๗๓

ฝ่ายหงอหวันซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นหงอจูสู่หนีไปทางประมาณสองร้อยเส้น พอพบเส้งจูคนเฝ้าด่านเจียวก๊วนเคยรู้จักกันแต่ก่อน เส้งจูก็จำหงอจูสู่ได้แน่ จึงถามว่าเหตุใดท่านจึงข้ามด่านมาได้ หงอจูสู่แสร้งว่า เราพบกับสุม้าอวดแม่ทัพแล้ว บัดนี้สุม้าอวดปล่อยให้เราไปเอาแก้วที่อาจารย์เราได้แล้วก็จะกลับเอาแก้วมาให้สุม้าอวด เป็นความจริงดังนี้ เส้งจูจึงว่าเจ้าเมืองฌ้อให้มีกฎหมายว่า ถ้าใครปล่อยปละท่านเสียจะเอาโทษถึงตาย สุม้าอวดจะอาจปล่อยท่านได้หรือ ท่านจงกลับไปหาสุม้าอวดกับเราก่อนเถิด หงอจูสู่จึงว่า สุม้าอวดให้เราไปเอาแก้วหาได้ไม่ ท่านจะให้เรากลับไปหาสุม้าอวดเราก็จะว่าแก้วได้มาแล้ว บัดนี้มอบให้ไว้กับท่าน ท่านจะเอาแก้วที่ไหนให้สุม้าอวดเล่า กลัวแต่จะพูดออกหาได้ไม่อีก เส้งจูได้ฟังดังนั้นก็เข้าใจว่าหงอจูสู่แกล้งล่อลวง ครั้นจะเข้าจับกุมก็เกรงฝีมืออยู่ก็กลับไปด่านเจียวก๊วน แต่ปิดความเสียหาบอกให้ผู้ใดรู้ว่าพบหงอจูสู่ไม่ หงอจูสู่ก็รีบไปถึงตำบลงวดซูแม่นํ้าซึ่งจะข้ามไปเมืองหงอมิได้เห็นเรือไปมาสักลำหนึ่ง หงอจูสู่ก็เดินเลียบไปตามริมตลิ่ง พอเห็นเรือจับปลาลำหนึ่งแจวทางนํ้าขึ้นมาก็มีความยินดีคิดว่าเทวดายังช่วยรักษาชีวิตเราไว้อยู่จึงร้องด้วยเสียงอันดังว่า ข้าพเจ้าขอโดยสารข้ามฟากด้วย จงเอ็นดูแวะมารับหน่อยหนึ่งเถิด

ยี่เตียงหยินเจ้าของเรือก็วาดเรือเข้ามารับหงอจูสู่กับก๋งจูเซ่งข้ามฟากไป ครั้นมาถึงริมฝั่งเจ้าของเรือจึงว่า เพลาคืนนี้ข้าพเจ้าฝันว่าดาวดวงหนึ่งตกลงกลางเรือข้าพเจ้า บัดนี้มาพบท่านพิเคราะห์ดูรูปร่างกิริยาท่านก็มิใช่ไพร่ ท่านชื่อไรจงบอกข้าพเจ้าตามจริงเถิด หงอจูสู่จึงว่า เดิมเราชื่อหงอหวัน แต่ก่อนนั้นปู่และบิดาเราก็ได้เป็นขุนนางในเมืองฌ้อ ท่านมีคุณต่อเราแล้วก็ต้องบอกความจริง เจ้าของเรือจึงว่าเราเห็นท่านอิดโรยนัก จะมิอดอาหารมาแล้วหรือ จงคอยท่าอยู่สักหน่อยเถิด จะไปหาข้าวสาลีมาให้ท่านกิน ว่าแล้วก็เอาเชือกเรือผูกไว้กับพงแขม เจ้าของเรือก็รีบกลับไปบ้าน หงอจูสู่จึงว่ากับก๋งจูเซ่งว่า เมื่อตะกี้ข้าพเจ้าบอกชื่อเสียงผิดออกไป เกลือกเจ้าของจะไปบอกคนมาจับเราก็จะเสียที แล้วหงอจูสู่ก็พาก๋งจูเซ่งเข้าซ่อนตัวอยู่ในพงแขม ประมาณครู่หนึ่งเจ้าของเรือก็เอาข้าวสาลีกับปลาใส่ชามมาถึงหาเห็นหงอจูสู่กับก๋งจูเซ่งไม่ แลดูในพงแขมเห็นเป็นทางอยู่จึงร้องขึ้นว่าโลเตงหยิน แปลว่าคนซ่อนอยู่ในพงแขมจงเร่งออกมาเถิด เราไม่หมายใจจะคิดลวงท่านมาขายเป็นอาณาประโยชน์ดอก หงอจูสู่ได้ยินดังนั้นก็พาก๋งจูเซ่งออกมาหาเจ้าของเรือ เจ้าของเรือจึงว่า ข้าพเจ้าเห็นท่านอดอาหารจึงไปหาข้าวสาลีมาหวังจะให้ท่านกิน เหตุใดท่านกลัวหลบข้าพเจ้าเสียเล่า หงอจูสู่จึงว่าแต่ก่อนนั้นเราฝากชีวิตไว้กับเทวดา บัดนี้ชีวิตเราฝากไว้แก่ท่าน ซึ่งจะคิดสงสัยหลบท่านนั้นหามิได้ แต่เราเป็นคนผิดอยู่ก็มิได้ไว้ใจตัว เกลือกว่าจะมีผู้มาพบจึงเข้าหลบซ่อนตัวเสียก่อน เจ้าของเรือจึงเอาข้าวสาลีให้หงอจูสู่กับก๋งจูเซ่งกิน ครั้นแล้วหงอจูสู่จึงว่ากับเจ้าของเรือว่า ท่านมีคุณกับเราครั้งนี้หาที่สุดมิได้ เรามีแต่กระบี่ที่ถือมาจะให้ไว้สนองคุณท่าน กระบี่เล่มนี้ได้ถือแซ่มาแต่ครั้งปู่เราเป็นขุนนางในเมืองฌ้อ ที่กลางกระบี่เป็นรูปดาวเจ็ดดวงตีค่าไว้ร้อยตำลึงทอง ว่าแล้วหงอจูสู่ก็ยื่นกระบี่ให้เจ้าของเรือ เจ้าของเรือก็มิได้รับกระบี่ไว้แล้วว่า ข้าพเจ้าได้ยินว่าเจ้าเมืองฌ้อให้มีหมายประกาศว่า ถ้าใครจับท่านได้จะให้ข้าวห้าพันเกวียน แล้วจะตั้งให้เป็นขุนนางด้วย ข้าพเจ้ายังหาปรารถนาไม่ จะเห็นอะไรกับกระบี่ค่าร้อยตำลึงทองเล่า ท่านจงเอาไว้ถือสำหรับตัวเถิด หงอจูสู่จึงว่าท่านไม่เอาของเราแล้วขอแต่ชื่อไว้ให้รู้จักเถิด สืบไปเมื่อภายหน้าจะได้กลับมาสนองคุณท่าน เจ้าของเรือจึงว่า ท่านอย่าไถ่ถามชื่อเสียงข้าพเจ้าเลย ถึงนานไปท่านจะกลับมาแทนคุณ ข้าพเจ้าก็หารับเอาสิ่งของของท่านไม่ ประการหนึ่งข้าพเจ้าก็เป็นคนเข็ญใจ ถ้ารักชื่อเสียงแล้วจะต้องเที่ยวแจวเรือหาปลาอยู่ดังนี้หรือ แม้นเมื่อหน้าไปเดชะบุญเทวดาช่วยให้เราได้มาพบกัน ข้าพเจ้าก็จะเรียกท่านว่าโลโต้หยิน แปลว่าอาจารย์ผู้ใหญ่ ท่านก็เรียกข้าพเจ้าว่างูโตหยิน แปลว่าเป็นอาจารย์เหมือนกัน หงอจูสู่ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี แล้วลายี่เตียงหยินพาก๋งจูเซ่งเดินไปตามหนทาง หงอจูสู่คิดเฉลียวใจกลัวยี่เตียงหยินจะบอกความกับพวกเมืองฌ้อให้ติดตาม จึงกลับมาหวังจะกำชับยี่เตียงหยิน ยี่เตียงหยินเห็นหงอจูสู่กับก๋งจูเซ่งพากันกลับมาจึงถามหงอจูสู่ว่า ทำไมท่านจึงไม่รีบหนีไปให้พ้นภัยเล่า กลับมาด้วยธุระสิ่งใดหรือ หงอจูสู่จึงว่า เรากลับมาทั้งนี้เพราะวิตกด้วยยังมิได้ปิดหนทางเมืองฌ้อ กลัวจะไปมิตลอด ยี่เตียงหยินได้ฟังดังนั้นก็เข้าใจสำคัญว่าหงอจูสู่จะกลับมาทำอันตรายก็ทอดใจใหญ่ แล้วจึงว่า เสียแรงเราทำคุณไว้ต่อท่านโดยสุจริตกลับมาถึงชีวิตอีกเล่า ทั้งนี้ก็เป็นวันตายของเราแล้ว เราจะขอตายให้ท่านเห็น ท่านจะได้สิ้นสงสัย ว่าแล้วยี่เตียงหยินก็โจนลงในน้ำตาย

หงอจูสู่เห็นดังนั้นคิดเสียดายยี่เตียงหยินยิ่งนักจึงร้องว่า เรารอดจากความตายก็เพราะท่าน ท่านถึงแก่ความตายบัดนี้ก็เพราะเรา นานไปเมื่อหน้าถ้าเรามีชีวิตอยู่ก็จะกลับมาแทนคุณท่าน แล้วหงอจูสู่กับก๋งจูเซ่งก็พากันรีบเดินไปตามทางจนล่วงเข้าแดนเมืองหงอถึงตำบลเลียกเอี๋ยง เห็นหญิงคนหนึ่งมานั่งทุบด้ายอยู่ริมธารนํ้า หงอจูสู่ก็เดินเข้าไปเห็นกระเช้าของหญิงใส่อาหารวางไว้มีความอยากนัก หงอจูสู่จึงว่าแก่หญิงว่า เราเดินทางมาแต่ไกลอดอยากหลายวันแล้ว ท่านจงให้อาหารแก่เรากินพอเป็นกำลังเถิด หญิงนั้นก็สั่นศีรษะแล้วก็นิ่งอยู่ หงอจูสู่จึงอ้อนวอนว่า ซึ่งท่านจะให้อาหารแก่เราผู้ยากจนมาแล้วเทวดาและคนก็จะมีความสรรเสริญ ผู้ใดจะติเตียนท่านหามิได้ หญิงนั้นก็มีความเมตตาหยิบเอากระเช้าอาหารส่งให้หงอจูสู่กับก๋งจูเซ่งกิน หงอจูสู่ครั้นกินอาหารแล้วจึงว่าแก่หญิงนั้นว่า ซึ่งคุณของท่านอยู่แก่เราครั้งนี้เป็นอันมาก หามีสิ่งใดจะแทนคุณท่านไม่ เรามาครั้งนี้ด้วยธุระร้อนถ้าผู้ใดติดตามเรามา ท่านอย่าบอกความให้ผู้นั้นรู้ว่าเราหนีไปทางนี้ หญิงนั้นได้ฟังก็ตกใจ จึงคิดว่าถ้าสืบไปข้างหน้าเขาจับชายสองคนนี้ได้ก็จะบอกความถึงเราเป็นมั่นคง ซึ่งชั่วกับดีนั้นผู้ใดจะล่วงรู้เห็น ใจเราก็จะมีแต่ความติเตียนนินทาเป็นอันมาก เสียแรงครองตัวอยู่มากับมารดาจนอายุสามสิบปีแล้วจะมาได้ชื่อว่าชั่วดังนี้มิควร แม้ตายเสียดีกว่าอยู่ คิดแล้วก็โดดลงนํ้ากอดก้อนศิลาในท้องธารไว้จนขาดใจตาย

หงอจูสู่กับก๋งจูเซ่งเห็นดังนั้นจะวิ่งมาช่วยก็มิทัน หงอจูสู่มีความอาลัยจึงกัดนิ้วมือของตัวให้แตกออกเอาโลหิตจารึกก้อนศิลาไว้เป็นสำคัญ แล้วหงอจูสู่กับก๋งจูเซ่งก็พากันไปจากที่เลียกเอี๋ยงประมาณทางสามร้อยลี้ คิดเป็นสามพันเจ็ดร้อยห้าสิบเส้น ถึงตำบลบ้านงอสูเป็นป่านอกเมือง เห็นชายขาวกับชายดำสองคนวิวาทกันอยู่ ชายขาวนั้นมีกำลังมากกิริยาองอาจดังเสือโทโสร้าย ผู้ใดจะห้ามก็มิฟัง ต่อหญิงแก่คนหนึ่งมาห้ามจึงกลับไป หงอจูสู่จึงถามคนซึ่งดูอยู่นั้นว่า ชายขาวคนนี้ทำไมจึงกลัวหญิงแก่เล่า คนทั้งปวงจึงบอกว่าชายขาวคนนี้มีชื่อจวนจูเป็นคนใจร้าย แต่อยู่ในถ้อยคำมารดา หญิงแก่ซึ่งมาห้ามนั้นมิใช่ผู้อื่น คือมารดาจวนจู หงอจูสู่ได้ฟังมีความรักจวนจูยิ่งนักคิดจะใคร่คบไว้เป็นเพื่อนตน พอเวลาเย็นลงหงอจูสู่กับก๋งจูเซ่งก็พำนักนอนอยู่ในที่บ้านนั้น ครั้นรุ่งเช้าหงอจูสู่ก็ไปหาจวนจู ณ บ้าน จวนจูก็ออกมาต้อนรับเชิญหงอจูสู่กับก๋งจูเซ่ง หงอจูสู่กับก๋งจูเซ่งก็เข้าไปในบ้าน ต่างคำนับถามชื่อและแซ่กันตามธรรมเนียม แล้วหงอจูสู่ก็เล่าความทุกข์ซึ่งได้ยากแค้นหนีมาแต่เมืองฌ้อให้จวนจูฟังทุกประการ

จวนจูจึงว่า ท่านอุตส่าห์รักษาชีวิตรอดมาถึงนี่แล้ว ทำไมท่านไม่เข้าหาเจ้าเมืองหงอยืมทหารไปแก้แค้นเมืองฌ้อเล่า หงอจูสู่จึงว่า เรายังไม่คุ้นเคยกับเจ้าเมืองหงอ ครั้นจะวู่วามเข้าไปก็กลัวเกลือกจะไม่สมคะเน จำจะคิดเข้าหาคนสนิทให้ช่วยพาเข้าไปจึงจะดี จวนจูจึงว่าชอบแล้ว ซึ่งท่านมาหาเรานี้จะปรารถนาสิ่งใดหรือ หงอจูสู่จึงว่า ซึ่งเรามาหาท่านเพราะมีนํ้าใจรักใคร่ คิดจะคบท่านเป็นเพื่อนฝากชีวิตกันไปข้างหน้า จวนจูได้ฟังดีใจนัก จึงเอาคำหงอจูสู่ว่านั้นเข้าไปบอกมารดา มารดาก็มีความยินดีด้วย จวนจูก็ออกมาจุดธูปเทียนบูชาเทพารักษ์ แล้วหงอจูสู่กับจวนจูกระทำสัจสาบานเป็นพี่น้องกัน หงอจูสู่แก่กว่าจวนจูสองปี จวนจูก็เรียกหงอจูสู่เป็นพี่ หงอจูสู่ก็ให้เชิญมารดาจวนจูออกมาคำนับเป็นมารดา จวนจูก็ให้ภรรยาและบุตรออกมาคำนับหงอจูสู่ แล้วก็เลี้ยงเหล้าข้าวหงอจูสู่ ก๋งจูเซ่ง ดุจฉันพี่น้องอันสนิท หงอจูสู่กับก๋งจูเซ่งก็อาศัยอยู่ ณ บ้านจวนจูคืนหนึ่ง ครั้นเพลาเช้าหงอจูสู่จึงว่ากับจวนจูว่า พี่จะลาน้องเข้าไปในเมือง ถ้าได้ช่องแล้วจะเข้าหาหงออ๋อง จวนจูจึงว่า หงออ๋องเป็นคนโลภนํ้าใจกำเริบไปด้วยยศ ซึ่งจะเข้าไปอยู่ด้วยนั้นรักษาตัวยาก ไม่เหมือนก๋งจูกีก๋อง ก๋งจูกีก๋องเป็นคนสุภาพอารีรักคนมีสติปัญญา นานไปข้างหน้าเห็นจะเป็นที่พึ่งแก่คนทั้งปวง

หงอจูสู่จึงว่า ตัวเราเหมือนคนตามืด น้องชายช่วยแนะนำให้ทั้งนี้ขอบใจนัก ถ้านานไปเมื่อหน้าสมความคิดแล้วพี่จะให้มารับน้องไป จวนจูก็รับคำ หงอจูสู่ ก๋งจูเซ่งก็พากันออกจากบ้านจวนจูไปถึงบ้านปวยสี้ พอแลเห็นกำแพงเมืองก็ให้ก๋งจูเซ่งเข้าอาศัยซุ่มอยู่นอกเมือง แล้วหงอจูสู่ก็แก้ผมเอาฝุ่นทาหน้า ทำเป็นเสียจิตเข้าไปในเมืองเดินเป่าปี่ขอกินตามท้องตลาด ในเพลงปี่นั้นเป็นใจความสามข้อว่า จูสู่เดินทางมาแต่เมืองซอง เมืองเตง ไม่มีที่สำนักอาศัยได้ความลำบากยิ่งนัก ถ้ามิได้แก้แค้นแทนบิดาถึงจะมีชีวิตอยู่ไม่ต้องการ เพลงหนึ่งว่าจูสู่ข้ามด่านเจียวก๊วนมาจนศีรษะหงอกหนวดก็ขาว ความทุกข์เป็นที่ยิ่ง ถ้ามิได้แก้แค้นผิจะเป็นตัวอยู่ไย เพลงหนึ่งว่าจูสู่ได้ความอดอยากซุ่มอยู่ในพงแล้วหนีข้ามแม่นํ้าเอียงเข ความตายถึงวันละพันหนจนเข้าแดนเมืองหงอ เที่ยวขอกินด้วยเพลงปี่ ถ้ามิได้แก้แค้นของตัวครั้งนี้ ไม่ครองชีวิตไว้ให้หนักแผ่นดิน ฝ่ายฝูงคนซึ่งซื้อขายตามท้องตลาดได้ยินหงอจูสู่เป่าปี่มา มิได้แจ้งเหตุผลประการใด สำคัญว่าเสียจิตต่างคนก็นิ่งอยู่

ขณะนั้นพระเจ้าจิวเกงอ๋องเสวยราชสมบัติได้ยี่สิบห้าปี ฝ่ายอ๋องเหลียวเป็นเจ้าเมืองหงอได้เจ็ดปี

เดิมเมืองหงอนี้เป็นของจูหวน จูหวนมีน้องชายสามคนๆ หนึ่งชื่ออีจี้ คนหนึ่งชื่ออีมุย คนหนึ่งชื่อกุยจับ และจูหวนมีบุตรชายคนหนึ่งชื่อก๋งจูกีก๋อง อีมุยก็มีบุตรชายคนหนึ่งชื่ออ๋องเหลียว ขณะเมื่อจูหวนถึงแก่ความตายนั้นได้สั่งไว้ว่า สมบัติบ้านเมืองนี้ให้ครองตามลำดับกันลงไป อีจี้เป็นที่หนึ่ง อีมุยเป็นที่สอง กุยจับเป็นที่สาม ครั้นอีจี้กับอีมุยได้เป็นเจ้าเมืองสิ้นอายุแล้วสมบัติเป็นของกุยจับ กุยจับเป็นคนมักน้อย ไม่เป็นเจ้าเมือง สมบัตินั้นยังว่างอยู่

ฝ่ายอ๋องเหลียวซึ่งเป็นบุตรอีมุย ครั้นบิดาตายแล้วขุนนางและทแกล้วทหารยังเกรงกลัวรักใคร่อยู่เป็นอันมาก จึงตั้งอ๋องเหลียวเป็นเจ้าเมือง ฝ่ายก๋งจูกีก๋องซึ่งเป็นบุตรจูหวน ครั้นอ๋องเหลียวขึ้นว่าราชการครั้งนั้นก็คุมคิดพยาบาท แต่จนใจด้วยขุนนางในเมืองเป็นพรรคพวกอ๋องเหลียวสิ้น หาผู้ใดจะเป็นที่ร่วมคิดปรึกษาด้วยไม่ แต่ปีหลีซึ่งเป็นหมอดูลักษณะนั้น มีนํ้าใจรักใคร่ก๋งจูกีก๋อง ก๋งจูกีก๋องจึงให้ปีหลีเที่ยวเสาะหาคนที่มีสติปัญญาและฝีมือเข้ามาไว้เป็นพวก ปีหลีก็ไปเที่ยวเกลี้ยกล่อมตามถ้อยคำก๋งจูกีก๋องสั่ง

วันนั้นหงอจูสู่เดินเป่าปี่มาตามตลาด ถึงหน้าบ้านปีหลี ปีหลีได้ยินเสียงปี่เอียงหูฟังได้ความแน่ก็ออกมาดู เห็นหงอจูสู่รูปร่างประกอบไปด้วยลักษณะ ก็วิ่งออกไปคำนับ เชิญหงอจูสู่เข้ามาในบ้านนั่งที่อันควร แล้วปีหลีจึงถามว่า ข้าพเจ้าได้ยินข่าวว่าเจ้าเมืองฌ้อฆ่าหงอเซียซึ่งเป็นขุนนางมีกตัญญูสัตย์ซื่อเสียจริงหรือ และหงอเซียมีบุตรคนหนึ่งหนีออกจากเมืองฌ้อได้แล้วจะเป็นตัวท่านหรือมิใช่ หงอจูสู่ได้ฟังดังนั้นก็คำนับรับตามถ้อยคำปีหลีทุกประการ แล้วก็นำความหลังมาเล่าให้ปีหลีฟัง ปีหลีจึงว่าถ้าจริงดังนั้นเราจะช่วยคิดอ่านให้ท่านอย่าวิตกเลย ในทันใดนั้นมีคนไปบอกอ๋องเหลียวว่าหงอจูสู่หนีออกมาแต่เมืองฌ้ออยู่ ณ บ้านปีหลี อ๋องเหลียวก็ให้คนไปหาปีหลี ให้ปีหลีพาตัวหงอจูสู่เข้าไปหาอ๋องเหลียว ปีหลีได้แจ้งดังนั้นจึงใช้คนให้ลอบไปบอกก๋งจูกีก๋องให้รู้ แล้วปีหลีก็พาหงอจูสู่เข้าไปหาอ๋องเหลียว อ๋องเหลียวเห็นรูปร่างหงอจูสู่สมเป็นคนมีสติปัญญาก็ไต่ถามไล่เลียงได้ข้อความทุกประการ อ๋องเหลียวเห็นว่าหงอจูสู่เป็นคนมีสติและปัญญา รู้ขนบอย่างธรรมเนียมทั้งทหารพลเรือน ก็ตั้งหงอจูสู่ให้เป็นที่ไตหู เพลาวันหนึ่งหงอจูสู่เข้าไปคำนับอ๋องเหลียว ขอทหารจะอาสาไปตีเมืองฌ้อ อ๋องเหลียวก็รับไว้

ฝ่ายก๋งจูกีก๋องแจ้งความด้วยปีหลีให้คนไปบอกว่าหงอจูสู่มาถึงเมือง คิดจะใคร่ได้หงอจูสู่ไว้เป็นพวก ครั้นรู้ว่าอ๋องเหลียวให้หา หงอจูสู่จะสนิทกับอ๋องเหลียว ก๋งจูกีก๋องจึงเข้าไปถามอ๋องเหลียวว่า ได้ยินว่าหงอจูสู่หนีมาจากเมืองฌ้อมาอยู่กับท่าน ท่านจะคิดเห็นประการใดบ้าง อ๋องเหลียวจึงว่า อันหงอจูสู่คนนี้มีสติปัญญาแล้วกตัญญูต่อบิดาเป็นอันมาก เห็นจะมาอยู่ด้วยเราโดยสุจริต ก๋งจูกีก๋องจึงว่า ทำไมท่านจึงรู้ว่ามีสติปัญญาสัตย์ซื่อเห็นจริงดังนั้นแล้วหรือ อ๋องเหลียวจึงว่าเราได้ซักไซ้ไล่เลียงเห็นพูดจาแน่นอนไม่มีพลาดพลั้งความต้นกับความปลายสมกัน แล้วขอทหารเราจะไปตีเมืองฌ้อ แก้ความแค้นบิดาและพี่เราจึงเห็นจริงด้วย ก๋งจูกีก๋องจึงถามว่าท่านได้รับธุระจะให้ทหารไปแก้แค้นหรือ อ๋องเหลียวบอกว่าเราได้รับคำเขาแล้ว ก๋งจูกีก๋องจึงว่าท่านเป็นผู้ใหญ่ตั้งอยู่ในยศ และจะมาเชื่อถ้อยคำคนสัญจรยอมให้ทหารไปรบพุ่งดังนี้ ผิดด้วยประเพณีอย่างธรรมเนียมแต่ก่อน อันเมืองเรานี้ก็เป็นสุขว่างศึกมานานอยู่แล้ว และมารับคำหงอจูสู่ยอมให้ทหารไปรบพุ่งเหมือนแกล้งเอาไฟมาใส่เมืองให้ไพร่บ้านพลเมืองได้ความเดือดร้อน ถ้ายกไปพ่ายแพ้พวกเมืองฌ้อกลับมาความอัปยศก็จะมีอยู่กับท่าน ถ้ายกไปชนะแก่เมืองฌ้อ เกียรติยศก็จะเป็นของหงอจูสู่ อนึ่งถ้าหงอจูสู่เป็นคนมีสติปัญญาสัตย์ซื่อดังนั้นจริงแล้ว อันประเพณีผู้จะรักบ้านเมืองย่อมแสวงหาไว้ประดับเมือง หรือจะขับไล่ฆ่าฟันเสียดังนี้ ท่านจงคิดตรึกตรองดูให้ดีก่อน อ๋องเหลียวได้ฟังดังนั้นเห็นจริงด้วยถ้อยคำก๋งจูกีก๋องทุกประการ ตั้งแต่นั้นมามิได้พูดถึงความหงอจูสู่ต่อไป

ฝ่ายหงอจูสู่รู้ว่าก๋งจูกีก๋องเข้าไปห้ามปรามทัดทานอ๋องเหลียวดังนั้นก็รู้ว่าก๋งจูกีก๋องคิดจะทำอันตรายต่ออ๋องเหลียวเป็นมั่นคง หงอจูสู่คิดเห็นว่าก๋งจูกีก๋องหลักแหลมนัก ซึ่งจะอยู่ด้วยอ๋องเหลียวนานไปข้างหน้าจะได้ความรำคาญ จึงเข้าไปคืนที่ขุนนางซึ่งอ๋องเหลียวตั้งแต่งนั้นให้กับอ๋องเหลียวเสีย ก๋งจูกีก๋องรู้ก็ไปว่าแก่อ๋องเหลียวว่า ท่านไม่ให้ทหารไปตีเมืองฌ้อสมความคิดหงอจูสู่นั้น หงอจูสู่โกรธจึงคืนที่ขุนนางให้แก่ท่านเสียไม่มีความเกรงใจ คนอย่างนี้เห็นจะเลี้ยงไม่ได้ อ๋องเหลียวก็เห็นจริง ตั้งแต่วันนั้นมาอ๋องเหลียวกับหงอจูสู่ก็เหินห่างมิได้พูดจากัน อ๋องเหลียวคิดว่าครั้นจะขับหงอจูสู่เสียให้พ้นเมืองเล่าก็เห็นว่าหงอจูสู่หนีร้อนมาพึ่งเย็น แล้วจึงให้หงอจูสู่ไปทำไร่นาเลี้ยงตัวอยู่ ณ เขาเอียงซัว ฝ่ายหงอจูสู่กับก๋งจูเซ่งก็พากันไปอยู่ ณ เขาเอียงซัวตามคำอ๋องเหลียวสั่ง

ฝ่ายก๋งจูกีก๋องรู้ว่าอ๋องเหลียวให้หงอจูสู่ไปอยู่ ณ เขาเอียงซัวสมความคิด จึงเอาเงินทองออกไปเกลี้ยกล่อมหงอจูสู่เข้าเป็นพวกพ้องสนิทได้แล้วก๋งจูกีก๋องจึงถามหงอจูสู่ว่า ท่านมาแต่เมืองฌ้อจนถึงเมืองหงอ ยังได้พบปะคนมีสติปัญญาและฝีมือดังตัวท่านนี้อยู่ที่ไหนบ้าง หงอจูสู่จึงว่า อันตัวข้าพเจ้านี้จะจัดเป็นคนมีสติปัญญาและฝีมือนั้นยังมิได้ และข้าพเจ้าได้เห็นคนหนึ่งชื่อจวนจู รูปร่างใหญ่โตเป็นคะนองอาจหาญดีทั้งฝีมือและกำลัง สมควรที่จะใช้เป็นทแกล้วทหาร ก๋งจูกีก๋องจึงว่าท่านช่วยพาเราไปให้พบกับจวนจูได้หรือ หงอจูสู่จึงบอกว่าตำแหน่งที่อยู่ของจวนจูนั้นไม่ใกล้ไม่ไกลดอก ถ้าท่านให้คนไปหาตัวก็เห็นจะมา ก๋งจูกีก๋องกับหงอจูสู่ก็พากันขึ้นเกวียนไป ณ บ้านจวนจู

ฝ่ายจวนจูนั่งลับมีดจะไปจ้างเขาทำสุกรขาย พอแลเห็นเกวียนตรงมา ณ บ้านมิได้รู้ว่าเกวียนของผู้ใด ก็ลุกขึ้นจะหลบตัวเสียให้พ้น หงอจูสู่นั่งอยู่บนเกวียนแลเห็นจึงร้องเรียกจวนจูว่า พี่จะมาหาน้องๆ จะไปไหน จวนจูก็วางมีดเสียแล้วยืนอยู่ หงอจูสู่ก็ลงจากเกวียนมาบอกจวนจูว่า ก๋งจูกีก๋องบุตรจูฮวนเจ้าเมืองคนเดิมให้พี่พามาหาน้องด้วยรู้ไปว่าน้องเป็นคนมีฝีมือ จะมาคบไว้เป็นพวก เราก็ควรจะฝากเนื้อฝากตัวด้วยท่านอยู่แล้ว จวนจูจึงว่าเราเป็นคนบุญน้อย จะคบด้วยท่านผู้มีบรรดาศักดิ์นั้นจะอย่างไรหรือ หงอจูสู่จึงว่าเดิมน้องเห็นดีแนะให้พี่ พี่ไปพามาหาน้อง น้องยังจะกลับมาต่อถามอีกเล่า จวนจูได้ฟังหัวเราะแล้วก็ไปคำนับเชิญก๋งจูกีก๋องเข้ามา ณ บ้าน ก๋งจูกีก๋องจึงว่า แต่เราคิดมาหาท่านก็นานอยู่แล้วได้มาพบท่านวันนี้เหมือนหนึ่งได้ของวิเศษอันประเสริฐ แล้วก๋งจูกีก๋องก็เอาเงินกับของให้จวนจูและมารดา จวนจูก็ไม่รับ หงอจูสู่จึงว่าท่านมีนํ้าใจเอามาให้ถึงนี่แล้วน้องจงรับไว้เถิด จวนจูก็รับไว้แล้วจึงว่า แต่ท่านมาถึงบ้านข้าพเจ้าก็เป็นเกียรติยศอยู่แล้ว ซ้ำเอาเงินและของมาให้ข้าพเจ้าและมารดาข้าพเจ้านั้นบุญคุณเป็นที่ยิ่ง ข้าพเจ้าเป็นคนเข็ญใจมีความยินดีนัก ไม่มีสิ่งใดที่จะตอบแทนคุณท่าน มีแต่ตัวข้าพเจ้าจะยอมให้ท่านใช้จนสิ้นชีวิต ก๋งจูกีก๋องได้ฟังมีความยินดีนัก แล้วก๋งจูกีก๋องกับหงอจูสู่ก็ลาจวนจูขึ้นเกวียนกลับไป

ฝ่ายจวนจูตั้งแต่วันนั้นมาก็มีนํ้าใจรักใคร่สนิทกับก๋งจูกีก๋องไปมาเยี่ยมไม่ขาด ก๋งจูกีก๋องก็ทำนุบำรุงให้ทองเงินแก่จวนจูและมารดาจวนจูเนืองๆ จวนจูก็ยิ่งคิดขอบคุณก๋งจูกีก๋องเป็นอันมาก วันหนึ่งก๋งจูกีก๋องเห็นชอบท่วงทีจึงเอาความซึ่งจะทำร้ายอ๋องเหลียวนั้นมาปรึกษากับจวนจู จวนจูจึงว่า อีมุยถึงแก่ความตาย อ๋องเหลียวผู้บุตรขึ้นว่าราชการเป็นเจ้าเมืองแทนบิดาก็ต้องด้วยอย่างธรรมเนียมอยู่แล้วทำไมท่านมาคิดการดังนี้เล่า ก๋งจูกีก๋องก็นำเอาความแต่ครั้งจูฮวนผู้บิดาสั่งไว้นั้นมาเล่าให้จวนจูฟังทุกประการ

จวนจูจึงว่า ถ้าให้ขุนนางที่เป็นผู้ใหญ่ไปต่อว่าอ๋องเหลียวโดยดีตามคำจูฮวนสั่งไว้ ให้อ๋องเหลียวคืนสมบัติให้ จะมิดีกว่าที่จะคิดรบพุ่งฆ่าฟันกันให้เสียซึ่งวงศ์ไปอีกหรือ ก๋งจูกีก๋องจึงว่า อ๋องเหลียวเป็นคนโลภถือว่าพวกพ้องมาก ซึ่งจะให้ไปว่านั้นที่ไหนจะยอมคืนสมบัติให้เรา เหมือนเราล้มไม้ทับทางเราเสีย ใจต่อใจก็จะร้าวฉานไม่สนิทกัน การซึ่งคิดไว้นั้นจะมิเสียไปหรือ จวนจูได้ฟังก๋งจูกีก๋องว่าดังนั้นก็เห็นด้วย แล้วก๋งจูกีก๋องจึงว่า การทั้งนี้นอกไปจากปัญญาและฝีมือท่าน ถึงผู้ใดสักร้อยความคิดจะมาช่วยทำนุบำรุงเรานั้นก็ไม่สำเร็จ จวนจูจึงตอบว่า ซึ่งท่านจะใช้ข้าพเจ้าช่วยนั้นข้าพเจ้าไม่ขัดจะใคร่แทนคุณท่าน แต่ทุกวันนี้คิดเป็นห่วงอยู่ด้วยมารดาเป็นคนแก่เหมือนไม้ใกล้ฝั่งอยู่แล้ว ข้าพเจ้ามีความวิตกนักจึงคิดการด้วยยังมิถนัด ก๋งจูกีก๋องจึงว่า ท่านอย่าคิดวิตกเป็นห่วงด้วยมารดาเลย อันมารดาของท่านก็เหมือนมารดาของเรา จงวางใจเสียเถิดเราจะปฏิบัติรักษาให้เป็นสุข จวนจูได้ฟังแล้วจึงว่า ถ้ารับธุระมารดาข้าพเจ้าได้แล้ว ท่านเร่งคิดการให้สนิทเถิด และที่จะทำให้เร็วนั้นมิได้ อันธรรมดาปลาอยู่ในท้องพระมหาสมุทรจะตกเข้าในเงื้อมมือคนก็เพราะด้วยเหยื่อและอุบายต่างๆ ถ้าคิดจะทำร้ายอ๋องเหลียวให้รู้ว่าอ๋องเหลียวโลภอยู่ด้วยการสิ่งใดบ้าง จะได้คิดความผ่อนปรนเข้าให้ชิดถูกใจด้วยอ๋องเหลียว

ก๋งจูกีก๋องจึงว่า อันอ๋องเหลียวนั้นรักแต่การกินเล่นสนุก จวนจูจึงว่า ถ้าดังนั้นข้าพเจ้าจะลาท่านไปฝึกฝนให้รู้จักทำกับข้าว แล้วจวนจูก็ลาไปหัดทำกับข้าวอยู่ ณ บ้านท้ายอ๋อประมาณสามเดือนก็กลับมาหาก๋งจูกีก๋อง ก๋งจูกีก๋องก็ให้จวนจูไปอยู่ ณ บ้าน ทำข้าวของไปให้อ๋องเหลียวเนืองๆ แล้วก๋งจูกีก๋องให้หาหงอจูสู่มาเล่าความซึ่งคิดกับจวนจูให้หงอจูสู่ฟัง หงอจูสู่จึงว่า อันอ๋องเหลียวซึ่งได้ครองสมบัติครั้งนี้บริบูรณ์ อุปมาเหมือนนกร่อนอยู่บนอากาศพร้อมด้วยปีกและขนหาง ถ้าจะคิดทำร้ายอ๋องเหลียวแล้วจะต้องลดปีกและหางเสียก่อน ข้าพเจ้าแจ้งอยู่ว่าอ๋องเหลียวมีน้าชายสองคน คนหนึ่งชื่อเจ๊กหยอง และมีบุตรคนหนึ่งชื่อเคงกี๋ ทั้งสองคนนี้มีกำลังกล้าหาญอาจสู้เสือและมังกรได้ อ๋องเหลียวตั้งให้บังคับบัญชาทแกล้วทหารทั้งปวงต่างตาต่างใจ จึงจะคิดการได้สะดวก ก๋งจูกีก๋องจึงว่า ท่านว่านี้ชอบอยู่แล้ว ถ้าเราคิดถ่ายเทได้ท่วงทีเมื่อใดเราจึงจะให้ไปบอก หงอจูสู่ก็ลาก๋งจูกีก๋องไปอยู่ที่สำนัก

ขณะนั้นพระเจ้าจิวเกงอ๋องเสวยราชสมบัติได้ยี่สิบห้าปี พระเจ้าจิวเกงอ๋องมีพระราชบุตรด้วยพระมเหสีสององค์ องค์หนึ่งชื่อจิวเหมง องค์หนึ่งชื่อจิวก้าย มีบุตรด้วยพระสนมเอกองค์หนึ่งชื่อจิวเจียว พระเจ้าจิวเกงอ๋องรักใคร่โปรดปรานจิวเจียวยิ่งนัก เมื่อพระเจ้าจิวเกงอ๋องจะสิ้นพระชนม์นั้นได้ปรึกษาเบียนเหมงขุนนางผู้ใหญ่ว่าจะมอบราชสมบัติให้จิวเจียวบุตรพระสนมเอก ยังมิทันจะจัดแจง พอพระเจ้าจิวเกงอ๋องสวรรคต และเล่าเฮียนกองจือซึ่งเป็นเสนาบดีผู้ใหญ่ก็ตายลงพร้อมด้วยพระเจ้าจิวเกงอ๋อง เล่าเฮียนกองจือมีบุตรคนหนึ่งชื่อเล่ากึง เล่ากึงมีความพยาบาทอยู่กับเบียนเหมง ครั้นพระเจ้าจิวเกงอ๋องสิ้นพระชนม์แล้วรู้ว่าเบียนเหมงจะยกจิวเจียวขึ้นครองราชสมบัติ เล่ากึงร่วมคิดกันกับตันมกก๋งกี๋คุมพรรคพวกไปฆ่าเบียนเหมงที่ปรึกษาพระเจ้าจิวเกงอ๋องเสีย แล้วยกจิวเหมงซึ่งเป็นบุตรพระมเหสีขึ้นเป็นเจ้าเมืองหลวง เรียกพระเจ้าจิวเจาอ๋อง

ฝ่ายอินบุนกัวกู้ กำเพ่งกงอิ๋ว เตียวจังกงฮวนขุนนางสามนายซึ่งเป็นพวกจิวเจียวบุตรพระสนมเอก ครั้นเล่ากึงกับตันกี๋ฆ่าเบียนเหมงเสียแล้วยกจิวเหมงผู้บุตรพระมเหสีขึ้นเป็นเจ้าครั้งนั้น อินบุนกัวกู้ กำเพ่งกงอิ๋ว เตียวจังกงฮวนโกรธนักคิดเกณฑ์พลให้นำเกียงก๊กนายทหารยกมาล้อมบ้านเล่ากึง เล่ากึงรู้เห็นจะสู้กำลังนำเกียงก๊กมิได้ก็หนีไปอยู่เอียงอิบปลายเขตแดนเมืองหลวง

ฝ่ายตันกี๋รู้ว่าอินกู้ กำอิ๋ว เตียวฮวน ใช้ทหารยกมาตีบ้านเล่ากึง ตันกี๋กลัวอันตรายจะถึงตัวและพระเจ้าจิวเจาอ๋องด้วย จึงเชิญเสด็จพระเจ้าจิวเจาอ๋องไปอยู่ ณ ที่ห้องตี้ จิวเจียวรู้ว่าพระเจ้าจิวเจาอ๋องกับตันกี๋ไปอยู่ห้องตี้จึงให้ซิมพานคุมพลยกไปตีพระเจ้าจิวเจาอ๋อง ณ ห้องตี้ ตันกี๋รู้ยกมาคอยสกัดตีจับตัวซิมพานฆ่าเสีย

ขณะนั้นเจียงก๋งเจ้าเมืองจิ้นรู้ไปว่าพระเจ้าจิวเกงอ๋องสิ้นพระชนม์ ในเมืองหลวงเกิดรบพุ่งฆ่าฟันกันยังมิสงบ จึงเกณฑ์กองทัพให้เจียถามกับซุนเอียกสองนายยกไปเมืองหลวง คิดราชการด้วยพระเจ้าจิวเจาอ๋อง ครั้นเจียถามซุนเอียกไปถึงห้องตี้ เห็นว่าห้องตี้มิใช่ที่ชัยภูมิทั้งอาหารก็น้อย จึงเชิญเสด็จพระเจ้าจิวเจาอ๋องไปอยู่ ณ ที่หวังเสีย

ฝ่ายอินกู้เห็นกองทัพเมืองจิ้นยกมาเป็นกำลังพระเจ้าจิวเจาอ๋องแล้วเชิญเสด็จพระเจ้าจิวเจาอ๋องไปตั้งอยู่ ณ เกียตี้ พอพระเจ้าจิวเจาอ๋องเป็นปัจจุบันสิ้นพระชนม์ ฝ่ายตันกี๋เล่ากึงกับขุนนางเมืองจิ้น ก็เชิญจิวก้ายซึ่งเป็นน้องพระเจ้าจิวเจาอ๋องขึ้นเป็นเจ้า ชื่อว่าจิวเค่งอ๋อง เรียกว่าพระเจ้าตะวันตก และพระเจ้าจิวเค่งอ๋องกับจิวเจียวได้ทำศึกรบพุ่งเคี่ยวขับกันมาประมาณหกปีเศษ ยังมิได้แพ้และชนะแก่กัน เตียวจังกงฮวนขุนนางผู้ใหญ่ซึ่งเป็นพรรคพวกจิวเจียวก็บังเกิดมีอันตราย ทั้งนำเกียงก๊กนายทหารเอกก็เผอิญให้ฟ้าผ่าตาย ทแกล้วทหารทั้งปวงก็ร่วงโรยเรรวนไปไม่เหมือนแต่ก่อน

ฝ่ายซุนเอียกเจียถามซึ่งยกมาแต่เมืองจิ้นก็ปรึกษาให้มีหนังสือไปบอกแก่หัวเมืองทั้งปวงยกมาพร้อมกัน เชิญเสด็จพระเจ้าจิวเค่งอ๋องเข้าอยู่ในพระราชวัง แล้วซุนเอียกก็คิดกันไปตีเกียตี้จับอินกู้มาถวายพระเจ้าจิวเค่งอ๋อง พระเจ้าจิวเค่งอ๋องสั่งให้เอาตัวอินกู้ไปจำไว้ ฝ่ายเตียวเหงงบุตรเตียวฮวนคิดเสียใจ เห็นทแกล้วทหารข้างจิวเจียวร่วงโรยลงทุกวันจะสู้พระเจ้าจิวเค่งอ๋องมิได้ คิดจะออกตัวมาเอาบำเหน็จความชอบในพระเจ้าจิวเค่งอ๋อง ก็ยกเข้าตีจิวเจียวซึ่งเป็นเจ้าของตัว

ฝ่ายจิวเจียวรู้ว่าเตียวเหงงเป็นไส้ศึกเกิดขึ้นครั้งนั้น กำลังตกใจก็หนีไปอยู่เมืองฌ้อ เตียวเหงงก็เข้าอาสาทำราชการอยู่ด้วยพระเจ้าจิวเค่งอ๋อง พระเจ้าจิวเค่งอ๋องจึงปรึกษาแก่ขุนนางทั้งปวงว่า เตียวเหงงเป็นคนกลับกลอกไม่มีกตัญญู ซึ่งจะเลี้ยงไว้ให้เป็นเยี่ยงอย่างกันนั้นมิได้ ก็สั่งให้ทหารเอาตัวเตียวเหงงกับอินกู้ไปประหารชีวิตเสียพร้อมกัน ฝ่ายขุนนางและราษฎรทั้งปวงต่างมีความยินดีสรรเสริญพระเจ้าจิวเค่งอ๋องต่างๆ บรรดาพวกทัพหัวเมืองซึ่งยกมานั้น ครั้นเห็นบ้านเมืองเรียบราบเป็นปกติแล้วถวายบังคมลาพระเจ้าจิวเค่งอ๋องกลับไป

ขณะนั้นอ๋องเหลียวเป็นเจ้าเมืองหงอได้แปดปี ฝ่ายนางชัวฮูหยินซึ่งเป็นมารดาไทจูเกี๋ยน ซึ่งมาอยู่ ณ บ้านอินเอียงนั้นก็มิได้มีความสบาย คิดวิตกถึงไทจูเกี๋ยนและหงอจูสู่มิได้ขาด ใช้คนไปสอบสืบข่าวคราวอยู่เนืองๆ เหตุนั้นรู้ไปถึงบูกิด บูกิดกลัวมารดาไทจูเกี๋ยนจึงบอกข้อความไปแจ้งกับฌ้อเพงอ๋อง จะให้ฌ้อเพงอ๋องฆ่ามารดาไทจูเกี๋ยนเสีย มารดาไทจูเกี๋ยนรู้ว่าบูกิดไปยุยงฌ้อเพงอ๋องดังนั้นกลัวจะมีอันตราย คิดจะหนีไปอยู่เมืองหงอ จึงลอบใช้คนไปอ้อนวอนอ๋องเหลียวเจ้าเมืองหงอว่า บูกิดเก็บเอาความไปยุยงเจ้าเมืองฌ้อ จะให้ประหารชีวิตข้าพเจ้าเสีย ข้าพเจ้าหาที่พึ่งมิได้จะขอไปอาศัยเมืองอยู่เอาบุญท่านเป็นที่พึ่งด้วย

ฝ่ายอ๋องเหลียวเจ้าเมืองหงอได้แจ้งมีความเมตตายิ่งนัก จึงให้ก๋งจูกีก๋องคุมไพร่สองพันไปรับมารดาไทจูเกี๋ยน ก๋งจูกีก๋องก็ยกไปด่านเจียวก๊วนปลายแดนเมืองฌ้อ สุม้าอวดซึ่งฌ้อเพงอ๋องให้ยกมาตั้งขัดด่านอยู่นั้น ได้ข่าวว่าก๋งจูกีก๋องยกกองทัพมา สุม้าอวดก็ยกไปตั้งกันทัพก๋งจูกีก๋องไว้ แล้วให้คนถือหนังสือไปแจ้งแก่เจ้าเมืองฌ้อ ฝ่ายฌ้อเพงอ๋องได้แจ้งในหนังสือสุม้าอวดดังนั้นจึงให้เอียงก้ายซึ่งว่าที่เลงอินขุนนางผู้ใหญ่จัดแจงกองทัพรีบยกออกไป ตั้งรักษาด่านไว้ให้มั่นคง แล้วให้มีหนังสือบอกข่าวราชการไปถึงเจ้าเมืองติน เจ้าเมืองชัว เจ้าเมืองอ๋อ เจ้าเมืองฆ้อ เจ้าเมืองตุน เจ้าเมืองซิม หกเมืองซึ่งเป็นหัวเมืองขึ้นให้จัดแจงกองทัพรีบยกมาช่วยโดยเร็ว

ฝ่ายหัวเมืองทั้งปวงครั้นแจ้งว่าฌ้อเพงอ๋องให้มาขอกองทัพไปช่วย เจ้าเมืองอ๋อ เจ้าเมืองซิมก็เกณฑ์กองทัพยกมาแต่เมืองติน เมืองชัว เมืองฆ้อ เมืองตุน สี่เมืองนั้นก็จัดทหารเป็นแม่ทัพยกมาบรรจบกันทางร่วมถึงตำบลด่านเจียวก๊วนพร้อมกันหกเมือง ก็พากันเข้าไปหาเอียงก้าย เอียงก้ายเห็นกองทัพเมืองทั้งปวงมาถึงพร้อมแล้ว จึงสั่งให้เมืองอ๋อ เมืองซิม เมืองติน ตั้งค่ายหนึ่ง เมืองชัว เมืองฆ้อ เมืองตุน ตั้งค่ายหนึ่ง เอียงก้าย อุยอวด ตั้งค่ายหนึ่ง เป็นค่ายตีนกาสามค่ายแล้วกำหนดกันว่า ถ้ากองทัพเมืองหงอเข้าตีค่ายผู้ใด ให้สองค่ายเข้ากระหนาบรบเอาชัยชนะ กองทัพหัวเมืองก็บรรจบกันตั้งค่ายตามเอียงก้ายสั่งทุกประการ

ฝ่ายก๋งจูกีก๋องเห็นกองทัพหัวเมืองทั้งปวงยกมาช่วยเมืองฌ้อเป็นอันมาก จึงให้คนเร็วถือหนังสือนำเอาข้อความไปแจ้งแก่อ๋องเหลียงเจ้าเมือง เจ้าเมืองแจ้งดังนั้นสั่งให้เกณฑ์พลหมื่นหนึ่ง คนโทษสามพัน แล้วอ๋องเหลียวกับเอียมอีก็ยกมาถึงเกฮูแดนเมืองฌ้อก็ให้ตั้งค่ายมั่นอยู่ ยังมิทันจะสู้รบกันพอเอียงก้ายป่วยเป็นบิดตาย สุม้าอวดขึ้นเป็นแม่ทัพแทนเอียงก้าย สุม้าอวดจะบังคับราชการมิได้สิทธิ์ขาด

ฝ่ายก๋งจูกีก๋องรู้ดังนั้นก็ยินดีนัก จึงมาบอกกับอ๋องเหลียวว่าบัดนี้เอียงก้ายแม่ทัพเมืองฌ้อตายแล้ว เห็นทแกล้วทหารทั้งปวงจะระส่ำระสายเสียใจ เพลาพรุ่งนี้เราจะยกเข้าตีเอาชัยชนะ อ๋องเหลียวจึงว่าเอียงก้ายตายไปแล้วก็จริง แต่กองทัพมาช่วยถึงหกหัวเมือง ซึ่งประมาทหมายชนะถ่ายเดียวนั้นยังมิได้ หนึ่งเดือนนี้ก็เป็นเทศกาลทิ้งกระจาด พรุ่งนี้เป็นวันห้ามมิให้ทำการศึกและการทั้งปวง ก๋งจูกีก๋องจึงว่า อันการศึกนี้จะได้ทีก็เพราะประมาท ซึ่งท่านจะถือตามคำโบราณห้ามนั้นเห็นจะลำบากภายหลัง อนึ่งกองทัพหัวเมืองซึ่งยกมาช่วยนั้น ถึงมามากก็เหมือนน้อยเพราะมาด้วยขัดมิได้ และเจ้าเมืองอ๋อ เจ้าเมืองซิมนั้นก็อ่อนทั้งปัญญาและอายุ ยังไม่สันทัดในการศึก นายทัพนายกองเมืองชัว เมืองติน เมืองฆ้อ เมืองตุนนั้นเล่า ก็คอยทีแต่จะกลับไปเมือง เราจะแบ่งพลกับคนโทษสามพันแยกออกเป็นสามกอง ซุ่มสงบไว้แต่ในค่ายมิให้ทันสงสัย กองทัพเมืองฌ้อและหัวเมืองทั้งปวงก็จะมีความประมาทมิได้ระวังตัว เพลาใกล้รุ่งจะยกเข้าระดมตีทั้งสามค่าย อันกองทัพหัวเมืองก็จะพลอยประจบแตกไปเอง ทำไมกับกองทัพเมืองฌ้อเท่านั้นจะทานกำลังกองทัพเราได้หรือ อ๋องเหลียวได้ฟังก๋งจูกีก๋องว่าก็เห็นด้วย จึงสั่งให้แบ่งพลออกเป็นสามกอง อ๋องเหลียวกองหนึ่ง ก๋งจูกีก๋องกองหนึ่ง เอียมอีกองหนึ่ง สรรพไปด้วยศัสตราวุธครบมือซุ่มสงบไว้ในค่าย ครั้นเพลายามสามเศษได้ท่วงทีก็ให้คนโทษเข้าแหกค่าย ก๋งจูกีก๋องก็เข้าตีค่ายเมืองซิม เมืองอ๋อ เมืองติน เอียมอีก็ตีค่ายเมืองฆ้อ เมืองชัว เมืองตุน อ๋องเหลียวก็เข้าตีค่ายเมืองฌ้อ

ฝ่ายกองทัพเมืองฌ้อกับหัวเมืองทั้งปวงคิดประมาทว่าเป็นวันห้ามมิได้ระวังตัว ครั้นพวกคนโทษทำลายค่ายเข้าไป กองทัพเมืองอ๋อ เมืองซิม เมืองติน เมืองฆ้อ เมืองตุน ก็เปิดประตูค่ายออกมารบ ครั้นเห็นกองทัพยกหนุนเข้าไปเป็นอันมากก็ตื่นตกใจหนีกลับไปเมือง ฝ่ายก๋งจูกีก๋องกับเอียมอีสั่งทหารเข้าไล่สกัด ฆ่าฟันกองทัพทั้งหกเมืองล้มตายเป็นอันมาก แล้วจับได้เจ้าเมืองอ๋อ เจ้าเมืองซิม ก๋งจูกีก๋องก็สั่งให้ทหารเอาไปฆ่าเสีย แล้วเอียมอีกับก๋งจูกีก๋องก็เข้าช่วยอ๋องเหลียวระดมตีค่ายเมืองฌ้อเป็นสามารถ อุยอวดเห็นจะทานกำลังกองทัพเมืองหงอมิได้ก็หนีไปทางประมาณหกสิบเส้น พวกเมืองหงอก็ฆ่าฟันผู้คนในกองทัพเมืองฌ้อล้มตายเป็นอันมาก ฝ่ายก๋งจูกีก๋องก็ยกเข้าไปที่อินเอียง รับชัวฮูหยินมารดาไทจูเกี๋ยนพามาหาอ๋องเหลียว อ๋องเหลียวก๋งจูกีก๋องเอียมอีให้เลิกกองทัพกลับไปเมือง

ฝ่ายสุม้าอวดครั้นแตกทัพมา เก็บรวบรวมทหารซึ่งเหลือตายไปนั้นเข้าเป็นหมวดกองไว้ พอได้ยินข่าวว่าก๋งจูกีก๋องมารับเอามารดาไทจูเกี๋ยนไปจากอินเอียง ก็รีบยกไปสกัดทางหวังจะชิงเอามารดาไทจูเกี๋ยนไว้ ครั้นถึงอินเอียงรู้ว่าก๋งจูกีก๋องไปได้สองวันแล้ว จะติดตามไปมิทันมีความทุกข์นัก จึงทอดใจใหญ่ว่าเจ้าเมืองฌ้อให้เรามารักษาด่านคอยจับหงอจูสู่ก็มิได้ ซ้ำแตกทัพเสียทแกล้วทหารล้มตายเป็นอันมาก แล้วก๋งจูกีก๋องก็มารับภรรยาเจ้าเมืองฌ้อนายเราไป โทษผิดครั้งนี้เป็นหลายประการมีความอัปยศยิ่งนัก จะกลับไปดูหน้าขุนนางในเมืองฌ้อกระไรได้ ตายเสียดีกว่าอยู่ จึงเอาเชือกเข้าผูกคอตายในขณะนั้น

ฝ่ายเตงกันก๋งเจ้าเมืองเตงได้ข่าวไปว่าก๋งจูกีก๋องรับนางชัวฮูหยินมารดาไทจูเกี๋ยนไป เจ้าเมืองเตงกลัวอันตรายจะถึงตัวด้วยได้ทำผิดฆ่าไทจูเกี๋ยนบุตรนางชัวฮูหยินเสีย จึงให้คุมเอาสิ่งของทองเงินมาให้มารดาไทจูเกี๋ยนเป็นอันมากหวังจะให้หายความผิด ชัวฮูหยินก็รับเอาสิ่งของทองเงินนั้นไว้ ฝ่ายอ๋องเหลียวครั้นกลับมาถึงเมืองแล้วก็ให้รางวัลแม่ทัพนายกองทแกล้วทหารตามความชอบแล้ว จึงจัดแจงบ้านให้นางชัวฮูหยินมารดาไทจูเกี๋ยนกับก๋งจูเซ่งผู้หลานอยู่ริมประตูเมืองด้านตะวันตกตามสมควร

ฝ่ายฌ้อเพงอ๋องเจ้าเมืองฌ้อรู้ว่าสุม้าอวดกับกองทัพหกหัวเมืองแตกมาครั้งนี้เสียรี้พลเป็นอันมาก เจ้าเมืองฌ้อวิตกนักกลัวทัพเมืองหงอจะตีล่วงเข้าไปถึงชานเมือง ครั้นแจ้งว่าอ๋องเหลียวเจ้าเมืองหงอถอยทัพกลับไปแล้ว ฌ้อเพงอ๋องจึงตั้งลงเหียเป็นที่เลงอินขุนนางผู้ใหญ่แทนเฮียงก้ายแล้วปรึกษาด้วยราชการบ้านเมือง ลงเหียจึงว่า กำแพงเมืองเรานี่ทั้งแคบทั้งตํ่า ถ้าและมีข้าศึกมาจะป้องกันรักษายาก ข้าพเจ้าคิดจะหาที่ชัยภูมิทำเมืองใหม่ ท่านจะเห็นประการใด ฌ้อเพงอ๋องจึงว่า ท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ราชการเมืองนี้ก็สิทธิ์ขาดอยู่กับท่าน ท่านเห็นดีประการใดก็ตามแต่จะจัดแจงเถิด ลงเหียก็ออกมาหาที่สร้างเมืองขึ้นใหม่ ทำกำแพงสูงกว่าเก่าสี่ศอกกว้างกว่าเก่ายี่สิบเส้นเรียกเถงเสีย และเถงเสียเก่านั้นให้เรียกว่ากีลำเสียด้วยอยู่ใกล้เขาซีกัว แล้วให้ทำเป็นเมืองค่ายขึ้น ณ ด้านตะวันตกแห่งหนึ่งเรียกแบะเสีย ครั้นลงเหียสร้างบ้านเมืองขึ้นใหม่เสร็จแล้ว ขุนนางราษฎรทั้งปวงสรรเสริญลงเหียว่ามีสติปัญญาสร้างเมืองขึ้นมั่นคงกว่าแต่ก่อน

ฝ่ายซิมมีทรุดขุนนางอยู่ในเมืองฌ้อนั้นได้ยินคำคนสรรเสริญลงเหียดังนั้น ซิมมีทรุดก็หัวเราะและติเตียนลงเหียว่าเป็นคนโง่ไม่มีเมตตาแก่ราษฎรจะได้ทำไร่นาหากินเป็นกำลัง คิดสร้างเมือง เมืองหงอยกเหยียบเข้ามาถึงชานกำแพงเมือง แล้วอย่าว่าแต่สร้างขึ้นเท่านี้เลย ถึงจะสร้างขึ้นอีกสิบเมืองก็รักษาไว้ไม่ได้ ลงเหียครั้นรู้ว่าซิมมีทรุดติเตียนดังนั้นก็มีมานะคิดจะไปตีเมืองหงอ จึงจัดแจงต่อเรือเป็นอันมาก ซ้อมหัดทหารให้ชำนิชำนาญทัพเรืออยู่ประมาณสามเดือนเศษแล้วก็ยกไปทางแม่นํ้าใหญ่ เข้าตีด่านปลายแดนเมืองหงอแตกเข้าไปเป็นหลายตำบล ฝ่ายอ๋องเหลียวเจ้าเมืองหงอได้แจ้งว่าเมืองฌ้อให้ยกทัพเรือตีปลายแดนเข้ามา จึงให้ก๋งจูกีก๋องคุมพลออกไปป้องกันทัพลงเหียไว้

ฝ่ายลงเหียครั้นยกมาตีปลายแดนเมืองหงอได้ครั้งนั้นจะเอาพอเป็นเกียรติยศ ครั้นรู้ว่าก๋งจูกีก๋องยกออกมาก็ล่าทัพกลับไปเมือง ฝ่ายก๋งจูกีก๋องครั้นลงเหียถอยทัพกลับไปแล้วจึงปรึกษาทหารทั้งปวงว่า ครั้งนี้ทัพเมืองฌ้อยกมาตีได้บ้านด่านปลายแดนไปหลายตำบล ถ้าเราไม่ตีตอบแทนบ้างเห็นจะกำเริบหนัก ข้าศึกจะมีนํ้าใจขึ้นกว่าทุกครั้ง เราคิดจะไปโจมตีเอาบ้านปลายเมืองฌ้อบ้าง ท่านจะเห็นประการใด นายทัพนายกองก็เห็นด้วยพร้อมกัน ก๋งจูกีก๋องก็รีบยกไปตีเมืองปลายแดนได้สองเมือง กวาดเอาครอบครัวเป็นอันมากแล้วก็ยกกลับมาเมืองหงอ

ฝ่ายฌ้อเพงอ๋องตั้งแต่ก๋งจูกีก๋องมาตีเมืองเชาเมืองเจงรี สองเมืองซึ่งเป็นเมืองปลายแดนไปได้ครั้งนั้น ก็มีความเจ็บใจคิดพยาบาทไม่รู้หาย จนบังเกิดโรคกำเริบมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ครั้งนั้นพระเจ้าจิวเค่งอ๋องเสวยราชสมบัติได้สี่ปี ฌ้อเพงอ๋องป่วยหนักลงจะใกล้ถึงความตาย จึงให้หาลงเหียซึ่งเป็นที่เลงอินกับก๋งจือชายผู้ลูกใหญ่เข้ามาสั่งว่า ถ้าสิ้นบุญเราแล้วท่านจงช่วยทะนุบำรุงเอาจิ๋นจูขึ้นว่าราชการเมืองด้วยเถิด แต่ศพของเรานั้นท่านจงเอาไปฝังไว้ในแม่น้ำเลียวไทอ้อ อย่าให้ผู้ใดล่วงรู้ สั่งแล้วฌ้อเพงอ๋องก็ถึงแก่ความตาย

ฝ่ายลงเหียครั้นเห็นฌ้อเพงอ๋องตายแล้ว จึงปรึกษากับเป๊กคับอ๋วนว่า สมบัติบ้านเมืองนี้ ซึ่งจะให้แก่จิ๋นจูตามฌ้อเพงอ๋องสั่งนั้น จะเอาจือชายผู้พี่ไปไว้เสียที่ไหน อนึ่งจิ๋นจูก็เป็นบุตรนางเม่งหยง นางเม่งหยงคนนี้เดิมฌ้อเพงอ๋องขอมาจะให้เป็นเมียไทจูเกี๋ยนผู้บุตรแล้วฌ้อเพงอ๋องกลับเลี้ยงนางเม่งหยงเป็นเมีย จึงเกิดจิ๋นจูและที่จะให้สมบัติจิ๋นจูนั้นเห็นมิชอบ ชอบแต่จะยกสมบัติให้จือชายซึ่งเป็นผู้ใหญ่จึงจะควร เป๊กคับอ๋วนก็นำเอาความที่ลงเหียปรึกษานั้นไปบอกแก่จือชาย จือชายได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงตอบเป๊กคับอ๋วนว่า ซึ่งท่านจะไม่ตั้งจิ๋นจูเป็นเจ้าเมืองและหยิบเอาความหลังมาว่านั้นเหมือนแกล้งประจานบิดาเรา อนึ่งมารดาจิ๋นจูบิดาเราก็เลี้ยงขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว ซึ่งเลงอินว่านั้นมิชอบ ถ้าผู้ใดจะขืนเอาความอันนี้ขึ้นเจรจาอีกต่อไปและมิทำตามบิดาเราสั่ง เราจะประหารชีวิตผู้นั้นเสีย เป๊กคับอ๋วนก็เอาความกลับมาบอกลงเหีย ลงเหียก็มิได้เอาเป็นธุระสืบไป

จือชายกับลงเหียก็คิดจัดแจงการฝังศพฌ้อเพงอ๋องด้วยอุบายไว้ในแม่นํ้าเลียวไทอ้อมิให้ผู้ใดล่วงรู้ และคนซึ่งเอาศพไปฝังนั้นลงเหียกับจือชายให้ฆ่าเสีย แล้วก็ยกจิ๋นจูขึ้นเป็นเจ้าเมือง เรียกชื่อฌ้อเจียวอ๋อง ฌ้อเจียวอ๋องก็ตั้งขุนนางเพิ่มเติมขึ้นอีก ให้เป๊กคับอ๋วนเป็นที่โจอิ๊น เจียนจังสือเป็นที่อิวอิ๋น ช่วยกันทำนุบำรุงรักษาบ้านเมืองสืบไป

ขณะนั้นหงอจูสู่รู้ว่าฌ้อเพงอ๋องถึงแก่ความตายแล้ว คิดถึงความซึ่งได้พยาบาทเจ้าเมืองฌ้อไว้มิได้ทันแก้แค้นก็ร้องไห้ จนรู้ไปถึงก๋งจูกีก๋อง ก๋งจูกีก๋องจึงมาถามหงอจูสู่ว่า ฌ้อเพงอ๋องสิเป็นคู่พยาบาทกับท่าน ฌ้อเพงอ๋องตายแล้วชอบแต่จะดีใจอีก ทำไมท่านจึงร้องไห้เล่า หงอจูสู่จึงว่า ฌ้อเพงอ๋องนี้ตายไปก่อน มิได้ตายในอาชญามือข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สิ้นความพยาบาทจึงร้องไห้ ก๋งจูกีก๋องจึงว่า เมื่อฌ้อเพงอ๋องตายแล้ว ท่านจะร้องไห้ให้เป็นขึ้นมาได้หรือ ก็จะป่วยการเสียเปล่า ท่านช่วยกันคิดทำร้ายอ๋องเหลียวให้สำเร็จเมื่อใดจึงยกกองทัพไปตีเมืองฌ้อ จับบุตรภรรยาและพรรคพวกฌ้อเพงอ๋องมาแก้แค้นก็เหมือนได้ทำกับตัวฌ้อเพงอ๋องเหมือนกัน

หงอจูสู่ได้ฟังดังนั้นค่อยคลายจิตแล้วจึงถามก๋งจูกีก๋องว่า ซึ่งจะฆ่าอ๋องเหลียวนั้นท่านคิดได้อย่างไรบ้าง ก๋งจูกีก๋องว่า แต่เราตรึกตรองทั้งกลางวันกลางคืนยังหาเห็นช่องไม่ หงอจูสู่จึงว่า ครั้งนี้ได้ท่วงทีแล้ว ท่านจงทำป่วยขาว่าตกเกวียนเดินมิได้ แต่อุตส่าห์เอาข่าวซึ่งเจ้าเมืองฌ้อตายนั้นไปแจ้งแก่เจ้าเมืองหงอ ให้ใช้เอียมอีวกับเจ๊กหยองเป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองฌ้อ แล้วจึงอุบายให้เคงกี๋ไปเกลี้ยกล่อมเมืองเตงเมืองโอย ภายหลังเราจะคิดการจึงจะสำเร็จโดยง่าย ก๋งจูกีก๋องจึงว่า ถึงเอียมอีวเจ๊กหยองเคงกี๋จะไปแล้ว กุยจับเป็นผู้ใหญ่อยู่กับเมือง ถ้ารู้ว่าเราคิดทำการเช่นนี้ที่ไหนจะยอมให้เราทำ หงอจูสู่จึงว่า อันกุยจับนั้นจะคิดให้ไปเสียเมืองจิ้น ด้วยเมืองจิ้นเป็นเมืองใหญ่มีผู้คนทแกล้วทหารมาก ถ้ารู้ไปว่าฌ้อเพงอ๋องตายแล้วและเมืองฌ้อมีศึก ก็จะยกทัพกลับไปเมืองฌ้อหรือจะตีเมืองบ้างก็ยังไม่รู้ ท่านจงเอาความข้อนี้พูดกับอ๋องเหลียว ให้อ๋องเหลียวใช้กุยจับไปเจรจาความเมืองหน่วงกองทัพเมืองจิ้นไว้แล้ว กุยจับจะได้ดูทางภูมิฐานเมืองจิ้น ด้วยอ๋องเหลียวเป็นคนโลภก็จะหลงตามถ้อยคำเรา ก๋งจูกีก๋องได้ฟังหงอจูสู่ให้ความคิดดังนั้นเห็นชอบ ก็สรรเสริญว่าหงอจูสู่มีปัญญาลึกซึ้ง แล้วก๋งจูกีก๋องก็ลาหงอจูสู่มา

ครั้นรุ่งเช้าก๋งจูกีก๋องก็ทำป่วยขา เข้าไปบอกอ๋องเหลียวตามอุบายหงอจูสู่ทุกประการ อ๋องเหลียวได้ฟังดังนั้นคิดเห็นจริงด้วย จึงว่ากับก๋งจูกีก๋องว่า ถ้าเราจัดแจงทัพยกไปตีเสียแต่ขณะนี้บ้านเมืองยังไม่มีเจ้าของ การศพก็ยังอะร้าอะร่ามอยู่ ขุนนางและทหารที่ไหนจะคิดรบสู้ เห็นจะได้ถ่ายเดียว และท่านเห็นผู้ใดที่จะเป็นแม่ทัพไปตีเมืองฌ้อได้ ก๋งจูกีก๋องจึงว่า ราชการครั้งนี้ข้าพเจ้าคิดตั้งใจไว้จะอาสาท่านและมาจนใจด้วยตกเกวียนป่วยอยู่รักษายังไม่หาย ข้าพเจ้าคิดน้อยใจนัก อันการศึกครั้งนี้เป็นการสำคัญ ถ้าท่านเห็นผู้ใดจะวางใจได้ท่านจงใช้ผู้นั้นเป็นแม่ทัพไปเถิด อ๋องเหลียวจึงว่า เราเห็นแต่เอียมอีวเจ๊กหยองสองคนซึ่งเป็นคนสนิทเคยเป็นแม่ทัพนายกองมาหลายครั้ง ครั้งนี้เห็นจะไปได้หรือมิได้ ก๋งจูกีก๋องจึงว่าดีแล้ว อันเอียมอีวเจ๊กหยองดีทั้งฝีมือและความคิด ท่านให้ไปครั้งนี้เห็นจะได้ราชการเป็นแท้ อ๋องเหลียวได้ฟังก๋งจูกีก๋องว่าดีนัก จึงสั่งให้เอียมอีวเจ๊กหยองเป็นแม่ทัพคุมคนทั้งสองหมื่นยกไปตีเมือง แล้วให้กุยจับเป็นทูตไปเมืองจิ้น แต่เคงกี๋ซึ่งจะให้ไปเกลี้ยกล่อมเมืองเตงเมืองโอยนั้นยังงดไว้ก่อน ฝ่ายเอียมอีวเจ๊กหยองซึ่งเป็นแม่ทัพคุมคนสองหมื่นยกไปถึงตำบลเซียมอิบปลายแดนเมืองฌ้อ เอียมอีวเจ๊กหยองก็สั่งทหารให้ล้อมเซียมอิบไว้

ฝ่ายขุนนางซึ่งมารักษาเซียมอิบอยู่นั้น เห็นทัพเมืองหงอยกมาตั้งล้อมไว้ครั้งนั้นมิได้ออกรบพุ่งด้วย คิดจัดแจงรักษาตัวไว้มั่นคงแล้วให้คนถือหนังสือไปแจ้งกับเจ้าเมืองฌ้อ ฌ้อเจียวอ๋องครั้นรู้ในหนังสือดังนั้นก็ตกใจ จึงปรึกษาด้วยขุนนางทั้งปวง เจียวชายจึงว่ากับฌ้อเจียวอ๋องว่า เมืองหงอยกกองทัพมาครั้งนี้ก็เพราะรู้ว่าฌ้อเพงอ๋องหาบุญไม่ ทำทีจะขู่ให้กลัว ข้าพเจ้าคิดว่าจะให้ซิมมีทรุดยกไปช่วยเซียมอิบทัพหนึ่ง แล้วจึงให้เป๊กคับอ๋วนยกไปทางเรือตามลำน้ำห้วยนุด ขึ้นตั้งปิดต้นทางเมืองหงอไว้มิให้กองทัพยกเพิ่มเติมมาช่วยกันได้ ยกทัพเรือตัดขึ้นไปตั้งสกัดต้นทางเมืองหงอไว้ แล้วเกณฑ์พลให้ซิมมีทรุดพันหนึ่งยกไปช่วยเซียมอิบ เป๊กคับอ๋วนซิมมีทรุดต่างก็ยกไปตามคำฌ้อเจียวอ๋องสั่ง

เอียมอีวเจ๊กหยองซึ่งล้อมเซียมอิบอยู่นั้น ครั้นรู้ว่ากองทัพเมืองฌ้อยกออกมาเป็นอันมาก เอียมอีวจึงว่ากับเจ๊กหยองว่า เราจะแบ่งเอาพลหมื่นหนึ่งยกออกไปรับทัพเมืองฌ้อ ท่านจงตั้งล้อมเซียมอิบไว้ให้มั่นคง ว่ากันแล้วเอียมอีวก็แบ่งพลหมื่นหนึ่งออกไปยันทัพซิมมีทรุด ฝ่ายซิมมีทรุดก็ตั้งค่ายมั่นไว้มิได้ออกรบด้วยเอียมอีว แล้วลอบใช้ทหารลอบไปล้มไม้คัดขอนทับทางเสีย มิให้กองทัพเมืองหงอไปตักนํ้ากินได้ ฝ่ายเอียมอีวรู้ดังนั้นก็ถอยทัพเข้าค่ายปรึกษาด้วยเจ๊กหยอง พอมีผู้เข้ามาบอกว่าเป๊กคับอ๋วนคุมทหารยกทัพเรือไปตามทางห้วยนุดขึ้นตั้งสกัดปิดต้นทางเสียแล้ว เอียมอีวเจ๊กหยองก็ตกใจ จึงปรึกษากันว่าซึ่งจะตั้งล้อมอยู่นี้ก็จะขัดด้วยน้ำและอาหาร ครั้นจะไปเล่า เป๊กคับอ๋วนก็ตั้งสกัดทางอยู่ จำจะให้คนถือหนังสือลัดลอดไปขอกองทัพอ๋องเหลียว ให้ยกมาตีทัพเป๊กคับอ๋วนซึ่งตั้งสกัดต้นทางนั้นเสียจึงจะได้ ปรึกษาเห็นว่าพร้อมกันแล้วก็ให้คนถือหนังสือรีบไปแจ้งแก่เจ้าเมืองหงอโดยเร็ว

ฝ่ายอ๋องเหลียวแจ้งในหนังสือเอียมอีวเจ๊กหยองบอกมาดังนั้นมีความวิตกนัก จึงปรึกษาก๋งจูจีก๋อง จูจีก๋องจึงว่า เดิมข้าพเจ้าก็ได้บอกไว้แก่ท่านให้เกลี้ยกล่อมเมืองเตง เมืองโอยมาเป็นกำลังเข้ามือกัน ท่านก็หาทำตามข้าพเจ้าไม่ อันเป๊กคับอ๋วนยกมาครั้งนี้ หมายจะปิดเอาพลเราไว้ทั้งปวง ทหารที่ไหนจะมาน้อย ซึ่งจะจัดกองทัพแต่เมืองเราไปตีทางเดียวนั้นเห็นจะหาแตกไม่ จำจะให้เคงกี๋ผู้บุตรให้เร่งไปเกลี้ยกล่อมเมืองเตงเมืองโอยยกไปตีทางหนึ่งจึงจะได้ อ๋องเหลียวได้ฟังดังนั้นจึงสั่งเคงกี๋ผู้เป็นบุตรให้เร่งไปเกลี้ยกล่อมเมืองเตงเมืองโอย ถ้าได้แล้วจะกำหนดมาเมื่อใดให้มีหนังสือบอกมาถึงให้เรารู้ เราจะได้จัดทัพรีบไปถึงพร้อมกัน เคงกี๋รับคำแล้วก็จัดแจงรีบไปเมืองโอยโดยเร็ว

หงอจูสู่ครั้นแจ้งว่าเคงกี๋ไปจากเมืองแล้ว จึงไปว่าแก่ก๋งจูกีก๋องว่า ซึ่งท่านทำคุณไว้กับจวนจูจะได้ใช้จวนจูครั้งนี้แล้ว ก๋งจูกีก๋องให้ไปหาตัวจวนจูมา ณ บ้าน แล้วส่งมีดเหน็บให้จวนจู จวนจูก็รับเอามีดแล้วจึงว่า ข้าพเจ้าจะทำการครั้งนี้ ตัวข้าพเจ้าจะเป็นกับตายก็เท่ากัน ข้าพเจ้าจะขอไปลามารดาเสียก่อนแล้วจะกลับไป จวนจูก็ลาก๋งจูกีก๋องหงอจูสู่ไปบ้าน แลเห็นมารดาจวนจูกลั้นน้ำตามิได้ มารดาเห็นประหลาดจึงถามจวนจูว่าร้องไห้ด้วยเหตุอันใด จวนจูก็เล่าความให้มารดาฟังทุกประการ มารดาว่ากับจวนจูว่า ก๋งจูกีก๋องมีคุณต่อเราแม่ลูกเป็นอันมาก จำจะแทนคุณท่านจึงจะควร เจ้าจงไปเถิดอย่าเป็นห่วงมารดาเลย ถ้าสมความคิดแล้วจะได้มีหน้ามีชื่ออยู่ในแผ่นดินสืบไป จวนจูได้ฟังมารดาว่าดังนั้นทอดใจใหญ่ด้วยความรักมารดาเป็นที่ยิ่ง ให้พะว้าพะวังอยู่มิใคร่ไป มารดาจึงว่าเป็นหลายครั้ง จวนจูก็อิดออดอยู่ มารดาจึงอุบายว่าอยากนํ้าที่สุดแกล้งใช้จวนจูไปตักนํ้า ครั้นจวนจูไปแล้วมารดาจวนจูก็เข้าไปในห้องบอกแก่ลูกสะใภ้ว่า แม่หาวนอนจะเอนหลังเสียสักหน่อย ลูกสะใภ้ก็ออกมานั่งข้างนอก มารดาจวนจูก็ปิดประตูลั่นกลอนเสียแล้วจึงเอาเชือกผูกคอตายในขณะนั้น

ฝ่ายจวนจูไปตักนํ้าใสได้แล้วก็กลับมาเรือน ไม่เห็นมารดาจึงถามเมียว่ามารดาเราไปไหน ภรรยาจึงบอกว่ามารดาอยู่ในห้อง จวนจูได้ฟังดังนั้นจึงตรงเข้าไปดูเห็นประตูห้องปิดอยู่ จวนจูร้องเรียกเป็นหลายคำหาเห็นมารดาเปิดประตูไม่คิดสงสัยนัก จึงทำลายประตูเข้าไปเห็นมารดาผูกคอตาย จวนจูก็ร้องไห้รักแล้วจัดแจงเอาศพมารดาไปฝังเสร็จ แล้วจึงสั่งเมียว่าเจ้าค่อยอยู่จงดี เราจะไปครั้งนี้จะได้กลับมาหรือมิมาก็เท่ากัน ถ้ารู้ว่าเราหาบุญไม่แล้ว จงพาบุตรเข้าไปหาก๋งจูกีก๋องเถิด จะได้เป็นที่พึ่งสืบไป จวนจูกับภรรยาต่างคนต่างร้องไห้รักกันแล้วภรรยาก็ตามส่งจวนจู จวนจูออกจากบ้านมาถึงบ้านก๋งจูกีก๋อง บอกความซึ่งมารดาตายให้ก๋งจูกีก๋องหงอจูสู่ฟังทุกประการ ก๋งจูกีก๋องหงอจูสู่ก็พูดจาเกลี้ยกล่อมเอาใจจวนจูให้ค่อยหายความทุกข์ แล้วก็เอาความซึ่งจะคิดทำร้ายอ๋องเหลียวมาปรึกษาจวนจู จวนจูจึงว่า ถ้าท่านคิดอ่านให้อ๋องเหลียวมากินโต๊ะที่บ้านได้เมื่อใด วันนั้นเป็นวันตายอ๋องเหลียวท่านอย่าวิตกเลย ก๋งจูกีก๋อง หงอจูสู่ จวนจู สามคนปรึกษากันดังนั้น ก๋งจูกีก๋องก็เข้าไปหาอ๋องเหลียว อ๋องเหลียวก็พูดจาปรึกษากับก๋งจูกีก๋องด้วยการศึก ก๋งจูกีก๋องจึงว่าแก่อ๋องเหลียวว่า ท่านอย่าวิตกเลย ถ้าเคงกี๋ไปเกลี้ยกล่อมเมืองเตงเมืองโอยได้มีหนังสือมาแล้วเมื่อใด ถึงตัวข้าพเจ้ายังเจ็บป่วยอยู่ก็จะอุตส่าห์ยกไปเอง อ๋องเหลียวก็มีความยินดี ก๋งจูกีก๋องจึงว่า ข้าพเจ้าได้คนมีฝีมือมาทำกับข้าวคนหนึ่ง พรุ่งนี้จะเชิญท่านไปกินโต๊ะที่บ้านข้าพเจ้าจะควรหรือมิควร อ๋องเหลียวจึงว่าเราเป็นพี่น้องกันมิใช่ผู้อื่นจะเป็นไรมี ก๋งจูกีก๋องก็ลาอ๋องเหลียวมาบ้านบอกกับหงอจูสู่จวนจู ครั้นเพลาคํ่าก๋งจูกีก๋องก็เกณฑ์คนสรรพไปด้วยอาวุธครบมือแบ่งให้หงอจูสู่ไปซุ่มอยู่นอกบ้านคอยฟังการ ถ้าได้ยินในบ้านอื้ออึงขึ้นเมื่อใดให้คุมคนเข้ามา หงอจูสู่กับคนร้อยหนึ่งออกไปซุ่มอยู่นอกบ้านตามคำก๋งจูกีก๋องสั่ง

ฝ่ายอ๋องเหลียวครั้นเพลาเช้าก็เข้าไปลามารดาจะมา ณ บ้านก๋งจูกีก๋อง มารดาจึงว่า อันก๋งจูกีก๋องนี้เห็นจะมีความพยาบาทอยู่ ซึ่งจะไปเล่นบ้านก๋งจูกีก๋องนั้นแม่ไม่วางใจ อ๋องเหลียวจึงว่าได้รับคำเขาแล้ว ครั้นจะมิไปเล่าคนทั้งปวงก็จะติเตียนว่ากลัวก๋งจูกีก๋อง ความอัปยศก็จะมีเป็นอันมาก มารดาจึงว่า ถ้าเจ้าจะไปแล้วอย่าประมาทแก่การ จงระมัดระวังตัวให้จงดีเถิด อ๋องเหลียวก็รับคำลามารดามาจัดแจงวางทหารให้ตั้งรายกันไปจนถึงบ้านก๋งจูกีก๋อง แล้วอ๋องเหลียวก็ใส่เสื้อเกราะถือกระบี่ ขึ้นนั่งเกี้ยวเรียกพวกพ้องและทหารซึ่งเป็นคนข้างเคียงเคยไว้ใจไป ณ บ้านก๋งจูกีก๋องเป็นอันมาก ก๋งจูกีก๋องก็ออกมาคอยรับเชิญอ๋องเหลียวเข้าไปนั่งในที่อันสมควร ก๋งจูกีก๋องพูดจาล่อลวงให้อ๋องเหลียววางใจสนิท แล้วสั่งให้ยกโต๊ะไปเลี้ยงอ๋องเหลียว อ๋องเหลียวก็เสพสุราด้วยก๋งจูกีก๋อง ก๋งจูกีก๋องกินพลางทำมารยาก้มลงลูบเท้านิ่วหน้าทำทีดูจะป่วยให้อ๋องเหลียวเห็น อ๋องเหลียวจึงถามว่าท่านเป็นไรหรือ ก๋งจูกีก๋องจึงว่า แต่ข้าพเจ้าตกเกวียนลงครั้งนั้นให้เมื่อยขัดอยู่ยังมิหาย เชิญกินอยู่พลางเถิด ข้าพเจ้าจะเข้าไปทายาเสียก่อน ว่าแล้วก็เดินกุมเท้าไป

ฝ่ายจวนจูก็เอามีดเหน็บใส่ในท้องปลาใหญ่ วางลงบนจานยกชูเดินเข้าไป พวกอ๋องเหลียวซึ่งรักษาประตูนั้นก็ค้นคว้าดูที่ตัวจวนจูหาเห็นสิ่งอันใดไม่ ก็ให้จวนจูเอาจานปลาเข้าไปตั้งที่โต๊ะ จวนจูเห็นได้ท่วงทีก็ชักมีดเหน็บออกจากท้องปลา โจนเข้าไปแทงสอดเกราะถูกซอกคออ๋องเหลียวก็ถึงแก่ความตาย พวกทหารซึ่งถืออาวุธยืนอยู่นั้นเห็นดังนั้นก็กลุ้มรุมกันเข้าฟันแทงจวนจูตายในขณะนั้น ฝ่ายก๋งจูกีก๋องก็เรียกทหารซึ่งซุ่มไว้นั้นกรูกันออกมาไล่ฆ่าฟันพวกพ้องอ๋องเหลียวหนีไปได้บ้าง และพวกอ๋องเหลียวซึ่งวางรายทางอยู่นั้นได้ยินเสียงผู้คนวุ่นวายก็กรูกันจะเข้ามาในบ้าน หงอจูสู่ซึ่งคุมคนอยู่นั้นก็ขับคนออกมาไล่ทิ่มแทงพวกอ๋องเหลียวแตกตื่นหนีไป แล้วหงอจูสู่ก็เชิญก๋งจูกีก๋องขึ้นมาพร้อมด้วยทหารแห่เข้าไปในเมือง ก๋งจูกีก๋องก็ขึ้นบนที่อ๋องเหลียวออกว่าราชการ ให้ขุนนางทั้งปวงมาพร้อมกันแล้วก๋งจูกีก๋องก็เอาความหลังแต่ครั้งจูหวนสั่งไว้นั้นมาประกาศให้รู้ทั่วกันว่า เราทำการทั้งนี้เพราะอ๋องเหลียวไม่มีความสัจ เห็นแต่จะได้สมบัติบ้านเมืองละเมิดล่วงเกินคำลุงและบิดาไว้ ถ้ากุยจับผู้อากลับมาแต่เมืองจิ้น เราก็จะยกสมบัติบ้านเมืองให้กุยจับ ว่าดังนั้นแล้วก็สั่งให้จัดแจงการฝังศพอ๋องเหลียวและจวนจูโดยสมควรตามอย่าง แล้วก็เอาจวนหิงบุตรจวนจูมาตั้งไว้เป็นเสียงเขาขุนนางผู้ใหญ่ ให้เสียงเขงเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ให้หงอจูสู่เป็นเฮงหยินขุนนางที่ปรึกษา ปีหลีนั้นก็ตั้งเป็นขุนนางตามสมควร แล้วให้เบิกเอาเงินทองข้าวปลามาแจกจ่ายให้ไพร่บ้านพลเมืองที่ยากจน อาณาประชาราษฎร์ก็ค่อยมีความสุข บ้านเมืองก็เรียบราบเป็นปรกติสุข ก๋งจูกีก๋องก็ให้คนไปสืบข่าว เคงกี๋บุตรอ๋องเหลียวซึ่งไปเกลี้ยกล่อมเมืองเตงเมืองโอย ได้ความกลับมาบอกก๋งจูกีก๋องว่า เคงกี๋กลับมาจะใคร่ถึงเมืองอยู่แล้ว ก๋งจูกีก๋องก็จัดทัพยกออกไปตั้งสกัดทางจับตัวเคงกี๋

ฝ่ายเคงกี๋กลับมาถึงกลางทางแจ้งว่าก๋งจูกีก๋องฆ่าบิดาตายแล้วยกทัพออกมาคอยจับตัว เคงกี๋มีความกลัวยิ่งนักก็หนีไป ก๋งจูกีก๋องรู้ตามทันยิงด้วยเกาทัณฑ์ เคงกี๋ก็จับลูกเกาทัณฑ์ไว้ได้ก็รีบหนีไปโดยตกใจ ก๋งจูกีก๋องเห็นจะตามมิทันจึงกำชับชาวด่านว่า ถ้าผู้ใดจับเคงกี๋ได้เราจะเลี้ยงให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ก๋งจูกีก๋องก็กลับเข้าเมือง

ฝ่ายกุยจับซึ่งอ๋องเหลียวใช้ให้เอาเครื่องบรรณาการไปคำนับเจ้าเมืองจิ้น กลับมาถึงเมืองหงอรู้ข่าวว่าอ๋องเหลียวตายก็ไปยังที่ฝังศพแล้วร้องไห้รัก จึงจัดแจงของเซ่นศพตามธรรมเนียม ขณะนั้นก๋งจูกีก๋องแจ้งว่ากุยจับกลับมาจากเมืองจิ้น ไปคำนับศพอ๋องเหลียวอยู่จึงตามไปพบกุยจับก็คำนับกันตามธรรมเนียม แล้วจึงว่ากับกุยจับว่า ซึ่งสมบัติในเมืองหงอนี้เป็นของปู่ย่าตายายด้วยกันมา เห็นว่าท่านเป็นผู้ใหญ่ข้าพเจ้าจะมอบบ้านเมืองให้แก่ท่าน กุยจับจึงว่า เจ้าคิดการจะเอาบ้านเมืองก็สมความคิดแล้ว เหตุใดเจ้าจึงจะยกเมืองให้กับเรา อันตัวเราสติปัญญาน้อยหาควรที่จะเป็นเจ้าเมืองไม่ ว่าแล้วก็เดินกลับมาบ้าน ก๋งจูกีก๋องเห็นกุยจับพูดจาบิดพลิ้วไม่ยอมดังนั้น จึงกลับมาที่ว่าราชการ ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้าเมืองหงอชื่อว่าอับหลี ฝ่ายกุยจับรู้ว่าก๋งจูกีก๋องมีใจกำเริบตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า จึงนึกว่าจะทำราชการอยู่ในก๋งจูกีก๋องเล่าเห็นจะหามีความสุขไม่ ก็อพยพครอบครัวกลับไปในเมืองเอียนเหลงซึ่งขึ้นกับเมืองหงอ

ฝ่ายเอียมอีวเจ๊กหยองซึ่งอ๋องเหลียวใช้ให้ไปตีเมืองฌ้อนั้น ตั้งรบกับทหารเมืองฌ้อติดพันกันอยู่ ทหารเอียมอีวเจ๊กหยองล้มตายเบาบางลง เอียมอีวเจ๊กหยองจึงให้ม้าใช้ไปแจ้งข้อราชการขอทหารอ๋องเหลียวมาเพิ่มเติม ม้าใช้ก็รีบไปแล้วกลับมาบอกว่า บัดนี้ก๋งจูกีก๋องคิดประทุษร้ายฆ่าอ๋องเหลียวเสียแล้วตั้งตัวเป็นเจ้าเมือง นายทหารทั้งสองได้ฟังดังนั้นตกใจนัก เอียมอีวจึงว่า ครั้นเราจะพากันกลับไปเมืองหงอก็เกรงก๋งจูกีก๋องอยู่ จะสมัครเข้าราชการกับเจ้าเมืองฌ้อเล่า ก็เป็นข้าศึกกันจะไว้ใจยังไม่ได้ เจ๊กหยองจึงว่าท่านว่านี้ก็ชอบแล้ว แต่ว่าเราจะต่อสู้อยู่ดังนี้เห็นจะมีอันตรายเป็นมั่นคงจำจะหนีเอาตัวรอดเถิด เอียมอีวจึงตอบว่า เราจะหนีไปอาศัยอยู่เมืองอื่นเล่า ทหารเมืองฌ้อก็ตั้งประชิดกันอยู่เห็นจะหนีไปไม่พ้น เจ๊กหยองได้ฟังดังนั้นจึงว่า เรามีอุบายอย่างหนึ่ง ให้ประกาศแก่ทหารของเราว่าคํ่าวันนี้เพลายามเศษจะแหกค่ายเมืองฌ้อ เมื่อขณะยกออกไปแหกค่ายนั้น เราจึงปลอมเป็นทหารหนีไป เอียมอีวก็เห็นชอบด้วย จึงสั่งทหารให้เตรียมตัวไว้ตามอุบายซึ่งคิดกันนั้น เอียมอีวเจ๊กหยองก็จัดแจงให้คนสนิทสิบเจ็ดสิบแปดคน เอียมอีวเจ๊กหยองก็แต่งตัวเป็นทหารแล้วลอบออกจากค่ายในเพลากลางคืน เอียมอีวก็หนีไปอยู่เมืองอื่น เจ๊กหยองก็รีบไปอาศัยอยู่ ณ เมืองจองอู๋ ฝ่ายทหารเอียมอีวเจ๊กหยองซึ่งเตรียมตัวจะคอยแหกค่ายนั้น จนเพลารุ่งสว่างขึ้นหาเห็นนายของตัวไม่ ต่างคนต่างทิ้งค่ายรีบหนีเอาตัวรอด

ฝ่ายเป๊กคับอ๋วนนายทหารเมืองฌ้อซึ่งตั้งประชิดอยู่นั้น ครั้นเห็นทหารเอียมอีวเจ๊กหยองหนีทิ้งค่ายกระจัดกระจายกันไป ก็สั่งทหารให้ออกก้าวสกัดจับได้ทหารและเครื่องศัสตราวุธเป็นอันมาก จึงเอาตัวทหารที่จับได้นั้นมาซักถามไล่เลียงดูได้ความว่า ในเมืองหงอเกิดวุ่นวายกันขึ้น อ๋องเหลียวก็ตายเสียแล้ว แต่เอียมอีวเจ๊กหยองนั้นจะหนีไปแห่งใดไม่แจ้ง เป๊กคับอ๋วนจึงปรึกษากับซิมมีทรุดว่า บัดนี้ในเมืองหงอเกิดฆ่าฟันกันขุนนางและราษฎรยังหาปรกติไม่ ถ้าเรายกไปโจมตีเอาเห็นจะได้โดยง่าย ซิมมีทรุดจึงว่า ซึ่งท่านว่านี้ก็ควรอยู่ แต่เราเห็นว่าเมืองหงอก็เป็นเมืองใหญ่อยู่ทแกล้วทหารก็มีฝีมือ ทั้งเสบียงอาหารก็บริบูรณ์ ไหนจะทิ้งให้เมืองว่างเปล่าอยู่ ขุนนางในเมืองหงอก็คงจะจัดแจงเจ้าเมืองขึ้นรักษาเขตแดนไว้ ถึงเราจะไปตีก็เห็นจะได้โดยยาก เป๊กคับอ๋วนเห็นชอบด้วย ซิมมีทรุดจึงยกทหารกลับมาเมืองฌ้อ ก็เข้าไปคำนับเจ้าเมืองฌ้อ แจ้งความซึ่งได้รบกับทหารเมืองหงอให้ฟังทุกประการ ฌ้อเจียวอ๋องแจ้งดังนั้นก็มีความยินดีนักจึงให้เงินทองของข้าวกับเป๊กคับอ๋วนและซิมมีทรุดเป็นอันมาก

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ