๓๑

ฝ่ายซุนเซ็กขุนนางเมืองจิ้น ครั้นรู้ว่าจิ้นฮุยก๋งกลับมาจึงว่ากับเคงเต้ว่า ขณะเมื่อจิ้นฮุยก๋งติดหล่มอยู่ในที่ล้อมเรียกให้ท่านช่วยท่านก็มิได้ช่วย แล้วท่านไปบอกฮันกันที่ล้อมก๋งจูบุนให้ละเสียก๋งจูบุนแก้ตัวไปได้นั้นเป็นที่สงสัยอยู่ถึงจริงก็เหมือนเท็จ ครั้นจิ้นฮุยก๋งตกไปอยู่เมืองจิ๋นเล่า ท่านก็มิได้ไปติดตาม บัดนี้จิ้นฮุยก๋งกลับมาเมืองจิ้นแล้ว เห็นจะผูกพยาบาทเอาโทษท่านเป็นมั่นคง จงคิดอ่านหนีเอาตัวรอดเถิด เคงเต้จึงว่า เราแจ้งอยู่แล้วว่าทำชอบเป็นผิด จิ้นฮุยก๋งจะฆ่าเสียก็หาเสียดายชีวิตไม่ เป็นกรรมมาถึงแล้วจะหนีพ้นหรือ ซุนเซ็กได้ฟังดังนั้นก็ทอดใจใหญ่

ครั้นเพลาเช้าจิ้นฮุยก๋งก็มาถึง สั่งให้ตั้งยับยั้งอยู่นอกเมือง ก๋งจูหงีผู้บุตรกับเฮาตุก คับโยย เคงเต้ ซุนเซ็ก จือหน้าหยอก บุดถี ขุนนางซึ่งอยู่ในเมืองก็พากันออกไปรับ จิ้นฮุยก๋งเห็นเคงเต้ก็โกรธจึงว่า ตัวมิได้ซื่อตรงต่อเรา ยังมีหน้ามาหาเราอีกเล่า เคงเต้จึงว่า ข้าพเจ้าซื่อสัตย์ต่อท่านถึงสามข้อ ครั้นเจ้าเมืองจิ๋นมาซื้อข้าว ข้าพเจ้าได้ว่าให้ท่านให้ข้าวตอบแทนตามประเพณีข้อหนึ่ง ครั้งข้าพเจ้าทัดทานว่าให้ยกห้าหัวเมืองให้ก๋งจูบุนตามสัญญา หวังจะตัดศึกมิให้ต้องรบพุ่งกันข้อหนึ่ง ครั้งข้าพเจ้าห้ามท่านมิให้เอาม้าเซียวซีเทียมเกวียนออกรบศึก ถ้าท่านฟังคำข้าพเจ้าสามข้อแล้วก็หามีอันตรายไม่ เมื่อข้าพเจ้าสุจริตรักท่านถึงเพียงนี้ จะว่าไม่ซื่อสัตย์ด้วยเหตุอันใด

จิ้นฮุยก๋งจึงว่า ท่านอย่าพูดไปเลย โทษตัวผิดหลายครั้งควรจะถึงที่ตายอยู่แล้ว เคงเต้จึงว่า ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่าผิดด้วยพูดทัดทานท่านให้ขัดเคือง ข้อหนึ่งกวยกิวให้ข้าพเจ้าเป็นปีกซ้าย ท่านว่าข้าพเจ้าไม่ซื่อตรงต่อท่าน หาให้เป็นปีกซ้ายไม่ ข้อหนึ่งเมื่อทหารเมืองจิ๋นล้อมท่านไว้ ข้าพเจ้าไปบอกฮันกันมาช่วยไม่ทัน โทษข้าพเจ้าผิด ตามแต่ท่านจะทำเถิด จิ้นฮุยก๋งได้ฟังก็โกรธ จึงให้จือหน้าหยอกเอาตัวเคงเต้ไปฆ่าเสีย เคงเต้ก็ยื่นคอให้ฆ่าหาเสียดายชีวิตไม่

ขณะนั้นก็บันดาลมืดฟ้ามัวฝน ขุนนางทั้งปวงต่างร้องไห้รักเคงเต้ทุกคน แต่ซุนเซ็กนั้นคิดถึงคุณเคงเต้ครั้งเมื่อตัวต้องอาวุธลำบากอยู่ในที่รบ จึงว่ากับจิ้นฮุยก๋งขอเอาศพเคงเต้มาทำการสนองคุณฝังตามธรรมเนียม จิ้นฮุยก๋งก็ให้ศพเคงเต้แก่ซุนเซ็ก แล้วยกเข้าเมือง อยู่ประมาณสองวันสามวันจึงสั่งกองซุนกีกับขุนนางในเมืองจิ้นให้พาก๋งจูหงีผู้บุตรไปให้ก๋งจูบุน ณ เมืองจิ๋น แล้วจิ้นฮุยก๋งให้ไปเอาศพโต๊ะไงอีที่ก๋งจูบุนฆ่าเสียนั้นมาฝังไว้ตามตำแหน่งขุนนาง และโต๊ะไงเกียบุตรโต๊ะไงอีนั้นก็ตั้งให้เป็นตงไตหูขุนนางข้างทหารแทนบิดา แล้วจิ้นฮุยก๋งจึงว่ากับคับโยยว่า เมื่อเราตกอยู่เมืองจิ๋นสามเดือนนั้น เราเป็นทุกข์กลัวต๋งนีพี่เราจะมาชิงเอาเมือง บัดนี้ได้กลับมาแล้วค่อยสิ้นความวิตก

คับโยยจึงว่า ทุกวันนี้ตัวท่านเหมือนเป็นฝีอยู่ในอก หารู้ว่าโรคจะกำเริบขึ้นเมื่อใดไม่ ถ้าฆ่าต๋งนีเสียได้โรคนั้นจึงจะหาย จิ้นฮุยก๋งจึงว่าเราก็คิดอยู่ แต่หามีผู้ใดที่จะอาสาไม่ คับโยยจึงว่า ซึ่งท่านจะคิดฆ่าดังนั้น เห็นจะรับอาสาท่านได้ก็แต่บุดถีผู้เดียว ด้วยครั้งเมื่อต๋งนีหนีจิ้นเฮียนก๋งบิดาท่านไป บุดถีรับอาสาตามไปฟันได้แต่มือเสื้อต๋งนีมาให้บิดาท่าน คนทั้งสองนี้เป็นอริกัน การทั้งนี้ขอให้หาบุดถีมาคิดอ่านเถิดเห็นจะรับธุระเป็นมั่นคง จิ้นฮุยก๋งเห็นชอบด้วย จึงให้หาบุดถีมาแล้วกระซิบบอกความว่า ท่านจงอาสาเราไปเมืองเต๊กคิดอ่านฆ่าต๋งนีเสียให้ได้ ถ้าการสำเร็จแล้วเราจะปูนบำเหน็จรางวัลท่านให้ถึงขนาด

บุดถีจึงว่า ต๋งนีอยู่ในเมืองช้านานถึงสิบสองปีแล้ว ครั้นเจ้าเมืองเต๊กไปตีเมืองเกานั้น ได้อิสตรีรูปงามมาสองคนๆ หนึ่งชื่อซกกุ๋ย คนหนึ่งชื่อกีกุ๋ย นางกีกุ๋ยเป็นภรรยาต๋งนี นางซกกุ๋ยเป็นภรรยาเตียวสวย ต่างคนต่างมีบุตร อาศัยเป็นสุขอยู่ในเมืองเต๊ก แล้วเจ้าเมืองเต๊กก็ทำนุบำรุงรักใคร่โดยสุจริต ซึ่งจะไปฆ่าต๋งนีเสียนั้นจะทำโดยซึ่งหน้านั้นมิได้ แต่ข้าพเจ้าแจ้งอยู่ว่าเจ้าเมืองเต๊กเคยพาต๋งนีออกไปเที่ยวไล่เนื้อที่หุยจุยริมแม่น้ำมิได้ขาด ท่านจงจัดทหารที่มีฝีมือเข้มแข็งให้ไปกับข้าพเจ้าสักสิบห้าคน จะได้ซุ่มซ่อนคนอยู่ในป่า คอยเมื่อเจ้าเมืองเต๊กพาต๋งนีออกมาเที่ยวไล่เนื้อ ข้าพเจ้าจึงจะลอบฆ่าต๋งนีเสีย จิ้นฮุยก๋งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีจึงว่า ซึ่งเราจะจัดทหารให้ไปด้วยนั้น ยังไม่เห็นผู้ใดที่จะวางใจได้เหมือนหนึ่งท่าน เกลือกความจะแพร่งพรายไป ท่านจงเอาทองไปจ้างคนที่สนิทกับท่านรีบไปในวันหนึ่งสองวัน แล้วจิ้นฮุยก๋งก็เอาทองให้บุดถีร้อยแท่ง บุดถีรับเอาทองแล้วก็คำนับจิ้นฮุยก๋ง ไปจ้างทหารที่มีฝีมือเข้มแข็งได้ห้าคนแล้วก็รีบไป

ขณะเมื่อจิ้นฮุยก๋งกับบุดถีคิดกันนั้น พอมีผู้ได้ยินไปบอกเฮาตุกผู้น้าต๋งนี เฮาตุกรู้ก็ตกใจ จึงเขียนหนังสือลับให้คนสนิทลอบไปให้ต๋งนี พอต๋งนีกับเฮามัวเฮาเอียนบุตรเฮาตุกออกมาไล่เนื้อด้วยเจ้าเมืองเต๊กที่หุยจุย คนใช้ก็เอาหนังสือส่งให้ เฮามัว เฮาเอียน เฮามัว เฮาเอียนก็เอามาให้ต๋งนี ต๋งนีรับเอาหนังสือฉีกผนึกออกอ่านใจความว่า เฮาตุกให้มาถึงต๋งนีผู้หลาน บัดนี้จิ้นฮุยก๋งจะให้บุดถีมาลอบฆ่าท่านเสีย ถ้ารู้หนังสือนี้แล้วก็ให้ยักย้ายอยู่เสียเมืองอื่น แม้นช้าอยู่อันตรายจะมีแก่ท่านมั่นคง ต๋งนีแจ้งความในหนังสือดังนั้นจึงบอกเฮาเอียนว่า อีสูจะให้บุดถีมาทำร้ายแก่เรานั้น ครั้นเราจะอยู่ในเมืองเต๊กนี้ใกล้กับเมืองจิ้นนักเห็นจะระวังยาก จะยักย้ายไปอยู่เมืองอื่นเล่า จะพาครอบครัวอพยพไปด้วยได้หรือ

เฮาเอียนจึงว่า ท่านคิดวิตกถึงบุตรภรรยาอยู่ ไม่ไปจากเมืองนี้ จิ้นฮุยก๋งก็จะให้ทหารมาลอบฆ่าท่านเสีย บุตรภรรยาหาช่วยได้ไม่ ประการหนึ่งเล่าเมืองเต๊กก็เป็นเมืองน้อย จะอยู่พึ่งพาอาศัยตั้งตัวยาก ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่าเจ๋ฮวนก๋งเมืองเจ๋มีน้ำใจโอบอ้อมอารีชราอยู่แล้ว บรรดาขุนนางที่มีสติปัญญาก็ตายเสียสิ้นเห็นพอจะยับยั้งอาศัยตั้งตัวได้อยู่ จงคิดอ่านไปอยู่เมืองเจ๋เถิดอย่าเป็นห่วงด้วยบุตรภรรยาเลย

ต๋งนีเห็นชอบด้วย ครั้นจะบอกเจ้าเมืองเต๊กให้รู้ก็กลัวจะห้ามไว้ไม่ให้ไปเมืองเจ๋ จึงพาเฮามัวเฮาเอียนกลับเข้าเมือง บอกบรรดาทหารซึ่งเป็นสมัครพรรคพวกให้รู้ทุกคน แล้วจัดแจงข้าวของเงินทองบรรทุกเกวียนมอบให้เทาสูออกไปคอยอยู่นอกเมืองแต่เพลากลางคืน ต๋งนีก็เข้าไปหานางกีกุ๋ยในตึกแจ้งความตามเรื่องราวหนังสือเฮาตุกให้มาทุกประการแล้วว่า เราจะต้องไปอยู่เมืองเจ๋ เจ้าจงอุตส่าห์เลี้ยงบุตรทั้งสองคอยเราอยู่ในยี่สิบห้าปี ถ้าถึงกำหนดมิได้กลับมา เมื่อจะมีผัวใหม่ก็ตามเถิด

นางกีกุ๋ยได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้แล้วว่า ท่านเป็นชายอุปมาเหมือนหนึ่งข้าวเปลือก ตกไหนก็มีแต่จะงอกงามขึ้น ตัวข้าพเจ้าเป็นอิสตรีอายุยี่สิบห้าแล้ว ยังจะให้คอยท่าท่านอยู่อีกยี่สิบห้าปี อายุจะล่วงเข้าห้าสิบ ยังจะมีผัวใหม่ได้หรือ ข้าพเจ้าคงจะครองตัวอยู่ท่าท่านตราบเท่าสิ้นชีวิต

ฝ่ายเทาสูซึ่งคุมข้าวของเงินทองไปคอยต๋งนีอยู่นั้น เทาสูเป็นคนโลภหาซื่อตรงต่อต๋งนีไม่ ก็ขับเกวียนพาเอาข้าวของเงินทองของต๋งนีไปอยู่เมืองจิ้น ครั้นจวนรุ่งต๋งนีกับทหารทั้งปวงก็ขึ้นเกวียนรีบออกจากประตูเมือง พอสว่างขึ้นไม่เห็นเทาสูคอยอยู่ตามสั่งไว้ ให้ทหารเที่ยวตามไปก็มิได้พบ ต๋งนีจึงว่า เราไว้ใจมอบเงินทองให้เทาสูคิดว่าจะได้ไปซื้อเสบียงอาหารสู่กันกินกลางทาง บัดนี้เทาสูคิดคดต่อเราพาเอาข้าวของเงินทองหนีไปเสียฉะนี้ จะได้สิ่งใดไปเลี้ยงเป็นเสบียงอาหารเล่า ครั้นจะกลับเข้าไปในเมือง เจ้าเมืองเต๊กมาแต่ไล่เนื้อรู้ความ จะห้ามปรามขัดขวางไว้ จำเป็นต้องไปขวนขวายหากินข้างหน้าเถิด ว่าแล้วก็ขับเกวียนรีบไปพ้นด่านเมืองเต๊ก พอเจ้าเมืองเต๊กกลับมาจากไล่เนื้อแจ้งว่าจิ้นฮุยก๋งจะให้ทหารทำร้ายแก่ต๋งนี ต๋งนีหนีไปจากเมืองจึงสั่งว่า ให้ไปกำชับด่านทางทุกตำบล ถ้าผู้ใดแปลกปลอมเข้ามาให้ไถ่ถามเอาแซ่และชื่อ เห็นพิรุธให้จับเอาตัวไว้ แล้วเจ้าเมืองเต๊กก็จัดแจงเงินทองบรรทุกเกวียน ให้ขุนนางรีบตามไปให้ต๋งนีก็มิได้พบ

ฝ่ายบุดถีครั้นมาถึงที่หุยจุยแดนเมืองเต๊ก ก็พาพวกเพื่อนเข้าซุ่มซ่อนอยู่ในป่า มิได้เห็นต๋งนีออกไล่เนื้อ จึงเที่ยวสืบทราบฟังดูได้ความว่าต๋งนีหนีไปจากเมืองหลายวันแล้ว บุดถีก็กลับมาแจ้งแก่จิ้นฮุยก๋ง จิ้นฮุยก๋งก็จนใจนิ่งอยู่

ฝ่ายต๋งนีกับทหารทั้งปวงมาตามทางต่างคนอดข้าวปลาอาหารได้ความยากยิ่งนัก ครั้นมาถึงด่านเมืองโอย จึงให้เตียวสวยไปบอกนายด่านว่า ต๋งนีเป็นบุตรจิ้นเฮียนก๋งเจ้าเมืองจิ้นจะขอล่วงด่านเข้าไปหาเจ้าเมืองโอย นายด่านได้ฟังดังนั้นจึงมีหนังสือบอกไปถึงเจ้าเมืองโอยว่าต๋งนีบุตรเจ้าเมืองจิ้นมาอยู่นอกด่าน จะขอเข้ามาหาท่าน เจ้าเมืองโอยได้แจ้งหนังสือนั้นจึงว่า ก๋งจูต๋งนีเป็นแซ่เดียวกันกับเรา แต่จะได้มีคุณสิ่งใดต่อกันหามิได้ บัดนี้ก็หนีเข้ามาเป็นคนไม่มีหลักแหล่ง ครั้นจะให้เข้ามาในเมืองก็จะต้องเสียสิ่งของให้ปันหาต้องการไม่ จึงบอกนายด่านให้ขับไปเสียเถิด คนใช้ก็เอาเนื้อความแจ้งแก่นายด่าน นายด่านก็ให้ไปบอกต๋งนีตามคำเจ้าเมืองโอยสั่ง

งุยฉิวทหารต๋งนีได้ฟังก็โกรธจึงว่า ต๋งนีนายเราพลัดบ้านเมืองมาครั้งนี้ อุปมาเหมือนมังกรตกลงอยู่ในแผ่นดิน แต่ไส้เดือนสัตว์เล็กน้อยก็ดูถูกเล่น เมื่อเจ้าเมืองโอยไม่คิดเอื้อเฟื้อให้ขับเราเสียแล้วจะคิดเป็นแซ่เดียวกันไยเล่า ถ้าเห็นบ้านช่องแห่งใดผู้คนเบาบางอยู่ จึงชวนกันเข้าตีชิงเอาเสบียงอาหารชาวเมืองโอยไปสู่กันกินกลางทางเถิด ต๋งนีจึงว่า เจ้าเมืองโอยเห็นเราซัดเซมาจึงไม่ให้เข้าไปในเมือง ท่านจะคิดโกรธทำเป็นโจรเที่ยวตีชิงชาวบ้านนั้น ความอันนี้ก็จะลือชาปรากฏแก่ราษฎร หัวเมืองทั้งปวงจะครหานินทาเรา อย่าได้คิดอ่านต่อไปเลย ว่าแล้วก็พากันรีบไปโหงลกกลางทุ่งแห่งหนึ่ง พบชาวนานั่งล้อมกันกินข้าวอยู่ ต๋งนีหิวโหยอดอาหารเห็นก็อยากเป็นกำลัง จึงให้เฮาเอียนไปอ้อนวอนว่ากับชาวนาว่า อาหารที่ท่านกินนั่นยังเหลืออยู่บ้างหรือไม่ บัดนี้ต๋งนีนายเราเป็นบุตรเจ้าเมืองจิ้นมาทางไกลขัดสนเสบียงอาหาร จะขอพึ่งท่านพอได้กินสักมื้อหนึ่งเถิด

ชาวนาหัวเราะแล้วว่า นายท่านเป็นลูกเจ้าบ้านเจ้าเมืองหาควรที่จะมาขอข้าวเราชาวนาไม่ แต่พวกเราจะกินเองก็ไม่ใคร่จะเต็มท้อง จะแบ่งอาหารไปให้ท่านเสีย เรากินไม่อิ่มจะมีแรงทำไร่ไถนาได้หรือ เฮาเอียนจึงว่า ท่านมิให้ข้าวแก่เราก็แล้วไป ขอยืมแต่ถ้วยชามที่ท่านใส่อาหารมาล้างนํ้าให้นายเราซดกินพอระงับความกระวนกระวาย ชาวนาจึงว่า เรามีแต่ดิน จงเอาไปปั้นเป็นถ้วยชามเอาเถิด งุยฉิวได้ฟังก็โกรธ จึงชิงเอาถ้วยชามของชาวนามาฟันเสีย ต๋งนีลงจากเกวียนจับไม้ไล่ตีชาวนา เฮาเอียนเห็นดังนั้นจึงว่ากับต๋งนีว่า ท่านอย่าคิดโกรธทุบตีเขาเลย ซึ่งชาวนาว่าให้ดินแก่เรานั้น เห็นเป็นนิมิตคือเทวดาบอกเหตุ ด้วยดินเป็นที่ทางบ้านเมือง นานไปมื้อหน้าท่านจะได้เป็นใหญ่ จงคำนับรับพรไว้จึงจะควร ต๋งนีเห็นชอบด้วย ก็นั่งลงคำนับชาวนาตามเฮาเอียนว่า ชาวนาเห็นดังนั้นก็ชวนกันหัวเราะแล้วว่า แต่แรกคิดโกรธไล่ตีเรา บัดนี้มากราบไหว้อ่อนน้อมต่อเรา ชะรอยเป็นคนเสียจริตจึงทำดังนี้

ต๋งนีก็กลับมาขึ้นเกวียนพาทหารทั้งปวงรีบไปพ้นทุ่งทางประมาณห้าร้อยเส้น พอเวลาตะวันเที่ยงแดดกล้า จึงชวนกันเข้าหยุดพักอาศัยอยู่ใต้ร่มไม้แห่งหนึ่ง ต๋งนีสิ้นแรงอิดโรยด้วยอดอาหาร ลมพัดมาเย็นๆ ค่อยสบายใจ ก็ล้มตัวลงนอนบนตักเฮามัว เฮามัวเห็นต๋งนีหิวโหยอยากอาหารจึงว่า เตียวสวยยังล้าหลังอยู่ เห็นจะเที่ยวขอข้าวชาวบ้านมาให้ท่านกิน จงอดแข็งใจอยู่สักครู่หนึ่งก็จะตามมา งุยฉิวจึงว่า เตียวสวยได้ข้าวก็จะกินเสียเอง ไหนเลยจะมีนํ้าใจเอามาเผื่อเรา ท่านทั้งปวงจงช่วยกันไปเก็บผักโหมมาต้มให้นายเรากินเถิดตามประสาจน ว่าแล้วก็ไปเก็บผักโหมมาต้มให้ต๋งนีกินกับทหารซึ่งมาด้วย แต่ต๋งนีนั้นหยิบชิ้นผักโหมกินคำหนึ่งกลืนมิสะดวกก็คายคืนออกมาเสีย

ไกจือฉุยเห็นดังนั้นจึงแอบไปให้ลับ เอากระบี่แล่ล่ำเนื้อแต่ปลายแขนตลอดถึงข้อศอก เชือดเป็นชิ้นใส่หม้อต้มสุกแล้ว ก็ชักเสื้อปิดแผลเสีย ตักชิ้นเนื้อใส่ชามเข้ามาให้ต๋งนีกิน ต๋งนีหาทันพิจารณาว่าเนื้อสิ่งใดไม่ ก็รับมากินโดยกำลังอยากจนหมด แล้วถามไกจือฉุยว่า ท่านได้เนื้อสิ่งใดมาให้เรากิน มีรสอร่อยนัก ประหลาดกว่าเนื้อทั้งสิ้น ไกจือฉุยจึงว่า เนื้อแขนของข้าพเจ้าเชือดต้มให้ท่านกิน หวังจะให้ระงับความอยากซึ่งกระวนกระวายด้วยอดอาหาร ต๋งนีได้ฟังนํ้าตาตกจึงว่า เราอยากครั้งนี้พลอยพาท่านทั้งปวงได้ความลำบากด้วย จนท่านต้องเชือดเนื้อต้มมาให้เรากิน ซึ่งท่านสุจริตรักเราสู้ทนเจ็บปวดมีคุณไว้ต่อเรามากนัก ยากที่จะทดแทนสนองคุณท่าน ไกจือฉุยจึงว่า ตัวข้าพเจ้าเป็นข้าท่านอุปมาเหมือนบุตรปฏิบัติรักษาบิดามารดา ถ้าบิดาได้ทุกข์ บุตรก็ได้ทุกข์ด้วย ท่านอย่าวิตกถึงข้าพเจ้ากับคนทั้งปวงเลย จงคิดอ่านไปหาที่สำนักอาศัยตั้งตัวให้ได้ก่อน ข้าพเจ้าทั้งปวงจะได้พึ่งบุญเป็นสุขสืบไป

ฝ่ายเตียวสวยเที่ยวขอข้าวชาวบ้านระมาตามทาง ได้ข้าวสุกมาประมาณปิ่นโตหนึ่งแล้วรีบไปตามต๋งนี เห็นต๋งนีกับทหารทั้งปวงพร้อมกันอยู่ใต้ร่มไม้ เตียวสวยก็เอาปิ่นโตใส่ข้าวสุกเข้ามาให้ต๋งนี ต๋งนีจึงว่า ท่านก็อดอยากมาด้วยกัน เหตุใดเอาอาหารมาให้เราเสีย เตียวสวยจึงว่า ตัวข้าพเจ้าเป็นข้าท่าน ถึงจะอดอยากอย่างไรก็มิได้คิด ขอแต่ให้ท่านได้กินอาหารอิ่มอยู่แล้ว ก็มีความสุขยิ่งกว่าตัวข้าพเจ้าได้กินอีก ท่านจงกินอาหารให้อิ่มเถิด อย่าวิตกถึงข้าพเจ้าเลย

เฮามัวจึงแกล้งทำเป็นหัวเราะแล้วว่า งุยฉิวว่าเตียวสวยได้ข้าวก็จะกินเสียเอง บัดนี้เตียวสวยก็เอาข้าวมาให้ต๋งนีสมคำเรา ถ้าเป็นนํ้าใจท่านก็จะซ่อนกินเสียแต่ผู้เดียว งุยฉิวได้ฟังดังนั้นก็คิดละอายหาโต้ตอบประการใดไม่ ต๋งนีจึงแบ่งข้าวในปิ่นโตประมาณหน่อยหนึ่งกินพอหายอยาก แล้วคืนให้เตียวสวยสู่กันกินกับทหารทั้งปวง ทหารทั้งปวงก็สรรเสริญต๋งนีว่า นํ้าใจโอบอ้อมรักพวกพ้อง จะได้สิ่งใดมาก็แจกให้กินทั่วทุกคน ครั้นแดดอ่อนจวนเย็น ต๋งนีก็ขึ้นขี่เกวียนพาทหารทั้งปวงไปตามทางได้ข้าวกินบ้าง ไม่ได้กินบ้าง ผ่อนพักมาทุกตำบลจนถึงด่านเมืองเจ๋

ฝ่ายเจ๋ฮวนก๋งเจ้าเมืองเจ๋รู้ข่าวก็ออกมารับต๋งนีเข้าไปในเมือง แล้วถามว่า ท่านมีธุระจะมาหาเราหรือ หรือจะไปแห่งใด เอาครอบครัวมาด้วยหรือไม่ ต๋งนีคำนับแล้วเล่าความแต่หนหลังนั้นให้เจ๋ฮวนก๋งแจ้งทุกประการแล้วว่า ข้าพเจ้ามาทั้งนี้ตั้งใจจำเพาะมาพึ่งท่าน ครั้นจะพาครอบครัวอพยพมาด้วยก็กลัวจะเป็นห่วง แต่ตัวข้าพเจ้ากับทหารทั้งปวงก็อดข้าวปลาอาหารได้ยากเจียนประหนึ่งจะไม่ได้มาคำนับท่าน ท่านให้รับเข้ามาเมืองเมตตาแก่ข้าพเจ้าครั้งนี้ คุณหาที่สุดมิได้ ข้าพเจ้าจะขอเอาท่านเป็นที่พึ่งอาศัยตราบเท่าชีวิต

เจ๋ฮวนก๋งจึงว่า เราเห็นเจ้าจากบ้านเมืองมาก็คิดสงสาร จะจัดสตรีที่ร่วมแซ่กับเราให้เป็นภรรยาสักคนหนึ่ง จะได้ช่วยกันรักษาบ้านเมืองให้เป็นสุข เจ๋ฮวนก๋งก็ยกนางเจ๋เกียงให้เป็นภรรยาต๋งนี แล้วจัดเกวียนยี่สิบ ม้าแปดสิบให้ต๋งนีสำหรับใช้สอย ครั้นเวลาเย็นขุนนางก็พาต๋งนีกับทหารต๋งนีไปอยู่ ณ ที่กงก๊วน แต่งโต๊ะเลี้ยงวันละสามเวลามิได้ขาด ต๋งนีกับทหารทั้งปวงสำนักอยู่ ณ ที่กงก๊วน ต่างคนค่อยมีความสุข จึงคิดว่าแต่ก่อนเราได้ยินกิตติศัพท์เลื่องลือว่าเจ๋ฮวนก๋งมีน้ำใจโอบอ้อมอารี รักผู้ที่สัตย์ซื่อมีสติปัญญา เราก็พึ่งได้มาพบสมกับถ้อยคำคนทั้งปวงควรที่เป็นหัวเมืองเอก

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ