๑๐๕

ในปีนั้นบังเกิดเมฆหมอกมืดคลุ้มมัว นํ้าค้างตกหนักหนาวเป็นกำลัง อาณาประชาราษฎร์ล้มตายเพราะหนาวเป็นอันมาก อาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงชวนกันติเตียนนินทาเจ๋งอ๋องว่าเป็นคนอกตัญญูมิได้รู้คุณมารดา ให้เอามารดาไปกักขังควบคุมไว้ให้ได้รับความเวทนา เพราะเหตุนี้บ้านเมืองจึงวิปริตแปรปรวน เทวดาไม่เห็นชอบด้วยจึงบันดาลให้บังเกิดเมฆหมอกมืดมัวหนาวผิดเทศกาล จนไพร่บ้านพลเมืองล้มตายเป็นอันมากดังนี้

ฝ่ายตังเต๋งขุนนางผู้หนึ่ง แจ้งว่าอาณาประชาราษฎร์ติเตียนว่ากล่าวเจ๋งอ๋องดังนั้น ก็เข้าไปทูลเจ๋งอ๋องว่า เกิดมาในใต้ฟ้านี้ย่อมมีมารดาอยู่ด้วยกันทุกคน ท่านทุกวันนี้มีราคาก็เหมือนหาไม่ อาณาประชาราษฎร์ก็ชวนกันติเตียนว่าเกิดเหตุวิปริตในบ้านเมืองนี้ก็เพราะท่านไม่กตัญญูต่อมารดา ขอท่านได้ไปเชิญเอามารดาจากแฝกเอียงเก๋งมาปฏิบัติรักษาไว้ในบ้านเมืองดังเก่า ภัยอันตรายทั้งปวงก็จะบรรเทาหาย เจ๋งอ๋องได้ฟังดังนั้นก็โกรธตังเต๋งเป็นกำลัง สั่งให้เอาตังเต๋งไปฆ่าเสีย ให้เอาศพทิ้งไว้ในที่นั่น แล้วให้เขียนหนังสือปิดไว้ที่ประตูเมืองว่า ผู้ใดเอาความฮองไทเฮามาว่าเราจะฆ่าเสียเหมือนตังเต๋งอย่าให้ผู้ใดดูเยี่ยงอย่าง ตั้งแต่ตังเต๋งตายแล้ว ขุนนางทั้งปวงไม่เห็นชอบก็เข้าไปทูลเจ๋งอ๋องด้วยความฮองไทเฮาเหมือนตังเต๋งว่านั้น เจ๋งอ๋องโกรธให้ฆ่าผู้เข้ามาว่าเสียเนืองๆ ตายถึงยี่สิบเจ็ดคนแล้ว ทิ้งศพกองไว้แห่งเดียวกันกับศพตังเต๋ง

ขณะนั้นเจ๋เสียงอ๋องเจ้าเมืองเจ๋ โต๊ะเซียงอ๋องเจ้าเมืองเตียวถึงกำหนดก็เข้ามาเฝ้าเจ๋งอ๋อง ณ เมืองจิ๋น เจ๋งอ๋องก็ให้เจ้าพนักงานจัดแจงโต๊ะเลี้ยงขุนนางหัวเมืองทั้งปวงตามประเพณี เจ้าเมืองเจ๋และเจ้าเมืองเตียวเห็นศพตังเต๋งกับศพขุนนางทั้งปวงตายกองทับกันอยู่ เจ้าเมืองเจ๋และเจ้าเมืองเตียวจึงถามขุนนางทั้งปวงว่า อาสภซึ่งตายกองทับกันอยู่นั้นเป็นโทษสิ่งใดจึงให้ฆ่าเสีย ขุนนางทั้งปวงในเมืองจิ๋นจึงเล่าความซึ่งตังเต๋งกับขุนนางทั้งปวงตายนั้นให้เจ้าเมืองเจ๋เจ้าเมืองเตียวฟังดังหนหลังทุกประการ เจ้าเมืองเจ๋เจ้าเมืองเตียวได้ฟังดังนั้นก็กระซิบพูดกันว่า ซึ่งเจ๋งอ๋องกระทำกับมารดาดังนี้ แล้วฆ่าผู้เข้ามาว่ากล่าวเสียนั้นดูไม่ควร เป็นคนหารู้จักคุณมารดาไม่ ครั้งนั้นเม้าเจี๋ยวคนหนึ่งเป็นชาวเมืองเจ๋เที่ยวมาถึงเมืองจิ๋นก็เข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านแห่งหนึ่ง เจ้าเรือนจึงเล่าความให้เม้าเจี๋ยวฟังว่าเจ๋งอ๋องเอามารดาไปขังไว้ ขุนนางเห็นไม่ชอบเข้ามาว่ากล่าว เจ๋งอ๋องให้ฆ่าผู้มาว่ากล่าวเสียถึงยี่สิบเจ็ดคนแล้ว

เม้าเจี๋ยวได้ฟังดังนั้นก็โกรธแล้วว่า ซึ่งเจ๋งอ๋องกระทำแก่มารดาทั้งนี้ ผิดประเพณีเยี่ยงอย่างไปหาชอบไม่ เพลาพรุ่งนี้เราจะเข้าไปว่า ให้ท่านจัดแจงอาหารให้เรากินแต่เช้ามืด เจ้าเรือนจึงตอบว่าซึ่งท่านจะเข้าไปว่านั้นเราหาเห็นด้วยไม่ แต่ตังเต๋งกับขุนนางยี่สิบเจ็ดคนเป็นคนสนิทอยู่ในเจ๋งอ๋อง เจ๋งอ๋องยังหาเชื่อฟังไม่ ให้ฆ่าเสียสิ้น ตัวท่านเป็นแต่คนพลเรือนหารู้จักเจ๋งอ๋องไม่ จะเข้าไปว่านั้นเราเห็นเจ๋งอ๋องจะไม่ฟัง ท่านอย่าเข้าไปว่าเลยจะตายเปล่าไม่ต้องการ เม้าเจี๋ยวจึงตอบว่า ซึ่งเจ๋งอ๋องไม่ฟังคนยี่สิบเจ็ดคนนั้นก็เห็นอยู่แล้ว แต่ยังหามีผู้ใดเข้าไปว่าอีกไม่ ถ้านอกกว่ายี่สิบเจ็ดคนจะเข้าไปว่ากล่าวอีก จะว่าเจ๋งอ๋องไม่ฟังนั้นจะประมาณการยังมิได้ เจ้าเรือนได้ฟังเม้าเจี๋ยวว่าดังนั้นก็คิดในใจว่าเม้าเจี๋ยวเป็นคนเขลาแล้วก็นิ่งอยู่ ครั้นเพลารุ่งขึ้น เม้าเจี๋ยวกินอาหารอาบนํ้าแต่เช้าแล้วก็จัดแจงตัวจะเข้าไปในวัง เจ้าเรือนออกมายึดเอาชายเสื้อเม้าเจี๋ยวไว้ ห้ามว่าท่านอย่าเข้าไปเลยจะพาเราได้ความผิดด้วย

เม้าเจี๋ยวไม่ฟังก็เข้าไปในวัง เจ้าเรือนเห็นว่าเม้าเจี๋ยวไปดังนั้นชวนกันคิดว่าเม้าเจี๋ยวจะไม่ได้รอดกลับมาแล้ว เจ้าเรือนก็เก็บเอาทรัพย์สิ่งของของเม้าเจี๋ยวซึ่งฝากไว้นั้นสิ้น ครั้นเม้าเจี๋ยวเข้าไปถึงในวังเห็นหนังสือซึ่งปิดไว้ แล้วเห็นอาสภกองทับกันอยู่สมคำเจ้าบ้านบอกก็มิได้ย่อท้อ จึงร้องว่าตัวข้าพเจ้ามาแต่เมืองเจ๋จะเข้ามาว่ากล่าว ขุนนางทั้งปวงได้ยินเม้าเจี๋ยวร้องว่าดังนั้นก็เอาเนื้อความเข้าไปทูลแก่เจ๋งอ๋อง เจ๋งอ๋องจึงว่าเขามาดังนี้จะว่าประการใด ถ้าจะว่าด้วยความฮองไทเฮาก็ให้ดูเอาอาสภเป็นตัวอย่างเถิด ขุนนางทั้งปวงก็มาบอกเม้าเจี๋ยวดังเจ๋งอ๋องว่า เม้าเจี๋ยวได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า ประเพณีแผ่นดินมีดาวฤกษ์ประจำอากาศอยู่ยี่สิบแปดดวง บัดนี้ขุนนางตายลงเสียยี่สิบเจ็ดคน เราจึงมาด้วยจะให้ครบยี่สิบแปดตามดาวในท้องฟ้า เป็นธรรมดาขึ้นชื่อว่าตายนี้ ถึงผู้มีสติปัญญากว่าเราร้อยส่วน เมื่อจะถึงที่แล้วก็ต้องตาย อย่าว่าแต่เราเลย เมื่อกรรมมาถึงแล้วก็ย่อมตายเหมือนกัน ขุนนางได้ฟังดังนั้นก็เอาเนื้อความเข้าไปทูลแก่เจ๋งอ๋อง เจ๋งอ๋องโกรธแล้วว่าเม้าเจี๋ยวเป็นคนบ้าแกล้งเข้ามากวนใจเรา จึงสั่งให้เอากระทะตั้งนํ้าร้อนขึ้นแล้วเจ๋งอ๋องเหน็บกระบี่เดินออกมาร้องว่าให้จับอ้ายบ้ามาต้มเสีย คนทั้งปวงก็กรูกันมาเอาตัวเม้าเจี๋ยวเข้าไป เม้าเจี๋ยวแกล้งทำเป็นเดินช้าๆ คนทั้งปวงเตือนว่าทำไมจึงไม่เดินให้เร็ว เม้าเจี๋ยวจึงตอบว่า เราไปครั้งนี้ก็คงจะตาย เดินช้าเร็วก็เหมือนกัน ทุเลาให้เราเดินตามสบายใจเราเถิด คนทั้งปวงก็ช่วยกันพยุงเม้าเจี๋ยวเข้าไป ครั้นเข้าไปถึงเม้าเจี๋ยวกราบเจ๋งอ๋องลงแล้วจึงทูลว่า ซึ่งข้าพเจ้ามาทั้งนี้ใช่จะมาธุระสิ่งใดของข้าพเจ้าหามิได้ ตั้งใจมาหวังจะเอาความแผ่นดินในเมืองท่านมาว่ากล่าวให้ท่านแจ้ง

เจ๋งอ๋องได้ฟังดังนั้นก็คลายความโกรธลง จึงว่ากับเม้าเจี๋ยวว่าท่านจะเอาความแผ่นดินสิ่งใดมาว่ากล่าวแก่เราก็ว่าเถิด เม้าเจี๋ยวจึงทูลว่า ประเพณีเยี่ยงอย่างแผ่นดินสืบมาแต่ก่อน ถ้าขุนนางผู้ใดเป็นคนสัตย์ซื่อต่อเจ้านายของตัวแล้ว ไม่พูดสอพลอชอบใจเจ้า อุตส่าห์ว่ากล่าวบำรุงพระมหากษัตริย์มิให้ประพฤติการอันผิด กระทำได้ดังนี้จึงขึ้นชื่อว่าเป็นขุนนางผู้ใหญ่บำรุงแผ่นดินได้คนหนึ่ง ประเพณีพระมหากษัตริย์เล่าย่อมอยู่ในยุติธรรม ประพฤติการแต่ที่ชอบด้วยประเพณีแล้ว มีสัตย์กตัญญูต่อผู้มีคุณจึงได้ชื่อว่ากษัตริย์ และท่านทุกวันนี้ก็มีบุญญาธิการเป็นอันมาก จึงได้เป็นเจ้าบำรุงราษฎรในเมืองจิ๋น แล้วก็ประกอบไปด้วยสติปัญญามาก แต่บัดนี้ประพฤติการไม่ชอบด้วยเยี่ยงอย่างประเพณีกษัตริย์แต่ปางก่อนจนร้อนขึ้นไปถึงเทพยดา จึงให้เป็นวิปริตแก่แผ่นดินแล้วก็ยังหารู้ตัวไม่ ครั้นข้าพเจ้าทูลชี้แจงให้แจ้งก็จะเป็นที่ขัดเคืองอัชฌาสัย ถ้ามิฟังคำข้าพเจ้านานไปเมืองจิ๋นก็จะเป็นอันตรายต่างๆ

เจ๋งอ๋องได้ฟังนั้นก็คิดเฉลียวใจ นิ่งตะลึงอยู่แล้วจึงว่า ตัวจะว่าสิ่งใดก็ว่าไปเถิด ถ้าเห็นดีแล้วเราจะฟัง เม้าเจี๋ยวจึงทูลว่าทุกวันนี้ท่านหาความสุขมิได้ก็เพราะการแผ่นดิน เจ๋งอ๋องจึงตอบว่าคำนี้ชอบ เม้าเจี๋ยวได้ท่วงทีแล้วจึงทูลต่อไปว่า แต่บรรดาหัวเมืองทั้งปวงก็กลัวเกรงอยู่สิ้นบัดนี้ก็เพราะบุญของท่าน ใช่จะกลัวแต่ด้วยฝีมือทหารนั้นหาไม่ ก็อาศัยด้วยสติปัญญาซึ่งรู้กิจการรอบคอบ แล้วก็ประกอบด้วยขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยซึ่งชุบเลี้ยงไว้แต่ล้วนมีสติปัญญาสัตย์ซื่อเป็นอันมาก จึงลือชาปรากฏไปแก่หัวเมืองทั้งปวง และบัดนี้ฮองไทเฮาผู้เป็นมารดาประพฤติการผิดนั้น ชั่วและดีก็มีอยู่ในฮองไทเฮา ผู้ใดจะว่ากล่าวท่านทำการอันทุจริตด้วยนั้นก็หาไม่ และซึ่งท่านให้ฮองไทเฮาไปอยู่ ณ ตำหนักแฝกเอียงเก๋งได้ความลำบากเวทนา ท่านก็ต้องขาดจากปฏิบัติรักษาการกตัญญู ความชั่วก็จะปรากฏไปชั่วฟ้าและดินว่าเป็นคนหารู้จักคุณมารดาไม่ แล้วซ้ำฆ่าขุนนางผู้ใหญ่ที่สัตย์ซื่อเสียถึงยี่สิบเจ็ดคนทิ้งอาสภลงไว้ในวังดังนี้ จะกระทำเหมือนครั้งเกียดอ๋องติวอ๋องนั้นหรือ ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านจะคิดราชการปราบปรามบ้านเมืองให้เป็นสุขไปภายหน้าเห็นจะหาสำเร็จราชการไม่ และเมื่อครั้งซุนตี้เป็นคนกตัญญูรู้คุณมารดา ปฏิบัติรักษาเคารพยำเกรงโดยสุจริต ผลความชอบนั้นก็ให้ได้เป็นพระมหากษัตริย์อันใหญ่ยิ่งกว่ากษัตริย์ทั้งปวง ท่านไม่ทราบความหรือ และบัดนี้ข้าพเจ้าก็หมายใจว่าจะถึงแก่ความตายก็ครบยี่สิบแปดคนเท่านั้น สืบไปเบื้องหน้าหามีผู้ใดที่จะเอาเรื่องนี้มาเพ็ดทูลว่ากล่าวต่อไปจนตัวตายเกินข้าพเจ้าขึ้นไปอีกนั้น หามีผู้จะว่าไม่แล้ว ความซึ่งครหาติเตียนในท่านก็จะมากขึ้นไปทุกวัน ขุนนางทั้งปวงที่สัตย์ซื่อนั้นก็จะชวนกันนิ่งเสียสิ้น หัวเมืองทั้งปวงก็จะกำเริบเอาใจออกห่างจะชวนกันแข็งเมืองขึ้น ข้าพเจ้าเสียดายเมืองจิ๋นจะได้เป็นใหญ่ขึ้นอยู่แล้ว จะมาเกิดจลาจลเสียเพราะท่านครั้งนี้ ข้าพเจ้ามาเตือนสติไว้เชิญท่านตรึกตรองดูเถิด ข้าพเจ้าจะลาตายวันนี้แล้วจะขอถวายไว้แต่ชื่อ

เม้าเจี๋ยวว่าดังนั้นแล้วก็ลุกยืนขึ้น แล้วก็ถอดเสื้อจะโจนลงในกระทะนํ้าร้อนซึ่งตั้งไว้ เจ๋งอ๋องเห็นดังนั้นก็ตกใจ ลุกขึ้นจากที่ออกไปโดยด่วนยึดมือเม้าเจี๋ยวไว้ แล้วร้องให้ยกเอากระทะนํ้าร้อนออกไปเสียเถิด เม้าเจี๋ยวจึงทูลว่า ท่านได้ให้ทำหนังสือปิดไว้เป็นกฎหมายมั่นคงอยู่แล้ว ถ้าผู้ใดเอาเนื้อความฮองไทเฮามาว่าจะให้ฆ่าเสีย บัดนี้จะให้เอาโทษประหารชีวิตข้าพเจ้าเสียตามหนังสือนั้น ท่านเป็นเจ้าคนทั้งปวงจะบังคับบัญชาว่ากล่าวกิจราชการบ้านเมืองสืบไปภายหน้านั้น ที่ไหนจะสิทธิ์ขาดสัจธรรมเล่า เจ๋งอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงสั่งให้ไปเลิกเอาหนังสือซึ่งปิดไว้นั้นมาฉีกเสีย แล้วสั่งให้เอาเสื้อมาใส่ให้เม้าเจี๋ยว ให้เม้าเจี๋ยวนั่งในที่อันสมควรแล้ว เจ๋งอ๋องจึงคำนับเม้าเจี๋ยวว่า แต่ก่อนขุนนางทั้งปวงเอาความแต่ว่าเราผิดมาว่าแก่เรา เราจึงให้ประหารชีวิตเสีย มิได้เอากิจการบ้านเมืองว่าดีและร้ายมาว่ากล่าวแก่เราให้รู้เหตุผลเหมือนท่านฉะนี้ไม่มีเลย และซึ่งท่านว่าทั้งนี้ดังเทพยดาให้ท่านมาเตือนสติเรา ซึ่งเราจะไม่กระทำตามท่านว่านั้นไม่ชอบ

เม้าเจี๋ยวจึงทูลว่า ถ้าท่านจะทำตามคำข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะขอให้จัดแจงรถไปรับฮองไทเฮาเข้ามาในวัง และศพซึ่งกองอยู่ยี่สิบเจ็ดคนนั้น แต่ล้วนขุนนางซึ่งมีใจสัตย์ซื่อสิ้นทั้งนั้น ขอให้ท่านจัดแจงให้เอาศพไปฝังเสียตามยศฐาศักดิ์จึงจะควร เจ๋งอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงสั่งให้ซิลี้ขุนนางเจ้าพนักงานให้เอาศพตังเต๋งกับขุนนางทั้งปวงไปฝังเสีย ณ เขาเล้งสิว แล้วจารึกศิลาปักไว้เป็นสำคัญว่าศพทั้งนี้แต่ล้วนขุนนางผู้มีสติปัญญาและสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินทั้งนั้น แล้วเจ๋งอ๋องให้จัดแจงรถและเครื่องทั้งปวงที่จะไปรับฮองไทเฮาเสร็จแล้ว เจ๋งอ๋องก็ขึ้นรถให้เม้าเจี๋ยวขับรถไปยงจี๋ว ครั้นถึงแล้วก็ให้คนใช้ไปบอกกับฮองไทเฮาก่อน ส่วนเจ๋งอ๋องก็คุกเข่าเดินเข้าไปหามารดา ณ ตำหนักแฝกเอียงเก๋ง ครั้นถึงเจ๋งอ๋องก็คำนับกราบฮองไทเฮาลงแล้วก็ร้องไห้ ฮองไทเฮาเห็นเจ๋งอ๋องมาดังนั้นกลั้นน้ำตามิได้ก็ร้องไห้ เจ๋งอ๋องจึงชี้ตัวเม้าเจี๋ยวให้ฮองไทเฮาดูแล้วว่าเม้าเจี๋ยวคนนี้ให้สติข้าพเจ้า เหมือนอย่างเองขอซกให้สติแก่หงอเสงเตงจงก๋งเจ้าเมืองเตงแต่ก่อน เวลาคํ่าวันนั้นเจ๋งอ๋องก็พักอยู่ตำหนักแฝกเอียงเก๋ง ครั้นเวลารุ่งเช้าเจ๋งอ๋องก็เชิญฮองไทเฮาขึ้นรถแล้วให้ฮองไทเฮามาหน้า เจ๋งอ๋องก็ขึ้นรถตามมาข้างหลัง อาณาประชาราษฎร์เห็นดังนั้นก็ชวนกันสรรเสริญว่าเจ๋งอ๋องกตัญญูรู้คุณมารดายิ่งนัก ครั้นถึงเมืองแล้วก็ให้จัดโต๊ะเลี้ยงขุนนางทั้งปวง ณ ตำหนักกำจั๋วเก๋ง เจ๋งอ๋องก็เสพสุรากินโต๊ะกับฮองไทเฮาด้วยกัน ครั้นแล้วฮองไทเฮาจัดแจงโต๊ะเลี้ยงเม้าเจี๋ยว ฮองไทเฮาคำนับเม้าเจี๋ยวแล้วจึงว่า เราแม่ลูกได้พบกันครั้งนี้ก็เพราะสติปัญญาท่าน บุญคุณของท่านอยู่กับเรายิ่งนัก แล้วเจ๋งอ๋องจึงตั้งให้เม้าเจี๋ยวเป็นไตหูที่ปรึกษาผู้ใหญ่ เจ๋งอ๋องคิดไม่ไว้ใจลีปุดอุยเกลือกว่าจะสนิทกันเข้ากับฮองไทเฮาอีกเหมือนแต่หนหลัง

อยู่มาวันหนึ่งเจ๋งอ๋องจึงสั่งลีปุดอุยว่า ท่านจงไปสำเร็จราชการเป็นผู้ใหญ่อยู่เมืองหอหนำซึ่งเป็นเมืองส่วยของท่านเถิด ลีปุดอุยรับสั่งแล้วก็ออกมาตระเตรียมการซึ่งจะยกไปเมืองหอหนำ ฝ่ายขุนนางทั้งปวงรู้ข่าวว่าลีปุดอุยจะไปกินเมืองหอหนำ ต่างคนต่างแต่งข้าวของเอามาให้ลีปุดอุยเป็นทีถามข่าว บ้างชักชวนจะให้ไปอยู่เมืองของตัวบ้างเป็นหลายหัวเมือง เจ๋งอ๋องแจ้งความว่าหัวเมืองทั้งปวงมาหาลีปุดอุยดังนั้นก็คิดกริ่งใจว่า หัวเมืองทั้งปวงนับถือลีปุดอุยเป็นอันมาก และเราจะให้ไปอยู่เมืองหอหนำครั้งนี้เกลือกจะคบคิดกันกับหัวเมืองทั้งปวง ซ่องสุมได้กำลังมากขึ้นนานไปจะกลับมาทำร้ายเรา เจ๋งอ๋องคิดดังนั้นแล้วจึงเขียนหนังสือใช้ให้คนเอาไปให้แก่ลีปุดอุยเป็นใจความว่า ตัวท่านมีความชอบสิ่งใดในเมืองจิ๋นจึงได้ส่วยขึ้นแก่ตัวถึงสามหมื่น ข้อหนึ่งตัวท่านจะได้เป็นเชื้อวงศ์ในเมืองจิ๋นก็หาไม่ เราก็นับถือเรียกถึงเสียงฮูเทียบที่บิดาและเมืองจิ๋นนี้ก็ให้คุณแก่ท่านมากอยู่แล้ว ความเล่าไอก็เกิดเพราะท่านเราก็หาเอาโทษไม่ ท่านยังมิได้รู้สึกตัว บัดนี้เราให้ท่านไปอยู่เมืองหอหนำและท่านยังคิดนอกใจคบหาหัวเมืองทั้งปวงไปมาหากันฉะนี้ จะคิดกระทำประการใดหรือ หาควรที่จะให้เรารักใคร่ท่านต่อไปไม่แล้ว จงยกครอบครัวไปอยู่เมืองจวกกุ๋นเก็บส่วยในที่ปีเสียเลี้ยงชีวิตท่านสืบไปเถิด

ลีปุดอุยเห็นหนังสือดังนั้นก็คิดน้อยใจ จึงคิดว่าเราแต่ก่อนคิดกระทำการสู้เสียเงินทองเสบียงอาหารเป็นอันมาก อองซุนอิหยินซึ่งเจ๋งอ๋องเรียกว่าบิดานั้นได้ราชสมบัติก็เพราะเรา ความชอบใครจะมีเหมือนเรา และฮองไทเฮาคนนี้เล่าก็เป็นเมียเรา เราให้แก่อองซุนอิหยินมีครรภ์เจ๋งอ๋องติดท้องไปอยู่แล้ว เจ๋งอ๋องเป็นลูกเรากลับว่ามิใช่เชื้อวงศ์มาทรยศดังนี้อีกเล่า ลีปุดอุยคิดแค้นใจนักก็ถอนใจใหญ่แล้วกลับถอยหลังคิดไปว่า ตัวเราแต่ก่อนก็เป็นแต่พ่อค้า มาลักลอบคิดทำการเอาบ้านเมืองให้แก่เขา และเมียของเราก็ยกให้เขาเสียแล้วเรายังไปลอบลักกระทำชู้ด้วยเมียเขาอีกเล่า แล้วเราซ่อนทำให้เขาขาดเชื้อวงศ์ผิดแซ่ผิดตระกูลดังนี้ เทพยดาหาเข้าด้วยเราผู้ผิดไม่ ควรที่จะถึงแก่กาลเราจะตายนานอยู่แล้ว ซึ่งเราจะตายในวันนี้ก็ช้าเสียอีก ลีปุดอุยคิดดังนั้นแล้วก็เอายาพิษปนกับสุรากินเข้าไป ลีปุดอุยก็ถึงแก่ความตายและสมัครพรรคพวกซึ่งเป็นคนสนิทก็ลักเอาศพลีปุดอุยไปฝังเสียใต้เขาปักหมังเคียงกันกับศพภรรยาลีปุดอุย

เจ๋งอ๋องรู้ความว่าลีปุดอุยตาย ให้ไปเอาศพลีปุดอุยหาได้ไม่ เจ๋งอ๋องโกรธจึงคิดว่าผู้ใดมาเอาศพลีปุดอุยไป เห็นจะเป็นพวกคนมาอาศัยสนิทกันจึงมาลักเอาศพไป จึงสั่งขุนนางทั้งปวงว่าให้สืบสวนดู ถ้าผู้ใดต่างบ้านต่างเมืองมาอาศัยอยู่กับผู้ใดให้ขับไล่เสียให้สิ้น ถ้าเป็นขุนนางอยู่ให้ถอดออกเสียจากราชการ ขับเสียให้พ้นจากเมืองแต่ในสามวัน ถ้าผู้ใดสมคบซ่อนบังไว้จะเอาตัวเป็นโทษ ซิลี้ขุนนางรับสั่งแล้วก็ออกมาตรวจตราขับคนต่างเมืองให้ออกไปเสียจากเมืองจิ๋น

ขณะนั้นยังมีหลีสือชาวเมืองฌ้อคนหนึ่งมาอาศัยอยู่ในลีปุดอุย แต่ก่อนเป็นคนมีสติปัญญาเจ๋งอ๋องจึงตั้งให้เป็นขุนนางชื่อแคะเคงก็อยู่ในจำนวนขับเสียด้วย ครั้นหลีสือออกไปถึงประตูเมืองจึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่ง เข้าผนึกแล้วส่งให้นายประตู จึงสั่งว่าหนังสือนี้เป็นหนังสือสำคัญความลับของเรา ท่านจงเอาเข้าไปถวายแก่เจ๋งอ๋องให้จงได้ แล้วหลีสือส่งหนังสือให้นายประตู

ฝ่ายนายประตูได้หนังสือแล้วก็รีบเอาเข้าไปถวายเจ๋งอ๋อง เจ๋งอ๋องจึงฉีกผนึกออกอ่านดูในหนังสือนั้นว่า ประเพณีภูเขาอันใหญ่ก็เป็นที่งอกขึ้นแก่ไม้ทั้งปวงเป็นอันมาก ภูเขาอันนั้นดูเห็นสูง พระมหาสมุทรอันใหญ่หรือนั้นเล่า ก็มิได้เลือกซึ่งนํ้าจะไหลออกมาจากห้วยหนองคลองบึงอันใด ก็ย่อมรวมกันอยู่ในพระมหาสมุทร พระมหาสมุทรจึงลึก อันธรรมดาพระมหากษัตริย์นี้ก็ย่อมซ่องสุมจัดหาผู้มีสติปัญญาและมีฝีมือแกล้วกล้ามาชุบเลี้ยงไว้ จะได้เลือกว่ามาแต่บ้านใดเมืองใดก็หามิได้ และเมื่อครั้งจิ๋นบุนก๋งเป็นเจ้าเมืองนั้น ก็ได้อิวอี๋ชาวเมืองหยงอยู่ทิศตะวันตก ได้เปกลีเหชาวบ้านอ้วนอยู่ทิศตะวันออก แล้วได้เคียนซก ณ ที่เมืองซอง แล้วได้พีป๋า กงซุนกี ณ เมืองจิ๋นมาชุบเลี้ยงเป็นขุนนาง และคนสี่คนนี้แต่ล้วนมีสติปัญญาเป็นอันมาก จึงได้ช่วยกันทำนุบำรุงบ้านเมือง ครั้นถึงฮวนก๋งเป็นเจ้าเมืองก็ได้กงซุนเอียงมาชุบเลี้ยงเป็นขุนนางผู้ใหญ่อยู่ในเมืองจิ๋น เมืองจิ๋นจึงได้เป็นสุขต่อมา ครั้นฮุยบุนอ๋องได้เป็นเจ้าเมืองก็ได้เตียวหงีเป็นขุนนางที่ปรึกษา เตียวหงีก็คิดกำจัดหัวเมืองทั้งปวงให้แตกออกจากกัน จึงมิได้มากระทำจลาจลแก่เมืองจิ๋น ครั้นเจียวโหยอ๋องเป็นเจ้าเมืองก็ได้ห้วนฉีเป็นขุนนางผู้ใหญ่ จึงคิดการรวบรวมหัวเมืองทั้งปวงให้มาประนีประนอมอยู่ในเมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นสืบมาแต่ก่อนชุบเลี้ยงขุนนางนี้ไว้จึงได้คิดการทำนุบำรุงบ้านเมืองมิให้เป็นจลาจล จึงตั้งมั่นอยู่ได้ค่อยจำเริญใหญ่ขึ้นมาคุมเท่าบัดนี้ และขุนนางทั้งนี้จะได้ทำอันตรายสิ่งใดในเมืองจิ๋นให้ชื่อเสียปรากฏอยู่ก็หาไม่ และซึ่งท่านจะมาขับไล่ผู้ไปมาต่างเมืองเสียฉะนี้ ผู้มีสติปัญญาที่จะมาพึ่งก็จะต้องแตกจากไปเสียสิ้น ที่จะหาผู้มีสติปัญญาและฝีมือกล้าแข็งมาช่วยคิดราชการบ้านเมืองสืบไปข้างหน้านั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าจะหาไม่ได้อีกแล้ว

เจ๋งอ๋องครั้นอ่านหนังสือเสร็จแล้วจึงคิดขึ้นได้ว่าซึ่งหลีสือว่าดังนี้ชอบนัก จึงสั่งว่าอย่าให้ขับไล่ผู้ไปมาสำนักอาศัยเสียเลย ซึ่งเราสั่งแต่ก่อนนั้นให้เลิกเสียเถิด คนทั้งปวงผู้ต้องขับไล่ให้คืนมาอยู่ที่สำนักอาศัยเหมือนดังแต่ก่อน แล้วสั่งให้จัดเกวียนให้เร่งตามไปรับเอาหลีสือเข้ามาโดยเร็ว คนใช้รับสั่งแล้วก็จัดเกวียนรีบตามไปทันหลีสือ ณ เขาหลีซัว เชิญให้หลีสือขึ้นเกวียนแล้วพาตัวเข้ามาเฝ้าเจ๋งอ๋อง เจ๋งอ๋องจึงให้หลีสือคงเป็นขุนนางทำราชการอยู่ตามเดิม หลีสือจึงทูลว่า เมื่อครั้งจิ๋นบุนก๋งเป็นเจ้าเมืองจิ๋น ครั้งนั้นผู้มีสติปัญญาเป็นอันมากและหัวเมืองทั้งปวงยังหาปกติด้วยไม่ แล้วเมืองตังจิวซึ่งเป็นเมืองหลวงก็ยังตั้งอยู่ จิ๋นบุนก๋งก็คิดตั้งตัวขึ้นในเมืองจิ๋นได้ แต่จะคิดรวบรวมเอาหัวเมืองทั้งปวงให้ราบคาบอยู่ในเงื้อมมือนั้นยังมิได้ ด้วยหัวเมืองทั้งปวงยังกระด้างกระเดื่องมากอยู่ ครั้นฮุยบุนก๋งเป็นเจ้าเมืองและเมืองตังจิวซึ่งเป็นเมืองหลวงก็อิดโรยลง หัวเมืองทั้งปวงก็ระส่ำระสาย ยังตั้งมั่นได้อยู่แต่หกเมือง และเมืองจิ๋นเรานี้ได้ปราบปรามหัวเมืองทั้งปวงมาหลายแผ่นดินอยู่แล้ว และบัดนี้เมืองจิ๋นตีเมืองตังจิวซึ่งเป็นเมืองหลวงก็ได้ เมืองจิ๋นมีกำลังใหญ่ขึ้นกว่าแต่ก่อน หัวเมืองทั้งปวงก็อ่อนน้อมมาเข้าด้วยเป็นอันมาก ที่ยังแข็งอยู่นั้นก็เรรวนหาพร้อมมูลกันไม่ และท่านก็มีสติปัญญาจะคิดการตั้งตัวเป็นใหญ่ ก็ให้เร่งคิดปราบปรามหัวเมืองทั้งปวงเสียให้ราบคาบแต่ยังไม่ทันพร้อมมูลกันฉะนี้เห็นจะได้โดยง่าย ถ้าละไว้นานไปหัวเมืองทั้งปวงร่วมคิดกันเข้าได้ ก็จะมีกำลังมากขึ้นทหารก็จะบริบูรณ์ และท่านจะคิดการไปข้างหน้านั้นเห็นจะได้โดยยาก เจ๋งอ๋องจึงตอบว่า ซึ่งท่านว่ามานี้ก็ชอบ แต่จะให้เราคิดประการใดจึงจะกระทำได้โดยสะดวก หลีสือจึงทูลว่าเมืองหันนั้นทุกวันนี้ร่วงโรยลง แล้วเมืองหันอยู่ใกล้กับเมืองจิ๋น จำเราจะตีเอาเมืองหันให้ได้ก่อน หัวเมืองทั้งปวงก็จะสะดุ้งสะเทือน ภายหลังเราจึงจะคิดการตีหัวเมืองทั้งปวงที่ยังกระด้างกระเดื่องอยู่นั้นก็เห็นจะได้โดยง่าย

เจ๋งอ๋องได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงสั่งให้ไล่ซิวถินเป็นแม่ทัพคุมทหารสิบหมื่นให้ยกไปตีเมืองหัน ไล่ซิวถินรับสั่งแล้วก็คุมทหารสิบหมื่นยกออกจากเมืองจะไปตีเมืองหัน

ขณะนั้นหันอ๋องเจ้าเมืองหันนั้นตาย ไทจูตั๋นผู้บุตรเป็นหันอ๋องอั๋น กงจือหุยเป็นขุนนางผู้ใหญ่เป็นเชื้อวงศ์อยู่ในเมืองหัน มีสติปัญญารู้จัดแจงในการบ้านเมืองรอบคอบ พิเคราะห์เห็นเมืองหันนี้จะอิดโรยระส่ำระสายลงไปทุกวัน จึงทำหนังสือบอกเหตุการณ์ในบ้านเมืองว่าร้ายและดีเอาไปให้หันอ๋องอั๋นอ่านดูเป็นหลายครั้ง หันอ๋องอั๋นเป็นคนหนุ่มอ่อนแก่ความคิดก็มิได้พิเคราะห์ หนังสือกงจือหุยที่ให้มานั้นหันอ๋องอั๋นก็เชือนเฉยเสียหาเอาใจใส่ไม่ พอกองทัพไล่ซิวถินถึงเมืองหัน หันอองอั๋นก็ตกใจ และกงจือหุยจึงคิดแต่ในใจว่า หันอ๋องอั๋นไม่เอาถ้อยคำแล้วเราจะอยู่ไปในเมืองหันก็จะพลอยได้ความเดือดร้อน เราจำจะคิดไปอยู่เมืองจิ๋นเถิด กงจือหุยคิดดังนั้นแล้วเข้าไปหาหันอ๋องอั๋นจึงบอกความว่า บัดนี้กองทัพเมืองจิ๋นก็มาถึงเมืองเราแล้ว ข้าพเจ้าจะอาสาท่านไปเมืองจิ๋น จะพูดจาด้วยเจ๋งอ๋องให้หากองทัพเลิกกลับไปเสียท่านจะเห็นประการใด หันอ๋องอั๋นก็เห็นด้วยยอมให้กงจือหุยไปเมืองจิ๋น กงจือหุยได้ท่วงทีแล้วก็ออกจากเมืองหันไปเมืองจิ๋น ครั้นถึงเข้าไปเฝ้าเจ๋งอ๋อง กงจือหุยจึงทูลว่าบัดนี้หันอ๋องอั๋นเจ้าเมืองหันให้ข้าพเจ้ามากราบทูลว่า เมืองหันนี้จะขอขึ้นในเมืองจิ๋นเอาบุญของท่านเป็นที่พึ่งสืบไป ขอท่านอย่าให้ทำอันตรายแก่เมืองหันให้ยับเยินเสียเลย และตัวข้าพเจ้าก็ขอเป็นข้าท่านอยู่ในเมืองจิ๋นนี้ด้วย

เจ๋งอ๋องได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีนัก กงจือหุยจึงทูลต่อไปว่า ข้าพเจ้าคิดอุบายได้อย่างหนึ่ง ถ้าท่านทำตามข้าพเจ้าแล้วจะทำให้หัวเมืองทั้งปวงมาขึ้นกับเมืองจิ๋นให้สิ้น ถ้าแลมิสมคำข้าพเจ้าขอให้ประหารชีวิตข้าพเจ้าเสีย ทูลดังนั้นแล้วก็เอาตำราพิชัยสงครามสำหรับแต่งกลอุบายถ่ายเทในการขบวนศึกเป็นอักษรถึงห้าสิบหมื่นเศษถวายเจ๋งอ๋อง เจ๋งอ๋องรับเอามาอ่านพิเคราะห์ดูก็เห็นอุบายลึกซึ้งกว้างขวาง เจ๋งอ๋องจึงคิดว่า กงจือหุยคนนี้มีสติปัญญารู้ในตำราและคัมภีร์ทั้งหลายต่างๆ ควรจะตั้งให้เป็นขุนนางที่แคะเคง เจ๋งอ๋องจึงสั่งให้จัดแจงที่อยู่ให้กงจือหุยโดยสมควร เวลาเช้าเย็นให้เข้าเฝ้าปรึกษากิจราชการบ้านเมืองทุกวัน

ฝ่ายหลีสือเห็นว่ากงจือหุยมีสติปัญญา เจ๋งอ๋องโปรดปรานก็มีใจอิจฉาริษยากงจือหุยเป็นอันมาก หลีสือจึงเข้าไปทูลเจ๋งอ๋องว่า กงจือหุยคนนี้เป็นญาติกับเจ้าเมืองหัน บัดนี้กองทัพเมืองเรายกไปตีเมืองหัน อ๋องอั๋นกลัวจึงแต่งให้กงจือหุยมา ข้าพเจ้าเห็นว่าจะเป็นกลอุบายเช่นโซจิ๋นครั้งเมืองเอี๋ยนนั้น ซึ่งกงจือหุยมาทูลเป็นทีให้สติปัญญานั้นข้าพเจ้าเห็นว่าหาจริงไม่ และจะให้กงจือหุยเป็นขุนนางอยู่ในเมืองเรานี้เหมือนจะเอาไส้ศึกมาไว้ในเมืองเรา เจ๋งอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า ท่านว่าดังนั้นแล้วเราจะขับกงจือหุยเสียหรือประการใด หลีสือจึงทูลว่าแต่ก่อนกงจูบอกี๋ชาวเมืองงุย เตียวเซงชาวเมืองเตียวสองคนนี้มาอยู่เมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นให้ขับไปเสีย ภายหลังกงจูบอกี๋กับเตียวเซงก็นำทัพเมืองงุย เมืองเตียว มาตีเมืองจิ๋น เมืองจิ๋นก็ได้ความวิบัติต่างๆ มาครั้งนี้จะให้กงจือหุยกลับไปเมืองหันนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าจะเกิดความเดือดร้อนเป็นมั่นคงด้วยกงจือหุยมีสติปัญญา จงประหารชีวิตเสียเถิด เหมือนหนึ่งตัดแขนหันอ๋องอั๋นลงเสีย กำลังเมืองหันก็จะน้อยลง

เจ๋งอ๋องได้ฟังดังนั้นก็เชื่อคำหลีสือ เจ๋งอ๋องก็สั่งให้เอาตัวกงจือหุยไปคุมไว้ที่หุนเอี๋ยงกง กงจือหุยจึงถามผู้คุมว่าเรานี้เป็นโทษสิ่งใด ผู้คุมจึงตอบว่า ตัวท่านนี้อุปมาเหมือนนกตัวผู้ชิงกันกินผลไม้ก็ย่อมจะเอาชนะแก่กันและกันในครั้งนี้ ถ้าผู้ใดมีสติปัญญาสมควรจะเลี้ยงก็ต้องชุบเลี้ยงตามสมควร ถ้าไม่ชุบเลี้ยงก็ต้องประหารชีวิตเสียจะเอาไว้มิได้ ท่านจงเข้าใจเถิด กงจือหุยได้ฟังดังนั้นก็เสียใจแล้วร้องไห้ จึงว่าเราครั้งนี้เพราะเชื่อสติปัญญาจึงได้เข้ามาหาที่ตาย ครั้นเวลาคํ่า กงจือหุยก็เอายอดหมวกแทงคอตายอยู่ในที่นั่น

ฝ่ายหันอ๋องอั๋นเจ้าเมืองหันรู้ข่าวว่ากงจือหุยตายดังนั้นก็มีความสะดุ้งตกใจยิ่งนัก จึงใช้ให้ขุนนางมาเฝ้าเจ๋งอ๋อง ทูลถวายเมืองหันให้ขึ้นอยู่ในเมืองจิ๋นจะขอพึ่งบุญเจ๋งอ๋องต่อไป เจ๋งอ๋องได้ฟังดังนั้นมีความยินดีนัก จึงให้หากองทัพไล่ซิวถินซึ่งไปตีเมืองหันนั้นให้เลิกกลับมาเมืองจิ๋น อยู่วันหนึ่งเจ๋งอ๋องออกขุนนางจึงปรึกษาราชการบ้านเมืองหลีสือแล้วตรัสว่า กงจือหุยคนนี้มีสติปัญญาเป็นอันมาก มาถึงแก่ความตายเราเสียดายยิ่งนัก หลีสือจึงทูลว่ากงจือหุยคนนี้มีสติปัญญาเป็นแต่ประมาณ ข้าพเจ้าเห็นอ้วยเหลียวคนหนึ่งเป็นชาวเมืองงุย บัดนี้มาอาศัยอยู่ในเมืองเรามีสติปัญญายิ่งกว่ากงจือหุยอีก

เจ๋งอ๋องจึงถามว่าบัดนี้อ้วยเหลียวอยู่หรือ หรือไปแห่งใด หลีสือจึงทูลว่าอ้วยเหลียวคนนี้ไม่พอใจประสมประสานกับผู้ใด บัดนี้อ้วยเหลียวก็อยู่ ณ บ้าน ซึ่งจะให้ไปหาตัวนั้นเห็นจะไม่เข้ามา จะต้องให้ไปเชิญตามประเพณีอ้วยเหลียวจึงจะมา เจ๋งอ๋องได้ฟังดังนั้นก็จัดแจงสิ่งของให้ขุนนางออกไปเชิญอ้วยเหลียว อ้วยเหลียวครั้นรู้ดังนั้นก็เข้ามาเฝ้าเจ๋งอ๋อง เจ๋งอ๋องเห็นอ้วยเหลียวเข้ามาดังนั้นก็คำนับรับอ้วยเหลียวตามประเพณีแล้วก็ให้นั่งที่สมควร เจ๋งอ๋องเห็นท่วงทีกิริยาอ้วยเหลียวเป็นคนมีสติปัญญาจริง จึงถามอ้วยเหลียวว่าซึ่งเราจะคิดทำการให้หัวเมืองทั้งปวงที่กระด้างกระเดื่องอยู่นั้นมาอ่อนน้อมต่อเราเสียให้สิ้น ท่านจะคิดทำประการใด อ้วยเหลียวจึงทูลว่า ซึ่งจะคิดทำการให้หัวเมืองทั้งปวงมาอ่อนน้อมต่อเรานั้น ก็ต้องคิดอ่านกระทำอย่าให้หัวเมืองทั้งปวงร่วมคิดเป็นใจเดียวกันเข้าได้จึงจะทำสะดวก เหมือนเมื่อครั้งเมืองเอี๋ยน เมืองเตียว เมืองงุย เมืองหัน เมืองฌ้อ ห้าหัวเมืองนี้ร่วมใจคิดกันไปตีเมืองเจ๋ครั้งนั้น

เจ๋งอ๋องจึงตอบว่า ซึ่งท่านว่านี้ก็ชอบ แต่บัดนี้เราจะคิดอย่าให้หัวเมืองทั้งปวงร่วมคิดร่วมอ่านกันเข้าได้เหมือนแต่หลังท่านจะคิดทำประการใด อ้วยเหลียวจึงทูลว่า ประเพณีอันหัวเมืองทั้งปวงก็อาศัยขุนนางผู้ใหญ่และที่ปรึกษาทั้งปวงว่าราชการสิทธิ์ขาด และทุกวันนี้ข้าพเจ้าพิเคราะห์เห็นว่าขุนนางผู้ใหญ่ในหัวเมืองทั้งปวงนั้นที่จะมีใจสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินโดยสุจริตนั้นก็น้อยตัว มักเป็นคนโลภคิดจะใคร่ได้ข้าวของเงินทองเป็นอันมาก ขอท่านอย่าได้อาลัยในทรัพย์สิ่งของเงินทองเลย ให้เผื่อแผ่โปรยปรายไปถึงจะสิ้นทองสักสามสิบหมื่นก็อย่าเสียดาย ขุนนางหัวเมืองทั้งปวงก็จะมีน้ำใจรักใคร่หมายพึ่งท่าน หัวเมืองทั้งปวงก็จะอยู่ในอำนาจเมืองจิ๋นสิ้น เจ๋งอ๋องได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วยจึงว่าซึ่งท่านว่านี้ชอบ เจ๋งอ๋องจึงใช้ทรัพย์สิ่งของเงินทองเครื่องใช้สอยให้แก่อ้วยเหลียวเหมือนเครื่องเจ๋งอ๋อง เจ๋งอ๋องปรึกษากิจราชการสิ่งใดก็ถามอ้วยเหลียวทุกครั้ง

อยู่มาวันหนึ่งอ้วยเหลียวจึงพูดกับศิษย์ทั้งปวงว่า เราดูกิริยาเจ๋งอ๋องคนนี้จมูกก็ใหญ่ตาทั้งสองก็ยาวหน้าอกเต็มใจดังเสือร้ายกาจยิ่งนัก และบัดนี้ยังไม่สมคะเนคับแคบใจอยู่จึงเชื่อถือคำนับเราโดยสุจริต ถ้าบ้านเมืองราบคาบอยู่ในเจ๋งอ๋องสิ้นแล้ว เจ๋งอ๋องก็จะมีใจกำเริบขึ้นจะหานับถือเราไม่ และคนในแผ่นดินนี้เจ๋งอ๋องจะว่าผู้ใดเทียบเทียมเจ๋งอ๋องนั้นไม่มีแล้ว เจ๋งอ๋องจะกระทำให้อยู่ในอำนาจราบคาบไปเหมือนหนึ่งหน้ากลอง เราจะอยู่ไปมิได้

อยู่มาวันหนึ่งอ้วยเหลียวก็ลอบหนีไปจากเมืองจิ๋น ขุนนางจึงเอาเนื้อความเข้าไปทูลแก่เจ๋งอ๋องว่าบัดนี้อ้วยเหลียวหนีไปเสียแล้ว เจ๋งอ๋องได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ ดังแขนขาดออกจากกายข้างหนึ่ง จึงสั่งให้จัดเกวียนที่เร็วให้เร่งตามอ้วยเหลียวไปทั้งสี่ทิศ คนใช้รับคำสั่งแล้วก็ไปตามได้ตัวอ้วยเหลียวแล้วพาเข้ามายังที่เฝ้าเจ๋งอ๋อง เจ๋งอ๋องรู้ในทีว่าอ้วยเหลียวไม่เชื่อในเจ๋งอ๋อง เจ๋งอ๋องจึงให้สัตย์ต่ออ้วยเหลียวว่าเราจะชุบเลี้ยงท่านโดยสุจริต ท่านอย่าได้เอาใจออกจากเราเลย ซึ่งเราว่ากล่าวทั้งนี้ให้เทวดาทั้งปวงเป็นพยานเถิด เจ๋งอ๋องจึงตั้งให้อ้วยเหลียวเป็นที่ไทอวย ให้ว่าราชการฝ่ายทหารทั้งปวงให้ขึ้นอยู่ในอ้วยเหลียวทั้งสิ้น และศิษย์ซึ่งมารํ่าเรียนความรู้อยู่ในอ้วยเหลียวนั้น เจ๋งอ๋องก็ตั้งให้เป็นขุนนางตามสมควร

เจ๋งอ๋องจึงให้จัดคนต่างบ้านต่างเมืองที่มีสติปัญญาซึ่งมาอาศัยทำราชการอยู่ในเมืองจิ๋นนั้น ครั้นได้มาแล้วก็ให้พระราชทานบำเหน็จรางวัลเป็นอันมาก แล้วมอบทรัพย์สิ่งของเงินทองให้แก่คนเหล่านั้นให้ไปสืบราชการ แลผูกรักฝากตัวอยู่ด้วยขุนนางซึ่งว่าราชการสิทธิ์ขาดในหัวเมืองทั้งปวงทุกเมือง แล้วเจ๋งอ๋องก็ถามอ้วยเหลียวว่า เราจะคิดเอาหัวเมืองทั้งนี้ ท่านจะให้ยกไปตีหัวเมืองใดก่อน

อ้วยเหลียวจึงทูลว่า เมืองหันทุกวันนี้ก็ร่วงโรยลงแล้ว ให้ท่านยกทหารไปตีเอาเมืองหันก่อน ได้เมืองหันแล้วจึงไปตีเมืองเตียว เมืองงุย ถ้าได้สามเมืองนี้แล้วจึงไปตีเมืองฌ้อ ถ้าได้เมืองฌ้อแล้ว เมืองเจ๋ เมืองเอี๋ยนก็หาพ้นเมืองเราไม่คงจะเสียเอง เจ๋งอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า เมืองหันนั้นก็มาขอขึ้นแก่เมืองเรา ฝ่ายเมืองเตียวเล่าก็ได้มาเฝ้าเลี้ยงดูกันที่หํ้าเอี๋ยงเก๋งครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งเราจะตีเขานั้นหามีข้อผิดกระด้างกระเดื่องต่อเราสิ่งใดไม่

อ้วยเหลียวจึงทูลว่าซึ่งเมืองเตียวมาขึ้นแก่เรานั้นยังหาสุจริตทีเดียวไม่ ด้วยเมืองเตียวเป็นเมืองใหญ่ที่แดนก็กว้างขวาง แล้วอาศัยเมืองงุยเมืองหันเป็นกำลังช่วยกันอยู่ด้วย ซึ่งจะไม่ตีเสียให้ราบคาบให้กลัวฝีมือลงโดยแท้นั้น นานไปข้าพเจ้าเห็นว่าจะคบคิดกันแข็งเมืองขึ้นเป็นมั่นคง ถ้าเห็นว่าข้อผิดเมืองเตียวยังไม่มี จะไปตีมิได้นั้นก็ขอให้ตีเมืองงุยก่อน ข้าพเจ้าจึงจะให้อ๋องเหงาศิษย์ไปว่ากับงุยอ๋องเจ้าเมืองงุย ให้ไปขอกองทัพเมืองเตียวไปช่วย และขุนนางในเมืองเตียวชื่อกวยไขคนหนึ่งเป็นคนโลภ ข้าพเจ้าจึงจะให้อ๋องเหงากับงุยอ๋องเจ้าเมืองงุยให้เอาเงินทองไปให้กับกวยไข กวยไขก็จะให้กองทัพเมืองเตียวมาช่วย เมื่อกองทัพเมืองเตียวยกมาช่วยเมืองงุยแล้ว เราก็จะได้ยกข้อผิดเมืองเตียว แล้วจะให้กองทัพซึ่งยกไปตีเมืองงุยนั้นกลับมาตีเอาเมืองเตียว

เจ๋งอ๋องได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงว่าท่านคิดการครั้งนี้ชอบอยู่แล้ว จึงสั่งให้สวนกีทหารเอกคุมทหารสิบหมื่นยกออกจากด่านหํ้าก๊ก ให้พูดจากันว่าจะไปตีเมืองงุย สวนกีนายทหารรับสั่งแล้วก็ออกมาจัดแจงทหารได้พร้อมแล้ว ก็ยกไปตามเจ๋งอ๋องสั่ง กิตติศัพท์พูดจาก็เลื่องลือไปว่ากองทัพจะยกไปตีเมืองงุย แล้วเจ๋งอ๋องก็เอาทองคำห้าหมื่นชั่งส่งให้อองเหงาศิษย์อ้วยเหลียว ให้ไปใช้สอยเผื่อแผ่ตามความคิด อองเหงารับทองคำแล้วก็ไปเมืองงุย

ฝ่ายเกงเมียนอ๋องเจ้าเมืองงุยรู้ข่าวว่ากองทัพเมืองจิ๋นยกมาตีเมืองก็ตกใจ จึงปรึกษาด้วยขุนนางทั้งปวง พออ๋องเหงาไปถึงจึงพูดกับขุนนางทั้งปวงว่า ซึ่งกองทัพเมืองจิ๋นยกมาตีเมืองงุยครั้งนี้ อ๋องเหงาจะคิดอุบายให้กองทัพเลิกกลับไปเสียให้จงได้ ขุนนางทั้งปวงก็พาอ๋องเหงาเข้าไปหาเกงเมียนอ๋อง บอกความซึ่งอ๋องเหงาว่านั้นทุกประการ เกงเมียนอ๋องจึงถามอ๋องเหงาว่า ซึ่งท่านจะคิดให้กองทัพเมืองจิ๋นเลิกกลับไปนั้น ท่านจะทำประการใด อ๋องเหงาจึงว่าเมืองหัน เมืองเตียว เมืองงุย สามเมืองนี้อุปมาเหมือนฟันกับปากปกปิดกันอยู่ ถ้อยทีได้อาศัยกันจึงได้รับกองทัพเมืองจิ๋นได้ ครั้งนี้หันอ๋องเจ้าเมืองหันยอมถวายเมืองขึ้นแก่เมืองจิ๋นแล้ว เตียวอ๋องเจ้าเมืองเตียวก็ได้ไปเฝ้าเจ๋งอ๋อง เจ๋งอ๋องได้ต้อนรับเลี้ยงดูสนิทสนมกัน และเมืองหัน เมืองเตียว ก็ไปขึ้นแก่เมืองจิ๋นเสียแล้ว บัดนี้กองทัพเมืองจิ๋นจะมาตีเมืองงุย ท่านหามีที่อาศัยเหมือนแต่ก่อนไม่แล้ว ท่านจะคิดอ่านประการใด เกงเมียนอ๋องได้ฟังอ๋องเหงาว่าดังนั้นเห็นถูกทางความเหมือนที่คิด จึงถามอ๋องเหงาว่าเมื่อความเป็นดังนี้ ท่านจะคิดประการใดจึงจะกันกองทัพเมืองจิ๋นได้ ท่านจงช่วยคิดอ่านให้เราด้วย

อ๋องเหงาได้ฟังดังนั้นเห็นสมคิด จึงตอบว่า ท่านจงเอาที่เงียบกุ๋นสามหัวเมืองนี้ไปให้เป็นสินบนเมืองเตียว ให้เจ้าเมืองเตียวจัดแจงทหารมาตั้งรักษาอยู่ ณ ที่เงียบกุ๋นกันหน้าเมืองงุยไว้ ถ้ากองทัพเมืองจิ๋นยกมาก็จะปะทะทัพเมืองเตียวเข้าก่อน เมืองเตียวก็จะชวนกันรับทัพเมืองจิ๋นไว้ เมืองงุยก็จะไม่เสีย เกงเมียนอ๋องจึงตอบว่าซึ่งท่านว่าทั้งนี้ก็ชอบอยู่ แต่ครั้งนี้เมืองเตียวได้ไปขึ้นแก่เมืองจิ๋นแล้ว เห็นจะไม่เอาที่เงียบกุ๋น จะมิได้ให้ทหารมาตั้งอยู่เหมือนดังว่า ท่านจะคิดประการ ใด อ๋องเหงาจึงตอบว่า เมืองเตียวทุกวันนี้ราชการสิทธิ์ขาดอยู่กับกวยไข ข้าพเจ้ากับกวยไขเป็นคนชอบพอรักใคร่กันมาแต่ก่อน ข้าพเจ้าจะอาสาท่านไปว่ากล่าวกับกวยไข ให้ว่าเจาเซียงอ๋องให้จัดแจงกองทัพมาตั้งอยู่ ณ ที่เงียบกุ๋นให้จงได้

เกงเมียนอ๋องได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงให้ทำหนังสือให้อ๋องเหงากับเขียนแผนที่เงียบกุ๋นสามหัวเมืองส่งให้แก่อ๋องเหงาให้ไปเมืองเตียว อ๋องเหงารับเอาหนังสือกับแผนที่แล้วก็ไปเมืองเตียว ครั้นถึงจึงเข้าไปหากวยไข เอาทองคำสามพันชั่งไปเป็นกำนัลกวยไข แล้วอ๋องเหงาจึงบอกความว่า บัดนี้งุยอ๋องให้ข้าพเจ้ามาหาท่าน ด้วยกองทัพเมืองจิ๋นยกไปตีเมืองงุย งุยอ๋องจึงยกที่เงียบกุ๋นสามเมืองนี้ให้แก่เจาเซียงอ๋อง ท่านได้กรุณาช่วยว่ากล่าวให้แต่งทหารยกไปช่วยเมืองงุยด้วย กวยไขได้สินบนแล้วก็มีความยินดี จึงเอาเนื้อความเข้าไปบอกเจาเซียงอ๋องทุกประการ แล้วกวยไขจึงว่า ซึ่งกองทัพเมืองจิ๋นยกมาตีเมืองงุยครั้งนี้ ถ้าได้เมืองงุยแล้ว เห็นกองทัพเมืองจิ๋นจะยกมาตีเมืองเราเป็นมั่นคง ซึ่งเจ้าเมืองงุยยกที่เงียบกุ๋นให้แก่ท่านครั้งนี้ก็ดีอยู่แล้ว ท่านจงให้กองทัพไปช่วยเมืองงุยไว้อย่าให้เสียเลย กองทัพเมืองจิ๋นจึงจะไม่ได้มาเมืองเรา เจาเซียงอ๋องได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงให้หูเตียกคุมทหารห้าหมื่นยกไปตั้งอยู่ที่เงียบกุ๋น

ฝ่ายเจ๋งอ๋องรู้ข่าวว่ากองทัพเมืองเตียวยกไปตั้งอยู่ ณ ที่เงียบกุ๋นแขวงเมืองงุยดังนั้น จึงให้คนเร็วรีบไปบอกสวนกีให้ยกกองทัพเข้าตีเงียบกุ๋น ที่กองทัพเมืองเตียวมาตั้งอยู่นั้น สวนกีครั้นแจ้งรับสั่งดังนั้นก็ยกทหารเข้าตีเงียบกุ๋น ฝ่ายหูเตียกก็ยกทหารออกมารบกับสวนกี ณ เขาตั้งกู้ หูเตียกทานกำลังสวนกีมิได้ก็ล่าทัพถอยไปตั้งมั่นอยู่ ณ ที่งีอันแขวงเมืองเตียว ฝ่ายสวนกีมีชัยแก่หูเตียกแล้วก็ตีหัวเมืองน้อยใหญ่รายทางซึ่งขึ้นแก่เมืองเตียวได้เก้าเมือง

ฝ่ายหูเตียกซึ่งตั้งอยู่ ณ ที่งีอันนั้น จึงให้คนถือหนังสือบอกข้อราชการไปแจ้งแก่เจาเซียงอ๋องเจ้าเมืองเตียว ครั้นแจ้งดังนั้นก็ตกใจจึงปรึกษาด้วยขุนนางทั้งปวง ขุนนางทั้งปวงจึงว่าแต่ก่อนมีทหารรับกองทัพเมืองจิ๋นได้ก็แต่เลียมโพกับบังเอี๋ยนเง่าเสง บัดนี้บังเอี๋ยนเง่าเสงก็ตายเสียแล้ว ยังอยู่แต่เลียมโพก็ไปอยู่เมืองงุย ท่านจงให้ไปเอาตัวเลียมโพมาก็เห็นจะรับทัพเมืองจิ๋นได้ กวยไขได้ฟังดังนั้นมีใจพยาบาทโกรธแค้นอยู่กับเลียมโพแต่ก่อน กวยไขจึงว่ากับเจาเซียงอ๋องว่า เลียมโพคนนี้มีฝีมือก็จริง แต่บัดนี้อายุได้ถึงเจ็ดสิบปีเศษแล้ว แล้วก็มีความขัดเคืองร้าวฉานอยู่แต่ก่อน ซึ่งท่านจะให้หามาทำสงครามต่อไปนั้น ท่านจงให้คนไปสืบสวนดูก่อนถ้าเห็นจะทำได้จึงให้หามา ถ้าเลียมโพเป็นคนสูงอายุแก่ชราและขัดเคืองอยู่ ท่านอย่าได้ให้หามาเลยข้าพเจ้าเห็นจะหาได้การไม่

เจาเซียงอ๋องมิเชื่อถ้อยคำกวยไข จึงใช้ให้ทังกิวคนสนิทเอาเสื้อเกราะสำรับหนึ่งกับม้าที่ดีมีฝีเท้าสี่ม้าไปให้แก่เลียมโพ แล้วให้ดูท่วงทีกิริยาเลียมโพด้วย ทังกิวรับคำแล้วก็ออกมาจัดแจงการที่จะไปเมืองงุย กวยไขรู้ความดังนั้นจึงชวนทังกิวไป ณ บ้าน กวยไขก็แต่งโต๊ะเลี้ยงทังกิวแล้วจึงเอาทองคำหนักสิบตำลึงให้แก่ทังกิว ทังกิวเห็นดังนั้นจึงว่า ข้าพเจ้ามิได้มีบุญคุณสิ่งใดในท่าน ท่านเอาทองคำมาให้ข้าพเจ้าฉะนี้ข้าพเจ้ายังรับมิได้ กวยไขจึงว่าเรามีธุระอยู่สิ่งหนึ่งจะพึ่งท่าน ท่านจงรับเอาทองนี้ไว้ก่อนเราจึงจะบอกให้ท่านฟัง ทังกิวก็รับเอาทองไว้แล้วจึงว่าท่านมีธุระสิ่งใดจงบอกข้าพเจ้าเถิดจะช่วย กวยไขจึงว่า เลียมโพกับเราเป็นคนพยาบาทกัน เราหาขอเห็นหน้าไม่ ถ้าท่านไปเห็นว่าเลียมโพยังมีกำลังกล้าแข็งอยู่ ท่านจงมาแก้ไขบอกเจาเซียงอ๋องว่า เลียมโพเป็นคนแก่ชราเสียคนไปแล้วจะเอาราชการมิได้ ท่านจงกรุณาช่วยธุระเราเท่านี้เถิด

ทังกิวได้ฟังกวยไขว่าดังนั้น ก็รับคำว่าอย่าได้วิตกเลยธุระท่านเท่านี้ข้าพเจ้าจะช่วยแก้ไข ว่าดังนั้นแล้วก็ลาไปเมืองงุย ครั้นไปถึงเมืองงุยก็เข้าไปหาเลียมโพ เอาม้าและเสื้อเกราะส่งให้เลียมโพแล้วว่า สิ่งของทั้งนี้เจาเซียงอ๋องให้ข้าพเจ้ามาเยี่ยมเยือนท่าน เลียมโพจึงถามทังกิวว่า ครั้งนี้กองทัพเมืองจิ๋นยกไปตีเมืองเตียวหรือ ทังกิวจึงตอบว่าทำไฉนท่านจึงรู้เล่า เลียมโพจึงว่าแต่เรามาอยู่เมืองงุยนี้ก็ช้านานหลายปีมาแล้ว จะได้เห็นหนังสือตัวใดของเจ้าเมืองเตียวให้มาเยี่ยมเยือนถามข่าวและให้สิ่งใดมาแก่เรามิได้ ครั้งนี้เราเห็นม้ากับเกราะของเจาเซียงอ๋องให้มาดังนี้ เราจึงคิดว่าเห็นจะมีกองทัพมาตีเมืองเตียว จะให้เราไปช่วยทำการศึกเป็นมั่นคง ทังกิวจึงถามว่าทุกวันนี้ท่านยังมีใจขัดเคืองพยาบาทเจาเซียงอ๋องอยู่บ้างหรือหามิได้ เลียมโพจึงตอบว่า ตัวเราเป็นชาติทหารหามีใจพยาบาทไม่ ใจเราก็คิดจะใคร่ได้ไปทำราชการด้วยทหารในเมืองเตียวเหมือนแต่ก่อนอยู่เนืองๆ มิได้ขาด แล้วเลียมโพก็จัดแจงเลี้ยงดูทังกิวตามประเพณี เลียมโพกินอาหารให้ทังกิวเห็นกำลัง เลียมโพกินอาหารมื้อหนึ่งนั้นได้ถังหนึ่งเนื้อหมูสิบชั่งเศษ ครั้นกินแล้วใส่เสื้อเกราะขึ้นขี่ม้าควบไปโดยกำลัง รำทวนอยู่บนหลังม้าเป็นช้านานแล้วลงจากม้าจึงว่ากับทังกิวว่า ท่านเห็นเรารำอาวุธและกำลังเราเมื่อหนุ่มกับบัดนี้ ท่านเห็นเป็นประการใด ท่านจงไปบอกกับเจาเซียงอ๋องเถิดว่าเราก็คิดถึงบุญคุณเจาเซียงอ๋องอยู่มิได้ขาด จะใคร่กลับไปทำราชการอยู่ด้วย เราหามีใจจัดเคืองสิ่งใดไม่ ทังกิวรับคำเลียมโพแล้วก็คิดว่าเลียมโพถึงแก่ก็จริง แต่มีกำลังแข็งแรงอยู่เป็นอันมาก จะทำศึกสงครามได้ต่อไปอยู่ แต่บัดนี้เราได้รับคำกวยไขไว้แล้ว จำเป็นจะต้องแก้ไขเอาความดีไว้แก่กวยไขเถิด ทังกิวคิดดังนั้นแล้วก็ลาเลียมโพมาเมืองเตียว เข้าไปบอกแก่เจาเซียงอ๋องว่า เลียมโพบัดนี้ก็ชราอยู่แล้วแต่ยังมีกำลังมากอยู่ มื้อหนึ่งกินอาหารได้ถึงถังหนึ่งกับเนื้อหมูสิบชั่งเศษ แต่เป็นคนโรค นั่งพูดอยู่กับข้าพเจ้าเพลานั้นไปถ่ายอุจจาระถึงสามครั้ง

เจาเซียงอ๋องได้ฟังดังนั้น ก็คิดเสียใจทอดใจใหญ่แล้วว่าถึงจะมีกำลังอยู่ดังนั้นก็ดี เมื่อจะมาทำศึกสงครามและรบพุ่งติดพันกันอยู่จะไปถ่ายอุจจาระบ่อยๆ อยู่ก็จะหาเป็นการได้ไม่ เจาเซียงอ๋องคิดดังนั้นแล้วก็มิให้ไปรับ สั่งให้จัดแจงทหารยกเพิ่มเติมไปช่วยหูเตียก ขณะนั้นเจาเซียงอ๋องครองเมืองเตียวได้เก้าปี เจ๋งอ๋องได้สมบัติในเมืองจิ๋นสิบเอ็ดปี

ฝ่ายเจ้าเมืองฌ้อรู้ข่าวว่า เลียมโพเป็นทหารอยู่ในเมืองเตียว บัดนี้มาอยู่เมืองงุย เจ้าเมืองฌ้อจึงให้คนมาเชิญเอาตัวเลียมโพไปเลี้ยงเป็นนายทหารไว้ ณ เมืองฌ้อ ตั้งแต่เลียมโพไปทำราชการในเมืองฌ้อจะว่ากล่าวกิจราชการสิ่งใด ทหารในเมืองฌ้อไม่ได้เหมือนดังใจเลียมโพ เลียมโพเสียใจ ครั้นอยู่มาป่วยลงก็ตาย ขณะนั้นอ๋องเหงายังอยู่ ณ บ้านกวยไขจึงถามกวยไขว่า ท่านไม่มีความวิตกว่าเมืองเตียวจะเสียหรือ จึงไม่ไปว่ากล่าวกับเจ้าเมืองเตียวให้เร่งไปรับเลียมโพมา กวยไขจึงตอบว่าประเพณีบ้านเมืองจะดีจะเสียก็เพราะชะตาเมืองดอก และเลียมโพเป็นคนพยาบาทกันกับเรา เราหาให้ไปรับเอาตัวมาทำราชการในเมืองเตียวไม่ อ๋องเหงาจึงแกล้งถามกวยไขว่า ถ้าเมืองเตียวนี้เสียไปแล้ว ท่านจะคิดไปอยู่เมืองใดเล่า กวยไขจึงตอบว่า ถ้าเมืองเตียวเสียแล้วเราจะคิดดูท่วงทีเมืองเจ๋ เมืองฌ้อ เห็นเมืองใดดีพอจะอาศัยได้เราก็จะไปพึ่งเมืองนั้น อ๋องเหงาจึงตอบว่า อันเมืองจิ๋นทุกวันนี้มีฝีมือเข้มแข็ง ถ้าเมืองเตียวเมืองงุยเสียแล้วเมืองฌ้อ เมืองเจ๋ ก็ทนมือเมืองจิ๋นไม่ได้ แล้วเจ๋งอ๋องคนนี้ก็เป็นคนดีมีอัธยาศัยย่อมรักใคร่ผู้มีสติปัญญา ชุบเลี้ยงให้ไปเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ที่มีสติปัญญาก็รักใคร่เจ๋งอ๋องไปพึ่งพาอาศัยอยู่มาก ถ้าเหมือนท่านฉะนี้จะไปอยู่กับเจ๋งอ๋อง เจ๋งอ๋องจะนับถือชุบเลี้ยงเป็นมั่นคง กวยไขได้ฟังดังนั้นจึงว่าท่านก็เป็นชาวเมืองงุย เหตุใดจึงรู้การในเมืองจิ๋นสิ้น แล้วก็รู้นํ้าใจเจ๋งอ๋องทุกประการเล่า อ๋องเหงาจึงว่า ข้าพเจ้าเป็นขุนนางอยู่ในเมืองจิ๋น เป็นศิษย์อ้วยเหลียว อ้วยเหลียวเป็นไทอวยขุนนางผู้ใหญ่อยู่ในเจ๋งอ๋อง เจ๋งอ๋องเห็นว่าท่านเป็นใหญ่อยู่เมืองเตียว ว่าราชการสิทธิ์ขาดอยู่ในท่าน เจ๋งอ๋องจึงให้ข้าพเจ้ามาคิดราชการกับท่าน และทองซึ่งข้าพเจ้าให้ท่านนั้นเป็นทองของเจ๋งอ๋องให้มากับท่าน ถ้าได้เมืองเตียวสมคะเนเจ๋งอ๋องแล้ว เจ๋งอ๋องจะให้ที่ขุนนางผู้ใหญ่แก่ท่านและส่วยที่ไร่นาในเมืองเตียวนี้ ก็จะให้ท่านเลือกยกเอาตามชอบใจ

กวยไขได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีนัก จึงว่าถ้าท่านช่วยทำนุบำรุงเราให้เจ๋งอ๋องเมตตาเราโดยแท้ดังว่าแล้ว จะมีราชการสิ่งใดมาช่วยกระทำให้สำเร็จจงได้ อ๋องเหงาเห็นได้ท่วงทีแล้วก็เอาทองให้กวยไขอีกเจ็ดพันชั่ง แล้วว่าทองทั้งนี้เจ๋งอ๋องให้ข้าพเจ้ามาคิดราชการผูกสมัครรักใคร่กับขุนนางในเมืองเตียว และบัดนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่อยู่ในเมืองเตียว ราชการทั้งปวงก็สิทธิ์ขาดอยู่ในท่าน ข้าพเจ้าจึงให้ทองทั้งนี้ไว้ในท่านสิ้น ถ้าจะมีราชการสิ่งใดมาก็จะมาพึ่งในท่าน กวยไขรับทองไว้แล้วมีความยินดีนัก จึงว่าเจ๋งอ๋องมีความเมตตาเราเป็นอันมาก จึงให้ทองมาแก่เราถึงเพียงนี้ เจ๋งอ๋องจะมีราชการและจะประสงค์สิ่งใด ตัวเราไม่กระทำทดแทนได้เราไม่อยู่เป็นมนุษย์สืบไปเลย อ๋องเหงาพูดจากับกวยไขแล้วก็ลากลับมาเมืองจิ๋น ครั้นถึงจึงเข้าไปเฝ้าเจ๋งอ๋องทูลว่า ข้าพเจ้าไปครั้งนี้สิ้นทองหมื่นหนึ่งได้กวยไขกับเมืองเตียวแล้ว เหลือทองกลับมาสี่หมื่นชั่ง แล้วอ๋องเหงาก็ทูลเรื่องความซึ่งได้พูดจากับกวยไขให้เจ๋งอ๋องฟังทุกประการ เจ๋งอ๋องครั้นแจ้งดังนั้นก็สั่งให้คนเร็วรีบไปบอกสวนกีให้ยกทหารเข้าตีเมืองเตียว

ฝ่ายเจาเซียงอ๋องเจ้าเมืองเตียวรู้ความว่ากองทัพเมืองจิ๋นตีเมืองปลายแดนเข้ามาได้ดังนั้นก็ตกใจนัก พอป่วยลงก็ถึงแก่ความตาย เจาเซียงอ๋องมีบุตรชายด้วยภรรยาหลวงคนหนึ่งชื่อจือเกีย บุตรภรรยาน้อยคนหนึ่งชื่อจือเซียน จือเซียนคนนี้มารดาเป็นคนมโหรีรู้ฟ้อนขับรำ เจาเซียงอ๋องรักใคร่ในนางภรรยาน้อยเป็นอันมาก แล้วก็รักใคร่ในจือเซียนผู้บุตรมากกว่าจือเกีย จึงตั้งจือเซียนให้เป็นไทจูบุตรผู้ใหญ่ ให้กวยไขเป็นไตหูผู้สั่งสอนไทจูมาแต่ก่อน จือเซียนเป็นคนนักเลงเที่ยวเล่นไม่รักทำราชการบ้านเมือง

ฝ่ายกวยไขซึ่งเป็นผู้สั่งสอนก็เป็นคนนักเลงผู้หญิง ก็นำเอาแต่การผู้หญิงว่าดีและชั่วมาพูดจา และชวนจือเซียนไปเที่ยวเล่นเนืองๆ จือเซียนกับกวยไขก็รักใคร่สนิทกัน ครั้นเจาเซียงอ๋องหาบุญไม่ กวยไขก็ให้จือเซียนขึ้นว่าราชการบ้านเมืองแทนบิดา แล้วจือเซียนยกที่ส่วยสามร้อยให้แก่จือเกียผู้พี่ แล้วให้จือเกียอยู่ในเมืองเตียว แล้วตั้งให้กวยไขเป็นเสียงก๊กขุนนางผู้ใหญ่ว่าราชการสิทธิ์ขาด

ฝ่ายสวนกีแม่ทัพเมืองจิ๋นรู้ว่าเจาเซียงอ๋องเจ้าเมืองเตียวตายลงดังนั้น ในเมืองเตียวจัดแจงการศพวุ่นวายอยู่ สวนกีก็ให้ทหารตีระดมเข้ามาได้งีอัน แล้วฆ่าหูเตียกนายทหารและทหารเลวเสียประมาณสิบหมื่นเศษ แล้วก็ยกกองทัพรีบเข้าไปจะใกล้ถึงเมืองเตียวอยู่แล้ว

ฝ่ายเตียวอ๋องเซียนเจ้าเมืองเตียวรู้อยู่ว่าหลีมกผู้รักษาเมืองตั้วมีสติปัญญาเป็นอันมาก จึงทำหนังสือให้ไต้เจียงกุนแต่งคนเร็วขึ้นเกวียนให้ออกไปหาหลีมกเข้ามา ณ เมืองเตียว ฝ่ายหลีมกครั้นรู้ดังนั้นแล้วก็จัดแจงเกวียนที่ได้ซ้อมหัดไว้แต่ก่อนนั้นพันห้าร้อยเล่ม กับม้าหมื่นสามพัน ทหารเลวห้าหมื่นเศษ จึงแบ่งให้อยู่รักษาเมืองตั้ว เกวียนสามร้อย ม้าสามพัน ทหารหมื่นหนึ่ง แล้วหลีมกก็คุมทหารเกวียนและม้ารีบยกมาเมืองเตียว ครั้นถึงจึงให้พลไว้นอกเมืองเตียว หลีมกก็เข้าไปหาเตียวอ๋องเซียน เตียวอ๋องเซียนจึงบอกหลีมกว่า กองทัพเมืองจิ๋นมาตีเมืองเราแล้วท่านจะคิดอ่านประการใดกองทัพจึงจะได้เลิกถอยไป หลีมกจึงตอบว่าอันกองทัพเมืองจิ๋นนี้ยกไปตีเมืองใดก็มีแต่ชนะทุกเมือง ซึ่งจะไปรบพุ่งต่อสู้นั้นเห็นเหลือกำลัง ถ้าท่านจะให้ข้าพเจ้าคิดการศึกครั้งนี้ ท่านจงให้อาชญาสิทธิ์แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงจะรับกระทำการไปได้

เตียวอ๋องเซียนก็ให้อาชญาสิทธิ์แก่หลีมกแล้วว่า ทหารของท่านซึ่งยกมาจากเมืองเตียวครั้งนี้จะกระทำศึกรบพุ่งหักหาญให้กองทัพเมืองจิ๋นแตกไปได้หรือประการใด หลีมกจึงตอบว่า ทหารชาวเมืองตั้วซึ่งมาด้วยข้าพเจ้าคราวนี้ ซึ่งจะให้รบพุ่งหักหาญเอานั้นมิได้ เป็นแต่จะตั้งมั่นรับรองกันเมืองไว้แต่พอจะได้คิดการไปวันหน้านั้นได้อยู่ เตียวอ๋องเซียนจึงว่า ทหารของเราในเมืองนี้จะเลือกเอาแต่ที่มีฝีมือจะได้สักสิบหมื่น จะให้เตียวชองกับงวนจูคุมไปกับท่านเป็นคนห้าหมื่นให้ท่านบัญชาการสิทธิ์ขาดตามแต่ท่านจะให้กระทำเถิด หลีมกได้ฟังดังนั้นก็ลาเตียวอ๋องเซียนกลับออกมา จัดแจงทหารยกไปตั้งค่ายรับอยู่ที่ลุยปุยก็สั่งให้ทหารรักษาหน้าที่มั่นอยู่แต่ในค่าย ให้ตกแต่งเครื่องกินเลี้ยงดูทหาร แล้วให้ยิงเกาทัณฑ์และซ้อมหัดอาวุธต่างๆ อยู่แต่ในค่าย

ฝ่ายทหารทั้งปวงเห็นว่าหลีมกเลี้ยงดูถึงขนาดจึงเข้าไปว่ากับหลีมกจะขออาสาออกตีกองทัพเมืองจิ๋นให้แตกไป หลีมกก็ไม่ยอม ฝ่ายสวนกีแม่ทัพเมืองจิ๋นซึ่งมาตั้งอยู่นั้นไม่เห็นหลีมกออกมาตี จึงปรึกษากับทหารทั้งปวงว่า ครั้งก่อนอองงึดยกมาตีเมืองเตียว เลียมโพเป็นแม่ทัพเมืองเตียว ยกออกมาครั้งนั้นก็ตั้งนิ่งอยู่ในค่ายหาได้ออกมารบไม่ ครั้งนี้หลีมกยกมาก็เอาอย่างเลียมโพกระทำ หายกออกมาตีเราไม่ สวนกีจึงแบ่งทหารลอบไปตีที่กำจัวถี ทิศตะวันออกเฉียงเหนือเมืองเตียว ทางประมาณสองร้อยห้าสิบเส้น

ฝ่ายทหารหลีมกรู้ความดังนั้นก็เข้าไปบอกกับหลีมก จะให้แบ่งทหารยกไปช่วย หลีมกจึงว่าซึ่งท่านว่านี้หาชอบไม่ ซึ่งจะให้แบ่งทหารยกไปช่วยนั้น ต้องความคิดสวนกีที่คิดไว้ ในตำราพิชัยสงครามห้ามอยู่ ถ้าเรายกเข้าตีเอาค่ายเดิมสวนกีตั้งเห็นจะดีกว่า ด้วยสวนกียกไปตีกำจัวถีแล้ว ทหารที่จะอยู่รักษาค่ายก็น้อยคน ถ้าเราตีค่ายเดิมแตกแล้วเห็นสวนกีก็จะระส่ำระสายอิดโรยลง หลีมกปรึกษากับนายทัพนายกองทั้งปวงเห็นพร้อมกันแล้วจึงจัดทหารออกเป็นสามกอง ครั้นเวลากลางคืนหลีมกก็ยกเข้าปล้นค่ายเดิมสวนกี ทหารสวนกีซึ่งอยู่รักษาค่ายไม่ทันรู้ตัวก็แตกตื่นทิ้งค่ายเสียพากันหนีไป หลีมกฆ่าทหารที่มีฝีมือตายประมาณสิบสี่สิบห้าคน ทหารเลวก็ตายลงเป็นอันมาก ที่หนีรอดไปนั้นก็เอาเนื้อความไปบอกแก่สวนกี ณ กำจัวถี สวนกีแจ้งความดังนั้นก็โกรธ จึงถอยทัพมาจากกำจัวถีมาตีทัพหลีมก หลีมกสั่งให้ทหารปีกซ้ายปีกขวาแยกกันออกรับทัพสวนกีไว้ แล้วให้ทหารซึ่งมาแต่เมืองตั้วนั้นเข้าตีเป็นกองกลางรบพุ่งกันเป็นสามารถ หลีมกเห็นได้ท่วงทีก็สั่งให้ทหารปีกซ้ายปีกขวาตีระดมขนาบเข้าพร้อมกัน

ฝ่ายสวนกีก็สู้รบเป็นสามารถทานกำลังทหารชาวเมืองตั้วมิได้ก็แตกพากันหนีกลับมาเมืองจิ๋น เจ๋งอ๋องโกรธให้ถอดสวนกีออกเสียจากที่นายทหาร ฝ่ายทหารหลีมกได้ชัยชนะแก่สวนกีแล้วก็เข้ามาหาเตียวอ๋องเซียนในเมืองเตียว แจ้งความซึ่งได้รบกับสวนกีให้เตียวอ๋องเซียนฟังทุกประการ เตียวอ๋องเซียนรู้ว่ากองทัพเมืองจิ๋นแตกไปดังนั้นก็มีความยินดีนัก จึงสรรเสริญหลีมกต่อหน้าขุนนางทั้งปวงว่า เราพ้นจากความตายครั้งนี้ก็เพราะหลีมก หลีมกเป็นแปะคี้ของเราช่วยเราครั้งนี้ หลีมกมีความชอบเป็นอันมาก จึงตั้งให้หลีมกเป็นบู๊อันกุ๋นขุนนางผู้ใหญ่ ยกที่ส่วยให้ขึ้นแก่หลีมกหมื่นหนึ่ง ครั้งนั้นเตียวอ๋องเซียนได้เป็นเจ้าเมืองเตียวห้าปีมาแล้ว และในเมืองตั้วนั้นเกิดอุบัติเหตุแผ่นดินแตกแยกลึกไปประมาณร้อยสามสิบศอก และตึกอาณาประชาราษฎร์ในเมืองก็ทลายล้มลงเป็นอันมาก และในเมืองเตียวนั้นก็แล้งฝนมิได้ตก แล้วให้เกิดบันดาลดลใจให้เด็กทำเพลงเล่นว่า คนชาวเมืองจิ๋นจะหัวเราะ คนชาวเมืองเตียวจะร้องไห้ แล้วนานไปแผ่นดินจะงอกเป็นขนขึ้นมา ถ้ามิเชื่อให้ดูเอาเถิด แต่บันดาลให้เกิดแก่เด็กทำเพลงเล่นดังนี้เนืองๆ ครั้นรุ่งขึ้นปีใหม่ แผ่นดินในเมืองเตียวก็เกิดพิบัติเป็นขนงอกขึ้นมามีสีขาวสูงประมาณคืบเศษ กวยไขแจ้งความดังนั้นก็ปิดความเสียมิได้บอกแก่เตียวอ๋องเซียนให้รู้

ฝ่ายเจ๋งอ๋องตั้งแต่สวนกีเสียทัพมาครั้งนั้น ก็คุมแค้นเมืองเตียวอยู่มิได้ขาด อยู่มาวันหนึ่งจึงสั่งให้อองเจี๋ยนทหารเอกเป็นแม่ทัพให้คุมทหารยกไปตามทางไทหงวนทัพหนึ่ง จึงให้เตียวตวนโหคุมทหารยกออกทางเขาเสียงซัวทัพหนึ่ง ให้ไปตีเอาเมืองเตียวจงได้ แล้วให้ไลซือถินคุมทหารสิบหมื่นเป็นทัพหนุน ให้ไปตั้งค่ายอยู่เสียงต๋ง ครั้งนั้นไทจูตั๋นบุตรชายเจ้าเมืองเอี๋ยนซึ่งมาตกอยู่เมืองจิ๋นนั้นรู้ความว่าเจ๋งอ๋องให้แต่งกองทัพไปตีเมืองเตียว ไทจูตั๋นคิดไปว่าถ้ากองทัพเมืองจิ๋นไปตีเมืองเตียวได้แล้วเห็นจะไปตีเมืองเอี๋ยนด้วย ไทจูตั๋นจึงมีหนังสือลอบให้คนสนิทถือไปถึงเจี๋ยนอ๋องผู้บิดาบอกความทั้งปวงให้รู้ ให้จัดแจงบ้านเมืองตระเตรียมเสบียงอาหารไว้ให้พร้อม

ฝ่ายเจี๋ยนอ๋องเจ้าเมืองเอี๋ยนรู้ความในหนังสือซึ่งไทจูตั๋นให้มาก็จัดแจงบ้านเมืองและทหารไว้พร้อม แล้วเจี๋ยนอ๋องก็ทำเป็นป่วยจึงใช้ให้คนมาทูลแก่เจ๋งอ๋องว่า เจี๋ยนอ๋องป่วยหนักจะขอเอาไทจูตั๋นไปเมือง เจ๋งอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงว่าถ้าเอี๋ยนอ๋องยังมิตาย เรายังหาให้ไทจูตั๋นไปไม่ ประการหนึ่งถ้าศีรษะไทจูตั๋นหงอกขึ้นมาเมื่อใดเราจึงจะให้ไทจูตั๋นกลับไปเมือง คนใช้ครั้นได้ฟังดังนั้นก็ลาเจ๋งอ๋องกลับไปเมือง

ฝ่ายไทจูตั๋นรู้ความว่าตัวมิได้กลับไปเมืองดังนั้นก็เสียใจยิ่งนัก เงยหน้าขึ้นไปบนอากาศแล้วถอนใจใหญ่ ก็บันดาลเป็นหมอกออกจากปากพลุ่งขึ้นไปบนอากาศ ศีรษะไทจูตั๋นก็หงอกขึ้นในทันใดนั้น เจ๋งอ๋องก็เห็นว่าศีรษะไทจูตั๋นหงอกก็ยังมิได้ให้กลับไปเมือง ไทจูตั๋นก็คิดอุบายนุ่งห่มเหมือนคนไพร่แล้วปลอมปนออกไปกับชาวเมือง คนทั้งปวงมิได้สงสัย ไทจูตั๋นก็หนีออกจากด่านหํ้าก๊กได้ก็หนีไปเมืองเอี๋ยน

ฝ่ายเจ๋งอ๋องรู้ว่าไทจูตั๋นหนีไปดังนั้น เจ๋งอ๋องเป็นธุระคิดอ่านอยู่ด้วยจะยกกองทัพซึ่งจะไปตีเมืองเตียว หาได้ให้คนไปติดตามไทจูตั๋นไม่ ฝ่ายเตียวอ๋องเซียนรู้ข่าวว่ากองทัพเมืองจิ๋นยกมาดังนั้น ก็สั่งให้หลีมกคุมทหารออกมาตั้งรับ ณ เขาห้วยจัว หลีมกก็คุมทหารออกมาตั้งค่ายรับกั้นทางอยู่ แต่ค่ายที่ตั้งเรียงกันไปนั้นประมาณถึงสี่สิบเส้นจึงสิ้นกองทัพ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ