๗๙

ฝ่ายเจ้าเมืองเจ๋รู้ว่าเจ้าเมืองฬ่อได้อาจารย์ของจูไว้บำรุงอาณาประชาราษฎร์อยู่เย็นเป็นสุขไม่มีอันตราย ก็คิดวิตกว่านานไปเจ้าเมืองฬ่อจะคิดการกำเริบ ยกกองทัพมารบเอาเมืองเราให้ได้ความเดือดร้อนเป็นมั่นคง พอมีผู้มาบอกว่าวันเอ๋งขุนนางผู้ใหญ่อันร่วมคิดเป็นที่รักตาย ก็ร้องไห้แล้วคิดวิตกว่าครั้งนี้ไม่มีผู้ใดจะเป็นที่ปรึกษาสิทธิ์ขาด วันหนึ่งจึงให้หาขุนนางทั้งปวงมาว่า เราจะคิดประการใดจึงจะตัดทางข้าศึกมิให้มาทำร้ายบ้านเมืองเราได้ ไตหูได้ฟังจึงว่าถ้าจะคิดแต่มิให้เจ้าเมืองฬ่อมาทำร้ายนั้นไม่ยากนัก ด้วยทุกวันนี้เมืองฬ่อจะบริบูรณ์ขึ้นก็เพราะอาจารย์ของจูช่วยทำนุบำรุงสั่งสอน ขุนนางจึงค่อยราบคาบปกติกัน ถ้าเราคิดกำจัดของจูให้ไปจากเมืองฬ่อได้แล้ว เห็นเจ้าเมืองฬ่อจะหย่อนกำลังลง เจ้าเมืองเจ๋จึงถามว่า ท่านจะคิดประการใดจึงจะกำจัดอาจารย์ของจูได้ ไตหูจึงตอบว่าข้าพเจ้าคิดเห็นว่าเจ้าเมืองฬ่อคนนี้เป็นเด็กหนุ่มกำดัดยินดีในการเล่น ถ้าเราจัดหญิงสาวรูปงามสักเจ็ดสิบแปดสิบคนมาหัดให้ร้องรำทำมโหรีกับม้าที่มีฝีเท้าผูกเครื่องอย่างดีสักร้อยเศษ ให้ขุนนางถือหนังสือคุมไปให้เจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองฬ่อก็จะดีใจด้วยได้ผู้หญิงและม้าก็จะพาทหารขี่เที่ยวเล่น กับจะหลงอยู่ด้วยผู้หญิงและร้องรำประโลม ที่ไหนจะคิดอ่านจัดแจงทแกล้วทหารทำการศึกมารบกับเรา ถึงว่าอาจารย์ของจูเห็นจะสั่งสอนสักเท่าใด เมื่อหลงแล้วที่ไหนจะฟังถ้อยคำ อาจารย์ของจูจะมีความน้อยใจไม่อยู่สั่งสอนเจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองฬ่อก็จะกำเริบไปเหมือนแต่ก่อน

เจ้าเมืองเจ๋ได้ฟังดังนั้นก็ยินดี จึงสั่งเจ้าพนักงานเร่งจัดผู้หญิงและม้าตามถ้อยคำไตหูว่า แล้วให้แต่งหนังสือเป็นใจความว่า เจ๋เก๋งก๋งคิดถึงเตงก๋งเจ้าเมืองฬ่อ ด้วยแต่ก่อนนั้นเบาความเชื่อฟังคนยุยงไปทำร้ายท่าน ต่อวันเอ๋งห้ามเราทั้งสองเมืองจึงได้มาสมัครสมานเป็นไมตรีกัน บัดนี้จัดให้ผู้หญิงสาวรูปงามรู้ขับรำดีดกระจับปี่สีซอแปดสิบคน กับม้าฝีเท้าผูกเครื่องแต่งครบตัวร้อยยี่สิบม้ามาให้ท่าน แล้วก็ให้ขุนนางคนสนิทถือหนังสือคุมม้ากับหญิงไป ผู้ถือหนังสือมาถึงเมืองฬ่อจึงหยุดม้ากับหญิงไว้ที่สำนักนอกประตูเมือง ให้หญิงซักซ้อมดีดสีขับร้องไว้ ตัวนั้นทำหนังสือไปบอกแก่ขุนนางให้พาเข้าไปคำนับเจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองฬ่อแจ้งความในหนังสือมิได้ว่าประการใด สั่งให้หากุยสูเข้ามาปรึกษา ทหารรับคำเจ้าเมืองฬ่อแล้วไปหากุยสู กุยสูแจ้งความดังนั้นก็ยังไม่เข้าไปหาเจ้าเมืองฬ่อ คิดจะไปให้เห็นหญิงกับม้าเสียก่อน ฬ่อเตงก๋งครั้นไม่เห็นกุยสูมา ก็สั่งให้ขุนนางเจ้าพนักงานพาผู้ถือหนังสือไปพักอยู่กงก๊วน

ฝ่ายกุยสูครั้นเพลาคํ่าจึงแต่งตัวเป็นไพร่ลอบออกไปดู เห็นหญิงชาวเมืองเจ๋แต่ละคนรูปร่างงามต่างกัน แล้วขับรำทำเพลงรู้ดีดกระจับปี่สีซอสันทัดเป็นที่ชอบใจให้เพลิดเพลิน ครั้นกลับมาบ้านก็คิดวิตกจะใคร่ได้จนนอนหลับก็ฝันเห็นว่าหญิงนั้นมาขับรำอยู่ แต่หลงรักเวียนไปดูถึงสองวันสามวัน

ฝ่ายเจ้าเมืองฬ่อรู้ว่ากุยสูได้เห็นหญิงชาวเมืองเจ๋ก็ลุ่มหลงไป จึงคิดว่ารูปร่างเป็นอย่างไรกุยสูจึงมีความรักใคร่ดังนี้ เราจะไปดูเล่นบ้าง คํ่าลงก็แต่งตัวปลอมไปกับทหาร เห็นหญิงชาวเมืองเจ๋รูปทรงแต่ละคนล้วนงามๆ ต้องใจ คิดรักจนหลงตะลึงแลดูอยู่จนดึก ครั้นกลับเข้ามาที่อยู่เข้านอนหลับลงก็ฝันเห็นว่า นางทั้งนั้นเข้ามาขับรำทำเพลงกระจับปี่สีซออยู่ริมที่นอน ตื่นขึ้นก็คิดวิตกจะใคร่ได้นางเหล่านั้นเข้ามาไว้ จึงสั่งให้หากุยสูเข้ามาบอกว่าเจ้าเมืองเจ๋ให้หนังสือมา แล้วส่งหนังสือให้กุยสู กุยสูอ่านดูรู้ในหนังสือดังนั้นจึงว่ากับเตงก๋งว่า เจ้าเมืองเจ๋คิดถึงทางไมตรีจึงให้ของทั้งนี้มาควรแล้วที่ท่านจะรับไว้ เตงก๋งได้ฟังดังนั้นจึงสั่งให้หาผู้ถือหนังสือแล้วให้รับนางกับม้าเข้าไป จึงว่ากับผู้ถือหนังสือว่า ขอบใจเจ๋เก๋งก๋งรักเราโดยสุจริต จัดแจงม้ากับนางมาให้เรานี้ก็ขอบใจเจ้าเมืองเจ๋นัก จึงให้เงินผู้ถือหนังสือร้อยตำลึง แล้วให้แต่งหนังสือขอบใจไป แล้วคิดวิตกว่าแม้นเราจะรับหญิงอันเป็นที่ต้องใจไว้แต่ผู้เดียว กุยสูก็จะน้อยใจติเตียนว่าเราเป็นคนโลภ จำจะให้กุยสูบ้างจึงจะชอบ จึงแบ่งหญิงให้กุยสูสามสิบคน กุยสูครั้นได้หญิงก็ยินดีคำนับเจ้าเมืองแล้วก็พาหญิงไปบ้าน ให้ขับรำทำเพลงสีซอเพลิดเพลิน ไม่มาหาเจ้าเมืองเป็นหลายวัน เตงก๋งตั้งแต่ได้หญิงชาวเมืองเจ๋ก็เพลิดเพลินไปด้วยหญิงมโหรีขับร้องทุกเพลามิได้ออกว่าราชการบ้านเมือง

ฝ่ายของจูรู้เหตุแล้วคิดวิตกก็ทอดใจใหญ่ว่า เตงก๋งกับกุยสูได้หญิงชาวเมืองเจ๋ขับรำลุ่มหลงไปไม่เอาใจใส่ราชการ จูฟ้อลูกศิษย์ได้ยินดังนั้นจึงว่ากับของจูว่า เมื่อเตงก๋งเป็นไปดังนี้อาจารย์จะสั่งสอนสืบไปประการใดเล่า ของจูก็ว่าเราจะดูท่วงทีก่อน ถ้าถึงเทศกาลจุดโคมเซ่นผี เตงก๋งออกมาทำตามอย่างธรรมเนียม เราก็จะได้พูดจาสั่งสอน ถ้าไม่ออกมาให้สั่งสอนเราก็จะไปเสียจากเมืองนี้ ครั้นถึงวันเทศกาลเซ่นผีจุดโคม เจ้าพนักงานก็ตระเตรียมสิ่งของพร้อมแล้วเข้าคำนับเตงก๋ง เตงก๋งก็ให้ไปบอกกุยสูให้ออกไปแทน กุยสูก็สั่งให้แต่งขุนนางผู้น้อยนั้นมา ครั้นจุดโคมเซ่นผีเสร็จแล้ว ต่างคนก็เก็บสิ่งของนั้นไป อาจารย์ของจูมานั่งคอยเตงก๋งอยู่จนสิ้นเวลาก็ไม่เห็นออกมาจึงว่ากับจูฟ้อเยียมอิวว่า เตงก๋งทิ้งอย่างธรรมเนียมเสียหาทำดังก่อนไม่ เห็นเราจะอยู่สั่งสอนสืบไปไม่ได้แล้วเราจะไปเสียจากเมืองนี้เถิด จูฟ้อกับเยียมอิวได้ยินอาจารย์ว่าดังนั้นจึงว่า ถึงตัวข้าพเจ้าก็ไม่ยอมอยู่ทำราชการจะไปตามปฏิบัติท่าน ของจูได้ฟังดังนั้นก็พาสานุศิษย์ออกจากเมืองฬ่อจะไปเมืองโอย

ฝ่ายเจ้าเมืองโอยรู้ข่าวว่าอาจารย์ของจูไม่อยู่เมืองฬ่อจะมาอยู่ด้วยก็ยินดี จึงให้ทหารคุมเกวียนไปคอยรับแต่กลางทาง ฝ่ายอาจารย์ของจูเดินมาถึงบ้านของอิบก็หยุดอยู่ ฝ่ายชาวบ้านทั้งปวงเห็นอาจารย์ของจูรูปทรงเหมือนเอียงฮอ เข้าใจว่าเอียงฮอที่เป็นคู่พยาบาทกับชาวบ้านนั้น ต่างคนต่างโกรธก็ช่วยกันถืออาวุธมาล้อมจะจับตัวฆ่าเสีย จูฟ้อเห็นดังนั้นก็คิดขัดใจจึงคำนับอาจารย์แล้วว่า ชาวบ้านพวกนี้องอาจจะทำร้ายท่าน ข้าพเจ้าจะขอต่อสู้ฆ่าคนพวกนี้เสียให้สิ้น อาจารย์จึงห้ามว่าอย่าทำวุ่นวาย เขากับเรามิใช่เป็นคนคู่วิวาท ประเดี๋ยวนี้เขาก็จะกลับไปแล้วอาจารย์ก็หยิบเอากระจับปี่มาดีดลองเล่น

ขณะนั้นพอพวกทหารเมืองโอยซึ่งมารับอาจารย์ของจูเห็นชาวบ้านล้อมอาจารย์ของจูไว้ดังนั้นก็รีบมาใกล้แล้วร้องว่า ชาวบ้านทั้งปวงอย่าทำอันตรายอาจารย์ของจู ชาวบ้านได้ยินทหารร้องเรียกอาจารย์ของจูก็ตกใจ รู้ว่าไม่ใช่เอียงฮอต่างคนก็ทิ้งเครื่องศัสตราวุธเสีย เข้าไปคำนับอาจารย์อ้อนวอนขอขมาโทษว่า ข้าพเจ้าไม่รู้จักท่าน เห็นรูปทรงคล้ายเอียงฮอซึ่งเป็นคนผิดกันแต่ก่อนจึงจะทำร้ายท่าน ท่านอย่าน้อยใจข้าพเจ้าเลย ของจูหัวเราะแล้วว่าเราไม่ถือโทษท่านดอกอย่าวิตกเลย พวกทหารเมืองโอยครั้นมาถึงอาจารย์จึงคำนับแล้วแจ้งความว่า โอยเซียงก๋งคิดวิตกถึงท่านนัก ให้ข้าพเจ้ามาเชิญท่านไปเมืองโอย อาจารย์แจ้งความแล้วยินดีจึงพาสานุศิษย์ขึ้นเกวียนมากับทหารทั้งปวง

ฝ่ายเซียงก๋งเจ้าเมืองโอยรู้ว่าอาจารย์ของจูมาถึงก็ยินดี จึงพาขุนนางออกไปรับถึงประตูเมือง แล้วพาเข้ามาถึงที่ว่าราชการ เชิญให้อาจารย์นั่งเป็นสุขในที่สมควรก็พูดจาปราศรัยต่างๆ แล้วว่า ข้าพเจ้าตั้งใจจะเป็นสานุศิษย์เรียนความรู้ท่านให้ชำนิชำนาญในการกลศึกต่างๆ ของจูได้ฟังดังนั้นยิ้มแล้วจึงตอบว่า ข้าพเจ้าได้เรียนรู้แต่การที่จะสั่งสอนคนทั้งปวงให้สัตย์ซื่อสุจริต อันการกลศึกเหมือนท่านว่านี้ไม่ได้เรียน หารู้ที่จะสั่งสอนได้ไม่ เซียงก๋งได้ฟังก็คิดน้อยใจมิได้ตอบคำลุกเดินไปที่อยู่ ของจูเห็นเจ้าเมืองโอยโกรธก็ออกมาอาศัยพักอยู่ที่บ้านไตหูสองสามวัน ก็รู้ว่าไตหูเป็นคนเจ้าชู้หลงไปด้วยผู้หญิงไม่เอาใจใส่กิจการเหมือนกับเจ้าเมืองฬ่อ คิดจะไปอาศัยเมืองซอง รู้ว่าเจ้าเมืองซองนั้นไม่สุจริต ข้างเมืองจิ้นเล่าขุนนางก็ไม่ปกติเกิดความวิวาทรบกัน ขณะนั้นพอเจ้าเมืองโอยป่วยตาย ซุดก๋งผู้บุตรได้เป็นเจ้าเมืองแล้ว บุตรซุดก๋งซ่องสุมทหารจะชิงสมบัติบิดาจนขุนนางห้ามปรามจึงสงบ อาจารย์ของจูคิดเห็นว่าจะอยู่ช้าในเมืองนี้ไม่ได้ ก็พากันไปอาศัยอยู่เมืองติน

ฝ่ายฌ้อเจียวอ๋องรู้ว่าอาจารย์ของจูออกจากเมืองฬ่อ เที่ยวมาเป็นหลายเมือง บัดนี้มาอยู่เมืองติน จะใคร่ได้อาจารย์มาไว้เป็นที่ปรึกษาสั่งสอน จึงให้ขุนนางที่มีอัชฌาสัยเป็นคนเคยไปเมืองติน ให้ว่ากล่าวเชิญอาจารย์มา ขุนนางรับคำฌ้อเจียวอ๋องแล้วออกมาพาพรรคพวกไป ฝ่ายไตหูเมืองตินรู้ว่าเจ้าเมืองฌ้อให้ขุนนางมารับอาจารย์ จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า แม้นเราจะปล่อยให้อาจารย์ของจูไปเมืองฌ้อ ก็จะไปสั่งสอนเจ้าเมืองฌ้อให้รู้กลอุบายต่างๆ แล้วเจ้าเมืองฌ้อก็จะกำเริบ แต่งกองทัพมาตีเมืองเราทั้งปวงให้ได้ความเดือดร้อนเป็นมั่นคง เราจะละให้อาจารย์ไปมิได้ ก็ชวนกันพาทหารถือเครื่องอาวุธมาล้อมที่อยู่อาจารย์ของจูไว้

ฝ่ายของจูเห็นดังนั้นก็มิได้ว่าประการใด นั่งนิ่งอดอาหารอยู่ ในขณะนั้นจึงบังเกิดทหารขึ้นคนหนึ่ง รูปทรงผิดประหลาดสูงห้าศอกเศษ ใส่เสื้อเกราะถืออาวุธเดินตรงเข้ามาใกล้แล้วร้องตวาด ฝ่ายจูฟ้อซึ่งเป็นสานุศิษย์เห็นดังนั้นก็โกรธนัก จึงออกไปต่อสู้กับคนผู้นั้นเป็นสามารถ แต่กำลังจูฟ้อนั้นน้อยยังไม่ชนะ ต่อได้ยินอาจารย์บอกอุบายให้จับที่ต้นแขนจูฟ้อจึงได้สติทำตาม ผู้นั้นก็พ่ายแพ้ล้มลงกลายเป็นปลาตายอยู่ พวกสานุศิษย์เห็นเป็นอัศจรรย์ใจจึงว่าเหตุใดจึงกลับเป็นไปดังนี้ประหลาดนัก ชะรอยเทพยดารู้ว่าอาจารย์กับเราอดอาหารแกล้งจะให้ได้กิน ก็เอาปลานั้นไปต้มแกงใส่โต๊ะยกมาให้อาจารย์ ไตหูกับขุนนางที่มาล้อมเห็นเหตุดังนั้นจึงปรึกษากันว่าเราล้อมอาจารย์ไว้หวังจะให้อดอยากไม่ให้ไปไหนได้ บัดนี้อาจารย์กลับได้ปลาต้มแกงกินโต๊ะเล่นสบายอยู่ อันอาจารย์นี้มีวิชาและวาสนามาก ซึ่งจะทำให้เคืองใจท่านนักไม่ได้ แล้วชวนกันกลับไปเสีย

ฝ่ายขุนนางเมืองฌ้อมาถึงเมืองตินก็สืบเสาะพบอาจารย์จึงเข้าไปคำนับแจ้งความว่า ฌ้อเจียวอ๋องทราบข่าวว่าท่านไม่อยู่เมืองฬ่อแล้วเที่ยวมาอาศัยอยู่เมืองนี้ ฌ้อเจียวอ๋องคิดวิตกถึงท่านนัก จึงให้ข้าพเจ้าคุมเกวียนมาเชิญท่านไปเมืองฌ้อ ข้าพเจ้าจะได้อุปถัมภ์ท่านให้เป็นสุข ของจูแจ้งความดังนั้นจึงตอบว่า ซึ่งฌ้อเจียวอ๋องวิตกถึงเรานั้นก็ขอบใจแล้วเราก็จะไปด้วยท่าน ขุนนางนั้นก็ดีใจจึงให้เลื่อนเกวียนเข้ามาใกล้เชิญอาจารย์ขึ้นเกวียน แล้วก็ให้ทหารแห่ห้อมพาไปจนถึงเมืองฌ้อ ฝ่ายฌ้อเจียวอ๋องรู้ว่าอาจารย์ของจูมาถึงก็ยินดี ให้ขุนนางออกไปรับเชิญเข้ามาเมือง แล้วจึงสั่งให้จัดตึกให้อยู่ตามสมควรแล้วยกบ้านตำบลหนึ่งให้เป็นส่วยขึ้นกับของจู

ฝ่ายเลงอินจือชาย ซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่รู้ความก็เข้ามาคำนับฌ้อเจียวอ๋องแล้วจึงแจ้งความว่า ครั้งแผ่นดินห้องสินนั้นพระเจ้าติวอ๋องตั้งให้กีเซียงเป็นเจ้าเมืองไซกี ครั้นนานมากีเซียงคิดจะตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ก็ซ่องสุมทแกล้วทหารได้เป็นอันมาก เที่ยวตีหัวเมืองเล็กน้อยได้เป็นหลายเมืองแล้วก็ยกไปตีเมืองหลวง พระเจ้าบูอ๋องผู้เป็นบุตรกีเซียงจึงได้เป็นกษัตริย์ลำดับกันสืบมา บัดนี้ท่านจะมานับถือของจูยกบ้านเมืองให้เป็นส่วยขึ้นนั้น ของจูเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่มีสานุศิษย์เป็นอันมาก ครั้นได้บ้านส่วยเป็นกำลังขึ้นแล้ว นานไปก็จะเกลี้ยกล่อมซ่องสุมชุบเลี้ยงทหารขึ้นคิดเข้าตีเอาเมืองเรา ขอท่านจงตรึกตรองดูก่อน ฌ้อเจียวอ๋องได้ฟังก็เห็นชอบด้วย จึงห้ามขุนนางเสียมิให้ไปจัดบ้านส่วยให้ของจู ของจูครั้นแจ้งความดังนั้นก็น้อยใจว่าฌ้อเจียวอ๋องพูดจาไม่ยั่งยืน เชื่อฟังแต่เลงอินจือชายทัดทาน เราจะอยู่กับเจ้าเมืองฌ้อสืบต่อไปไม่ได้ ก็พาสานุศิษย์กลับไปเมืองโอย

ฝ่ายโอยซุดก๋งแจ้งว่าอาจารย์ของจูกลับมาก็ดีใจ จึงให้รับเข้ามานั่งที่สมควรแล้วว่า อาจารย์อย่าเที่ยวไปให้ลำบากเลย เราจะตั้งให้ท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่จะได้เป็นที่ปรึกษาหารือ ของจูจึงตอบว่า ข้าพเจ้าเรียนรู้ไว้สำหรับแต่จะสั่งสอนศิษย์พอรู้ว่าชอบและผิด อันราชการในตำแหน่งขุนนางนั้นหาพอใจไม่ แล้วก็มีธุระจะขอลาท่านไปเมืองฬ่อก่อน จะให้แต่จูฟ้อจูอิวไว้ทำราชการกับท่าน ซุดก๋งได้ยินอาจารย์ว่าไม่ยอมอยู่ ครั้นจะอ้อนวอนต่อไปก็กลัวจะเคืองใจจึงชวนพูดแต่โดยดี รุ่งขึ้นอาจารย์ของจูก็เข้าไปลาเจ้าเมืองโอย ครั้นมาถึงเมืองฬ่อก็หยุดพักอยู่แต่นอกเมือง

ฝ่ายกุยก๋งบุตรกุยลูซึ่งเป็นแทนที่บิดา แจ้งว่าของจูมาก็ยินดีจึงออกไปคำนับแล้วว่า ข้าพเจ้าแจ้งความว่าจูฟ้อกับจูอิวนั้นท่านให้ไว้เป็นขุนนางเมืองโอย ข้าพเจ้าจะขอจูของกับเยียมอิวศิษย์ของท่านทั้งสองไว้เป็นขุนนางช่วยราชการข้าพเจ้าบ้าง ครั้นอาจารย์ของจูยอมให้ก็ยินดี แล้วก็พาจูของกับเยียมอิวกลับเข้าไปเมืองฬ่อ แล้วตั้งให้เป็นที่ขุนนางในตำแหน่งตัว ฝ่ายอาจารย์ของจูก็ออกจากแดนเมืองฬ่อ เที่ยวสั่งสอนสานุศิษย์ต่อๆ ไป

ฝ่ายหงออ๋องตั้งแต่มีชัยเมืองฌ้อ บรรดาหัวเมืองทั้งปวงก็สรรเสริญว่ามีฝีมือกล้าแข็ง หงออ๋องคิดกำเริบใจสั่งให้ทำบ้านเมืองให้ทำเก๋งอย่างดีขึ้นไว้กลางเมืองแห่งหนึ่งบนยอดเขา ครั้นถึงฤดูร้อนก็พาหญิงออกไปอยู่ที่เก๋งบนเขา เทศกาลหนาวนั้นพากันเข้ามาอยู่ในเก๋งใหญ่กลางเมือง วันหนึ่งหงออ๋องคิดแค้นเจ้าเมืองอวดว่าครั้งฮูไคคิดขบถเจ้าเมืองอวดเป็นใจยกมาช่วย จะยกทัพไปตีเมืองอวดบ้าง จึงคิดหาเหตุก็ยังไม่ได้ท่วงที พอแจ้งความว่าเจ้าเมืองเจ๋แต่งให้ขุนนางคุมของไปคำนับเป็นไมตรีกับเจ้าเมืองฌ้อ จึงปรึกษาหงอจูสู่ว่า เมืองเจ๋เคยไปมานับถือเรา บัดนี้ไปผูกรักกับเมืองฌ้อ นานไปเมืองเจ๋ก็จะมีกำลังกำเริบขึ้น จำจะไปตีเมืองเจ๋เสียก่อน หงอจูสู่จึงว่า ซึ่งท่านจะไปตีเมืองเจ๋นั้น ข้าพเจ้าเห็นไม่ได้โดยสะดวก ด้วยเมืองเจ๋ไปเป็นมิตรกับเมืองฌ้อ เมืองฌ้อเล่าก็มีใจเจ็บแค้นเราอยู่ ถ้ารู้ว่าเราไปกระทำกับเมืองเจ๋เมื่อใด ก็จะยกทหารรีบมาเป็นทัพกระหนาบ เห็นจะเหลือกำลังทหารเราจะต่อสู้มิได้ ขอท่านจงตรึกตรองดูให้ดี ข้าพเจ้าคิดจะใคร่ลองใจเจ้าเมืองเจ๋ ให้ขุนนางไปขอลูกสาวให้แก่บุตรของท่าน ถ้าเจ้าเมืองเจ๋คิดถึงไมตรีท่านก็จะให้ลูกสาวมาโดยดี ถ้าไม่ให้ก็เห็นว่าเจ้าเมืองเจ๋ตัดทางไมตรีท่านเด็ดขาด นานไปเราก็จะได้ว่ากล่าวถนัด ถึงจะเกณฑ์กองทัพไปตีเมืองเจ๋ก็ควร

หงออ๋องได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงให้อ๋องสูฬ้อถือหนังสือฉบับหนึ่งเป็นใจความว่า ก๋งจูโผบุตรเราหาภรรยาไม่ จะขอนางเจ๋เกียงบุตรีท่านมาเป็นภรรยาบุตรเรา เมืองทั้งสองจะได้เป็นทางไมตรีสืบตระกูลวงศ์กันต่อไป อ๋องสูฬ้อได้หนังสือแล้วก็คำนับลาเจ้าเมืองหงอไปถึงเมืองเจ๋ จึงเข้าหาขุนนางให้นำเข้าไปแจ้งความแก่เจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋แจ้งความแล้วรับหนังสือมาอ่านดู รู้ในเรื่องความดังนั้นจึงคิดรำพึงว่าหนังสือเจ้าเมืองหงอมาครั้งนี้ไม่รู้ที่จะทำประการใด ด้วยขุนนางผู้ใหญ่ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษามาแต่ก่อนก็ตายสิ้น ตัวเราเล่าก็ชราหลงลืมไปแล้ว ทั้งบ้านเมืองและทหารก็ร่วงโรยน้อยตัวลง ครั้นจะไม่ให้บุตรีบัดนี้ก็จะขาดทางไมตรีเป็นที่ขัดเคืองจะเกิดการศึกสงครามต่อไป คิดแล้วก็ทอดใจใหญ่มิได้ว่าประการใด

ฝ่ายเกบีไตหูนั่งอยู่ที่นั่นรู้เรื่องความเมืองหงอดังนั้น แล้วแลดูเจ้าเมืองเห็นไม่สู้สบาย จึงเข้าไปใกล้แล้วกระซิบว่า ซึ่งเจ้าเมืองให้หนังสือมาครั้งนี้ก็เป็นทางไมตรี ควรที่ท่านจะให้บุตรีแก่เจ้าเมืองหงอจึงจะชอบ เจ๋อ๋องได้ฟังก็เห็นด้วย จึงว่าแก่ขุนนางเมืองหงอว่า ท่านจงไปบอกเจ้าเมืองหงอว่า ซึ่งจะขอบุตรีเราไปเป็นสะใภ้นั้น เราก็ไม่ขัดจะยอมยกให้จะได้เป็นทางไมตรีกันสืบไป อ๋องสูฬ้อผู้ถือหนังสือได้แจ้งความดังนั้นแล้วก็คำนับลาเจ้าเมืองเจ๋กลับมาถึงเมืองหงอ แล้วแจ้งความแก่เจ้าเมืองหงอทุกประการ

หงออ๋องแจ้งความก็ยินดี จึงให้จัดแจงสิ่งของคำนับตามธรรมเนียมพร้อมแล้ว มอบให้อ๋องสูฟ้อกับขุนนางนอกนั้นเป็นหลายนายคุมไปถึงเมืองเจ๋แล้วส่งสิ่งของทั้งนั้นเข้าไปให้แก่เจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋จึงให้แต่งนางเจ๋เกียงผู้บุตรีกับสิ่งของผู้คนเป็นอันมาก ให้ไตหูเปาสีซึ่งเป็นผู้ใหญ่ไปฝากฝังแก่เจ้าเมืองหงอด้วย แล้วก็พาบุตรีมาขึ้นเกวียน ให้ผูกม่านและมู่ลี่ปิดป้องกำบังให้ทหารแห่ห้อมมา ไตหูเปาสีก็คำนับลาเจ้าเมืองเจ๋ พานางเจ๋เกียงไปกับขุนนางเมืองหงอ ครั้นถึงเมืองหงอแล้วก็บอกให้ขุนนางเจ้าพนักงานส่งนางเจ๋เกียงเข้าไปให้แก่เจ้าเมืองหงอ เจ้าเมืองหงอเห็นนางเจ๋เกียงมาก็ยินดี พอวันฤกษ์ก็แต่งการมอบนางเจ๋เกียงให้เป็นภรรยาไทจูโผ

นางเจ๋เกียงตั้งแต่อยู่กินกับไทจูโผผู้ผัวก็ไม่เป็นปกติ คิดถึงบิดามารดาร้องไห้ไม่เป็นอันที่จะกินนอน จนร่างกายซูบผอมก็เกิดโรคป่วยลง หงออ๋องรู้ว่าบุตรีสะใภ้ป่วยไข้ คิดจะใคร่ให้สบายใจจึงให้ทำเก๋งแห่งหนึ่งแล้วก็ให้ไทจูโผพานางเจ๋เกียงไปอยู่หวังจะให้เป็นสุขบรรเทาโรค เมื่อนางเจ๋เกียงไปอยู่ที่เก๋งใหม่นั้นก็ไม่สบาย ด้วยผิดประเทศถิ่นฐาน ทั้งไม่เห็นบ้านเมืองที่เคยอยู่กินโรคนั้นก็กำเริบหนักขึ้นทุกวัน เห็นว่าตัวจะไม่รอดชีวิตแล้วจึงสั่งไทจูโผผู้ผัวว่า ถ้าข้าพเจ้าตายจงเอาศพไปฝังไว้บนยอดเขาลีสันพอข้าพเจ้าได้แลไปเห็นบ้านเมืองบิดามารดาเถิด ครั้นสั่งดังนั้นสักหน่อยหนึ่งนางก็ขาดใจตาย

ไทจูโผเห็นภรรยาตายก็ร้องไห้โศกเศร้าอาลัยนัก จึงเอาศพใส่หีบไปฝังไว้บนยอดเขา อยู่มาไทจูโผก็เกิดโรคกำเริบหนักขึ้นจนตาย หงออ๋องแต่งการศพฝังไว้ตามตำแหน่ง วันหนึ่งจึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า ไทจูโผบุตรของเราหาบุญไม่แล้ว เราจำจะตั้งไทจูใหม่ ฝ่ายฮูเฉรู้ความดังนั้นคิดจะใคร่เป็นที่ไทจูแทนบิดา จึงไปหาหงอจูสู่คำนับแล้วว่า ท่านจงเอ็นดูข้าพเจ้าเห็นแก่บิดาข้าพเจ้าช่วยว่ากล่าวเสนอกับหงออ๋อง ให้ตั้งข้าพเจ้าเป็นที่ไทจูแทนบิดาเถิด ข้าพเจ้าจะคิดถึงคุณท่านมิได้ลืมเลย หงอจูสู่จึงตอบว่า บิดาท่านกับเราก็เป็นที่รักใคร่กัน เราจะช่วยธุระทำนุบำรุงท่านสืบไปอย่าวิตกเลย ฮูเฉได้ฟังดังนั้นก็ยินดีจึงคำนับลาหงอจูสู่มาที่อยู่ รุ่งขึ้นหงออ๋องจึงให้หาหงอจูสู่มาปรึกษาว่าท่านเห็นลูกหลานเราคนใดจะเป็นที่ไทจูบ้าง หงอจูสู่จึงว่า ข้าพเจ้าเห็นแต่ฮูเฉเป็นคนมีสติปัญญาหลักแหลมพอจะเป็นที่แทนไทจูได้ หงออ๋องจึงว่าซึ่งท่านว่านั้นเราก็เห็นด้วย แต่ว่าฮูเฉนั้นยังอ่อนศักดิ์อยู่หารู้การงานรอบคอบหนักเบาไม่ ถ้าท่านว่าจะได้ราชการแล้วเราก็จะตั้งขึ้นแต่ให้ท่านช่วยเอาใจใส่สั่งสอนด้วย แล้วหงออ๋องก็ให้หาฮูเฉมา ครั้นเพลาฤกษ์ดีก็จารึกชื่อตั้งฮูเฉเป็นที่ไทจู

ขณะนั้นพระเจ้าจิวเค่งอ๋องเสวยราชสมบัติในเมืองตังจิวได้ยี่สิบปี ฝ่ายหงออ๋องรู้ว่าเจ้าเมืองอวดตาย เกาเจียนผู้บุตรได้เป็นเจ้าเมือง ก็คิดว่าครั้งนี้สมคะเนเราแล้ว เราจะยกกองทัพไปตีเอาเมืองอวด จึงสั่งขุนนางให้เกณฑ์กองทัพ ฝ่ายหงอจูสู่แจ้งความก็เข้ามาคำนับแล้วว่า ซึ่งท่านจะยกไปตีเมืองอวดนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าเจ้าเมืองอวดพึ่งตายยังหาได้จัดแจงการศพไม่ แม้นท่านจะรีบยกทัพไปกระทำโดยด่วนก็จะเป็นที่ครหานินทาได้ ข้าพเจ้าคิดว่าจะให้ท่านงดอยู่ก่อน ต่อเขาฝังศพเสร็จแล้วเข้าปีใหม่จึงค่อยยกทัพไปจึงจะดี หงออ๋องจึงตอบว่าซึ่งท่านทัดทานนั้นไม่ชอบ ด้วยวิสัยการศึกได้ทีแล้วจะเอาแต่ชนะเป็นประมาณ แล้วหงออ๋องก็ให้เป๊กพีกับอังสู จวนเงสามนายเร่งจัดทหารม้าและเกวียนทหารเดินเท้าให้ได้ครบสามหมื่นกับเครื่องศัสตราวุธต่างๆ พร้อมแล้วหงออ๋องก็ยกทัพออกประตูเมืองทิศใต้ ไปใกล้เมืองอวดแล้วก็ให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้

ฝ่ายเกาเจียนแจ้งความดังนั้นก็เกณฑ์กองทัพ ตั้งเลงก๋อหู่เป็นนายกองหน้า มูอีสูกับซิวหมูเป็นปีกซ้ายขวาคุมทหารสามหมื่นเศษ แล้วเกาเจียนก็ยกทหารออกจากเมืองมาตั้งค่ายอยู่ใกล้ค่ายหงออ๋องทางสิบลี้เป็นร้อยห้าสิบเส้น แล้วก็ปรึกษาขุนนางว่า ทหารเมืองหงอนี้แต่ล้วนแต่ชำนาญการศึกสงคราม ทั้งสติปัญญาก็หลักแหลม เราจงช่วยกันจัดทหารที่มีฝีมือออกหักเอาโดยเร็วก่อนอย่าให้ทันตั้งตัวได้ ครั้นขุนนางเห็นด้วยแล้วก็ให้ยกทัพออกตีค่ายเมืองหงอ หงออ๋องเห็นดังนั้นก็เกณฑ์ทหารออกต่อสู้ แต่เกาเจียนให้ทหารตีค่ายเมืองหงอถึงสามครั้งก็ไม่แตก ทหารเมืองอวดเจ็บป่วยล้มตายเป็นอันมาก

จุยสิวจึงว่ากับเกาเจียนว่า ซึ่งท่านจะทำการหักหาญโดยด่วนดังนี้ ข้าพเจ้าเห็นหาชนะเจ้าเมืองหงอไม่ ด้วยทหารเมืองหงอชำนาญในการศึกนัก ถ้าท่านให้ไปถอนคนโทษที่จำไว้มาสักสามสี่ร้อย แต่งเป็นกองโจรลอบไปจู่โจมจับตัวหงออ๋องฆ่าเสียให้ได้ก่อน ถึงทหารทั้งปวงจะดีอย่างไร แม้นแม่ทัพเสียแล้วก็คงจะแตกสิ้น เจ้าเมืองอวดได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงให้ไปถอดคนโทษที่ในเมืองออกมาได้สามร้อย ให้จูซิวเท้งคุมร้อยหนึ่ง ให้เลงเก๋าหูคุมร้อยหนึ่ง ให้อ๋องสุนฬ่อคุมร้อยหนึ่งลอบไปที่ค่ายหงออ๋อง ถ้าเห็นหงออ๋องแล้วจงชวนกันจู่โจมเข้าไปฆ่าหงออ๋องเสีย ถ้าทำได้สำเร็จราชการแล้วเราจะให้พ้นโทษ ถ้าทำมิได้จะฆ่าเสียให้สิ้นแซ่ จูซิวเท้ง เลงเก๋าหู อ๋องสุนฬ่อรับคำเจ้าเมืองอวดแล้วก็คำนับลาออกมา จึงจัดเครื่องศัสตราวุธให้คนโทษพร้อมมือกันทั้งสามร้อยแล้วก็รีบไปซ่อนซุ่มอยู่ริมค่ายหงออ๋อง เห็นหงออ๋องออกมาดูการนอกค่าย ได้ทีก็ชวนกันวิ่งทะลวงล้อมไว้ไล่ฟันแทงทหารล้มตายหนีกระจัดกระจาย เลงเก๋าหูเห็นหงออ๋องล้มลงก็เอาง้าวฟันถูกเท้าซ้าย บรรดาทหารทั้งปวงอยู่ในค่ายได้ยินว่าแม่ทัพถูกง้าวข้าศึกล้อมไว้ต่างคนตกใจพากันพังค่ายหนีไป

ฝ่ายฮูเงนายทหาร แลไปเห็นหงออ๋องอยู่ในกลางข้าศึกผู้เดียวคิดสงสาร ก็พาพรรคพวกฝ่าฟันเข้าไปชิงเอาตัวหงออ๋องรีบหนีไปจากที่ล้อมได้ หงออ๋องเสียทีข้าศึกมาพบทหารทั้งปวง รวบรวมกันได้เป็นหมวดเป็นกองก็ถอยทัพรีบไปตามทางได้เจ็ดลี้ เป็นทางร้อยสิบห้าเส้นจึงหยุดอยู่ เท้าที่ถูกอาวุธนั้นป่วยกำเริบหนัก โลหิตไหลเจ็บปวดเหลือที่จะทน ด้วยหงออ๋องเป็นคนชราก็สิ้นแรงขาดใจตาย

ฝ่ายเป๊กพีแม่ทัพเห็นหงออ๋องตายก็เสียใจ ให้ทำหีบใส่ศพแล้วรีบพาไปเมืองหงอ ฝ่ายฮูเฉซึ่งอยู่รักษาเมืองหงอรู้ ก็พาขุนนางออกมารับศพหงออ๋องไปไว้ที่ควรแล้วให้ทำที่ฝัง จึงจัดแก้วแหวนเงินทองและบรรดาเครื่องยศ ทั้งเสื้อเกราะและอาวุธต่างๆ กับชายหญิงสำหรับใช้ครบทุกพนักงานพร้อม ฝังลงไว้ด้วยหงออ๋องตามธรรมเนียม แล้วขุนนางผู้ใหญ่ก็ปรึกษากันว่า บัดนี้หงออ๋องก็ตายแล้ว ไม่มีใครซึ่งจะเป็นเจ้าเมืองว่าราชการสืบไป อันฮูเฉผู้หลานหงออ๋องที่ตั้งไว้เป็นไทจูก็มีสติปัญญา เราจะยกขึ้นให้เป็นเจ้าเมืองเถิด ครั้นปรึกษาเห็นพร้อมก็ตั้งให้ฮูเฉเป็นที่หงออ๋อง

ฝ่ายหญิงชายชาวเมืองทั้งปวง เพลาพลบคํ่าเดินไปมาที่ริมหลุมฝังศพหงออ๋องนั้น เห็นเป็นเสือขาวตัวหนึ่งนั่งอยู่ปากหลุม ก็บอกเล่ากันต่อไปจนกิตติศัพท์รู้ถึงฮูเฉเจ้าเมือง จึงสั่งว่าให้เรียกที่นั้นชื่อเหาซิวสัน ครั้นอยู่มาฮูเฉจึงตั้งจูอิวผู้บุตรเป็นที่ไทจูว่าราชการตามตำแหน่ง แล้วจัดคนสิบคนให้ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาคอยอยู่ที่ว่าราชการให้ร้องตักเตือนฮูเฉว่า เจ้าเมืองอวดฆ่าปู่ของท่านเสีย แต่ให้ร้องอยู่ดังนี้เป็นนิจจนครบสามปี ฮูเฉคิดแค้นจะฆ่าเจ้าเมืองอวดอยู่มิขาด วันหนึ่งจึงให้หงอจูสู่กับเป๊กพีพาทหารไปที่ตำบลไซโหทะเลสาบซักซ้อมกันรบขบวนเรือ กับที่ตำบลเลงงำซัวนั้นให้ตั้งสนามแห่งหนึ่งหัดรบขบวนบก มีป้อมปักเป้าหัดยิงเกาทัณฑ์และเพลงอาวุธต่างๆ ให้ชำนิชำนาญในสามปี เราจะยกไปตีเมืองอวดเอาชัยชนะให้จงได้ หงอจูสู่กับเป๊กพีก็คำนับลาออกมาจัดแจงทหารเป็นอันมาก แล้วก็พากันไปฝึกสอนให้รบตามเจ้าเมืองหงอสั่ง

ขณะนั้นพระเจ้าจิวเค่งอ๋องเสวยราชสมบัติในเมืองตังจิวได้ยี่สิบสี่ปี จิ้นเจียวก๋งเจ้าเมืองจิ้นนั้นไม่ตั้งอยู่ในสัจธรรม ทำการทุจริตต่างๆ ขุนนางและราษฎรได้ความเดือดร้อน ทั้งขุนนางนั้นก็แตกออกเป็นหกพวก ขณะนั้นซุดก๋งเจ้าเมืองโอยกับเจ้าเมืองเจ๋แจ้งความว่าเจ้าเมืองจิ้นไม่ตั้งอยู่ในสัจสุจริต ก็คิดกันจะเอาใจออกห่างไม่ไปมาเหมือนอย่างแต่ก่อน เตียวเอียงซึ่งเป็นเสียงเขงขุนนางผู้ใหญ่ เห็นเจ้าเมืองเจ๋กับเจ้าเมืองโอยคิดกันทำดังนั้นก็ขัดใจ จึงจัดทหารเป็นขบวนทัพพร้อมแล้วก็ยกไปจะตีเมืองโอย

ฝ่ายเลงก๋งเจ้าเมืองโอยรู้ว่าเตียวเอียงยกกองทัพมาจะตีเมืองก็ตกใจ จึงให้ขุนนางที่มีสติปัญญาคุมครัวห้าร้อยออกไปให้เป็นที่คำนับขอโทษ เตียวเอียงได้ครัวแล้วก็มีความยินดี จึงยกทัพกลับมาถึงเมืองกำตั๋น เอาครัวนั้นไว้กับเจ๊กหงอเจ้าเมืองกำตั๋น แล้วพาทหารกลับมาเมืองจิ้น อยู่มาหลายเดือนเตียวเอียงคิดจะเอาครัวซึ่งฝากไว้กับเจ้าเมืองกำตั๋นไปไว้ ณ เมืองจิ้นเอี๋ยง ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของตัว จึงไปเมืองกำตั๋นแล้วบอกว่า เราจะเอาครัวที่ฝากไว้ยกไปอยู่เมืองจิ้นเอี๋ยง เจ๊กหงอได้ฟังก็คิดจะใคร่ได้ครัวไว้จึงว่า ครอบครัวทั้งปวงได้เคยอยู่เย็นเป็นสุขในเมืองนี้แล้ว ซึ่งท่านจะให้ไปอยู่เมืองจิ้นเอี๋ยงนั้น ข้าพเจ้าเห็นคนทั้งปวงจะไม่ยอมไป เตียวเอียงก็คิดโกรธนัก นิ่งคิดจะฆ่าเจ๊กหงอจึงพูดอุบายล่อลวงพาเอาเจ๊กหงอไปเมืองจิ้นเอี๋ยงแล้วก็สั่งทหารให้จับเจ๊กหงอฆ่าเสีย

ฝ่ายซุยอินผู้เป็นลุงเจ๊กหงออยู่ในเมืองจิ้น รู้เนื้อความว่าเตียวเอียงฆ่าหลานเสียมีความน้อยใจ จึงปรึกษากันกับซูเก๊กเซียว่าเตียวเอียงทำบังอาจไม่บอกเจ้าเมืองจิ้น ฆ่าเจ้าเมืองกำตั๋นหลานเราเสีย ท่านจงช่วยเราไปลอบฆ่าเตียวเอียงเสียให้จงได้ ซูเก๊กเซียก็รับคำแล้วจัดทหารเตรียมไว้ ฝ่ายตังฮันอิดทนายเตียวเอียงรู้ความจึงมาหาเตียวเอียงคำนับแล้วบอกว่า ข้าพเจ้าได้ยินว่าซุยอินคิดกับซูเก๊กเซียจะพาทหารมาทำร้ายท่าน ซึ่งท่านจะอยู่ที่นี่ข้าพเจ้าเห็นหาพ้นภัยไม่ ด้วยผู้คนน้อยนักที่ไหนจะต่อสู้ซุยอินซูเก๊กเซียได้ ท่านจะตายเสียเปล่า เตียวเอียงได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า ซึ่งซุยอินซูเก๊กเซียคิดจะทำร้ายอย่างไรนั้นเราก็ไม่วิตก ด้วยเจ้าเมืองจิ้นก็อยู่เป็นประธานจะไม่ช่วยเราหรือจะกลัวอะไร ตังฮันอิดได้ยินว่านายเฉยอยู่ก็ยิ่งคิดร้อนรนในใจด้วยความกตัญญู จึงรีบออกไปเมืองจิ้นจัดทหารและเครื่องศัสตราวุธได้เป็นอันมากแล้วแบ่งไว้ให้รักษาเมืองบ้าง แต่ตัวนั้นเลือกทหารที่มีฝีมือลอบเข้ามาอยู่รักษาบ้านนายในเมืองจิ้น

ฝ่ายซุยอินซูเก๊กเซียครั้นเพลาคํ่าก็พาพรรคพวกมาล้อมที่อยู่เตียวเอียง ตังฮันอิดเห็นดังนั้นก็พาทหารออกต่อสู้อยู่ช้านาน ครั้นเห็นเหลือกำลังจึงเข้าไปบอกเตียวเอียงว่า ซุยอินกับซูเก๊กเซียพาพรรคพวกมาแล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านจะอยู่ที่นี่มิได้จะเสียที ขอเชิญท่านขึ้นเกวียนไปเมืองจิ้นเอี๋ยงโดยเร็วเถิด เตียวเอียงจึงตอบว่า ซึ่งท่านจะให้เราหนีไปนั้น เราเห็นหาชอบกลไม่ ถึงซุยอินซูเก๊กเซียจะทำอะไรกับเราก็จะสู้ตายกับบ้าน มิให้ผู้ใดติเตียนได้ ตังฮันอิดเห็นนายไม่ตามใจจึงว่ากล่าวอ้อนวอนอีกก็เห็นช้าจะตายเสียเปล่า จึงให้ทหารเข้าอุ้มเตียวเอียงขึ้นเกวียน แล้วเกณฑ์กันรบฝ่าออกจากที่ล้อมรีบไปเมืองจิ้นเอี๋ยง ซุยอินซูเก๊กเซียเห็นก็ขับทหารไล่ติดตามรบไปจนถึงเมืองจิ้นเอี๋ยงแล้วให้ทหารล้อมเมืองไว้ ตังฮันอิดมาถึงเมืองก็จัดแจงให้นายอยู่ที่สมควรแล้ว จึงพาทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้เป็นมั่นคง

ฝ่ายซุยหลกฮันปุดสิ้นงุยบั้นโต๊ะ ขุนนางสามนายอยู่ในเมืองจิ้นรู้ว่าซุยอินซูเก๊กเซียลอบกระทำการล่วงเกินกับเตียวเอียงซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ดังนั้น จึงปรึกษาว่าเราจะนิ่งความไว้ไม่สมควร จำจะไปบอกกับเจ้าเมืองจึงจะชอบ แล้วก็พากันมาคำนับเจ้าเมืองจิ้น แจ้งความว่าเพลาคืนนี้ซุยอินกับซูเก๊กเซียพาพรรคพวกไปทำร้ายไล่จับเตียวเอียง จนเตียวเอียงหนีไปอยู่เมืองจิ้นเอี๋ยงแล้วก็พากันไปล้อมเมืองไว้ ข้าพเจ้าเห็นว่าซุยอินกับซูเก๊กเซียทำการครั้งนี้องอาจนักจะละไว้มิได้ จะขอคุมทหารติดตามไปจับตัวซุยอินซูเก๊กเซีย เจียวก๋งได้ฟังดังนั้นขัดเคืองซุยอินซูเก๊กเซียนัก จึงสั่งให้เร่งจัดแจงทหารให้พร้อมจงมาก เราจะไปจับซุยอินกับซูเก๊กเซียกับพรรคพวกมาฆ่าเสียอย่าให้คนทั้งปวงดูเยี่ยงอย่างกัน ซุยหลกฮันปุดสิ้นงุยบั้นโต๊ะรับคำเจ้าเมืองจิ้นแล้วก็ออกมาจัดแจงทหารและเครื่องศัสตราวุธ

เจียวก๋งเห็นทหารพร้อมแล้ว ก็แต่งตัวขึ้นเกวียนยกออกจากเมืองรีบไป ซุยอินซูเก๊กเซียซึ่งล้อมเมืองจิ้นเอี๋ยงอยู่นั้น ครั้นเห็นทหารในเมืองจิ้นยกติดตามมา จึงปรึกษากันว่าการครั้งนี้ก็จวนตัวเราได้คิดเกินแล้ว จำจะต่อสู้สุดแต่อย่าให้ได้ตัวเรา ก็เกณฑ์กันออกเป็นกองหน้ากองหลัง คอยรับรบสู้ตามระยะทาง ฮันปุดสิ้นเห็นซุยอินซูเก๊กเซียกลับต่อสู้ดังนั้น จึงคิดอุบายร้องบอกชาวบ้านทั้งปวงว่า ซุยอินซูเก๊กเซียขบถจะทำร้ายเจ้าเมืองจิ้นให้ชาวบ้านช่วยกันจับผู้กระทำความผิดให้จงได้ ชาวบ้านทั้งปวงได้ยินดังนั้นต่างคนฉวยได้อาวุธต่างๆ วิ่งออกมาช่วยกันเป็นอันมาก ซุยอินซูเก๊กเซียต่อสู้กับทหารเจ้าเมืองจิ้นและชาวบ้านอยู่ช้านาน เห็นพรรคพวกล้มตายลงเนืองๆ จะอยู่ต่อสู้สืบไปก็เหลือกำลังจึงคิดกันหนีเอาตัวรอด ซุยอินนั้นลัดไปทางเมืองเจ๋ ซูเก๊กเซียหนีไปเมืองเตียวโก๋ เจียวก๋งครั้นรู้ว่าซุยอินซูเก๊กเซียหนีไปแล้ว ก็ให้หาเตียวเอียงออกมาถาม แจ้งความแล้วก็โกรธนัก จึงแต่งขุนนางและทหารออกค้นคว้าจับพรรคพวกผู้กระทำผิดที่หนีเล็ดลอดอยู่มาฆ่าเสียสิ้นแล้วก็กลับมาเมือง

ฝ่ายเลียงเอียงฮูคิดจะใคร่เป็นที่ซุยอิน ก็ไปหาซุยหลกจึงคำนับแล้วว่า ซุยอินทำการมิชอบหนีไปแล้ว ตำแหน่งที่ซุยอินว่างอยู่ ข้าพเจ้าจะขอทำราชการเป็นที่แทนเถิดข้าพเจ้าจะแทนคุณท่าน ซุยหลกก็รับคำว่า ท่านอย่าวิตกเลย เราจะช่วยว่ากล่าวให้ วันหนึ่งพอพบเตียวเอียงเข้าที่ชอบกลคำนับแล้วจึงว่า ข้าพเจ้าเห็นเลียงเอียงฮูนั้นเฉลียวฉลาดพอจะตั้งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ได้ ขอท่านจงโปรดช่วยว่ากล่าวตั้งเลียงเอียงอูเป็นที่ซุยอินเถิด เตียวเอียงจึงตอบว่า ซึ่งท่านสรรเสริญเลียงเอียงอูว่าดีนั้นก็ควรอยู่ แต่เราจะตรึกตรองดูก่อน ครั้นเตียวเอียงกลับมาที่อยู่จึงเรียกตังฮันอิดมาบอกความซึ่งซุยหลกว่า ตังฮันอิดแจ้งความแล้วจึงว่า แต่ก่อนท่านก็ได้ช่วยทำนุบำรุงตั้งขุนนางเป็นอันมาก ข้าพเจ้าก็หาเห็นว่าผู้ใดภักดีต่อท่านไม่ จนซุยอินกับซูเก๊กเซียก็คิดทำร้ายจะผลาญชีวิตท่าน บัดนี้ท่านจะมาฟังถ้อยคำซุยหลกตั้งเลียงเอียงฮูอีกนั้นข้าพเจ้าหาเห็นด้วยไม่ เตียวเอียงได้ฟังก็เห็นจริงด้วยจึงไม่ตั้งเลียงเอียงฮู เลียงเอียงฮูครั้นรู้ความว่าตังฮันอิดทัดทานเตียวเอียงมิให้ตั้งตัวเป็นที่ซุยอินก็น้อยใจคิดพยาบาทตังฮันอิด จึงไปหาซุยหลกแล้วบอกความว่า เมื่อครั้งเตียวเอียงรบกับซุยอินซูเก๊กเซียนั้น เตียวเอียงจะได้คิดทำประการใดก็หามิได้ แต่ตังฮันอิดจัดทหารซ่องสุมไว้ในบ้านเตียวเอียงและที่เมืองจิ้นเอี๋ยงเป็นอันมาก เตียวเอียงเห็นผิดห้ามตังฮันอิดก็ไม่ฟัง จึงเกิดศึกเสียขุนนางและผู้คนตายเพราะตังฮันอิด

ซุยหลกแจ้งความดังนั้นก็โกรธตังฮันอิดว่าอิจฉาช่างก่อศึกดี เราจะคิดการแก้แค้นตังฮันอิดจงได้ ครั้นพบเตียวเอียงในที่ว่าราชการจึงเข้าไปนั่งใกล้แล้วว่า ซึ่งซุยอินซูเก๊กเซียทำการรบสู้กับท่านทั้งนี้เหตุใดท่านไม่บอกให้เจียวก๋งทราบก่อนเล่า ท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่รู้กฎหมาย แล้วตระเตรียมทแกล้วทหารไว้ต่อสู้กับขุนนางผู้น้อยโดยอำเภอใจจนเจียวก๋งต้องไปรบ การทั้งนี้นานไปเจียวก๋งทราบเรื่องจะมิน้อยใจท่านหรือ เตียวเอียงได้ฟังซุยหลกว่ากล่าวดังนั้นคิดสะดุ้งใจจึงตอบว่า เป็นความจริงเราจะได้คิดอ่านเหมือนท่านว่ากล่าวนั้นหามิได้ แต่ตังฮันอิดรู้ว่าขุนนางทั้งสองจะทำร้ายเราก็จัดแจงเอา เรารู้ก็ได้ห้ามว่ารุ่งขึ้นจะไปแจ้งความกับเจียวก๋ง พอเพลาคํ่าซุยอินก็พาพรรคพวกหักหาญเข้ามาในบ้าน เราก็มิได้ต่อสู้ แต่ตังฮันอิดมีความกตัญญูต่อเรา พาพรรคพวกทหารรบป้องกันพาเราหนีไปเมืองจิ้นเอี๋ยง เราจึงได้รอดชีวิต ซุยหลกฟังเตียวเอียงว่าแก้ตัวก็ติเตียนตังฮันอิดต่างๆ เตียวเอียงครั้นมาถึงที่อยู่จึงบอกกับตังฮันอิดตามถ้อยคำซุยหลกแล้วว่า ครั้งนี้เราจะได้ความผิดก็เพราะท่าน ตังฮันอิดคำนับแล้วจึงตอบว่า ท่านมีคุณเลี้ยงข้าพเจ้ามาได้ความสุข ข้าพเจ้าไม่มีสิ่งใดจะแทนคุณท่าน มีแต่ตัวกับชีวิตจะตายแทนท่าน อันความสิ่งใดที่ไม่ควรจะเป็นมลทินในท่าน ขอท่านจงยกไว้ให้ข้าพเจ้าทดแทนคุณท่านเถิด ท่านอย่าเป็นธุระเลย ว่าแล้วตังฮันอิดก็คำนับลาไป คํ่าลงก็ผูกคอตาย เตียวเอียงรู้ว่าตังฮันอิดตายก็ให้เอาศพไปทิ้งไว้กลางตลาดหวังจะให้คนรู้ทั่ว แล้วไปบอกซุยหลกว่าตังฮันอิดรู้สึกโทษตัวผูกคอตายเสียแล้ว ซุยหลกแจ้งความดังนั้นจึงว่า ตังฮันอิดรู้ตัวชิงตายตัดความเสียให้ขาดดังนี้ก็ควรอยู่ อันท่านกับข้าพเจ้าตั้งแต่ทำราชการมาก็มิได้มีความขัดข้องแก่กัน เตียวเอียงจึงตอบว่า ถึงเราเป็นผู้ใหญ่ก็ไม่ถือตัวเอาสิทธิ์ขาดแต่ผู้เดียว ถ้าท่านเห็นอย่างไรดีแล้วก็จะปฏิบัติตาม แต่นี้ไปเราจะฝากชีวิตกันเถิด จึงชวนซุยหลกทำสัจสาบานต่อกันไว้แล้วเตียวเอียงก็ลาไปบ้าน จึงให้เอาศพตังฮันอิดไปฝังไว้ที่สมควร จึงจารึกชื่อตังฮันอิดใส่ในกระดานเอาไว้ที่ศพ ญาติทั้งปวงถึงเพลาแล้วก็แต่งของเซ่นวักเป็นนิจ

ฝ่ายซุยอินซูเก๊กเซียหนีไปอยู่เมืองเตียวโก๋ช้านาน ก็เที่ยวชักชวนชาวเมืองจิ้นซึ่งไปอยู่เมืองนั้นได้เป็นอันมากแล้ว ตระเตรียมเครื่องศัสตราวุธไว้พร้อม จึงเข้าไปคิดกับเจ้าเมืองเตียวโก๋ เจ้าเมืองเตียวโก๋ก็เห็นด้วย จะยกทัพมาตีเอาเมืองจิ้น กิตติศัพท์ก็เลื่องลือมารู้ถึงเจียวก๋ง เจียวก๋งคิดโกรธนักจึงสั่งให้เตียวเอียงจัดทหารยกทัพไปตีเมืองเตียวโก๋ เตียวเอียงรับคำแล้วคำนับลาออกมาจัดทหารม้าทหารเกวียนทั้งสามเดินทางเท้าและเครื่องศัสตราวุธต่างๆ เกณฑ์กันเป็นกองหน้ากองหลังปีกซ้ายขวาเสร็จแล้วได้ฤกษ์ดีให้จุดประทัดตีกลองใหญ่เป็นสำคัญ เตียวเอียงก็ยกกองทัพออกจากเมืองจิ้นรีบไป ครั้นถึงแดนเมืองเตียวโก๋ เตียวเอียงให้ทหารกองหน้าตีด่านน้อยใหญ่แตกตลอดเข้าไปถึงเชิงกำแพงเมืองเตียวโก๋แล้วให้ล้อมเมืองไว้

ฝ่ายเจ้าเมืองเตียวโก๋กับซูเก๊กเซียแจ้งความดังนั้น ก็จัดทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินต่อสู้กับข้าศึกซึ่งมาล้อมเมืองนั้นเป็นสามารถ

ฝ่ายเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองเตง เจ้าเมืองโอย รู้ว่าซูเก๊กเซียเป็นขบถต่อเจ้าเมืองจิ้นมาเข้ากับเมืองเตียวโก๋ เตียวเอียงยกทัพมาตี เจ้าเมืองทั้งปวงก็คิดเจ็บแค้นด้วยเจ้าเมืองจิ้น จึงชวนกันจัดทหารและล้อเกวียนบรรทุกเสบียงอาหารมาช่วยเตียวเอียง เตียวเอียงได้ทหารเป็นอันมาก ก็ให้ตั้งหอรบแล้วทำบันไดให้ทหารขึ้นระดมยิงเกาทัณฑ์และปีนกำแพงเมืองกระทำการหักหาญจะเอาเมืองเตียวโก๋ถึงสามครั้งก็ไม่ได้ จนทหารอิดโรยล้มตายเปลืองไปเป็นอันมาก เตียวเอียงคิดเสียใจจะนิ่งช้าอยู่ก็เห็นเสบียงอาหารเบาบาง แล้วก็เลิกทัพกลับมาถึงเมืองจิ้น จึงแจ้งความแก่เจียวก๋งทุกประการ

ขณะนั้นพระเจ้าจิวเค่งอ๋องเสวยราชสมบัติในเมืองตังจิวได้สามสิบปี ฝ่ายเจียวก๋งแจ้งความว่าเตียวเอียงไปตีเมืองเตียวโก๋ไม่ได้ดังนั้นก็ยิ่งโกรธนัก จึงจัดทหารเพิ่มเติมขึ้นอีกเป็นอันมาก เกณฑ์เอาพวกแซ่เตียวกองหนึ่ง พวกแซ่ฮันกองหนึ่ง พวกแซ่งุยกองหนึ่ง พวกแซ่ตี๋กองหนึ่ง เป็นสี่ทัพจนสิ้นจำนวนทหารในเมืองจิ้น ให้ขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหารเป็นแม่ทัพทั้งสี่นาย ให้เตียวเอียงเป็นทัพหลวงตรวจเตรียมทหารและล้อเกวียนให้พร้อมทั้งเครื่องศัสตราวุธครบแล้ว ครั้นขึ้นปีใหม่เป็นวันฤกษ์ดี เจ้าเมืองจิ้นก็ให้เตียวเอียงกับขุนนางผู้ใหญ่ยกทัพไป เตียวเอียงกับขุนนางทั้งปวงคำนับเจ้าเมืองจิ้นแล้วก็ยกทัพไปถึงเมืองเตียวโก๋ จึงให้ตั้งค่ายมั่นแยกกันอยู่เป็นสี่ทิศ

ฝ่ายซูเก๊กเซียกับเจ้าเมืองเตียวโก๋รู้ว่ากองทัพเมืองจิ้นยกมาตั้งอยู่ดังนั้นก็ให้ฮวนฮองอี๋กับเตียวลิ้วอี้เยียงสามนายซึ่งเป็นคนมีฝีมือ คุมทหารยกออกไปตีดูกำลังทหารเมืองจิ้น สามนายก็ออกมาจัดทหารยกออกจากเมืองแยกกองกันเข้าตีค่ายเตียวเอียง เตียวเอียงก็ให้ทหารต่อสู้ แล้วให้ม้าใช้รีบไปบอกให้แม่ทัพทั้งสี่กองออกก้าวสกัดจับพวกชาวเมืองเตียวโก๋ฆ่าเสียให้สิ้น แม่ทัพทั้งสี่นายครั้นรู้ก็เร่งทหารออกรบพร้อมกัน ตีระดมกระหนาบหน้าหลังแล้วเกณฑ์กันไปซุ่มสกัดต้นทางเป็นหลายกอง ทหารทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันด้วยอาวุธต่างๆ ทหารเมืองจิ้นมากกว่าก็โอบล้อมพวกชาวเมืองเตียวโก๋เข้าไว้แล้ว ยิงด้วยเกาทัณฑ์และพุ่งอาวุธถูกฮวนฮองอี๋กับเตียวลิ้วและทหารตายเป็นอันมาก ยังเหลือแต่อี้เยียงกับทหารเลวต่อสู้อยู่ งุยสุยเห็นได้ทีก็พาทหารบุกรุกเข้าไป เอาตะบองตีถูกอี้เยียงล้มลงก็จับอี้เยียงกับทหารทั้งนั้นได้สิ้นแล้ว มัดผูกพามาแจ้งความกับเตียวเอียง เตียวเอียงเห็นก็ยินดีจึงให้เอาอี้เยียงกับทหารจำไว้

ฝ่ายพวกชาวเมืองเตียวโก๋ซึ่งมาภายหลังเหลืออยู่หนีเข้าเมืองได้จึงไปแจ้งความแก่เจ้าเมืองเตียวโก๋และซูเก๊กเซียว่า กองทัพเมืองจิ้นยกมาครั้งนี้มากเหลือที่จะนับได้ แล้วรบพุ่งก็ห้าวหาญเห็นจะต่อสู้สืบไปเป็นอันยาก ท่านจงเร่งคิดอ่านจงดี เจ้าเมืองเตียวโก๋กับซูเก๊กเซียแจ้งความดังนั้นตกใจหนักเห็นจะอยู่ต่อสู้สืบไปไม่ได้ ครั้นเพลาคํ่าก็พาพรรคพวกลอบหนีออกจากเมืองลัดทางหนีไปเมืองกำตั๋น ชาวเมืองทั้งปวงรู้เหตุดังนั้นก็เปิดประตูเมืองเสีย รุ่งขึ้นเตียวเอียงรู้ก็ให้ทหารยกเข้าเมืองจับหญิงชายชาวเมืองได้มาถาม แจ้งความว่าซูเก๊กเซียหนีไปทางเมืองกำตั๋นก็เร่งยกทัพติดตามซูเก๊กเซีย ซูเก๊กเซียมาถึงเมืองกำตั๋นรู้ว่ากองทัพเมืองจิ้นตามมา จะอยู่ที่นั่นไม่ได้ ก็ออกจากเมืองกำตั๋นไปอยู่เมืองเป๊กเสีย พอกองทัพรู้ตามไปทันเข้าตีเมืองเป๊กเสียแตก ซูเก๊กเซียก็เล็ดลอดหนีได้ไปอาศัยเจ้าเมืองเจ๋

ฝ่ายเตียวเอียงแม่ทัพ ครั้นได้เมืองเป๊กเสียก็ให้ทหารจับตัวเจ้าเมืองไปถาม รู้ว่าซูเก๊กเซียหนีไปเมืองเจ๋ จะติดตามก็เกรงเจ้าเมืองเจ๋ด้วยเป็นเมืองใหญ่ก็หยุดอยู่ จึงว่ากับเจ้าเมืองเป๊กเสียว่า ซูเก๊กเซียเป็นขบถต่อเจียวก๋งหนีมา ท่านคบค้าผู้กระทำความผิดไว้จนเรายกกองทัพมาตีเมืองท่าน ท่านก็หาส่งตัวผู้กระทำความผิดให้เราไม่ โทษท่านผิดนักเราคิดสงสารจะให้ชีวิตท่านไว้ครั้งหนึ่ง เจ้าเมืองเป๊กเสียคุกเข่าลงคำนับแล้วให้ไปเอาแก้วและเงินทองมาให้เตียวเอียงเป็นอันมาก เตียวเอียงก็เลิกทัพกลับไปเมืองจิ้น

ขณะนั้นศักราชพระเจ้าจิวเค่งอ๋องได้ยี่สิบหกปี ฮูเฉกับขุนนางในเมืองหงอคำนับศพอับหลีครบกำหนดสามปีแล้ว ครั้น ณ วันเดือนยี่ข้างขึ้น ฮูเฉเจ้าเมืองหงอคิดโกรธเจ้าเมืองอวดอยู่มิได้ขาด จึงจัดแจงทแกล้วทหารได้พร้อมแล้ว ก็ให้หองจูสู่เป็นทัพหน้า เป๊กพีเป็นทัพหลัง คุมทหารรีบยกไปทางแม่น้ำไทอ๋อเข้าในแดนเมืองอวด

ฝ่ายเกาเจียนเจ้าเมืองอวด รู้กิตติศัพท์ว่าเจ้าเมืองหงอยกทัพจะมาตีเมือง จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า บัดนี้เราจะคิดอ่านป้องกันบ้านเมืองประการใด ทัพเมืองหงอจึงจะไม่ทำอันตรายแก่เราได้ ฮวมเล้เป็นที่ไตหูขุนนางผู้ใหญ่จึงว่า ท่านจงคิดอ่านรักษาแต่บ้านเมืองไว้ให้มั่นคง ถ้ากองทัพยกมาล้อมเมืองเราจะเข้าหักเอาเมืองมิได้ เห็นว่านานไปทหารในกองทัพขาดเสบียงลงก็จะเลิกกลับไป

บุนจงจึงว่า ซึ่งไตหูว่านั้นข้าพเจ้าหาเห็นด้วยไม่ ถ้าจะให้กองทัพเข้ามาล้อมเมืองกว่าจะสิ้นเสบียงเลิกไป ไพร่พลเมืองจะบอบช้ำนัก ถ้าจัดแจงสิ่งของทั้งปวงออกไปคำนับเป็นไมตรีกับเมืองหงอ เมืองหงอก็จะยกทัพกลับไป จึงค่อยยกตามตีต่อภายหลัง ข้าพเจ้าเห็นว่าจะมีชัยชนะเป็นมั่นคง เจ้าเมืองอวดจึงว่าซึ่งท่านทั้งสองว่านี้เราหาเห็นด้วยไม่ อันฮูเฉกับเราเป็นคนพยาบาทกันอยู่ ถ้าเราจะมิสู้รบก็จะดูหมิ่นประมาทว่าเราหาปัญญาและทแกล้วทหารไม่ เจ้าเมืองอวดก็ให้จัดแจงทหารสามหมื่นพร้อมแล้ว ก็ยกทัพเรือไปอยู่ตำบลเขาเกียวซัวริมแม่น้ำไทอ๋อ

ฝ่ายหงออ๋องยกกองทัพมาถึงตำบลเขาเกียวซัว เห็นกองทัพชาวเมืองออกมาคอยรับสั่งให้ทัพเรือตีกลองเร่งทหารเข้ารบ เจ้าเมืองอวดก็ขับทหารเรือออกรับทัพเมืองหงอ ทัพเมืองหงอแรกมาถึงเรือรบยังระส่ำระสายอยู่ก็ย่อย่นถอยออกมา หงออ๋องเห็นดังนั้นก็ออกไปยืนถือธงอยู่หัวเรือ โบกธงตีกลองให้สัญญาตีขึ้นหน้าให้พร้อม ทหารทั้งปวงเห็นดังนั้นมีใจกำเริบรีบแจวเรือเข้าระดมตีกองทัพเมืองอวดเป็นสามารถ

ขณะนั้นบังเกิดลมพัดกล้านัก กองทัพพวกเมืองหงอได้ทีก็เร่งทหารให้ชักใบเรือรบให้แล่นเข้าไปฆ่าฟันกองทัพเมืองอวดล้มตายเป็นอันมาก เรือรบเมืองหงอโดนเลงก๋งผูเมืองอวดล่มลง เลงก๋งผูและทหารก็จมนํ้าตาย หงอจูสู่กับเป๊กพียืนศีรษะเรือเห็นดังนั้นให้ทหารแจวเรือรบรีบเข้าไปใกล้เรือสู้กับทหารเมืองอวด หงอจูสู่ก็เอาเกาทัณฑ์ยิงถูกหน้าผากกันสูตกนํ้าตาย เจ้าเมืองอวดเห็นจะต้านทานกำลังทัพเมืองหงอมิได้ก็ขึ้นบกทิ้งเรือเสีย แล้วคุมทหารที่เหลือนั้นพากันหนีไปเมืองกูเสีย ซึ่งเป็นหัวเมืองขึ้นของตัว แล้วสั่งให้ปิดประตูเมืองไล่ทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้มั่นคง หงออ๋องให้ทหารตั้งค่ายล้อมเมืองกูเสียไว้ หงอจูสู่จึงว่า เมืองกูเสียนี้เป็นเมืองดอนนํ้าท่าก็ขัดสนอยู่ ท่านจงสั่งทหารล้อมไว้ให้มั่นคง ไม่ช้าสักสิบวันคนในเมืองกูเสียก็จะอดนํ้าตาย หงออ๋องเห็นชอบด้วยจึงสั่งให้ทำตามถ้อยคำหงอจูสู่ทุกประการ

อวดอ๋องอยู่ในเมืองกูเสีย จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า กองทัพก็มาล้อมเมืองเราอยู่หลายวันแล้ว เห็นจะนึกว่าพวกเราทั้งปวงจะหามีนํ้ากินไม่ ขุนนางทั้งปวงจึงว่า ในเมืองเรามีห้วยอยู่แห่งหนึ่งชื่อเลงจัวอยู่บนเขานํ้าใสบริสุทธิ์ มีฝูงปลาชื่อเกียหือเป็นอันมาก เราจะจับปลาเกียหือเอาไปให้หงออ๋อง หงออ๋องจะได้รู้ว่าเมืองเรามีนํ้ากินบริบูรณ์ ครั้นคิดเห็นพร้อมใจกันแล้ว จึงให้ทหารไปจับปลาเกียหือมาได้ร้อยตัวเศษเอาไปให้หงออ๋อง หงออ๋องเห็นดังนั้นก็เสียใจ จึงว่าการซึ่งเราล้อมเมืองไว้นี้ เห็นจะไม่สำเร็จแล้ว

ฝ่ายอวดอ๋องเห็นว่ากองทัพยังล้อมเมืองมั่นคงอยู่ อวดอ๋องจึงสั่งให้ฮวมเล้รับรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้มั่นคง แต่ตัวเรากับบุนจงจะลอบหนีไปเมืองเราจะรวบรวมทหารคิดการต่อไป อันเมืองอวดนี้สองชื่อ เรียกฮวยกีซัวอีกชื่อหนึ่ง ฮวยกีซัวเป็นชื่อเขาอยู่นอกเมืองนี้มีป้อมทหารรักษาอยู่ ฮวมเล้ครั้นได้ฟังอวดอ๋องว่าก็เห็นด้วย จึงว่าถ้ากระนั้นจงรีบไปในเพลาคืนวันนี้เถิด ครั้นคํ่าลงอวดอ๋องก็พาทหารทั้งปวงลอบหนีไปทางหลังเมือง ครั้นถึงก็เข้าพักอยู่ที่ป้อมฮวยกีซัวจึงนึกแต่ในใจว่า เราทำศึกมาถึงสามสิบปีแล้ว หาได้เสียทีกับผู้ใดไม่ ครั้งนี้หาเชื่อคำฮวมเล้กับบุนจงไม่ จึงเสียทแกล้วทหารทั้งได้ความอายเป็นอันมาก

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ