๕๘

ขณะนั้นเป็นเดือนยี่ฤดูหนาว เจ้าเมืองพาทหารออกไปไล่เนื้อแล้วก็แต่งโต๊ะเลี้ยงกันกลางป่าอยู่จนเพลาพลบคํ่า พอบังเกิดลมพายุใหญ่พัดมา เจ้าเมืองจิ้นกับขุนนางทั้งปวงหนาวเป็นกำลัง ประมาณครู่หนึ่งเจ้าเมืองจิ้นก็เห็นปีศาจผมยาว ตัวสูงประมาณสิบวา ถือค้อนทองแดงเดินเข้ามาตรงเจ้าเมืองจิ้นแล้วว่า ลูกหลานเรามีโทษประการใดจึงให้โต๊ะไงเกียฆ่าเสียสิ้น เราจะบอกเทวดาผู้ใหญ่ให้มาเอาชีวิตท่านเสียให้จงได้ ว่าแล้วก็เอาค้อนทองแดงไล่ทุบเจ้าเมืองจิ้น เจ้าเมืองจิ้นตกใจนักก็ร้องให้ขุนนางทั้งปวงช่วยแล้วถอดกระบี่ออกฟันปีศาจ กระบี่ก็พลาดถูกเจ้าเมืองจิ้นโลหิตไหลเจ็บปวดเป็นสาหัส ขุนนางทั้งปวงมิได้เห็นปีศาจก็สำคัญว่าเจ้าเมืองจิ้นคลั่งเสียจริตไป ก็ชวนกันเข้าชิงกระบี่ไว้ เจ้าเมืองจิ้นก็รากเลือดออกมาล้มลงสลบอยู่ ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยเห็นดังนั้นก็ตกใจ ต่างคนต่างเข้าช่วยกันพยุงเข้าไปที่นอนข้างใน อยู่มาประมาณยามเศษเกงก๋งค่อยได้สติฟื้นขึ้น ขุนนางทั้งปวงก็กลับไปที่อยู่ คนใช้ซึ่งพยาบาลอยู่นั้นเห็นเกงก๋งฟื้นขึ้นมาดูอาการยังหนักอยู่ จึงเข้าไปบอกว่าที่ตำบลช่องมุยมีหมอคนหนึ่งชื่อไต้บู๊เป็นหมอปีศาจรู้มนต์ต่างๆ ปีศาจอยู่ในที่ใดก็แลเห็น แล้วโรคปัจจุบันดังนี้ถึงจะหนักประการใดก็แก้ได้

เกงก๋งได้ฟังดังนั้นก็สั่งให้ไปหาตัวไต้บู๊ คนใช้ก็ออกไปรับไต้บู๊เข้ามา เกงก๋งให้เรียกเข้าไปถึงที่นอน ครั้นไต้บู๊เข้าไปถึงนั่งลงแล้วบอกเกงก๋งว่าในห้องที่ของท่านนี้ ข้าพเจ้าเห็นมีปีศาจเข้ามาอยู่ เกงก๋งก็ถามว่า ปีศาจซึ่งท่านเห็นรูปร่างอย่างไร ไต้บู๊จึงว่า ปีศาจนั้นสูงประมาณสิบวาเศษมือกอดอกยืนสยายผมอยู่ดูหน้าเป็นทีโกรธ เกงก๋งจึงว่า ท่านว่านั้นเหมือนกันกับเราเห็น แล้วปีศาจนั้นว่ากับเราว่าข่มเหงฆ่าลูกหลานเสีย ท่านเห็นจะเป็นผีอะไร ไต้บู๊จึงว่าผีอันนี้เป็นขุนนางเก่ามีความชอบมาแต่หลัง โกรธท่านว่าลูกหลานเขาหามีความผิดไม่ ท่านเอาไปฆ่าเสียตายด้วยความลำบาก

เกงก๋งได้ฟังดังนั้นคิดขึ้นมาได้ จึงเห็นจะเป็นพวกแซ่เตียว โต๊ะไงเกียยืนอยู่ข้างหลังเตียงนอนเกงก๋งได้ยินดังนั้นจึงว่า ไต้บู๊เห็นจะเป็นพวกของเตียวตุน จึงเอาความอันนี้มาว่าขอท่านอย่าได้เชื่อถือต่อไปเลย เกงก๋งได้ยินโต๊ะไงเกียว่ามิได้ตอบประการใด จึงถามไต้บู๊ว่าซึ่งปีศาจทำนี้ท่านจะบนให้เราหายได้หรือมิได้ ไต้บู๊จึงว่าปีศาจนั้นโกรธท่านนัก ซึ่งจะบนบานนั้นบนเสียเปล่าเห็นหาฟังไม่ เกงก๋งตกใจจึงถามไต้บู๊ว่าท่านเห็นอายุเราจะถึงกำหนดเจียวหรือ ไต้บู๊จึงว่าข้าพเจ้าบอกท่านตามจริง โรคของท่านนี้เห็นจะไม่ได้อยู่กินข้าวสาลีใหม่แล้ว โต๊ะไงเกียได้ยินไต้บู๊ว่าดังนั้นจึงว่าข้าวสาลีในนานั้นสุกอยู่แล้ว ปลายเดือนนี้ก็ได้เกี่ยว ถึงว่าเจ้าเราเจ็บก็จริงแต่จะเหมือนตัวว่านั้นผิดไป ถ้าเจ้าเราได้กินข้าวสาลีวันใดตัวก็จะถึงที่ตายวันนั้น

เกงก๋งตวาดเอาโต๊ะไงเกีย แล้วสั่งคนใช้ให้พาโต๊ะไงเกียกลับออกไป ตั้งแต่นั้นมาโรคเกงก๋งหนักลง หมอที่เคยพยาบาลประกอบยารักษาก็ไม่คลาย ด้วยมิได้รู้ว่าเป็นโรคอันใด งุยเสียงซึ่งเป็นบุตรงุยขิวจึงว่ากับขุนนางทั้งปวงว่า ข้าพเจ้าได้ยินเขาลือว่าเมืองจิ๋นมีหมอเอกอยู่สองคน ชื่อโกมันโกโห ได้เรียนตำราแพทย์มาแต่เปียนเซียก เปียนเซียกคนนี้ดูดีนักหาผู้ใดเสมอมิได้ ไข้ปัจจุบันแลไข้ภายในภายนอกก็รักษาได้ รู้จักโรคร้อนแลเย็น การข้างผีก็สันทัดทั้งชำนาญฤกษ์บนและฤกษ์ตํ่า ถ้าได้โกมันโกโหมารักษานายเรา ข้าพเจ้าพอจะวางใจได้ อันหมออื่นนอกกว่านั้นเห็นไม่เป็นการแล้ว แต่บรรดาขุนนางผู้ใหญ่น้อยได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าเมืองจิ๋นกับเมืองเราเป็นอริพยาบาทกันอยู่ ถ้ามีหมอเอกจริงก็ที่ไหนจะได้มารักษานายเรา งุยเสียงจึงตอบว่าถ้าท่านเกรงจะไม่ได้หมอมา ข้าพเจ้าจะขออาสาไปว่ากล่าวเอาหมอมารักษานายเราให้จงได้

ขุนนางทั้งปวงจึงว่า ถ้าท่านไปได้หมอเมืองจิ๋นมาเหมือนว่า ก็จะมีความชอบเป็นอันมาก ท่านจงเร่งไปโดยเร็วเถิด งุยเสียงออกมา ณ บ้านรีบจัดแจงเกวียนเสร็จแล้วออกจากเมืองจิ้นรีบไป ครั้นถึงเมืองจิ๋นเข้าไปคำนับฮวนก๋ง ฮวนก๋งเห็นงุยเสียงเข้ามาจึงถามว่าท่านมาด้วยธุระสิ่งใด งุยเสียงจึงบอกว่าเกงก๋งนายข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคปัจจุบัน รู้ว่าเมืองท่านมีหมอเอกอยู่สองคน ชื่อโกมันโกโห ข้าพเจ้าจึงมาคำนับท่านจะขอหมอของท่านคนหนึ่งไปรักษานายข้าพเจ้า

ฮวนก๋งจึงตอบว่าเจ้าเมืองจิ้นเป็นคนไม่มีสัตย์ เมืองเรามีหมอดีก็จริงแต่หาควรที่จะให้ไปรักษาคนเสียสัตย์ไม่ งุยเสียงได้ฟังดังนั้นก็ทำทีโกรธจึงว่า ท่านว่าดังนั้นเห็นผิดไป อันเมืองจิ้นกับเมืองจิ๋นเป็นเมืองเกี่ยวดองกันมาช้านาน ตั้งแต่จิ้นบุนก๋งมาก็หลายชั่วคนแล้ว ครั้งเมืองจิ้นบุนก๋งได้เป็นอ๋องป๋า ให้หาหัวเมืองไปทำสัตย์พร้อมกัน บิดาท่านก็ไม่ไปตามกำหนด เหตุซึ่งจะไม่ชอบกันนั้นเจ้าเมืองจิ๋นทำไปก่อนเอง ครั้นเมื่อจิ้นบุนก๋งตายแล้วก๋งจูหวนผู้บุตรได้เป็นเจ้าเมือง บิดาท่านฟังคำเป๊กลีเบ้งเบ๋งเห็นว่าก๋งจูหวนยังอ่อนศักดิ์อยู่ จึงยกทัพผ่านแดนไปไม่บอกกล่าวตามธรรมเนียม ก๋งจูหวนเห็นว่าชาวเมืองจิ๋นดูหมิ่นไม่ยำเกรง จึงให้ทหารจับแม่ทัพได้ถึงสามหน แต่ทว่ารักษาความสัตย์อยู่จึงให้ปล่อยๆ มา เมื่อเกงก๋งยกทัพไปตีเมืองเจ๋ ท่านก็ให้เตาหวยคุมทัพไปช่วยเมืองเจ๋ แต่เจ้าเมืองจิ๋นทำก่อนเป็นหลายครั้งเมืองจิ้นก็มิได้ทำตอบ ท่านจงตรึกตรองดูเถิด เมืองใหญ่ทั้งสองอยู่ใกล้กัน เหมือนหนึ่งเพื่อนบ้านป่วยไข้จะได้อาศัยกัน เมืองจิ้นเล่าก็เป็นเมืองเอก ฝ่ายท่านก็จะตั้งตัวเป็นใหญ่ไปข้างหน้า ถ้อยทีจะได้อาศัยกัน บัดนี้เจ้าเมืองจิ้นผู้นายข้าพเจ้าเป็นโรคป่วยหนักจะขอรับเอาหมอไปรักษา กลับมาจะชี้แจงถ้อยความซึ่งขัดเคืองให้ท่านฟัง เมืองจิ้นกับเมืองจิ๋นจะได้ดีกันเหมือนดังเก่า ซึ่งท่านจะมาคิดพยาบาทกับคนไข้หนักมิให้หมอไปรักษาก็จะเป็นที่ครหานินทากับคนทั้งปวง ซึ่งข้าพเจ้าว่าทั้งนี้ขอท่านจงคิดดูแต่ควรเถิด

ฮวนก๋งได้ฟังงุยเสียงว่าดังนั้นมีความอดสูแล้วกลับได้คิดจึงตอบว่า ซึ่งท่านมาเตือนสติเราทั้งนี้ชอบอยู่แล้ว จึงสั่งโกมันให้ไปเมืองจิ้นกับงุยเสียง งุยเสียงคำนับลาพาหมอรีบมาในเพลากลางคืน ตัดตรงมาเอาสินหวง ฝ่ายเกงก๋งตั้งแต่งุยเสียงไปแล้วไข้นั้นหนักลง อยู่วันหนึ่งนอนหลับไปฝันเห็นว่ามีเด็กน้อยสองคนเดินออกมาจากจมูกของตัวแล้วเด็กนั้นพูดกันว่าหมอมาแต่เมืองจิ๋นดีนัก ถ้ามาถึงแล้วเขาวางยาดีเราจะหลบไปที่ไหนดี เด็กคนหนึ่งจึงตอบว่าเราจะหลบอยู่ในหัวใจ ถึงหมอดีก็จะทำไมกับเราได้ เด็กนั้นก็เดินกลับเข้าไป เกงก๋งตกใจตื่นขึ้นเล่าความให้คนพยาบาลฟัง ครั้นว่าขาดคำลงเกงก๋งร้องขึ้นว่าเจ็บอยู่ใต้หัวใจ จะนั่งนอนก็หามีความสบายไม่ พองุยเลียงพาหมอมาถึง เกงก๋งมีความยินดีเรียกหมอเข้ามาไปถึงที่นอนแล้วว่า เราซึ่งให้ไปรับท่านมานั้นจะให้รักษาโรคเรา ท่านจะรักษาได้หรือมิได้

หมอจับมือดูแล้วบอกว่า ไข้อันนี้เห็นจะรักษามิได้ เกงก๋งจึงถามว่าท่านเห็นประการใด หมอจึงตอบว่า โรคท่านอยู่ในหัวใจหารู้ที่จะทำประการใดไม่ ถึงจะประกอบยาที่ดีมาวางก็วางเสียเปล่ายาหาแล่นไปถึงโรคได้ไม่ ซึ่งจะรับรักษานั้นเหลือมือข้าพเจ้าอยู่ เกงก๋งได้ยินดังนั้นทอดใจใหญ่แล้วว่า ซึ่งท่านว่าโรคอยู่ในหัวใจนั้นต้องกันกับเราฝัน ท่านนี้เป็นหมอเอกหาผู้เสมอมิได้ จึงให้สิ่งของกับหมอแล้วให้ส่งกลับไปเมืองจิ๋น

ฝ่ายตังตองขันทีตั้งแต่เกงก๋งป่วย ตังตองพยาบาลอยู่ได้ความลำบากอดนอนมาหลายวัน เพลาเช้าวันหนึ่งตังตอนนอนหลับฝันเห็นว่าเกงก๋งขี่คอตังตอง ตังตองพาขึ้นไปบนสวรรค์ ครั้นตื่นขึ้นจึงเล่าให้เพื่อนกันฟัง พอโต๊ะไงเกียเดินเข้าไปจะถามอาการไข้ ได้ยินตังตองแก้ฝันดังนั้นโต๊ะไงเกียก็เล่าให้เกงก๋งฟังทุกประการ เกงก๋งจึงถามว่าซึ่งตังตองฝันนั้นจะดีร้ายประการใด โต๊ะไงเกียจึงทำนายซึ่งขันทีพาท่านขึ้นไปบนสวรรค์ๆ เป็นที่รุ่งเรือง อันท่านป่วยนี้เหมือนหนึ่งที่มืด แล้วขันทีก็เป็นผู้พยาบาล ข้าพเจ้าเห็นว่าโรคท่านจะค่อยคลายไปทุกวัน เกงก๋งได้ฟังโต๊ะไงเกียทำนายมีความยินดีค่อยสบายใจขึ้น พอมีคนเอาข้าวสาลีใหม่มาให้ เกงก๋งสั่งพ่อครัวให้เอาข้าวสาลีไปต้มมาจะกิน แล้วคิดถึงคำไต้บู๊ทำนายไว้จึงสั่งคนใช้ให้ไปเอาตัวไต้บู๊เข้ามา แล้วจึงว่ากับไต้บู๊ว่าท่านว่าเราจะไม่ได้กินข้าวสาลีใหม่ ข้าวสาลีใหม่เราได้มาเราต้มอยู่แล้วท่านจะว่าประการใด

ไต้บู๊จึงตอบว่า โรคท่านนั้นหวนไปหวนมาอยู่ ถึงได้ข้าวสาลีมาก็จริงแต่ยังหาได้กินไม่ ยังว่าไม่ถูกก่อน เกงก๋งได้ยินดังนั้นก็โกรธแต่มิได้ว่าประการใด โต๊ะไงเกียจึงตวาดเอาไต้บู๊ว่า เราได้ข้าวสาลีใหม่มาจนพ่อครัวเอาไปต้ม สักประเดี๋ยวจะได้กิน ตัวยังจะว่าเป็นสำนวนไปอีกเล่า แล้วโต๊ะไงเกียว่ากับเกงก๋งว่า ข้าพเจ้าได้สาบานไว้ถ้าท่านได้กินข้าวสาลีใหม่วันใดจะฆ่าหมอคนนี้เสียให้ได้ แล้วก็สั่งคนใช้ให้เอาตัวไต้บู๊ไปฆ่าเสียนอกกำแพงเมือง ไต้บู๊ถอนใจใหญ่แล้วว่าเหตุด้วยเรารู้วิชาการชนิดหนึ่งเท่านี้ จึงมาให้เป็นอันตรายแก่ชีวิต ทั้งนี้ก็ตัวเราชั่วเอง คนใช้ก็เอาตัวไต้บู๊มาฆ่าเสียตามคำโต๊ะไงเกีย

ขณะนั้นเป็นเพลากลางวัน พ่อครัวต้มข้าวสาลีแล้วก็ยกเข้าไปตั้งไว้ เกงก๋งเห็นดังนั้นก็ให้ตังตองพยุงขึ้นมาเรียกเอาข้าวสาลีมาจะกิน โรคนั้นกำเริบหนักขึ้น เกงก๋งร้องว่าเจ็บในอก พอลมปะทะขึ้นมาจะทรงตัวไว้มิได้ เกงก๋งก็ขาดใจตาย ผู้พยาบาลแลขุนนางทั้งปวงเห็นดังนั้นก็ตกใจ ต่างคนว่าเกงก๋งหาได้กินข้าวสาลีไม่ สมเหมือนไต้บู๊ทำนายไว้ซึ่งฆ่าไต้บู๊เสียนั้น โต๊ะไงเกียสั่งลวนจือซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่กับขุนนางทั้งปวงจัดแจงที่ไว้ศพเกงก๋ง เกณฑ์ให้เจ้าพนักงานรักษาศพตามตำแหน่งเสร็จแล้ว จึงปรึกษาพร้อมกันตั้งจิวภูซึ่งเป็นบุตรเกงก๋งนั้นเป็นเจ้าเมืองจิ้นแทน เรียกว่าจิ้นเลก๋ง จิ้นเลก๋งก็แต่งศพบิดาไปฝังไว้ตามตำแหน่งให้ก่อกุฏิสวมไว้แล้วจิ้นเลก๋งว่ากับขุนนางทั้งปวงว่า ตังตองฝันว่าพาบิดาเราขึ้นสวรรค์ กับบิดาเราตายยุติกันแล้วตังตองก็รักใคร่บิดาเรามาก ให้เอาตังตองไปฝังไว้ข้างศพนั้นเถิด จะได้ไปรับใช้สอยกันในเมืองผี เจ้าพนักงานก็เอาตังตองไปฝังทั้งเป็นตามจิ้นเลก๋งสั่ง ขุนนางทั้งปวงก็พูดกันว่าถ้าตังตองไม่เล่าฝันให้ผู้อื่นฟังก็จะไม่ต้องฝังทั้งเป็น

ขณะนั้นซองจงก๋งเจ้าเมืองซองรู้ว่าเกงก๋งตาย จึงแต่งให้ฮ้อหงวนขุนนางผู้ใหญ่ไปเยี่ยมจิวภู ซึ่งเป็นเจ้าเมืองใหม่กับเครื่องตามธรรมเนียมไปช่วยศพเกงก๋ง ครั้นฮ้อหงวนมาถึงเมืองจิ้นเข้าไปแจ้งความกับจิ้นเลก๋งแล้วเอาของไปเซ่นศพตามเจ้าเมืองซองสั่ง ครั้นเสร็จแล้วเข้าไปลาจิ้นเลก๋งพบลวนจือขุนนางผู้ใหญ่ในที่ว่าราชการ ฮ้อหงวนจึงปรึกษากับลวนจือว่าข้าพเจ้าจะใคร่ชักให้เมืองฌ้อกับเมืองจิ้นดีกัน อย่าให้รบพุ่งกันต่อไป อาณาประชาราษฎร์จะได้อยู่เย็นเป็นสุขทั้งสองฝ่าย

ลวนจือจึงตอบว่าซึ่งท่านคิดดังนี้ดีอยู่แล้ว แต่ว่าเจ้าเมืองฌ้อคนนี้เป็นคนโลเลจะพูดจาก็ไม่ยั่งยืนยังจะเอาถ้อยคำเป็นแน่ได้ ฮ้อหงวนจึงว่าก๋งจูเองซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองฌ้อกับข้าพเจ้าเป็นคนชอบกัน ถ้าท่านยอมแล้วธุระอันนี้เป็นธุระข้าพเจ้ารับว่ากล่าว ลวนจือฟังถ้อยคำฮ้อหงวนเห็นสุจริตอยู่จึงว่า ถ้าท่านเห็นจะเชื่อฟังได้ก็ตามใจท่านเถิด เราจะให้ลวนหำบุตรน้อยเราไปกับท่านด้วย แล้วลวนจือก็สั่งลวนหำผู้บุตรอายุสิบห้าปีให้ไปเมืองฌ้อกับฮ้อหงวน ฮ้อหงวนมีความยินดีจึงลาเลก๋งพาลวนหำไปเมืองฌ้อ ครั้นถึงก็เข้าไปหาก๋งจูเอง ก๋งจูเองเห็นฮ้อหงวนเข้ามาพร้อมเด็กหนุ่มน้อยคนหนึ่ง จึงถามฮ้อหงวนว่าท่านพาผู้ใดมาด้วย ฮ้อหงวนจึงบอกว่า ความซึ่งพูดกันไว้นั้นพอเจ้าเมืองซองใช้ให้ข้าพเจ้าไปเยี่ยมศพเมืองจิ้น ได้พูดกันกับลวนจือขุนนางผู้ใหญ่ ลวนจือขุนนางผู้ใหญ่ก็เห็นด้วยก็ให้ลวนหำบุตรมากับข้าพเจ้า

ก๋งจูเองแจ้งดังนั้นมีความยินดี แล้วเห็นลวนหำหนุ่มน้อยหน้าตาคมสัน คิดจะใคร่ดูปัญญาจึงถามลวนหำว่า เมืองท่านนั้นเป็นเมืองเอกมีการศึกสงครามมา จัดแจงกระบวนทัพเป็นประการใดบ้าง ลวนหำตอบว่าสุดแต่พร้อมตามแบบ ก๋งจูเองถามไปอีกว่า การซึ่งจัดแจงเป็นที่ยิ่งนั้นคือสิ่งอันใด ลวนหำจึงตอบว่า อันที่ยิ่งนั้นสุดแต่แม่ทัพมีใจอารีแก่ทแกล้วทหาร แล้วยั่งยืนมิได้ครั่นคร้ามในการสงคราม คิดการถ่ายเทในกลอุบายเอาชัยชนะได้ ก๋งจูเองจึงคิดว่าลวนหำคนนี้เป็นเด็กก็จริง แต่ฉลาดเฉลียวพูดจาหลักแหลมนัก ก๋งจูเองก็คิดเกรงสติปัญญามากขึ้น แล้วพาลวนหำกับฮ้อหงวนไปหาเจ้าเมืองฌ้อ แจ้งความซึ่งฮ้อหงวนกับลวนจือปรึกษาจะดีกันนั้นให้ฟังทุกประการ

เจ้าเมืองฌ้อแจ้งความดังนั้น คิดเกรงทหารเมืองจิ้นจึงยอมตามคำปรึกษา แล้วนัดไปทำความสัตย์กัน ณ เมืองซองข้างประตูทิศตะวันตก กำหนดวันให้ลวนหำกลับไปเมืองจิ้น เจ้าเมืองจิ้นแจ้งดังนั้นก็ให้ซีเสียนไป ณ เมืองซอง เจ้าเมืองฌ้อก็ให้ก๋งจูปาไปตามสัญญา ขุนนางทั้งสองฝ่ายมาถึงเมืองซองก็ทำสัตย์กัน ต่างคนต่างแทงโลหิตออกจารึกเป็นอักษรว่ามิได้คิดร้ายกันสืบไปแล้วต่างคนก็กลับไปเมือง

ฝ่ายก๋งจูเจ๊กกับขุนนางเมืองฌ้อซึ่งเป็นที่สุมาโกรธก๋งจูเองว่าเมืองฌ้อกับเมืองจิ้นมิได้ไปมาหากันนานแล้ว ครั้งนี้ก๋งจูเองคิดให้สองเมืองผูกรักกันมิได้ปรึกษาให้รู้ด้วย นานไปสนิทกันเข้าก็จะเป็นความชอบของก๋งจูเองด้วย จำเราจะคิดอุบายอย่าให้เมืองจิ้นกับเมืองฌ้อชอบกันได้ แล้วก๋งจูเจ๊กคิดหาสาเหตุเมืองจิ้น จึงใช้ให้คนไปสอดแนมได้ความว่า เมืองจิ้นเมืองฬ่อเมืองซองเมืองโอยเมืองเตง ต่างคนให้ขุนนางไป ณ ตำบลเคียงขิวทำความสัตย์ว่ามิได้คิดร้ายต่อกัน ก๋งจูเจ๊กแจ้งดังนั้นก็เข้าไปเล่าให้เจ้าเมืองฌ้อฟังแล้วว่า แต่ก่อนนั้นข้าพเจ้าคิดเห็นอยู่ว่าเมืองจิ้นกับเมืองหงอชอบกันจะมาทำอันตรายกับเมืองเรา มาบัดนี้เมืองซองกับเมืองเตงซึ่งเคยขึ้นอยู่กับเราก็พลอยตามไปเข้าด้วย ครั้นจะนิ่งเสียไม่ไปตีเอาเมืองเตงคืนมา หัวเมืองทั้งปวงก็จะดูหมิ่นมีใจกำเริบ เจ้าเมืองฌ้อได้ฟังดังนั้นจึงว่า ครั้นเราจะให้ไปตีเมืองเตง ก็คิดด้วยไปทำความสัตย์กันไว้ ณ เมืองซอง เราคิดประการใดจึงจะดี

ก๋งจูเจ๊กจึงว่า อันเมืองซองเมืองเตงได้กระทำสัตย์ต่อเราหลายครั้งมาแล้ว เมืองเตงก็มิได้อยู่ในความสัตย์กลับไปเข้าด้วยเมืองจิ้น เมื่อเมืองเตงเสียสัตย์ก่อน ถึงเราจะทำบ้างก็เห็นหาผู้ใดล่วงรู้นินทาไม่ เจ้าเมืองฌ้อได้ฟังก๋งจูเจ๊กก็เห็นชอบด้วย จึงว่าซึ่งท่านว่านั้นชอบอยู่แล้ว ท่านจงจัดทัพรีบยกไปตีเอาเมืองเตงคืนมาตามท่านคิดนั้นเถิด ก๋งจูเจ๊กก็มาจัดแจงตามเจ้าเมืองสั่ง กิตติศัพท์รู้ไปถึงเมืองเตง เจ้าเมืองเตงกลัวกองทัพเมืองฌ้อก็ละความสัตย์เมืองจิ้นเสีย กลับมารับผิดขอขึ้นกับเมืองฌ้อดังเก่า

ฝ่ายจิวภูเจ้าเมืองจิ้นรู้ว่าเจ้าเมืองเตงเสียสัตย์กลับไปขึ้นกับเมืองฌ้อก็โกรธ คิดจะยกกองทัพไปตี จึงให้หาขุนนางใหญ่น้อยมาปรึกษา ต่างคนต่างนิ่งเสียมิได้ว่ากล่าวประการใด ด้วยขุนนางในเมืองจิ้นนั้นแก่งแย่งกันว่าจิวภูเจ้าเมืองจิ้นรักใคร่เชื่อถือแซ่คับ แล้วคับจุน คับจี คับขี สามคนนี้ถือว่าพวกมาก บุตรแลหลานก็ได้เป็นขุนนางสิ้น จิ้นเลก๋งก็เชื่อถ้อยคำ ลวนจือขุนนางผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการจะว่ากล่าวสิ่งใด ถ้าแซ่คับขัดขวางแล้วจิ้นเลก๋งก็เห็นไปด้วยแซ่คับ ลวนจือมีความน้อยใจ การซึ่งตีเมืองเตงจึงมิได้ตกลงกัน

เป๊กจงขุนนางคนหนึ่งเป็นคนสัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน โกรธแซ่คับว่าข่มเหงอาณาประชาราษฎร์ได้รับความเดือดร้อน แล้วมิได้ยำเกรงขุนนางผู้ใหญ่ เป๊กจงจึงเข้าไปว่ากับจิ้นเลก๋งว่า ทุกวันนี้พวกแซ่คับถือตัวว่าพวกพ้องมากแล้วท่านก็เอ็นดูรักใคร่ ขุนนางผู้ใหญ่จะว่ากล่าวกิจการสิ่งใดก็มิได้ฟังบังคับบัญชา แล้วยิ่งขุนนางทั้งปวงต่างคนต่างมีใจเจ็บแค้นแซ่คับนัก แต่คิดเกรงท่านอยู่ก็มิรู้ที่จะทำประการใด ขอท่านอย่าเชื่อถือถ้อยคำคนเหล่านี้นัก จิ้นเลก๋งได้ฟังดังนั้นนิ่งเสียมิได้ตอบประการใด แต่คิดขัดใจเป๊กจงอยู่

ฝ่ายคับขีรู้ว่าเป๊กจงกล่าวโทษมีใจพยาบาทคิดแค้นเป็นอันมาก อยู่มาวันหนึ่ง คับขีเข้าไปหาจิ้นเลก๋งจึงแจ้งว่า เป๊กจงมิได้ยำเกรงท่านว่ากล่าวหยาบช้านินทาต่างๆ จิ้นเลก๋งนั้นกำลังเชื่อคับขี ทั้งมีใจโกรธเป๊กจงอยู่มิได้ไต่ถามประการใด สั่งให้เอาเป๊กจงไปฆ่าเสีย ฝ่ายเป๊กจงแลผู้บุตรเป๊กจงรู้ว่าจิ้นเลก๋งฆ่าบิดาเสีย กลัวความร้ายจะถึงตัวหนีไปอยู่เมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อรู้ว่าเป๊กจงแลเป็นบุตรขุนนาง ก็ให้ไปรับมาเลี้ยงไว้ตั้งให้เป็นไทจูขุนนางที่ปรึกษาทำราชการในเมืองฌ้อ

ฝ่ายจิ้นเลก๋งครั้นฆ่าเป๊กจงแล้ว ให้เอาสีรีตองงอ เกียมอี เสียงงิม เกียวเลชี หนุ่มๆ สี่คนเข้ามาตั้งเป็นขุนนางที่ไตหู จิ้นเลก๋งนั้นมิใคร่จะออกว่าราชการบ้านเมือง อยู่แต่ข้างในเพลิดเพลินด้วยอิสตรีทั้งกลางวันและกลางคืน ครั้นเวลาออกมาที่ว่าราชการบ้านเมืองก็ปรึกษากันแต่ขุนนางหนุ่มๆ ทั้งสี่ ขุนนางทั้งปวงเห็นจิ้นเลก๋งหลงไปด้วยอิสตรี มิได้เอาใจใส่กิจการบ้านเมืองแล้วก็มิได้คิดจะตีเอาเมืองเตงคืน ต่างคนต่างคิดเสียใจ สูเสียบเห็นดังนั้นจึงว่ากับคับขีว่า ทุกวันนี้จิ้นเลก๋งนับถือท่าน ท่านจะว่าสิ่งใดๆ ก็เชื่อฟัง เหตุใดท่านนิ่งเสียไม่เตือนให้จิ้นเลก๋งไปตีเอาเมืองเตงคืน หัวเมืองขึ้นทั้งปวงจะมิพากันดูหมิ่นเสียเกียรติยศไปหรือ ลวนจือได้ฟังสูเสียบปรึกษากับคับขีดังนั้นจึงว่า คำของท่านควรนัก ครั้งนี้ถ้าละเมืองเตงเสียไป เมืองซองเมืองฬ่อเห็นเมืองเตงไปได้ก็จะต่างคนต่างไป

ขณะนั้นฮุนหองซึ่งเป็นชาวเมืองฌ้อ มาสวามิภักดิ์ทำราชการอยู่ในเมืองจิ้น ได้ยินลวนจือ สูเสียบ คับขี ปรึกษากันด้วยเมืองเตง จึงว่าท่านทั้งสามว่านี้ข้าพเจ้าเห็นชอบด้วย ขอท่านทั้งสามจงเอาความทั้งนี้เข้าไปว่ากับนายเราจึงจะควร แล้วก็พากันเข้าไปหาจิ้นเลก๋ง แจ้งความซึ่งได้ปรึกษากันทุกประการ จิ้นเลก๋งได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงว่าซึ่งเมืองเตงดูหมิ่นเรานั้นจำเราจะยกไปเอง แล้วสั่งซุนเฮียวให้รักษาเมืองอยู่ สั่งลวนจือ สูเสียบ คับขี ซุนเอียม ฮันเคียด คับจี งุยขิว ลวนหำ แต่บรรดาขุนนางนายทหารให้รีบเกณฑ์ทหารใหญ่น้อยกับเกวียนหกร้อยเล่ม ครั้นจัดแจงเสร็จแล้วจิ้นเลก๋งก็ยกออกจากเมืองจิ้น จึงหาคับจุนเข้ามาสั่งให้ไปเกณฑ์คนเมืองฬ่อทัพหนึ่ง เมืองโอยทัพหนึ่ง รีบยกไปบรรจบ ณ เมืองเตง

ฝ่ายเจ้าเมืองเตงรู้ก็ตกใจ จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า เจ้าเมืองจิ้นยกทัพมาครั้งนี้ เกณฑ์เอาเมืองฬ่อเมืองโอยมาด้วยเห็นใหญ่หลวงนักเหลือกำลังที่จะสู้รบ เราจะไปขอรับผิดขอดีด้วยดังเก่า ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด เอียวเกายีขุนนางจึงว่า เมืองจิ้นกับเมืองฌ้อเป็นเมืองใหญ่กระหนาบอยู่ เราเป็นเมืองน้อยอยู่หว่างกลาง ถ้าเห็นว่าเมืองใดเข้มแข็งพอจะเป็นที่พึ่งได้ก็ไปเข้ากับเมืองนั้น ซึ่งจะทำโลเลนั้นเช้าจะไปขึ้นข้างเมืองจิ้น เย็นจะมาขึ้นเมืองฌ้อดังนี้ ข้าพเจ้าเห็นไพร่พลเมืองหามีความสุขไม่ เจาก๋งได้ฟังดังนั้นจึงว่า ท่านว่านั้นควรอยู่ ก็ใจของท่านจะให้ไปขึ้นข้างผู้ใดจึงจะดี เอียวเกายีจึงว่า ใจข้าพเจ้าเห็นว่าไปเข้ากับเมืองฌ้อ แล้วจะขอกองทัพมาช่วยรบเมืองจิ้น ถ้าทหารทั้งสองเมืองสมทบกันเข้า เห็นว่าเมืองจิ้นจะสู้ไม่ได้ เมืองจิ้นแพ้ไปแล้วเราก็จะมีความสุข เจาก๋งเห็นชอบด้วยจึงสั่งเอียวเกายีว่า ถ้าดังนั้นท่านจงไป ณ เมืองฌ้อ อ้อนวอนฌ้อกังอ๋องให้ยกกองทัพมาช่วยเราโดยเร็ว เอียวเกายีก็คำนับลาไปเมืองฌ้อ ครั้นถึงก็เข้าไปหาฌ้อกังอ๋อง ฌ้อกังอ๋องเห็นเอียวเกายีจึงถามว่าท่านมาด้วยธุระอันใด เอียวเกายีคำนับแล้วแจ้งความว่า เจ้าเมืองจิ้นยกกองทัพมาตีเมืองเตง เจ้าเมืองเตงคิดจะเอาท่านเป็นที่พึ่ง จึงให้ข้าพเจ้ามาขอกองทัพท่านไปช่วย

เจ้าเมืองฌ้อได้ยินเอียวเกายีว่า จึงคิดว่าเรากับเมืองซองเมืองจิ้นได้ทำสัตย์สาบานกันไว้ ครั้นจะยกกองทัพไปช่วยเมืองเตง เมืองจิ้นเมืองซองก็จะว่าเราเสียสัตย์ ครั้นจะมิช่วยเล่าเมืองเตงก็จะขอเป็นเมืองขึ้น คิดมิตกลงจึงปรึกษาก๋งจูเอง ก๋งจูเองจึงว่าการเป็นมาทั้งนี้ก็เพราะเราไปกับเมืองเตงก่อน เมืองจิ้นเขาจึงยกมาทำบ้าง ดูประหนึ่งถ้อยทีถ้อยจะเอาชนะกันอยู่ ข้าพเจ้าคิดว่าจะให้งดไว้ดูท่วงทีเมืองจิ้นก่อน

ก๋งจูเจ๊กได้ฟังดังนั้นจึงว่ากับเจ้าเมืองฌ้อว่า เมืองเตงหวังจะเอาท่านเป็นที่พึ่ง ครั้นมีธุระจึงมาปรับทุกข์ให้ท่านช่วย ท่านเล่าก็คิดตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ ครั้งก่อนเมืองเจ๋มาขอกองทัพ ท่านก็ไม่ยกไปช่วยครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนี้เมืองเตงมาขอกองทัพอีก ซึ่งท่านจะไม่ไปช่วยดังหนึ่งไมตรีสิ้น ผู้ซึ่งจะมีใจสวามิภักดิ์เข้าด้วยก็จะคิดเสียใจว่าท่านหาเป็นที่พึ่งได้ไม่ เหมือนตัดหนทางเสียเหมือนกัน อันตัวข้าพเจ้านี้เป็นคนความคิดน้อยทั้งหาปัญญามิได้ แต่การครั้งนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าพอจะรับอาสาได้ มิให้กองทัพเมืองจิ้นทำอันตรายกับเมืองเตงได้ ฌ้อกังอ๋องเห็นชอบด้วยก็ยอมตามคำก๋งจูเจ๊ก สั่งให้เกณฑ์ทหารใหญ่น้อยทั้งปวงให้ก๋งจูเจ๊กเป็นทัพหน้า ก๋งจูเองเป็นปีกขวา ยิมฮูเป็นปีกซ้าย เจ้าเมืองฌ้อเป็นทัพหลัง ยกออกทิศเหนือไปเมืองเตง ฌ้อกังอ๋องยกทัพไปครั้งนั้นรีบเดินทัพโดยเร็ว วันหนึ่งสิ้นหนทางถึงพันสี่ร้อยเส้น

ฝ่ายทหารเมืองจิ้นซึ่งเป็นกองสอดแนมเข้าไปแจ้งกับสูเสียบว่า เจ้าเมืองฌ้อยกทัพล่วงเกินเข้ามาจะถึงเมืองเตงอยู่แล้ว สูเสียบจึงเอาความไปปรึกษากับลวนจือขุนนางผู้ใหญ่ว่า ทัพเรายกมาครั้งนี้หมายใจจะไปทำกับเมืองเตง บัดนี้กองทัพเมืองฌ้อก็ยกมาช่วยเห็นว่าจะต้องเป็นศึกใหญ่ ซึ่งจะยกรุดเร็วเข้าไปเอาเมืองเตงให้ทัพทั้งสองปะทะกันเข้านั้นไม่ได้ ด้วยจิ้นเลก๋งนายเรายังอ่อนศักดิ์อยู่เกลือกจะตกใจกลัว พาให้ผู้คนระส่ำระสายก็จะเสียกับข้าศึก ขอให้ตั้งมั่นรักษาค่ายไว้ก่อน ดูท่วงทีว่าเมืองฌ้อกับเมืองเตงจะคิดทำประการใดจึงค่อยผ่อนตามต่อภายหลังก็คงจะคิดเอาชัยชนะได้

ลวนจือจึงตอบว่า ซึ่งท่านจะให้ยั้งกองทัพตั้งมั่นไว้เราไม่เห็นด้วย ด้วยทหารเมืองฌ้อก็จะเข้าใจว่ากลัวเกรงเสียเกียรติยศไป ถึงนายเราไม่เคยศึกสงครามก็จริง แต่ทว่าตัวเรากับทหารทั้งปวงได้ทำศึกมาแต่ครั้งเจ้าเมืองผู้ตายมาจนถึงจิ้นเลก๋งก็สามแผ่นดินแล้ว หาควรที่จะครั่นคร้ามต่อข้าศึกไม่ สูเสียบได้ฟังลวนจือว่าดังนั้นก็กลับออกมาแล้วทอดใจใหญ่ว่าแก่ทหารทั้งปวง ถ้าขืนยกออกรบครั้งนี้ ได้แต่เพียงแพ้ไม่เสียชีวิตก็เป็นดีเถิด

ฝ่ายลวนจือก็สั่งให้จัดแจงกองทัพรีบเดินเข้าไปถึงเมืองเตงโดยเร็ว ครั้นมาใกล้จะถึงทุ่งเอียงเหลงเป็นเพลาเย็น ทหารกองหน้ากลับมาแจ้งความว่ากองทัพเมืองฌ้อยกล่วงเอียงเหลงขึ้นมาตั้งสกัดทางอยู่ ลวนจือแจ้งความดังนั้นเห็นจะยกเข้าไปเมืองเตงมิได้ ก็สั่งให้หยุดกองทัพตั้งอยู่ตำบลแพจอ ขณะนั้นเดือนหกรุ่งขึ้นจะเป็นวันสิ้นเดือน จีนถือกันว่าเป็นวันห้ามทัพศึก แล้วกองทัพเมืองจิ้นเพิ่งมาถึงหาทันจัดแจงไม่ ครั้นเพลาประมาณสามยามเศษ ลวนจือได้ยินเสียงอึงขึ้นนอกค่าย พอนายทหารทั้งปวงเข้ามาบอกว่ากองทัพเมืองฌ้อยกประชิดเข้ามา วางคนกันที่รบไปไว้หลังทหาร พวกเรายังหาทันขยายไม่ ครั้นจะจัดแจงกันออกรบก็คับแคบเห็นจะเสียทีแก่ข้าศึก ลวนจือได้ฟังดังนั้นก็กำชับทหารทั้งปวงให้รักษาค่ายมั่นไว้แล้วปรึกษานายทัพนายกอง ต่างคนต่างว่าไม่ตกลงกัน

ฝ่ายสูกัวบุตรสูเสียบอายุสิบหกขวบมีสติปัญญา ได้ยินปรึกษาแก่งแย่งกันจึงเข้าไปคำนับลวนจือแล้วถามว่า ท่านวิตกด้วยทัพข้างเราคับแคบกลัวจะไม่มีที่รบตั้งกระบวนหรือ ข้าพเจ้าเห็นไม่ยากนักพอจะจัดได้ ลวนจือถามว่าท่านคิดทำประการใด สูกัวจึงตอบว่าข้าพเจ้าคิดว่าเพลาพรุ่งนี้จะขอแบ่งเอาทหารซึ่งไปรักษาหน้าที่อยู่นั้นเข้ามาในค่าย รื้อเตาหุงข้าวไปถมบ่อน้ำทำให้แล้วแต่ในเพลาเช้า จะได้ขยายกองทัพให้เป็นกระบวนกว้างออกไป แล้วจัดทหารเรียงกันไปเป็นแถวคอยรับข้าศึก จึงเปิดค่ายถอยหลังมาตั้งตามที่ เมื่อทัพเราตั้งเป็นกระบวนอยู่แล้ว เห็นว่ากองทัพเมืองฌ้อยังหาอาจจะเข้าหักเอาไม่ ลวนจือจึงว่าเมื่อรื้อบ่อนํ้ากับเตาไฟเสียแล้วทหารทั้งปวงจะอาศัยสิ่งใดเป็นกำลังเล่า สูกัวจึงว่าขอท่านให้จัดเป็นของแห้งไว้เลี้ยงกันแล้วหาที่ใส่นํ้าไว้ให้ได้สองวัน พอเราตั้งกระบวนลงไว้ จึงเลือกเอาทหารที่ไม่สันทัดในการรบไปขุดบ่อก่อเตาไว้หลังค่าย สำหรับจะได้เป็นกำลังทหารทั้งปวงสืบไป ลวนจือก็เห็นชอบด้วย

ฝ่ายสูเสียบบิดาสูกัวโกรธลวนจือว่าปรึกษาการสิ่งใดไม่เห็นด้วย สูเสียบยังไม่ยอมที่จะให้ออกรบ ครั้นสูกัวผู้บุตรไปคิดอุบายให้กับลวนจือ สูเสียบก็โกรธด่าว่า อ้ายลูกอมมือไม่รู้จักตาย การศึกสงครามเป็นการใหญ่ ตัวเป็นเด็กมาอวดดังนี้หาควรไม่ แล้วชักไม้ออกจะตี ทหารทั้งปวงเข้าห้ามกอดสูเสียบไว้ สูกัวเห็นบิดาโกรธก็หนีไป ลวนจือเห็นดังนี้ก็หัวเราะว่าสูกัวนี้เด็กก็จริงแต่ความคิดดีกว่าสูเสียบผู้บิดาอีก ลวนจือก็สั่งทหารทั้งปวงให้จัดแจงเสบียงอาหาร รื้อเตาไฟถมบ่อนํ้าแล้วให้ตั้งกระบวนไว้คอยรับข้าศึกตามคำสูกัวว่าทุกประการ

ฝ่ายเจ้าเมืองฌ้อยกกองทัพมาประชิดติดค่ายจิ้นเลก๋งอยู่ เข้าใจว่าทหารเมืองจิ้นไม่รู้ตัววุ่นวายระส่ำระสาย ครั้นฟังดูก็เห็นสงบอยู่เจ้าเมืองฌ้อก็มีความสงสัย เบ๊กจือเลจึงบอกว่าค่ายกลางนั้นเป็นลวนจือแม่ทัพ เจ้าเมืองจิ้นอยู่ในนั้นด้วย บรรดาแซ่ลวน แซ่คับ แซ่หวม จึงไปประชุมพร้อมกันอยู่ ทหารเหล่านี้แต่ล้วนฝีมือเอกเข้มแข็งนัก ซึ่งจะออกรบกันนั้นขอท่านอย่าเบาความ เจ้าเมืองฌ้อรู้การในกองทัพเมืองจิ้นแล้วก็ลงจากหอรบให้หาขุนนางนายทัพนายกองเข้ามาสั่งว่า เพลาพรุ่งนี้เห็นจะได้รบกันกับกองทัพเมืองจิ้น ท่านทั้งปวงอย่าประมาทจงตรวจตราทแกล้วทหารทั้งปวงให้พร้อมมูลกัน นายทหารทั้งปวงก็ออกมาจัดแจงกำชับกันตามคำเจ้าเมืองฌ้อสั่ง

ฝ่ายจิ้นเลก๋ง เมื่อกองทัพตั้งประชิดกันอยู่นั้นคิดเกรงเจ้าเมืองฌ้อว่าเคยทำศึกสงครามมามาก จึงให้นายทัพนายกองเข้ามาปรึกษา เมียวหุนหงรู้กิริยาเจ้าเมืองจิ้นจึงเข้าไปคำนับแล้วว่า แต่ก่อนเมื่อข้าพเจ้ายังทำราชการอยู่เมืองฌ้อนั้น แจ้งว่าเจ้าเมืองฌ้อมีทหารเข้มแข็งอยู่สองกองๆ หนึ่งเรียกว่าโจ๋ก้อง กองหนึ่งเรียกว่าอี๋ก้อง ทั้งสองกองนี้เรียกว่าเหลียงก้อง แม้นจะไปทัพศึกแห่งใดตำบลใดก็รื่นเริงพรักพร้อม ด้วยซุนซกเหงาเป็นแม่กองได้ควบคุมบังคับบัญชาสิทธิ์ขาดอยู่แต่ผู้เดียว และซุนซกเหงามีสติปัญญา ทั้งฉลาดที่จะยั่วใจทหารให้กล้า แล้วระวังผลัดเปลี่ยนเลือกเอาทหารที่มีฝีมือสู้รบจัดไว้เป็นคนสำหรับพร้อมมูลกัน บัดนี้ซุนซกเหงาตายเสียแล้ว ทหารทั้งปวงแก่เฒ่าล้มตายเสียเป็นอันมาก ที่ไม่มีตัวเอาทหารอื่นส่งเข้าแทนก็สักแต่ว่าเป็นคน ด้วยหามีผู้ใดที่จะฝึกฝนหัดปรือจัดแจงให้เป็นสำรับได้ไม่ แล้วครั้งนี้เจ้าเมืองฌ้อยกเอาโจ๋ก้องกับอี๋ก้องยกให้ก๋งจูเองว่ากองหนึ่ง ยิมฮูว่ากองหนึ่ง ก๋งจูเองกับยิมฮูเล่าก็ไม่ชอบกัน ถ้ากองทัพเมืองฌ้อได้รบกันกับเราครั้งนี้ เห็นจะเสียทีเราเป็นแท้

ขณะเมื่อทัพเมืองฌ้อกับเมืองจิ้นตั้งรอกันอยู่นั้น ผวนต๋งทหารเมืองฌ้อไปซ้อมมือยิงเกาทัณฑ์อยู่หลังค่าย เอาเป้ามาปักแล้วยิงถูกทั้งสามหน แต่บรรดาทหารเห็นผวนต๋งยิงเกาทัณฑ์แม่นต่างคนต่างชม พอเอียงอิวกีเดินมาทหารทั้งปวงเห็นก็ร้องพร้อมกันขึ้นว่าฝีมือเอกมาถึงแล้ว ผวนต๋งได้ยินดังนั้นก็โกรธนักว่าฝีมือเราไม่เหมือนเอียงอิวกีเจียวหรือ

เอียงอิวกีจึงตอบว่า ท่านก็ดีจะยิงเป้า เราจะยิงต้นเอียวลิ้วไกลร้อยก้าว หมายใบไหนจะให้ถูกใบนั้น ทหารทั้งปวงจะใคร่ดูฝีมือเอียงอิวกีเอาหมึกไปป้ายใบเอียวลิ้วเป็นสำคัญไว้สามใบ แล้วเอียงอิวกีก็เดินถอยหลังออกมาได้ร้อยก้าว น้าวเกาทัณฑ์ยิงไปหนหนึ่งถูกใบหนึ่ง ยิงหนสองถูกใบสอง ยิงหนสามถูกใบสาม ลูกเกาทัณฑ์เสียบใบไม้หมายอยู่หาตกลงมาไม่ ทหารทั้งปวงเห็นเอียงอิวกียิงถูกใบไม้หมายหมึก ก็สรรเสริญอื้ออึงว่ายิงเกาทัณฑ์แม่นเหมือนเทพยดา ผวนต๋งเห็นดังนั้นจึงว่ากับเอียงอิวกีว่า ท่านยิงนี้ก็ดีอยู่แลแต่ทว่าเบาไป ที่จะเข้ารบนั้นเห็นจะสู้คนยิงแรงไม่ได้ เราจะยิงเสื้อเกราะหลายชั้นให้ท่านทั้งปวงดู พวกทหารเลวทั้งปวงก็ว่าจะขอชมฝีมือท่าน ผวนต๋งก็ให้ไปเอาเสื้อเกราะออกมา ทหารพับเข้าห้าชั้นแล้ว ถามผวนต๋งว่าพอแล้วหรือยัง ผวนต๋งจึงให้พับเติมอีกสองชั้นเป็นเจ็ดชั้น หนาประมาณศอกหนึ่งเอาแขวนขึ้นไกลประมาณร้อยก้าว ผวนต๋งยิงเกาทัณฑ์ไปถูกทะลุทั้งเจ็ดชั้นลูกเกาทัณฑ์ติดอยู่ ทหารทั้งปวงเห็นก็ชมผวนต๋งว่าท่านมีกำลังแข็งแรงนักยิงตลอดทั้งเจ็ดชั้น ชวนกันถอนลูกเกาทัณฑ์ก็ไม่ออกเหมือนเหล็กตะปูตรึงเข้าไว้มั่นคงไม่มีช่อง ผวนต๋งจึงให้ยกเสื้อเกราะเข้ามาในค่ายคิดจะอวดคนทั้งปวง

เอียงอิวกีจึงห้ามว่าอย่าเพิ่งยกเข้าไปก่อน เราจะยิงถอนลูกเกาทัณฑ์ของผวนต๋งออกเสียจากเกราะให้ท่านดู ทหารทั้งปวงจะใคร่ดูฝีมือเอียงอิวกีว่าจะแข็งแรงประการใด จึงเอาเกราะซึ่งติดลูกเกาทัณฑ์นั้นไปแขวนไว้ดังเก่า เอียงอิวกียิงไปถูกเกาทัณฑ์ผวนต๋งหลุดออกลูกเกาทัณฑ์ใหม่ไปติดอยู่ในเสื้อเกราะแทน ทหารนายทัพนายกองเห็นต่างก็สั่นศีรษะว่าเอียงอิวกีแม่นเกาทัณฑ์ มีกำลังแข็งแรงหาผู้เสมอมิได้ แล้วว่าครั้งก่อนเจ้าเมืองฌ้อไปยิงเนื้อที่เขาเกงสาน เห็นชะนีขาวอยู่บนเขาตัวหนึ่งเจ้าเมืองฌ้อให้ล้อมไว้หลายชั้น ให้ทหารเกาทัณฑ์ซ้ายขวายิงชะนี ชะนีรับลูกเกาทัณฑ์ไว้ได้มิได้ถูกตัว เจ้าเมืองฌ้อเห็นทหารยิงเกาทัณฑ์มิได้ถูกชะนี จึงสั่งให้เอียงอิวกีไปยิง ชะนีนั้นแต่พอเห็นเอียงอิวกีก็ร้องด้วยเสียงอันดัง เอียงอิวกีก็ยิงเกาทัณฑ์ไปถูกอกชะนีตาย และฝีมือเอียงอิวกีนั้นก็ปรากฏอยู่กับหัวเมืองทั้งปวงหาผู้เสมอมิได้มาจนทุกวันนี้ แล้วนายทัพนายกองจึงว่า เมืองจิ้นกับเมืองเราทำศึกกัน นายเรามีทหารเกาทัณฑ์ทั้งสองฝีมือเอกถึงเพียงนี้จำจะให้นายเรารู้ด้วย ตัวท่านทั้งสองเหมือนซ่อนไว้ในตู้ ครั้งนี้ควรที่จะเปิดออกอยู่แล้ว จึงสั่งให้เอาเสื้อเกราะเข้าไปให้เจ้าเมืองฌ้อดู เอียงอิวกีกับผวนต๋งก็ตามเข้าไปด้วย ครั้นเข้าไปถึงเจ้าเมืองฌ้อ นายทัพนายกองจึงแจ้งความซึ่งเอียงอิวกีกับผวนต๋งยิงเกาทัณฑ์นั้นให้ฟังทุกประการ แล้วว่าทหารเรามีฝีมืออยู่ดังนี้ ถึงทัพเมืองจิ้นมาสักร้อยหมื่นก็จะกลัวอะไร

เจ้าเมืองฌ้อได้ฟังก็โกรธตวาดเอาแล้วว่า ธรรมดาทหารย่อมมีสติปัญญาคิดกลอุบายจึงจะได้ชัยชนะแก่ข้าศึก นี่มีแต่ฝีมือเกาทัณฑ์ยิงอวดกันเล่นเราหาเห็นดีด้วยไม่ ถ้าถือตัวว่ามีฝีมือนานไปจะตายด้วยเกาทัณฑ์ แล้วสั่งให้ทหารเก็บเอาเกาทัณฑ์ของเอียงอิวกีไว้มิให้ยิงต่อไป เอียงอิวกีกับผวนต๋งได้ความอัปยศก็ถอยออกมาจากที่ แล้วเจ้าเมืองฌ้อก็สั่งให้นายทหารทั้งปวงตระเตรียมกันไว้จงพร้อม เพลาพรุ่งนี้จะออกรบกับทัพเมืองจิ้น

ฝ่ายเจ้าเมืองจิ้น ครั้นเพลาคํ่าให้หานายทัพนายกองเข้ามาแล้วปรึกษากัน ซึ่งจะยกเข้ามาตีทัพเมืองฌ้อครั้งนี้ ให้วางทหารตีเป็นหน้ากระดานขึ้นไป ให้สูเสียบเป็นกองหน้าตีทัพเจ้าเมืองฌ้อ ให้คับขีเป็นปีกขวาตีปีกซ้ายเมืองฌ้อ ฮันควักเป็นปีกซ้ายตีปีกขวาเมืองฌ้อ ให้ลวนจือแม่ทัพสำหรับป้องกันทัพหลวงเข้าตีเจ้าเมืองฌ้อ ให้คับจือคุมทหารเป็นกองหนุน จัดแจงนายกองเสร็จแล้วพอเพลาจะใกล้รุ่ง เจ้าเมืองจิ้นแต่งตัวใส่หมวกปักขนนก ใส่เสื้อพื้นแดงลายมังกรเล่นนํ้าเหน็บกระบี่ถือทวนขี่รถดุมทอง ให้คับเงเป็นคนขับรถ ลวนหำเป็นทหารเคียงรถ ยกออกมาตั้งกระบวนอยู่หน้าค่ายพร้อมกัน แล้วเจ้าเมืองจิ้นก็เร่งให้ทัพหน้าปีกซ้ายขวารีบยกเข้าประชิดค่ายเมืองฌ้อ

ฝ่ายฌ้อกังอ๋อง ครั้นเพลาจะใกล้รุ่งก็แต่งตัวใส่เกราะสำหรับรบจะยกออกตีทัพเมืองจิ้นนั้น เป็นธรรมเนียมเจ้าเมืองฌ้อทั้งปวงสืบมาเมื่อจะออกสู้กับข้าศึก ถ้าเพลาเช้าขี่รถชื่ออิวก๋อง เพลาบ่ายขี่รถชื่อโจ๋ก๋อง เอียงอิวกีสำหรับขับรถชื่ออิวก๋อง ฌ้อกังอ๋องโกรธเอียงอิวกีว่าอวดฝีมือเกาทัณฑ์จึงมิได้ขี่รถอิวก๋องตามธรรมเนียม ไปขี่รถโจ๋ก่องแห้เหมงเบนเป็นคนขับรถ ให้ก๋งจูเจ๊กเป็นทัพหน้าก๋งจูเองเป็นปีกขวายิมฮูเป็นปีกซ้าย เจาก๋งคุมทหารเมืองเตงเป็นทัพหนุนยกออกจากค่าย เพลาเช้าตรู่ ทัพสองฝ่ายปะทะกันเข้า

สูเสียบซึ่งเป็นกองหน้าเมืองจิ้น ขับเกวียนเร่งทหารเข้าตีทัพก๋งจูเจ๊กทัพหน้าเมืองฌ้อ คับขีปีกขวาเมืองจิ้นตีทัพยิมฮูปีกซ้ายเมืองฌ้อ ฮันควักปีกซ้ายเมืองจิ้นเข้าตีทัพก๋งจูเองปีกขวาเมืองฌ้อ นายทหารทั้งสองฝ่ายตีม้าฬ่อแลกลองเร่งทหารเข้ารบกันเป็นตะลุมบอน จิ้นเลก๋งเห็นดังนั้นก็สั่งทหารให้เร่งทัพหนุนมา ให้คับเงขับรถรีบเข้าตีทัพเจ้าเมืองฌ้อ แลเมื่อจิ้นเลก๋งยกมานั้นเป็นเพลาเช้ามืด คับเงซึ่งขับรถนั้นมิได้ทันสังเกตหนทางขับรถไปติดหล่มอยู่ พอเพลาสว่างขึ้นฮิมหุยบุตรเจ้าเมืองฌ้อในกองหน้าเห็นรถเจ้าเมืองจิ้นติดหล่มอยู่ ก็ขับเกวียนเร่งทหารเข้ามาจับเจ้าเมืองจิ้น

ฝ่ายลวนหำเป็นทหารสำหรับป้องกันเจ้าเมืองจิ้นนั้นมีกำลังมาก ครั้นรถตกหล่มลงข้าศึกรุกเข้ามา จึงลงจากเกวียนโดดลงไปในหล่มพยุงรถลอยขึ้นมา ม้าซึ่งชักรถจึงถอนเท้าชักรถขึ้นจากหล่มได้ ฮิมหุยก็ขับทหารรุกมาถึง พอลวนจือแม่ทัพยกมาทัน จึงร้องตวาดว่าทหารเด็กน้อยอย่ามาดูหมิ่นกัน ฮิมหุยได้ยินดังนั้นเหลียวมาเห็นธงจารึกชื่อก็รู้ว่าแม่ทัพใหญ่ ตกใจบากเกวียนหนี ลวนจือก็ขับเกวียนไล่ไปทัน ทหารเมืองจิ้นก็ล้อมจับฮิมหุยได้

ฝ่ายทหารเมืองฌ้อ เห็นลวนจือจับเอาลูกเจ้าเมืองฌ้อไป ต่างคนต่างขับทหารรีบมาจะชิงเอาฮิมหุย พอสูเสียบกองหน้าเมืองจิ้นยกเข้ารบสกัดทหารเมืองฌ้อไว้ แล้วคับจีซึ่งเป็นทัพหนุนเมืองจิ้นก็มาถึงขับทหารเข้าช่วยสูเสียบรบ ทหารเมืองฌ้อเห็นทัพเมืองจิ้นเพิ่มเติมเข้ามาคิดเกรงว่าเมืองจิ้นจะมีทหารซุ่มไว้อีกจึงเลิกทัพถอยไป ลวนจือแม่ทัพก็ห้ามมิให้ยกตามไป พอเพลาเย็นต่างคนต่างกลับเข้าค่าย ลวนจือจึงเอาตัวฮิมหุยเข้าไปให้เจ้าเมืองจิ้นเป็นความชอบ เจ้าเมืองจิ้นจะให้ฆ่าฮิมหุย เมียวหุยหงจึงห้ามว่าขอให้เอาฮิมหุยไปจำประจานไว้หน้าค่าย เจ้าเมืองฌ้อก็คงจะยกมาแก้แค้นชิงเอาฮิมหุย ถ้ามาโดยโกรธเห็นจะเสียทีเราเป็นมั่นคง เจ้าเมืองจิ้นก็เห็นด้วยก็สั่งลวนจือให้เอาตัวฮิมหุยไปทำตามเมียวหุยหงว่า

ฌ้อก๋งอ๋องกลับมาถึงค่ายคิดแค้นทหารเมืองจิ้นเป็นอันมาก สั่งให้จัดทัพเตรียมไว้ เพลาพรุ่งนี้จะยกออกตีทัพเมืองจิ้นแก้แค้นให้ถึงขนาด ฝ่ายลวนจือครั้นรุ่งขึ้นก็จัดแจงกองทัพจะยกออกรบกับทัพเมืองฌ้ออีก พองุยขิวนายทหารเข้ามาเล่าให้ลวนจือฟังว่า คืนนี้ข้าพเจ้าฝันเห็นว่าเดือนหงายพระจันทร์เต็มดวง ข้าพเจ้าเอาเกาทัณฑ์ยิงขึ้นไปถูกกลางวงพระจันทร์รัศมีตกลงมา ข้าพเจ้าหลบรัศมีพระจันทร์ถอยหลังไปตกในหล่มตรงหน้าค่าย พอตกใจตื่นขึ้นจะดีร้ายประการใด

ลวนจือทำนายว่า พระอาทิตย์นั้นเป็นเอกเปรียบเหมือนเมืองตังจิว พระจันทร์เป็นโทเปรียบเหมือนเมืองฌ้อ ซึ่งยิงเกาทัณฑ์ถูกพระจันทร์นั้นเห็นจะยิงถูกเจ้าเมืองฌ้อ แต่ที่ว่าถอยหลังไปตกหล่มโคลนนั้นร้ายอยู่ ท่านระวังตัวจงดี งุยขิวจึงตอบว่า ถ้าได้ยิงเกาทัณฑ์ถูกฌ้อกังอ๋องเหมือนอย่างท่านทำนายนี้ ถึงจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต แล้วงุยขิวก็รับอาสาขอเป็นกองหน้าตีทัพเมืองฌ้อ ลวนจือก็ยอมให้งุยขิวเป็นกองหน้ายกทหารออกไปก่อน เมียวหุยหงก็สั่งให้เอากรงซึ่งใส่ฮิมหุยบุตรเจ้าเมืองฌ้อออกมาตั้งไว้หน้าค่าย กองอีเสียงซึ่งเป็นนายทหารกองหน้าเมืองฌ้อเห็นดังนั้น ก็คุมทหารเข้ารบกับงุยขิวได้หลายเพลง

ฝ่ายฌ้อกังอ๋องยกทหารออกจากค่าย สั่งนายทัพนายกองให้ระดมตีทัพเมืองจิ้น พอแลไปเห็นฮิมหุยบุตรต้องใส่กรงประจานอยู่หน้ากองทัพ เจ้าเมืองฌ้อร้อนใจดังอยู่ในกองเพลิงด้วยกำลังโทโส มิได้ยั้งท่าทหารทั้งปวงให้พร้อมมูลเป็นกระบวนตามหมวดกอง สั่งแหเมงให้ขับรถรีบเข้าไปจะชิงฮิมหุย ขณะนั้นงุยขิวซึ่งรบกันอยู่กับกองอีเสียงเห็นรถเจ้าเมืองฌ้อขับออกมาหน้าทหาร งุยขิวผละจากกองอีเสียงขับทหารขวางออกมา พอรถเจ้าเมืองฌ้อใกล้เข้าแลเห็นตัวกันถนัด งุยขิวก็ชักเอาลูกเกาทัณฑ์ยิงถูกตาขวาเจ้าเมืองฌ้อล้มลงบนรถ ผวนต๋งทหารเคียงรถเห็นดังนั้นก็เข้าพยุงเจ้าเมืองฌ้อแล้วกลับรถถอยไป ทหารเมืองจิ้นเห็นงุยขิวได้ชัยชนะก็ขับทหารเข้าช่วยงุยขิวรบไล่ทหารเมืองฌ้อมา พอก๋งจูเจ๊กทัพหน้าเมืองฌ้อยกมาทันก็ขับทหารเข้ารบกับเมืองจิ้นเป็นสามารถ ขณะเมื่อเจ้าเมืองฌ้อถูกเกาทัณฑ์แล้วถอยรถเข้าไปในหว่างกลางทหารนั้น ชักลูกเกาทัณฑ์ออกลูกตาตกลงทหารเก็บได้ส่งให้เจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อว่าตานี้คือตามังกรไม่ควรจะทิ้งเสีย เจ้าเมืองฌ้อรับเอาลูกตาใส่ไว้ในกระเป๋า แล้วเร่งทหารให้เข้ารบกับทหารเมืองจิ้น ขณะเมื่อทหารทั้งสองฝ่ายรบติดพันกันอยู่ คับจีเป็นกองหนุนเมืองจิ้นยกไปล้อมทัพเมืองเตงไว้ คนซึ่งขับเกวียนเจ้าเมืองเตงนั้นเห็นเหลือกำลังที่จะสู้รบ จึงเอาธงซึ่งจารึกชื่อเจาก๋งม้วนใส่ซองเกาทัณฑ์เสีย แล้วขับเกวียนเร่งทหารรบฝ่าหนีออกไปจากที่ล้อมได้ คับจีเห็นเจ้าเมืองเตงหนีไปแล้ว ก็ยกทหารเข้าบรรจบช่วยลวนจือรบทหารเมืองฌ้อ ขณะนั้นฌ้อกังอ๋องยืนรถให้ทหารรบทัพเมืองจิ้นอยู่นั้นปวดแผลเกาทัณฑ์ขึ้นก็คิดแค้นงุยขิวนัก จึงเรียกเอียงอิวกีเข้ามาหาจะให้ออกรบกับข้าศึก ด้วยเอียงอิวกีหามีเกาทัณฑ์ถือไม่ ฌ้อกังอ๋องให้เก็บเสียแต่วันยิงเกาทัณฑ์ซ้อมฝีมือกับผวนต๋ง เจ้าเมืองฌ้อจึงเอาเกาทัณฑ์สำหรับมือส่งให้เอียงอิวกีกับลูกเกาทัณฑ์สองอันแล้วบอกว่า ทหารเมืองจิ้นที่ยิงถูกเรานั้นใส่เสื้อเขียวหนวดหยิกหยอง ตัวท่านฝีมือแม่นเกาทัณฑ์หาผู้เสมอมิได้จงช่วยแก้แค้นให้เราด้วย

เอียงอิวกีรับเกาทัณฑ์แล้วลาฌ้อกังอ๋องกลับออกไปที่รบ เอียงอิวกีแลดูทั่วไปเห็นทหารเมืองจิ้นใส่เสื้อเขียวหนวดหยิกก็เข้าใจว่าทหารคนนี้ยิงเอาฌ้อกังอ๋อง จึงขึ้นเกาทัณฑ์พาดลูกไว้แล้วร้องไปว่าอ้ายทหารชาติตํ่าช้า อวดว่ามีฝีมือบังอาจยิงนายเรา งุยขิวโกรธอ้าปากขึ้นจะตอบ เอียงอิวกีก็ยิงกรอกปากถูกคอหอยตลอดไป งุยขิวขาดใจตาย ทหารงุยขิวก็รบชิงเอาศพไปได้ ทหารเมืองฌ้อเห็นดังนั้นมีความยินดี ต่างคนต่างอื้ออึงร้องบอกกันต่อไปว่า ทหารใส่เสื้อเขียวหนวดหยิกที่ยิงนายเราตายเสียแล้ว เอียงอิวกีกลับเข้ามาแจ้งกับเจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อมีความยินดี ถอดเสื้อมังกรซึ่งใส่อยู่นั้นให้เอียงอิวกีเป็นบำเหน็จกับเกาทัณฑ์ร้อยหนึ่งสำหรับสู้ข้าศึกต่อไป

ฝ่ายลวนจือแม่ทัพรู้ว่างุยขิวกองหน้าเสียทัพกับข้าศึก คิดเสียดายงุยขิวนัก ก็สั่งนายทัพนายกองให้ยกเข้าตีทัพเมืองฌ้อ จับเอียงอิวกีแก้แค้นให้จงได้ ทหารเมืองจิ้นก็รุกเข้าจนถึงหน้าทัพเมืองฌ้อเห็นเอียงอิวกีถือเกาทัณฑ์ยืนอยู่ ทหารเมืองจิ้นเกรงฝีมือเอียงอิวกีขยั้นอยู่ พอเพลาเย็นลงต่างคนต่างเลิกกลับเข้าค่าย เจ้าเมืองจิ้นจึงปรึกษากับนายทหารนายกองทั้งปวงว่า ฌ้อกังอ๋องทำศึกเสียทีแก่เราจนตัวถูกเกาทัณฑ์ก็ยังหาถอยทัพไม่ เราจะคิดทำประการใดต่อไป เมียวหุยหงจึงตอบว่า เรายกมาครั้งนี้ ทหารแต่ล้วนมีฝีมือเข้มแข็งแล้วก็มากกว่าทหารเมืองฌ้อ ข้าพเจ้าคิดว่าจะให้จัดแจงเกวียนและม้าทหารเอกทหารเลวเป็นหมวดกองเข้าให้สิ้น เพลาไก่ขันสั่งให้หุงอาหารกินพร้อมกัน ออกระดมตีทัพเจ้าเมืองฌ้อเห็นจะได้ชัยชนะเป็นมั่นคง และคับสิวซึ่งท่านให้ไปขอกองทัพเมืองฬ่อเมืองโอยนั้นก็ยกมาแล้วยังทางประมาณสองร้อยเส้นจะมาถึง เจ้าเมืองจิ้นแจ้งดังนั้นก็มีความยินดี จึงสั่งม้าใช้ให้ไปเร่งทัพเมืองฬ่อเมืองโอยให้มาโดยเร็ว

ฝ่ายเจ้าเมืองฌ้อกลับไปถึงค่าย จึงให้หมอรักษาแผลเกาทัณฑ์แล้วคิดวิตกว่า การศึกครั้งนี้ทหารเมืองจิ้นเข้มแข็งนักเห็นจะเอาชัยชนะมิได้ พอทหารสอดแนมเข้ามาบอกว่า เมืองฬ่อกับเมืองโอยยกทัพมาช่วยเจ้าเมืองจิ้น บัดนี้มาถึงพร้อมกันทั้งสองหัวเมืองแล้ว เจ้าเมืองฌ้อแจ้งดังนั้นก็ยิ่งครั่นคร้ามใจนัก สั่งให้หาก๋งจูเจ๊กเข้ามาปรึกษา ก๋งจูเจ๊กจึงว่าการศึกครั้งนี้ข้าพเจ้าจะขอคิดอุบายแก้แค้นของท่านให้จงได้ ฌ้อกังอ๋องได้ยินก๋งจูเจ๊กว่าค่อยคลายความวิตกแต่ไม่ไว้ใจ ด้วยก๋งจูเจ๊กพอใจเสพสุราทีละร้อยทะนานจึงพอเมา ถ้าเมาแล้วนอนไปสองวันสองคืนก็ไม่รู้ตื่นกลัวจะเสียราชการ เจ้าเมืองฌ้อจึงห้ามมิให้ก๋งจูเจ๊กเสพสุราต่อไป ก๋งจูเจ๊กรับคำแล้วก็ลากลับไปที่อยู่ ก๋งจูเจ๊กตรึกตรองในกลศึกคิดจะให้มีชัยกับทหารเมืองจิ้นนั้นแต่เพลาเย็นไปจนดึก ก็ไม่เห็นช่องที่จะมีอุบายประการใดให้มีความรำคาญยิ่งนัก

ขณะนั้นก๊กเอี๋ยงซึ่งเป็นคนใช้ เห็นนายไม่สบายจึงเอาสุราซึ่งซ่อนไว้สามไหนั้นรินออกมาชามหนึ่ง อุ่นไฟขึ้นแล้วยกเข้าไปให้ก๋งจูเจ๊ก ก๋งจูเจ๊กได้กลิ่นจึงถามว่าสุราหรือ ก๊กเอี๋ยงกลัวคนทั้งปวงจะรู้จึงบอกว่าน้ำร้อนต้มพริกไทยดอก ก๋งจูเจ๊กก็เข้าใจรับมา ดื่มจนสิ้นชามแล้วชมว่านํ้าร้อนต้มพริกไทยนี้หอมหวานอร่อยดี ยังมีอยู่เอามาอีก ก๊กเอี๋ยงก็รินเข้ามาให้ ก๋งจูเจ๊กกินแล้วว่าก๊กเอี๋ยงรักเราจริงๆ ก๊กเอี๋ยงรินเข้ามาให้เท่าใด ก๋งจูเจ๊กก็กินสิ้น ครั้นเมาแล้วล้มลงหลับไปหาสมประดีไม่ ในกลางคืนวันนั้นมีผู้มาบอกฌ้อกังอ๋องว่า เพลาไก่ขันเจ้าเมืองจิ้นจะยกทหารมาตีค่ายเรา ทัพเมืองฬ่อเมืองโอยก็เข้ามาสมทบด้วย

ฌ้อกังอ๋องได้ฟังดังนั้นตกใจ จึงให้คนใช้ไปถามก๋งจูเจ๊กว่าจะคิดอุบายประการใดเร่งมาจัดแจง เพลาไก่ขันจะได้รบทัพเมืองจิ้น คนใช้ก็ไปหาก๋งจูเจ๊กนอนอยู่เข้าร้องเรียกปลุกก็ไม่ฟื้น ทหารทั้งปวงเข้าช่วยพยุงนั่งขึ้นวางมือเสียก๋งจูเจ๊กก็ล้มลงเหม็นสุรานัก คนใช้รู้ว่าก๋งจูเจ๊กเมาสุรา กลับมาแจ้งความกับเจ้าเมืองฌ้อ ขณะนั้น ก๊กเอี๋ยงเห็นก๋งจูเจ๊กผู้นายเมาสุราหาสมประดีมิได้ ก๊กเอี๋ยงร้องไห้ว่าตัวเราทำกรรมให้กับนาย เจ้าเมืองฌ้อรู้เห็นจะลงโทษเราถึงตายจำจะคิดเอาชีวิตรอด แล้วก๊กเอี๋ยงก็หนีไปจากกองทัพ

ฝ่ายเจ้าเมืองฌ้อครั้นแจ้งว่าก๋งจูเจ๊กเมาสุรามิรู้ที่จะทำประการใดจึงให้ก๋งจูเองเข้ามาปรึกษา ก๋งจูเองกับก๋งจูเจ๊กไม่ชอบกัน ก๋งจูเองจึงว่าเจ้าเมืองจิ้นนั้นมีทแกล้วทหารมากซึ่งจะเอาชัยชนะมิได้ ข้าพเจ้าก็ได้ว่าไว้แต่เดิมว่าไม่ชอบเมืองเตงแล้ว แต่ก๋งจูเจ๊กดื้อดึงไปจึงได้ยกทัพมา แล้วก๋งจูเจ๊กก็มาเสพสุราให้เสียราชการไป ตัวข้าพเจ้าเล่าก็เป็นคนสติปัญญาน้อยมิรู้ที่จะคิดกลอุบายแก้ไขได้ ข้าพเจ้าคิดเห็นว่าเพลาเที่ยงคืนวันนี้ยกทัพกลับเมืองเสีย ก็จะได้ความอัปยศนิดหนึ่งกับทหารเมืองจิ้น เจ้าเมืองฌ้อมิรู้ที่จะทำประการใดทั้งเจ็บแผลเกาทัณฑ์ยิ่งนัก ก็ยอมล่าทัพตามคำก๋งจูเองแล้วว่า ก๋งจูเจ๊กนั้นยังเมาสุราอยู่ หากำหนดได้ไม่ว่าเมื่อใดจะสร่างเมา กองทัพเราล่ากลับไป ภายหลังศึกยกติดตามมาจับตัวก๋งจูเจ๊กไปก็จะได้ความอัปยศกับหัวเมืองทั้งปวง จึงให้หาเอียงอิวกีเข้ามาสั่งว่า ตัวท่านเป็นทหารมีฝีมือจงช่วยพาก๋งจูเจ๊กกลับไปเมืองจงได้ และการทั้งนี้เราปลงใจวางธุระกับท่าน ท่านจงคิดอ่านอย่าให้เสียทีแก้ข้าศึก แล้วเจ้าเมืองฌ้อสั่งแก่บรรดานายทัพนายกองว่า เพลากลางคืนวันนี้เราจะล่าทัพกลับไปเมือง ให้บอกกล่าวจงทุกหมวดทุกกองรีบยกไปแต่เพลาคํ่าวันนี้ สั่งแล้วฌ้อกังอ๋องก็ขึ้นขี่รถเร่งทหารยกออกจากค่าย เจ้าเมืองเตงก็ตามออกส่งเจ้าเมืองจนสิ้นแดนเมืองเตง

ฝ่ายเอียงอิวกีซึ่งเป็นทัพหลัง เห็นก๋งจูเจ๊กกำลังเมาก็สั่งให้ก๋งจูเจ๊กขึ้นบนเกวียน แล้วเอาผ้าผูกก๋งจูเจ๊กเข้าไว้กับเกวียนให้แน่นมิให้พลัดตกได้ จึงให้ทหารคุมเกวียนก๋งจูเจ๊กไปข้างหน้า เอียงอิวกีคุมทหารสามร้อยขับเกวียนป้องกันมาข้างหลังรีบตามเจ้าเมืองฌ้อไปจนสิ้นแดนเมืองเตง

ครั้นเพลาจะใกล้รุ่ง กองทัพเมืองจิ้นยกออกไปถึงค่ายเมืองฌ้อเห็นเงียบสงัดอยู่มิได้มีผู้คน จึงรู้ว่าฌ้อกังอ๋องยกหนีไปแต่เพลากลางคืนนี้แล้ว ลวนจือแม่ทัพสั่งนายกองทั้งปวงจะให้ยกตามไป สูเสียบไม่เห็นด้วยปรึกษายังมิตกลงกัน พอมีทหารคนหนึ่งมาบอกว่าในเมืองเตงนั้น ทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินแน่นหนามั่นคงทุกด้าน ลวนจือแจ้งดังนั้นเห็นจะยกเข้าไปหักเอาเมืองเตงมิได้ ก็สั่งให้เลิกทัพกลับไปเมืองจิ้น ทหารเมืองฬ่อเมืองโอยซึ่งมาช่วยนั้น ต่างคนก็ยกกลับไปเมือง

ฝ่ายเอียงอิวกีเป็นทัพหลัง พาก๋งจูเจ๊กยกไปได้พันแปดร้อยเส้น ก๋งจูเจ๊กสร่างเมารู้สึกจึงถามว่าใครเอาเรามัดไว้ดังนี้ ทหารเลวซึ่งเดินข้างเกวียนมานั้นจึงบอกว่า เอียงอิวกีกลัวท่านจะตกลงจึงเอาผ้ามัดไว้ ก๋งจูเจ๊กจึงว่าเราหายเมาแล้วแก้เสียเถิด ทหารแก้มัดออกแล้ว ก๋งจูเจ๊กถามว่าเกวียนและม้าเหล่านี้จะพากันไปไหน ทหารบอกว่าจะกลับไปเมืองเรา ด้วยคืนนี้ท่านเสพสุราเมานักนอนหลับไป ฌ้อกังอ๋องให้หาตัวท่านเป็นหลายครั้งปลุกท่านก็ไม่ตื่น ฌ้อกังอ๋องคิดเกรงว่าถ้าทัพเมืองจิ้นยกมาตีตัวท่านก็เมาสุรา ฌ้อกังอ๋องก็ถูกเกาทัณฑ์ป่วยอยู่เห็นจะเสียทีแก่ข้าศึก จึงล่าทัพกลับไปเมืองแต่เพลาคืนนี้แล้ว ก๋งจูเจ๊กได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้ว่า เพราะอ้ายก๊กเอี๋ยงทำกรรมให้กับเราจะแกล้งฆ่าเราเสีย แล้วเรียกหาก๊กเอี๋ยงหาได้ตัวไม่ จึงรู้ว่าก๊กเอี๋ยงหนีแต่คืนนี้แต่มิรู้ว่าจะไปแห่งใด

ฝ่ายเจ้าเมืองฌ้อครั้นยกกลับไปประมาณสองพันเศษหาเห็นกองทัพเมืองจิ้นติดตามมาไม่ก็ค่อยวางใจลง แล้วคิดถึงก๋งจูเจ๊กว่า ก๋งจูเจ๊กสร่างเมาออกรู้ว่าตัวทำผิด กลัวเราจะเอาโทษจะชิงฆ่าตัวเสีย จึงให้ก๋งจูเองไปบอกก๋งจูเจ๊กว่า เมื่อครั้งฌ้อเซียงอ๋องซึ่งเป็นปู่ทวดเรานั้นให้จูหยกซึ่งเป็นเลงอินเป็นแม่ทัพไปตีเมืองซองหนีเจ้าเมืองจิ้นบิดาเราหาได้ไปด้วยไม่ ครั้งนั้นทัพเมืองฌ้อแพ้เมืองจิ้นกลับมา เลงอินผู้แม่ทัพกลัวจะมีโทษชิงเชือดคอตายเสีย ซึ่งยกทัพมาทำศึกกับเมืองจิ้นครั้งนี้ ตัวเรามาเองเสียทีแก่ข้าศึกนั้นโทษก็มีอยู่กับเรามิใช่การของก๋งจูเจ๊ก อย่าให้ก๋งจูเจ๊กคิดกลัวเกรงเลย

ก๋งจูเองนั้นชังก๋งจูเจ๊กอยู่ ครั้นรู้ว่าเจ้าเมืองฌ้อจะไม่เอาโทษก๋งจูเจ๊กถึงตาย ก๋งจูเองหาไปตามเจ้าเมืองฌ้อสั่งไม่ ให้แต่คนใช้ไปแทนตัวแล้วสั่งไปบอกก๋งจูเจ๊กว่า ครั้งก่อนซึ่งก๋งจูหยกเป็นแม่ทัพยกไปรบแพ้เมืองจิ้นมาก๋งจูหยกก็ฆ่าตัวเสียเอง ครั้งนี้ถึงเจ้าเมืองฌ้อจะไม่เอาโทษตัวเป็นทหารผู้ใหญ่ เมื่อเป็นดังนี้แล้วจะเอาหน้าไว้ไหน คนใช้ก็ไปบอกความตามก๋งจูเองว่า ก๋งจูเจ๊กได้ฟังดังนั้นก็เข้าใจว่าก๋งจูเองแกล้งเอาเนื้อความแต่ก่อนมาเปรียบโทษเรา ซึ่งเราอยู่ไปก็จะได้ความอัปยศกับคนทั้งปวงนั้นหาต้องไม่ แล้วก๋งจูเจ๊กก็เอาแพรผูกคอตายเสียในที่นั้น คนใช้ก็กลับมาบอกก๋งจูเอง ก๋งจูเองรู้ว่าก๋งจูเจ๊กตายแล้ว ก็เอาความมาแจ้งกับเจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อถอนใจใหญ่คิดเสียดายก๋งจูเจ๊กนัก

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ