๑๓

ขณะนั้น พอมีผู้มาแจ้งแก่ก๋งจูหยีว่าเจ้าเมืองฬ่อพานางบุนเกียงมาพักอยู่กงก๋วนนอกเมือง ก๋งจูหยีก็มีความยินดีจึงว่าแก่ชัวจกว่า ท่านงดท่าเราหน่อยหนึ่งก่อนเถิด แล้วก๋งจูหยีจึงสั่งให้ขุนนางทั้งปวงออกไปรับเข้ามาในเมือง แล้วจัดแจงตึกให้เจ้าเมืองฬ่ออยู่ตามสมควร ครั้นเวลาคํ่าก๋งจูหยีจึงให้หญิงคนใช้ไปว่ากับก๋งจูคุยว่า นางเซียนซีคิดถึงนางบุนเกียงจะใคร่ได้พบนางบุนเกียง ก๋งจูคุยก็ให้นางบุนเกียงไปกับหญิงคนใช้ หญิงคนใช้ก็พาไปในตึก นางบุนเกียงเข้าไปในตึกคำนับก๋งจูหยีกับนางเซียนซี นางเซียนซีรับคำนับแล้วเชิญให้นางบุนเกียงนั่งที่สมควร นางเซียนซีกับนางบุนเกียงถ้อยทีพูดจากัน แล้วนางเซียนซีจึงสั่งคนใช้ไปยกโต๊ะจะมาเชิญนางบุนเกียงกิน

ก๋งจูหยีจึงว่ากับนางเซียนซีว่า น้องข้ากินของยากนัก เจ้าจงไปจัดแจงเองเถิด นางเซียนซีจึงออกมาจัดแจงให้แต่งโต๊ะ ก๋งจูหยีครั้นนางเซียนซีออกไปจากตึกแล้ว จึงว่ากับนางบุนเกียงว่า ตึกห้องนี้เจ้ายังจำได้หรือไม่ นางบุนเกียงค้อนให้แล้วเบือนหน้าไปยิ้มอยู่ ก๋งจูหยีก็ขยับเข้านั่งใกล้แล้วว่า แต่เจ้าจากพี่ไปพี่เพิ่งได้เข้ามาในห้องนี้ นางบุนเกียงจึงว่า พี่มีธุระอยู่ที่ห้องอื่นจึงมิได้เข้ามาในห้องนี้ ก๋งจูหยีจึงว่าใครเล่าที่จะไม่มีธุระ แต่ความจริงในใจนั้น ถ้าพี่เข้ามาถึงห้องนี้แล้วก็คิดถึงเจ้า ครั้นจะให้รับมาก็คิดเกรงใจ ด้วยเห็นว่าธุระเจ้าก็มากกว่าที่นี่ นางบุนเกียงก็ผินหน้ามาหยิกต้นขาก๋งจูหยี พอนางเซียนซีให้หญิงคนใช้ยกโต๊ะเข้ามาตั้ง นางเซียนซีก็ตามเข้าไปด้วย ก๋งจูหยีจึงว่ากับนางบุนเกียงว่า เชิญเจ้าเสพสุรากับพี่สะใภ้ให้สบายเถิด นางเซียนซีก็รินสุราให้นางบุนเกียง นางบุนเกียงก็รินสุรามาคำนับให้ก๋งจูหยีแล้วชายตาให้สบตาก๋งจูหยี ก๋งจูหยียิ้มแล้วว่า เป็นไรเจ้าไม่กินสุราเล่า นางบุนเกียงจึงว่า ข้าพเจ้าเป็นน้อง ซึ่งจะให้พี่รินสุราให้กินไม่ควร แล้วนางบุนเกียงก็รินสุราคำนับให้นางเซียนซี นางเซียนซีก็คำนับส่งให้ก๋งจูหยี และขณะเสพสุราอยู่นั้นก๋งจูหยีจึงว่ากับนางเซียนซีว่า เจ้าอย่าเสพสุราให้มากนักจะได้จัดแจงที่นอนให้น้องนอนด้วย นางเซียนซีรู้กิริยาก็ลาไปที่อยู่ ก๋งจูหยีเสพสุราอยู่ด้วยกันสองต่อสอง จนเวลาสองยามเศษแล้วนอนอยู่ในตึกนั้น

ฝ่ายก๋งจูคุยเจ้าเมืองฬ่อคอยนางบุนเกียงอยู่จวนเวลาสองยามเศษมิได้เห็นกลับมาก็กริ่งใจอยู่ จึงใช้หญิงคนสนิทเข้าไปสืบดูได้ความแล้วก็ยิ่งน้อยใจนัก ฝ่ายนางบุนเกียงครั้นรุ่งเช้าก็เข้าไปคำนับเยี่ยมเยียนนางก๊กบ๊อมารดาแล้ว ก๋งจูคุยรู้ว่านางบุนเกียงมาตึกนางก๊กบ๊อ ก๋งจูคุยก็เข้าคำนับ นางก๊กบ๊อรับคำแล้วจึงถามนางบุนเกียงว่า เจ้าอยู่ตึกก๋งหยีพี่เจ้าแต่คืนนี้ เหตุไรไม่มาหามารดาเล่า นางบุนเกียงจึงว่า เวลาคืนนี้นางเซียนซีชวนให้เสพสุราจนดึก ครั้นจะไปก็เห็นว่ามารดาจะหลับเสียแล้ว นางก๊กบ๊อจึงว่า เป็นไรเจ้าจึงนอนสายนัก นางบุนเกียงจึงว่า ข้าพเจ้าตื่นแต่เช้าแล้วแต่ยังสางผมอยู่

ก๋งจูคุยรู้ระคายแล้วกลั้นความโกรธไม่ได้จึงว่ากับนางบุนเกียงว่า คืนนี้พี่ชายเจ้ามาเสพสุราด้วยไม่ใช่หรือ นางบุนเกียงจึงว่า พี่ข้าพเจ้ามาอยู่ประเดี๋ยวหนึ่งก็ไปนอน ก๋งจูคุยจึงว่า พี่เจ้าสิรำลึกถึงเจ้านัก เหตุไรจึงไม่เสพสุราด้วยเจ้าเล่า หนีไปนอนแล้วทำไมเจ้ามิกลับออกมา นางบุนเกียงจึงว่าดึกแล้วทำไมจะออกไปได้ ก๋งจูคุยจึงว่าเจ้านอนกับใคร นางบุนเกียงจึงว่าท่านไต่ถามถี่ถ้วนนี้มีความสงสัยหรือ ก๋งจูคุยจึงว่าถ้าจะว่าสงสัยก็ว่าได้ นางบุนเกียงก็โกรธร้องไห้ว่าหาควรจะว่ากันให้เจ็บไม่ ก๋งจูคุยก็มิได้ตอบประการใด คำนับลานางก๊กบ๊อมาตึกที่อยู่ แล้วให้หญิงคนใช้ไปแจ้งแก่ก๋งจูหยีว่า จะคำนับลาไปก่อนแล้ว ก๋งจูหยีได้ฟังดังนั้นก็คิดว่าเจ้าเมืองฬ่อจะสงสัยเราอยู่เป็นมั่นคง จึงว่ากับหญิงคนใช้ว่า เจ้าเมืองฬ่อมาถึงไม่ทันได้พูดจากันกับเราสักคำหนึ่ง สิจะไปเมืองเล่า จงไปบอกว่าให้รออยู่สักเวลาหนึ่งก่อน หญิงคนใช้ก็กลับไปแจ้งแก่เจ้าเมืองฬ่อ

ก๋งจูหยีจึงถามจีจูหุนว่า เราให้ท่านคอยฟังอยู่เมื่อขณะนางบุนเกียงกับก๋งจูคุยพูดกันนั้น ท่านได้ยินว่ากล่าวด้วยข้อสิ่งไร จีจูหุนก็เล่าความที่ก๋งจูคุยว่ากับนางบุนเกียงนั้นให้ก๋งจูหยีฟังทุกประการ ก๋งจูหยีได้ฟังจึงว่าก๋งจูคุยรู้ความเป็นแน่แล้ว เห็นจะผูกใจเจ็บแค้นคิดร้ายต่อเราเป็นมั่นคง จำจะคิดฆ่าก๋งจูคุยเสียให้จงได้ ก๋งจูหยีคิดแล้วจึงให้คนใช้ไปว่ากับก๋งจูคุยว่า เราให้จัดแจงสิ่งของไว้แล้ว จะเชิญท่านไปเที่ยวเล่นบนภูเขาหูซัวจะได้เสพสุราพูดกันเล่นให้สบายสักวันหนึ่ง

ก๋งจูคุยแจ้งดังนั้นจึงคิดว่าถ้ามิไปเล่นกับก๋งจูหยี ก๋งจูหยีจะรู้ตัวว่าขัดเคือง เห็นจะระวังตัว เราจะแก้แค้นยาก ประการหนึ่งจะได้ลวงให้ก๋งจูหยีเสพสุราให้เกินขนาด แล้วจะได้คิดพูดจาเอาความจริงให้จงได้ ก๋งจูคุยคิดแล้วจึงว่า เรามีธุระอยู่แต่เจ้าเมืองเจ๋ให้มาชวนแล้วก็จนใจ จะต้องไปเที่ยวเล่นด้วย คนใช้ก๋งจูหยีก็กลับมาแจ้งความแก่ก๋งจูหยีตามคำก๋งจูคุย ก๋งจูหยีก็มีความยินดี จึงกระซิบสั่งก๋งจูเพงเสงเป็นความลับแล้วจัดเกวียนอย่างดีให้ก๋งจูคุยเล่มหนึ่ง แล้วก๋งจูหยีก็ขึ้นเกวียนเล่มหนึ่งไปรับก๋งจูคุยถึงตึกที่อยู่ ก๋งจูคุยแจ้งก็ออกมาคำนับ ก๋งจูหยีจึงว่า ตำบลเขาหูซัวชั้นเชิงชอบกล มีต้นไม้และแผ่นศิลานั่งเสพสุราเล่น แล้วจะได้ให้ทหารเกาทัณฑ์ยิงเนื้อและนก ก๋งจูคุยจึงว่า ข้าพเจ้าพอใจเสพสุราเล่นในตึก ซึ่งจะไปบัดนี้ก็เพราะขัดท่านมิได้ ก๋งจูหยีได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งสะเทิ้นใจมิได้ตอบประการใด ให้ขับเกวียนไป ก๋งจูคุยขึ้นเกวียนขับไปตามก๋งจูหยี ครั้นไปถึงเขาหูซัว ก๋งจูหยีก็ลงจากเกวียนพาก๋งจูคุยขึ้นไปเที่ยวเล่นบนเขา และก๋งจูคุยกับก๋งจูหยีนั้นมีความวิตกอยู่ทั้งสองข้าง ชมสิ่งไรมิได้ลืมความวิตก ถ้าเดินไกลกันออกไปแล้วต่างคนก็ถอนใจใหญ่

บรรดาทหารก๋งจูหยีเที่ยวยิงเนื้อและนกได้เป็นอันมาก ก๋งจูหยีก็ให้เร่งทำแกล้มสุราขึ้น แล้วเชิญก๋งจูคุยเสพสุรา และก๋งจูหยีกับก๋งจุคุยถ้อยทีรินสุราคำนับกัน ก๋งจูคุยกำลังน้อย ครั้นเสพสุราเกินขนาดก็เมาจนสิ้นสติสมประดี ก๋งจูหยีจึงสั่งก๋งจูเพงเสงว่า ท่านอุ้มเจ้าเมืองฬ่อไปใส่เกวียนรีบกลับไปเมืองก่อนเถิด ก๋งจูเพงเสงก็เข้าอุ้มก๋งจูคุยลงมาจากเขาแล้ววางลงในเกวียน ชักมู่ลี่ปิดเสียทั้งสี่ด้าน แล้วขับเกวียนมาไกลเขาหูซัวทางประมาณสองร้อยเส้น และขณะเมื่อก๋งจูเพงเสงเดินตามเกวียนมาคิดว่าก๋งจูคุยคนนี้ครั้นเมื่อไปตีเมืองกี๋ ก๋งจูคุยยิงเกาทัณฑ์ถูกไหล่ขวาเราเจียนจะสิ้นชีวิต เราคิดแค้นอยู่หาหายไม่ เราจะได้แก้แค้นก๋งจูคุยวันนี้แล้ว ก๋งจูเพงเสงก็เตือนให้ขับเกวียนรีบไป บรรดาบ่าวไพร่ก๋งจูคุยตามไม่ทัน ต่างห่างเกวียนไปเส้นหนึ่งบ้างสองเส้นบ้าง ก๋งจูเพงเสงเห็นห่างคนทั้งปวงแล้วก็เลิกมู่ลี่ขึ้น เอานิ้วมือสองนิ้วแทงสีข้างก๋งจูคุยซี่โครงหักทะลุเข้าไป ก๋งจูคุยร้องขึ้นได้คำเดียวก็ขาดใจ

ก๋งจูเพงเสงก็ทำเป็นเดินห่างเกวียนลงมา บรรดาบ่าวก๋งจูคุยได้ยินเสียงนายร้องประหลาดก็วิ่งขึ้นมา พอถึงก๋งจูเพงเสงต่างคนถามก๋งจูเพงเสงว่า เมื่อตะกี้นายข้าพเจ้าร้องว่ากระไร ก๋งจูเพงเสงจึงบอกว่า นายท่านเมาสุราเหลือขนาดร้องวุ่นวายไป จะเอาศัพท์สำเนียงอะไรได้ บ่าวก๋งจูคุยกริ่งใจอยู่ ก็วิ่งตามไปทันเกวียนเข้าเปิดมู่ลี่เห็นก๋งจูคุยสีข้างทะลุตายอยู่ในเกวียนก็ตกใจนักร้องขึ้นว่า นายข้าพเจ้าตายเสียแล้ว ก๋งจูเพงเสงได้ฟังดังนั้นทำเป็นตกใจ วิ่งเข้าไปเปิดมู่ลี่ดูแล้วว่าก๋งจูคุยเมาสุรา ดิ้นรนไปสีข้างกระทบพนักเกวียนเข้า ซี่โครงหักออกไปเป็นมั่นคง ท่านรีบขับเกวียนเข้าไปในเมืองเถิด เราจะรีบไปบอกก๋งจูหยีให้แจ้งก่อน บ่าวก๋งจูคุยก็รีบขับเกวียนเข้าไปในเมืองเจ๋

ก๋งจูเพงเสงมา ณ เขาหูซัว แกล้งบอกแก่ก๋งจูหยีต่อหน้าทหารทั้งปวงว่า ก๋งจูคุยนอนดิ้นรนไปสีข้างกระทบพนักเกวียนเข้าซี่โครงหักตาย ก๋งจูหยีทำเป็นตกใจรีบกลับมาเมืองเจ๋ ไปร้องไห้รักก๋งจูคุยเป็นอันมาก แล้วให้เอาศพก๋งจูคุยใส่หีบไว้ในที่ควร แล้วแต่งหนังสือบอกถึงขุนนางเมืองฬ่อฉบับหนึ่งใจความว่า เจ้าเมืองฬ่อเมาสุราเกินกำลัง ดิ้นรนไปสีข้างกระทบเกวียนเข้าซี่โครงหักตาย แล้วศพเจ้าเมืองฬ่อนั้นจะให้แต่งการศพในเมืองเจ๋ หรือจะรับศพมาเมืองฬ่อ

สินฮูและขุนนางทั้งปวงแจ้งดังนั้นต่างคนสงสัยนัก พอทหารที่ไปด้วยเจ้าเมืองฬ่อนั้นลอบมาแจ้งความแก่สินฮูว่า ซึ่งเจ้าเมืองฬ่อตายนั้นข้าพเจ้าเห็นก๋งจูเพงเสงจะลอบทำอันตรายเป็นมั่นคง แล้วเล่าความซึ่งก๋งจูเพงเสงเอาเกวียนไปส่ง จนเจ้าเมืองฬ่อตายให้สินฮูฟังทุกปรการ สินฮูและขุนนางทั้งปวงก็สงสัยว่าก๋งจูเพงเสงฆ่าเจ้าเมืองฬ่อเสีย สินฮูจึงว่าเจ้าเมืองฬ่อตายแล้ว เราจะยกเขงหูบุตรผู้ใหญ่ขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทน ขุนนางทั้งปวงก็เห็นด้วย จึงตั้งเขงหูเป็นฬ่อจงก๋ง เขงหูจึงให้แต่งหนังสือฉบับหนึ่งให้ขุนนางถือไปเมืองเจ๋ แล้วให้รับศพก๋งจูคุยผู้บิดามาด้วย ผู้ถือหนังสือครั้นไปถึงเมืองเจ๋ ก็เอาหนังสือไปให้ก๋งจูหยี ก๋งจูหยีรับเอาหนังสือมาดูเป็นใจความว่า ข้าพเจ้าเขงหู ซึ่งเป็นฬ่อจงก๋งคำนับมาถึงก๋งจูหยีเจ้าเมืองเจ๋ ด้วยข้าพเจ้าสืบได้ความว่า ก๋งจูเพงเสงฆ่าบิดาข้าพเจ้าเสีย ขอท่านได้ชำระให้เห็นเท็จและจริง

ก๋งจูหยีดูหนังสือจึงคิดว่า จำจะฆ่าก๋งจูเพงเสงเสียความที่เราทำร้ายเจ้าเมืองฬ่อก็จะสิ้นสงสัย ก๋งจูหยีคิดแล้วจึงให้หาก๋งจูเพงเสงมาต่อหน้าขุนนางเมืองฬ่อแล้วว่า เราไว้ใจให้ตัวรักษาเจ้าเมืองฬ่อมาส่งเมืองเจ๋ เหตุไรตัวจึงลอบฆ่าเจ้าเมืองฬ่อเสีย ซึ่งตัวทำทั้งนี้จะเอาความชั่วไว้ในเราหรือ ก๋งจูเพงเสงสำคัญว่าก๋งจูหยีจะแกล้งว่ากลบเกลื่อนความ จึงว่าข้าพเจ้าจะได้ทำอันตรายเจ้าเมืองฬ่อนั้นหามิได้ ถ้าผู้ใดรู้เห็นว่าข้าพเจ้าทำอันตรายเจ้าเมืองฬ่อ ก็เอาตัวมาสอบสวนกับข้าพเจ้าให้เห็นเท็จและจริง ก๋งจูหยีได้ฟังดังนั้นด่าก๋งจูเพงเสงเป็นข้อหยาบช้า แล้วให้ทหารเอาตัวก๋งจูเพงเสงไปฆ่าเสีย ทหารก็เข้าจับก๋งจูเพงเสงจะเอาไปฆ่า

ก๋งจูเพงเสงเห็นว่าก๋งจูหยีจะฆ่าจริงแล้วก็แค้นนัก เอาความจริงออกว่ากล่าวประจานก๋งจูหยีเป็นข้อหยาบช้าต่างๆ แล้วจึงว่าถึงตายไปเป็นผีแล้ว ก็คงจะแก้แค้นให้จงได้ ก๋งจูหยีได้ฟังดังนั้นก็โกรธเร่งให้ทหารเอาตัวก๋งจูเพงเสงไปฆ่าเสีย ก๋งจูเพงเสงก็ร้องด่าจนทหารลงดาบแล้วเอาศีรษะเสียบประจานไว้ที่กลางตลาดมิให้ผู้ใดดูเยี่ยงอย่าง แล้วก๋งจูหยีก็ให้ขุนนางรับศพก๋งจูคุยไปเมืองฬ่อแต่นางบุนเกียงผู้น้องนั้นก๋งจูหยีเอาไว้เมืองเจ๋ ขุนนางเมืองฬ่อก็เชิญศพเจ้าเมืองฬ่อใส่เกวียนมีกระบวนแห่ตามธรรมเนียม ออกจากเมืองเจ๋ไปเมืองฬ่อ

ฝ่ายเขงหูรู้ข่าวก็พาขุนนางทั้งปวงออกไปรับศพบิดามาจัดการฝังศพตามธรรมเนียม แล้วสินฮูจึงว่ากับเขงหูว่า ในเมืองเรานี้มีผู้หนึ่งชื่อซีเป๊กเป็นคนมีสติปัญญา ท่านจงเชิญมาตั้งเป็นขุนนางผู้ใหญ่จะได้ไต่ถามขนบธรรมเนียมทั้งปวง เขงหูเห็นชอบด้วย ก็ให้เชิญซีเป๊กมาแล้วตั้งให้เป็นที่เซียงฮูขุนนางผู้ใหญ่ที่ปรึกษา และขณะเมื่อเขงหูได้เป็นเจ้าเมืองนั้น พระเจ้าจองอ๋องเสวยราชสมบัติได้สี่ปี

เขงหูจึงปรึกษากับซีเป๊กว่า ครั้งบิดาเรายังมีชีวิตอยู่นั้นไปทูลขอนางองดีพระราชบุตรีพระเจ้าจองอ๋องให้ก๋งจูหยีผู้ลุงเรา พระเจ้าจองอ๋องก็โปรดให้ บัดนี้บิดาเราก็ตายแล้วการซึ่งจะไปรับนางองดีนั้นพอถึงกำหนดแล้ว เราคิดจะไปรับนางองดีมาให้เจ้าเมืองเจ๋ ท่านจะเห็นประการใด ซีเป๊กจึงว่า ท่านจะไปรับนางองดีมาให้เมืองเจ๋นั้นจะได้ความอัปยศถึงสามประการ เขงหูจึงถามซีเป๊กว่า เราจะได้รับความอัปยศประการใด ซีเป๊กจึงว่า ก๊กจูเพงเสงทหารเมืองเจ๋ฆ่าบิดาท่านเสีย ก็เหมือนหนึ่งเจ้าเมืองเจ๋ฆ่าเสียเหมือนกัน ท่านมิได้ยกไปทำเมืองเจ๋เป็นความอัปยศประการหนึ่ง มารดาท่านยังตกอยู่เมืองเจ๋นั้นก็เป็นความอัปยศประการหนึ่ง และบิดาท่านตาย ราษฎรทั้งปวงนุ่งขาวก็ยังหาครบกำหนดไม่ จะไปรับนางองดีมาให้เจ้าเมืองเจ๋ก็เป็นความอัปยศประการหนึ่ง

เขงฮูจึงว่า ซึ่งท่านว่านี้ชอบอยู่ แต่เป็นความจนใจด้วยบิดาเราได้ทูลกำหนดนัดไว้แล้ว ถึงบิดาเราตาย เราได้เป็นเจ้าเมือง ธุระของบิดาก็จะตกอยู่เป็นธุระเรา ครั้นเราจะมิไปรับนางองดีบัดนี้ คนทั้งปวงก็ติเตียนเราว่าหามีกตัญญูต่อบิดาไม่ ประการหนึ่งพระเจ้าจองอ๋องก็จะทรงพระโกรธเห็นเราจะไม่พ้นมีความผิด

ซีเป๊กจึงว่า ซึ่งจะให้ไปรับนางองดีมาได้นั้น คนทั้งปวงก็จะติเตียนว่าทหารเมืองเจ๋ฆ่าบิดาท่านเสีย ท่านก็หามีใจเจ็บแค้นไม่ ยังจะไปรับนางองดีมาให้เจ้าเมืองเจ๋อีกเล่า ราษฎรและหัวเมืองทั้งปวงซึ่งขึ้นแก่เมืองเราก็เห็นจะว่าท่านเกรงกลัวเจ้าเมืองเจ๋ นานไปก็จะไปขึ้นแก่เจ้าเมืองเจ๋สิ้น ข้าพเจ้าคิดว่าขอให้ท่านแต่งหนังสือบอกข้อความบิดาท่านตายและท่านได้เป็นเจ้าเมืองแทนนั้น ให้ขุนนางผู้ใหญ่ถือขึ้นไปกราบทูลพระเจ้าจองอ๋อง พระเจ้าจองอ๋องเห็นว่าถึงกำหนดที่บิดาท่านนัดไว้แล้วก็จะพลอยส่งนางองดีมาด้วย ถึงเราจะต้องรับนางก็หามีใครจะนินทาไม่ ด้วยเราไปกราบทูลขอเครื่องยศต่างหาก พระเจ้าจองอ๋องจะพลอยฝากนางองดีมา แล้วท่านให้ปลูกเหลาไต้ที่จะรับนางนั้นไว้ปลายแดนเมืองเจ๋ ท่านจึงให้ขุนนางไปรับนางบุนเกียงมารดาท่าน แล้วแจ้งแก่ก๋งจูหยีว่า นางองดีนั้นพระเจ้าจองอ๋องส่งมาถึงปลายแดนเมืองเจ๋แล้ว ก๋งจูหยีก็จะมารับนางองดีไปเอง คนทั้งปวงก็จะเห็นว่าท่านให้ไปรับมารดามาหาได้ตั้งใจไปส่งนางองดีไม่

เขงหูได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงว่ากับซีเป๊กว่า ท่านคิดนี้เห็นจะกันนินทาได้ทั้งสามประการ ท่านมีสติปัญญาสมคำสินฮูสรรเสริญ เขงหูก็ให้ไปปลูกเหลาไต้ แล้วแต่งหนังสือตามคำซีเป๊ก แล้วให้จวนสุนเสงถือขึ้นไปเมืองหลวงให้ขุนนางผู้ใหญ่นำเข้าไปเฝ้าทูลข้อความตามหนังสือเขงหู พระเจ้าจองอ๋องทราบว่าก๋งจูคุยตายจึงตรัสว่า ก๋งจูคุยเป็นคนซื่อตรงแล้วอายุไม่แก่อ่อนอะไรกับเรานัก ไม่ควรเลยจะมาตายเสียท่ามกลางอายุ จึงสั่งให้ขุนนางแต่งตราตั้งเขงหูเป็นเจ้าเมืองฬ่อแทนบิดา พระราชทานเครื่องยศตามตำแหน่งที่เจ้าเมืองแล้วตรัสว่า ก๋งจูคุยเจ้าเมืองฬ่อเมื่อยังไม่ตายนั้นมาขอนางองดีบุตรีเราให้ก๋งจูหยีเจ้าเมืองเจ๋ บัดนี้ก็ถึงกำหนดแล้ว ให้จวนสุนเสงขุนนางเมืองฬ่อรับนางองดีไปให้ก๋งจูหยีซึ่งเป็นเจ๋ฮูก๋งด้วย

จิวก๋งเฮกเตียนจึงทูลพระเจ้าจองอ๋องว่า ข้าพเจ้าจะขอไปส่งนางองดีด้วย พระเจ้าจองอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า จิวก๋งเฮกเตียนเป็นอาจารย์สอนหนังสือเค็กก๋งผู้น้องเรา จิวก๋งเฮกเตียนคิดจะเอาสมบัติให้เค็กก๋งจึงอาสาไปส่งนางองดี เห็นจะไปเที่ยวเกลี้ยกล่อมหัวเมืองทั้งปวงมาทำร้ายแก่เราเป็นมั่นคง พระเจ้าจองอ๋องดำริแล้วจึงตรัสว่า ท่านอย่าไปให้ลำบากเลย การเพียงนี้ให้ยงซกไปก็พอจะได้ จิวก๋งเฮกเตียนก็เข้าใจว่าพระเจ้าจองอ๋องแคลงใจอยู่ ก็ถวายบังคมลาออกมาบ้าน ครั้นเวลาคํ่าจิวก๋งเฮกเตียนไป ณ บ้านเค็กอ๋อง เล่าความซึ่งทูลจะขอไปส่งนางองดี พระเจ้าจองอ๋องมิได้โปรดให้ไปนั้นให้เค็กอ๋องฟังทุกประการ แล้วว่าพระเจ้าจองอ๋องรู้พระองค์เสียแล้วจำจะรีบทำการเสียให้จงได้ เค็กอ๋องจึงว่า ท่านว่านี้ชอบควรนัก แต่เราจะทำประการใดจึงจะสำเร็จ

จิวก๋งเฮกเตียนจึงว่า ท่านจงเตรียมทหารให้พร้อมไว้คอยท่าในเมือง ข้าพเจ้าจะคุมทหารออกไปซุ่มอยู่นอกเมือง ถ้าขุนนางเมืองฬ่อพานางองดีไปถึงกลางทาง ข้าพเจ้าจะยกเข้าตีชิงเอานางองดีไว้ พระเจ้าจองอ๋องทราบก็จะยกออกไปช่วย ท่านจึงขึ้นรักษาหน้าที่ไว้อย่าให้พระเจ้าจองอ๋องกลับเข้าเมืองได้ ข้าพเจ้าจึงจะจับพระเจ้าจองอ๋องฆ่าเสียให้ได้ และขณะเมื่อจิวก๋งเฮกเตียนพูดกับเค็กอ๋องอยู่นั้น สินเป๊กขุนนางผู้ใหญ่ที่ปรึกษาในพระเจ้าจองอ๋องไปหาเค็กอ๋อง พอไปถึงลับแลก็ได้ยินจิวก๋งเฮกเตียนพูดกับเค็กอ๋อง สินเป๊กก็หยุดฟังอยู่ ครั้นได้ความว่าจิวก๋งเฮกเตียนคิดจะทำร้ายพระเจ้าจองอ๋อง สินเป๊กก็รีบกลับมาทูลพระเจ้าจองอ๋องทุกประการ พระเจ้าจองอ๋องแจ้งก็ทรงพระโกรธจึงให้ทหารไปจับจิวก๋งเฮกเตียนมาฆ่าเสียในกลางคืน เค็กอ๋องแจ้งว่าจิวก๋งเฮกเตียนตายแล้วก็ลอบหนีไปเมืองเอี๋ยน ครั้นเวลารุ่งเช้าพระเจ้าจองอ๋องก็ส่งนางองดี ให้ยงซกกับจวนสุนเสงรับนางไปเมืองเจ๋ สองนายก็กราบบังคมลาพานางองดีออกจากเมืองหลวงไปทางเมืองฬ่อ ครั้นไปสุดแดนเมืองฬ่อ จึงเชิญนางองดีไว้ที่เหลาไต้ซึ่งปลูกไว้นั้นให้ทหารรักษาอยู่ แล้วยงซกจวนสุนเสงก็รีบเข้าไปในเมืองเจ๋ คำนับก๋งจูหยีแล้วจึงว่า เขงหูเจ้าเมืองฬ่อให้ข้าพเจ้าไปรับนางองดีบุตรีพระเจ้าเมืองหลวงมาถึงปลายแดนเมืองเจ๋แล้ว เขงหูให้ข้าพเจ้ามาขอรับนางบุนเกียงมารดาเจ้าเมืองฬ่อคืน ก๋งจูหยีได้แจ้งดังนั้นคิดอาลัยในนางบุนเกียงนัก ครั้นจะมิให้ไปก็เกรงครหานินทา ก๋งจูหยีคิดแล้วจึงว่ากับจวนสุนเสงว่า ซึ่งเขงหูให้มารับมารดานั้นเรามีความยินดีด้วยเขงหูจะได้คำนับแทนบิดา แล้วก๋งจูหยีก็จัดแจงให้ไป แล้วรับนางองดีมาไว้เป็นภรรยา ส่งนางบุนเกียงไปเมืองฬ่อ

ฝ่ายนางบุนเกียงครั้นมาถึงตำบลจกฉิว เป็นที่ปลายแดนเมืองเจ๋กับเมืองฬ่อต่อกัน นางบุนเกียงก็หยุดพักแรมอยู่ แล้วให้คนไปแจ้งแก่เขงหูผู้บุตรว่า มารดาจะขออยู่ที่ตำบลจกฉิว เขงหูมิให้มารดาขัดเคืองจึงให้ก่อตึกสร้างบ้านให้นางบุนเกียงผู้มารดา ณ ตำบลจกฉิว แล้วจัดชายหญิงคนใช้ให้อยู่ปฏิบัติตามสมควร เขงหูก็ออกไปคำนับมารดาเดือนละสามครั้งโดยมิได้ขาด

ก๋งจูหยีเจ้าเมืองเจ๋จึงปรึกษาแก่ขุนนางทั้งปวงว่า ชัวจกได้ขอกองทัพเราให้ช่วยกำจัดก๋งจูหมีแก้แค้นก๋งจูฮุด เราได้รับคำชัวจกว่าจะไปช่วย แต่ซึ่งจะไปตีเมืองเตงครั้งนี้มิให้เสียลูกเกาทัณฑ์แต่สักดอกหนึ่ง จะทำให้ได้โดยง่าย แล้วก๋งจูหยีก็เล่าอุบายซึ่งคิดไว้นั้นให้ขุนนางทั้งปวงฟัง ขุนนางทั้งปวงก็เห็นด้วย เจ้าเมืองเจ๋ก็ยกไปเมืองเตง ครั้นไปถึงตำบลปลายชายแดนเมืองเตง ก๋งจูหยีก็ให้หยุดทหารอยู่ แล้วแต่งหนังสือฉบับหนึ่งว่า เมืองเจ๋กับเมืองเตงเคยเป็นไมตรีกันมาแต่ก่อน ก๋งจูหมีได้เป็นเจ้าเมืองเตง เรากับก๋งจูหมีถ้อยทียังหารู้จักกันไม่ ถ้าเจ้าเมืองเตงจะใคร่บำรุงไมตรีให้เจริญเหมือนครั้งหงอเสงบิดาท่านกับบิดาเรา ก็ให้เชิญเจ้าเมืองเตงออกมาทำสัจ ณ ตำบลเตงเมงถ่อตามธรรมเนียม แล้วส่งหนังสือให้ขุนนางรีบไปให้ก๋งจูหมีเจ้าเมืองเตง ก๋งจูหมีเจ้าเมืองเตงครั้นแจ้งหนังสือแล้ว จึงว่ากับโกกีนีว่า เมืองเจ๋เป็นเมืองใหญ่ เมืองเราเป็นเมืองน้อย ซึ่งเจ้าเมืองเจ๋จะมาเป็นไมตรีกับเรานั้น เรายินดีนัก แต่นี้ไปเมืองเราจะหาอันตรายมิได้ อุปมาเหมือนพิงกับภูเขาอันใหญ่ โกกีนีเห็นชอบด้วยจึงให้หาชัวจกจะให้ออกไปกำหนดนัดวันที่จะทำสัจกับเจ้าเมืองเจ๋ ชัวจกรู้ความอยู่ก่อนแล้วก็แกล้งทำเป็นป่วยเสีย ก๋งจูหมีก็ให้โกกีนีออกไปนัดวันกับเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋มีความยินดีให้แต่งโต๊ะเลี้ยงโกกีนี โกกีนีก็คำนับลาเจ้าเมืองเจ๋มาแจ้งแก่ก๋งจูหมี ก๋งจูหมีก็ดีใจ

ฝ่ายก๋งจูหยีครั้นโกกีนีกลับไปแล้ว จึงให้เจ๋เสียงหูกับกวนจีหูคุมทหารเลวคนละร้อยไปอยู่ตำบลเตงเมงถ่อแต่ในเวลากลางคืน ฝ่ายหงวนหวนขุนนางในเมืองเตง ครั้นแจ้งว่าชัวจกป่วยไปเยือน ชัวจกออกมารับคำนับกันแล้วพามานั่งที่สมควร หงวนหวนเห็นชัวจกปกติอยู่หาเจ็บไข้ไม่จึงถามชัวจกว่า ท่านเจ้าเมืองจะให้ท่านออกไปนัดวันกับเจ้าเมืองเจ๋เหตุใดจึงบอกป่วยเสีย ชัวจกจึงว่าเมืองใหญ่มาขอเป็นไมตรีกับเมืองน้อยนั้นผิดอย่างธรรมเนียม ท่านคอยดูเถิด บ้านเมืองเราเห็นจะวุ่นวายแล้ว หงวนหวนก็เห็นด้วยจึงว่ากับชัวจกว่า ท่านมีสติปัญญาสมกับคำคนสรรเสริญ แล้วหงวนหวนก็ลามา

ฝ่ายก๋งจูหมีครั้นรุ่งเช้าก็พาโกกีนีกับขุนนางทั้งสองออกไป ณ ตำบลเตงเมงถ่อ พอเจ้าเมืองเจ๋มาถึง ก๋งจูหมีกับโกกีนีเข้าไปคำนับ ก๋งจูหยีจึงยุดเอามือก๋งจูหมีไว้แล้วถามว่า ก๋งจูฮุดพี่ชายท่านเป็นเหตุสิ่งใดถึงตาย ก๋งจูหมีได้ฟังดังนั้นสะดุ้งใจพูดมิออก โกกีนีจึงบอกแก่เจ้าเมืองเจ๋ว่าก๋งจูฮุดป่วยปัจจุบันตาย ท่านถามด้วยสาเหตุสิ่งใด ก๋งจูหยีจึงว่า เราแจ้งว่ามีผู้ทำร้ายก๋งจูฮุด เหตุใดตัวเอาเท็จมาลวงเรา โกกีนีจึงว่า ก๋งจูฮุดป่วยอยู่ก่อนแล้ว พอพบโจรเข้าก๋งจูฮุดตกใจ โรคกำเริบขึ้นมาก็ตาย ก๋งจูหยีจึงว่า ตัวก็เป็นขุนนางนายทหารเหตุไรจึงมิรักษาเจ้าของตัว ให้โจรทำอันตรายได้ แล้วยังจะแก้ตัวอีกเล่า โกกีนีจึงว่า ทหารในเมืองเตงใช่จะมีแต่ข้าพเจ้าหามิได้และขณะเมื่อก๋งจูฮุดพบโจรข้าพเจ้าก็มิได้แจ้ง ก๋งจูหยีจึงว่า เมื่อโจรทำร้ายก๋งจูฮุดนั้นตัวว่าไม่แจ้งแล้ว ตัวจะสืบสวนอยู่ยังหาได้ตัวโจรไม่ ก๋งจูหยีจึงว่า เมื่อโจรอยู่ที่ตัวแล้วยังจะสืบหาที่ไหนเล่า แล้วก๋งจูหยีจึงร้องขึ้นว่า ทหารเราเร่งจับตัวคนร้ายให้ได้ ทหารสองร้อยคนซึ่งซุ่มอยู่ได้ยินดังนั้นก็เข้ากลุ้มรุมกันจับโกกีนีมัดไว้ แล้วก๋งจูหยีก็สั่งทหารให้เอาตัวก๋งจูหมีไปฆ่าเสีย ก๋งจูหมีก็ร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิต ก๋งจูหยีจึงว่าท่านไปขอชีวิตก๋งจูฮุดเถิด ก๋งจูหยีก็ให้ทหารเอาตัวก๋งจูหมีไปฆ่าเสีย แล้วพาตัวโกกีนีกับทหารทั้งปวงเข้าไปในเมืองเตง ชัวจกและขุนนางทั้งปวงในเมืองเตงก็มาคำนับก๋งจูหยี ก๋งจูหยีจึงให้เอาเกวียนมาห้าเล่มมีเชือกผูกท้ายเล่มละเส้นแล้วเอาเชือกผูกศีรษะและมือเท้าโกกีนีเข้าแล้วหันหน้าเกวียนแยกกันเป็นห้าทาง ถ้าได้ยินเสียงกลองสัญญาณแล้วให้ขับเกวียนออกพร้อมกัน ทหารก็จัดแจงไว้ตามคำสั่ง ก๋งจูหยีก็พาขุนนางออกมาดูพร้อมแล้วก็ตีกลองสัญญาณขึ้น นายเกวียนทั้งห้าเล่มก็ขับเกวียนพร้อมกัน ศีรษะและมือเท้าโกกีนีก็ขาดออกไปก็ถึงแก่ความตาย ก๋งจูหยีก็เอาศีรษะเสียบประจานไว้มิให้ผู้ใดดูเยี่ยงอย่าง ครั้นถึงวันฤกษ์ดีก็ตั้งก๋งจูเมียดเป็นเจ้าเมืองเตง ก๋งจูหยีก็เลิกทัพไป ฝ่ายนางองดีตั้งแต่มาอยู่เป็นภรรยาก๋งจูหยี ก๋งจูหยีมิได้รักใคร่ นางองดีก็เป็นทุกข์ตรอมใจจนป่วยหนักลง ประมาณปีหนึ่งนางองดีก็ตาย ก๋งจูหยีให้ฝังเสียตามธรรมเนียม

แล้วก๋งจูหยีให้เตรียมทหารพร้อม ยกไปเมืองกี๋ตั้งทัพอยู่เมืองเค็ก เจ้าเมืองเห็นจะต้านทานทัพเมืองเจ๋ไม่ได้ จึงมอบสมบัติให้แก่เองกุยผู้น้อง แล้วตัวเจ้าเมืองกี๋ก็ลอบหนีไปแต่ผู้เดียว นางเป๊กกีภรรยาเจ้าเมืองกี๋ครั้นแจ้งว่าผัวหนีไปแล้ว นางเป๊กกีผูกคอตาย เองกุยผู้น้องเจ้าเมืองก็แต่งหนังสือฉบับหนึ่งให้คนถือไปให้เจ้าเมืองเค็ก ก๋งจูหยีเจ้าเมืองเจ๋รับหนังสือมาดูอ่านได้ความว่า เองกุยผู้น้องเจ้าเมืองกี๋คำนับมาถึงเจ้าเมืองเจ๋ให้ทราบ ด้วยเจ้าเมืองกี๋พี่ข้าพเจ้าแจ้งว่าท่านยกมาตั้งอยู่เมืองเค็กจะมาตีเมืองกี๋ พี่ข้าพเจ้ากลัวอำนาจท่านทิ้งบุตรภรรยาเสียหนีไปแต่ตัวผู้เดียว มิได้รู้ว่าจะไปแห่งใด และสมบัติในเมืองกี๋กับหัวเมืองซึ่งขึ้นกับเมืองกี๋ข้าพเจ้าขอมอบให้ท่านสิ้น ตัวข้าพเจ้าขอชีวิตไว้แต่พอได้รักษาไทเบี้ยว ซึ่งไว้รูปปู่ย่าตายายข้าพเจ้า ก๋งจูหยีดูหนังสือแล้วจึงยกทหารไปเมืองกี๋

เองกุยก็ออกมาคำนับร้องไห้วิงวอนก๋งจูหยีเป็นอันมาก ก๋งจูหยีก็มีความสงสาร จึงให้เองกุยเป็นเจ้าเมืองกี๋ เจ้าเมืองกี๋ให้ลูกสาวเป็นภรรยาก๋งจูหยี ก๋งจูหยีรู้ว่านางเป๊กกีผูกคอตายเป็นลูกสาวเจ้าเมืองฬ่อคนเก่า นางเป๊กกีเป็นพี่เขงหูน้อง จะให้เขงหูขอบคุณจึงทำการฝังศพนางเป๊กกีแล้วก็กลับมาเมืองเจ๋ ขณะเมื่อเจ้าเมืองเจ๋ตีเมืองกี๋ได้แล้วพระเจ้าจองอ๋องเสวยราชสมบัติได้เจ็ดปี

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ