๗๕

ขณะเมื่อเลี้ยงโต๊ะกันอยู่นั้น หงอจูสู่กับเป๊กพีจึงร้องไห้อ้อนวอนว่าแก่อับหลีว่า บัดนี้บ้านเมืองราบคาบเป็นสุขอยู่เสร็จแล้ว ขอให้ท่านยกไปตีเมืองฌ้อแก้แค้นของข้าพเจ้าให้สำเร็จบ้าง อับหลีจึงว่าวันนี้ยังกำลังเลี้ยงดูกันต่อ เพลาพรุ่งนี้จึงค่อยมาปรึกษากันเถิด ครั้นเลี้ยงโต๊ะกันแล้วหงอจูสู่กับเป๊กพีและขุนนางทั้งปวงก็ลาอับหลีกลับไปบ้าน เพลาเช้าหงอจูสู่กับเป๊กพีก็เข้าไปหาอับหลียังที่ว่าราชการแล้วอ้อนวอนว่า ข้าพเจ้าขอกองทัพไปตีเมืองฌ้อแก้แค้นของข้าพเจ้าให้จงได้ อับหลีจึงว่า ซึ่งท่านจะขอกองทัพครั้งนี้เราก็ไม่ขัด แต่ท่านจะเห็นผู้ใดที่จะเป็นแม่ทัพไปได้ หงอจูสู่เป๊กพีจึงว่า ซึ่งจะเป็นแม่ทัพไปตีเมืองฌ้อนั้น แล้วตามแต่ท่านจะจัดแจงเถิด อับหลีจึงคิดว่าหงอจูสู่กับเป๊กพีเป็นชาวเมืองฌ้อ ถ้าตีเมืองฌ้อได้สมความคิดแล้วก็จะมีจิตกำเริบแข็งเมืองอยู่ที่ไหนจะมาขึ้นแก่เรา คิดดังนั้นก็ถอนใจใหญ่ หงอจูสู่กับเป๊กพีเห็นดังนั้นจึงว่า ท่านวิตกด้วยเมืองฌ้อเป็นเมืองใหญ่ทแกล้วทหารรี้พลมาก กลัวจะไม่สมความคิดหรือ

อับหลีจึงว่า เราวิตกด้วยจะไปตีเมืองฌ้อเห็นว่าท่านผู้เดียวจะเอาชัยชนะเมืองฌ้อมิสนิท คิดจะหาผู้มีปัญญาดังท่านให้ช่วยกันคิดอ่านอีกสักคนหนึ่งท่านจะหาได้หรือไม่ หงอจูสู่จึงว่า ท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าเห็นอยู่คนหนึ่งชื่อซุ่นบู๊จู๋รู้ตำรากลศึกสิบสามอย่าง หามีผู้ใดจะเสมอมิได้ อยู่ ณ เขาลงฝูปลายแดนเมืองฝ่ายทิศตะวันออก ถ้าได้ซุ่นบู๊จู๋มาเป็นที่ปรึกษาอย่าว่าเมืองฌ้อเลย ถึงหัวเมืองบรรดามีในแผ่นดินก็เห็นจะหาสู้ความคิดซุ่นบู๊จู๋ได้ไม่ อับหลีจึงว่า ถ้าจริงดังนั้นท่านจงไปรับมาให้เถิด หงอจูสู่จึงว่า ซึ่งจะไปหาตัวมาดังนั้นเห็นซุ่นบู๊จู๋จะไม่มา ท่านจงจัดแจงสิ่งของให้ขุนนางไปเชิญซุ่นบู๊จู๋โดยคำนับจึงจะได้ อับหลีก็จัดสิ่งของมอบให้หงอจูสู่ หงอจูสู่ก็ลาขึ้นเกวียนรีบไปถึงบ้านซุ่นบู๊จู๋เอาสิ่งของเข้าไปให้ซุ่นบู๊จู๋ แล้วทั้งสองคำนับกันตามธรรมเนียม

ซุ่นบู๊จู๋จึงถามหงอจูสู่ว่า ท่านมาหาเรานี้ด้วยธุระสิ่งใด หงอจูสู่จึงว่า เจ้าเมืองหงอแจ้งว่าท่านมาอยู่ที่นี่ จะใคร่รู้จักกับท่านจึงใช้ข้าพเจ้าเอาสิ่งของทั้งปวงออกมาคำนับ หวังจะเชิญท่านเข้าไปในเมือง ซุ่นบู๊จู๋หัวเราะแล้วจึงว่า เราเป็นคนชาวบ้านป่าไม่รู้ขนบธรรมเนียม ซึ่งจะให้ไปอยู่แก่อับหลีนั้นยังมิได้ หงอจูสู่จึงว่า เจ้าเมืองหงอกำชับสั่งมาให้ข้าพเจ้าอ้อนวอนท่านให้เข้าไปให้จงได้ ซึ่งท่านจะมิไปนั้นข้าพเจ้าก็จะมีความผิด ท่านได้กรุณาแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด ซุ่นบู๊จู๋ก็ยินยอม หงอจูสู่มีความยินดีจึงเชิญซุ่นบู๊จู๋ให้ขึ้นเกวียนพาเข้าไปหาอับหลี อับหลีเห็นหงอจูสู่พาซุ่นบู๊จู๋เข้ามาก็ลงไปต้อนรับซุ่นบู๊จู๋พาเข้าไปนั่งในที่อันสมควรต่างคำนับกัน แล้วอับหลีจึงว่าแก่ซุ่นบู๊จู๋ว่า ข้าพเจ้าได้ยินเขาลือว่าท่านมีตำราศึกสิบสามอย่างแยบคายนัก ข้าพเจ้าจะขอเรียนวิชาของท่านจึงให้หงอจูสู่ออกไปเชิญท่านเข้ามา

ซุ่นบู๊จู๋ได้ฟังดังนั้นก็เอาตำราศึกสิบสามอย่างส่งให้หงอจูสู่อ่านให้เจ้าเมืองหงอฟัง เจ้าเมืองหงอฟังแล้วจึงว่า ตำราอันนี้แยบคายลึกซึ้งยากยิ่งนัก แต่รี้พลในเมืองเรายังน้อยเห็นจะทำตามตำราท่านได้แล้วหรือ ซุ่นบู๊จู๋จึงว่าท่านอย่าวิตกเลย แต่เป็นคนมีฝีมือแล้ว ถึงผู้หญิงผู้ชายก็หัดทำศึกได้เหมือนกัน เจ้าเมืองหงอได้ฟังก็ตบมือหัวเราะแล้วจึงว่า ท่านอาจารย์ว่านั้นข้าพเจ้าไม่เห็นสม แต่โบราณกี่ชั่วแผ่นดินมาแล้วยังหาได้ยินว่าจะใช้หญิงให้ทำการศึกได้ไม่ ซุ่นบู๊จู๋จึงตอบว่า ท่านมิเชื่อข้าพเจ้าแล้ว จงจัดหญิงคนใช้มาให้ข้าพเจ้าสามร้อยคน ถ้าข้าพเจ้าหัดใช้การศึกมิได้แล้ว ท่านจึงเอาโทษแก่ข้าพเจ้าเถิด เจ้าเมืองหงอได้ฟังดังนั้นคิดจะใคร่ลองดู จึงจัดหญิงมาให้ซุ่นบู๊จู๋สามร้อยคน ซุ่นบู๊จู๋จะใคร่ดูใจเจ้าเมืองหงอจึงว่า อันคนของท่านยังไม่กลัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะฝึกใช้ยาก จะขอภรรยาของท่านสักคนสองคนที่เคยใช้สอยกันมา เป็นนายกองบังคับจึงจะได้ เจ้าเมืองหงอก็ให้นางจอกี๋นางอิวกี๋ภรรยาน้อยที่รักนั้นมาให้แก่ซุ่นบู๊จู๋ทั้งสองคน แล้วซุ่นบู๊จู๋ขอธงอาชญาสิทธิ์สำหรับทัพ กับคนที่จะถือกฎหมายและนายบัญชีสองคนกับพวกทหารสำหรับจะใช้สอยนั้น อับหลีก็ยอมให้ซุ่นบู๊จู๋ทุกประการ แล้วซุ่นบู๊จู๋จึงสั่งให้นางจอกี๋เป็นนายกองฝ่ายซ้าย ให้นางอิวกี๋เป็นนายกองฝ่ายขวา ให้แต่งตัวมาตามอย่างทหารแล้วสั่งว่า ถ้าผู้ใดยืนอยู่ที่ไหนก็ให้ยืนอยู่ที่นั่น เมื่อซ้อมหัดอยู่แล้วอย่าให้พูดจากัน อนึ่งเราว่าสิ่งใดก็ให้ทำตามถ้อยคำเรา แม้นใครขัดขืนจะเอาโทษตามอาชญาทัพ ครั้นเพลาเช้าซุ่นบู๊จู๋ก็พาคนทั้งปวงมายังที่ซ้อมหัดทหาร

อับหลีกับขุนนางทั้งปวงก็ออกไปนั่งดูอยู่บนหอสูง ซุ่นบู๊จู๋จึงให้คนสำหรับสั่งการเอาธงเหลืองไปส่งให้นางจอกี๋ นางอิวกี๋ถือยืนอยู่ข้างหน้า หญิงทั้งปวงนั้นให้แบ่งเป็นหมวดละหกสิบคนยืนเป็นลำดับอยู่เบื้องหลังแล้วสั่งว่า ถ้าจะเดินไล่หนีหยุดยั้งประการใด ก็ให้สังเกตฟังเสียงกลองสัญญาเป็นสำคัญ แล้วให้หญิงกองนั้นหมอบลงอยู่ในสนามหัด ซุ่นบู๊จู๋จึงให้สัญญาแก่หญิงทั้งปวงว่า ถ้าเราจะสั่งประการใดก็ให้ทำตาม ถ้าตีกลองขึ้นทีหนึ่งให้ยืนขึ้นพร้อมกันทั้งสองกอง ถ้าตีสองครั้งก็ให้กองซ้ายวิ่งมากองขวา กองขวาวิ่งไปกองซ้าย ถ้าสามครั้งให้เงื้ออาวุธทำการรบ ถ้าตีม้าล่อขึ้นแล้ว ให้ถอยคืนมาที่ของตัวตามตำแหน่ง

ฝ่ายหญิงสามร้อยคนได้ฟังดังนั้นก็ปิดปากหัวเราะ ผู้ตีกลองนั้นก็ตีกลองขึ้น หญิงสามร้อยนั้นก็ยืนขึ้นบ้างนั่งอยู่บ้าง หาพร้อมเพรียงกันไม่ คนตีกลองก็บอกแก่ซุ่นบู๊จู๋ ซุ่นบู๊จู๋ยืนขึ้นแล้วร้องว่า คนทั้งปวงมิได้พร้อมกันดังนี้ก็เพราะเห็นว่าเรายังสั่งไม่สิทธิ์ขาด ก็ให้คนผู้สำหรับสั่งนั้นร้องกำชับสั่งใหม่ แล้วให้ตีกลองสัญญาขึ้น ฝ่ายหญิงทั้งปวงก็ยืนขึ้นแล้วหัวเราะกัน ซุ่นบู๊จู๋เห็นดังนั้นก็ถลกแขนเสื้อขึ้นเข้าตีกลองเอง แล้วร้องสั่งไปใหม่ นางจอกี๋ นางอิวกี๋กับหญิงสามร้อยก็พากันหัวเราะอื้ออึงขึ้น มิได้ทำตามบังคับซุ่นบู๊จู๋ ซุ่นบู๊จู๋เห็นดังนั้นโกรธนัก ก็ทิ้งไม้กลองลงแล้วร้องถามผู้ปรึกษาโทษว่า แม่ทัพและนายกองผู้จะทำศึกบังคับบัญชาไม่สิทธิ์ขาด จะเอาโทษแก่ผู้ใดจึงควร ผู้ปรึกษาโทษจึงว่า ทแกล้วทหารไม่ยอมอยู่ในบัญชาแม่ทัพให้โทษถึงสิ้นชีวิต ซุ่นบู๊จู๋จึงว่า อันรี้พลนั้นมากนักยากที่จะทำโทษให้สิ้นได้ จงเอาตัวนางจอกี๋นางอิวกี๋ซึ่งเป็นนายกองไปฆ่าเสียตามอาชญาศึกให้เป็นเยี่ยงอย่างไว้ ทหารทั้งปวงก็จับเอาตัวนางจอกี๋นางอิวกี๋ไปมัดไว้จะฆ่าเสีย

เจ้าเมืองหงอนั่งดูซุ่นบู๊จู๋ซ้อมหัดผู้หญิงอยู่บนหอคอย เห็นซุ่นบู๊จู๋ให้ทหารจับนางจอกี๋นางอิวกี๋ไปมัดไว้จะฆ่าเสียก็มีความวิตกนัก จึงเอาธงสำคัญส่งให้เป๊กพีแล้วว่า ท่านจงบอกแก่ซุ่นบู๊จู๋เถิด ซึ่งแยบคายกลศึกของซุ่นบู๊จู๋นั้นดีอยู่แล้ว แต่นางจอกี๋นางอิวกี๋เป็นหญิงไม่เคยในการศึกแล้วเป็นที่รักของเรา ผิดโทษถึงตาย ท่านจงไว้ชีวิตสักครั้งหนึ่งเถิด เป๊กพีรับธงจากหงออ๋อง วิ่งมาบอกซุ่นบู๊จู๋ตามคำเจ้าเมืองหงอสั่ง ซุ่นบู๊จู๋จึงว่าอันการศึกสงครามนั้นจะทำเป็นเล่นนั้นอยู่มิได้ เจ้าเมืองหงอก็ให้อาญาสิทธิ์แก่เราเป็นแม่ทัพจัดแจงการศึกปราบปรามทแกล้วทหารสิทธิ์ขาดแล้ว และจะกลับถอนคืนคำขอนางจอกี๋นางอิวกี๋ไว้นั้นมิควร ถึงเจ้าเมืองหงอจะว่ากล่าวโทษเคืองเราประการใดก็ตามเถิด แล้วก็สั่งทหารให้ตัดศีรษะนางจอกี๋นางอิวกี๋เสีย

บรรดาหญิงสามร้อยเห็นก็กลัวเกรงซุ่นบู๊จู๋ ซุ่นบู๊จู๋ก็เลือกเอาสาวใช้ในพวกสามร้อยนั้น เป็นนายกองแทนนางจอกี๋นางอิวกี๋หัดไปใหม่ แล้วก็สั่งให้ตีกลองขึ้น หญิงทั้งหลายนั้นก็ยืนขึ้นพร้อมกัน ตีกลองขึ้นสองครั้ง กองซ้ายก็วิ่งไปกองขวา กองขวาก็วิ่งไปอยู่กองซ้าย ครั้นตีกลองขึ้นสามครั้ง ก็เงื้ออาวุธขึ้นจะรบ ครั้นตีม้าล่อสัญญาขึ้นต่างคนก็กลับมายืนที่ตามเดิม

ซุ่นบู๊จู๋เห็นหญิงสามร้อยหัดเพลงรบพร้อมเพรียงชำนิชำนาญแล้วจึงให้คนไปบอกแก่เจ้าเมืองหงอว่า หญิงสามร้อยซึ่งได้มาหัดรบนั้นได้ชำนาญการดีแล้ว เจ้าเมืองหงอได้ฟังดังนั้นคิดอาลัยถึงนางจอกี๋นางอิวกี๋ผู้ตายนั้นยิ่งนัก ก็สั่งให้เอาศพไปฝัง ณ เขาฮวยซัวแล้วให้ปลูกศาลขึ้นไว้ตั้งชื่อศาลว่าไอกี๋ เจ้าเมืองหงอนึกขัดเคืองซุ่นบู๊จู๋คิดจะไม่เอาไว้ใช้สอยสืบไป หงอจูสู่รู้ในกิริยาจึงว่าแก่เจ้าเมืองหงอว่า อันการศึกเป็นการสำคัญนัก ซุ่นบู๊จู๋แกล้งฆ่านางทั้งสองคนเสียคิดจะดูใจท่าน ประการหนึ่ง จะไว้สง่าแก่ทหารทั้งปวงให้เห็นว่าสิทธิ์ขาด จึงจะคิดกลัวเกรงอยู่ในบังคับบัญชาแม่ทัพนายกองเป็นตัวอย่างสืบไป และท่านจะมารักนางทั้งสองคนยิ่งกว่าเมืองฌ้ออีกหรือ อันหญิงรูปงามพอจะหาได้ แม่ทัพซึ่งมีสติปัญญาดังซุ่นบู๊จู๋นั้นหายาก และท่านจะเห็นแก่นางจอกี๋นางอิวกี๋นั้นมิชอบ หงออ๋องได้ฟังหงอจูสู่ว่าดังนั้นก็คิดได้ จึงตั้งให้ซุ่นบู๊จู๋เป็นเสียงจงกุ๋นขุนนางผู้ใหญ่

ซุ่นบู๊จู๋ก็คิดจัดแจงกองทัพและเสบียงเตรียมไว้เป็นอันมาก หงอจูสู่จึงไปถามซุ่นบู๊จู๋ว่า ซึ่งท่านว่าจะกำหนดให้ยกกองทัพไปตีเมืองฌ้อนั้นเมื่อใด ซุ่นบู๊จู๋จึงว่า เอียมอีเจ๊กหยองซึ่งเป็นเสี้ยนหนามต่อแผ่นดินเมืองหงอ บัดนี้ไปอาศัยอยู่เมืองสิวคนหนึ่ง เมืองจองอู๋คนหนึ่ง จำจะคิดไปจับตัวเอียมอีเจ๊กหยองมาฆ่าเสียก่อนจึงจะสิ้นห่วงหลัง ถึงจะยกไปตีเมืองฌ้อก็เป็นการหน้าเดียวคิดทำได้ถนัด หงอจูสู่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วยจึงไปบอกแก่เจ้าเมืองหงอ เจ้าเมืองหงอจึงว่า อันเมืองสิวเมืองจองอู๋ สองเมืองนี้เป็นแต่เมืองเล็กน้อย จะยกทัพไปทำไมให้ป่วยการรี้พล แต่มีหนังสือเราไปให้เจ้าเมืองทั้งสองจับตัวเอียมอีเจ๊กหยองส่งมาให้ก็จะได้ แล้วเจ้าเมืองหงอก็ใช้ทหารสองคนถือหนังสือแยกกันไปเมืองสิวคนหนึ่ง เมืองจองอู๋คนหนึ่ง ฝ่ายเจ้าเมืองสิว เจ้าเมืองจองอู๋แจ้งในหนังสือเจ้าเมืองหงอดังนั้น ครั้นจะจับเอียมอีเจ๊กหยองส่งไปให้เจ้าเมืองหงอก็จะฆ่าเสียคิดสงสาร ก็ลอบบอกขุนนางไปแนะให้เอียมอีเจ๊กหยองหนีไปให้พ้นเมือง แล้วเจ้าเมืองสิวเจ้าเมืองจองอู๋เอาความซึ่งเอียมอีเจ๊กหยองหนีไปนั้นบอกแก่ผู้ถือหนังสือ ผู้ถือหนังสือก็กลับไป

ฝ่ายเอียมอีเจ๊กหยองครั้นได้แจ้งความตามเจ้าเมืองสิวเจ้าเมืองจองอู๋ให้ขุนนางมาบอก เจ๊กหยองก็หนีออกจากเมืองจองอู๋ เอียมอีก็หนีออกจากเมืองสิว พอมาบรรจบกันที่ทางร่วมพากันไปอยู่เมืองฌ้อเข้าหาฌ้อเจียวอ๋อง เล่าความให้ฌ้อเจียวอ๋องฟังทุกประการ ฌ้อเจียวอ๋องดีใจนัก จึงคิดว่าเอียมอีเจ๊กหยองมีความพยาบาทอยู่กับเจ้าเมืองหงอเป็นอันมากจะเกลี้ยกล่อมไว้ใช้เห็นจะได้ราชการ แล้วสั่งให้เอียมอีเจ๊กหยองเป็นนายทหารออกไปอยู่ ณ บ้านซูเสียซ้อมหัดทหารทั้งปวง

ฝ่ายทหารเมืองหงอสองคนซึ่งถือหนังสือไปเมืองสิวเมืองจองอู๋นั้นกลับมาก็เอาความไปแจ้งแก่เจ้าเมืองหงอว่า เจ้าเมืองสิวเจ้าเมืองจองอู๋บอกว่าเอียมอีเจ๊กหยองหนีไปจากเมืองแล้ว เจ้าเมืองหงอได้ฟังก็โกรธจึงสั่งซุ่นบู๊จู๋จัดกองทัพไปตีเมืองสิว เจ้าเมืองสิวรู้ว่าเจ้าเมืองหงอยกมาตกใจนัก ก็หนีไปอยู่เมืองฌ้อ เจ้าเมืองหงอก็ให้ซุ่นบู๊จู๋จัดทหารเข้ารักษาเมืองสิวไว้ แล้วยกทัพไปตีเมืองจองอู๋จับเจ้าเมืองจองอู๋ได้ ได้ความว่าเอียมอีเจ๊กหยองไปอยู่ซูเสีย ก็รีบยกกองทัพไปตีซูเสียปลายแดนเมืองฌ้อ จับเอียมอีเจ๊กหยองได้ฆ่าเสียทั้งสองคน เจ้าเมืองหงอก็ปรึกษาซุ่นบู๊จู๋ว่า จะยกกองทัพตีเข้าไปให้ถึงเมืองฌ้อทีเดียว ท่านจะเห็นประการใด ซุ่นบู๊จู๋จึงว่า ทแกล้วทหารเราก็อิดโรยกันอยู่แล้ว เรายกกลับไปเมืองก่อนเถิด เจ้าเมืองหงอเห็นชอบด้วยก็สั่งให้ยกทัพกลับมาเมือง แล้วคิดอ่านปรึกษากันกับขุนนางทั้งปวงด้วยจะไปตีเมืองฌ้อ

หงอจูสู่จึงว่า ข้าพเจ้าคิดจะแบ่งทหารเป็นสามกองผลัดเปลี่ยนกันยกไปตีด่านเมืองฌ้อเนืองๆ ถ้าทัพเมืองฌ้อยกออกมารบ เราก็จะทำล่ากลับมาเมืองเรา ทัพเมืองฌ้อเห็นทัพเมืองเรากลับมาแล้วก็จะกลับไปเมืองบ้าง เราจะผลัดเปลี่ยนกันยกไปรบกวน อย่าให้พวกเมืองฌ้อทำไร่นาหากินได้จนกว่าทหารรี้พลจะร่วงโรยลง ได้ท่วงทีแล้วเราจึงจะยกทัพใหญ่ไปตีเมืองฌ้อเห็นจะสมความคิดเป็นมั่นคง เจ้าเมืองหงอได้ฟังหงอจูสู่ว่าเห็นชอบด้วย ก็ให้แบ่งรี้พลออกเป็นสามกองผลัดกันยกไปรบกวนเมืองฌ้อมิให้เป็นสุข

ฝ่ายอับหลีนั้นมีลูกสาวคนหนึ่งชื่อนางเซงเง็ก อับหลีมีความรักใคร่ยิ่งนัก วันหนึ่งอับหลีนั่งเสพสุราอยู่ข้างใน จงโพ่ทำปลาตัวใหญ่เข้าไปให้อับหลีกินมีรสยิ่ง นึกคิดถึงเซงเง็กผู้ลูกสาว ก็ให้แบ่งเอาปลานั้นไปให้แก่นางเซงเง็ก นางเซงเง็กเห็นจึงว่าบิดาหารักเราไม่ แกล้งเอาปลาเป็นเดนมาให้แก่เรา เราได้ความอัปยศแก่คนทั้งปวง นางเซงเง็กน้อยใจนักก็ร้องไห้เข้าไปในห้องเอาเชือกผูกคอถึงแก่ความตาย คนใช้ก็วิ่งมาบอกแก่อับหลี อับหลีตกใจก็ร้องไห้ด้วยความอาลัยนางเซงเง็กผู้ลูกยิ่งนัก แล้วก็ให้จัดแจงเอาศพนางเซงเง็กไปฝังไว้ ณ ประตูเซียงหมึงทิศตะวันตก แล้วเอาเงินทองแก้วแหวนกับกระบี่พวนเท้งอันเป็นที่รักของอับหลีไปฝังลงไว้ด้วย แล้วให้จับเอาไพร่บ้านเมืองหมื่นคนไปฝังล้อมศพนางเซงเง็กไว้ แล้วอับหลีจึงว่า ลูกเราจะตายก็มิได้ไปแต่ผู้เดียว มีคนไปด้วยถึงหมื่น ถึงตายไปก็มีความสุขอยู่เหมือนเมื่อยังมีชีวิตอยู่เหมือนกัน ฝ่ายราษฎรซึ่งบุตรภรรยาพี่น้องไปพลอยตายด้วยนางเซงเง็กนั้นได้ความเดือดร้อนเป็นอันมาก แต่ไม่นินทาว่ากล่าวได้ด้วยกลัวอับหลีอยู่

ขณะนั้นฌ้อเจียวอ๋องเจ้าเมืองฌ้อนอนอยู่บนเตียง ครั้นตื่นขึ้นแลเห็นกระบี่เล่มหนึ่งวางอยู่ข้างที่นอนก็คิดประหลาดใจนัก ครั้งรุ่งขึ้นเช้าก็ถือกระบี่ออกมานั่ง ณ ที่ว่าราชการ ให้หาห้องหูจือซึ่งเป็นช่างอาวุธนั้นเข้ามาแล้วส่งกระบี่ซึ่งได้นั้นให้ดู ห้องหูจือเห็นกระบี่ก็จำได้ จึงถามฌ้อเจียวอ๋องว่ากระบี่เล่มนี้ท่านได้มาแต่ไหน ฌ้อเจียวอ๋องจึงว่า คืนนี้เรานอนในที่นอน ตื่นขึ้นเห็นกระบี่เล่มนี้วางอยู่ข้างที่นอน หารู้ว่าผู้ใดเอามาไว้ไม่ ของอันนี้จะดีหรือชั่วประการใด ห้องหูจือจึงว่า กระบี่เล่มนี้ชื่อจิมหลู เกิดแต่ครั้งเจ้าเมืองอวดให้เกียวจือช่างกระบี่เมืองหงอมาทำห้าเล่ม เจ้าเมืองอวดให้แก่อีมุยเจ้าเมืองหงอสามเล่ม ชื่ออิวตึ้งเล่มหนึ่ง พวนเท้งเล่มหนึ่ง จิมหลู เล่มหนึ่ง ได้ต่อกันมาจนถึงอับหลี อับหลีได้เอาอิวตึ้งนั้นแทงอ๋องเหลียวถึงแก่ความตายแล้วหาเอาออกใช้ไม่ พวนเท้งนั้นอับหลีฝังไว้กับศพนางเซงเง็ก แต่จิมหลูเล่มเดียวนี้หาได้ใช้ทำสิ่งใดไม่ อันกระบี่จิมหลูนี้ทำด้วยทองทั้งห้า ถ้าชักออกจากฝักมีสีดุจฟ้าแลบ ถ้าเหน็บไว้กับตัวเป็นสง่าแก่คน ถ้าแม้นเจ้าเมืองทำให้ผิดประเพณีแล้ว กระบี่ก็หนีออกจากเมือง ถ้าตกไปอยู่เมืองใด เมืองนั้นก็จะยั่งยืนมีความสุขสืบไป ซึ่งกระบี่มาจากเมืองหงอนั้น เพราะอับหลีฆ่าอ๋องเหลียวเสียขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทน แล้วซ้ำเอาไพร่บ้านพลเมืองไปฝังกับลูกสาวหมื่นหนึ่งให้อาณาประชาราษฎร์ได้ความเดือดร้อน กระบี่จึงหาอยู่ด้วยไม่ มาอยู่เมืองนี้ก็เพราะบุญของท่าน ท่านจงรักษาไว้ให้ดีเถิด บ้านเมืองจะอยู่เย็นเป็นสุข ฌ้อเจียวอ๋องได้ฟังดังนั้นรักกระบี่นัก ก็เอาไว้ถือสำหรับมืออยู่มิได้ขาด แล้วประกาศแก่ไพร่บ้านพลเมืองให้รู้ทั่วกันว่า เทวดาเอากระบี่จิมหลูมาให้

ฝ่ายอับหลีเจ้าเมืองหงอเห็นกระบี่จิมหลูหายไปคิดเสียดายนักก็ให้คนไปเที่ยวค้นหามิได้พบ มีคนมาบอกว่ากระบี่จิมหลูตกไปอยู่เมืองฌ้อ เจ้าเมืองหงอจึงว่า ซึ่งกระบี่เราตกไปอยู่เมืองฌ้อนั้น ดีร้ายฌ้อเจียวอ๋องจะติดสอยให้คนสนิทในเราลักเอาไปให้เป็นมั่นคง ก็ให้ทหารจับตัวคนซึ่งใช้สอยสนิทนั้นไปฆ่าเสียสามสิบคน แล้วจึงให้หงอจูสู่ ซุ่นบู๊จู๋ เป๊กพี สามนายเกณฑ์ทัพยกไปตีเมืองฌ้อ แล้วใช้ให้คนไปขอกองทัพเจ้าเมืองอวดให้ยกมาบรรจบช่วย เจ้าเมืองอวดได้แจ้งดังนั้นจึงปรึกษากับขุนนางว่า อันเมืองเรากับเมืองฌ้อนี้รักใคร่เป็นไมตรีกันมายืดยาว ยังหามีข้อร้าวฉานแก่กันไม่ และซึ่งจะยกกองทัพไปช่วยเจ้าเมืองหงอตีเมืองฌ้อนั้นมิควร เจ้าเมืองอวดก็หาไปไม่

ฝ่ายหงอจูสู่ ซุ่นบู๊จู๋ เป๊กพี สามนายกองซึ่งยกกองทัพไปนั้นครั้นถึงปลายแดนเมืองฌ้อก็ตีได้ซิมอิบลกอิบ แล้วก็เข้าตั้งอยู่คอยกองทัพหาเห็นอุดหนุนเพิ่มเติมมาไม่ ก็ล่าทัพกลับไปเมือง แจ้งความกับเจ้าเมืองหงอตามซึ่งได้ทำนั้นทุกประการ อับหลีนั้นครั้นรู้ว่าเจ้าเมืองอวดหายกกองทัพไปช่วยทำการแก้แค้นเมืองฌ้อไม่ ก็คิดจะไปตีเมืองอวด จึงปรึกษาด้วยขุนนางทั้งปวง ซุ่นบู๊จู๋จึงห้ามว่า ข้าพเจ้าเห็นดาวประจำเมืองอวดยังสุกใสอยู่ ซึ่งจะยกไปตีเมืองอวดนั้นเห็นไม่ได้ ข้าพเจ้าเกรงจะมีเหตุภายหลัง แล้วข้อหนึ่งรี้พลเราซึ่งยกไปตีซิมอิบพึ่งกลับมายังอิดโรยอยู่ อับหลีได้ฟังดังนั้นหาเชื่อฟังถ้อยคำซุ่นบู๊จู๋ไม่ ก็สั่งให้จัดกองทัพยกไปตีเมืองอวด ครั้นเดินทัพไปถึงพิกลี้ปลายแดนเมืองอวดก็สั่งให้ทหารตีเข้าไปโดยกำลังโกรธ

ฝ่ายหยุนเสียวเจ้าเมืองอวดรู้ว่าทัพเมืองหงอยกมาตีปลายแดนก็เกณฑ์กองทัพออกมารบทานกำลังทัพเมืองหงอมิได้ ก็ถอยทัพกลับไปรักษาเมือง กองทัพเมืองหงอก็กวาดเอาครอบครัวข้าวของที่พิกลี้นั้นได้เป็นอันมาก อับหลีก็ให้เลิกทัพกลับมาเมือง ฝ่ายซุ่นบู๊จู๋จึงลอบบอกแก่หงอจูสู่ว่า ท่านคอยดูไปเถิดยังอีกสิบสี่ปี เมืองหงอจะเสียแก่เมืองอวด หงอจูสู่ได้ฟังดังนั้นก็นิ่งไว้แต่ในใจ ด้วยยังไม่เชื่อในถ้อยคำซุ่นบู๊จู๋เป็นแน่ ขณะนั้นอับหลีได้เป็นหงออ๋องเจ้าเมืองหงอได้ห้าปี

ฝ่ายลงเหียขุนนางเมืองฌ้อ ตั้งแต่หงอจูสู่ ซุ่นบู๊จู๋ เป๊กพียกทัพมาตีซิมอิบลกอิบไปได้ก็มีความขัดเคืองยิ่งนัก คิดจะทำตอบแทนแก้มือบ้าง จึงจัดกองทัพเรือเป็นอันมากยกมาตีปลายแดนเมืองหงอ ชาวด่านก็เข้าไปแจ้งแก่เจ้าเมืองหงอ เจ้าเมืองหงอก็ให้หงอจูสู่ซุ่นบู๊จู๋ยกทัพเรือออกมารบด้วยทัพเมืองฌ้อเป็นสามารถ ลงเหียเห็นจะสู้มิได้ก็ล่าทัพกลับไปเมือง

พวกเมืองหงอจับเซียนหงวนทหารเมืองฌ้อได้คนหนึ่ง ครั้นลงเหียหนีไปแล้วก็ถอยกองทัพกลับมาเมือง เอาความซึ่งทำศึกมีชัยแก่ลงเหียนั้นเข้าไปแจ้งแก่อับหลี อับหลีจึงว่า ซึ่งท่านตีลงเหียแตกไปครั้งนี้ก็เป็นความชอบอยู่แล้ว แต่ศึกได้ทีถึงเพียงนี้ ถ้าติดตามไปจับเอาตัวลงเหียให้ได้ เราจะขอบใจท่านทั้งสองยิ่งนัก หงอจูสู่จึงว่า ซึ่งจะฆ่าลงเหียและเจ้าเมืองฌ้อนั้นข้าพเจ้าคิดอยู่เช้าเย็นมิได้ขาด ซึ่งศึกได้ทีและข้าพเจ้าปล่อยให้ลงเหียกลับไปครั้งนี้ เพราะได้ข่าวว่าลงเหียเป็นคนโลภ มีแต่จะเบียดเบียนหัวเมืองทั้งปวงให้ได้ความเดือดร้อน นานไปต่างคนก็จะคิดเอาใจออกห่าง และจะฆ่าลงเหียเสียนั้น เหมือนช่วยทำนุบำรุงเมืองฌ้อให้ยั่งยืนต่อไป อับหลีได้ฟังหงอจูสู่ว่าดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงสั่งให้ซุ่นบู๊จู๋ไปซ้อมหัดทแกล้วทหารตระเตรียมไว้ให้พร้อม

ขณะนั้นหัวเมืองทั้งปวงได้ยินข่าวเล่าลือปรากฏไปว่าเทวดาเอากระบี่จิมหลูอันเป็นของวิเศษมาให้แก่ฌ้อเจียวอ๋อง ครั้งนั้นต่างคนก็คิดเกรงกลัวตกแต่งข้าวของมาคำนับฝากตัวฌ้อเจียวอ๋องเป็นอันมาก ฝ่ายเจ้าเมืองชัวมีถ้วยศิลาหยกคู่หนึ่ง เสื้อขนหนูเงินสองผืน เป็นของรักของเจ้าเมืองชัว จึงแบ่งเอาสิ่งละอย่างไปเป็นกำนัลคำนับฌ้อเจียวอ๋อง ณ เมืองฌ้อ ลงเหียขุนนางผู้ใหญ่เมืองฌ้อเห็น จึงให้คนไปว่ากับเจ้าเมืองชัวว่า ถ้วยศิลาหยกกับเสื้อขนหนูเงินเช่นเอาไปให้กับฌ้อเจียวอ๋องนั้นจะใคร่ได้บ้าง เจ้าเมืองชัวจึงว่า ของเรายังเหลืออยู่สิ่งละอย่าง จะเอาไว้สำหรับตัวซึ่งจะให้ไปนั้นไม่ได้ คนใช้ก็มาบอกลงเหียตามถ้อยคำเจ้าเมืองชัว ลงเหียคิดขัดเคืองแต่มิได้ออกปาก พอเจ้าเมืองถังมาคำนับเจ้าเมืองฌ้อ มีม้าขาวเทียมเกวียนมาคู่หนึ่งมีฝีเท้า รูปงามใหญ่สูงมีกำลังมาก ลงเหียเห็นก็คิดรักจะใคร่ได้จึงให้คนไปขอเจ้าเมืองถัง เจ้าเมืองถังไม่ให้ ลงเหียก็คิดพยาบาท ครั้นเจ้าเมืองชัวเมืองถังจะลากลับไปเมือง ลงเหียจึงไปยุแก่ฌ้อเจียวอ๋องว่า เจ้าเมืองชัวเจ้าเมืองถังสองคนนี้เป็นคนไม่ตรง ถ้าท่านปล่อยให้กลับไปเมืองแล้วก็คงจะเข้าด้วยเมืองหงอที่ไหนจะกลับมาขึ้นอยู่กับเรา ท่านอย่าปล่อยให้ไปเลย ฌ้อเจียวอ๋องก็เชื่อด้วยคิดว่าลงเหียเป็นขุนนางผู้ใหญ่ที่ไหนจะเก็บเอาความเท็จมาว่า จึงสั่งให้ทหารเอาตัวเจ้าเมืองชัวเจ้าเมืองถังไปคุมไว้ แล้วให้ทหารพันหนึ่งผลัดเปลี่ยนกันรักษา

ฝ่ายบุตรเจ้าเมืองถัง แต่คอยบิดาถึงสามปีหาเห็นกลับมาเมืองไม่ มีความสงสัยนัก จึงให้กองซุ่นเตียกไปตามบิดา ณ เมืองฌ้อ ฟังดูเหตุผลร้ายดีประการใดบ้าง ครั้นกองซุ่นเตียกไปถึงเมืองฌ้อแล้วก็ตรงเข้าไปหาเจ้าเมืองถัง บอกเจ้าเมืองถังว่าบุตรของท่านใช้ข้าพเจ้ามาตาม เป็นไรท่านจึงไม่กลับไปเมือง ยังเกี่ยวข้องอยู่ด้วยธุระประการใดหรือ เจ้าเมืองถังก็เล่าความแต่ต้นจนต้องมาคุมอยู่นั้นให้กองซุ่นเตียกฟังทุกประการ กองซุ่นเตียกจึงว่า ท่านรักม้ายิ่งกว่าตัวอีกเล่า จนต้องมาคุมอยู่ถึงเพียงนี้ ท่านจงเอาม้าไปให้ลงเหียเสียเถิด จะได้พากันกลับไปบ้านเมือง เจ้าเมืองถังจึงว่า อันม้าสองตัวนี้เรารักเสมอชีวิต แต่ฌ้อเจียวอ๋องเรายังไม่ให้ และจะมาให้กับลงเหียนั้น ไปข้างหน้าก็จะเคยใจข่มเหงเอาเนืองๆ กองซุ่นเตียกได้ฟังดังนั้น ครั้นจะว่าหนักไปก็กลัวเจ้าเมืองถังจะขัดเคือง จึงมาลอบปรึกษากับนายม้าว่า นายเรารักม้ายิ่งกว่าบุตรภรรยาและบ้านเมือง ถ้ามิให้ม้าแก่ลงเหียแล้วที่ไหนจะได้กลับไป เราคิดว่าจะลักเอาม้าสองตัวนี้ไปให้ลงเหีย แต่พอให้นายเราพ้นโทษได้กลับไปเมือง เมื่อนายเราจะโกรธว่าเราล่วงเกินจะเอาโทษประการใดก็ตามเถิด นายม้าก็เห็นด้วย จึงไปจูงเอาม้าขาวสองตัวมาให้กองซุ่นเตียก กองซุ่นเตียกก็เอาไปให้แก่ลงเหียแล้วบอกว่า นายข้าพเจ้าเห็นว่าท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่มีนํ้าใจโอบอ้อมอารีจะเป็นที่พึ่งแก่ผู้น้อย จึงให้ข้าพเจ้าเอาม้ามาคำนับขอบุญท่านช่วยให้ได้กลับไปเมือง

ลงเหียได้ม้าสมความคิดมีความยินดีก็รับคำกองซุ่นเตียก ครั้นรุ่งขึ้นเพลาเช้า ลงเหียก็เข้าไปว่ากับฌ้อเจียวอ๋องว่า อันเจ้าเมืองถังซึ่งให้คุมไว้นั้นข้าพเจ้าคิดเห็นว่า หัวเมืองทั้งปวงจะครหานินทาได้ แล้วเมืองถังก็เป็นเมืองเล็ก ไพร่บ้านพลเมืองก็น้อย ถึงมาตรว่าจะไปเข้าด้วยเมืองหงอก็จะกลัวอะไร ขอให้กลับไปเสียเถิด ฌ้อเจียวอ๋องก็ให้ปล่อยเจ้าเมืองถังกลับไปเมืองตามถ้อยคำลงเหีย ฝ่ายเจ้าเมืองถังครั้นพ้นโทษแล้วก็ชวนกองซุ่นเตียกกับนายม้าลักม้าเอาไปให้ลงเหียนั้น เจ้าเมืองถังก็กลับไปให้รางวัลกองซุ่นเตียกกับนายม้าตามสมควร

ฝ่ายเจ้าเมืองชัวรู้ว่าเจ้าเมืองถังเอาม้าไปให้ลงเหียและตัวได้กลับไปเมืองก็คิดจะใคร่ได้กลับไปเมืองบ้าง จึงเอาถ้วยศิลาหยกกับเสื้อขนหนูเงินซึ่งเป็นของรักนั้นไปให้แก่ลงเหีย ลงเหียรับเอาสิ่งของแล้วก็เข้าไปว่าลับฌ้อเจียวอ๋องว่า อันเจ้าเมืองชัวเมืองถังนี้ข้อความอันเดียวกัน ปล่อยเจ้าเมืองถังไปแล้วมิปล่อยเจ้าเมืองชัวเล่า ก็ดูหาเป็นสัจธรรมไม่ ข้าพเจ้าจะขอให้ปล่อยเจ้าเมืองชัวเสียเถิด ฌ้อเจียวอ๋องมิได้ขัดขืน ลงเหียก็สั่งทหารให้ปล่อยเจ้าเมืองชัวกลับไปเมือง เจ้าเมืองชัวก็พาพรรคพวกกลับไปถึงแม่นํ้าฮั่นจุ๊ยแล้วคิดความพยาบาทฌ้อเจียวอ๋องกับลงเหียเป็นอันมาก จึงสาบานตัวต่อแม่น้ำว่า ถ้าเรามิได้คิดข้ามแม่น้ำฮั่นจุ๊ยกลับคืนมารบเมืองฌ้อแล้ว ขออย่าให้เรามีชีวิตสืบไป แล้วเจ้าเมืองชัวก็ข้ามแม่น้ำรีบกลับมาถึงบ้าน จึงให้จือหงวนผู้บุตรกับขุนนางคนหนึ่งไปขอกองทัพเมืองจิ๋น ถ้าเมืองจิ๋นเคลือบแคลงอยู่มิเชื่อใจ ก็ให้จือหงวนผู้บุตรอยู่กับเจ้าเมืองจิ๋นเป็นจำนำแทนตัวเจ้าเมืองชัวเถิด จือหงวนกับขุนนางก็พากันไปเมืองจิ๋น เข้าไปแจ้งความตามถ้อยคำเจ้าเมืองชัวผู้บิดาทุกประการ

ฝ่ายจิ๋นเจียวก๋งเจ้าเมืองจิ๋นนั้น แจ้งว่าเจ้าเมืองชัวให้มาขอกองทัพไปตีเมืองฌ้อครั้งนั้น ก็นำเอาข้อความบอกขึ้นไปกราบทูลพระเจ้าจิวเค่งอ๋อง พระเจ้าจิวเค่งอ๋องก็ให้เล่ากึงขุนนางผู้ใหญ่จัดแจงกองทัพหัวเมืองทั้งปวง เล่ากึงก็ถือรับสั่งพระเจ้าจิวเค่งอ๋องมาเกณฑ์ทัพสิบเจ็ดหัวเมืองให้ยกไปพร้อมกัน ณ ที่เตียวหลิม แล้วเล่ากึงก็ตั้งซื่อเอี๋ยงขุนนางเมืองจิ๋นให้เป็นแม่ทัพ ซุ่นอี๋นเป็นปลัดทัพได้ว่ากล่าวกองทัพหัวเมืองทั้งปวง ซุ่นอี๋นจึงให้คนไปบอกกับขุนนางเมืองชัวว่า เมื่อครั้งเจ้าเมืองชัวไปฝากตัวกับเจ้าเมืองฌ้อก็แต่งของกำนัลไปคำนับเป็นอันมาก ครั้งนี้เรายกกองทัพมาโดยทางกันดารด้วยธุระของเจ้าเมืองชัว และเจ้าเมืองชัวจะมีสิ่งอันใดมาให้เป็นค่าเหนื่อย ค่าป่วยการเราบ้าง เจ้าเมืองชัวจึงตอบว่า จะมีแต่ลงเหียขุนนางเมืองฌ้อเล่า บัดนี้มาพบซุ่นอี๋นอีกดังนี้ ถ้าซุ่นอี๋นจะคิดเอาบำเหน็จค่าเหนื่อยนั้น ให้ซุ่นอี๋นเร่งตีเอาเมืองฌ้อเข้าไปให้ได้ ที่เกงเสียงหกหมื่นเส้นเศษซุ่นอี๋นจงเอาเป็นค่าจ้างเถิด คนใช้ก็กลับมาบอกแก่ซุ่นอี๋น ซุ่นอี๋นมีความละอายแก่เจ้าเมืองชัวนักก็นิ่งอยู่หาได้ตอบแทนประการใดไม่

ขณะนั้นพระเจ้าจิวเค่งอ๋องเสวยราชสมบัติได้สิบสี่ปี เป็นเทศกาลเดือนห้า เผอิญให้ฝนตกมาก เล่ากึงขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองหลวงซึ่งมาเกณฑ์กองทัพนั้นป่วยลง ซุ่นอี๋นจึงว่ากับซื่อเอี๋ยงแม่ทัพว่า แต่บรรดาหัวเมืองทั้งปวงที่มีสติปัญญา จะหาเสมอเจ๋หวนก๋งนั้นเห็นหายาก เมื่อเจ๋หวนก๋งกับหัวเมืองทั้งปวงยกมาตั้งอยู่เตียวหลีนครั้งนั้นก็หมายจะตีเอาเมืองฌ้อให้ได้ จะเห็นเหตุประการใดจึงเลิกทัพกลับไปเมือง และซึ่งเรายกมาครั้งนี้ฝนก็ตกมากลู่ทางจะเดินก็กันดาร แล้วเล่ากึงขุนนางผู้ใหญ่ก็ป่วยหนัก จำจะคิดอ่านกลับไปเมืองเสียก่อนท่านจะเห็นประการใด ซื่อเอี๋ยงแม่ทัพได้ฟังซุ่นอี๋นว่าดังนั้น จึงคิดว่าเรายกมาครั้งนี้ เจ้าเมืองชัวก็หามีสิ่งของมาคำนับไม่ คิดจะเอาแต่ความลำบากมาให้เป็นกำนัลเราฝ่ายเดียว ต้องการอะไรจะเอาเป็นธุระ แล้วจึงว่ากับซุ่นอี๋นว่า ท่านคิดอย่างนี้เราเห็นชอบด้วยอยู่แล้ว ซื่อเอี๋ยงก็ให้คนถือหนังสือบอกไปแจ้งแก่เจ้าเมืองจิ๋นว่า ในกองทัพบังเกิดความไข้ เล่ากึงขุนนางผู้ใหญ่ก็ป่วยหนัก ฝนตกนํ้ามากจะเดินทัพมิได้ ซึ่งจะยกทัพไปนั้นเห็นจะเสียทีแก่พวกเมืองฌ้อเป็นมั่นคง เจ้าเมืองจิ๋นได้แจ้งในหนังสือบอกดังนั้นก็สั่งให้จือหงวนบุตรเจ้าเมืองชัวกลับไปเมือง แล้วมีหนังสือให้หาซื่อเอี๋ยงซุ่นอี๋น และบรรดานายทัพนายกองหัวเมืองต่างๆ ก็กลับไปเมือง

ฝ่ายเจ้าเมืองชัวครั้นกองทัพทั้งปวงเลิกกลับไปแล้วมีความน้อยใจนัก ครั้นจะตั้งอยู่ก็มิได้ จึงถอยทัพกลับมาถึงเมืองซิม และเมื่อเล่ากึงมาเกณฑ์กองทัพหัวเมืองนั้น ทัพเมืองซิมหายกไปไม่ เจ้าเมืองชัวโกรธก็สั่งให้กองซุ่นแซ่เข้าตีเมืองซิม จับซิมเกียวเจ้าเมืองได้ก็สั่งให้ทหารฆ่าเสีย แล้วจัดขุนนางให้อยู่รักษาเมืองซิมไว้ เจ้าเมืองชัวก็ยกไปเมือง ขณะนั้นลงเหียซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่อยู่ในเมืองฌ้อรู้ไปว่าเจ้าเมืองชัวไปชักชวนหัวเมืองทั้งปวงจะมาตีเมืองฌ้อ ก็เอาความเข้าไปแจ้งแก่ฌ้อเจียวอ๋อง ฌ้อเจียวอ๋องก็ให้ลงเหียเป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองชัว ลงเหียก็ยกไปล้อมเมืองชัวไว้

ฝ่ายเจ้าเมืองชัวครั้นลงเหียยกมาล้อมเมืองไว้ตกใจนัก จึงปรึกษาด้วยขุนนางทั้งปวง กองซุ่นแซ่จึงว่า ครั้งก่อนเราไปพึ่งเมืองจิ๋นก็หาตลอดไม่ ครั้งนี้เราไปพึ่งเมืองหงอเถิด ด้วยหงอจูสู่กับเป๊กพีพยาบาทกับเมืองฌ้อเห็นจะรับธุระเราเป็นมั่นคง เจ้าเมืองชัวได้ฟังกองซุ่นแซ่ว่าก็เห็นด้วย จึงให้ก๋งจือขินลูกชายน้อยกับกองซุ่นแซ่ไปชวนเจ้าเมืองถัง ไปขอกองทัพเมืองหงอ ถ้าได้สมความคิดแล้วให้ก๋งจือขินอยู่ด้วยเจ้าเมืองหงอ แต่กองซุ่นแซ่กับพวกเมืองถังนั้นให้นำกองทัพเมืองหงอมา ก๋งจือขินกองซุ่นแซ่ก็รับคำเจ้าเมืองชัวไปชวนเจ้าเมืองถัง เจ้าเมืองถังก็ให้ขุนนางคนหนึ่งไปด้วยก๋งจือขิน ครั้นมาถึงเมืองหงอก็เข้าไปหาหงอจูสู่ให้พาเข้าไปหาหงออ๋อง หงอจูสู่แจ้งดังนั้นจึงคิดว่า อันเมืองถังเมืองชัวนี้เป็นเมืองขึ้นอยู่กับเมืองฌ้อมาแต่เดิม เผอิญให้ขัดเคืองกัน กลับมาถึงเราครั้งนี้ก็เพราะบุญที่จะได้เมืองฌ้อ แล้วหงอจูสู่ก็พาก๋งจือขินกองซุ่นแซ่กับขุนนางเมืองถังเข้าไปคำนับแจ้งความแก่อับหลีว่า เจ้าเมืองฌ้อให้ลงเหียมาล้อมเมืองชัวไว้ เจ้าเมืองชัวหาที่พึ่งมิได้จะขอเอาท่านเป็นที่พึ่ง เจ้าเมืองชัวคิดกลัวท่านจะมิเชื่อจึงให้ก๋งจือขินผู้บุตรมาอยู่ด้วยท่านคนหนึ่ง ครั้งนี้ข้าพเจ้าเห็นได้ท่วงทีแล้วท่านจงยกกองทัพไปช่วยเมืองชัวให้ปรากฏแก่หัวเมืองทั้งปวงเถิด อับหลีก็รับเอาก๋งจือขินไว้ แล้วว่าแก่ขุนนางเมืองถังเมืองชัวว่า ท่านจงรีบกลับไปบอกแก่นายท่านเถิดอย่าให้วิตกเลยเราจะยกตามไปโดยเร็ว ขุนนางสองนายก็คำนับลากลับไปแจ้งแก่เจ้าเมืองชัว เจ้าเมืองถังตามคำอับหลีทุกประการ

ฝ่ายซุ่นบู๊จู๋ซึ่งไปซ้อมหัดทหารทัพเรืออยู่ ณ แม่น้ำกังเค้านั้น ได้ข่าวว่าหัวเมืองทั้งปวงซึ่งขึ้นอยู่กับเมืองฌ้อนั้นเอาใจออกห่างก็ดีใจ จึงพาทหารมาแจ้งแก่อับหลีแล้วว่า ถ้าเรายกไปตีเมืองฌ้อครั้งนี้เห็นจะได้ชัยชนะเป็นมั่นคง อับหลีได้ฟังดังนั้นจึงสั่งไทจือบัวผู้บุตรกับบีหลีให้อยู่รักษาเมือง แล้วสั่งให้ซุ่นบู๊จู๋เป็นแม่ทัพ หงอจูสู่กับเป๊กพีเป็นปลัดทัพ กงจือผูผู้น้องเป็นทัพหน้า กงจือชัวบุตรเป็นกองลำเลียง แล้วเกณฑ์ทหารหกหมื่นให้กิตติศัพท์ปรากฏว่าทหารสิบหมื่น ได้ฤกษ์ก็ให้ยกทัพเรือไปเมืองชัว

ฝ่ายลงเหียซึ่งมาล้อมเมืองชัวอยู่นั้น รู้ว่าเมืองหงอยกทัพเรือมาเป็นอันมาก กลัวทัพเมืองหงอจะกั้นทางไว้ จะข้ามแม่นํ้ามิได้ก็ทิ้งเมืองชัวเสีย ยกข้ามแม่น้ำฮั่นจุ๊ยไปตั้งมั่นอยู่ฟากเมืองฌ้อ แล้วจึงใช้ทหารถือหนังสือไปแจ้งแก่ฌ้อเจียวอ๋อง ณ เมืองฌ้อ ฝ่ายเจ้าเมืองชัวครั้นกองทัพเมืองฌ้อเลิกกลับไป จึงขึ้นบนเชิงเทินดูเห็นกองทัพเรือเมืองหงอยกมาเป็นอันมากดีใจนัก ก็ออกมาเชิญอับหลีเข้าไปในเมือง แล้วร้องไห้เล่าความซึ่งลงเหียทำข่มเหงนั้นให้ฟังทุกประการ พอเจ้าเมืองถังยกมาถึงเมืองชัวก็เข้าไปหาอับหลีว่าแก่อับหลีว่า ถ้าท่านจะยกไปตีเมืองฌ้อแล้วข้าพเจ้าจะไปให้ใช้ด้วยกองหนึ่ง อับหลีได้ฟังดังนั้นก็ยินดีนัก จึงสั่งซุ่นบู๊จู๋ซึ่งเป็นแม่ทัพให้เร่งจัดแจงยกไปโดยเร็ว ซุ่นบู๊จู๋สั่งให้ถอยเรือรบไปไว้ที่ฮั่นจุ๊ยทั้งสิ้นแล้วเกณฑ์ทหารให้ยกไปทางบก เจ้าเมืองถังเป็นปีกซ้าย เจ้าเมืองชัวเป็นปีกขวาเข้าในกระบวนทัพยกข้ามเขาจงซัวตัดตรงไปฮันเอี๋ยง เห็นกองทัพลงเหียอยู่ริมนํ้าฟากเมืองฌ้อ จึงสั่งให้กองทัพตั้งอยู่ริมแม่นํ้าฟากเมืองชัวคนละฟาก

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ