้นจะให้ขึ้นครองเมืองก็ได้มีหนังสือไปเชิญก๋งจูกิวก่อน ถ้าก๋งจูกิวมาถึงก็คงจะชิงสมบัติเป็นศึกกันขึ้น ท่านจะคิดประการใด เปาซกแหยได้ฟังดังนั้นจึงว่าแก่ขุนนางทั้งปวงว่า ถ้าก๋งจูเสียวแปะได้เป็นเจ้าเมืองแล้ว เจ้าเมืองฬ่อรู้ก็จะพาก๋งจูกิวกลับไปเมืองฬ่อเป็นมั่นคง

กองซุนสิบผองกับตังกวยแหยได้ฟังดังนั้นจึงว่าแก่เปาซกแหยว่า ซึ่งท่านว่านี้เราเห็นด้วย จึงจัดแจงกระบวนแห่ออกไปรับก๋งจูเสียวแปะเข้ามาเป็นเจ้าเมืองเจ๋ชื่อฮวนก๋ง จึงตั้งเปาซกแหยเป็นขุนนางผู้สำเร็จราชการ แล้วตั้งขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยตามตำแหน่ง เปาซกแหยจึงว่าแก่เจ๋ฮวนก๋งว่า เจ้าเมืองฬ่อกับกวนต๋งพาก๋งจูกิวมา พบเราที่ต้นทางร่วมปลายแดนเมืองเจ๋นั้น เจ้าเมืองฬ่อยกมาตามทางหลวงเป็นทางอ้อมจะมาถึงตำบลใดยังไม่แจ้ง จำจะยกทัพออกไปตั้งคอยตีทัพเมืองฬ่อกับก๋งจูกิวฆ่าเสียจึงจะสิ้นเสี้ยนหนาม เจ๋ฮวนก๋งเห็นชอบ จึงสั่งยงหลิมเป็นทัพหน้า เจ๋เสียงหูหลงออกเป็นปีกซ้าย ตังกวยแหยกับตองซูฉิวเป็นปีกขวา เปาซกแหยเป็นยกกระบัตรทัพสำหรับจัดแจงตรวจตรา เจ๋ฮวนก๋งเป็นทัพหลวง ทหารเอกทหารเลวห้าพันสามร้อยเศษพร้อมด้วยเครื่องสาตราวุธ ครั้นรุ่งเช้าได้ฤกษ์ดียกจากเมืองเจ๋ไปตามทางใหญ่ใกล้ถึงตำบลเคียนเสียงทางอีกห้าร้อยเส้น พอทหารกองหน้าลงมาบอกเปาซกแหยว่า ทัพเมืองฬ่อยกสวนทางลงมาทางประมาณสองร้อยเส้นจะถึงตำบลเคียนเสียง เปาซกแหยก็ให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้

ฝ่ายเจ้าเมืองฬ่อ ขณะเมื่อกวนต๋งยิงเกาทัณฑ์ถูกก๋งจูเสียวแปะ สำคัญว่าก๋งจูเสียวแปะตาย เปาซกแหยยกกลับไปเมืองกี๋แล้ว เจ้าเมืองฬ่อก็เดินทัพเป็นปกติ หยุดรอนแรมตามระยะทางมิได้เร่งรัดมาหลายวัน ถึงตำบลเคียนเสียงในแดนเมืองเจ๋ เจ้าเมืองฬ่อเห็นภูมิฐานและทำเลนํ้าหญ้าพออาศัยม้าและทหารเป็นสุข จึงให้หยุดกองทัพตั้งค่ายมั่นแล้วปรึกษากวนต๋งจะให้มีหนังสือบอกเข้าไป ให้ขุนนางเมืองเจ๋ออกมาเชิญก๋งจูกิวเข้าไปครองเมือง พอทหารเข้ามาบอกว่ากองทัพมาตั้งรับอยู่เป็นอันมาก ตั้งค่ายรายริมทางหลายค่ายหาแจ้งว่าทัพเมืองใดไม่ เจ้าเมืองฬ่อแจ้งดังนั้นจึงว่ากับกวนต๋งว่ากองทัพเมืองไหนจะยกมาก็เห็นผิด จะว่าชาวเมืองออกมารับก๋งจูกิว ก็เหตุใดจึงตั้งค่ายกระบวนศึกเล่าเราคิดสงสัยนัก ท่านจงอยู่กับก๋งจูกิวในค่ายนี้ก่อนเราจะยกไปดูท่วงทีก่อน เจ้าเมืองฬ่อก็แบ่งทหารไว้รักษาค่ายห้าร้อยคน แล้วยกทหารกองทัพห้าร้อยออกจากค่ายไปทางประมาณสองร้อยเส้น พบกองทัพตั้งค่ายรายอยู่สองข้างทางมีธงปักหน้าค่ายจารึกอักษรว่ายงหลิม

เจ้าเมืองฬ่อรู้ว่าทัพเมืองเจ๋เป็นแน่ก็โกรธ จึงให้ทหารร้องบอกว่าให้ยงหลิมออกมา ทหารยงหลิมเห็นกองทัพเมืองฬ่อยกมาถามก็เข้าไปบอกยงหลิม ยงหลิมแจ้งดังนั้นก็ให้ทหารรีบไปบอกเปาซกแหย แล้วแต่งตัวใส่เกราะถือง้าวขี่เกวียนพาทหารออกมานอกค่าย เจ้าเมืองฬ่อเห็นจึงร้องถามยงหลิมว่า ครั้งก่อนตัวฆ่าเสียนสินก๋งจูบอดีตายแล้วให้มีหนังสือไปถึงเราให้ก๋งจูกิวมาครอบครอง เราจึงพาก๋งจูกิวมา เหตุใดตัวจึงไม่แต่งเป็นกระบวนแห่มาตามธรรมเนียม ออกมาตั้งค่ายรายทางคิดทำร้ายก๋งจูกิวหรือ

ยงหลิมจึงตอบว่า เดิมข้าพเจ้าปรึกษาพร้อมกันให้ไปเชิญก๋งจูกิวมาจริง แต่บัดนี้ก๋งจูเสียวแปะมาถึงก่อน ก๋งจูกิวช้าอยู่ ขุนนางทั้งปวงเห็นว่าก๋งจูเสียวแปะก็เป็นบุตรเจ้าเมืองเจ๋ควรจะได้สมบัติของบิดา ก็ได้ยกขึ้นครองเมืองแล้ว ท่านจงเชิญก๋งจูกิวกลับไปเมืองฬ่อเถิด จะมารบพุ่งฆ่าฟันกันหาต้องการไม่ เจ้าเมืองฬ่อได้ฟังก็โกรธเอาทวนชี้หน้าด่ายงหลิมว่า พวกขุนนางเมืองเจ๋เจรจาหามีความจริงไม่ ให้ลูกผู้น้อยครอบครองสมบัติบิดาก่อนลูกผู้ใหญ่ ผิดอย่างธรรมเนียม เราจะฆ่าเสียให้หายแค้นจึงจะกลับไปเมือง ว่าแล้วก็ให้เถามวยเข้าตีทัพยงหลิม ทหารทั้งสองฝ่ายก็ทำการรบพุ่งชักอาวุธยิงเกาทัณฑ์รบกันเป็นตะลุมบอน

เปาซกแหยก็ให้เจเสียงกับเหลงอวบตีโอบขึ้นไปข้างซ้าย ให้ตังกวยแหยกับกองซุนฉิวตีโอบขึ้นไปข้างขวา เจ๋ฮวนก๋งกับเปาซกแหยก็ขับทหารยกหนุนขึ้นไปช่วยยงหลิม เจ้าเมืองฬ่อเห็นทหารเมืองเจ๋ตีกระหนาบเข้ามาทั้งสามด้านจึงให้เลียงจูกับซินเบงแบ่งทหารเป็นสองกอง รบทหารเมืองเจ๋ทั้งซ้ายขวา เถามวยขับเกวียนเข้ารบกับยงหลิม ทั้งสองว่องไวในเพลงอาวุธไม่เพลี่ยงพลํ้าแก่กัน ยงหลิมเข้าประอาวุธกับเถามวยได้สามสิบเพลง เห็นเถามวยมีกำลังกล้าแข็งจะเอาชัยชนะมิได้ ยงหลิมทำถอยเกวียนออกมาเป็นทีหนี เถามวยเห็นได้ทีขับเกวียนไล่ ทหารของยงหลิมยิงเกาทัณฑ์ถูกเถามวยถึงสองดอก ลูกเกาทัณฑ์ปักติดตัวเถามวย เถามวยชักลูกเกาทัณฑ์ออกได้ เจ็บปวดเป็นสาหัสก็ถอยเกวียนออกมา ทหารยงหลิมได้ทีไล่กระชั้นเข้าไป นายทหารปีกซ้ายขวาก็โอบหุ้มล้อมทัพเมืองฬ่อเข้าไว้ทั้งสี่ด้าน ต่างยิงเกาทัณฑ์เข้าไปถูกทหารเมืองฬ่อล้มตายป่วยเจ็บเป็นอันมาก เจ้าเมืองฬ่อตกอยู่ในที่ล้อมทหารเมืองเจ๋ยิ่งหนุนแน่นเข้ามาก็ตกใจขับเกวียนพาทหารฟันฝ่าทหารเมืองเจ๋ออกไป ทัพเมืองเจ๋ก็ไล่ฆ่าฟันทหารเมืองฬ่อล้มตายเรียงรายทางจนถึงค่ายก๋งจูกิว

กวนต๋งเห็นเสียทีด้วยทหารน้อยตัวนัก ก็ให้เจ้าเมืองฬ่อกับเตียวหุดพาก๋งจูกิวไปก่อน กวนต๋งก็คุมทหารออกจากค่ายรอรับไป เปาซกแหยจึงร้องประกาศแก่ทหารว่า ผู้ใดจับเจ้าเมืองฬ่อได้จะยกบ้านส่วยหมื่นหนึ่งเป็นรางวัล นายทหารเมืองเจ๋ได้ยินดังนั้นต่างคนจะเอาความชอบก็แยกกองแซงขึ้นไป จะสกัดจับเจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองฬ่อเห็นทหารเมืองเจ๋ไล่ติดตามมาเป็นอันมากก็ตกใจ โดดลงจากเกวียนใหญ่พาก๋งจูกิวขึ้นเกวียนน้อยขับหนี ทหารเมืองเจ๋ไล่กระชั้นเข้ามา กวนต๋งยิงเกาทัณฑ์ไปถูกทหารเมืองเจ๋ตายเป็นหลายคน ทหารเมืองเจ๋กลัวเกาทัณฑ์ไม่เข้าใกล้ ติดตามไปห่างๆ เปาซกแหยก็ให้จูเสียงหูกับตังกวยแหยกองซุนสิบผองเร่งตามจับตัวเจ้าเมืองฬ่อมาให้จงได้ นายทหารทั้งสามก็เร่งขับทหารตัดทางน้อย ก้าวสกัดจะให้ทันเจ้าเมืองฬ่อ เถามวยกับซินจูออกรบกับทหารเมืองเจ๋เป็นสามารถ ทหารเมืองเจ๋เอาเกาทัณฑ์ยิงซินจูตาย แล้วไล่ติดตามไป กวนต๋งเห็นจะมิพ้นจึงร้องสั่งทหารให้ทิ้งเกวียนและสิ่งของเสียเร่งหนีเอาตัวรอด ทหารทั้งปวงก็ทำตามสั่ง ทหารเมืองเจ๋ซึ่งติดตามมาก็เก็บเอาสิ่งของม้าและเกวียนช้าลง กวนต๋งกับเจ้าเมืองฬ่อก็ขับทหารหนีออกพ้นแดนเมืองเจ๋ไปเมืองฬ่อ

เปาซกแหยกับเจ๋ฮวนก๋งก็ยกทัพติดตามเข้าถึงแดนเมืองฬ่อเป็นเทศกาลข้าวสาลีออกรวง ก็ให้ทหารเกี่ยวข้าวสาลีบรรทุกเกวียนเข้าไปทั้งค่ายพักอยู่ในด่านชานเมืองฬ่อ แล้วแต่งหนังสือฉบับหนึ่งว่า ให้เจ้าเมืองฬ่อตัดศีรษะกวนต๋งกับก๋งจูกิวเตียวหุดส่งมาให้แก่เจ๋ฮวนก๋ง ถ้ามิส่งมาจะยกทหารเข้าหักเอาเมืองฬ่อฆ่าเสียให้สิ้นทั้งเมือง แต่งหนังสือแล้วเข้าผนึกส่งให้กองซุนสิบผองถือไปเมืองฬ่อ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ