๔๑

ฝ่ายเซงไต้ซิมพาเลงอีนมาถึงตำบลเรือนซกปลายแดนเมืองฌ้อจึงหยุดคอยทหารจนมาถึงพร้อมกันตั้งตรวจทหารดูว่ารอดมาเท่าใด ทหารเมืองฌ้อนั้นเดิมไปสิบส่วน เสียสี่ส่วนเหลือมาหกส่วน ทหารหัวเมืองที่ไปด้วยนั้นเสียแปดส่วนเหลือมาสองส่วน เลงอีนรู้ว่าเสียทหารมากดังนั้นก็เสียใจ ร้องไห้บ่นว่าเราคิดไปทำการครั้งนี้หวังจะให้เกียรติยศเมืองฌ้อปรากฎไปในแผ่นดิน เป็นเคราะห์กรรมมากลับกลายให้ปราชัย ได้ความอัปยศนักมิรู้ที่จะคิดประการใด จึงให้เซงไต้ซิมคุมทหารทั้งปวงซึ่งเหลือมาไปแจ้งความกับฌ้อเซียงอ๋อง แต่ตัวกับเตาปวดเตาชวนสินสองนายจะคอยฟังข่าวอยู่ที่นั้น ฝ่ายเตาชวนสินเตาปวดครั้นเลงอีนให้บุตรไปเฝ้าฌ้อเซียงอ๋อง ก็ยังคิดวิตกกว่าครั้งนี้ไหนจะพ้นผิดรอดตายเล่า แล้วจึงเอาโซ่ตรวนมาจำตัวเข้า แต่เตาชวนสินนั้นคิดจะฆ่าตัวเสียด้วย จึงปีนขึ้นไปบนต้นไม้เอาผ้าแพรผูกคอแล้วผูกกิ่งไม้เข้าแล้วโดดลงมา แพรนั้นก็ขาดตกลงมาหาตายไม่

ฝ่ายเซงไต้ซิมพาทหารมาถึงตำบลซินเสีย จึงเข้าไปเฝ้าฌ้อเซียงอ๋องคำนับแล้วแจ้งความว่า เลงอีนบิดาข้าพเจ้าก็รู้ตัวว่าโทษผิดเป็นสาหัสจะเชือดคอตายเสีย ข้าพเจ้าห้ามไว้หวังจะให้ไตอ๋องทำโทษตามควร ฌ้อเซียงอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงว่า เดิมบิดาท่านรับอาสาเราไปได้สัญญาไว้ว่าถ้าราชการศึกเสียไปให้ฆ่าเสีย เราก็จะประหารชีวิตเสียตามสัญญา จึงจะต้องด้วยอย่างธรรมเนียมแต่ก่อน เซงไต้ซิมได้ฟังฌ้อเซียงอ๋องว่าดังนั้นเห็นว่าไม่โปรดแล้วก็เสียใจ จึงคำนับลาออกมาเร่งไปบอกความแก่บิดา เลงอีนแจ้งความว่าฌ้อเซียงอ๋องไม่โปรดแล้วจึงว่า ถึงฌ้อเซียงอ๋องจะโปรดเราก็ไม่ยอมอยู่ให้อายแก่ขุนนางและไพร่บ้านพลเมือง ว่าแล้วก็ผินหน้าไปข้างฌ้อเซียงอ๋องอยู่ ลุกขึ้นคำนับแล้วจึงชักกระบี่เชือดคอตาย เซงไต้ซิมเห็นบิดาตาย จึงเข้าอุ้มศพยกเข้าไปไว้ในห้องเอาผ้าปิดไว้

ฝ่ายอุยแก่อายุสิบสามปี เข้าไปใกล้งีสินผู้บิดาถามว่า ได้ยินว่าเลงอีนแตกทัพมาหรือ งีสินจึงว่าถ้าไม่จริงเขาจะพูดไยเล่า อุยแก่จึงว่า ฌ้อเซียงอ๋องจะโปรดประการใด งีสินบอกว่า เลงอีนแม่ทัพกับขุนนางที่แตกมานั้นเข้ารับโทษยอมตายสิ้น ฌ้อเซียงอ๋องก็โปรดให้ตาย อุยแก่จึงว่า เหตุใดบิดาจึงไม่ทูลขอนิ่งให้ตายเสียทำไมเปล่าๆ เสียดายคนดีๆ จะได้ไว้ทำการศึก งีสินก็ว่า เราเห็นฌ้อเซียงอ๋องยังเคืองหนักอยู่ จะด่วนขอกลัวจะเสียทีไป อุยแก่จึงว่า บิดาหารู้ไม่หรือข้าพเจ้าได้ยินเขาเล่าว่าหมอดูฌ้อเซียงอ๋องกับเลงอีนและเตาปวด สามคนพี่น้องนี้แต่ยังน้อยๆ อยู่นั้นว่านานไปคนทั้งสองจะตายไม่ดี เมื่อฌ้อเซียงอ๋องใหญ่ขึ้นได้เป็นเจ้าเมืองก็สัญญาไว้กับเลงอีนเตาปวดว่า ถ้าทำความผิดสิ่งใดก็มิได้เอาโทษถึงตาย ถ้าในขณะนี้บิดาได้ทูลฌ้อเซียงอ๋องตามเรื่องความข้าพเจ้าว่านี้ก็เห็นจะยกโทษคนทั้งสามเสียหาโกรธท่านไม่

งีสินได้ฟังบุตรว่าดังนั้นก็นึกขึ้นได้ จึงเข้าไปคำนับฌ้อเซียงอ๋องแจ้งความแต่หลังแล้วขอโทษเลงอีนและเตาปวด ฌ้อเซียงอ๋องก็คิดขึ้นถึงความหลังจึงยกโทษเสีย แล้วสั่งไตหูผวนต๋องให้บอกขุนนางบรรดาที่แตกทัพให้พ้นโทษอย่าให้ตายเลย ไตหูผวนต๋องรับสั่งแล้วคำนับลาไป ครั้นถึงที่อยู่เลงอีนก็รู้ว่าเลงอีนเชือดคอตายแล้ว จึงบอกเตาปวดและขุนนางทั้งปวง เตาปวดและขุนนางทั้งปวงรู้ว่ารับสั่งโปรดดังนั้นก็มีความยินดี จึงชวนกันเอาศพเลงอีนไปฝังไว้ที่สมควรแล้ว ก็พากันมาเฝ้าฌ้อเซียงอ๋อง ฌ้อเซียงอ๋องเห็นเตาปวดกับขุนนางซึ่งแตกมาก็มีความอาลัยถึงเลงอีนนัก ครั้นเวลารุ่งเช้าก็สั่งให้เลิกทัพจากซินเสียกลับมาเมืองฌ้อ ให้เตาชวนสินไปเป็นเจ้าเมืองซีนอีบ ให้เตาปวดเป็นเจ้าเมืองเซียงเสีย แล้วตั้งเซงไต้ซิมบุตรเลงอีนเป็นที่ไตหู

ฝ่ายซินเต๊กสินจีบุน ครั้นรู้ว่าจูหยงซึ่งเป็นที่เลงอีนเสียทัพมาเชือดคอตายก็คิดเสียใจ แต่คิดวิตกอยู่ดังนั้นจนรากโลหิตออกมาก็รู้ว่าชีวิตจะไม่ยืดยาวแล้ว จึงเรียกเตาบวนผู้บุตรเข้ามาว่า ถ้านานไปฮัวอกน้าเจ้าได้เป็นเลงอีนที่ขุนนางผู้ใหญ่ขึ้นเมื่อใด เจ้าจงหลีกหนีเอาตัวรอดอย่าอยู่ด้วยเขาจะได้ความฉิบหาย เตาบวนได้ฟังคำบิดาสั่งดังนั้นก็รับคำ ซินเต๊กสินสั่งบุตรในเวลานั้นโรคกำเริบขึ้นก็ขาดใจตาย เตาบวนก็เอาศพบิดาไปฝังไว้ที่สมควร ฝ่ายฌ้อเซียงอ๋องครั้นรู้ว่าซินเต๊กสินตายก็คิดถึงความชอบซินเต๊กสินที่ได้ทำไว้แต่หลัง จึงเอาเตาบวนผู้บุตรมาตั้งเป็นที่เลงอีน ตั้งอุยแก่บุตรอุยงีสินเป็นที่ก๋งเจ๋งขุนนางพลเรือน

ฝ่ายจิ้นบุนก๋งครั้นมีชัยแก่กองทัพเมืองฌ้อ จึงยกมาค่ายเลงอีนเห็นเสบียงอาวุธม้าเกวียนพวกเมืองฌ้อตกค้างเป็นอันมาก ทั้งทหารนายและไพร่ไว้ได้ก็นับพัน จึงให้พักทหารอยู่ที่ค่ายนั้นสองวัน ให้จัดแจงล่อเกวียนบรรทุกสิ่งของและเสบียงพร้อมแล้ว จิ้นบุนก๋งจะให้ยกกลับไปเมือง เซียนเฉียผู้เป็นแม่ทัพจึงเข้ามาบอกจิ้นบุนก๋งว่า เมื่อขณะข้าพเจ้าออกต่อสู้ข้าศึกให้กีมัวรักษาธงใหญ่อยู่ในค่าย ภายหลังกีมัวทิ้งธงเสียออกไปต่อสู้ข้าศึกให้เสียทีทหารเมืองฌ้อ พอข้าพเจ้ามาทันจึงรบข้าศึกแตกไป กีมัวทำการล่วงเกินหาอยู่ในบังคับข้าพเจ้าไม่ ขอท่านให้ไล่ด้วยกฎหมาย โทษกีมัวจะเป็นประการใด

จิ้นบุนก๋งจึงสั่งเตียวสวยให้ปรึกษาโทษตามกฎหมาย เตียวสวยจึงแจ้งความแก่จิ้นบุนก๋งว่า กีมัวทำผิดดังนี้ต้องกฎหมายควรที่ตาย จิ้นบุนก๋งแจ้งความแล้วจึงสั่งให้ทหารเอาตัวกีมัวไปประหารชีวิตเสีย แล้วให้เอาศพไปเสียบประจานไว้อย่าให้ทหารทั้งปวงดูเยี่ยงอย่างกัน แล้วจิ้นบุนก๋งก็ให้เลิกกองทัพแรมรอนมาตามระยะทาง ครั้นถึงแม่นํ้าใหญ่ท่าข้าม เซียนเฉียจึงให้ม้าใช้ไปดูเรือที่จิวจีเกียจัดคอยอยู่นั้น ม้าใช้ไปแล้วกลับมาบอกว่าไม่พบตัวจิวจีเกีย และเรือที่คอยอยู่นั้นก็ไม่มี เซียนเฉียแจ้งความแล้วก็โกรธนัก จิ้นบุนก๋งเห็นเซียนเฉียโกรธจึงว่า จงให้ไปเก็บเรือชาวบ้านบรรดามีอยู่ที่นี่มาข้ามเถิด เตียวสวยได้ยินจิ้นบุนก๋งว่าดังนั้นจึงตอบว่า ท่านจะให้ไปเก็บเรือราษฎรชาวบ้านมาข้ามเปล่าๆ ชาวบ้านทั้งปวงจะมิได้ความเดือดร้อนหรือ ขอท่านจงให้ไปป่าวร้องชาวบ้านให้เอาเรือมาจ้างข้ามเอาราคาดีกว่า จิ้นบุนก๋งก็เห็นด้วยจึงให้ทหารไปป่าวร้องชาวบ้านทั้งปวง ชาวบ้านทั้งปวงครั้นรู้ก็ดีใจ บ้างได้เรือใหญ่น้อยก็มารับทหารข้ามส่งให้จนสิ้นกองทัพ ครั้นข้ามแม่น้ำแล้วจึงให้ทำบัญชีเรือใหญ่น้อยแล้ว คิดค่าจ้างให้ตามสมควร ชาวบ้านทั้งปวงครั้นได้ค่าจ้างก็ยินดีชวนกันสรรเสริญจิ้นบุนก๋งต่างๆ จิ้นบุนก๋งข้ามมาแล้วก็ให้ยกทัพมา จึงพูดกันกับเตียวสวยมาตามทางว่า ครั้งนี้เราตีเมืองโอย เมืองโจ๋ ได้สมคิดพอแก้อายแล้ว ยังแต่เมืองเตงเรายังหาได้ทำการแก้แค้นไม่ เตียวสวยได้ยินจิ้นบุนก๋งว่าดังนั้นจึงคิดว่า ถ้าจิ้นบุนก๋งจะไปตีเมืองเตงในขณะนี้ทหารยังเหน็ดเหนื่อยนัก จึงตอบว่า เราจะเดินไปทางนี้ก็จะต้องผ่านหน้าเมืองเตง ถ้าเจ้าเมืองเตงรู้ว่าท่านยกมาข้าพเจ้าเห็นว่าเจ้าเมืองเตงจะออกมาหาท่านเป็นมั่นคง

ฝ่ายพระเจ้าจิวเซียงอ๋องเสด็จอยู่ในเมืองตังจิวทราบข่าวว่าจิ้นบุนก๋งมีชัยชนะกับข้าศึกทัพเมืองฌ้อก็ดีพระทัย จึงสั่งขุนนางให้เตรียมทหารไว้ให้พร้อม เราจะไปหาจิ้นบุนก๋ง แล้วสั่งให้อ๋องจูเฮาไปบอกจิ้นบุนก๋งก่อน รุ่งขึ้นวันหนึ่งพระเจ้าจิวเซียงอ๋องก็เสด็จตามมา ฝ่ายจิ้นบุนก๋งยกทัพมาได้สามวัน ลอนกี๋ซึ่งเป็นกองหน้าพบเกวียนพวกหนึ่งประมาณสามสิบมีนายเป็นขุนนางมาด้วยคนหนึ่งจึงถามว่า เกวียนพวกนี้จะพากันไปไหน อ๋องจูเฮาซึ่งเป็นนายเกวียนมาจึงบอกว่า เราเป็นขุนนางเมืองตังจิวชื่ออ๋องจูเฮา พระเจ้าจิวเซียงอ๋องทรงทราบความว่าจิ้นบุนก๋งยกทัพไปรบกับกองทัพเมืองฌ้อได้ชัยชนะ จะเสด็จมาพระราชทานจิ้นบุนก๋ง ซึ่งกระทำความชอบรบเมืองฌ้ออันมิได้ขึ้นแก่เมืองหลวง จึงให้มาแจ้งข้อรับสั่งก่อน ลอนกี๋แจ้งความดังนั้นก็เข้าไปหา คำนับตามธรรมเนียมแล้ว จึงพาอ๋องจูเฮาเข้าไปแจ้งความกับจิ้นบุนก๋ง จิ้นบุนก๋งรู้เหตุแล้วก็พากันหยุดพักที่ตำบลนั้น จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า บัดนี้พระเจ้าจิวเซียงอ๋องจะเสด็จมา เราจะรู้แห่งจัดที่รับเสด็จอย่างไรดีที่กลางทาง เตียวสวยจึงว่า ท่านจะรับที่นี่เห็นไม่ควรด้วยเป็นทางน้อยที่แคบ อันตำบลเจียนทั่วนั้นมีที่ท่าและกว้างขวางยังทางอีกไม่ไกลนักก็จะถึง ท่านจงไปจัดแจงที่รับเสด็จที่นั่นเถิด

จิ้นบุนก๋งแจ้งความแล้วก็ยกทัพรีบมาได้ครึ่งทาง ลอนกี๋กองหน้าเห็นคนพวกหนึ่งพากันขับล่อเกวียนมา จึงร้องถามว่าท่านเหล่านี้จะพากันไปไหน ขุนนางเมืองเตงจึงแจ้งว่า เจ้าเมืองเตงใช้เราคุมสิ่งของมาสวามิภักดิ์จิ้นบุนก๋งโดยทางไมตรี ลอนกี๋รู้ความแล้วจึงพาเข้ามาบอกความ จิ้นบุนก๋งแจ้งดังนั้นก็ว่า ซึ่งเจ้าเมืองเตงแต่งให้ขุนนางนำของมาให้เรานี้ ใช่เจ้าเมืองเตงจะเอามาให้ด้วยสวามิภักดิ์ทางไมตรีโดยสุจริตหามิได้ เอาของมาให้เราด้วยกลัวภัย เฮาเอียนจึงห้ามจิ้นบุนก๋งว่า ท่านอย่าเจรจาดังนั้นเลย เจ้าเมืองเตงเขาได้ให้ของมาแล้ว จงรับไว้ก่อนจึงจะควร เมื่อเท็จจริงข้างหน้าไปท่านจะคิดการอย่างไรก็ดี จำจะงดพอพักทหารไว้สักสองเดือนสามเดือน ให้หายเหน็ดเหนื่อยก่อนจึงคิดการต่อไป จิ้นบุนก๋งก็เห็นชอบด้วยจึงให้รับของเจ้าเมืองเตงไว้แล้ว ให้ลอนกี๋ไปกับขุนนางเมืองเตงให้เจ้าเมืองเตงกระทำสัตย์กับลอนกี๋ จิ้นบุนก๋งนั้นก็รีบพาขุนนางเมืองหลวงไปถึงตำบลเจียนทั่ว จึงให้เฮามัวเฮาเอียนคุมทหารไปทำค่ายและตำหนักใหญ่น้อยไว้รับเสด็จ

ฝ่ายก๋งจูเจียบซึ่งเป็นเตงบุนก๋ง ครั้นลอนกี๋มาก็ดีใจออกมาต้อนรับคำนับกันตามธรรมเนียม แล้วพามาให้นั่งที่สมควรพูดจากันแจ้งความแล้ว เจ้าเมืองเตงก็ยอมกระทำตามสัตย์ไว้ต่อกัน ในขณะนั้นเจ้าเมืองเตงก็พาลอนกี๋มาหาจิ้นบุนก๋ง ณ ตำบลเจียนทั่ว จิ้นบุนก๋งเห็นเจ้าเมืองเตงมา จึงให้ขุนนางออกไปเชิญเข้ามาในค่าย คำนับกันตามธรรมเนียมแล้วเจ้าเมืองเตงจึงว่า ซึ่งข้าพเจ้าได้คิดประมาทกับท่านแต่ก่อนนั้นผิดนัก ท่านจงยกโทษข้าพเจ้าครั้งหนึ่งเถิด

จิ้นบุนก๋งได้ฟังดังนั้นจึงตอบเจ้าเมืองเตงว่า ซึ่งท่านรู้ตัวว่าผิดมาขอโทษเรานั้น เราก็มิได้ผูกใจเจ็บแค้น จะยกโทษให้อย่าวิตกเลย แต่นี้ไปเราจะทำสัตย์สาบานกัน แล้วจิ้นบุนก๋งก็ให้ยกถ้วยสุราและโต๊ะออกมาตั้งชวนเจ้าเมืองเตงกิน จิ้นบุนก๋งกับเจ้าเมืองเตงก็ทำสัตย์สาบานไว้ต่อกัน ในขณะนั้นจิ้นบุนก๋งจึงสรรเสริญจูหยงให้เจ้าเมืองเตงฟังว่า จูหยงเป็นที่เลงอีนแม่ทัพเมืองฌ้อนั้น มารบกับเราครั้งนี้ทำการองอาจนัก เจ้าเมืองเตงได้ยินจึงว่า เลงอีนนั้นกลับไปเมืองบัดนี้เชือดคอตายเสียแล้ว จิ้นบุนก๋งรู้เหตุดังนั้นมิได้ว่าประการใด เจ้าเมืองเตงครั้นกินโต๊ะแล้วก็ลาจิ้นบุนก๋งกลับไปเมือง จิ้นบุนก๋งจึงว่ากับขุนนางทั้งปวงว่า เจ้าเมืองเตงมาขึ้นกับเราครั้งนี้ เราก็หาดีใจเท่ารู้เลงอีนตายไม่ อันทหารเมืองฌ้อซึ่งยังอยู่นั้นเราจะกลัวอะไร ทีนี้เราจะชวนกันนอนตาหลับเป็นสุขแล้ว

ฝ่ายพระเจ้าจิวเซียงอ๋องเสด็จมาถึงตำหนักตำบลเจียนทั่วเป็นเดือนห้าขึ้นคํ่าหนึ่ง จึงให้ราชรถเข้าประทับเสด็จขึ้นอยู่ ณ พระตำหนักนั้น ครั้นเวลาเช้าเสด็จออก จิ้นบุนก๋งก็พาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยเข้าไปกราบถวายบังคมเฝ้า พระเจ้าจิวเซียงอ๋องทอดพระเนตรเห็นจิ้นบุนก๋งและขุนนางเมืองจิ้นก็ดีพระทัยจึงตรัสปราศรัยถามถึงการศึก จิ้นบุนก๋งกราบทูลตามเรื่องซึ่งได้รบกับทัพเมืองฌ้อทุกประการ พระเจ้าจิวเซียงอ๋องก็สรรเสริญความชอบเป็นอันมาก จิ้นบุนก๋งได้ยินพระเจ้าจิวเซียงอ๋องตรัสดังนั้นก็ยินดี ครั้นเวลาสมควรแล้ว ก็กราบถวายบังคมลามาที่อยู่ พอพบเจ้าเมืองซอง เจ้าเมืองเตง เจ้าเมืองเจ๋มาถึง จิ้นบุนก๋งจึงห้ามไว้ยังมิให้เข้าไปเฝ้า แล้วเขียนหนังสือให้ม้าใช้แยกพากันไปบอกหัวเมืองทั้งปวงว่าพระเจ้าจิวเซียงอ๋องเสด็จมาประทับอยู่ ณ ตำหนักตำบลเจียนทั่ว ให้เจ้าเมืองทั้งปวงมาเฝ้าให้พร้อมกันโดยเร็ว ถ้าผู้ใดขัดแข็งไม่มาเราจะเอาโทษผู้นั้นเสมอขบถ

ฝ่ายก๋งจูบุนเจ้าเมืองจิ๋น อีก๋งเจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองติน เจ้าเมืองฌ้อ เค็กก๋งเจ้าเมืองเค็ก เจ้าเมืองกี๋ เจ้าเมืองจ๋อง ทั้งเจ็ดหัวเมืองต่างรู้หนังสือจิ้นบุนก๋งบอกไปดังนั้นก็เร่งรีบมาสิ้น เจ้าเมืองโจ๋นั้นขุนนางเมืองจิ้นเอาตัวไปคุมไว้ ณ ตำบลห้วยงูจึงไม่ได้มา ฝ่ายเซียงก๋งเจ้าเมืองโอยแจ้งในหนังสือจิ้นบุนก๋งให้หาตัว ก็คิดกลัวจิ้นบุนก๋งจะให้จับตัวไปทำโทษเหมือนเจ้าเมืองโจ๋ เซียงก๋งจึงสั่งซกบูกับงวนต้านว่า จิ้นบุนก๋งมีข้อขัดเคืองเราอยู่ ซึ่งจิ้นบุนก๋งให้มีหนังสือมาหาเราครั้งนี้เห็นจะจับเอาตัวเราไว้ เราคิดจะหลบหลีกเอาตัวรอดไว้ครั้งหนึ่ง ท่านทั้งสองจงจัดเครื่องบรรณาการเข้าไปหาจิ้นบุนก๋งฟังเหตุร้ายดีให้แจ้งก่อน งวนต้านได้ฟังดังนั้นจึงว่า ซึ่งท่านเกรงอยู่ว่าจิ้นบุนก๋งจะจับตัวท่านไว้ จะให้ซกบูผู้น้องและให้ข้าพเจ้าไปแทน ข้าพเจ้าจะอาสาไปฟังเหตุดีร้ายที่จิ้นบุนก๋งตามสั่ง แต่ซึ่งท่านหนีออกจากเมืองได้ความลำบาก ข้าพเจ้ามิได้ไปกับท่านนั้น ขอท่านจงเอาตัวงวนกัดผู้บุตรไปตามท่านแทนตัวข้าพเจ้าเถิด เซียงก๋งก็รับคำแล้วว่า เราจะหนีไปอาศัยอยู่เมืองฌ้อท่านจะเห็นประการใด

งวนต้านจึงว่า อันฌ้อเซียงอ๋องกับจิ้นบุนก๋งเป็นอริกันอยู่ ถ้าจิ้นบุนก๋งรู้เห็นจะโกรธท่านมากขึ้น อนึ่งท่านก็ได้มีหนังสือไปตัดทางไมตรีกับฌ้อเซียงอ๋องเด็ดขาดกันแล้ว ซึ่งท่านจะกลับไปง้องอนขอพึ่งบุญฌ้อเซียงอ๋องต่อไปไม่ต้องการ ขอท่านไปอาศัยเมืองอื่นดีกว่า เซียงก๋งก็นิ่งอยู่แล้วกลับเข้าไปข้างใน ซกบูกับงวนต้านก็ออกมาจัดแจงสิ่งของเครื่องบรรณาการ ขณะนั้นก๋งจูเยียนหกจึงเข้าไปกระซิบพูดกับงวนต้านว่า อันเซียงก๋งเห็นจะไม่ได้เป็นเจ้าเมืองต่อไปแล้ว ถ้าท่านได้ไปเฝ้าพระเจ้าเมืองหลวง จงว่ากล่าวให้จิ้นบุนก๋งกราบทูลตั้งซกบูขึ้นเป็นเจ้าเมืองเถิดจะได้พึ่งบุญซกบูสืบไป

งวนต้านจึงตอบว่า เซียงก๋งได้มีคุณชุบเลี้ยงเรามา อนึ่งซกบูก็เป็นคนมีกตัญญู เห็นหาคิดทรยศต่อเซียงก๋งไม่ เราเล่าก็ยังหมายพึ่งบุญเซียงก๋งต่อไป เราจะขึ้นไปอ้อนวอนขอโทษจิ้นบุนก๋ง ให้เซียงก๋งได้คงเป็นที่เจ้าเมือง มิให้เป็นอันตราย ก๋งจูเยียนหกได้ฟังงวนต้านว่าดังนั้นก็ตกใจคำนับงวนต้านแล้วก็ลาไป งวนต้านกับซกบูจัดแจงเครื่องบรรณาการแล้ว ครั้นเพลารุ่งเช้าซกบูกับงวนต้านเห็นเซียงก๋งกับขุนนางทั้งปวงอพยพครอบครัวออกจากเมืองไปทางเมืองฌ้อ ซกบูกับงวนต้านก็คุมเกวียนบรรณาการไป ณ ที่ตำบลเจียนทั่ว เซียงก๋งก็มาถึงด่านแดนเมืองฌ้อ

ฝ่ายชาวด่านครั้นเห็นเจ้าเมืองโอยพาสมัครพรรคพวกมาก็คิดว่าเจ้าเมืองโอยเป็นคนไม่สัตย์ซื่อ แล้วแต่ก่อนก็ได้มีหนังสือตัดทางไมตรีมาแก่เจ้านายเรา ครั้นจะละให้เข้าไปถึงฌ้อเซียงอ๋อง เราก็จะพลอยได้ความผิดด้วย ชาวด่านทั้งปวงก็ชวนกันว่าหยาบช้ากับเจ้าเมืองโอย แล้วขับเจ้าเมืองโอยไปเสียให้พ้นเขตแดน เจ้าเมืองโอยได้ฟังชาวด่านขับไล่ดังนั้นก็คิดละอายใจจึงพากันกลับไปอาศัยอยู่เมืองติน ฝ่ายก๋งจูเยียนหกเมื่อมาอยู่เมืองตินด้วยเจ้าเมืองโอย วิตกถึงความที่ได้พูดยุยงงวนต้านไว้นั้นกลัวว่าจะได้ความผิดภายหลัง จึงคิดอุบายแก้ตัวเข้าไปหาเจ้าเมืองโอยคำนับแล้วจึงว่า ข้าพเจ้ารู้ว่างวนต้านไปเฝ้าครั้งนี้จะคิดอ่านให้ซกบูน้องของท่านเป็นเจ้าเมืองโอย ท่านจงเร่งคิดระวังตัวให้จงดี

เจ้าเมืองโอยได้ฟังดังนั้นจึงปรึกษาขุนนางว่า ซึ่งก๋งจูเยียนหกว่าความทั้งนี้ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด ซุยตํ่าจึงว่า อันถ้อยคำก๋งจูเยียนหกว่านั้น ข้าพเจ้ายังหาเห็นด้วยไม่ ถ้างวนต้านคิดการไม่ตรงต่อท่าน และจะให้งวนกัดผู้บุตรมาอยู่ด้วยท่านไยเล่า เจ้าเมืองโอยได้ฟังซุยตํ่าว่าก็ยังไม่สิ้นสงสัย จึงให้หางวนกัดเข้ามาถามตามคำก๋งจูเยียนหก งวนกัดก็ว่า อันบิดาข้าพเจ้านี้สุจริตต่อท่านนัก จะได้เป็นเหมือนก๋งจูเยียนหกว่าดังนั้นมิได้ ก๋งจูเยียนหกได้ยินงวนกัดว่าดังนั้น เข้าไปใกล้เจ้าเมืองโอยจึงกระซิบว่า ท่านอย่าเชื่อถ้อยคำงวนกัดเป็นอันขาดทีเดียว งวนต้านเขาแกล้งให้บุตรมาอยู่คอยฟังความร้ายและดีดอกอย่าไว้ใจเลย เจ้าเมืองโอยก็ยิ่งสงสัยต่อไป

อยู่มาวันหนึ่งจึงให้ขุนนางที่สนิทไปสืบ ฝ่ายจิ้นบุนก๋งครั้นเดือนห้าขึ้นห้าคํ่าหัวเมืองมาพร้อมแล้ว จึงพาเจ้าเมืองและขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยไปกราบถวายบังคมเฝ้า แล้วจิ้นบุนก๋งจึงทูลถวายทหารเมืองฌ้อพันหนึ่งกับม้าสองร้อย เสื้อเกราะกับเครื่องสาตราวุธสิบเล่มเกวียนซึ่งตีมาได้แต่กองทัพเมืองฌ้อ แล้วก็ทูลถวายเครื่องราชบรรณาการหัวเมืองทั้งปวง

พระเจ้าจิวเซียงอ๋องทรงทราบก็ดีพระทัยจึงตรัสว่า เมื่อครั้งเจ๋ฮวนก๋งยังมีชีวิตอยู่นั้น ได้ปราบปรามหัวเมืองทั้งปวงราบคาบแผ่นดินจึงเป็นสุข ตั้งแต่เจ๋ฮวนก๋งตายแล้ว เจ้าเมืองฌ้อจึงกลับมีใจกำเริบรบพุ่งกันกับหัวเมืองทั้งปวง จนอาณาประชาราษฎร์ได้ความเดือดร้อนต่างๆ ครั้งนี้หากได้ท่านผู้ครองเมืองจิ้นยกทหารมาช่วยปราบปรามเมืองฌ้อผู้กระทำความผิดก็แตกยับเยินไป ทีนี้อาณาประชาราษฎร์ก็เป็นสุขเหมือนแต่ก่อนแล้ว จิ้นบุนก๋งได้ยินรับสั่งโปรดมาดังนั้น ก็ทูลถ่อมตัวว่า ข้าพเจ้าทำการศึกครั้งนี้ใช่จะได้ด้วยปัญญาและฝีมือข้าพเจ้าหามิได้ ข้าพเจ้าเอาบุญของพระองค์เป็นที่พึ่งก็ทำราชการได้โดยกตัญญู

พระเจ้าจิวเซียงอ๋องได้ฟังดังนั้น จึงสั่งอิมบูก๋องกับซกหนีขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสอง ให้แต่งหนังสือตั้งจิ้นบุนก๋งเป็นอ๋องเป๋า ได้บังคับหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวง พระราชทานเครื่องยศอย่างเจ้าแล้วให้ขี่รถเหมือนกษัตริย์ มีเครื่องสูงคนแห่หน้าหลังสามร้อย แล้วให้จิ้นบุนก๋งพาหัวเมืองทั้งปวงไปถือน้ำกระทำสัตย์ถวาย จิ้นบุนก๋งครั้นได้รับพระราชทานสิ่งของทั้งปวงก็กราบถวายบังคมพาขุนนางหัวเมืองทั้งปวงกับขุนนางเมืองหลวงมา ณ ตำบลตำแหน่งที่ถือนํ้า ให้เจ้าพนักงานจุดธูปเทียน แล้วชวนกันกราบถวายบังคมพระเจ้าจิวเซียงอ๋องพร้อมกัน ขุนนางผู้ใหญ่เมืองหลวงจึงอ่านตราตั้งจิ้นบุนก๋ง ซึ่งกระทำความชอบว่า พระเจ้าจิวเซียงอ๋องรับสั่งโปรดให้ตั้งจิ้นบุนก๋งเป็นที่อ๋องเป๋า ให้หัวเมืองทั้งปวงใหญ่น้อยกลัวเกรงอยู่ในบังคับ ถ้าผู้ใดขัดแข็งให้อ๋องเป๋าผู้ถืออาญาสิทธิ์ตัดศีรษะผู้นั้นเสียอย่าให้ดูเยี่ยงอย่างกันสืบไป ครั้นอ่านหนังสือประกาศเสร็จแล้ว จิ้นบุนก๋งจึงให้เจ้าพนักงานรินสุราใส่ถ้วยให้ขุนนางหัวเมืองทั้งปวง เอามีดสับเอาโลหิตที่อกทุกคนมาปนลงในสุรา จึงให้อ่านคำสาบานตามธรรมเนียม แล้วเอาสุราที่ปนโลหิตนั้นให้กินทุกคน แล้วจิ้นบุนก๋งจึงพาซกบูกับงวนต้านเข้าไปเฝ้ากราบทูลว่า เซียงก๋งเจ้าเมืองโอยทิ้งเมืองเสียไปอาศัยอยู่เมืองติน เมืองโอยว่างอยู่ ข้าพระองค์คิดจะตั้งซกบูผู้น้องเจ้าเมืองโอยให้เป็นเจ้าเมืองแทนพี่ชาย แล้วแต่พระองค์จะโปรด

พระเจ้าจิวเซียงอ๋องได้ทรงฟังนั้นจึงตรัสว่า การทั้งนี้สุดแต่ท่านจะเห็นดี ให้จัดแจงตามสมควรเถิด ซกบูจึงกราบทูลว่า ครั้งก่อนบุตรเจ้าเมืองเตงชิงเอาสมบัติของบิดาได้เป็นเจ้าเมือง ครั้นถึงกำหนดถือนํ้า ณ ตำบลบิดโป เจ๋ฮวนก๋งผู้เป็นใหญ่ให้ขับเสียมิให้กระทำความสัตย์ร่วมว่าเป็นคนอกตัญญู บัดนี้เจ้าเมืองโอยพี่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ จะมาตั้งข้าพเจ้าเป็นเจ้าเมืองแทนพี่นั้น ข้าพเจ้าก็จะเป็นคนเสียสัตย์ ชั่วช้าเหมือนบุตรเจ้าเมืองเตง พระองค์ได้โปรดเถิด พระเจ้าจิวเซียงอ๋องได้ฟังก็มิได้ตรัสประการใด จิ้นบุนก๋งจึงสั่งว่า ท่านอย่าทูลขัดขวางเลย จงไปว่าราชการเมืองไปก่อนเถิด ถ้าเจ้าเมืองโอยพี่ท่านกระทำการโดยดีแล้ว เราจึงจัดแจงให้ต่อภายหลัง ซกบูขัดมิได้ก็นิ่งอยู่ หัวเมืองทั้งปวงต่างคนก็กราบทูลลาไปเมือง ครั้นเพลารุ่งขึ้น พระเจ้าจิวเซียงอ๋องก็เสด็จขึ้นทรงรถพร้อม ด้วยขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อย แห่หน้าหลังเสด็จกลับไปเมืองตังจิว

จิ้นบุนก๋งครั้นส่งเสด็จพระเจ้าจิวเซียงอ๋องกลับแล้ว ก็จัดแจงทแกล้วทหารยกมาเมืองจิ้น ฝ่ายราษฎรชาวเมืองจิ้นรู้ว่าจิ้นบุนก๋งมีความชอบได้เป็นใหญ่ก็ดีใจ ชวนกันมาต้อนรับร้องให้พรต่างๆ ฝ่ายขุนนางคนสนิทของเจ้าเมืองโอยใช้มาสอดแนมสืบข่าวซกบูกับงวนต้าน ครั้นได้ความแล้วก็รีบไปบอกเซียงก๋งว่า บัดนี้พระเจ้าจิวเซียงอ๋องกับจิ้นบุนก๋งตั้งซกบูเป็นเจ้าเมืองโอย เจ้าเมืองโอยแจ้งความดังนั้นเห็นจริงตามถ้อยคำก๋งจูเยียนหกว่า คิดแค้นงวนต้านกับซกบู ได้เป็นเจ้าเมืองทั้งนี้ก็เพราะปัญญางวนต้านคิดให้ จึงให้หาตัวงวนกัดมาว่าพ่อตัวคิดอ่านไม่ตรงต่อเรา เราจะไว้ชีวิตท่านสืบไปไม่ได้ ว่าแล้วลุกขึ้นชักกระบี่ฟันงวนกัดคอขาดตายกับที่ ฝ่ายบ่าวไพร่งวนกัดเห็นดังนั้นตกใจก็ชวนกันวิ่งหนีกลับมาเมืองโอย รู้ว่างวนต้านกับซกบูมาถึงจึงเอาความไปแจ้งแก่งวนต้านผู้บิดางวนกัดทุกประการ

งวนต้านครั้งแจ้งความว่างวนกัดผู้บุตรเจ้าเมืองโอยฆ่าเสียก็มิได้คิดอาลัยโศกเศร้า จึงว่าเป็นกรรมของลูกเราแล้วก็ตามเถิด แต่ตัวของเรานี้จะรักษาความสัตย์ไปมิได้คิดร้ายต่อเซียงก๋งเลย ฝ่ายสุมามัวได้ยินงวนต้านว่าดังนั้น จึงว่าเจ้าเมืองโอยคิดสงสัยท่านจึงฆ่าบุตรท่านเสียและท่านจะมิคิดอ่านแก้ตัวจะนิ่งอยู่ฉะนี้ ถ้าเซียงก๋งกลับมาได้เป็นเจ้าเมืองจะมิฆ่าท่านเสียหรือ ท่านจงเร่งคิดอ่านหนีเอาตัวรอดเถิด งวนต้านจึงตอบว่า ซึ่งท่านเมตตาให้สติดังนั้นขอบคุณแล้ว ซึ่งจะให้ทิ้งเมืองไปเสียนั้นหาควรไม่ เราจะอุตส่าห์ถือความสัตย์รักษาบ้านเมืองไว้กว่าเซียงก๋งจะกลับมา เมื่อเซียงก๋งกลับมาไม่เลี้ยง เราก็จะสู้ตายด้วยความกตัญญู ว่าแล้วงวนต้านก็ไปแจ้งความแก่ซกบู ซกบูได้ฟังก็ตกใจ จึงว่าเหตุใดเซียงก๋งจึงเบาความ ฆ่าบุตรของท่านเสียฉะนี้เล่า งวนต้านจึงตอบว่า ซึ่งบุตรข้าพเจ้าตายนั้นก็เนื้อกรรมของเขาจะสิ้นอายุจึงเป็นดังนี้ ข้าพเจ้าก็สิ้นอาลัยแล้วท่านอย่าเอาเป็นธุระด้วยคนตายเลย จงคิดอ่านแต่งคนถือหนังสือไปเมืองจิ้นว่ากล่าวแก่จิ้นบุนก๋ง ขอโทษพี่ท่านให้ได้คืนมาเมืองดีกว่า

ซกบูได้ฟังดังนั้นจึงว่าท่านคิดนี้ชอบแล้ว จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งใจความว่า ข้าพเจ้าซกบูงวนต้าน คำนับมายังขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองจิ้นขอได้นำเอาความขึ้นแจ้งแก่จิ้นบุนก๋งที่เป็นอ๋องเป๋าให้ทราบ ด้วยเซียงก๋งหนีไปอยู่เมืองตินนั้น ข้าพเจ้าทั้งสองขอโทษเซียงก๋งให้กลับคืนมาเป็นเจ้าเมืองโอยทำราชการแก้ตัวอีกครั้งหนึ่ง ถ้าข้างหน้าไปเซียงก๋งคิดประมาทเหมือนครั้งนี้ ขอท่านจงเอาโทษข้าพเจ้าทั้งสองด้วย ครั้นเขียนหนังสือแล้วตีตราเข้าผนึก ให้ขุนนางที่มีสติปัญญารีบไปเมืองจิ้น ฝ่ายเจ้าเมืองตินเห็นเจ้าเมืองโอยหนีมาอาศัยอยู่ก็มีความสงสาร จึงเขียนหนังสือให้ขุนนางไปเมืองจิ้นขอโทษเซียนก๋งคืนเมือง

ฝ่ายจิ้นบุนก๋งซึ่งเป็นอ๋องเป๋า ครั้นกลับมาอยู่ ณ เมืองจิ้นหลายวันแล้วจึงให้หาขุนนางผู้ใหญ่น้อยมาพร้อมกัน ก็ปูนบำเหน็จทหารผู้มีฝีมือและความชอบในการศึก จึงสั่งให้บำเหน็จรางวัลเฮาเอียนก่อน ขุนนางทั้งปวงเห็นดังนั้นปรึกษากันแล้วจึงว่าขึ้นในท่ามกลางว่า ซึ่งอ๋องเป๋ายกกองทัพไปปราบปรามทหารเมืองฌ้อครั้งนี้ การทั้งปวงสำเร็จได้เพราะสติปัญญาเซียนเฉียแม่ทัพ จิ้นบุนก๋งจึงว่า ท่านทั้งปวงไม่เห็นเหตุหนักและเบา ขณะเมื่อเรายกกองทัพไปนั้นเซียนเฉียว่ากับเราว่า ครั้งนี้ถ้าพบปะกองทัพเมืองฌ้อแล้วจงเร่งรีบตีอย่าละวางเลย แต่เฮาเอียนนั้นได้ทัดทานเราว่า ถ้าพบกองทัพเมืองฌ้อเพลาใด ให้เราถอยทัพล่าเสียสามครั้งก่อน อย่าให้เสียสัตย์ซึ่งได้สัญญาไว้ เราจึงได้สติทำตามเฮาเอียน อันคำของเซียนเฉียว่ากับเรานั้นดีแต่ชนะศึกขณะเดียว ซึ่งถ้อยคำของเฮาเอียนตักเตือนเรานั้นเป็นประโยชน์ไปชั่วฟ้าและดิน เราจึงเห็นว่าความชอบเฮาเอียนมากกว่าเซียนเฉีย

ขุนนางทั้งปวงได้ฟังก็เห็นชอบ ต่างสรรเสริญว่าอ๋องเป๋าเลิศด้วยความสัตย์กตัญญู เฮาเอียนคำนับแล้วจึงว่ากับจิ้นบุนก๋งว่า สุยสิดที่ตายเมื่อครั้งอีเจ๋โต๊ะจูนั้น บุตรยังอยู่ชื่อลิมหูเป็นขุนนางผู้น้อย ควรที่จะเอามาเลี้ยงให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้นจึงจะควร ด้วยบิดาเรามีความชอบเมื่อไปตีเมืองเกีย ขอแก้วกับม้ามีฝีเท้าของบิดาท่านให้แก่เมืองหงอด้วยจะขอหนทางเดิน บิดาท่านยังไม่เห็นด้วย สุยสิดจึงว่าจะคิดอะไรกับม้าและแก้ว เหมือนหนึ่งฝากคลังเจ้าเมืองหงอเก็บไว้ ตีเมืองเกียแตกแล้วจึงค่อยกลับมาตีเมืองหงอ ก็จะได้แก้วและม้าคืน บิดาท่านก็เห็นด้วยจึงให้แก้วและม้าก็ได้หนทางไป จนตีได้เมืองทั้งสองเพราะถ้อยคำสุยสิด จิ้นบุนก๋งได้ฟังนิ่งคิดดูก็นึกขึ้นได้ จึงให้หาสุยลิมหูมาให้เครื่องยศตั้งเป็นที่ไตหู แล้วก็ให้บำเหน็จรางวัลขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยตามมีความชอบ จึงให้เสนสือผู้ถือกฎหมายปรึกษาโทษจีวจีเกียซึ่งหนีมาบ้าน ไม่อยู่จัดเรือคอยข้ามกองทัพ เสนสือดูกฎหมายแล้วจึงว่า อันโทษจิวจีเกียซึ่งทำผิดครั้งนี้ ต้องกฎหมายให้ประหารชีวิตเสีย จิ้นบุนก๋งก็สั่งให้ทำตามโทษ

ขุนนางทั้งปวงเห็นจิ้นบุนก๋งจัดแจงรางวัลและชุบเลี้ยงผู้มีความชอบเก่าใหม่สมควรแก่ฝีมือและปัญญา ที่ผู้กระทำผิดนั้นก็ให้ฆ่าเสียตามโทษ ต่างคนก็สรรเสริญว่าจิ้นบุนก๋งนี้สัตย์ซื่อ มีบุญและปัญญาควรที่จะเป็นอ๋องเป๋าแล้ว อยู่วันหนึ่งจิ้นบุนก๋งจึงปรึกษาเซียนเฉียว่า กองทัพเราทุกวันนี้มีอยู่แต่สามกอง เราจะคิดจัดแจงขึ้นอีกให้เป็นหกกอง แต่อย่าให้ต้องกับชื่อกองทัพเมืองหลวงที่เรียกว่ากุ๊น แปลว่า ทหารหกเหล่า ให้เรียกซำกุ๊นซำหัง แปลว่าสามกองสองหน คิดเป็นทหารสิบหมื่นเศษ ท่านจะเห็นประการใด เซียนเฉียได้ฟังดังนั้นคำนับแล้วจึงว่า ซึ่งท่านโปรดครั้งนี้ก็ควรอยู่แล้ว จึงตั้งสุยลิมหูเป็นแม่ทัพกองกลาง ตั้งเซียนเบียกเป็นแม่ทัพกองขวา ตั้งเตาเค็กเป็นแม่ทัพกองซ้าย บรรจบกับแม่ทัพเก่าเป็นหกกองจึงเรียกซำกุ๊นซำหัง ตั้งแต่นั้นมาหัวเมืองใหญ่น้อยรู้ทั่วไปก็กลัวเกรงจิ้นบุนก๋งยิ่งนัก

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ