๔๔

ฝ่ายเจ้าเมืองเตงครั้นเจ้าเมืองจิ๋นเลิกทัพไปแล้ว จึงปรึกษาจกบูว่า ซึ่งเจ้าเมืองจิ้นตั้งล้อมเมืองเราอยู่ ท่านจะให้สู้รบหรือจะคิดอ่านประการใดเล่า จกบูจึงว่า อันเจ้าเมืองจิ้นนั้นมีทหารเอกทหารเลวล้วนชำนาญในการศึก ซึ่งจะทำการต่อสู้นั้นทหารเราก็น้อยตัวนักเห็นจะต้านทานมิได้ อนึ่งก๋งจูหลันซึ่งเป็นบุตรท่านก็ไปอยู่กับเจ้าเมืองจิ้น เจ้าเมืองจิ้นรักใคร่นัก ก๋งจูหลันก็เป็นคนมีกตัญญูต่อท่านอยู่ ขอให้จัดแจงสิ่งของไปคำนับขอโทษเจ้าเมืองจิ้น เจ้าเมืองจิ้นก็จะคลายความโกรธด้วยเห็นแก่ก๋งจูหลันบุตรท่าน เจ้าเมืองเตงก็เห็นชอบด้วย จึงว่าผู้ซึ่งจะไปหาเจ้าเมืองจิ้นครั้งนี้เราหาเห็นผู้ใดไม่ ท่านจงไปว่ากล่าวเจ้าเมืองจิ้นเถิดการเราจึงจะไม่เสีย

จกบูจึงตอบว่า ครั้งเมื่อข้าพเจ้าไปว่ากล่าวให้ก๋งจูบุนเลิกทัพไปนั้น ความทั้งนี้เห็นจะรู้ไปถึงเจ้าเมืองจิ้น ซึ่งท่านจะใช้ให้ข้าพเจ้าออกไปหาเจ้าเมืองจิ้น เหมือนดังจะเอาเนื้อไปให้เสือ เจ้าเมืองจิ้นเห็นข้าพเจ้าก็จะให้ทหารจับตัวฆ่าเสีย เพราะโกรธว่าข้าพเจ้ายุยงให้เจ้าเมืองจิ๋นเลิกทัพไป

ซีนเฮาได้ฟังจกบูว่าดังนั้นจึงว่า ข้าพเจ้าจะขออาสาท่านออกไปว่ากล่าวแก่เจ้าเมืองจิ้นให้หายโกรธจงได้ขอท่านอย่าวิตกเลย ก๋งจูเจียบได้ฟังก็ยินดีจึงให้จัดแพรสีต่างๆ กับสิ่งของตามสมควร บรรทุกเกวียนมอบให้ซีนเฮาคุมออกไปค่ายเจ้าเมืองจิ้น ซีนเฮามาถึงค่ายจึงให้นายประตูเข้าไปแจ้งความแก่เจ้าเมืองจิ้น เจ้าเมืองจิ้นแจ้งว่าเจ้าเมืองเตงให้ขุนนางมาจึงให้พาตัวเข้าไปในค่าย ซีนเฮาจึงนำสิ่งของเข้าไปคำนับเจ้าเมืองจิ้นแล้วว่า เจ้าเมืองเตงแจ้งว่าท่านยกมาครั้งนี้เพราะมีความขัดเคืองด้วยนายข้าพเจ้า หลงเชื่อคำคนมิได้ไปถวายเครื่องบรรณาการแก่พระเจ้าเมืองหลวงนั้นผิดนัก กลัวท่านจะทำโทษจึงให้ข้าพเจ้าคุมสิ่งของออกมาคำนับขอโทษ อนึ่งก๋งจูหลันบุตรเจ้าเมืองเตงซึ่งมาพึ่งบุญท่านอยู่นั้น เจ้าเมืองเตงก็คิดถึงก๋งจูหลันอยู่มิได้ขาด ซึ่งท่านมีความกรุณาทำนุบำรุงก๋งจูหลันไว้ได้อยู่เย็นเป็นสุขนั้น นายข้าพเจ้าก็ขอบคุณท่านนัก จะขอรับก๋งจูหลันเข้าไปพอได้เป็นที่ปรึกษาราชการในเมืองเตง

ต๋งนีได้ฟังจึงยกมือตบลงที่โต๊ะแล้วร้องตวาดว่า นายของตัวไม่ซื่อตรงต่อเจ้าแผ่นดินไปพึ่งบุญเจ้าเมืองฌ้อ เรายกมาจะจับตัวทำโทษกลับแกล้งแต่งกลอุบายออกมาว่ากล่าวหวังจะให้หน่วงทัพเราไว้ให้เนิ่นช้ากว่ากองทัพเมืองฌ้อจะมาถึง ถ้านายท่านรู้โทษตัวกลัวผิดจริงเหมือนท่านว่า ก็ให้ส่งตัวซกเหลียมซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ออกมาให้เรา อนึ่งซึ่งนายท่านจะขอก๋งจูหลันไปไว้ในเมืองเตงนั้น ถ้าเบื้องหน้านายท่านหาบุญไม่แล้ว จะยอมยกสมบัติให้ก๋งจูหลัน เราจึงจะให้ก๋งจูหลันไป และความสองประการนี้ถ้าทำตามเราก็จะไม่ทำอันตรายแก่นายท่าน ท่านจงเข้าไปปรึกษากับนายท่านก่อน ได้ความประการใดจึงมาบอกเราให้รู้โดยเร็ว ซีนเฮาก็คำนับลาออกมาจากค่ายเข้าไปเมืองเตง จึงแจ้งความแก่เจ้าเมืองเตงตามคำต๋งนีว่ามาทุกประการ

ก๋งจูเจียบได้ฟังดังนั้นจึงว่า ก๋งจูหลันก็เป็นบุตรเรา ซึ่งเจ้าเมืองจิ้นจะเอาคำสัญญาว่าเราสิ้นบุญแล้วให้ก๋งจูหลันว่าราชการเมืองเตงสืบไปนั้นก็ควรอยู่ อายุเราทุกวันนี้ก็ได้ถึงห้าสิบปีเศษแล้ว จะรับก๋งจูหลันเข้ามาเป็นที่ซีจู ช่วยว่าราชการบ้านเมืองต่อไป แต่ซึ่งเจ้าเมืองจิ้นจะให้เราส่งตัวซกเหลียมนั้นเหมือนดังเจ้าเมืองจิ้นตัดแขนซ้ายขวาเราเสีย เจ้าเมืองจิ้นได้ซกเหลียมออกไปก็คงจะฆ่าเสีย เราคิดเสียดายนัก ขณะเมื่อซีนเฮากับเจ้าเมืองเตงพูดกันนั้นซกเหลียมนั่งอยู่ด้วย

ซกเหลียมเห็นเจ้าเมืองเตงมีความอาลัยจึงว่า ซึ่งเจ้าเมืองจิ้นจะให้ส่งตัวข้าพเจ้าออกไปนั้น แม้นท่านมิส่งข้าพเจ้าออกไป เจ้าเมืองจิ้นก็จะทำอันตรายแก่ท่านและราษฎรทั้งปวง ประการหนึ่งข้าพเจ้าได้ยินคำโบราณกล่าวไว้สืบมาว่า เป็นข้าให้รู้จักคุณเจ้า เป็นบุตรให้รู้จักคุณบิดามารดา ซึ่งท่านมีความกรุณาชุบเลี้ยงข้าพเจ้าให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่คุณท่านหาที่สุดมิได้ ครั้งนี้ท่านมีทุกข์ร้อนข้าพเจ้าขอสนองคุณท่าน ถึงเจ้าเมืองจิ้นจะฆ่าข้าพเจ้าเสีย ข้าพเจ้าก็มิได้เสียดายชีวิต ขอท่านจงส่งตัวข้าพเจ้าออกไปให้แก่เจ้าเมืองจิ้นเถิด เจ้าเมืองจิ้นได้ตัวข้าพเจ้าแล้วก็จะเลิกทัพกลับไป เจ้าเมืองเตงได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งมีความอาลัยแก่ซกเหลียมนัก ครั้นจะมิส่งตัวซกเหลียมไปให้แก่เจ้าเมืองจิ้นก็กลัวเจ้าเมืองจิ้นจะตีเมือง จึงว่าแก่ซกเหลียมว่า ซึ่งจะส่งตัวท่านไปครั้งนี้ด้วยเป็นการจำใจ ท่านก็เป็นคนมีสติปัญญาอยู่ จงออกไปว่ากล่าวแก้ไขพอพ้นผิดเหมือนดังท่านช่วยทุกข์เราและราษฎรทั้งปวงให้มีความสุขสืบไปเถิด แล้วจึงสั่งซีนเฮาว่า ท่านจงพาซกเหลียมออกไปให้แก่เจ้าเมืองจิ้นในเวลานี้อย่าให้เจ้าเมืองจิ้นขัดเคือง ซีนเฮาก็คำนับรับคำพาซกเหลียมออกจากเมืองเตง เข้าไปคำนับเจ้าเมืองจิ้น ณ ค่ายแล้วแจ้งความให้เจ้าเมืองจิ้นฟังทุกประการ

ต๋งนีจึงให้ทหารเอาตัวซกเหลียมไปคุมไว้ แล้วสั่งเฮาเอียนให้ไปเชิญตัวก๋งจูหลันซึ่งอยู่รักษาเมืองตังพีนั้นมา ณ ค่าย เฮาเอียนก็คำนับลาออกจากค่าย ขึ้นม้ารีบไปถึงเมืองตังพีแล้วลงจากม้าเข้าไปแจ้งความกับก๋งจูหลัน ก๋งจูหลันแจ้งว่าเจ้าเมืองจิ้นให้หาก็แต่งตัวขึ้นม้าออกจากเมืองตังพีไปกับเฮาเอียน ครั้นถึงค่ายก็ลงจากม้าเข้าไปคำนับเจ้าเมืองจิ้น เจ้าเมืองจิ้นจึงบอกก๋งจูหลันว่า ปัดนี้เจ้าเมืองเตงซึ่งเป็นบิดาท่านนั้นให้สัญญาต่อเราว่าจะรับท่านเข้าไปช่วยราชการเมืองเตง แม้นหาบุญไม่สมบัติเมืองเตงจะมอบให้แก่ท่าน ท่านกลับเข้าไปอยู่กับบิดาให้เป็นสุขเถิด ต๋งนีก็สั่งซีนเฮาให้พาตัวก๋งจูหลันเข้าไปเมืองเตง ซีนเฮากับก๋งจูหลันก็คำนับลาออกมาจากค่ายไปถึงเมืองเตง เจ้าเมืองเตงก็ตั้งให้ก๋งจูหลันเป็นที่ซีจูช่วยว่าราชการเมือง แล้วจัดแจงบ้านช่องและคนใช้สอยให้แก่ก๋งจูหลันตามสมควร

ฝ่ายต๋งนีเจ้าเมืองจิ้น ครั้นก๋งจูหลันกับซีนเฮากลับไปเมืองแล้วจึงให้ทหารคุมตัวซกเหลียมออกมา มีกระทู้ซักถามว่า เจ้าเมืองเตงนายของตัวเห็นตัวเป็นคนซื่อสัตย์จึงให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ แม้นเจ้าเมืองเตงทำความผิด ช่วยว่ากล่าวทัดทานจึงจะชอบ นี่ตัวกลับชักชวนเจ้าเมืองเตงให้ไปขึ้นแก่เมืองฌ้อ ซึ่งเป็นขบถต่อพระเจ้าเมืองหลวงมิได้ไปถวายเครื่องบรรณาการตามประเพณีเมืองขึ้นนั้น ตัวเป็นขุนนางผู้ใหญ่เห็นชอบอยู่แล้วหรือ

ซกเหลียมจึงตอบว่า ถึงเจ้าเมืองเตงเอาสิ่งของไปให้เจ้าเมืองฌ้อ ข้าพเจ้าจะได้ชักชวนเจ้าเมืองเตงขึ้นแก่เมืองฌ้อหามิได้ และข้อซึ่งว่าเจ้าเมืองเตงให้ข้าพเจ้าเป็นขุนนางผู้ใหญ่ เจ้าเมืองเตงมิได้ให้ได้ถวายเครื่องบรรณาการเมืองหลวง ข้าพเจ้าเห็นผิดธรรมเนียมได้ทัดทานเป็นหลายครั้ง และขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองเตงนั้นใช่จะมีแต่ข้าพเจ้าผู้เดียวหามิได้ ต๋งนีได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงร้องตวาดว่า ตัวทำความผิดเห็นจะไม่พ้นโทษ แกล้งว่ากล่าวเอาโทษซัดให้ผู้อื่นอีกเล่า จึงสั่งทหารให้ตั้งกระทะน้ำมัน จะเอาตัวซกเหลียมไปทอดนํ้ามันเสียตามโทษ ทหารยกกระทะนํ้ามันขึ้นตั้งบนเตาเพลิง ให้นํ้ามันเดือดพล่านแล้วจึงพาซกเหลียมออกไป ขณะเมื่อซกเหลียมเดินออกมาถึงกระทะนํ้ามันแล้วนั้น ซกเหลียมยิ้มแย้มรื่นเริงอยู่มิได้ย่อท้อแก่ความตาย

ต๋งนีเห็นดังนั้นจึงถามซกเหลียมว่า ตัวถึงที่จะตายเราจะให้เอาตัวลงทอดนํ้ามันเสียเหตุใดมิได้เศร้าโศก ซกเหลียมจึงตอบว่า เจ้าเมืองเตงนายข้าพเจ้ามีความกรุณาให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่มียศถาบรรดาศักดิ์ ข้าพเจ้าก็ตั้งใจกตัญญู บัดนี้นายข้าพเจ้ามีความทุกข์ร้อนข้าพเจ้าจะเอาชีวิตสนองคุณ ถึงจะตายชื่อข้าพเจ้าก็จะปรากฏเป็นความชอบในแผ่นดิน จะได้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ขุนนางซึ่งมีกตัญญูต่อเจ้าไปภายหน้า ข้าพเจ้าเห็นความฉะนี้จึงมิได้เศร้าโศก ซกเหลียมว่าแล้วก็ยึดหูกระทะใหญ่จะลงไปในกระทะนํ้ามัน

ต๋งนีก็วิ่งออกมาจับมือซกเหลียมไว้แล้วว่า ท่านเป็นคนซื่อสัตย์กตัญญูต่อเจ้าหาผู้เสมอมิได้ เราจะยกโทษไว้ครั้งหนึ่ง ท่านกลับไปเมืองเตงช่วยสั่งสอนก๋งจูหลันให้รู้การสงครามและราชการแผ่นดินด้วย ถ้าก๋งจูหลันได้เป็นเจ้าเมืองเตงแล้ว ท่านจงเอาใจใส่ดูผิดและชอบด้วย

ซกเหลียมจึงว่า ท่านโปรดข้าพเจ้าครั้งนี้คุณของท่านหาที่สุดมิได้ ไปเบื้องหน้าถ้าก๋งจูหลันได้เป็นเจ้าเมืองเตง ข้าพเจ้าจะทำราชการโดยกตัญญูต่อก๋งจูหลันท่านอย่าวิตกเลย ต๋งนีเจ้าเมืองจิ้นก็ปล่อยซกเหลียมให้กลับเข้าไปเมืองเตง ซกเหลียมก็คำนับลาคืนเข้ามาเมืองแล้วเล่าความให้เจ้าเมืองเตงฟังทุกประการ ก๋งจูเจียบได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงให้จัดแจงสิ่งของและเสบียงอาหารออกไปจ่ายให้ทหารเมืองจิ้นตามสมควร เจ้าเมืองจิ้นก็จัดแจงกองทัพจะกลับไปเมือง เจ้าเมืองเตงกับก๋งจูหลัน ซกเหลียมก็จัดแจงสิ่งของเครื่องบรรณาการบรรทุกเกวียนสี่เล่ม แล้วพาขุนนางทั้งปวงออกจากเมือง ตามไปส่งเจ้าเมืองจิ้นจนถึงสำนักที่จับลีเตงแล้วคำนับลากลับมาเมือง เจ้าเมืองจิ้นก็เดินทัพตามระยะทางไปใกล้จะถึงเมือง พอขุนนางซึ่งอยู่รักษาเมืองออกมารับบอกความว่างุยฉิวรากเลือดตายแล้ว ต๋งนีได้ฟังดังนั้นก็คิดเสียดายงุยฉิวนักก็ยกรีบเข้าเมืองจิ้น จึงให้ทำการฝังศพงุยฉิวตามตำแหน่งขุนนางผู้ใหญ่

ครั้นอยู่มาสองเดือนเศษ เฮามัวกับเฮาเอียนเป็นโรคป่วยลง เจ้าเมืองจิ้นให้แพทย์พยาบาลแล้วถามอาการป่วยอยู่ทุกวัน พอมีผู้มาบอกว่าเฮาเอียน เฮามัวตาย ต๋งนีก็คิดเสียดายนัก เอามือตบลงที่โต๊ะแล้วว่า เฮามัว เฮาเอียนสองคนนี้เหมือนหนึ่งแขนซ้ายขวาเรา ซึ่งเฮามัว เฮาเอียนตายครั้งนี้ เหมือนดังมีผู้มาตัดแขนเราทั้งสองเสีย การศึกจะมีไปภายหน้าจะได้ผู้ใดไปปราบข้าศึกศัตรูเล่า ซูฉินได้ฟังจึงว่า คับโยยขุนนางเก่าผู้ตายนั้นมีบุตรชื่อคับพวด เป็นน้องคับโปเอียนและคับพวดใหญ่ สูงหกศอกเศษ มีกำลังทั้งฝีมือก็เข้มแข็งในการศึก คับพวดออกไปอยู่บ้านป่า เจ้าเมืองฌ้อรู้จึงให้ขุนนางเที่ยวหาตัวจะเชิญคับพวดไปเป็นทหาร ข้าพเจ้าพูดจาเกลี้ยกล่อมเอามาไว้ ณ บ้าน คิดอยู่ว่าจะพาเข้ามาให้ท่านตั้งแต่งเป็นนายทหารจะไว้ใช้สอยในการศึก

ต๋งนีได้ฟังดังนั้นจึงว่า คับพวดเป็นบุตรคับโยยเป็นคนโทษ และคับโยยทำความชั่วเรายังหาหายแค้นไม่ ซึ่งท่านจะให้เราเอาคับพวดมาใช้สอยนั้นเห็นจะหาซื่อตรงต่อเราไม่ ซูฉินจึงตอบว่า แม้นมิเอาคับพวดมาตั้งเป็นขุนนางแล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองอื่นจะมาชักชวนเอาเป็นทหาร นานไปท่านจะได้ความเดือดร้อน ต๋งนีได้ฟังก็นิ่งตรึกตรองอยู่เป็นช้านานแล้วจึงว่า ซึ่งท่านว่าคับพวดมีกำลังมากนั้นจงพาเข้ามาลองกำลังให้เราเห็นก่อน ถ้าคับพวดมีกำลังเหมือนท่านว่าเราจึงจะตั้งให้เป็นทหารเอก ซูฉินก็คำนับลาออกมาบ้าน จึงพาตัวคับพวดเข้าไปคำนับต๋งนี ต๋งนีเห็นคับพวดรูปร่างสูงใหญ่สมควรเป็นทหาร จึงว่าแก่คับพวดว่า ซูฉินชมท่านว่ามีกำลังมาก ถ้ายกสิงโตศิลาซึ่งตั้งอยู่นี้ได้แล้วเราจะตั้งให้เป็นนายทหาร

คับพวดก็คำนับลาออกมายกสิงโตศิลาซึ่งอยู่ข้างขวาเอาย้ายมาตั้งไว้ข้างซ้าย ยกสิงโตข้างซ้ายเอาย้ายไปตั้งไว้ข้างขวา แล้วก็ยกสิงโตทั้งสองขึ้นชูไว้ข้างละมือต่อหน้าเจ้าเมืองจิ้นและขุนนางทั้งปวงแล้ววางสิงโตลงไว้ตามที่ จึงเข้ามาคำนับเจ้าเมืองจิ้น ขุนนางทั้งปวงเห็นดังนั้นต่างคนสรรเสริญคับพวดว่ามีกำลังหาผู้เสมอมิได้ ควรจะให้เป็นนายทหาร เจ้าเมืองจิ้นจึงตั้งคับพวดเป็นที่งวนโซยคำไทยว่าเป็นแม่ทัพใหญ่ บังคับบัญชาทหารทั้งปวง แล้วจัดเสื้อหมวกเครื่องสำหรับยศให้แก่คับพวดตามสมควร แล้วสั่งซูฉินให้ช่วยราชการงวนโซย คิดจัดแจงยกกองทัพไปตีเมืองฌ้อ ซูฉิน คับพวดก็คำนับลาออกมาตระเตรียมกองทัพจะยกไปตีเมืองฌ้อ กิตติศัพท์ซึ่งเจ้าเมืองจิ้นตั้งคับพวดเป็นงวนโซยแม่ทัพใหญ่ตระเตรียมกองทัพนั้นลือไปถึงเมืองฌ้อ

เจ้าเมืองฌ้อรู้ก็ตกใจ จึงปรึกษาโต๊ะเจียงที่ปรึกษาว่า คับพวดคนนี้มีกำลัง เราให้ไปเกลี้ยกล่อมเป็นหลายครั้งหาสมความคิดเราไม่ บัดนี้ได้ยินข่าวว่าเจ้าเมืองจิ้นให้คับพวดเป็นแม่ทัพใหญ่ จะยกมาตีเมืองเรา เมืองเราเห็นว่าทแกล้วทหารในเมืองเราฝีมืออ่อน จะสู้รบกันกับคับพวดไปมิได้เราวิตกนัก ท่านจะคิดอ่านผ่อนปรนประการใด โต๊ะเจียงจึงว่า ทหารซึ่งมีกำลังและฝีมือกล้าแข็งในเมืองจิ้นนั้น ใช่จะมีแต่คับพวดผู้เดียวหามิได้ เตียวสวย เซียนเฉีย ฮูเฉียโก ทั้งสามคนนี้มีสติปัญญาและฝีมือเข้มแข็งชำนาญในการศึก แม้นเจ้าเมืองจิ้นยกกองทัพมาครั้งนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองเราจะเสียกับเมืองจิ้นเป็นมั่นคง ขอท่านจงจัดของเครื่องบรรณาการไปยอมเข้าด้วยเจ้าเมืองจิ้น พอห้ามทัพเจ้าเมืองจิ้นไว้อย่าเพิ่งให้ยกมายํ่ายีเมืองเรา กว่าทแกล้วทหารเมืองเราค่อยบริบูรณ์ขึ้นแล้วจึงคิดการต่อไป เจ้าเมืองฌ้อก็เห็นชอบด้วย จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งส่งให้โต๊ะเจียงคุมสิ่งของเครื่องบรรณาการไปเมืองจิ้น โต๊ะเจียงรับหนังสือคำนับลาออกมาให้เจ้าพนักงานจัดหยกและแพรอย่างดีสี่ร้อยม้วนบรรทุกเกวียน โต๊ะเจียงก็คุมสิ่งของเครื่องบรรณาการออกจากเมืองฌ้อ เดินตามระยะทางไปหลายวันถึงเมืองจิ้น จึงเข้าไปหาขุนนางเจ้าพนักงานให้พาเข้าไปคำนับแจ้งความตามหนังสือเจ้าเมืองฌ้อบอกมาให้เจ้าเมืองจิ้นฟังทุกประการ

เจ้าเมืองจิ้นยินดีนัก จึงว่ากับโต๊ะเจียงว่า ซึ่งเจ้าเมืองฌ้อตั้งแข็งเมืองอยู่มิได้ไปอ่อนน้อมต่อพระเจ้าเมืองหลวงนั้น บัดนี้เจ้าเมืองฌ้อรู้ว่าโทษตัวผิด ให้ท่านมางอนง้อ เราก็มิได้ถือโกรธจะช่วยทูลเบี่ยงบ่ายไกล่เกลี่ยเสียมิให้พระเจ้าเมืองหลวงเคืองพระทัย แต่นี้ไปเมื่อหน้า ท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่จงช่วยตักเตือนให้เจ้าเมืองฌ้อแต่งเครื่องบรรณาการไปถวายตามอย่างเคยมาแต่ก่อน แล้วต๋งนีก็สั่งกับพวกให้งดกองทัพไว้ มิให้ยกไปตีเมืองฌ้อ จึงให้พนักงานจัดกงก๊วนให้โต๊ะเจียงอาศัย โต๊ะเจียงอาศัยอยู่กงก๊วนประมาณสองสามวัน จึงขึ้นไปลาเจ้าเมืองจิ้นแล้วก็กลับไปเมืองฌ้อ

ฝ่ายเจ้าเมืองเตงครั้นได้ก๋งจูหลันเป็นที่ซีจู ช่วยว่าราชการทำนุบำรุงราษฎร ชาวเมืองเตงก็อยู่อย่างเป็นสุขมาจนอายุเจ้าเมืองเตงได้ห้าสิบแปดปี เป็นโรคป่วยลง จึงมอบสมบัติเมืองเตงให้แก่ก๋งจูหลันแล้วก็ขาดใจตาย ขณะเมื่อก๋งจูเจียบตายนั้น พระเจ้าจิวเซียงอ๋องเสวยราชสมบัติในเมืองหลวงได้ยี่สิบปี ก๋งจูหลันกับซกเหลียมขุนนางทั้งปวงก็นุ่งขาวทำการฝังศพตามธรรมเนียม ซกเหลียมจึงยกก๋งจูหลันขึ้นเป็นเจ้าเมือง ชื่อเตงบกก๋ง เตงบกก๋งก็ตั้งซกเหลียมเป็นขุนนางที่ปรึกษาผู้ใหญ่ ซกเหลียมก็ช่วยเตงบกก๋งทำนุบำรุงราษฎรชาวเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุข

ฝ่ายต๋งนีเจ้าเมืองจิ้นได้เป็นอ๋องเป๋า ช่วยพระเจ้าจิวเซียงอ๋องปราบปรามหัวเมืองซึ่งมิได้อ่อนน้อมให้มาถวายเครื่องบรรณาการพระเจ้าเมืองหลวงตามประเพณีแผ่นดิน จนอายุได้หกสิบแปดปี ป่วยลง แพทย์ประกอบยารักษา อาการโรคก็ยิ่งหนักลงทุกวัน เห็นจะไม่รอดชีวิต เป็นห่วงอาลัยบุตรสี่คนนัก จึงคิดว่าแม้นหาบุญเราไม่บุตรสี่คนก็จะชิงสมบัติกัน และก๋งจูหวนบุตรผู้ใหญ่มีสติปัญญา ควรจะมอบสมบัติเมืองจิ้นให้ว่าราชการสืบไป แต่จะให้น้องก๋งจูหวนทั้งสามคนไปอยู่เมืองอื่น พี่น้องจึงจะไม่ชิงสมบัติแก่กัน คิดแล้วจึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่ง ให้หาบุตรทั้งสี่คนกับเซียนเฉีย เตียวสวย ฮูเฉียโก คับโปเอียง ซีโฮย ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งห้าคนเข้าไปพร้อมกัน ณ ที่ข้างในจึงสั่งว่า ถ้าเราหาชีวิตไม่แล้วท่านจงยกก๋งจูหวนให้ว่าราชการแทนเราสืบไป แล้วต๋งนีจึงส่งหนังสือให้บุตรทั้งสามคนๆ ละฉบับ จึงสั่งก๋งจูหยงบุตรที่สองว่าเจ้าจงไปฝากตัวอยู่กับเจ้าเมืองจิ๋น จูหลกจงไปอยู่เมืองติน เหดเตียนจงไปถวายตัวเป็นข้าพระเจ้าจิวเซียงอ๋องอยู่ ณ เมืองตังจิว คิดตั้งตัวให้จงได้ แม้นขัดสนสิ่งใดให้ก๋งจูหวนผู้พี่จงช่วยทำนุบำรุงอย่าให้น้องได้ความเดือดร้อน

ต๋งนีสั่งบุตรและขุนนางทั้งปวง พอเพลาเที่ยงคืนโรคกำเริบขึ้นก็สิ้นชีวิต เมื่อต๋งนีได้เป็นเจ้าเมืองจิ้นอายุหกสิบ ว่าราชการเมืองจิ้นอยู่แปดปีตาย ก๋งจูหวนกับน้องทั้งสามคนและขุนนางทั้งปวงเห็นเจ้าเมืองจิ้นสิ้นใจแล้ว ต่างร้องไห้รักอื้ออึงทั้งข้างหน้าข้างใน ครั้นคลายความโศกแล้ว ก๋งจูหวนจึงให้ขุนนางพนักงานต่อหีบไม้หอมใส่ศพบิดา ตั้งเครื่องบูชาศพตามธรรมเนียม ขุนนางทั้งปวงตั้งก๋งจูหวนขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทนบิดาสืบไป ก๋งจูหวนกับขุนนางทั้งปวงก็นุ่งขาวห่มขาว และให้เหดเตียนผู้น้องไปกราบทูลพระเจ้าเมืองหลวง ให้จูหลกไปเมืองติน ให้จูหยงไปเมืองจิ๋น ให้ขุนนางถือหนังสือไปบอกบรรดาหัวเมืองมาช่วยการฝังศพ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ