๕๗

ฝ่ายนางแหกีซึ่งเป็นภรรยาเลงอินเซียงเหลาขุนนางเมืองฌ้อ ครั้นเมื่อเลงอินเซียงเหลาไปทำศึกกับทหารเมืองจิ้นถูกเกาทัณฑ์ตายที่ตำบลซกเสีย นางแหกีก็ลอบทำชู้ด้วยเฮกเอี๋ยวบุตรเลี้ยงเลงอินเซียงเหลา กิตติศัพท์ก็แพร่พรายไป ชาวบ้านชาวเมืองชวนกันนินทาเป็นอันมาก นางแหกีแจ้งดังนั้นก็คิดละอายแก่ชาวบ้านทั้งปวง ให้คนใช้จัดแจงข้าวของบรรทุกเกวียนเตรียมไว้จะไปอยู่กับญาติ ณ เมืองเตง

ฝ่ายคุดต๋งผูกพันรักใคร่นางแหกี ตั้งแต่เลงอินเซียงเหลาตายก็ใช้ให้คนไปพูดจาสอดแนมมิได้ขาด ครั้นรู้ว่านางจะไปเมืองเตงก็ตกใจ จึงให้คนใช้ลอบไปพูดว่าเรามีความรักในตัวนางมากนัก ซึ่งนางจะไปเมืองเตงนั้นจะมีหนังสือบอกให้เจ้าเมืองเตงมารับ นางแหกีจึงสั่งคนใช้ให้ไปบอกคุดต๋งว่าซึ่งคุดต๋งเมตตานั้นขอบใจนัก การทั้งปวงนั้นสุดแต่จะคิดเถิด คนใช้จำเอาคำนางมาแจ้งกับคุดต๋ง คุดต๋งได้ฟังก็มีความยินดีนัก จึงให้มีหนังสือไปถึงเจ้าเมืองเตงใจความว่า ข้าพเจ้าคุดต๋งขอคำนับมาถึงเจ้าเมืองเตง ขอท่านได้เห็นกับข้าพเจ้า แต่งให้คนมารับนางแหกีไปเมืองเตงโดยเร็ว เจ้าเมืองเตงแจ้งดังนั้นก็สั่งให้จัดแจงเกวียนกับทหารรีบไปเมืองฌ้อตามหนังสือคุดต๋ง

เจ้าเมืองฌ้อแจ้งดังนั้น จึงให้หาตัวคุดต๋งเข้ามาถามว่า บัดนี้เจ้าเมืองเตงให้มารับนางแหกี ท่านยังรู้ความเป็นประการใดบ้าง คุดต๋งได้ทีก็ตอบว่า ความเรื่องนี้ข้าพเจ้าแจ้งอยู่ว่าซุนเซกซึ่งเป็นบิดาซุนอ๋อง ซุนอ๋องพวกเราจับได้แต่ครั้งทัพซุนลิมฮูแตก บัดนี้เจ้าเมืองจิ้นตั้งซุนเซกเป็นทหารเอกโปรดปรานนัก ซุนเซกให้ไปอ้อนวอนไตหูวังสุดขุนนางเมืองเตง ให้ไตหูวังสุดเอาศพก๋งจูก๊กฉินกับศพเลงอินเซียงเหลาที่อยู่เมืองจิ้นไปขอเปลี่ยนตัวซุนอ๋อง ซึ่งให้จำไว้ในตรุเมืองเรากลับคืนไปเมืองจิ้น เจ้าเมืองเตงจึงให้มาบอกนางแหกีไปรับศพเลงอินเซียงเหลา เจ้าเมืองฌ้อได้ฟังก็มีความยินดี คุดต๋งก็คำนับลาไปบ้าน แล้วให้คนใช้ไปบอกกับนางแหกีตามที่พูดกับเจ้าเมืองฌ้อให้ต้องกัน นางแหกีจึงสั่งคนใช้ว่า ถ้ากระนั้นเพลาพรุ่งนี้เราจะเข้าไปลาเจ้าเมืองฌ้อ ให้นายทหารตามไปด้วย คนใช้ก็ลานางมาแจ้งความกับคุดต๋ง คุดต๋งมีความยินดี ครั้นรุ่งขึ้นก็เข้าไปหาเจ้าเมืองฌ้อคอยนางแหกีอยู่

ฝ่ายนางแหกีครั้นรุ่งเช้าก็เข้าไป ณ ที่เจ้าเมืองฌ้อออกว่าราชการแล้วคุกเข่าลงคำนับร้องไห้ว่า ข้าพเจ้าจะขอลาท่านไปเมืองเตงรับศพสามีข้าพเจ้าที่ซุนเซกขุนนางเมืองจิ้นจะเอามาแลกซุนอ๋องไป เจ้าเมืองฌ้อได้ฟังนางแหกีว่ามิได้สงสัย จึงว่าเจ้าจะไปรับศพผัวเจ้าก็ตามใจเถิด นางแหกีคำนับลาพลางชายตาดูคุดต๋งแล้วก็เดินออกมา คุดต๋งก็คำนับลาเจ้าเมืองฌ้อเดินตามไปกระซิบสั่งนางแหกีว่า เจ้าไปก่อนเถิด ภายหลังเราจึงจะไปตาม นางแหกีจึงว่าถ้าเมตตาแล้วก็อย่าลืมเมืองเตงเสีย ตัวข้าพเจ้าเป็นอิสตรีหมายจะพึ่งท่านสืบไป พูดกันแล้วนางแหกีก็มาบ้าน ขึ้นเกวียนรีบไปเมืองเตง พบทหารที่เจ้าเมืองเตงให้มารับก็พากันไปถึงเมือง

ฝ่ายคุดต๋งตั้งแต่นางแหกีไปเมืองเตงก็คิดผูกพัน ครั้นจะตามไปก็กลัวเจ้าเมืองฌ้อจะโกรธ จึงให้มีหนังสือไปถึงซุนเซกขุนนางเมืองจิ้น ใจความว่าให้เอาศพก๋งจูก๊กฉินกับเลงอินเซียงเหลาไปให้กับไตหูวังสุดขุนนางเมืองเตง มาขอแลกซุนอ๋องบุตรท่านซึ่งเจ้าเมืองฌ้อจับมาไว้คืนไปเถิด ซุนเซกได้ฟังก็ดีใจจึงให้เอาศพก๋งจูก๊กฉินกับศพเลงอินเซียงเหลาส่งไปให้ไตหูวังสุดขุนนางเมืองเตง แจ้งความตามหนังสือคุดต๋งให้ทุกประการ ไตหูวังสุดจึงนำศพก๋งจูก๊กฉินกับศพเลงอินเซียงเหลาไปให้เจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อก็ยอมให้ แล้วมอบตัวซุนอ๋องให้กับไตหูวังสุด ไตหูวังสุดก็ให้ทหารพาไปส่งซุนเซกผู้บิดา ณ เมืองจิ้น ครั้นคุดต๋งจัดแจงการเหล่านี้เสร็จแล้วก็เข้าไปคำนับเจ้าเมืองฌ้อ อุบายว่าเจ้าเมืองจิ้นกับเมืองโอย เมืองฬ่อ เมืองโจ๋ สมทบกันมาตีเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋แตกทัพเสียที่ทหารเป็นอันมาก บัดนี้เจ้าเมืองจิ้นคิดกำเริบใจจะตั้งตัวเป็นใหญ่ ถือว่าหัวเมืองทั้งปวงหามีผู้ใดกํ้าเกินไม่ บัดนี้เมืองเจ๋กับเราก็เป็นไมตรีกัน ข้าพเจ้าจะรับอาสาไปบอกเจ้าเมืองเจ๋ให้ยกมาสมทบกองทัพท่าน ไปตีเมืองจิ้นแก้แค้นเจ้าเมืองเจ๋ก็เห็นจะสำเร็จ

เจ้าเมืองฌ้อเห็นชอบด้วย จึงแต่งข้าวของเครื่องบรรณาการกับหนังสือให้คุดต๋งคุมไปเมืองเจ๋ คุดต๋งก็มีความยินดีด้วยสมคิด จะได้ไปตามนางแหกี ณ เมืองเตง ก็คำนับลาเจ้าเมืองฌ้อรีบไป ครั้นถึงเมืองเตงก็ตรงไปหานางแหกี นางแหกีก็เชื้อเชิญต้อนรับกระทำคำนับเชิญให้นั่งที่อันสมควร นางจึงถามว่าท่านมานี้เจ้าเมืองฌ้อรู้หรือไม่ คุดต๋งก็แจ้งความแต่หลังให้นางฟังทุกประการ แล้วว่าซึ่งคิดอุบายล่อล่วงเจ้าเมืองฌ้อนี้ก็เพราะรักจะใคร่มาอยู่กับเจ้า ใจเราผูกพันมานานแต่ครั้งเจ้าเมืองฌ้อได้เจ้ามาแต่เมืองติน แต่บุญน้อยวาสนาหาถึงไม่ก็ต้องจนใจอยู่ บัดนี้เป็นบุญได้มาพบเจ้าก็หมายว่าจะเลี้ยงกันไปกว่าจะสิ้นชีวิต แต่ว่าเมืองเตงกับเมืองฌ้ออยู่ใกล้กัน เกลือกเจ้าเมืองจะโกรธให้มาเอาโทษเรากับเจ้าเห็นจะหาพ้นภัยไม่ เราพากันหนีไปอยู่เมืองจิ้นเถิด แล้วคุดต๋งก็ให้คนใช้ถือหนังสือไปถึงเจ้าเมืองฌ้อใจความว่า ข้าพเจ้าคุดต๋งเป็นสามีนางแหกี จะขอคำนับท่านไปอยู่เมืองจิ้น แล้วคุดต๋งก็พานางแหกีขึ้นเกวียนออกจากเมืองเตงไป เจ้าเมืองฌ้อแจ้งหนังสือคุดต๋งดังนั้นก็โกรธ จึงว่ากับก๋งจูเองว่า ซึ่งคุดต๋งคิดการดังนี้เห็นจะเป็นขบถต่อเรา

ก๋งจูเองจึงว่า ซึ่งคุดต๋งเอาใจออกจากท่านครั้งนี้เป็นเพราะนางแหกี เดิมนางแหกีทำชู้กับเฮกเอี๋ยวบุตรเลี้ยง กลัวกิตติศัพท์จะฟุ้งเฟื่องไปจึงมาลอบรักกับคุดต๋ง ความทั้งนี้คนทั้งปวงก็รู้อยู่สิ้น ฌ้อกังอ๋องจึงให้ก๋งจูแซไปจับเฮกเอี๋ยวกับบุตรภรรยาคุดต๋งไปฆ่าเสีย ฝ่ายคุดต๋งไปถึงเมืองจิ้นก็เข้าไปคำนับเล่าเรื่องความให้เจ้าเมืองจิ้นฟังทุกประการ เจ้าเมืองจิ้นก็มีความยินดี จึงตั้งคุดต๋งให้เป็นที่ซินก๋งบู๊สินขุนนางผู้ใหญ่ แล้วยกบ้านส่วยตำบลเขายีตี๋ให้ขึ้นกับคุดต๋ง

ฝ่ายฮูหยงบุตรคุดต๋งซึ่งไปอยู่เมืองหงอ เจ้าเมืองหงอรักใคร่ตั้งให้เป็นที่เสียงก๊กขุนนางผู้ใหญ่ ครั้นรู้ว่าเจ้าเมืองฌ้อให้เอามารดาและพรรคพวกไปฆ่าเสียสิ้น จึงให้คนใช้ไปแจ้งความกับคุดต๋งบิดาซึ่งเป็นขุนนางอยู่ ณ เมืองจิ้น คุดต๋งแจ้งความก็น้อยใจ จึงแต่งหนังสือว่าหยาบช้ากับเจ้าเมืองฌ้อให้คนใช้เอาไปให้ก๋งจูแซ ขุนนางผู้ใหญ่เมืองฌ้อ ก๋งจูแซจึงเอาหนังสือนั้นไปให้เจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อดูหนังสือแล้วก็โกรธ ลุกเข้าไปข้างในคิดพยาบาทคุดต๋งอยู่มิได้ขาด

ฝ่ายคุดต๋งตั้งแต่รู้ว่าเจ้าเมืองฌ้อให้ฆ่าพรรคพวกเสียก็เป็นทุกข์ใจมิได้มีความสบายก็ป่วยถึงแก่กรรม เจ้าเมืองจิ้นก็จัดแจงการศพตามธรรมเนียม

ขณะนั้นเจ้าเมืองเตงกับเจ้าเมืองฆ้อเกิดวิวาทด้วยชิงที่นาเจ้าเมืองฆ้อ เจ้าเมืองฆ้อให้ขุนนางนำเครื่องบรรณาการไปคำนับเจ้าเมืองฌ้อฟ้องกล่าวโทษเจ้าเมืองเตง เจ้าเมืองฌ้อบังคับเจ้าเมืองเตงให้คืนที่นาให้กับเจ้าเมืองฆ้อ เจ้าเมืองเตงคิดน้อยใจเจ้าเมืองฌ้อว่าพิพากษาไม่เป็นธรรมจึงไปขึ้นเสียกับเมืองจิ้น เจ้าเมืองฌ้อแจ้งความก็โกรธจึงให้ก๋งจูเองรีบยกไปตั้งค่ายล้อมเมืองเตงไว้

เจ้าเมืองเตงแจ้งดังนั้นก็จัดแจงให้ทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้มั่นคง แล้วมีหนังสือไปขอกองทัพเมืองจิ้น ใจความในหนังสือว่าเพราะเจ้าเมืองเตงมาสวามิภักดิ์กับเมืองจิ้น เมืองฌ้อโกรธจึงได้ยกมาตี ขอท่านจงยกกองทัพไปช่วยเมืองเตงโดยเร็ว ถ้าช้าอยู่เห็นเมืองเตงจะมิรอดอยู่เป็นบ่าวสืบไป เจ้าเมืองจิ้นได้ฟังดังนั้นก็สั่งให้ลวนจือเป็นแม่ทัพ คุมทหารหมื่นหนึ่งรีบไปถึงจึงให้ทหารตั้งค่ายกระหนาบค่ายพวกเมืองฌ้อไว้ ก๋งจูเองแม่ทัพเมืองฌ้อเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงปรึกษากับทหารทั้งปวงว่าทัพเมืองจิ้นมาตั้งค่ายกระหนาบเราอยู่ดังนี้เห็นเราจะเสียทีเป็นมั่นคง จำจะล่าทัพกลับไปเมืองก่อนเถิด คิดแล้วก็บอกบรรดาทหารให้ทั่วทุกคน ครั้นคํ่าลงก็เลิกทัพล่าหนีไป ครั้นถึงเมืองก็เข้าไปแจ้งความกับเจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อแจ้งดังนั้นก็แค้นใจนัก จึงว่าเมืองเตงทุกวันนี้เหมือนผงติดอยู่ในจักษุ ถ้าได้เมืองเตงเมื่อใดจึงจะหายเคืองหลับตาลงได้ แล้วเจ้าเมืองฌ้อก็ให้หัดปรือทแกล้วทหารให้ชำนาญไว้ รุ่งขึ้นปีใหม่จะให้ไปตีเมืองเตงอีก

ขณะนั้นเคียดซกขุนนางเมืองจิ้นตาย เจ้าเมืองจิ้นก็จัดแจงการศพตามธรรมเนียมขุนนางผู้ใหญ่ แล้วตั้งลวนจือให้ว่าราชการแทนที่เคียดซก ครั้งนั้นเจ้าเมืองจิ้นโปรดปรานโต๊ะไงเกียมาก จะว่ากล่าวสิ่งไรเจ้าเมืองจิ้นก็เชื่อฟังทุกประการ เตียวเองเจ๋เห็นเจ้าเมืองจิ้นมิได้เอาใจใส่ในราชการเมืองก็เสียใจ อพยพหนีไปอาศัยอยู่เมืองเจ๋ เจ้าเมืองจิ้นมัวแต่เสพสุราอยู่หารู้ว่าเตียวเองเจ๋ไปจากเมืองไม่ ขณะนั้นภูเขาเซียงซัวพังลงขวางแม่น้ำอยู่ โต๊ะไงเกียรู้ความจึงไปหาซีเชาผู้เป็นโหรว่า บัดนี้เขาเซียงซัวพังลง ถ้าเจ้าเมืองจิ้นจะหาท่านไปถาม ท่านจงทำนายว่าซึ่งเกิดเหตุทั้งนี้ก็เพราะเจ้าเมืองจิ้นเลี้ยงพวกขบถไว้ ถ้าท่านว่าได้ดังนี้เราจะให้เงินทองแก่ท่านเป็นอันมาก ครั้นเจ้าเมืองจิ้นให้หาซีเชาเข้าไปทำนาย ซีเชาก็ว่าตามคำโต๊ะไงเกียสอนไว้ เจ้าเมืองจิ้นจึงว่าผู้ใดเล่าเป็นพวกขบถที่เราเลี้ยงไว้ โต๊ะไงเกียจึงว่าพวกขบถนั้นข้าพเจ้าเห็นแต่พวกแซ่เตียว ด้วยเดิมเตียวตุนฆ่าเลงก๋งเสียที่สวนโฉหึง เฮกเตียนบิดาท่านซึ่งเป็นเสียงก๋งก็หาเอาโทษกันไม่ กลับเลี้ยงลูกหลานให้เป็นขุนนางสืบมา จนทุกวันนี้ท่านยังตั้งเตียวซก เตียวถอง เตียวกวดเป็นขุนนาง คนเหล่านี้กำเริบองอาจนัก จนชั้นแซ่เคียด แซ่ลวนก็หายำเกรงไม่ ข้าพเจ้าเห็นว่าภูเขาเซียงซัวพังลงครั้งนี้ เพราะเทวดาอาเพทบอกเหตุว่ามีพวกขบถอยู่ในเมือง จะให้ท่านรู้ตัวคิดกำจัดคนผิดแก้แค้นเลงก๋งที่เตียวตุนฆ่าเสียเป็นมั่นคง

เจ้าเมืองจิ้นจึงว่า ซึ่งท่านเห็นคนเหล่านี้องอาจไม่เกรงกลัวใครนั้นก็จริง เมื่อครั้งแรกไปทำศึกกับพวกเมืองฌ้อที่ตำบลลกเสีย เราก็เห็นกิริยาเตียวถองเตียวกวดหยาบคายอยู่ แต่เรานิ่งไว้ในใจ ฮันเคียดได้ฟังโต๊ะไงเกียแกล้งพูดจะให้เจ้าเมืองล้างพวกแซ่เตียวเสียดังนั้นก็คิดเสียดายจึงพูดขึ้นว่า อันเตียวตุนกำจัดเลงก๋งเสียนั้น ด้วยเลงก๋งมิได้อยู่ในสัตย์ธรรม ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูว่าเตียวสวยบิดาเตียวตุนก็มีความชอบเป็นขุนนางสัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน แซ่เตียวได้เป็นขุนนางสืบมาหลายชั่วคนแล้ว ครั้งนี้ท่านจะมาเชื่อคำคนกลับเอาชอบเป็นผิดนั้นข้าพเจ้าหาเห็นด้วยไม่

เจ้าเมืองจิ้นจึงถามลวนจือกับเซียดคี้ว่า ความอันนี้ท่านทั้งสองจะเห็นประการใด ลวนจือกับเซียดคี้เป็นพวกพ้องโต๊ะไงเกียจึงว่า แซ่เตียวผิดท่านจะให้ประหารชีวิตเสียทั้งโคตรจึงจะควร บ้านเมืองเราจะได้เป็นสุขสืบไป เจ้าเมืองจิ้นก็ว่าชอบแล้ว สั่งโต๊ะไงเกียว่าท่านจงคุมทหารไปจับพวกแซ่เตียวฆ่าเสียให้สิ้นเชื้อ ฮันเคียดได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงลอบไปหาเตียวซกแจ้งความทั้งปวงให้ฟังว่า ครั้งนี้สุดที่ข้าพเจ้าจะคิดแก้ไข ท่านจงรีบพาครอบครัวหนีเอาตัวรอดเถิด เตียวซกจึงว่าบิดาข้าพเจ้าฆ่าเลงก๋งก็โทษผิด มีชื่อเสียงจดหมายมาก็ช้านานแล้ว อันข้าพเจ้าพี่น้องสามคนนี้ตั้งแต่ทำราชการมาหามีผิดไม่ เจ้าเมืองจิ้นจะให้โต๊ะไงเกียมาทำโทษ จะเอาโทษประการใดก็ตามจงกระทำเถิด แต่มีความวิตกอยู่ข้อหนึ่งด้วยภรรยาข้าพเจ้ามีครรภ์แก่เกือบจะคลอด ถ้าหาบุญข้าพเจ้าไม่ บุตรนั้นคลอดออกมาเป็นชายท่านจงเมตตาช่วยทำนุบำรุงด้วย ถึงข้าพเจ้าตายก็ไม่ลืมคุณท่านเลย ฮันเคียดได้ฟังก็คิดสงสารร้องไห้ แล้วว่าท่านอย่าวิตกเลย เมื่อบุตรท่านคลอดเป็นชายแล้วเราจะช่วยทำนุบำรุงให้แก้แค้นโต๊ะไงเกียจงได้ ว่าแล้วก็กลับบ้าน

เตียวซกก็เข้าไปเล่าความให้นางจงกีผู้เป็นภรรยาฟัง แล้วว่าการครั้งนี้เห็นเราจะหนีความตายไม่พ้นแล้ว เจ้าจงเก็บเอาทรัพย์สินเงินทองหนีไปอยู่กับมารดาเจ้ายังที่ข้างในวังเถิดจึงจะรอดชีวิต เจ้าจงอุตส่าห์รักษาครรภ์กว่าจะคลอด ถ้าบุตรเป็นหญิงจงให้ชื่อบุ๋น ถ้าเป็นชายจงให้ชื่อบู๊สืบแซ่เตียวต่อไป จะได้แก้แค้นโต๊ะไงเกียแทนเรา นางจงกีได้ฟังก็ซบหน้าลงกับเท้าเตียวซก แล้วร้องไห้รำพันไปต่างๆ เตียวซกจึงว่าเจ้าจะมาร้องไยให้ช้า จวนสว่างแล้วโต๊ะไงเกียมาเห็นก็จะจับเอาไปฆ่าเสีย บุตรในท้องจะพลอยตายไปด้วย ถ้าเจ้ารักเราแล้วจงดับความโศกรีบหนีไปอยู่กับมารดาที่ข้างในเร็วๆ เถิด แล้วเตียวซกจึงสั่งเทียเอ๋งกับกงซุนกิฉินซึ่งเป็นคนสนิทว่า ท่านทั้งสองจงจัดแจงข้าวของลงบรรทุกเกวียนกับบุตรภรรยาหนีไป อย่ากลับมาหาเราเลย เทียเอ๋งก็คำนับเตียวซกแล้วพาบุตรภรรยากับนางจงกีรีบออกจากบ้าน แล้วส่งนางจงกีเข้าไปยังที่ข้างในสำนักเจ้าเมืองจิ้น ส่วนตัวก็พาบุตรภรรยาหนีไปซุ่มอยู่นอกเมือง

ครั้นเพลาเช้าโต๊ะไงเกียก็คุมทหารไปล้อมบ้านเตียวซกไว้ จึงประกาศแก่ชาวบ้านทั้งปวงว่า แซ่เตียวเป็นขบถเจ้าเมืองจิ้นให้เรามาเอาโทษฆ่าเสียให้สิ้นโคตร ว่าแล้วก็สั่งทหารให้เข้าไล่ฟันแทงเตียวซก เตียวถอง เตียวกวด และสมัครพรรคพวกที่ในบ้านตายสิ้น แต่นางจงกีนั้นโต๊ะไงเกียให้ทหารเที่ยวค้นคว้าตัวก็ไม่พบ มีผู้มาแจ้งความแก่โต๊ะไงเกียว่าเมื่อเพลาสามยามเห็นเกวียนเล่มหนึ่งเข้าไปในที่ข้างใน โต๊ะไงเกียก็เข้าใจว่าเป็นเกวียนนางจงกีมั่นคงแล้วก็กลับเข้าไปคำนับแจ้งความกับเจ้าเมืองจิ้นว่า ซึ่งให้ข้าพเจ้าไปจับพวกเตียวฆ่าเสียนั้น ข้าพเจ้าก็ไปกระทำตามสั่งท่านจับพวกแซ่เตียวฆ่าเสีย แต่นางจงกีหาได้ตัวไม่ สืบรู้ว่าหนีเข้ามาอยู่ในสำนักท่าน เจ้าเมืองจิ้นจึงว่านางจงกีเป็นน้องเรามารดาเราก็รักมาก จงงดโทษนางจงกีเสียเถิด

โต๊ะไงเกียจึงว่านางจงกีมีครรภ์อยู่ เกลือกจะคลอดบุตรเป็นชายเติบใหญ่ขึ้นรู้ความก็คิดทำร้ายท่านต่อไป ข้าพเจ้ายังไม่ไว้ใจก่อน เจ้าเมืองจิ้นจึงว่า ถ้าบุตรเป็นชายเราจึงค่อยจับฆ่าเสีย โต๊ะไงเกียก็คำนับลามาบ้านให้คนสอดแนมฟังข่าวว่า นางจงกีจะคลอดบุตรแล้วหรือยัง ครั้นอยู่มาประมาณเดือนหนึ่ง นางจงกีคลอดบุตรเป็นชาย นางเซงฮูหยินผู้เป็นยายมีความรักมาก จึงกำชับหญิงคนใช้ว่าถ้าใครถามให้บอกว่าบุตรนางเป็นหญิง โต๊ะไงเกียได้แจ้งความว่าบุตรนางเป็นหญิงก็มีความสงสัย จึงพาพรรคพวกเข้าไปค้นดูบุตรนางจงกีถึงที่ข้างใน นางจงกีตกใจนัก จึงว่ากับมารดาให้บอกกับโต๊ะไงเกียว่าบุตรข้าพเจ้าเป็นหญิงก็ตายเสียแล้ว นางจงกีก็เอาทารกซ่อนไว้ในกางเกง แล้วเข้านั่งอยู่กลางหญิงคนใช้ทั้งปวงแหงนขึ้นดูอากาศว่า เทวดาจะให้แซ่เตียวสูญก็ให้บุตรข้าร้องขึ้นเถิด ถ้ายังจะมิให้สูญก็อย่าให้บุตรข้าพเจ้าร้องเลย ขณะเมื่อนางว่าดังนั้นทารกก็มิได้มีเสียงดิ้นรนนอนนั่งอยู่เป็นปรกติ โต๊ะไงเกียเข้าไปถึงให้ค้นดูบุตรนางจงกีก็มิพบ สืบถามได้ความว่าทารกนั้นเป็นหญิงก็ได้ตายเสียแล้ว โต๊ะไงเกียก็กลับออกไป จึงกำชับนายประตูกับคนทั้งปวงว่า ถ้าผู้ใดรู้ว่านางเอาบุตรไปซ่อนที่แห่งใดจงมาบอกเรา เราจะให้ทองพันตำลึงเป็นรางวัล ถ้ารู้แล้วมิได้บอกจะเอาโทษถึงสิ้นชีวิต

ฝ่ายเทียเอ๋งกับกงซุนกิฉินซึ่งหนีออกไปอยู่นอกเมือง ครั้นรู้ว่านางจงกีคลอดบุตรแล้วก็ดีใจจึงพากันลอบเข้ามาในเมือง พอพบพวกผู้หญิงคนใช้ก็พากันเดินเข้าไปถาม ได้ความว่าบุตรนางเป็นหญิงก็เสียใจนัก บ่นว่าเทวดาจะให้แซ่เตียวสาบสูญเสียแล้ว เทียเอ๋งจึงว่าเนื้อความนี้ยังหาแน่ไม่ จะด่วนเสียใจยังไม่ได้ก่อน จึงพากันคอยอยู่ประมาณครู่หนึ่ง พอหญิงคนใช้สนิทกลับออกมาอีกคนหนึ่ง เทียเอ๋งกับกงซุนกิฉินจึงค่อยกระซิบสั่งว่า เจ้าช่วยไปบอกนางจงกีว่าเราสองคนซึ่งเป็นคนใช้มาแต่ก่อน ให้มาถามว่าบุตรนางนั้นเป็นหญิงหรือชาย หญิงคนนั้นเห็นว่าเทียเอ๋งกงซุนกิฉินเป็นคนเก่ามาด้วยกันก็เข้าไปแจ้งแก่นางจงกี นางจงกีได้แจ้งว่าเทียเอ๋งกงซุนกิฉินก็คิดถึงความหลังนํ้าตาตก จึงหยิบกระดาษมาเขียนเป็นตัวอักษรตัวหนึ่งว่าบู๊ ส่งให้หญิงคนใช้เอาออกไปให้กับเทียเอ๋งกงซุนกิฉิน เทียเอ๋งเห็นดังนั้นก็ดีใจ ด้วยเตียวซกสั่งไว้ว่า ถ้าบุตรเป็นหญิงให้ชื่อบุ๋นเป็นชายให้ชื่อบู๊ กงซุนกิฉินจึงว่าทีนี้แซ่เตียวจะไม่สูญแล้ว แต่เกรงว่าจะมีผู้นำเอาความไปบอกโต๊ะไงเกียว่าบุตรนายเราเป็นชายจะเอาไปฆ่าเสีย เราจะคิดอ่านประการใดดีบุตรนายเราจึงจะรอด เทียเอ๋งว่าเราคิดอุบายอย่างหนึ่ง ท่านจงพาเราไปที่โรงมุงด้วยหญ้า ริมตำบลเชิงเขาเซียงซัว แล้วจึงจะแสร้งไปบอกโต๊ะไงเกียว่าบุตรนายเราคลอดเป็นชายท่านพาไปซ่อนเลี้ยงไว้ โต๊ะไงเกียก็พาทหารไปฆ่าเสีย ด้วยสำคัญว่าเป็นบุตรนายเรา โต๊ะไงเกียก็สิ้นความสงสัยสืบไป

กงซุนกิฉินจึงว่า ถ้ากระนั้นเราจะสู้เสียชีวิตให้โต๊ะไงเกียฆ่าเสียความจึงสนิท มิได้สงสัยสืบไป ครั้นปรึกษาเห็นพร้อมกันแล้ว จึงพากันไปหาฮันเคียด เล่าความซึ่งคิดกันนั้นให้ฟังทุกประการ ฮันเคียดก็เห็นดีด้วยจึงว่าเราก็จะช่วยคิดอ่านเอาบุตรนางจงกีมาไว้ ณ บ้านเรา ท่านจงเร่งเขียนหนังสือไปถึงนางจงกี เทียเอ๋งก็เอากระดาษมาเขียนหนังสือใจความว่าข้าพเจ้าเทียเอ๋งคำนับมาถึงนางจงกี ให้ท่านส่งบุตรออกมาไว้ ณ บ้านฮันเคียด ข้าพเจ้าจะรับเลี้ยงดูมิให้เป็นอันตราย ซึ่งท่านจะเอาเลี้ยงไว้ข้างในนั้น เห็นจะไม่พ้นมือโต๊ะไงเกียเป็นมั่นคง เขียนแล้วก็ส่งให้ฮันเคียด สั่งว่า ท่านจงเอาหนังสือของข้าพเจ้านี้ไปให้กับนางจงกีเถิด สั่งแล้วก็ชวนกงซุนกิฉินคำนับลาฮันเคียดกลับไป ครั้นถึงที่อยู่ก็เอาบุตรของตัวส่งให้กงซุนกิฉิน กงซุนกิฉินก็พาบุตรชายเทียเอ๋งทำเป็นซุ่มเลี้ยงไว้ ณ โรงริมภูเขาเซียงซัว เทียเอ๋งก็ไปหาคนสนิทของโต๊ะไงเกียแล้วบอกว่า บัดนี้ข้าพเจ้าสืบรู้ว่าบุตรนางจงกีเป็นชาย กงซุนกิฉินพาหนีไปซ่อนเลี้ยงไว้ริมเขาเซียงซัว ครั้นเรารู้จะนิ่งความไว้ก็กลัวผิด ท่านจงบอกกับโต๊ะไงเกีย คนใช้ได้ความก็รีบบอกโต๊ะไงเกีย โต๊ะไงเกียจึงให้พาตัวเทียเอ๋งเข้าไปถามว่า ท่านยังจะนำบุตรนางจงกีให้เราได้จริงๆ หรือ ถ้านำได้จริงเราจะให้ทองพันตำลึงเป็นรางวัลแก่ท่าน เทียเอ๋งจึงว่าท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจะนำไปให้พบบุตรนางจงกีให้จงได้

โต๊ะไงเกียได้ฟังดังนั้นก็ยินดี จึงจัดแจงทหารแล้วตัวก็ขึ้นเกวียนให้เทียเอ๋งนำทางไป ครั้นใกล้ถึงเขาเซียงซัว เทียเอ๋งจึงชี้บอกว่ากงซุนกิฉินพาบุตรนางจงกีมาซ่อนไว้ที่โรงนั้น บอกแล้วก็เดินเข้าไปร้องถามว่ากงซุนกิฉินอยู่หรือไม่ กงซุนกิฉินได้ยินก็ออกมารับเทียเอ๋ง ครั้นเห็นทหารมามากจะเข้าไปในโรงก็ทำตกใจวิ่งหนี เทียเอ๋งจึงว่าท่านอย่าหนีเลยหาพ้นไม่ เขารู้แล้วว่าท่านพาบุตรนางจงกีมาซ่อนไว้ที่นี่ ว่าแล้วก็ให้ทหารเข้าจับตัวกงซุนกิฉินมัดพาไปให้โต๊ะไงเกีย โต๊ะไงเกียจึงว่า ตัวเอาบุตรนางจงกีไปซ่อนไว้ที่ใด กงซุนกิฉินทำเป็นตกใจแล้วบอกว่า บุตรนางจงกีได้ยินว่า เป็นหญิง บัดนี้ก็ตายเสียแล้ว ใครช่างเอาความเท็จไปแจ้งกับท่าน จะให้ท่านโกรธทำโทษข้าพเจ้า ถึงจะมีจริงข้าพเจ้าไม่กลัวอาญาหรือ จะเอามาเลี้ยงไว้ไยขอท่านอย่าได้สงสัยเลย โต๊ะไงเกียจึงว่าเขาไม่บอกจริงก็แล้วไป จึงสั่งทหารให้เข้าไปไขกุญแจโรงดูเห็นทารกนอนอยู่คนหนึ่ง ก็อุ้มเอาออกมาให้กับโต๊ะไงเกีย กงซุนกิฉินเห็นดังนั้นก็ทำโกรธ ร้องด่าเทียเอ๋งว่าอ้ายคนอกตัญญู ควรหรือไปพาศัตรูของนายมาจับลูกนายอีกเล่า ถึงตัวกูจะตายก็หาเสียดายชีวิตไม่ คงจะให้มีชื่ออยู่ในแผ่นดินคนละอย่างกับมึง เทียเอ๋งจึงแกล้งร้องว่ากับโต๊ะไงเกียว่า เหตุใดท่านจึงนิ่งให้มันด่าข้าพเจ้าไม่ให้ทหารฆ่ามันเสีย โต๊ะไงเกียก็สั่งทหารให้เอาตัวกงซุนกิฉินไปฆ่าเสียในทันใด แล้วก็สั่งให้จับทารกนั้นฟาดลงกับแผ่นดิน ทารกนั้นกายก็แตกทำลายขาดใจตายในทันที

ฝ่ายฮันเคียดแจ้งความดังนั้นก็เอาหนังสือที่เทียเอ๋งเขียนไว้ให้มอบให้คนสนิทลอบเอาเข้าไปให้กับนางจงกี แล้วหาบเข่งใหญ่ใส่เครื่องยาตามเข้าไปด้วย สั่งว่าถ้าใครถามก็ให้บอกว่าแพทย์เจ้าเมืองจิ้นสั่งให้เข้าไปรักษามารดานางจงกี ครั้นคนใช้ไปถึงที่ข้างในจึงเอาหนังสือเทียเอ๋งให้นางจงกี นางจงกีก็สิ้นสงสัย ด้วยนัดกันไว้แล้ว นางจับปากเข่งแลดูหน้าบุตรนํ้าตาตกจึงพูดกับบุตรว่า เขาฆ่าบิดาเจ้าแลญาติทั้งปวงเสียสิ้นยังเหลืออยู่แต่เจ้าผู้เดียว ใหญ่ขึ้นแล้วเจ้าจงคิดแก้แค้นแทนบิดา ฆ่าโต๊ะไงเกียให้จงได้ เดชะบุญบุตรข้าพเจ้าที่จะสืบแซ่เตียวต่อไป ขอเทพยดาจงช่วยรักษาอย่าให้มีเสียงร้องไห้ขึ้นเลย แล้วนางก็เอาเครื่องยาเบาๆ วางทับไว้บนมิให้คนสงสัย นางจึงกำชับคนใช้ว่าท่านจงพาบุตรเราไปให้ถึงเทียเอ๋งจงสะดวกเถิด สั่งแล้วนางก็เดินร้องไห้กลับเข้าไปในตึก คนใช้ฮันเคียดก็หามเข่งใส่ทารกนั้นมาให้กับฮันเคียด ฮันเคียดก็เลี้ยงดูทารกนั้นไว้โดยสุจริต

ฝ่ายโต๊ะไงเกียครั้นไปฆ่าทารกนั้นแล้วก็สิ้นความวิตก ด้วยเข้าใจว่าเป็นบุตรนางจงกีจริง ครั้นกลับมาบ้านจึงเอาทองคำพันตำลึงกับสิ่งของอื่นอีกเป็นอันมากให้กับเทียเอ๋งเป็นรางวัล เทียเอ๋งจึงว่าข้าพเจ้าเป็นบ่าวเตียวซกมาแต่น้อยจนใหญ่ ก็สัตย์ซื่อสุจริตมิได้คิดประทุษร้ายต่อนาย ซึ่งข้าพเจ้านำท่านไปฆ่าลูกนายครั้งนี้ก็เพราะรักตัวกลัวท่านจะเอาโทษ ถ้าท่านเมตตาจะโปรดให้ทานสิ่งของทองเงินข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะเอาไปทำการฝังศพนายข้าพเจ้ากับพวกพ้องที่ท่านให้ฆ่าเสีย แล้วข้าพเจ้าจะขอคำนับลาท่านไปอยู่เมืองอื่น ให้พ้นคำนินทาที่พาท่านไปฆ่าลูกนายเสีย โต๊ะไงเกียจึงว่าตามแต่น้ำใจท่านจะกระทำเถิด เทียเอ๋งก็รับเอาเงินทองสิ่งของทั้งปวงไปจัดแจงทำการฝังศพเตียวซก เตียวถอง เตียวกวด และบรรดาพวกพ้องของนายที่โต๊ะไงเกียฆ่าเสียนั้น ให้ก่อกุฏิฝังไว้ริมกุฏิเตียวตุน แล้วเทียเอ๋งก็ไปหาฮันเคียดแจ้งความทั้งปวงให้ฟัง ฮันเคียดก็สรรเสริญว่าท่านนี้มีกตัญญูหามีผู้เสมอไม่ แล้วเอาบุตรนางจงกีมอบให้กับเทียเอ๋ง เทียเอ๋งก็พาทารกกับแม่นมไปซุ่มซ่อนอยู่ ณ ตำบลเขาฮูซัว ถนอมเลี้ยงบำรุงมาจนทารกนั้นเจริญขึ้นได้สิบสามขวบ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ