๒๑

ฝ่ายเจ๋ฮวนก๋งเจ้าเมืองเจ๋แจ้งความว่า ฮีมฮุนเจ้าเมืองฌ้อตั้งเตาก๊กบุตรเตาเป๊กปีเป็นที่เลงอีนขุนนางผู้ใหญ่ เตาก๊กฝึกสอนทแกล้วทหารเป็นอันมาก จึงคิดว่าถ้าจะนิ่งอยู่ดังนี้เห็นฮีมฮุนเจ้าเมืองฌ้อจะกำเริบคิดมาทำร้ายแก่เมืองเรา จำจะชักชวนหัวเมืองทั้งปวงยกไปปราบปรามเจ้าเมืองฌ้อเสียให้ราบคาบ เจ๋ฮวนก๋งก็ให้หากวนต๋งเข้ามาปรึกษาการซึ่งจะยกไปตีเมืองฌ้อยังไม่ทันขาดคำลง พอม้าเร็วเมืองเอียนถือหนังสือไปคำนับเจ๋ฮวนก๋ง เจ๋ฮวนก๋งรับหนังสือฉีกผนึกออกอ่านใจความว่า เจ้าเมืองเอียนขอคำนับมาถึงเจ๋ฮวนก๋ง ด้วยเจ้าเมืองปักหยงยกทัพมาจะตีเมืองเอียน ทแกล้วทหารในเมืองเอียนนี้น้อยนักเห็นจะสู้ทหารเมืองปักหยงมิได้ ขอเชิญท่านยกกองทัพไปช่วยปราบปรามเมืองปักหยงเสียสักครั้งหนึ่ง

เจ๋ฮวนก๋งแจ้งความในหนังสือบอกเจ้าเมืองเอียนดังนั้น จึงปรึกษากวนต๋ง กวนต๋งจึงว่าเมืองเรานี้อยู่ระหว่างกลาง ทางใต้นั้นต้องระวังทัพเมืองโจ๋ ทางตะวันตกเล่าต้องระวังทัพเมืองเต๊ก ฝ่ายทางเหนือนั้นต้องระวังทัพเมืองปักหยง มีความวิตกต้องระวังถึงสามด้าน ครั้งนี้เมืองปักหยงยกกองทัพมาตีเมืองเอียน เราควรจะยกไปเป็นทัพกระหนาบตีทัพเมืองปักหยงให้พ่ายแพ้สิ้นวิตกไปทางหนึ่ง เจ๋ฮวนก๋งได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วย ก็จัดกองทัพยกไปเมืองเอียน ยกทัพไปถึงเจซุยด่านปลายแดนเมืองฬ่อ

ฬ่อจงก๋งเจ้าเมืองฬ่อรู้ก็ออกมาต้อนรับเชิญเจ๋ฮวนก๋งเข้าเมือง เจ๋ฮวนก๋งจึงว่าเราช้าอยู่ไม่ได้ ด้วยเจ้าเมืองปักหยงยกมาตีเมืองเอียนกำลังรบพุ่งกันอยู่ เราจะเร่งยกไปช่วยเมืองเอียน ฬ่อจงก๋งจึงว่า ข้าพเจ้าจะขอยกไปกับท่านด้วยกองหนึ่ง เจ๋ฮวนก๋งจึงว่า หนทางข้างฝ่ายเหนือนั้นกันดารนัก ท่านอย่าเพิ่งไปให้ลำบากทแกล้วทหารเลย ถ้าหนักแน่นประการใดจึงให้มายืมทหารไปช่วย ฬ่อจงก๋งก็รับคำแล้วว่า ข้าพเจ้าจะจัดทัพเตรียมไว้ให้พร้อม ถ้ามีหนังสือมาถึงวันใดข้าพเจ้าจะยกไปให้ทันท่วงที เจ๋ฮวนก๋งก็มีความยินดีนักก็ลาฬ่อจงก๋งยกออกจากเจซุยด่านปลายแดนเมืองฬ่อ ฝ่ายบิดหลูเจ้าเมืองปักหยงมาล้อมเมืองเอียนประมาณสองเดือนเศษ จับได้ครอบครัวไว้เป็นอันมาก รู้ข่าวว่าเจ๋ฮวนก๋งยกทัพมาช่วยเมืองเอียนก็ล่าทัพกลับไปเมือง ฝ่ายเจ๋ฮวนก๋งก็รีบเดินทัพมาถึงบุนกวนด่านเมืองเอียน ก็สั่งให้หยุดทัพตั้งอยู่ฟังข่าวราชการก่อน

ฝ่ายเอียนจงก๋งเจ้าเมืองเอียน ครั้นบิดหลูเลิกทัพกลับไปแล้วรู้ว่าเจ๋ฮวนก๋งยกมาตั้งอยู่ ณ บุนกวน เอียนจงก๋งก็ยินดีนัก จึงออกมารับเจ๋ฮวนก๋งแล้วเล่าความที่ได้รบกับบิดหลูให้เจ๋ฮวนก๋งฟังทุกประการ กวนต๋งจึงว่ากับเจ๋ฮวนก๋งว่า เจ้าเมืองปักหยงยกมาล้อมเมืองเอียนไว้ครั้งนี้ รู้ว่าท่านยกมาช่วยจึงกวาดเอาแต่ครอบครัวแล้วเลิกทัพกลับไป ถ้ารู้ว่าท่านยกคืนไปแล้วก็จะยกกลับมาล้อมเมืองเอียนอีก เสียแรงได้ลำบากมาถึงนี่แล้วขอให้ไปตีเมืองปักหยงเสียทีเดียวเถิด เจ๋ฮวนก๋งเห็นชอบด้วย เอียนจงก๋งเจ้าเมืองเอียนจึงว่า ซึ่งท่านจะยกล่วงเลยไปตีเมืองปักหยงนั้น ข้าพเจ้าจะยกเป็นทัพหน้าไปด้วยทัพหนึ่ง เจ๋ฮวนก๋งจึงว่า ทแกล้วทหารต้องรบพุ่งอิดโรยอยู่แล้ว ถ้าคิดจะไปแก้แค้นเจ้าเมืองปักหยงด้วยเราก็ยกหนุนไปเอาแต่ข่าวให้ดังเถิด เอียนจงก๋งรับคำแล้วจึงบอกว่า ฝ่ายทิศตะวันออกหนทางแต่นี้ไปพันร้อยยี่สิบห้าเส้นถึงเมืองบูจ๋องต่อแดนเมืองปักหยง และเจ้าเมืองบูจ๋องกับบิดหลูเจ้าเมืองปักหยงนั้นมิได้คุ้นเคยไปมาหากัน ถ้าจะแต่งคนไปเกลี้ยกล่อมไปเป็นทัพหน้านำทางก็เห็นจะได้ราชการ

เจ๋ฮวนก๋งได้ฟังก็ใช้กองซุนสิบผองไปเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองบูจ๋อง เจ้าเมืองบูจ๋องก็รับเอาเงินทองไว้ แล้วจึงให้หอยีปันคุมทหารม้ากับทหารเดินทางสองพันมาด้วยกองซุนสิบผองเข้าสมทบกับเจ๋ฮวนก๋ง เจ๋ฮวนก๋งก็ให้ทองเงินเสื้อผ้ากับหอยีปันและทแกล้วทหารทั้งปวงเป็นอันมาก แล้วสั่งให้เป็นทัพหน้าเดินทางไปได้สองพันห้าร้อยเส้นถึงตำบลกุยจือใกล้แดนเมืองปักหยง เจ๋ฮวนก๋งได้ปลูกฉางข้าวทำเชิงเทินดินล้อมพักเสบียงไว้ที่นั้นแห่งหนึ่ง ให้เปาซกแหยกับโกเฮ็กสองนายซึ่งเมื่อยล้าอยู่รักษาฉางข้าว เจ๋ฮวนก๋งก็เลือกจัดเอาทหารที่มีกำลังยกรีบไปโดยเร็ว

ฝ่ายบิดหลูเจ้าเมืองปักหยงรู้ข่าวว่าเจ๋ฮวนก๋งยกกองทัพติดตามมา จึงปรึกษาด้วยซกไมนายทหารเอก ซกไมจึงว่าเจ๋ฮวนก๋งยกติดตามมาครั้งนี้เป็นทางไกลมาโดยรีบ ผู้คนเห็นจะอิดโรยเมื่อยล้าเป็นอันมาก เราจะยกกองทัพเข้าโจมตีอย่าให้ทันตั้งตัวลงได้ บิดหลูก็เห็นชอบด้วยจึงสั่งให้จัดทหารสามพันให้ซกไมยกไปซุ่มอยู่ตามทางคอยสกัดตีกองทัพเจ๋ฮวนก๋ง

ฝ่ายหอยีปันซึ่งเป็นทัพหน้าเจ๋ฮวนก๋งยกมานั้น เห็นซกไมยืนม้าขวางทางอยู่ ก็ขับม้าถือกระบองเหล็กเข้าไล่ตีซกไม ซกไมก็รับด้วยง้าวรบกันได้หลายเพลง ซกไมทำเสียทีถอยหนี หอยีปันก็ไล่ติดตามไป ซกไมจุดประทัดสัญญาณ พวกทหารซึ่งซุ่มอยู่ในดงก็ออกมาตัดกลางหุ้มเอาหอยีปันไป ม้าซึ่งหอยีปันขี่นั้นต้องอาวุธตายในที่รบ พอเจ๋ฮวนก๋งมาทันทีก็ให้เจ๋เสียงหูคุมทหารทวนห้าร้อยเข้าไล่แทงตะลุมบอนแก้เอาหอยีปันมาได้ กองทัพซกไมก็ตื่นแตกไปไม่เป็นหมวดเป็นกอง ซกไมก็ควบม้าไปเมือง เจ๋เสียงหูก็พาหอยีปันมาหาเจ๋ฮวนก๋ง หอยีปันมีความละอายนักก็ก้มหน้านิ่งอยู่ เจ๋ฮวนก๋งรู้ในกิริยาจึงว่าแก่หอยีปันว่า ท่านอย่าเสียใจเลยอันประเพณีทำศึกมิแพ้ก็ชนะ จึงให้เอาม้าที่มีฝีเท้ามาให้หอยีปันม้าหนึ่ง แล้วให้หอยีปันเป็นทัพหน้า รีบเดินทัพไปทางประมาณสองร้อยห้าสิบเส้น ถึงตำบลเขาหวนเลงซัว เจ๋ฮวนก๋งสั่งให้หยุดทัพขึ้นตั้งค่ายอยู่บนเขา เจ๋เสียงหูกับปินซูปูสองกองนั้น ตั้งค่ายอยู่บนเชิงเขาคนละค่าย แล้วเอาเกวียนตั้งเป็นสนามเพลาะไว้นอกค่ายอีกชั้นหนึ่ง ผลัดเปลี่ยนกันลาดตระเวนนั่งยามตามเพลิงรักษาเป็นมั่นคง

ฝ่ายบิดหลูเห็นซกไมเสียทัพกลับมา ก็ให้เร่งเกณฑ์ทหารอีกหมื่นหนึ่งเสร็จแล้ว บิดหลูกับซกไมก็ยกออกมาถึงปากทางช่องแคบข้างนอก แลเห็นค่ายตั้งอยู่บนเขาหวนเลงซัวค่ายหนึ่ง ตั้งอยู่เชิงเขารบกันแต่เวลาเช้าจนบ่ายมิได้แพ้ชนะแก่กัน บิดหลูก็ถอยทัพมาตั้งค่ายมั่นเปิดทางอยู่แล้วคิดอุบายแบ่งคนเข้าซุ่มไว้ในดงสองกอง กำหนดเสียงประทัดจุดขึ้นเมื่อใดก็ให้ตีวกหลังกระทบเข้ามาตามสัญญา จึงให้ทหารในค่ายปล่อยม้าลาและผู้คนหลับนอนโดยอุบายกลศึก

ฝ่ายเจ๋ฮวนก๋งกับกวนต๋งตั้งค่ายอยู่บนยอดเขาหวนเลงซัว แลลงมาในค่ายบิดหลูเห็นผู้คนร่วงโรยหลับนอนปล่อยม้าลาให้กินหญ้า กวนต๋งจึงว่ากับหอยีปันว่า เวลานี้ได้ท่วงทีแล้วท่านเร่งยกออกไปตีค่ายซกไมแก้มือเอาชัยชนะคืนให้ได้ หอยีปันรับคำแล้วก็ขึ้นขี่ม้าพาทหารลงจากเขาตรงไป ณ ค่ายบิดหลู กองซุนสิบผองจึงว่ากับกวนต๋งว่า ท่านให้หอยีปันไปรบกับบิดหลูซกไมครั้งนี้ ข้าพเจ้าเกรงจะเสียที ด้วยบิดหลูกกับซกไมชำนาญการซุ่มทหาร เห็นจะวกหลังเอาหอยีปันไปอีก กวนต๋งจึงตอบว่า ถึงจะคิดทำอุบายไว้ดังนั้นท่านอย่าวิตกเลย จึงสั่งให้เจ๋เสียงหูปินซูปูยกออกไปสองกองเป็นทัพแซงกัน กองซุ่มทัพบิดหลูไว้ มิให้ตัดวกหลังได้ เจ๋เสียงหูปินซูปูก็ขับทหารยกออกไปตามคำกวนต๋งสั่ง

ฝ่ายบิดหลูซกไมแลเห็นหอยีปันขี่ม้าขับทหารออกจากค่าย ก็สั่งทหารให้แกล้งทำตกใจประหนึ่งว่าไม่รู้ตัว ฝ่ายหอยีปันเห็นดังนั้นก็เร่งทหารให้เข้าค่าย พอได้ยินเสียงม้าล่อตีขึ้น ณ ค่ายบนเขาก็ยืนม้ายั้งอยู่ บิดหลูซกไมเห็นได้ทีก็จุดประทัดสัญญา ทหารซึ่งซุ่มอยู่สองข้างทางก็ออกมาจะวกหุ้มเอาทัพหอยีปัน ฝ่ายเจ๋เสียงหูปินซูปูสองกองซึ่งเป็นทัพแซงไปนั้นก็ไล่ฆ่าฟันกองซุ่มพวกบิดหลูซกไมล้มตายเป็นอันมาก พอเวลาสว่างขึ้นบิดหลูซกไมเห็นเสียที ก็ล่าทัพไปตั้งค่ายอยู่ปากทางช่องแคบท้ายเขาข้างในแล้วปรึกษากันว่า ศึกครั้งนี้มีกำลังมาก จำจะคิดอุบายทำไว้ให้มั่นคง จึงสั่งทหารให้ขุดทางช่องแคบโดยลึกประมาณสี่วาห้าวา แล้วให้สานแผงเกลี่ยดินและหญ้าทำดุจหนทางเก่ามิให้สงสัย มูลดินซึ่งขุดไปให้ถมปากช่องข้างในให้สูง แล้วล้มไม้ทับทางไว้มิให้กองทัพเจ๋ฮวนก๋งนั้นอาศัยกินนํ้า ลำธารนั้นอยู่ในแดนเมืองปักหยง บิดหลูก็เกณฑ์ทหารให้ไปปิดน้ำต้นธารเสียมิให้กองทัพเจ๋ฮวนก๋งอาศัยได้ แล้วบิดหลูกับซกไมแต่งคนให้ถือหนังสือไปขอกองทัพเมืองเกาเต๊กมาช่วย

ฝ่ายกวนต๋งครั้นบิดหลูกับซกไมถอยทัพไปหลายวันคิดแคลงใจนัก จึงใช้ทหารไปสอดแนมดู ได้ความกลับมาบอกกวนต๋งตามที่บิดหลูกับซกไมคิดอ่านทำทุกประการ กวนต๋งจึงถามหอยีปันว่า ทางซึ่งจะไปเมืองปักหยงนั้นยังมีทางใดอีกบ้าง หอยีปันจึงตอบว่า ทางจะไปเมืองปักหยงนั้นยังมีอีกสองทางๆ หนึ่งไปบนเนินเขาจี๋มอเนีย แต่ทางหนึ่งไปตะวันตกอ้อมตัดมาตามช่องเขาฮึงไทซัว ทั้งสองทางนั้นกันดารนักเกวียนและม้าเดินไม่ได้ กวนต๋งพูดยังมิทันขาดคำ เลียนจีนายทหารมาบอกว่า บิดหลูให้คนไปปิดต้นธารนํ้าเสียแล้ว บัดนี้พวกกองทัพอดน้ำท่านจะคิดประการใด เจ๋ฮวนก๋งจึงถามหอยีปันว่า ในแว่นแคว้นอันนี้แห่งใดตำบลใดจะมีนํ้าอาศัยได้บ้าง หอยีปันจึงว่า อาศัยน้ำธารอันเดียว ถ้าจะให้กองทัพไปเที่ยวตักน้ำที่อื่นมากินเห็นจะขัดสน ต้องข้ามเนินข้ามเขา ทางกันดารหลายวันนัก เจ๋ฮวนก๋งจึงให้ป่าวร้องทหารทั้งปวงว่า ถ้าผู้ใดรู้จักตานํ้าได้ให้กองทัพอาศัยได้เราจะปูนบำเหน็จให้สมควร

กองซุนสิบผองจึงบอกกับเจ๋ฮวนก๋งว่า ข้าพเจ้าได้ยินคำโบราณว่ามดอาศัยทำรังอยู่ที่ใดที่นั้นมีตานํ้า เจ๋ฮวนก๋งสั่งให้กองทัพไปเที่ยวขุดดินที่ตรงรังมดอยู่นั้น กองทัพก็ได้นํ้ากินไม่ขัดสน เจ๋ฮวนก๋งจึงชมกองซุนสิบผองว่ามีปัญญาฉลาดนักก็ปูนบำเหน็จตามสมควร

ฝ่ายบิดหลูรู้ว่ากองทัพเจ๋ฮวนก๋งมิได้อดนํ้าจึงปรึกษาซกไม ซกไมจึงว่า อันกองทัพเจ๋ฮวนก๋งยกมาครั้งนี้ทหารเป็นอันมาก ถึงไม่ขัดน้ำก็จะขัดด้วยเสบียงเป็นมั่นคง เราตั้งมั่นคอยอยู่แต่งให้คนไปสอดแนมท่วงที ถ้าขัดสนเสบียงอาหารแล้วก็จะถอยทัพกลับไปเอง บิดหลูเห็นชอบด้วยก็ให้ทหารผลัดเปลี่ยนกันสอดแนมเอาข่าวราชการมาบอกมิได้ขาด

ฝ่ายเจ๋ฮวนก๋งกับกวนต๋งปรึกษากัน เห็นได้ท่วงทีจึงให้หาหอยีปันปินซูปูเข้ามากระซิบสั่งให้รีบยกไปสองทาง หอยีปันไปตามเนินเขาจี๋มอเนียตรงเมืองปักหยง ปินซูปูไปทางตะวันตกตัดท้ายเขาอึงไทซัวกันทัพบิดหลูไว้อย่าให้เข้าเมืองได้ กำหนดเดินหกวันให้ถึงทั้งสองทาง แล้วเจ๋ฮวนก๋งก็ออกมาแกล้งประกาศสั่งหอยีปันปินซูปูให้คุมคนสองกองเร่งขนเสบียงมาส่งกองทัพให้ทันอย่าให้ผู้คนอดอยาก หอยีปันปินซูปูแกล้งรับคำแล้วก็พาทหารรีบไป เจ๋ฮวนก๋งจึงสั่งเลียนจีให้พาคนไปเที่ยวตัดไม้หากินตามชายป่าและเชิงเขาทุกวัน หวังจะให้บิดหลูพะวงระวังอยู่ ครั้นหอยีปันปินซูปูไปได้ห้าวันแล้ว เจ๋ฮวนก๋งกับกวนต๋งสั่งให้กองทัพสานกระโปรงใส่ดินบรรทุกเกวียนห้าร้อยเล่มถมทางช่องแคบเดินทัพเข้าไปถึงปากช่องข้างในซึ่งบิดหลูซุ่มทัพไว้นั้นก็ให้ขุดคัดไม้และก้อนศิลาเสีย

ฝ่ายบิดหลูซกไมนั่งเสพสุราอยู่ทหารวิ่งมาบอกว่าเจ๋ฮวนก๋งยกกองทัพถมทางเข้ามา บิดหลูซกไมก็ขึ้นม้าพาทหารจะสกัดรบด้วยเจ๋ฮวนก๋งที่ปากทางช่องแคบ และเห็นคนวิ่งมาข้างหลังค่ายร้องบอกว่า กองทัพยกตัดทางมาหลังเขาเป็นอันมาก บิดหลูซกไมก็ตกใจมิได้คิดจะต่อสู้ก็ขับม้าพาทหารหนีไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ฝ่ายปินซูปูซึ่งตัดทางวกหลังมาเห็นกองทัพบิดหลูซกไมแตกหนีก็ไล่ติดตามไปทางประมาณยี่สิบเส้น เป็นทางเนินทางเขาพวกปักหยงชำนาญเดินทั้งคนทั้งม้ารวดเร็ว ปินซูปูเห็นจะตามไปมิทันก็กลับมา เก็บได้เข้าของเครื่องสาตราวุธตกอยู่ตามทางเป็นอันมาก และพวกปักหยงซึ่งหนีไปไม่ทันนั้นก็เข้าหาปินซูปูสิ้น ขณะนั้นขุนนางกับนายบ้านผู้ใหญ่ซึ่งรักษาอยู่ในเมืองปักหยงนั้นรู้ว่าบิดหลูซกไมแตกทัพหนีไปเมืองเกาเต๊กแล้ว ก็ปรึกษากันแต่งของออกมาคำนับเชิญเจ๋ฮวนก๋งเข้าเมือง

ฝ่ายเจ๋ฮวนก๋ง ครั้นเห็นขุนนางชาวเมืองปักหยงพากันออกมามีความยินดีนัก จึงปราศรัยเกลี้ยกล่อมเอาใจชาวเมืองปักหยงให้เรียบร้อยเป็นปกติแล้ว จึงถามชาวเมืองปักหยงว่า บิดหลูซกไมครั้งนี้จะหนีไปอาศัยอยู่เมืองใด ชาวเมืองบอกว่า บิดหลูซกไมเห็นจะหนีไปอยู่เมืองเกาเต๊ก ด้วยตับหลีอ๋อเจ้าเมืองเกาเต๊กกับบิดหลูเป็นคนคุ้นเคยรักใคร่กัน ถึงครั้งนี้ก็ได้ไปขอกองทัพมาช่วย เจ๋ฮวนก๋งจึงถามว่า เจ้าเมืองเกาเต๊กนั้นมีทหารมากหรือน้อย อนึ่งทางไปนั้นจะยากหรือง่าย พวกปักหยงว่าเมืองเกาเต๊กเป็นเมืองใหญ่ ทหารมาก หนทางจะไปนั้นก็กันดาร จะต้องข้ามแม่น้ำทั้งลึกทั้งกว้าง ข้ามแม่นํ้าไปแล้วยังจะต้องข้ามเขาเป็นหลายตำบลจึงถึงเมืองเกาเต๊ก เจ๋ฮวนก๋งจึงว่า เราได้ล่วงมาถึงนี่แล้ว ยากง่ายประการใดก็จะไปให้เห็นกำแพงเมืองเกาเต๊ก

ขณะนั้นเปาซกแหยซึ่งรักษาเสบียงอยู่ ให้กุยจือโกเอกนายทหารคุมเกวียนห้าสิบเล่มบรรทุกเสบียงมาส่งเจ๋ฮวนก๋ง เจ๋ฮวนก๋งจึงว่าท่านมาก็ดีแล้ว ไปตีเมืองเกาเต๊กด้วยเราเถิด เจ๋ฮวนก๋งก็ชวนขุนนางและทหารทั้งปวงเข้าเมืองปักหยง ขณะนั้นพอกองทัพหอยีปันซึ่งตัดมาตามทางจี๋มอเนียนั้นมาถึงก็เข้าไปในเมืองพร้อมกันกับเจ๋ฮวนก๋ง เจ๋ฮวนก๋งก็พักทหารอยู่ในเมืองปักหยงสามวัน ให้ทแกล้วทหารหายอิดโรยและครอบครัวเมืองเอียนซึ่งบิดหลูได้มาไว้นั้น คืนให้กับเอียนจงก๋งเจ้าเมืองเอียน แล้วก็เลือกเอาแต่คนฉกรรจ์ในเมืองปักหยงพันหนึ่งเข้าบรรจบทัพหอยีปันครบสามพันให้เดินเป็นทัพหน้า เจ๋ฮวนก๋งกับขุนนางและนายทหารทั้งปวงก็ยกออกจากเมืองปักหยง

ฝ่ายบิดหลูกับซกไมหนีไปถึงเมืองเกาเต๊ก เข้าไปหาตับหลีอ๋อร้องไห้ว่า ครั้งนี้เมืองปักหยงเสียแก่เจ๋ฮวนก๋งแล้ว ข้าพเจ้าจึงหนีมาพึ่งท่าน บัดนี้เจ๋ฮวนก๋งก็ตามมาเกือบจะถึงฝั่งอยู่แล้ว ตับหลีอ๋อจึงว่า ท่านอย่าทุกข์ร้อนไปเลย อันแม่น้ำปียีนี้กว้างใหญ่ ท่านเห็นจะข้ามพลและเสบียงอาหารมาได้ด้วยง่ายละหรือ อึงหวยนายทหารเอกจึงว่า ที่จะประมาทแก่ข้าศึกนั้นมิควร อันทัพเจ๋ฮวนก๋งทแกล้วทหารมาก แม้นเขาทำแพข้ามนํ้ามาได้แล้วก็เหมือนเสียค่ายไปด้านหนึ่ง ตับหลีอ๋อจึงว่า ซึ่งจะคิดตั้งตัดไม้ทำแพอยู่นั้นเห็นจะหมดเสบียงอาหาร แล้วเทศกาลนี้มักบังเกิดพายุจะผูกแพข้ามนํ้ามาก็ยาก ถึงมาตรว่าจะข้ามได้เราก็จะแต่งทัพออกไปตีเมื่อขณะข้ามนํ้า เห็นเสียทีแก่เราท่านอย่าวิตกไปเลย

ฝ่ายเจ๋ฮวนก๋งเดินทัพมาทางประมาณร้อยยี่สิบห้าเส้น เป็นป่าพงและไม้รกชัฏ กองทัพเดินไปมิได้ จึงให้หยุดทัพเผาป่าทำทางอยู่สี่ห้าวันแล้วยกไปประมาณพันเส้น ถึงตำบลแห่งหนึ่งเป็นช่องแคบพอจุตัวม้าเกวียนไปมิได้ เจ๋ฮวนก๋งมีความวิตกนัก จึงให้หากวนต๋งมาปรึกษา พอแลเห็นสัตว์ตัวหนึ่งออกมาจากช่องเขารูปพรรณเหมือนชะนี ใส่เสื้อแดงหมวกแดงวิ่งมาคำนับเจ๋ฮวนก๋ง แล้วเอามือซ้ายถลกชายเสื้อขึ้นไว้ก็วิ่งนำไปข้างทาง เจ๋ฮวนก๋งเห็นประหลาดจึงถามกวนต๋งว่า เมื่อกี้เห็นหรือหาไม่ กวนต๋งจึงว่าข้าพเจ้าไม่เห็น เจ๋ฮวนก๋งก็เล่าให้กวนต๋งฟัง กวนต๋งจึงว่าเทพารักษ์ที่สิงอยู่ ณ เขาเตงซัวนี้ชื่อว่ายูยีศักดิ์สิทธิ์นัก ถ้าผู้ใดจะมีบุญญาธิการสืบไปข้างหน้าจึงอาเพศให้เห็น ซึ่งมาคำนับแล้วจึงนำหน้าไปนั้น เหมือนจะบอกให้เดินทัพข้ามนํ้าไปโดยเร็ว ซึ่งเอามือซ้ายถลกเสื้อขึ้นไว้นั้น แม่นํ้าข้างซ้ายเห็นจะลึก ข้างขวามือเห็นจะมีที่ตื้นพอข้ามทัพได้เห็นมั่นคง เจ๋ฮวนก๋งได้ฟังดังนั้นก็ใช้ทหารไปสืบดู ได้ความกลับมาบอกว่า แต่เชิงเขาไปประมาณหกสิบสองเส้นสิบวาถึงแม่นํ้าใหญ่กว้างลึกซึ้งนัก แต่ข้างขวามือต้นนํ้านั้นตื้นประมาณศอกเศษเห็นจะข้ามคนม้าได้โดยสะดวก

เจ๋ฮวนก๋งได้ฟังดังนั้นก็ตบมือหัวเราะ แล้วจึงถามเอียนจงก๋งว่า แต่แม่นํ้าไปถึงเมืองเกาเต๊กยังระยะทางอีกมากน้อยสักเท่าใด เอียนจงก๋งจึงว่า ข้ามนํ้าไปถึงฟากแล้วยังระยะทางสามร้อยสิบสี่เส้นสิบวาจึงจะถึงเมืองเกาเต๊ก แต่จะต้องข้ามเขาทวนจูเขาหนึ่ง เปปีเขาหนึ่ง ซังอือเขาหนึ่ง และลำนํ้าปียีอันนี้ใหญ่หลวงลึกซึ้งนัก แต่โบราณมาไม่ได้ยินว่ามีที่ตื้นจะข้ามม้าข้ามคนได้ เทวดาอาเพศให้เห็นประจักษ์ท่านยกไปครั้งนี้เห็นจะสำเร็จราชการเมืองเกาเต๊กเป็นมั่นคง เจ๋ฮวนก๋งได้ฟังเอียนจงก๋งทำนายดังนั้นจึงสั่งให้พักเกวียนลำเลียงไปไว้ปากทางช่องแคบแล้วให้จ่ายเสบียงแบ่งปันกันไป ให้เจ๋เสียงหูกับโกเอกสองนายคุมทหารพันหนึ่งเป็นกองหน้า แยกไปทางซ้ายมือให้ผูกแพข้ามแม่น้ำไปตั้งอยู่ก่อน แล้วให้เอียนจงก๋งก๋งจูไคหองซูเตียว สามนายคุมทหารสามพันหนุนยกข้ามตามไป และทางข้างขวามือนั้นปินซูปูหอยีปันคุมคนสามพันเป็นทัพหน้าเดิมข้ามแม่นํ้าไปแล้ว เจ๋ฮวนก๋งกวนต๋งเลียงจือคุมคนหนึ่งหมื่นยกข้ามนํ้าไปบรรจบกันทั้งสองทัพ ณ เขาเทียนจือ

ฝ่ายพวกตับหลีอ๋อซึ่งคอยสอดแนมดูอยู่นั้น ครั้นเห็นกองทัพยกข้ามนํ้ามาทั้งสองทางก็รีบไปแจ้งแก่ตับหลีอ๋อทุกประการ ตับหลีอ๋อได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงให้อึงหวยทหารเอกคุมพลห้าพันออกไปตั้งรับทัพเจ๋ฮวนก๋ง บิดหลูจึงว่า ข้าพเจ้ากับซกไมจะขอคนสองพันยกออกไปเป็นทัพหน้าอึงหวย จะได้แก้แค้นเจ๋ฮวนก๋ง อึงหวยจึงว่าแก่บิดหลูว่า ท่านเป็นคนเสียใจออกมือเขามาแล้ว ซึ่งจะไปด้วยเราเหมือนเอาเนื้อไปสู้เสือก็จะพาคนตื่น หยุดอยู่ให้หายตกใจเสียก่อนเถิดจึงค่อยตามเราไป บิดหลูซกไมได้ฟังดังนั้นก็คิดอายใจไม่ว่ากล่าวประการใดก็อดออมใจนิ่งอยู่ ครั้นอึงหวยยกทัพออกจากเมืองแล้ว ตับหลีอ๋อจึงว่าแก่บิดหลูซกไมว่า ทางเขาเทียนจือนั้นเป็นทางสำคัญนัก ท่านจงคุมคนสามพันยกออกไปตั้งสกัดทางไว้ ถ้าหนักแน่นประการใดเราจะยกหนุนออกไปภายหลัง แล้วสั่งให้เกณฑ์คนให้บิดหลูซกไม บิดหลูซกไมก็คุมคนสามพันยกไป ณ เขาเทียนจือ ให้คิดพยาบาทเจ็บแค้นถ้อยคำอึงหวยนัก

ฝ่ายอึงหวยยกทัพไปกลางทางเห็นโกเอกขี่ม้ายืนอยู่ อึงหวยก็ขี่ม้าเข้ารบด้วยโกเอก โกเอกทานกำลังอึงหวยมิได้ ชักม้าขยับจะหนี พอเจ๋เสียงหูมาทันจะเข้าช่วยโกเอก อึงหวยแลเห็นเจ๋เสียงหูก็ผละออกจากโกเอก ขับม้าเข้ารบด้วยเจ๋เสียงหูได้ห้าสิบเพลงไม่แพ้ไม่ชนะกัน พอทัพเอียนจงก๋งมาถึงก๋งจูไคหองซูเตียวสองนายเข้ารุมรบอึงหวย อึงหวยเหลือกำลังที่จะสู้ก็ขับม้าหนีไปเอาตัวรอด ทหารอึงหวยต่างคนตื่นแตกเข้าหาเจ๋ฮวนก๋ง เจ๋ฮวนก๋งก็สั่งให้เกลี้ยกล่อมเอาใจไว้ แล้วก็ยกทัพติดตามอึงหวยไปถึงเขาเทียนจือ พบกองทัพปินซูปูหอยีปันก็พากันตั้งค่ายมั่นอยู่

ฝ่ายบิดหลูยกทัพมาถึงเขาเปปี ได้ความว่าเจ๋ฮวนก๋งมาตั้งอยู่เขาเทียนจือ บิดหลูก็ให้ตั้งค่ายอยู่ ณ เขาเปปี ฝ่ายอึงหวยแตกทัพหนีมาถึงเขาเทียนจือ แลเห็นกองทัพเจ๋ฮวนก๋งตั้งอยู่เป็นอันมากก็ตกใจนัก ทิ้งม้าถอดเสื้อเสียแล้วปลอมเป็นคนตัดฟืนเล็ดลอดหนีไปถึงเขาเปปีพบกับบิดหลู อึงหวยก็ตรงเข้าไปหาบิดหลู บิดหลูทำต้อนรับปราศรัยกับอึงหวยว่า ทัพเจ๋ฮวนก๋งแตกไปแล้วหรือ เหตุใดท่านจึงมาแต่ผู้เดียวดังนี้เล่า อึงหวยได้ฟังมีความอายนัก แต่อดอยากมาเป็นหลายวันสู้อดกลั้นอายขอข้าวบิดหลู บิดหลูเสียมิได้ก็ให้ข้าวสาลีอึงหวยกิน แล้วอึงหวยจึงว่า ทางจะไปเมืองนั้นยังไกลนัก ข้าพเจ้ายืมม้าท่านสักตัวหนึ่งขี่ไปพอถึงเมือง บิดหลูก็จัดเอาม้าผอมโซมาให้อึงหวย อึงหวยมีความแค้นนัก ออกจากค่ายบิดหลูรีบมาถึงเมืองเกาเต๊กก็เข้าไปแจ้งความซึ่งได้รบพุ่งแตกทัพมาให้ตับหลีอ๋อฟังทุกประการ

ตับหลีอ๋อก็ตกใจแล้วปรึกษาอึงหวยว่า เราจะคิดอย่างไรดีจึงจะตัดศึกครั้งนี้เสียได้ อึงหวยจึงว่า เจ๋ฮวนก๋งยกมาครั้งนี้ก็เพราะมีความแค้นเคืองบิดหลูกับซกไม ถ้าเราจับสองคนนี้ไปให้แล้วก็เห็นจะยกทัพกลับไปเป็นมั่นคง ตับหลีอ๋อจึงว่า อันบิดหลูกับซกไมนี้หนีร้อนมาพึ่งเย็นหมายจะฝากชีวิตกับเรา และจะทำลายเสียนั้นไม่ต้องด้วยทางประเพณี ทั้งความนินทาก็จะมีเป็นอันมาก

ฝ่ายงุดลุดคูขุนนางผู้ใหญ่จึงว่ากับตับหลีอ๋อว่า ข้าพเจ้ามีความคิดอยู่อย่างหนึ่ง ถึงแพ้ก็จะกลับเป็นชนะได้ ตับหลีอ๋อจึงว่าการทั้งนี้ท่านคิดได้อย่างไรบ้าง

งุดลุดคูจึงว่า ที่ตำบลฮันไฮทิศเหนืออยู่ในแดนเรา แต่ก่อนเป็นที่ทิ้งศพเป็นป่าช้าผีดิบปีศาจก็ร้ายทั้งลมก็ร้าย ถ้าว่าพัดต้องผู้ใดมาตรว่าแต่เท่าปลายผมก็เกิดไข้เจ็บตาย อนึ่งเสือและงูก็ชุกชุมร้ายกาจนัก ถ้าผู้ใดหลงเข้าไปมากน้อยเท่าใดก็คงสิ้นชีวิต ถ้าคิดแต่งคนไปลวงกองทัพเจ๋ฮวนก๋งเข้าไปได้ ไม่ต้องฆ่าฟันให้เสียคมอาวุธเลย เจ๋ฮวนก๋งและพวกเจ๋ฮวนก๋งก็ตายสิ้น ตับหลีอ๋อจึงว่า อันเจ๋ฮวนก๋งกับกวนต๋งนั้นเป็นคนมีสติปัญญามาก จะแต่งคนไปลวงเขา เขาจะหลงเข้ามาในความคิดท่านแล้วหรือ งุดลุดคูจึงว่า ข้าพเจ้าคิดจะให้ท่านพาครอบครัวออกจากเมืองไปสำนักอยู่เขาเอียงซัวให้สิ้น แล้วให้คนสนิทที่วางใจได้ให้ไปบอกเจ๋ฮวนก๋งว่าท่านทิ้งเมืองเสียแล้ว หนีไปทางฮันไฮจะไปยืมทหารเมืองอื่นมาทำศึกด้วยเจ๋ฮวนก๋ง เจ๋ฮวนก๋งรู้ก็จะยกติดตามไปสมความคิดเรา อึงหวยจึงว่า ซึ่งจะให้คนอื่นไปนั้นไม่ได้ ข้าพเจ้าจะขอไปถ่ายเทล่อลวงเจ๋ฮวนก๋งเอง ตับหลีอ๋อก็จัดทหารม้าให้ร้อยหนึ่งไปด้วยอึงหวย แล้วตับหลีอ๋อก็จัดแจงทหารและครอบครัวยกไปตั้งอยู่ ณ เขาเอียงซัว

ฝ่ายอึงหวยกับทหารม้าร้อยหนึ่ง ยกไปถึงกลางทางจึงคิดว่าถ้าได้ศีรษะบิดหลูไปเป็นของกำนัลเจ๋ฮวนก๋ง เห็นเจ๋ฮวนก๋งจะวางใจเราสนิท แม้นสำเร็จราชการศึกแล้วตับหลีอ๋อรู้ว่าฆ่าบิดหลูเสียคนหนึ่งก็เห็นจะไม่เป็นไรนัก อึงหวยคิดดังนั้นแล้วก็รีบขับม้าตรงมา ณ ค่ายบิดหลู บิดหลูเห็นอึงหวยมาก็ดีใจออกไปต้อนรับ อึงหวยเห็นบิดหลูประมาทไม่ระวังตัวก็ตัดศีรษะบิดหลู ฝ่ายซกไมเห็นดังนั้นก็โกรธฉวยง้าวขึ้นม้าออกมารบกับอึงหวยเป็นสามารถ ซกไมต้านทานกำลังอึงหวยมิได้ก็ควบม้าหนีไปในกองทัพหอยีปัน หอยีปันเห็นซกไมซึ่งเป็นข้าศึกขี่ม้าเข้ามาก็ให้ทหารจับซกไมไปฆ่าเสีย ฝ่ายอึงหวยครั้นซกไมหนีไปแล้ว ห่อเอาศีรษะบิดหลูพาเข้าไปหาเจ๋ฮวนก๋งในค่าย บอกความว่า ตับหลีอ๋อนายข้าพเจ้าเชื่อคำบิดหลูคิดให้พาครอบครัวหนีไปทางฮันไฮ ไปยืมกองทัพจะมารบด้วยท่าน ข้าพเจ้าได้ห้ามปรามมิให้เป็นข้าศึกแก่กันสืบไปก็มิฟัง กลับโกรธข้าพเจ้าเสีย ข้าพเจ้าจึงมาพึ่งท่านไม่มีสิ่งใดมาให้ จึงตัดเอาศีรษะบิดหลูมาคำนับท่าน แม้นท่านจะเอาตัวตับหลีอ๋อข้าพเจ้าจะนำไปจับให้

เจ๋ฮวนก๋งได้ฟังอึงหวยว่าก็ยกทัพเข้าในเมืองเกาเต๊ก ไม่เห็นผู้คนสมคำอึงหวยบอกทุกประการ เจ๋ฮวนก๋งคิดกลัวตับหลีอ๋อจะหนีไปไกลไม่ได้ตัว จึงแบ่งทหารให้เอียนจงก๋งอยู่รักษาเมืองเกาเต๊ก แล้วเจ๋ฮวนก๋งก็ให้อึงหวยนำกองทัพยกไปตามตับหลีอ๋อ รีบเดินทางทั้งกลางวันกลางคืนมิได้เป็นเวลา ฝ่ายอึงหวยนำทางมาใกล้ถึงฮันไฮจึงบอกกับเจ๋ฮวนก๋งว่า ซึ่งยกกองทัพไปตามตับหลีอ๋อครั้งนี้ ถึงไปทันก็จะได้แต่ครอบครัว ตัวตับหลีอ๋อก็จะลัดรอดหนีไป ข้าพเจ้าจะขอล่วงไปก่อนสกัดทางไว้ ท่านเร่งยกตามไปภายหลังเห็นจะได้ตัวถึงจะหนีไปก็ไม่พ้น เจ๋ฮวนก๋งไม่ทันคิดสำคัญว่าจริง จึงสั่งโกเอกให้ไปด้วยอึงหวย แล้วเจ๋ฮวนก๋งก็รีบเดินทัพตามอึงหวยโกเอกไป ฝ่ายอึงหวยกับโกเอกรีบมาถึงทางแยก ก็ให้ทหารจับโกเอกมัดใส่หลังม้าไปให้ตับหลีอ๋อ ณ เขาเอียงซัว แล้วบอกตับหลีอ๋อว่าบิดหลูซกไมซึ่งไปรักษาทางเขาเปปีแตกทัพ เจ๋ฮวนก๋งจับไปฆ่าเสียทั้งสองคนแล้ว บัดนี้ข้าพเจ้าลวงเจ๋ฮวนก๋งยกกองทัพเข้ามาในฮันไฮแล้ว ข้าพเจ้าจับโกเอกนายทหารมาให้ท่านคนหนึ่ง

ตับหลีอ๋อเห็นรูปร่างโกเอกใหญ่สูงสมเป็นนายทหารเอก คิดจะใคร่ได้จึงว่าแก่โกเอกว่า ท่านอยู่ทำราชการด้วยเราเถิดเราจะเลี้ยงให้ดีกว่าเจ๋ฮวนก๋ง โกเอกจึงตอบว่า รสข้าวเจ๋ฮวนก๋งยังซาบเนื้อเราอยู่ ตัวท่านเป็นเสี้ยนหนามแผ่นดิน เราไม่มีนํ้าใจยอมอยู่ด้วย อึงหวยได้ฟังโกเอกว่าดังนั้นก็โกรธ ชักกระบี่ออกตัดศีรษะโกเอกต่อหน้าตับหลีอ๋อ

ฝ่ายเจ๋ฮวนก๋งก็รีบเดินทัพไปแต่เวลาเช้าจวนคํ่า หลงเข้าในฮันไฮเกิดลมพายุพัดมืดเป็นหมอก คนและม้าตื่นตกใจพลัดพรากกันไปไม่เป็นหมวดเป็นกอง กวนต๋งเห็นประหลาดจึงว่ากับเจ๋ฮวนก๋งว่า ได้ยินเขาเล่ามาแต่ก่อนว่า ฝ่ายเหนือมีที่แห่งหนึ่งชื่อฮันไฮร้ายนักเห็นจะเป็นที่นี้เป็นมั่นคง เจ๋ฮวนก๋งก็เห็นด้วย จึงให้ตีม้าล่อเรียกทหารม้าพักอยู่จนรุ่งสว่างขึ้นแล้ว ตรวจตราดูทแกล้วทหารก็เบาบางไปเป็นอันมาก และหนทางซึ่งม้านั้นก็ฟั่นเฟือนไปหาจำสำคัญได้ไม่ เจ๋ฮวนก๋งก็ใช้ให้ทหารเที่ยวหาหนทางมิได้พบต่างคนมีความวิตกนัก กวนต๋งจึงว่า อันเมืองบูจองกับฮันไฮเป็นแดนเดียวไปมาถึงกัน ม้าเมืองบูจองเห็นจะจำทางได้เป็นมั่นคง จึงให้หอยีปันเลือกเอาม้าเก่าแก่ที่เคยใช้เดินทางไล่ต้อนไปก่อน เจ๋ฮวนก๋งกับทหารทั้งปวงก็ตามม้ามาพ้นฮันไฮ พบทางใหญ่ก็ให้ตีม้าล่อและกลองตั้งคอยทหารอยู่ปากทาง ขณะนั้นตับหลีอ๋ออึงหวยฆ่าโกเอกเสียแล้วก็ปรึกษากันยกกองทัพมาจากเขาเอียงซัวจะตีเอาเมืองเกาเต๊กคืน

ฝ่ายเอียนจงก๋งซึ่งอยู่รักษาเมืองเกาเต๊กนั้น รู้ว่าตับหลีอ๋อยกมาเป็นอันมาก พิเคราะห์ดูทหารก็น้อยตัวจะรักษาเมืองไว้ไม่ได้ ก็จุดไฟในเมืองทั้งสี่ทิศแล้วหนีไปตั้งอยู่ ณ เขาเทียนจือ ฝ่ายตับหลีอ๋อกับอึงหวยยกทัพมาเห็นเพลิงเกิดขึ้นในเมืองเป็นหลายตำบล ก็รู้ว่าเอียนจงก๋งเผาเมืองแล้วหนีไป ตับหลีอ๋ออึงหวยก็ขับทหารเข้าดับไฟในเมืองเสร็จแล้ว ให้ป่าวร้องราษฎรอย่าได้ตื่นตกใจให้มาอยู่ตามภูมิลำเนาของตัวดังเก่า

ฝ่ายเจ๋ฮวนก๋งซึ่งตั้งคอยพลอยู่ปากทางฮันไฮนั้น ครั้นทแกล้วทหารมาถึงพร้อมแล้วก็ยกไปถึงกำแพงเมืองเกาเต๊ก จับได้ชาวเมืองเกาเต๊กคนหนึ่งถามได้ความว่า ตับหลีอ๋อยกเข้ามาในเมืองแล้ว เอียนจงก๋งหนีออกจากเมืองไปตั้งอยู่เขาเทียนจือ และไพร่บ้านพลเมืองซึ่งแตกตื่นหนีไปซุ่มซ่อนนั้นก็พากันเข้าเมือง เจ๋ฮวนก๋งกับกวนต๋งปรึกษาพร้อมกันเห็นได้ท่วงทีแล้ว จึงสั่งให้หอยีปันกับทหารที่วางใจสิบคนปลอมเป็นชาวเมืองเข้าไปในเมือง เวลาสองยามให้จุดไฟในเมืองขึ้นเป็นสำคัญ แล้วให้สูเตียวคุมคนสองพันเข้าทางเมืองทิศใต้ ให้เลียนจือคุมคนสองพันเข้าทางประตูตะวันตก ให้ก๋งจูไคหองคุมคนสองพันเข้าทางประตูตะวันออกและประตูเมืองฝ่ายเหนือนั้น ให้เจ๋เสียงหูกองซุนสิบผองคุมคนสามพันไปซุ่มอยู่สองข้างทาง ถ้าตับหลีอ๋อออกจากประตูเมืองอย่าให้หนีไปได้ ถ้าจับเป็นมิได้ให้ฆ่าเสีย หอยีปันกับทหารสิบคนครั้นเวลาพลบก็ปลอมเข้าไปในเมืองได้ ฝ่ายสูเตียวเลียนจือก๋งจูไคหองเจ๋เสียงหูกองซุนสิบผองก็คุมทหารไปประจำอยู่ทุกประตูเมือง

ฝ่ายตับหลีอ๋ออึงหวย ครั้นเวลาคํ่าได้ยินเสียงประทัดนอกกำแพง แล้วมีคนวิ่งมาบอกว่าเจ๋ฮวนก๋งยกทัพเข้ามาล้อมเมือง ตับหลีอ๋ออึงหวยได้ฟังตกใจนัก จึงให้ชาวเมืองขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทิน ครั้นเวลาสองยามเศษเห็นเพลิงติดขึ้นในเมืองห้าหกแห่ง ตับหลีอ๋อกับอึงหวยก็คุมทหารเข้าดับไฟ ฝ่ายหอยีปันครั้นจุดเพลิงแล้วก็ฟันประตูด้านใต้ออกมารับสูเตียวเข้าไปในเมือง เลียนจือก็ให้ทหารทำลายประตูตะวันตก ก๋งจูไคหองก็ทำลายประตูตะวันออกเข้าไปพร้อมกันทั้งสามประตู ไล่ฆ่าฟันผู้คนล้มตายเป็นอันมาก ตับหลีอ๋ออึงหวยงุดลุดคูสามคนก็พากันขึ้นม้าหนีออกประตูด้านเหนือ ได้ยินเสียงตีกลองแลไปเห็นคบเพลิงสองข้างทางสว่าง แลเห็นเจ๋เสียงหูกับกองซุนสิบผองคุมทหารอยู่เป็นอันมากก็สะท้านจะถอยหลังมา พบก๋งจูไคหองสูเตียวหอยีปันเลียนจือตกใจสิ้นสติ ก๋งจูไคหองสูเตียวหอยีปันเลียนจือก็เข้ารบจะจับตัวตับหลีอ๋ออึงหวยงุดลุดคู เจ๋เสียงหูกองซุนสิบผองก็เข้าสกัดล้อมจับหลีอ๋ออึงหวยงุดลุดคู อึงหวยงุดลุดคูก็ต้องอาวุธตายในที่รบ ตัวตับหลีอ๋อนั้นเจ๋เสียงหูจับได้มัดคุมตัวเข้าไปในเมือง

พอสว่างเจ๋ฮวนก๋งกวนต๋งก็ยกเข้าเมือง เห็นทหารมัดตับหลีอ๋อไว้ เจ๋ฮวนก๋งก็ชักกระบี่ออกตัดศีรษะตับหลีอ๋อแล้วสั่งให้เอาศีรษะไปแขวนไว้ที่ประตูเมือง จึงให้เกลี้ยกล่อมเอาใจทแกล้วทหารไพร่บ้านพลเมืองเกาเต๊กให้ปกติมิให้ระส่ำระสาย

ฝ่ายเอียนจงก๋งซึ่งหนีตับหลีอ๋อไปอยู่ ณ เขาเทียนจือนั้น รู้ว่าตับหลีอ๋อตายแล้วเจ๋ฮวนก๋งเข้าอยู่ในเมืองเกาเต๊ก ก็เข้ามาหาเจ๋ฮวนก๋ง เจ๋ฮวนก๋งก็ให้ปูนบำเหน็จทแกล้วทหารบรรดาซึ่งมีความชอบตามสมควร และเมืองเกาเต๊กกับเมืองปักหยงนั้น ยกให้กับเอียนจงก๋งเจ้าเมืองเอียนให้จัดแจงว่ากล่าวทั้งสองเมือง แล้วให้แต่งเครื่องบรรณาการไปจิ้มก้องพระเจ้าจิวอุยอ๋องทุกปีอย่าให้ขาด เอียนจงก๋งก็ยืนขึ้นคำนับเจ๋ฮวนก๋ง เจ๋ฮวนก๋งจึงว่ากับหอยีปันว่า เจ้าเมืองบูจองให้ท่านคุมทหารมาช่วยทำศึกจนสำเร็จราชการนั้น ที่บ้านที่นาร้อยตำบล เขาชองซัวอยู่เคียงแดนบูจองเรายกให้เป็นบำเหน็จความชอบเจ้าเมืองบูจอง หอยีปันก็ยืนขึ้นคำนับเจ๋ฮวนก๋งแล้วก็ลากลับไปเมือง และโกเอกซึ่งให้กำกับอึงหวยไปทางฮันไฮ อึงหวยให้ประหารชีวิตเสียนั้น เจ๋ฮวนก๋งให้จดหมายความชอบของโกเอกผู้ตายไว้แล้ว พักทหารอยู่ในเมืองเกาเต๊กห้าวันก็ยกกองทัพข้ามแม่นํ้ารีบกลับไป

ฝ่ายเปาซกแหยซึ่งเจ๋ฮวนก๋งให้อยู่รักษาฉางข้าวนั้น รู้ว่าเจ๋ฮวนก๋งไปตีได้เมืองปักหยงเมืองเกาเต๊กสำเร็จราชการกลับมาถึง เปาซกแหยก็ออกมาหาเจ๋ฮวนก๋ง เจ๋ฮวนก๋งจึงว่ากับเอียนจงก๋งว่า ความชอบเปาซกแหยซึ่งส่งเสบียงอาหารมิได้ขาดเป็นใจด้วยราชการ ให้เอียนจงก๋งจัดคนเชลยห้าร้อยให้กับเปาซกแหยและข้าวที่เหลือคงฉางอยู่นั้นก็มอบให้เปาซกแหยด้วย ตั้งเปาซกแหยเป็นนายด่านอยู่ที่ตำบลกุยจือ เปาซกแหยก็ยืนขึ้นคำนับเจ๋ฮวนก๋ง เจ๋ฮวนก๋งก็ยกทัพรีบไปเมือง

ฝ่ายเอียนจงก๋งมีนํ้าใจกตัญญูรักใคร่เจ๋ฮวนก๋งยิ่งนัก ตามส่งเจ๋ฮวนก๋งไปจนพ้นแดนเมืองประมาณหกร้อยห้าสิบเส้น เจ๋ฮวนก๋งจึงว่ากับเอียนจงก๋งว่า ประเพณีรักใคร่คำนับส่งเสียกันก็แต่ที่ในแดน นี่ท่านตามมาส่งเราจนพ้นแดนทางหกร้อยห้าสิบเส้นก็เป็นความชอบของท่านอย่างหนึ่ง อันแผ่นดินหกร้อยห้าสิบเส้นที่ท่านได้มาส่งเรานี้ยกให้แก่ท่าน แล้วก็ให้คนทั้งสองเมืองช่วยกันระดมทำเป็นป้อมขึ้นไว้ เรียกว่าเอียนเหลาให้รู้ว่าแดนเขตเมืองเอียน แล้วเอียนจงก็คำนับลามาเมือง

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ