๗๘

ฝ่ายเจ๋เก๋งก๋งเจ้าเมืองเจ๋ ครั้นรู้ข่าวว่าเจ้าเมืองจิ้นไม่รบกับฌ้อเจียวอ๋องแล้ว เห็นว่านานไปหัวเมืองทั้งปวงก็จะกำเริบคิดการต่างๆ เราจะนิ่งอยู่ฉะนี้เห็นไม่ได้ จำจะไปชักชวนหัวเมืองมาเป็นพวกให้มากเถิด คิดดังนั้นแล้วเจ้าเมืองเจ๋จึงให้ขุนนางที่รู้อัชฌาสัยไปพูดเกลี้ยกล่อมหัวเมืองทั้งปวง ครั้นได้เจ้าเมืองโอยกับเจ้าเมืองเตงสมัครมาเข้าด้วยดังใจคิดก็ยินดี จึงตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ไม่ไปอ่อนน้อมกับผู้ใด แล้วคิดว่าเจ้าเมืองฬ่อแต่ก่อนขุนนางขับเสียมาอาศัยอยู่เมืองเรา เราก็ได้ช่วยบำรุงจนได้กลับไปเป็นเจ้าเมือง บัดนี้เราให้ไปชักชวนก็ไม่มาเข้าด้วยกลับจะไปเข้ากับเมืองจิ้น เจ้าเมืองฬ่อนี้เป็นคนชั่วนัก จะละไว้มิได้จำจะยกไปตีให้สาสมกับนํ้าใจ

ฝ่ายเสงก๋งเจ้าเมืองฬ่อ ครั้นขุนนางขับเสียอีกครั้งหนึ่งก็พาพรรคพวกไปจากเมืองแล้วคิดว่าครั้งนี้เราจะไปอาศัยเมืองจิ้นเถิด ครั้นมาถึงเมืองจิ้นก็เข้าไปอาศัยอยู่ปลายแดน ฝ่ายไตหูอี้ยูขุนนางเมืองฬ่อรู้ว่าเสงก๋งไปอาศัยเมืองจิ้น จึงแต่งคนสนิทคุมเงินและทองไปให้ซุนเอียกขุนนางเมืองจิ้นว่า บัดนี้เจ้าเมืองฬ่อไปอาศัยอยู่แดนเมืองท่านให้ท่านเห็นกับเราขับเสียให้พ้นเขตแดนจงได้ คนสนิทรับเงินทองแล้วก็ไปถึงเมืองจิ้น จึงเอาเงินทองนั้นไปแก่ซุนเอียกแล้วแจ้งความตามคำไตหูอี้ยูสั่ง

ซุนเอียกรู้ความแล้วก็ยินดีด้วยได้สินบน จึงให้ทหารไปขับเจ้าเมืองฬ่อเสีย แล้วไตหูอี้ยูก็คิดกันกับขุนนางทั้งปวง พร้อมกันตั้งซีจูซองซึ่งเป็นบุตรเจ้าเมืองฬ่อที่เกิดกับภรรยาน้อยนั้นเป็นเจ้าเมืองฬ่อแทนบิดาให้ชื่อว่าเตงก๋ง ฝ่ายเจ้าเมืองเจ๋คิดขัดใจเจ้าเมืองฬ่อนัก จึงเกณฑ์กองทัพพร้อมแล้วให้ซีซินก๊กแฮเป็นแม่ทัพ คุมทหารยกไปตีกวาดเอาครัวแดนเมืองฬ่อมา ซีซินก๊กแฮเดินทัพมาถึงแดนเมืองฬ่อ จึงให้ทหารเข้ารบด่านน้อยใหญ่แตกตลอดไปทุกตำบล แล้วเก็บเอาทรัพย์สิ่งของและกวาดเอาครัวชาวแดนเมืองฬ่อได้เป็นอันมาก ซีซินก๊กแฮก็ยกกองทัพกลับมาเมืองจึงเข้าแจ้งความกับเจ้าเมืองเจ๋ทุกประการ เจ้าเมืองเจ๋แจ้งความว่าตีแดนเมืองฬ่อได้ครอบครัวมาสมความคิดก็ยินดี แล้วก็แต่งทหารแยกไปตีเมืองฬ่ออีกเนืองๆ

ฝ่ายเตงก๋งเจ้าเมืองฬ่อรู้ว่าทหารเมืองเจ๋มาตีปลายแดนและกวาดเอาครอบครัวหัวเมืองไปก็คิดเสียใจนัก ครั้นจะแต่งทหารที่มีสติปัญญาและฝีมือออกต่อสู้ก็ไม่เห็นผู้ใด ด้วยขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยก็ไม่ปรกติรวมกัน ต่างคนต่างถือแก่งแย่งกัน ฝ่ายกุยสุยกิวก็ไปอยู่เมืองอุย เปงซุนบูกี๋ก็อยู่เมืองเสง ซกสุนจิวกิวก็อยู่เมืองอ๋อง ต่างคนก็ไม่ไปมาหารือถือตัวตั้งอยู่คนละหัวเมือง ยังแต่จินเป๋าก็เป็นแต่คนสอพลอฉลาดพูดเพราะ เอียงฮอเล่าก็ถือตัวว่ากล้าแข็งทำการทุจริตต่างๆ จนชาวเมืองได้ความเดือดร้อน

เจ้าเมืองฬ่อคิดวิตกนัก วันหนึ่งจึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า เจ้าเมืองเจ๋ยกกองทัพมากระทำยํ่ายีเขตแดนเมืองเรา เราจะคิดป้องกันรักษาเขตแดนไว้อย่างไรดี โฮกีคำนับแล้วจึงว่า ซึ่งท่านจะคิดป้องกันรักษาเขตแดนเมืองเรานั้น ท่านจะคิดกับผู้อื่นเห็นจะคิดเสียเปล่า ข้าพเจ้าเห็นแต่ท่านอาจารย์ของจูผู้เดียวประเสริฐกว่าคนอื่นทั้งปวง มีสติปัญญาและความรู้มาก อยู่ ณ ตำบลบ้านตงเต๋าแขวงเมืองเรา ขอท่านให้ไปเชิญมาปรึกษาช่วยคิดการ เห็นจะกันภัยได้เป็นแท้ เจ้าเมืองฬ่อได้ฟังดังนั้นจึงว่า ซึ่งอาจารย์ของจูเป็นผู้วิเศษมีความรู้และสติปัญญามากนัก ความนี้ท่านรู้มาแต่ไหน โฮกีจึงบอกว่าข้าพเจ้าได้ยินว่าอาจารย์ของจูคนนี้เป็นบุตรซกเหลียงยิด ซกเหลียงยิดนั้นแต่ก่อนเป็นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหารในเมืองฬ่อนี้ เดิมเหตุจะเกิดอาจารย์ของจูนั้น ซกเหลียงยิดผู้บิดามีภรรยาคนหนึ่ง อยู่ด้วยกันมีบุตรชายคนหนึ่งชื่อเบงผีเป็นคนพิการ ซกเหลียงยิดคิดขัดใจภรรยาว่าภรรยานั้นชั่วจึงเกิดบุตรพิการ จะหาภรรยาใหม่ที่มีลักษณะดีจึงจะได้บุตรดี คิดดังนั้นจึงให้ผู้ใหญ่ไปขอลูกสาวขุนนางคนหนึ่งเป็นภรรยา ขุนนางนั้นก็ยอมให้ จึงปรึกษาบุตรีหญิงทั้งห้าคนว่าจะยกให้ไปเป็นภรรยาซกเหลียงยิดคนหนึ่ง อันซกเหลียงยิดเป็นขุนนางผู้ใหญ่แต่ชรา ใครสมัครเป็นภรรยาจงปรึกษากันดูตามสมัคร

ฝ่ายนางจินไจบุตรีสุดท้องได้ยินบิดาจึงตอบว่า เหตุไรบิดาจึงว่าดังนั้นเล่า อันประเพณีบุตรย่อมสิทธิ์ขาดอยู่แก่บิดามารดา ซึ่งบิดาจะมาปรึกษาให้ข้าพเจ้าทั้งปวงว่าตามใจนั้นไม่ชอบ อย่าว่าแต่ซกเหลียงยิดเป็นคนแก่เลย ถึงชายอื่นที่ชั่วช้าลงไปกว่านี้สักร้อยเท่าพันเท่า ถ้าบิดาจะต้องการยกให้ผู้บุตรหรือจะขัดได้ บิดาได้ยินบุตรีผู้น้อยว่าดังนั้นก็ตอบว่า เจ้าพูดมานี้ก็ควรนักขอบใจ แล้วก็ยกนางจินไจให้ไปเป็นภรรยาซกเหลียงยิด ซกเหลียงยิดได้นางจินไจมาเป็นภรรยาอยู่ช้านานก็ยังไม่มีบุตร ซกเหลียงยิดจึงพาภรรยาเอาธูปเทียนไปบูชาเทวดาที่เขากีสานอันเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ ครั้นซกเหลียงยิดขึ้นไปถึงบนเขาเป็นอันที่ชอบกล จึงชวนภรรยาจุดธูปเทียนบูชาเทวดาอารักษ์ซึ่งอยู่ที่เขานั้นว่าจะขอให้เกิดบุตรชายที่ดีคนหนึ่ง ครั้นบูชาแล้วก็พากันเดินลงมาแลดูต้นไม้สองข้างทางที่เห็นแต่ก่อนใบก้านร่วงโรย ก็กลับผลิดอกออกใบออกเป็นพุ่มพวงงาม ซกเหลียงยิดเห็นประหลาดดังนั้น ก็รู้ว่าเทพยดาบันดาลให้เห็นที่จะได้บุตรสมความคิดก็ยินดีจึงพากันมาบ้าน เพลาคํ่านางจินไจเข้าที่นอนหลับไป ดึกสงัดแลัวนางจินไจฝันว่าเห็นเป็นรูปพระอิศวรเหาะลงมาบอกว่าเจ้าจะได้บุตรชายคนหนึ่งมีปัญญามาก แต่เมื่อจะคลอดบุตรนั้นให้ไปคลอดที่ในถํ้าเขาคงสงจึงจะควร บอกความเท่านั้นแล้วพระอิศวรก็หายไป แล้วเห็นชายชราห้าคนจูงสัตว์ตัวหนึ่งมาบอกว่า เราเป็นดาวห้าดวงประจำทิศ และรูปสัตว์นั้นสัณฐานเท่ากระบือมีเกล็ดดังมังกรเขาอยู่กลางกระหม่อมเขาเดียว สัตว์นั้นหมอบลงตรงหน้านางแล้วคายศิลาหยกออกมาแท่งหนึ่ง ยาวประมาณสิบห้านิ้ว มีอักษรอยู่สิบตัวแปลว่าเมืองตังจิวซึ่งร่วงโรยนั้นจะเกิดคนดีมีปัญญาขึ้น ช่วยทำนุบำรุงให้บ้านเมืองกลับเป็นสุขสืบไป นางจินไจจึงเอาไหมแดงผูกทำขวัญให้ที่เขาสัตว์นั้น สัตว์นั้นก็ลุกเดินไป ชายชราทั้งห้าคนก็หายไปด้วย ตื่นขึ้นพอเพลารุ่งเช้าจึงเล่าความฝันให้ซกเหลียงยิดผู้ผัวฟังทุกประการ

ซกเหลียงยิดจึงทำนายว่า เจ้าฝันจะได้ลาภใหญ่หลวง แต่ซึ่งสัตว์นั้นเห็นจะเป็นกิเลน ครั้นอยู่นานมาครรภ์นางจินไจแก่จวนจะคลอดจึงถามซกเหลียงยิดว่า ท่านรู้แห่งหนทางที่เขาคงสงหรือไม่ จงพาเราไปคลอดบุตรที่นั่นเถิด ซกเหลียงยิดจึงว่าเรารู้แห่งเขาอยู่ เหตุไรเจ้าจึงจะต้องไปคลอดบุตรที่เขาให้ลำบากเล่า จะคลอดที่บ้านเรือนมิเป็นสุขหรือ นางจินไจบอกผัวว่าพระอิศวรสั่งไว้มิให้คลอดบุตรที่บ้านไม่สมควร ให้ไปคลอดที่ในถํ้าเขาคงสง เหตุดังนี้จึงจะต้องไปตามคำเทพยดา ซกเหลียงยิดก็พานางจินไจขึ้นขี่เกวียนกับบ่าวไพร่ไปอยู่ถํ้าเขาคงสง มีมังกรสองตัวอยู่ปากถํ้า ในถํ้านั้นหอมกลิ่นดอกไม้และเครื่องอบฟุ้งตลบเป็นที่รโหฐานเป็นสุขสบาย ครั้นฤกษ์ดีแล้วนางจินไจก็คลอดบุตร ด้วยบุญนั้นมีมากก็บันดาลเป็นท่อน้ำไหลมา ช่วยชำระมลทินบุตรให้หมดใส แล้วซกเหลียงยิดจึงให้ชื่อบุตรนั้นว่า ขิว แซ่ฆ้องตองหลี แปลว่าขอได้ที่เขากีสาน คนทั้งปวงจึงเรียกว่าของจู รูปร่างของจูนั้นสูงหกศอก หน้าผากนั้นมีอักษรว่าอ้วนตัน ตัวหนึ่งแปลว่าจะกลับให้บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข คิ้วนั้นเหมือนคิ้วนกแขกเต้า ปากนั้นกว้าง คอใหญ่ มือเหมือนมือเสือ ใจบุญ จะได้เป็นอาจารย์สั่งสอนคนทั้งแผ่นดิน ข้าพเจ้าได้รู้เรื่องความเดิมอาจารย์ของจูแรกเกิดมาฉะนี้ จึงว่าเป็นผู้วิเศษมีสติปัญญาและความรู้มากเห็นจะแก้ไขกันภัยทั้งปวงได้โดยแท้

เจ้าเมืองฬ่อได้ฟังโฮกีเล่าเห็นเป็นอัศจรรย์ สมกับที่ว่าอาจารย์ของจูเป็นผู้วิเศษ ประเสริฐกว่าคนทั้งแผ่นดินก็มีความยินดี คิดจะใคร่ได้มาไว้เป็นที่ปรึกษา จึงสั่งให้กุยสูไปลองความรู้ ถ้าดีจริงแล้วก็ให้เชิญมาหาเรา กุยสูก็ไปถึงอาจารย์ของจู จึงคำนับแล้วไต่ถามถึงการทั้งปวงอันลึกซึ้งต่างๆ ของจูก็แจ้งความให้เข้าใจได้ทุกประการไม่รู้หมดสิ้น กว้างขวางดังพระมหาสมุทรอันใหญ่ กุยสูได้ฟังเห็นคุณวิชาอาจารย์ประเสริฐสุดที่จะเปรียบผู้ใดมิได้ คิดกลัวเกรงปัญญาและความรู้อาจารย์จนเหงื่อไหลลงโทรมตัว เสื้อที่ใส่นั้นก็เปียกไปด้วยเหงื่อสิ้น จึงคำนับลาของจูออกมาข้างนอกผลัดเสื้อเสียใหม่ พอชาวเมืองฮุยมาบอกว่า ข้าพเจ้าขุดสระพบของสิ่งหนึ่งรูปร่างเหมือนแพะไม่รู้ว่าเป็นอะไร กุยสูแจ้งความแล้วจึงห้ามคนผู้นั้นให้นิ่งอยู่ เราจะลองความรู้อาจารย์ จึงกลับเข้าไปถามของจูว่า บัดนี้มีผู้มาบอกว่าขุดดินลงไปได้ของสิ่งหนึ่งเหมือนสุนัข ของสิ่งนี้จะเป็นประการใด ท่านอาจารย์ได้รู้บ้างหรือไม่

ของจูนิ่งพิเคราะห์ดูเห็นเหตุแล้วจึงตอบว่า ถ้าขุดได้รูปสัตว์ที่บนเขาแม้นมีตีนเดียวรู้ภาษาคนทำให้คนสิ้นสมประดี ว่าปีศาจตีนเดียว ถ้าของได้ในนํ้า แม้นมีงามีงวงเรียกว่าช้างนํ้ามักกินคน อันของซึ่งท่านว่าขุดได้รูปสุนัขนี้ผิดไป ถ้าของขุดได้พื้นแผ่นดินอันตํ่าแล้วแพะกะเทย กุยสูได้ฟังอาจารย์ว่าดังนั้นจึงกลับมาถามคนที่ขุดสระว่าสัตว์นั้นตัวผู้หรือตัวเมีย ผู้นั้นจึงบอกว่าสัตว์นั้นหาเป็นตัวผู้ตัวเมียไม่ กุยสูได้ฟังบ่าวบอกต้องกับคำอาจารย์ ก็คิดว่าท่านผู้นี้ประเสริฐหาผู้ใดเสมอมิได้จริง จึงกลับเข้าไปหาอาจารย์ คุกเข่าลงกราบคำนับแล้วแจ้งความว่า เจ้าเมืองฬ่อทุกวันนี้มีความวิตกนัก ด้วยข้าศึกมาเบียดเบียนบ้านเมืองอยู่เนืองๆ หาผู้ใดจะช่วยคิดอ่านป้องกันอันตรายไม่ จึงให้ข้าพเจ้ามาเชิญท่านอาจารย์เข้าไปช่วยคิดการดับร้อนอาณาประชาราษฎร์ให้เป็นสุข

ฝ่ายของจูแจ้งความว่าเจ้าเมืองให้หาจึงแต่งตัวตามเพศอาจารย์แล้วก็มาด้วยกุยสู ครั้นถึงที่เจ้าเมืองฬ่อก็นั่งอยู่แต่ภายนอก ให้กุยสูเข้าไปบอกความก่อน กุยสูก็คำนับลาเข้ามาบอกเจ้าเมืองฬ่อว่า ข้าพเจ้าไปพบอาจารย์ของจูได้ไต่ถามทดลองเห็นรู้หลักแหลมลึกซึ้งหาผู้เสมอมิได้ บัดนี้ข้าพเจ้าก็เชิญตัวท่านมานั่งอยู่ข้างนอก เจ้าเมืองฬ่อแจ้งความแล้วก็ยินดี จึงให้กุยสูไปเชิญตัวเข้ามา แล้วเจ้าเมืองฬ่อลุกไปต้อนรับเชิญให้นั่งที่อันสมควร จึงปราศรัยอาจารย์โดยคำนับว่าตัวเรานี้เป็นเด็ก ไม่ได้สมาคมคบท่านก็ดุจดูถูกท่านเราขออภัยเถิด ท่านอย่าน้อยใจเลย ตั้งแต่นี้ไปเราจะอาศัยความรู้วิชาท่านเป็นที่ปรึกษาสิทธิ์ขาด ถ้าท่านรู้เห็นเหตุผลร้ายดีประการใดก็ให้ว่าโดยสุจริตเถิด แล้วตั้งอาจารย์ของจูเป็นขุนนางที่ซูของฝ่ายพลเรือน จึงให้เครื่องยศอย่างดีตามบรรดาศักดิ์ ในขณะปีนั้นพระเจ้าจิวเค่งอ๋องเสวยราชสมบัติในเมืองตังจิวได้สิบเก้าปี

ฝ่ายเอียวฮอเอียวอวดพี่น้อง ซึ่งเป็นพรรคพวกกงซันปุดทิวอยู่เมืองฮุยคิดการกับกงซุนเตียวจะเป็นขบถตีเมืองฬ่อ ถ้าได้เมืองแล้วจะตั้งกงซุนเตียวเป็นที่กุยสู แต่ยังทำการไม่ได้ด้วยเกรงอาจารย์ของจูอยู่ วันหนึ่งจึงใช้คนสนิทไปหาอาจารย์ชวนให้ช่วยคิดการขบถ อาจารย์ของจูก็มิได้ว่าประการใด คนสนิทนั้นก็กลับมาบอกเอียวฮอ วันหนึ่งของจูจึงให้หาบูกี๋มาแจ้งความว่า วันนี้เอียวฮอจะคิดทำการตีเอาเมืองฬ่อให้คนมาชวนเรา ท่านจงเร่งคิดอ่านระวังตัวจงดี บูกี๋รู้ดังนั้นก็คำนับลาอาจารย์มามิได้บอกให้ผู้ใดรู้ จึงคิดอุบายวานทหารสามร้อยคนว่าจะให้ช่วยทำสวนดอกไม้ในบ้าน ครั้นทหารมาพร้อมจึงให้หลาวแหลนและเครื่องอาวุธไว้เป็นอันมาก แล้วให้คอยระวังระไวไม่ประมาท ครั้น ณ วันเดือนแปดเพลาดึก เอียวฮอเอียวอวดได้พรรคพวกพร้อมก็ตีกลองจุดประทัดและคบเพลิงทำการขบถไล่ทุบตีหญิงชายชาวเมืองอื้ออึงมาจากหน้าบ้านกุยสู แล้วคิดว่าจะลวงให้กุยสูตกใจออกมาห่างบ้านจึงจะจับฆ่าเสีย คิดแล้วก็ร้องว่าข้าศึกเข้าเมืองได้ให้ท่านกุยสูเร่งหนีเอาตัวรอด แล้วเอียวฮอก็พาพรรคพวกรีบไปจะจับตัวเจ้าเมืองฬ่อ ให้แต่เอียวอวดอยู่คอยสกัดเอาตัวกุยสูจงได้

กุยสูนอนอยู่ในตึกได้ยินเสียงร้องบอกว่าเมืองเสียแก่ข้าศึกดังนั้นก็ตกใจด้วยไม่รู้เหตุจะนิ่งอยู่ก็กลัวภัย จึงเรียกพรรคพวกได้สี่คนห้าคนออกมาขึ้นเกวียน ให้ลิมฌ้อเร่งขับเกวียนลัดหนีไปหาบูกี๋ เอียวอวดคอยอยู่ไม่เห็นกุยสูจึงถามที่นั่นว่ากุยสูไปไหน ครั้นรู้ว่ากุยสูไปหาบูกี๋ เอียวอวดก็พาพวกไล่ติดตามไป กุยสูครั้นมาถึงบ้านบูกี๋ก็ร้องเรียกบูกี๋ บูกี๋ได้ยินเสียงจำได้จึงให้ทหารเปิดประตูรับ เอียวอวดติดตามมาทันเห็นกุยสูเลี้ยวเกวียนเข้าประตูบ้านก็ให้พรรคพวกเอาเกาทัณฑ์ยิงกระหนํ่าเข้าไปก็ไม่ถูกกุยสู บูกี๋เห็นดังนั้นก็เรียกทหารสามร้อยซึ่งรักษาบ้านเอาอาวุธที่เตรียมไว้ออกต่อสู้ แล้วให้เอาเกาทัณฑ์สอดยิงออกไปถูกเอียวอวดล้มลงตายอยู่ที่นั่น พรรคพวกทั้งปวงเห็นเอียวอวดตายแล้วก็พากันวิ่งหนีไป เอียวฮอแจ้งความว่าเอียวอวดตามกุยสูไปถึงบ้านบูกี๋ รบกับทหารบูกี๋เสียทีถูกเกาทัณฑ์ตาย เอียวฮอแจ้งความดังนั้นก็เสียใจ จะคิดหนีเอาตัวรอดก็ไม่ได้ ด้วยทำการเกินแล้วจำจะหักเอาเมืองให้ได้ จึงพาพรรคพวกเข้าไปถึงประตูชั้นในที่เจ้าเมืองฬ่ออยู่ จึงร้องเรียกว่าเจ้าเมืองฬ่ออยู่ที่ไหน ให้เร่งออกมารบดูฝีมือกัน จึงเอาไฟเผาประตูแล้วไหม้ลุกลามขึ้น

ฝ่ายซกซุนจิวกิวคุมทหารรักษาประตู ได้ยินเสียงร้องประหลาดแล้วเอาไฟเผาดังนั้น ก็จัดแจงทหารออกต่อสู้และดับไฟบ้างแต่ตัวนั้นเข้าไปแจ้งความกับเจ้าเมืองฬ่อแล้วพาหนี เจ้าเมืองฬ่อหนีไปซ่อนอยู่ข้างทิศใต้ ฝ่ายกุยสูบูกี๋แลเห็นแสงไฟไหม้ขึ้นตรงที่เจ้าเมืองฬ่ออยู่ ก็รู้ว่าข้าศึกจุดเพลิงเผาเมืองจะทำอันตรายแก่เจ้าเมืองจึงปรึกษากันว่า ครั้นเราจะไปช่วยในกลางคืนนี้ก็เห็นมิได้ ด้วยทหารเรามีสามร้อยน้อยตัวนัก เกลือกข้าศึกมากก็จะเสียทีจำจะรั้งรอรักษาตัวอยู่ก่อน พอเวลาสว่างขึ้นก็เห็นจะมีผู้มาช่วย ได้ทหารมากแล้วเราจึงจะยกเข้าจับคนร้ายให้จงได้

ขณะนั้นก๋งเหลียมเอียงรู้ว่าเกิดศึกกลางเมือง กุยสูนั้นหนีไปอยู่บ้านบูกี๋ ก็พาทหารทั้งปวงรีบมาถึงบ้านบูกี๋จึงร้องบอกกุยสูว่าข้าพเจ้าชื่อก๋งเหลียมเอียงคุมทหารมาช่วยท่าน กุยสูบูกี๋ได้ยินดังนั้นจำได้ว่าเสียงก๋งเหลียมเอียงก็ดีใจจึงร้องเรียกเข้ามาในบ้าน เห็นทหารมาด้วยเป็นอันมากพอจะสู้ข้าศึกได้ กุยสูบูกี๋จึงจัดทหารเป็นกองหน้ากองหลัง ถือเครื่องศัสตราวุธครบมือกันแล้วยกมาช่วยเจ้าเมือง เห็นเอียวฮอรบกันอยู่กับทหารซึ่งรักษาประตู จึงให้ก๋งเหลียมเอียงเข้ารบกับเอียวฮอ เอียวฮอก็ต่อสู้กับก๋งเหลียมเอียงได้สิบห้าเพลง พอซกซุนจิวกิวพาทหารมาช่วยเจ้าเมืองเห็นเอียวฮอกับก๋งเหลียมเอียงต่อสู้กันอยู่จึงขับทหารเข้าช่วยก๋งเหลียมเอียงรบ แล้วร้องว่าที่นี้เอียวฮอตายแล้ว เอียวฮอได้ยินดังนั้นก็ตกใจ แล้วเห็นทหารหนุนกันเข้ามาเป็นอันมากเหลือกำลังที่จะต่อสู้ก็พาพวกพ้องถอยหนีออกไป ทหารก๋งเหลียมเอียงได้ทีก็ไล่ฟันพวกเอียวฮอ เอียวฮอหนีมาถึงด่านก็เข้าในด่านกวนหยงก๊วนแล้วปิดประตูไว้มั่นคง พอเพลาสว่างขึ้นขุนนางและทหารทั้งปวงรู้ ติดตามเอียวฮอมาพร้อมกันก็เข้าล้อมด่านกวนหยงก๊วน เอียวฮอเห็นจะอยู่ด่านนั้นมิได้ จึงให้ทหารเอาไฟเผาด่านเข้า ทหารที่ล้อมอยู่นั้นเห็นเพลิงและควันมืดกลุ้มขึ้นก็พากันถอยห่างออก เอียวฮอเห็นได้ท่วงทีก็พาพวกพ้องเปิดประตูด่านออกรีบหนีไปทางเมืองเจ๋ ขุนนางทั้งปวงเห็นไฟค่อยสงบลง จึงให้ทหารเข้าไปค้นดูในด่านก็ไม่เห็นเอียวฮอและพรรคพวก เกณฑ์กันเที่ยวหาดูทุกแห่งไม่พบแล้วก็พากันกลับมา

เอียวฮอครั้นมาถึงเมืองเจ๋ จึงเข้าไปหาขุนนางผู้ใหญ่แจ้งความว่า ข้าพเจ้าเป็นขุนนางเมืองฬ่อเห็นว่าเมืองฬ่อไม่มีความสุขจึงหนีมาเป็นข้าพึ่งบุญบารมีเจ๋เก๋งก๋ง ขุนนางแจ้งความแล้วจึงพาเอียวฮอเข้าไปแจ้งความกับเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋รู้เหตุดังนั้นจึงถามเอียวฮอว่า ท่านเป็นขุนนางเมืองฬ่อไม่มีสุขนั้นด้วยประการใดจึงจะมาอยู่ด้วยเรา เอียวฮอคำนับแล้วจึงว่า เมืองฬ่อทุกวันนี้เจ้าเมืองก็เป็นเด็ก ว่าราชการก็ไม่สิทธิ์ขาด ทั้งขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยว่ากล่าวบังคับกันก็ไม่ได้แล้วก็แยกกันสร้างเมืองอยู่ตามสบาย กุยสุยกิวนั้นอยู่เมืองอุย เปงซุนบูกี๋อยู่เมืองเสง ซกสุนจิวกิวอยู่เมืองอ๋อง แม้นจะมีราชการกะเกณฑ์ทหารไปแห่งใดตำบลใดก็ไม่ทันท่วงที เพราะขุนนางไม่พร้อมมูล ข้าพเจ้าเห็นการดังนี้จึงว่าเมืองฬ่อไม่เป็นสุขจะอยู่ด้วยต่อไปไม่ได้ และซึ่งข้าพเจ้ามาทั้งนี้ด้วยจะแจ้งความท่านรู้แล้วจะขอกองทัพยกไปตีเอาเมืองฬ่อก็เห็นจะได้โดยง่าย

เจ๋เก๋งก๋งได้แจ้งความแล้วจึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า เอียวฮอว่ากล่าวทั้งนี้ผู้ใดจะเห็นประการใด เปาก๊กขุนนางผู้ใหญ่จึงว่า ซึ่งเอียวฮอแจ้งความด้วยเจ้าเมืองฬ่อและขุนนางแต่ก่อนไม่พร้อมมูลปกตินั้นจริงอยู่ แต่บัดนี้เจ้าเมืองฬ่อเอาอาจารย์ของจูซึ่งมีปัญญาและความคิดไปตั้งเป็นขุนนางขึ้นใหม่ ซึ่งเอียวฮอจะขอกองทัพยกไปตีเมืองฬ่อนั้นเห็นไม่ได้ ด้วยอาจารย์ของจูเป็นขุนนางอยู่ที่นั่นก็ช่วยเจ้าเมืองฬ่อคิดการเอาชัยชนะ บรรดาขุนนางในเมืองเราที่จะมีปัญญาและความรู้ต่อสู้กับอาจารย์ของจูนั้นไม่ได้ ข้าพเจ้าเห็นว่าถ้าท่านคิดอ่านทำให้เมืองเรากับเมืองฬ่อเป็นทางไมตรีกันจะดีกว่า อันจะเชื่อฟังเอียวฮอและจะชุบเลี้ยงเอียวฮอไว้นั้นไม่ได้ เรากับอาจารย์ของจูก็คงจะเป็นข้าศึกกันสืบไปเป็นมั่นคง เจ้าเมืองเจ๋แจ้งความแล้วก็คิดเกรงอาจารย์ของจูนัก จึงสั่งให้ขุนนางเอาตัวเอียวฮอและพรรคพวกจำส่งไปไว้ ณ เมืองเซพีซึ่งเป็นเมืองขึ้น

เอียวฮอครั้นต้องจำมาอยู่เมืองเซพี จึงคิดอ่านซื้อสุรามาชวนผู้คุมกินจนเมาทุกเพลา เห็นผู้คุมประมาทเมาสิ้นสติ เพลาคํ่าจึงพาพรรคพวกออกลักม้าได้คนละตัวก็พากันหนีไปเมืองซอง จึงเข้าไปหาเจ้าเมืองซองแจ้งความว่า ข้าพเจ้าหนีมาแต่เมืองฬ่อจะมาขออยู่ด้วยท่าน เจ้าเมืองซองแจ้งความดังนั้นก็คิดสงสัยเห็นว่า เอียวฮอนี้จะมีความชั่วประการใดจึงต้องทิ้งบ้านเมืองเสีย ครั้นเราจะรับไว้ในเมืองก็ดูไม่สมควร จึงส่งเอียวฮอไปไว้ในเมืองของ บรรดาคนในเมืองของรู้ว่าเอียวฮอมาอยู่ต่างคนก็คิดชิงชัง ปองคิดจะฆ่าเอียวฮอเสีย ครั้นเอียวฮอรู้ตัวก็ไม่อยู่ที่นั่น จึงหนีมาเมืองจิ้นแล้วเข้าไปหาเตียวเอียงซึ่งเป็นขุนนางในเมืองจิ้นขอยอมอยู่เป็นบ่าว เตียวเอียงก็เลี้ยงไว้เป็นทหาร อยู่นานมาเอียวฮอเห็นเตียวเอียงรักใคร่สนิทแล้ว ก็ชวนให้เตียวเอียงคิดการขบถจะตีเอาเมืองจิ้น

ฝ่ายเจ้าเมืองเจ๋ครั้นรู้ว่าเอียวฮอหนีไป จึงคิดวิตกว่าเราจะนั่งอยู่ฉะนี้เห็นหาควรไม่ เจ้าเมืองฬ่อและอาจารย์ของจูรู้ก็จะคิดน้อยใจว่าเราคบขุนนางเข้าไว้ในเมืองเรา เมืองฬ่อกับเมืองเราก็จะเป็นที่ขัดเคืองกันสืบไป จำเราจะบอกหนังสือไปให้แจ้งเถิด แล้วเจ้าเมืองเจ๋ก็ให้เขียนหนังสือเป็นใจความว่า เอียวฮอหนีมาบอกความกับเราว่าเจ้าเมืองฬ่อกับขุนนางไม่พร้อมมูลกัน จะชวนเราให้ยกกองทัพไปตีเอาเมืองฬ่อ เราคิดถึงอาจารย์ของจูที่เข้าไปทำราชการกับเจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองฬ่อเล่าก็เป็นเด็กหาควรที่เราจะทำศึกด้วยไม่ จึงให้จับเอียวฮอจำไว้จะส่งไปให้เจ้าเมืองฬ่อทำโทษ บัดนี้เอียวฮอลอบหนีไปเราให้ติดตามก็ยังไม่ได้ตัว ถ้าได้ตัวเอียวฮอแล้วจึงจะส่งตัวมาครั้งหลัง อย่าให้เจ้าเมืองและอาจารย์ของจูมีความรังเกียจเราสิ่งใดเลย ขอให้เชิญท่านอาจารย์พาเจ้าเมืองฬ่อไปที่หน้าเขาเหียมก๊กสันจะได้ทำสัจกัน ตั้งแต่นี้ไปเมืองเจ๋กับเมืองฬ่อมิได้คิดประทุษร้ายกันสืบต่อไปเลย ต่างคนต่างจะไปมาเป็นทางไมตรีกัน ครั้นเขียนหนังสือแล้วก็เข้าผนึกส่งให้ขุนนางซึ่งมีอัชฌาสัยถือไปเมืองฬ่อ ขุนนางถือหนังสือมาถึงเมืองฬ่อจึงเข้าไปหาขุนนางเจ้าพนักงานแจ้งความให้ฟังทุกประการ

ขุนนางเมืองฬ่อรู้ความดังนั้น ก็พาขุนนางเมืองเจ๋มาแจ้งความกับเจ้าเมืองฬ่อ แล้วอ่านหนังสือซึ่งมีมาแต่เมืองเจ๋ เจ้าเมืองฬ่อทราบความแล้วมิได้ว่าประการใด สั่งให้ขุนนางพาผู้ถือหนังสือออกไปเลี้ยงโต๊ะที่กงก๊วนข้างนอก ภายหลังเตงก๋งจึงปรึกษาขุนนางว่า ซึ่งเจ้าเมืองเจ๋มีหนังสือมานี้ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด ตงสวยโบกีได้ยินดังนั้นจึงว่า อันเจ้าเมืองเจ๋นี้ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นคนไม่ตรง ที่ท่านจะเชื่อถือถ้อยคำไปกระทำสัจที่เขาเหียมก๊กสันนั้นไม่ได้ กุยซุนซิวจึงว่า ทหารเมืองเจ๋มาตีแดนเมืองเราเนืองๆ อยู่ บัดนี้เจ้าเมืองเจ๋มีหนังสือมาโดยทางไมตรีว่าไม่ทำร้าย จะให้ท่านไปถือนํ้าทำสัจด้วย ซึ่งท่านไม่ไปนั้นไม่ชอบ เชิญท่านไปตามหนังสือจึงจะดี

เตงก๋งจึงว่า ซึ่งท่านเห็นดังนั้นเราก็จะไป แต่ถ้าการกลับกลายจะได้ผู้ใดช่วยคิดแก้ไขเราให้พ้นอันตราย บูกี๋จึงว่า ซึ่งท่านวิตกไม่ไว้ใจจะหาผู้คิดการกันภัยนั้น ข้าพเจ้าไม่เห็นใครเลย เห็นจะได้แต่ท่านอาจารย์ของจูผู้เดียวจะเป็นที่พึ่งได้ เจ้าเมืองฬ่อได้ฟังดังนั้นก็ยินดี ให้เชิญอาจารย์ซึ่งเป็นที่ซูของเข้ามาแล้วก็เลื่อนที่ขึ้นเป็นเซียงเล้ตำแหน่งที่ว่าราชการสิทธิ์ขาดทั้งสิ้น แล้วแจ้งความที่หนังสือเจ้าเมืองเจ๋มีมานั้น ควรเราจะไปดีหรือไม่ดี แต่ใจเรานี้คิดจะไปให้พบเจ้าเมืองเจ๋

ของจูจึงว่า ซึ่งท่านจะไปนั้นก็ควรอยู่ แต่ประเพณีเจ้าบ้านผ่านเมืองจะไปไหนเป็นการใหญ่ ก็ย่อมพร้อมไปด้วยขุนนางฝ่ายทหารพลเรือน ถ้าฉุกมีราชการหนักเบาประการใดก็จะได้เรียกหากันได้ทันที และการที่จะไปครั้งนี้ก็เป็นสำคัญอยู่ ข้าพเจ้าจะไปด้วยท่านจึงจะได้ เจ้าเมืองจึงตอบว่า ซึ่งท่านอาจารย์จะไปด้วยนั้นดีแล้ว บัดนี้ขุนนางฝ่ายทหารยังมีไม่ เราจำจะตั้งขึ้นไว้ให้พร้อมมูล จึงให้หาไตหูซินสูมาตั้งเป็นโจสุม้า ขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหารขวา ตั้งงักกีเป็นอิวสูม้าที่ทหารฝ่ายซ้าย คุมทหารเกวียนสามร้อยแล้วสั่งว่าให้ตามเป็นกองหลังไปพอแลเห็น ถ้าเราถึงเหียมก๊กก็ให้ตั้งอยู่แต่ไกลสิบห้าเส้น ให้ขุนนางฝ่ายทหารทั้งสองนั้นไปด้วย แล้วให้แยกกันไปตั้งทัพรายกันอยู่ริมเขานั้นเป็นสามกองด้วยกัน ของจูได้ยินเจ้าเมืองสั่งการดังนั้น จึงว่าซึ่งท่านจัดแจงทหารตั้งกองด้วยไม่ไว้ใจแก่การก็ควรแล้ว

ฝ่ายเหลบีครั้นรู้ว่าเจ้าเมืองเจ๋มีหนังสือไปจะเป็นไมตรีกับเจ้าเมืองฬ่อ ครั้นเพลาคํ่าจึงบอกนายประตูให้ไปแจ้งความแก่เจ้าเมืองว่าเราจะขอเข้าไปแจ้งราชการเป็นความสำคัญ เจ้าเมืองเจ๋รู้จึงให้หาเหลบีเข้าไปถามว่าท่านจะว่าราชการสิ่งใดหรือ เหลบีจึงตอบว่า ซึ่งท่านจะเป็นไมตรีกับเมืองฬ่อนั้น ด้วยเหตุว่าท่านรู้ว่าเจ้าเมืองฬ่อตั้งอาจารย์ของจูเป็นขุนนางผู้ใหญ่ จึงกลัวเกรงคิดผูกพันเป็นไมตรีกันเสียนั้นข้าพเจ้าเห็นหาควรไม่ ด้วยทหารเมืองฬ่อฝีมืออ่อนไม่สู้ทหารเมืองเราได้ อันอาจารย์ของจูเล่าข้าพเจ้าก็แจ้งอยู่ว่าเป็นคนรู้การลึกซึ้งก็จริง แต่ฝีมือที่รบสู้ไม่สันทัด ท่านจะกลัวเกรงอะไร บัดนี้ข้าพเจ้าคิดเห็นอุบายข้อหนึ่งดีนัก เมื่อเจ้าเมืองฬ่อมาถึงที่เขาเทียมก๊กพร้อมกับท่านจะทำสัจสาบาน ข้าพเจ้าคิดจะจัดทหารสักสามร้อย เรียกว่าเป็นคนรำ จะเอาเข้าไปรำให้เจ้าเมืองฬ่อและอาจารย์ของจูดู แม้นเห็นเพลิดเพลินได้ท่วงทีก็จะให้ทหารสามร้อยเข้าช่วยกันจับเจ้าเมืองฬ่อกับอาจารย์ของจูให้ได้แล้ว ข้าพเจ้าก็จะพาทหารทั้งปวงไล่ฆ่าฟันทหารเมืองฬ่อเพลาเดียวให้แตกสิ้น เราก็จะได้เมืองฬ่อโดยง่าย

เจ้าเมืองเจ๋ได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า ซึ่งการท่านคิดนี้ยังจะสำเร็จหรือ ท่านได้ปรึกษากับวันเอ๋งหรือไม่ เหลบีจึงว่า การครั้งนี้ข้าพเจ้าจะทำให้สำเร็จแต่ที่จะให้ปรึกษาวันเอ๋งนั้นไม่ได้ ด้วยวันเอ๋งนับถืออาจารย์ของจูก็จะทัดทาน การทั้งนี้ก็จะแพร่งพรายรู้ไปถึงของจู ข้าพเจ้าจะอาสาท่านคิดทำแต่ผู้เดียว เจ้าเมืองเจ๋คิดดูก็เห็นด้วย จึงว่าถ้าท่านจะทำให้สำเร็จได้ดังว่าแล้วก็ตามเถิด เหลบีก็คำนับลาออกมา รุ่งขึ้นจึงจัดแจงทหารพาพรรคพวกของตัวได้สามร้อยฝึกให้รำตามจะทำได้เตรียมไว้ ฝ่ายเจ้าเมืองเจ๋วันหนึ่งจึงสั่งขุนนางผู้ใหญ่ให้จัดทหารกองหน้ากองหลังเป็นอันมาก พร้อมแล้วก็ยกออกจากเมืองเจ๋ไปถึงตำบลเขาเหียมก๊กก็ตั้งอยู่ แล้วให้ทำโรงรับแขกเมือง แล้วแต่งที่สาบานไว้คอยท่าเจ้าเมืองฬ่อ เหลบีนั้นก็พาพวกทหารคนรำมาเตรียมอยู่ตามคิดกัน

ฝ่ายเจ้าเมืองฬ่อ ครั้นจัดแจงขุนนางเสร็จแล้วถึง ณ วันฤกษ์ดีก็พาอาจารย์ของจูกับขุนนางผู้ใหญ่น้อย และทหารซึ่งเตรียมไว้พร้อมด้วยเครื่องศัสตราวุธ แห่หน้าหลังยกเป็นกระบวนทัพมาจวนจะถึงเหียมก๊ก ก็สั่งทหารให้แยกกันไปตั้งกองซุ่มรายกันไปตามริมเขา แต่ตัวอาจารย์และขุนนางผู้น้อยนั้นก็พากันเข้าไปหาเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋เห็นเจ้าเมืองฬ่อและอาจารย์ของจูมาก็ยินดี ออกไปต้อนรับคำนับกันตามธรรมเนียมแล้วเชิญให้นั่งที่สมควร เจ้าเมืองทั้งสองพูดจาปราศรัยกันเป็นทางไมตรีต่างๆ ฝ่ายวันเอ๋งขุนนางผู้ใหญ่เมืองเจ๋ครั้นเห็นอาจารย์ของจูก็ดีใจจึงเข้ามาคำนับ ของจูเห็นทหารเจ้าเมืองเจ๋อยู่ที่นั่นมากมายก็ไม่ไว้ใจกลัวจะเป็นกลอุบาย จึงเรียกซินสีกับงักกีซึ่งเป็นทหารฝีมือเข้ามานั่งใกล้เจ้าเมืองฬ่อหวังจะให้กันอันตราย

ฝ่ายเหลบีเห็นเจ้าเมืองทั้งสองสนทนากันเป็นปกติได้ทีแล้ว จึงสั่งทหารทั้งสามร้อยให้เข้าไปรำให้เจ้าเมืองฬ่อดูแล้วว่า ถ้าเห็นเจ้าเมืองฬ่อดูรำเพลิดเพลินได้ท่วงทีแล้ว จงชวนกันเข้าจับเจ้าเมืองฬ่อกับอาจารย์ของจูไว้ให้มั่นคง ทหารคนรำรับคำแล้วพากันเข้ามาตรงหน้าเจ้าเมือง คำนับพร้อมกันแล้วก็พากันเดินรำถือธงและอาวุธร้องเพลงต่างๆ แล้วเหลบีก็พาทหารถืออาวุธเข้ามานั่งคอยเตรียมอยู่นั่น เจ้าเมืองฬ่อเห็นคนรำตามกันเข้ามาใกล้ก็ตกใจถอยตัวขยับหนี อาจารย์ของจูเห็นเจ้าเมืองฬ่อทำกิริยากลัวดังนั้น จึงว่ากับวันเอ๋งซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ว่า เดิมทีสองเมืองเป็นข้าศึกกัน แล้วเจ้าเมืองเจ๋มีหนังสือไปถึงเจ้าเมืองฬ่อกับเราว่าไม่รบพุ่งกันต่อไป เราจึงพาเจ้าเมืองฬ่อมาหวังจะให้ท่านทั้งสองเป็นมิตรไมตรีกัน ราษฎรจะอยู่เย็นเป็นสุขทั้งสองเมือง บัดนี้เหตุไรจึงให้คนถืออาวุธรำเต้นเข้ามาใกล้เจ้าเมืองทำกิริยาองอาจ ผิดอย่างธรรมเนียมที่จะเป็นไมตรีกัน

วันเอ๋งได้ฟังดังนั้นจึงว่ากับเจ้าเมืองเจ๋ว่า ซึ่งถ้อยคำอาจารย์ว่านั้นควรอยู่ ขอท่านขับพวกคนรำเหล่านี้เสียจึงจะชอบ เจ้าเมืองเจ๋ก็ขัดมิได้จึงสั่งให้ขับคนรำพวกนั้นไป เหลบีเห็นไม่สมคิดก็ขัดใจจึงลุกไปจัดพวกมโหรีบอกให้ขับร้องเรื่องนางบุนเกียงที่เป็นชู้กับเจ้าเมืองเจ๋คนเก่าอันเป็นพี่น้องกันแล้วเจ้าเมืองฬ่อขอไปเลี้ยงเป็นภรรยา พวกมโหรีนั้นรับคำเหลบีแล้วก็เข้ามาร้องขับตามคำเหลบีสั่ง เจ้าเมืองฬ่อฟังพวกมโหรีร้องเพลงถึงความเก่าก็คิดอายใจ ทำกิริยาไม่สบายหันตัวกลับไปมา เจ้าเมืองเจ๋เห็นก็รู้ว่าเจ้าเมืองฬ่อได้ยินคนขับถึงความเก่าไม่สบายก็ขับพวกมโหรีไปเสีย เหลบีเห็นดังนั้นขัดใจนักจึงคิดว่าเราจัดคนเข้าไปรำล้อเลียนเจ้าเมืองฬ่ออีกให้อาย อย่าได้อยู่ทำความสัจกับเจ้าเมืองเราได้ ก็ให้แต่งเป็นหญิงคนหนึ่งชายคนหนึ่งเข้าไปทำเช่นเจ้าเมืองเจ๋เก่ากับนางบุนเกียงเมื่อเป็นชู้กัน

ฝ่ายอาจารย์ของจูเห็นคนรำทำดังนั้นก็โกรธนักจึงลุกยืนขึ้นตรงหน้าเจ้าเมืองเจ๋ว่า ท่านดูคนทั้งสองนี้รำงามอยู่แล้วหรือจึงนิ่งเสีย ประเพณีเจ้าบ้านผ่านเมืองพบกันเข้าจะชวนกันเป็นทางไมตรีดังนี้ ชอบแต่จะร้องรำที่เรื่องเพราะๆ กับจะกล่าวคำสรรเสริญให้ท่านทั้งสองอยู่เย็นเป็นสุข ให้อายุยืนร้อยปีพันปีจึงจะควร นี่ข้างจัดกันเข้ามาร้องรำดังนี้เห็นไม่ควร ว่าแล้วจึงสั่งขุนนางเมืองเจ๋ให้จับคนรำทั้งสองไปฆ่าเสีย ครั้นเห็นขุนนางนิ่งอยู่ไม่ทำตามสั่งเจ้าเมืองเจ๋ก็ไม่ว่าประการใด จึงร้องสั่งขุนนางเมืองฬ่อที่ตามมาให้จับคนรำทั้งสองฆ่าเสีย แล้วของจูก็พาเจ้าเมืองฬ่อลุกเดินออกมามิได้ลาเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋เห็นของจูโกรธพาเจ้าเมืองฬ่อไปก็มิรู้ที่จะห้ามปราม จึงเรียกเหลบีเข้ามาว่า ท่านทำดังนี้แกล้งจะให้อาจารย์และเจ้าเมืองฬ่อกับเราเป็นอริรบสู้กันต่อไปหาควรไม่ แล้วขับเหลบีไปเสีย เรียกวันเอ๋งขุนนางผู้ใหญ่เข้ามาว่า ท่านจงตามอาจารย์ของจูไปว่ากล่าวให้หายโกรธ แล้วให้บอกกับเจ้าเมืองฬ่อว่า เราคิดการทั้งนี้โดยสุจริตจริงๆ แต่หากคนร้องรำทำให้เคืองใจท่านนั้น เราก็จะทำโทษตามผิดอย่าให้เจ้าเมืองฬ่อคิดน้อยใจเลย อนึ่ง เมืองเซียนก๋วน เมืองกูอิ๋ม เมืองบุนเอี๋ยง ซึ่งเป็นเมืองขึ้นเจ้าเมืองฬ่อที่เราตีได้ไว้แต่ก่อนนั้น ก็จะคืนให้เจ้าเมืองฬ่อ เพลาพรุ่งนี้เชิญเจ้าเมืองฬ่อกับอาจารย์กลับมากระทำสัจสาบานกันโดยสุจริตเถิด

วันเอ๋งรับคำเจ้าเมืองเจ๋แล้วก็ไปหาเจ้าเมืองฬ่อ ครั้นถึงคำนับเจ้าเมืองฬ่อและอาจารย์แล้วแจ้งความว่า เจ้าเมืองเจ๋ให้ข้าพเจ้ามาหาท่านทั้งสองด้วยคนขับรำทำไม่ต้องที่ท่าน จึงเคืองใจพากันมาเสียยังหาทันจะทำความสัจไม่ เป็นความจริงเจ้านายข้าพเจ้าจะได้สั่งสอนให้ร้องรำดังนั้นหามิได้ ตั้งใจจะทำสัจโดยสุจริต แต่หากคนทำนอกละเมิดจะแกล้งให้ท่านทั้งสองร้าวฉานกัน เจ้านายข้าพเจ้าก็ทำโทษผู้ผิดอยู่ แต่ทว่าการครั้งนี้เป็นการใหญ่จึงงดไว้ ให้ข้าพเจ้ามาแจ้งความแก่ท่าน อย่าให้ท่านคิดสงสัยรังเกียจสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย อันเมืองเซียนก๋วน เมืองกูอิ๋ม เมืองบุนเอี๋ยง ซึ่งเป็นหัวเมืองขึ้นกับเมืองฬ่อที่เจ้านายข้าพเจ้าตีได้ไว้แต่ก่อนนั้น ก็จะคืนยกให้ตามเดิม มิให้เป็นที่อริวิวาทแก่กันสืบไป เพลาพรุ่งนี้ขอเชิญท่านทั้งสองกลับไปให้พร้อมกัน จะได้ทำสัจสาบานกันให้เสร็จในครั้งนี้อย่าให้เสียทีที่ได้นัดกันมาป่วยการเลย เจ้าเมืองฬ่อได้ฟังดังนั้นจึงปรึกษาอาจารย์เห็นชอบแล้ว จึงตอบว่าซึ่งเจ้าเมืองเจ๋เห็นโทษว่าคนทั้งปวงทำผิดให้ท่านมาว่ากล่าวนั้น เราก็มิได้คิดเกียจกลต่อไปให้ร้าวฉานเป็นที่ขัดเคือง ท่านจงกลับไปบอกเจ้าเมืองเจ๋เถิดว่า เพลาพรุ่งนี้เราจะพากันไป วันเอ๋งรับคำ คำนับลากลับไปแจ้งความกับเจ้าเมืองเจ๋ทุกประการ รุ่งขึ้นเช้าเจ้าเมืองฬ่อก็สั่งให้ขุนนางจัดทหารแห่หน้าหลังมากขึ้นกว่าแต่ก่อนด้วยไม่ไว้ใจเจ้าเมืองเจ๋ ครั้นทหารพร้อมก็พาอาจารย์ของจูมาที่โรงใหญ่หน้าเขาตำแหน่งที่จะทำสัจนั้น

ฝ่ายเจ้าเมืองเจ๋เห็นเจ้าเมืองฬ่อกับอาจารย์มาก็ยินดี ออกมาต้อนรับคำนับกันตามผู้ใหญ่ผู้น้อยแล้วเชิญนั่งในที่สมควร ให้ขุนนางเจ้าพนักงานยกโต๊ะเครื่องสาบานมาตั้ง รินสุราออกคำนับส่งให้กัน แล้วเจ้าเมืองทั้งสองก็กระทำความสัจสาบานไว้ต่อกันตามธรรมเนียม ครั้นเสร็จสาบานแล้วเจ้าเมืองเจ๋ก็คืนหัวเมืองทั้งสามให้ แล้วต่างคนต่างคำนับลากันกลับไปเมือง

ฝ่ายกุยสูผู้อยู่รักษาเมืองฬ่อ ครั้นฬ่อเตงก๋งทำความสัจแล้วกลับมาถึงได้หัวเมืองทั้งสามซึ่งเป็นส่วยขึ้นของตัวคืนด้วยก็ดีใจ จึงไปคำนับของจูแล้วว่า เจ้าเมืองเจ๋แต่ก่อนเป็นศัตรูกันทำร้ายกับเมืองเรามิได้ขาด ตั้งแต่อาจารย์เข้ามาเป็นขุนนางทำราชการด้วยจึงได้เมืองเจ๋เป็นไมตรีขาดศึกสงคราม ทั้งได้เมืองทั้งสามซึ่งเป็นส่วยขึ้นของข้าพเจ้าด้วยนั้นก็ขอบคุณอาจารย์นัก แล้วก็ลาอาจารย์เข้ามาคำนับเจ้าเมืองฬ่อแจ้งความว่า ซึ่งเมืองเจ๋มากระทำสัจสาบานเป็นมิตรกับท่านครั้งนี้ ข้าพเจ้าคิดเห็นว่าเจ้าเมืองเจ๋เกรงอาจารย์ของจูจึงมิได้คิดประทุษร้ายต่อไป อันความชอบอาจารย์ของจูนี้มากนัก ขอท่านจงเลื่อนที่อาจารย์ขึ้นให้เป็นใหญ่กว่าแต่ก่อนจึงจะชอบ เจ้าเมืองฬ่อได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงตอบว่าอันอาจารย์ของจูไปกับเราครั้งนี้ก็มีความชอบ ควรจะให้เลื่อนที่เป็นใหญ่กว่าขุนนางทั้งปวง แล้วให้หาอาจารย์เข้ามาตั้งขึ้นเป็นที่ซูข้อขุนนางผู้ใหญ่

ในขณะนั้นมีผู้มาแจ้งความกับกุยสูว่า มีนกตัวหนึ่งสูงศอกคืบเก้านิ้ว ขนตัวนั้นดำคอขาวปากยาว มาเดินกางปีกทำทีรำเที่ยวอยู่กลางนา ที่ตำบลปลายแดนเมืองเจ๋กับเมืองฬ่อต่อกัน ครั้นชาวนาขับไล่ก็บินไปทางทิศเหนือ กุยสูรู้ดังนั้นจึงมาบอกความแก่ของจู ของจูแจ้งความแล้วจึงว่า อันนกดังนี้ในตำราเรียกว่านกเซียงเวียง ย่อมอาศัยอยู่ข้างทิศปักไฮทะเลฝ่ายเหนือ แม้นนกนี้มาที่แห่งใด ที่นั่นฝนจะตกหนักนํ้าจะมาก จงเร่งให้ไปป่าวร้องชาวแขวงเมืองนั้นให้จัดแจงทำหลังคาตึกเสียให้จงดี ให้พูนที่และคันนาขึ้นให้สูงกว่าเก่าจึงจะพ้นนํ้า กุยสูคำนับแล้วมีหนังสือสั่งไปตามคำอาจารย์ ครั้นถึงกำหนดเจ็ดวันก็เกิดพายุพัดกล้า ฝนตกหนักนํ้าท่วมที่บ้านและไร่นาตำบลปลายแดนเมืองฬ่อ อาณาประชาราษฎร์ซึ่งอยู่ปลายแดนเมืองฬ่อก็สรรเสริญอาจารย์ของจูว่าดียิ่งนัก กุยสูเห็นของจูรู้กาลล่วงหน้าดังนั้นก็ยำเกรงจึงมาคำนับของจูแล้วถามว่า ในแผ่นดินเราทุกวันนี้ยังมีผู้เสมอเหมือนอาจารย์มีอยู่ที่ไหนบ้าง ของจูจึงตอบว่า สานุศิษย์ของเราได้เล่าเรียนวิชาดีมีอยู่สองคน ชื่อว่าจงอิวคนหนึ่ง ชื่อเหยียงกิวคนหนึ่ง อยู่ในเมืองฬ่อนี้

กุยสูได้ฟังดังนั้นจึงว่า อันศิษย์ท่านทั้งสองนั้นข้าพเจ้าจะขอมาตั้งเป็นขุนนางช่วยราชการข้าพเจ้า ครั้นอาจารย์ยอมให้จึงให้หาจงอิวกับเหยียงกิวมาแล้วตั้งเป็นที่แกสินขุนนางในกุยสู แล้วถามอาจารย์ว่า เอียวฮอซึ่งเป็นขบถต่อเจ้าเมืองหนีไป บัดนี้ข้าพเจ้ายังเห็นกงสันปุดทิวทำการกำเริบขึ้นอีก อาจารย์ช่วยปราบปรามประการใดดี ของจูจึงว่า ซึ่งกงสันปุดทิวคิดการกำเริบนั้นจริงอยู่ แต่ยังหาทำการถึงขบถไม่ เราจะปราบปรามโดยร้ายนั้นยังไม่ได้ ด้วยอย่างธรรมเนียมแต่ก่อนขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยก็ไม่มีอาวุธและเกราะไว้สำหรับบ้าน ทุกวันนี้ก็เห็นมีอยู่เป็นอันมาก แล้วท่านเจ้าเมืองก็มอบเมืองให้เป็นส่วยขึ้นแก่ขุนนางได้ว่ากล่าวอยู่ในบังคับ เหตุดังนั้นขุนนางจึงกำเริบใจมีพรรคพวกมากมักทำการขบถ ครั้งนี้เราจำจะงดโทษเสีย สั่งสอนเตือนสติกงสันปุดทิวโดยดีสักครั้งหนึ่งก่อนจึงจะชอบ

กุยสูได้ฟังอาจารย์ของจูห้ามก็มิได้โต้ตอบประการใด คำนับแล้วก็ลาไป จึงเขียนหนังสือลอบไปให้กงสันปุดทิวว่า บัดนี้อาจารย์ของจูติเตียนขุนนางในเมืองเราว่ามีเครื่องศัสตราวุธและเกราะไว้สำหรับบ้านเมืองอันมากผิดด้วยอย่างธรรมเนียม แล้วมีส่วยจะขึ้นเป็นส่วยเมืองหนึ่งบ้างสองเมืองบ้างสามบ้าง จึงได้พวกพ้องมักคิดขบถ แต่นี้เราจะชวนกันคิดให้ต้องด้วยอย่างธรรมเนียม กับหัวเมืองซึ่งขึ้นเป็นส่วยนั้นจะชวนกันส่งให้เจ้าเมืองเสีย สุดแต่ท่านจะชุบเลี้ยงเราอย่าให้อาจารย์ติเตียนได้

ฝ่ายกงสันปุดทิวแจ้งความในหนังสือแล้วก็คิดขัดใจ จึงมาปรึกษาพรรคพวกจะทำการขบถแข็งเมืองขึ้นก็เกรงของจู จึงชวนกันมาหาของจูแล้วก็พูดเป็นทีเลียบเลียมจะชวนกันคิดทำร้ายเจ้าเมืองฬ่อ ครั้นเห็นอาจารย์ว่ากล่าวยั่งยืนความสัจอยู่ก็พากันกลับไป ของจูจึงเข้าไปหาเจ้าเมืองฬ่อแล้วแจ้งความว่า ข้าพเจ้าดูกงสันปุดทิวทุกวันนี้พูดจาหารักท่านโดยสุจริตไม่ ถ้าละไว้ก็เห็นจะกำเริบใจทำการต่างๆ ข้าพเจ้าจะไปว่ากล่าวสั่งสอนให้กลับใจเสียให้ซื่อตรง เจ้าเมืองฬ่อได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า ซึ่งอาจารย์จะไปว่ากล่าวเขานั้นต้องการอะไรให้เหนื่อยกาย จงอยู่ด้วยข้าพเจ้าดีกว่า อาจารย์ของจูได้ยินดังนั้นก็มิได้ตอบประการใด

ฝ่ายเหาหวนขุนนางเมืองฬ่อซึ่งแยกอยู่เป็นพวกหนึ่งได้กินเมืองเหาอิบ ครั้นรู้ว่าอาจารย์ของจูติเตียนขุนนางว่าทำผิดอย่างธรรมเนียมก็คิดวิตกสะดุ้งตกใจ จึงคิดว่าถ้าเราจะนิ่งอยู่ดังนี้นานไปไหนเลยจะพ้นผิด เสียแรงเราได้เรียนรู้วิชาเกาทัณฑ์ไว้ชำนิชำนาญ แล้วก็ได้ซูเฉียเป็นคนมีฝีมือและปัญญาไว้ จะมานิ่งอยู่เป็นข้าเจ้าเมืองฬ่อให้เขาข่มเหงต้องการอะไร จะคิดทำการขบถฉลองวิชาและปัญญาดูสักครั้ง วันหนึ่งจึงปรึกษาคิดการกับซูเฉีย ซูเฉียก็เห็นด้วย จึงจัดแจงทหารและอาวุธไว้พร้อม มิได้ไปมาหาเจ้าเมืองฬ่อเลย

ฝ่ายกงสันปุดทิวซึ่งแยกอยู่คนละเมือง ครั้นรู้ว่าเหาหวนคิดแข็งเมืองจึงปรึกษากันว่าเราครั้งนี้ก็ได้ทีแล้ว จะชวนกันพาทหารไปตีเอาเมืองเหาอิบฆ่าเหาหวนเสียก่อน แล้วจึงจะกลับเข้าตีเอาเมืองฬ่อ ครั้นพรรคพวกเห็นพร้อมกันก็จัดทหารยกมาเมืองเหาอิบ เหาหวนเห็นดังนั้นก็ขับทหารออกต่อสู้ ทหารทั้งสองฝ่ายรบกันเพลาหนึ่ง กงสันปุดทิวเห็นพวกของตัวตายลงเป็นอันมากจะเอาชัยชนะมิได้ก็ถอยมา แล้วคิดอุบายแต่งหนังสือแจ้งความไปถึงเมืองเจ๋ว่า เหาหวนเป็นขบถให้เจ้าเมืองเจ๋เห็นแก่ทางไมตรีเจ้าเมืองฬ่อยกทัพมาช่วยปราบปรามผู้กระทำผิด เขียนหนังสือแล้วก็ให้ม้าใช้รีบไปถึงเมืองเจ๋ จึงบอกความขุนนางให้พาเข้าไปคำนับแจ้งความเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋รู้ในหนังสือแล้วตอบว่าท่านจงงดอยู่เราจะปรึกษาขุนนางก่อน

ฝ่ายเหาหวนครั้นออกรบได้ชัยชนะกงสันปุดทิวแล้วก็กลับมาที่อยู่รู้ว่า กงสันปุดทิวให้ไปขอกองทัพเมืองเจ๋มาช่วย จึงปรึกษาซูเฉียว่าถ้ากองทัพเมืองเจ๋มาเป็นทัพใหญ่เหลือกำลังจะต่อสู้มิได้เราจะทำประการใด ซูเฉียเห็นเหาหวนคิดวิตกกลัวดังนั้นก็ยินดี ด้วยใจซูเฉียซื่อสัตย์ต่อเจ้าเมืองฬ่อจึงคิดอุบายลวงเหาหวนว่า ถึงกงสันปุดทิวไปขอกองทัพเมืองเจ๋จริง ก็เป็นแต่ว่าเปล่าๆ ที่ไหนจะได้กองทัพ ถ้าเราเร่งคิดแต่งหนังสือไปถึงเจ้าเมืองเจ๋ให้ยกทัพมาช่วยเรา ถ้าเสร็จการแล้วเราจะยกเมืองเหาอิบให้เป็นบำเหน็จมือทหาร เห็นเจ้าเมืองเจ๋จะมาช่วยเราเพราะเห็นแก่สินจ้าง เหาหวนก็เห็นด้วยจึงแต่งหนังสือตามคำซูเฉียให้ม้าใช้รีบไปถึงเมืองเจ๋ ก็ให้ขุนนางนำเข้าไปแจ้งความเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋เห็นหนังสือซ้ำมาอีกว่าความไม่ต้องกันก็ปรึกษาขุนนางว่า หนังสือมีมาเป็นสองฉบับดังนี้เราจะทำประการใด วันเอ๋งขุนนางผู้ใหญ่จึงว่า เหาหวนทำการขบถจะให้เราไปช่วยจะให้เมืองเหาอิบนั้นเห็นหาควรจะเชื่อฟังไม่ ด้วยท่านกับเจ้าเมืองฬ่อพึ่งเป็นไมตรีกัน ชอบแต่จะเห็นแก่เจ้าเมืองฬ่อไปช่วยปราบปรามผู้ผิดจึงจะควร เจ้าเมืองเจ๋ได้ยินวันเอ๋งว่าก็ไม่เห็นด้วย จึงคิดว่าครั้งนี้เราจะให้ยกทัพไปตั้งอยู่ปลายแดนเมืองฬ่อคอยท่วงที ถ้าเห็นเหาหวนได้ทีจึงจะให้ช่วยเอาค่าจ้าง ถ้าเหาหวนเสียทีแก่เจ้าเมืองฬ่อก็ให้งดอยู่ก่อน คิดดังนั้นจึงเรียกเหยียงกี๋ข้ามาสั่งเป็นความลับแล้วให้คุมทหารยกไป เหยียงกี๋ก็รับคำลาออกมาจัดแจงทหารได้พันเศษรีบยกไปตั้งอยู่ปลายแดนเมืองฬ่อ

ฝ่ายกงสันปุดทิวและเหาหวนรู้ข่าวว่าทัพเมืองเจ๋มาเหมือนมีหนังสือไปต่างคนต่างก็ดีใจ ฝ่ายซูเฉียรู้ว่าทัพเมืองเจ๋ยกมา คิดว่าทีนี้จะลวงให้เหาหวนเสียทีทิ้งเมืองเสียจงได้ จึงว่ากับเหาหวนว่า ทัพเมืองเจ๋ก็ยกมาเหมือนมีหนังสือ ด้วยเห็นกับสินจ้างจะต้องการอะไร ให้ทหารเราเอาอาวุธไว้ให้เขาเห็นเป็นที่รังเกียจว่าเราจะล่อลวงทำร้ายก็จะสงสัย ขอท่านจงให้เก็บอาวุธบรรดามีในเมืองเรามารวบรวมไว้ที่นี่ ทหารเมืองเจ๋เห็นว่าพวกเราไม่มีอาวุธจะสู้รบก็จะเห็นจริง แล้วก็จะได้ทำการโดยองอาจ อวดฝีมือทหารเข้าหักเอาเพลาเดียวก็จะได้สมความคิด เหาหวนได้ฟังดังนั้นเห็นด้วย จึงให้เก็บอาวุธมาไว้ตามคำซูเฉีย ซูเฉียก็มาสั่งให้คนสนิทไปเที่ยวพูดกับชาวเมืองทั้งปวงว่าเหาหวนมีหนังสือไปขอกองทัพเมืองเจ๋มาช่วย ถ้าเสร็จศึกแล้วจะยกเมืองเหาอิบให้เป็นค่าจ้าง เจ้าเมืองเจ๋ก็จะกวาดเราท่านทั้งปวงไปเป็นข้าสิ้น

ฝ่ายชาวเมืองได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ต่างคนต่างว่าเหาหวนคิดการทั้งนี้จะแกล้งให้เราทั้งปวงพลัดถิ่นฐานที่เคยอยู่ได้ความยากแค้น ก็ชักชวนกันเข้าไปที่บ้านเหาหวนเป็นอันมาก แล้วเก็บเอาอาวุธที่กองอยู่ได้พร้อมมือก็กรูกันเข้าไปจะจับเหาหวนฆ่าเสีย ซูเฉียเห็นได้ทีดังนั้นจึงรีบเข้าไปบอกเหาหวนว่า บัดนี้ชาวเมืองคิดกลับกลายพากันเข้ามาเก็บเอาอาวุธจะทำร้ายท่าน เหาหวนได้ฟังดังนั้นก็ตกใจจึงว่า การครั้งนี้จวนตัวนักจะต่อสู้มิได้ ท่านจงช่วยคิดแก้ไขให้เรารอดชีวิต ซูเฉียจึงว่า ถ้าท่านเชื่อฟังข้าพเจ้าแล้วจะอาสาพาท่านหนีไป ท่านจงเร่งจัดแจงโดยเร็วเถิด เหาหวนก็พาบุตรภรรยาขึ้นเกวียนกับพรรคพวกร้อยเศษให้ซูเฉียออกหน้า ซูเฉียก็ขึ้นม้าถือทวนร้องตวาดชาวเมืองให้หลีกไปแล้วก็พาเหาหวนหนีออกนอกเมืองส่งไปทางเมืองเจ๋ แล้วซูเฉียก็ควบม้ากลับมาพบกงสันปุดทิวพาทหารติดตามเหาหวนไป จึงห้ามว่าท่านอย่าไปตามเหาหวนเลยเห็นไม่ทันแล้ว ซึ่งเหาหวนหนีไปนั้นข้าพเจ้าแกล้งลวงให้เหาหวนเสียทีดอกท่านอย่าติดตามเลย กงสันปุดทิวแจ้งความดังนั้นก็หยุดอยู่ จึงปรึกษากันว่าซกซุนเจียดที่อยู่ด้วยเตงก๋งก็เป็นพรรคพวกร่วมคิดกับเรา ถ้าเราจะชวนกันกลับเข้าตีเอาเมืองฬ่อในขณะนี้ก็จะได้โดยง่าย ครั้นเห็นด้วยกันดังนั้นแล้วก็จัดทหารทั้งเมืองฮุยอิบเมืองแสงได้เป็นอันมาก ก็ยกมาเมืองฬ่อในเพลากลางคืนนั้น จึงให้คนลอบเข้าไปบอกซกซุนเจียด ซกซุนเจียดรู้ก็พาพรรคพวกมารับเข้าไปล้อมที่อยู่เตงก๋ง

ฝ่ายเจ้าเมืองฬ่อรู้เหตุดังนั้นก็ตกใจ มิรู้ที่จะต่อสู้ด้วยการนั้นจวนตัว จึงปรึกษาของจู ของจูจึงว่าจะอยู่ที่นี่ทหารไม่พรักพร้อมเห็นจะสู้ศัตรูไม่ได้ จึงพากันหนีไปอยู่บ้านกุยสูพอให้พ้นภัยเพลาหนึ่งก่อน ว่าแล้วก็พาเตงก๋งลอบหนีไป กุยสูเห็นอาจารย์พาเตงก๋งมาก็รับเข้าไปไว้ในที่อยู่ ฝ่ายสินกุสีกับลันกีนายทหารเจ้าเมืองฬ่อรู้ว่าอาจารย์พาเตงก๋งหนีไปหากุยสู ก็คุมทหารรีบตามมาช่วยป้องกัน ของจูเห็นทหารมามากก็ยินดีจึงพาเจ้าเมืองฬ่อขึ้นไปอยู่บนหอคอย

ฝ่ายกงสันปุดทิว รู้ว่าเจ้าเมืองฬ่อหนีก็พาพรรคพวกติดตามไป ของจูแลเห็นกงสันปุดทิวพาพรรคพวกตามมาจึงร้องว่า ท่านทั้งปวงคิดขบถต่อเจ้าเมืองฬ่อดังนี้ก็เหมือนประมาทหมิ่นเราด้วย ท่านเห็นจะชนะเตงก๋งกับเรามั่นคงแล้วหรือ ถ้าเห็นชนะเรากับเตงก๋งแล้วก็ให้ชวนกันเร่งรีบเข้ามา เราจะตัดศีรษะท่านกับพวกพ้องเสียให้สิ้นในเพลานี้ กงสันปุดทิวกับทหารทั้งปวงได้ยินเสียงอาจารย์ร้องดังนั้นต่างคนก็ตกใจกลัวสิ้นสติ ทิ้งอาวุธเสียลงคุกเข่าคำนับอาจารย์แล้วก็พากันรีบหนีไปเมืองหงอ ครั้นเพลารุ่งขึ้นอาจารย์ของจูพาทหารไปเที่ยวค้นดูรู้ว่าพวกเหล่าร้ายหนีไปสิ้นแล้วก็พาเตงก๋งเจ้าเมืองฬ่อกลับมาที่อยู่

ฝ่ายก๋งเหลียมเอียงซึ่งอยู่รักษาเมืองฮุยอิบ ครั้นรู้ว่ากงสันปุดทิวทำการไม่สำเร็จพากันหนีไป ก็คิดวิตกกลัวความผิดจะถึงตัว จึงไปปรึกษาสูเตงเบาซึ่งเป็นขุนนางอยู่ในเมืองฬ่อว่า นายข้าพเจ้าทำผิดหนีไป ตัวข้าพเจ้าอยู่รักษาเมืองไม่ได้คิดอ่านรู้ด้วยเลย จะทำประการใดดีจึงจะพ้นผิด ข้าพเจ้าจะขอพึ่งสติปัญญาท่านช่วยอุบายคิดอ่านให้ สูเตงเบาได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า ถ้าท่านคิดกลัวมีความวิตกดังนี้ จงไปหาอาจารย์ของจูแล้วอ้อนวอนให้ช่วย เห็นอาจารย์ของจูจะรับธุระช่วยให้พ้นผิดท่านอย่าปรารมภ์เลย ก๋งเหลียมเอียงได้ฟังสูเตงเบาสอนดังนั้นก็ลามาถึงอาจารย์จึงคำนับเล่าความให้ฟัง ของจูได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า ซึ่งท่านมาว่ากล่าวแก้ตัวนี้เรารู้อยู่ว่าเป็นความคิดสูเตงเบาสอนให้ แล้วอาจารย์ของจูก็มาหาเตงก๋งแจ้งความว่า การซึ่งขุนนางคิดขบถนั้นข้าพเจ้าคิดเห็นว่าจะเป็นความคิดสูเตงเบาคิดอ่าน ด้วยเพลาวันนี้สูเตงเบาก็สอนให้ก๋งเหลียมเอียงมาล่อลวงข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูเห็นว่าสูเตงเบาคนนี้นํ้าใจไม่ยั่งยืนปากก็สอพลอ ผู้ใดไปหาจะคิดทำอย่างไรก็ช่วยคิดให้ อันท่านจะเลี้ยงสูเตงเบาไว้เป็นขุนนางสืบไปนั้นไม่ได้ จะเป็นเสี้ยนหนามแผ่นดิน ภัยอันตรายจะมีกับบ้านเมืองท่านต่างๆ

เจ้าเมืองฬ่อได้ฟังดังนั้นจึงให้ไปเอาตัวสูเตงเบามาให้ถามจนได้ความจริงแล้ว ให้ขุนนางปรึกษาตามกฎหมาย โทษสูเตงเบาถึงตายก็สั่งให้ทหารเอาตัวไปฆ่าเสีย แต่นั้นมาขุนนางทั้งปวงก็กลัวเกรงเจ้าเมืองฬ่อและอาจารย์ของจูนัก ต่างคนต่างอยู่ในถ้อยคำอาจารย์สั่งสอนสิ้น อาณาประชาราษฎร์ก็อยู่เย็นเป็นสุข ตั้งอยู่ในความสัจสุจริตมิได้ทำร้ายลักฉกฉ้อตระบัดแก่กัน จนของตกหล่นใครเห็นก็มิได้เก็บเอาไป แผ่นดินเมืองฬ่อก็ราบคาบเป็นปกติสืบมา กิตติศัพท์ลือไปทุกหัวเมือง

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ