๘๔

ขณะนั้นพระเจ้าจิวงวนอ๋องเสวยราชสมบัติในเมืองตังจิวเป็นสุขสบายมาอยู่ได้เจ็ดปี ฝ่ายจิ้นเกงก๋งเจ้าเมืองจิ้นชราลงโรคเบียดเบียนต่างๆ ก็ถึงแก่ความตาย จิ้นซุดก๋งผู้บุตรได้เป็นเจ้าเมืองแทน จึงจัดแจงฝังศพบิดาไว้ตามธรรมเนียมเจ้า ในเมืองจิ้นนั้นมีขุนนางผู้ใหญ่อยู่สี่คน ชื่อตีเป๊กหนึ่ง งุยหวนหนึ่ง หันโฮ้หนึ่ง เตียวเอียงหนึ่ง อันจิ้นซุดก๋งนี้เป็นคนสติปัญญาน้อยยังไม่รู้รอบคอบการบ้านเมือง ก็สิทธิ์ขาดอยู่กับขุนนางสี่คน ขุนนางสี่คนก็คิดกำเริบใจ จึงแบ่งบ้านส่วยและเมืองขึ้นกับเมืองจิ้นออกเป็นหกส่วน ให้จิ้นซุดก๋งสองส่วน เอามาเป็นประโยชน์แก่ตัวคนละส่วน จิ้นซุดก๋งก็โกรธคิดจะกำจัดขุนนางทั้งสี่อยู่เนืองๆ แต่ยังหาสมความคิดไม่ อันเตียวเอียงนั้นมีบุตรอยู่หลายคน คนใหญ่ชื่อเตียวเป๊กฬ่อ บุตรสุดท้องชื่อเตียวบูสุด อายุประมาณสิบเอ็ดปี เวลาวันหนึ่งเตียวบูสุดไปเที่ยวเล่นกับบ่าวที่ริมบ้าน

ขณะนั้นจูเค่งหมอดูเดินมานึกว่าจะไปบ้านเตียวเอียง พอพบเตียวบูสุดหยุดยืนพิจารณาดูลักษณะเห็นต้องตามตำราก็ชอบใจ แล้วเดินเลยมาถึงที่อยู่เตียวเอียงจึงเข้าไปคำนับ เตียวเอียงครั้นเห็นจูเค่งมาก็ดีใจ จึงเรียกบุตรทั้งปวงออกมาแล้วว่ากับจูเค่งว่า ท่านจงพิเคราะห์ดูบุตรของเราผู้ใดจะได้เป็นที่แทนเราได้บ้าง จูเค่งพิเคราะห์ดูตามที่เคยสังเกตมา จึงว่าบุตรท่านทั้งปวงนี้ข้าพเจ้าไม่เห็นผู้ใดที่จะเป็นใหญ่ได้ เตียวเอียงได้ฟังดังนั้นก็ถอนใจใหญ่แล้วนิ่งอยู่ จูเค่งจึงว่าเมื่อข้าพเจ้าจะมาหาท่านนี้ พบชายผู้หนึ่งเที่ยวเล่นอยู่ ลักษณะดียิ่งนัก แต่ดวงหน้านั้นคล้ายท่านจะเป็นบุตรผู้ใดยังหาแจ้งไม่ เตียวเอียงจึงตอบว่าเห็นจะเป็นเตียวบูสุดบุตรน้อยเรา อันเตียวบูสุดนี้เป็นแต่ลูกภรรยาทาสีหาตระกูลมิได้ ซึ่งท่านว่าจะมีวาสนานั้นเราหาเห็นด้วยไม่ จูเค่งจึงว่าถึงจะเป็นบุตรราษฎรที่จนไร้ทรัพย์ เทพยดาให้เกิดมาแล้วก็คงจะได้ดี แม้นเทพยดาไม่ช่วยอุดหนุน ถึงจะมีเงินทองข้าวของมั่งคั่งก็หาตั้งตัวขึ้นได้ไม่ ขอท่านจงให้ไปเรียกบุตรมาข้าพเจ้าจะพิเคราะห์ดูให้แน่ก่อน เตียวเอียงได้ฟังดังนั้นจึงให้คนไปตามเตียวบูสุดมา จูเค่งครั้นเห็นเตียวบูสุดก็คุกเข่าลงคำนับแล้วผินหน้ามาบอกเตียวเอียงว่า บุตรของท่านคนนี้แท้ว่าเจียงกุ๋น แปลว่านายทหารใหญ่ เตียวเอียงได้ฟังจูเค่งว่าก็เอามือปิดปากหัวเราะนิ่งอยู่มิได้ตอบประการใด จูเค่งก็คำนับลากลับไปบ้าน เวลาวันหนึ่งเตียวเอียงจึงเรียกบุตรทั้งปวงออกมาแล้วแกล้งถามเป็นอุบายและข้อความการงานต่างๆ บุตรผู้ใหญ่ทั้งนั้นก็มิอาจที่จะแก้ไขได้ แต่เตียวบูสุดไวปัญญาเฉลียวฉลาดตอบโต้มิได้ขัดข้องต้องตามขนบธรรมเนียม เตียวเอียงจึงว่าเราไม่รู้เลยว่าบุตรคนนี้มีปัญญาหลักแหลมนัก ก็มีใจรักใคร่เป็นอันมาก จึงตั้งให้เป็นที่เต๊กจูแปลว่าเป็นลูกผู้ใหญ่

ฝ่ายตีเป๊กรู้ว่าเจ้าเมืองเตงแข็งเมืองอยู่ หาเอาเครื่องบรรณาการมาคำนับเจ้าเมืองจิ้นตามเคยไม่ จึงคิดว่าจำเราจะชวนเตียวเอียงไปตีเมืองเตง แล้วก็จัดแจงทหารเป็นขบวนทัพยกมาตั้งอยู่หน้าบ้านเตียวเอียง จึงใช้คนไปบอกเตียวเอียงว่าบัดนี้เมืองเตงตั้งแข็งอยู่หามาไม่ ท่านจงยกทัพมาบรรจบกับเราไปตีเมืองเตงด้วยกันเถิด คนใช้ก็ไปแจ้งความกับเตียวเอียงตามตีเป๊กสั่งทุกประการ เตียวเอียงจึงว่าเราป่วยอยู่จะไปนั้นมิได้ จึงสั่งเตียวบูสุดให้คุมทหารไปช่วยแทนตัวเรา เตียวบูสุดก็คำนับลามาจัดทหารพร้อมแล้วก็ยกทัพมาถึงกองทัพตีเป๊ก จึงเข้าไปหาแจ้งความว่าบิดาข้าพเจ้าป่วยอยู่จึงให้ข้าพเจ้ามาแทน ตีเป๊กเห็นเตียวบูสุดจึงคิดว่าอันบุตรเตียวเอียงคนนี้ยังเด็กนักจะทำการศึกนั้นเห็นขัดขวางอยู่ แล้วให้แต่งโต๊ะมากินกับเตียวบูสุด จึงรินสุราส่งให้เตียวบูสุด เตียวบูสุดก็มิได้รับว่าข้าพเจ้ากินหาเป็นไม่

ตีเป๊กได้ฟังดังนั้นกำลังเมาก็โกรธนัก เอาจอกสุราขว้างไปถูกหน้าผากเตียวบูสุดแตกโลหิตไหล ทหารเตียวบูสุดเห็นดังนั้นก็กรูกันเข้าไปจะทำอันตรายแก่ตีเป๊ก เตียวบูสุดจึงยกมือขึ้นห้ามว่าอย่าวุ่นวายไป อันความอายนิดหนึ่งเท่านี้เราพอจะอดได้ ทหารทั้งปวงก็สงบอยู่แต่นึกโกรธในใจทุกตัวคน ตีเป๊กครั้นสร่างเมาแล้วก็จัดทหารบรรจบกับทัพเตียวบูสุดยกไปเมืองเตง จึงให้ตั้งค่ายประชิดเชิงกำแพงเข้าไว้

เจ้าเมืองเตงแจ้งว่าตีเป๊กยกมาเห็นจะสู้มิได้ ก็จัดแจงเครื่องบรรณาการออกมาคำนับรับผิดขอเป็นเมืองขึ้นตามเดิม ตีเป๊กยินดีชักชวนเตียวบูสุดยกทัพกลับมา ครั้นถึงบ้านเตียวเอียงจึงแวะเข้าไปหาเตียวเอียง แจ้งความซึ่งเจ้าเมืองเตงขอขึ้นนั้นให้ฟังทุกประการ แล้วว่าเตียวบูสุดบุตรท่านคนนี้ เราเห็นกิริยาหากลัวเกรงผู้ใหญ่ไม่ ซึ่งตั้งให้เป็นที่เต๊กจูนั้นไม่สมควรขอท่านอย่าให้เป็นเลย เตียวเอียงจึงว่าเราหาเห็นด้วยไม่ ตีเป๊กได้ฟังดังนั้นยังนึกโกรธเตียวบูสุดอยู่แต่ในใจ แล้วลาเตียวเอียงยกทัพกลับมาบ้าน อยู่มาวันหนึ่งเตียวเอียงป่วยหนักลงจึงเรียกเตียวบูสุดมาสั่งว่า แม้นเราตายแล้วเจ้าจงเป็นที่แทนเรา ถ้าในเขตแดนเมืองจิ้นนี้เกิดวุ่นวายขึ้น เจ้าจงไปอยู่เมืองจิ้นเอี๋ยงเซียเห็นพอจะป้องกันตัวได้ ครั้นสั่งแล้วโรคนั้นกำเริบขึ้นก็ถึงแก่ความตาย ทหารทั้งปวงจึงยกเตียวบูสุดขึ้นแทนที่เตียวเอียง เรียกชื่อว่าเตียวเอียงจู๊

ขณะนั้นพระเจ้าจิวงวนอ๋องสวรรคต พระเจ้าจิวเจงเตงอ๋องพระราชบุตรได้ครองเมือง ครั้นพระเจ้าจิวเจงเตงอ๋องอยู่ในราชสมบัติสิบเอ็ดปี ฝ่ายจิ้นซุดก๋งตั้งแต่ขุนนางทั้งสี่ไม่ยำเกรงก็คิดจะกำจัดเสีย จึงลอบเขียนหนังสือสองฉบับใจความว่า ขุนนางทั้งสี่ทำนั้นเราว่าจะขอกองทัพมาช่วยจับตีเป๊กหนึ่ง หันโฮ้หนึ่ง งุยหวนหนึ่ง เตียวบูสุดหนึ่ง สี่คนนี้ฆ่าเสียให้จงได้ แล้วสั่งให้คนสนิทรีบไปให้เจ๋เปงก๋งเจ้าเมืองเจ๋ ฬ่ออายก๋งเจ้าเมืองฬ่อ คนสนิททั้งสองก็รับเอาหนังสือแยกกันไป คนใช้ผู้หนึ่งครั้นถึงเมืองเจ๋จึงเอาหนังสือเข้าไปให้เตียวเหง เตียวเหงก็รับหนังสือมาอ่านดูแจ้งความแล้วหัวเราะ จึงคิดว่าขุนนางทั้งสี่นี้คิดถูกใจเรา จะยกทัพไปช่วยเจ้าเมืองนั้นหาต้องการไม่ แล้วว่ากับคนที่มาว่าท่านจงกลับไปก่อนเถิด แล้วเราจะบอกเจ้าเมืองให้ยกไปช่วย คนใช้ก็คำนับลารีบกลับไป

คนหนึ่งถึงเมืองฬ่อแล้ว เอาหนังสือไปยังที่ว่าราชการ แต่ฬ่ออายก๋งยังหาออกมาไม่จึงนั่งคอยอยู่ พอเมงซุน ซกซุน กุยซุน อยู่นั่นด้วยเห็นเข้าจึงเรียกเอาหนังสือมาอ่านดู รู้ความแล้วนึกยิ้มอยู่แต่ในใจ ด้วยขุนนางทั้งสี่นั้นคิดเหมือนหนึ่งตัว แล้วจึงว่ากับผู้ถือหนังสือว่า อันเจ้าเมืองจิ้นให้มาขอกองทัพฬ่ออายก๋งนั้นป่วยการเสียเปล่า เราจะยกไปช่วยเองท่านจงกลับไปเถิด คนใช้กลับไปเมือง เมงซุนหนึ่ง ซกซุนหนึ่ง กุยซุนหนึ่ง ก็ออกมายังบ้าน จึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่งให้คนสนิทรีบเอาไปให้สี่ขุนนางในเมืองจิ้น คนสนิทก็รีบไป ขณะนั้นเตียวเหงก็ให้คนถือหนังสือมาให้ขุนนางทั้งสี่ด้วย คนใช้ทั้งสองเมืองมาถึงพร้อมกันก็เอาหนังสือไปให้ตีเป๊ก ตีเป๊กฉีกออกอ่านทั้งสองฉบับใจความต้องกันว่า จิ้นซุดก๋งให้ไปขอกองทัพเจ้าเมืองทั้งสองมาจับท่านทั้งสี่ฆ่าเสีย แต่เราเห็นว่าเจ้าเมืองจิ้นจะหาดีไม่ท่านจึงทำอย่างนี้ เราจึงปิดความเสียหาแจ้งแก่เจ้าเมืองไม่ ท่านจงเร่งคิดอ่านกำจัดจิ้นซุดก๋งให้จงได้ ครั้นแจ้งหนังสือดังนั้นจึงให้คนไปเชิญหันโฮ้ งุยหวน เตียวบูสุดมายังบ้านแล้วเอาหนังสือสองฉบับส่งให้ขุนนางทั้งสาม บอกว่าเตียวเหงขุนนางเมืองเจ๋ เมงซุน ซกซุน กุยซุน ขุนนางเมืองฬ่อให้หนังสือนี้มาถึงเราทั้งสี่ขุนนาง สามคนรับหนังสือมาอ่านดูแจ้งความแล้วจึงว่ากับคนถือหนังสือว่า เราขอบใจไตหูนายท่านแล้ว ตั้งแต่นี้จะเป็นไมตรีกันสืบไป คนทั้งสองก็ลากลับมาเมือง ขุนนางทั้งสี่จึงปรึกษากันว่า ขุนนางสองเมืองก็รู้อยู่ว่าจิ้นซุดก๋งเป็นคนไม่ดี ถึงเราจะฆ่าเสียก็หามีใครนินทาเราไม่จึงเห็นพร้อมใจกัน ขณะนั้นคนสนิทของจิ้นซุดก๋งลอบรู้ความซึ่งขุนนางทั้งสี่ปรึกษากันนั้นก็รีบไปแจ้งความแก่จิ้นซุดก๋งทุกประการ

จิ้นซุดก๋งรู้ดังนั้นก็ตกใจนัก จึงว่าขุนนางทั้งสี่ก็พร้อมใจกัน ทหารก็มีเป็นอันมาก ขุนนางที่จะเข้ากับเรานั้นน้อยนักจะต้องหนีไปให้พ้นภัย ก็พาคนสนิทรีบไปอยู่เมืองเจ๋ ตีเป๊กหันโฮ้งุยหวนเตียวบูสุด ครั้นรู้ว่าจินซุดก๋งหนีไปแล้วก็เข้าไปที่ว่าราชการ จึงยกก๋งซุนเกียวซึ่งเป็นหลานจิ้นเจียวก๋งนั้นตั้งให้เป็นเจ้าเมืองชื่อจิ้นอายก๋งแล้วต่างคนก็กลับมาบ้าน แต่ตีเป๊กนั้นตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่กว่าขุนนางทั้งสาม จะมีราชการสิ่งใดก็ชิงเอามาว่ากล่าวเสีย เวลาวันหนึ่งตีเป๊กจึงเรียกตีไคตีพักฮีฉืออือเหยียงเข้ามาทั้งสี่คนแล้วปรึกษาว่า ราชการบ้านเมืองก็สิทธิ์ขาดอยู่กับเราผู้เดียวแล้ว จำจะคิดกำจัดจิ้นอายก๋งเสีย ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้าเมืองจิ้นท่านเห็นประการใด ฮีฉือจึงตอบว่าในเมืองจิ้นนี้มีขุนนางผู้ใหญ่อยู่ถึงสี่คน ซึ่งท่านจะคิดแต่ผู้เดียวนั้น เกลือกขุนนางทั้งสามจะมิยอมก็จะเกิดรบพุ่งฆ่าฟันกันขึ้น ขอท่านจงคิดอ่านแบ่งกำลังขุนนางทั้งสามให้อ่อนหย่อนลงจงได้ ตีเป๊กจึงถามว่าสติปัญญาของท่านจะคิดประการใด

ฮีฉือจึงว่าข้าพเจ้าคิดอุบายอย่างหนึ่ง ด้วยเมืองอวดบัดนี้ก็กล้าแข็งขึ้น ขอท่านจงอ้างเอาว่าเจ้าเมืองจิ้นใช้ให้ท่านไปตีเมืองอวด แล้วให้เอาบ้านส่วยซึ่งขึ้นกับขุนนางทั้งสามคนละร้อยลี้มาเป็นเสบียงเลี้ยงทหารในกองทัพที่เรายกไป ถ้าขุนนางทั้งสามยอมให้แล้ว บ้านส่วยทั้งปวงก็จะเป็นสิทธิ์ขาดของเรา ที่เขตแดนของขุนนางทั้งสามก็จะแคบเข้า การของเราก็จะสำเร็จโดยง่าย อุปมาเหมือนผลไม้ซึ่งปอกเปลือกแล้ววางไว้ในจานจะรับประทานเมื่อไรก็ได้เมื่อนั้น ถ้าผู้ใดไม่ยอมเราก็จะยกทหารไปตีว่าเจ้าเมืองจิ้นสั่งให้จับฆ่าเสีย ตีเป๊กก็เห็นชอบด้วย จึงให้ตีไคไปบอกหันโฮ้ตามคำฮีฉือว่า ตีไคก็คำนับลามาหาหันโฮ้ แจ้งความว่าเจ้าเมืองจิ้นจะใช้ให้ตีเป๊กเป็นแม่ทัพไปตีเมืองอวด แล้วสั่งว่าให้มาแบ่งเอาบ้านส่วยแก่ขุนนางทั้งสามนี้คนละร้อยลี้ไปเป็นของกลางสำหรับจะได้เก็บส่วยสาอากรมาแจกจ่ายทหารในกองทัพ ตีเป๊กจึงใช้ข้าพเจ้ามาบอกท่าน หันโฮได้ฟังดังนั้นนึกตรึกตรองอยู่ แล้วจึงว่าต่อเวลาอื่นเถิดเราจึงจะค่อยจัดแจงเอาไปให้ ตีไคก็ลากลับมา หันโฮ้เห็นตีไคไปแล้วจึงเรียกทหารทั้งปวงมาปรึกษาว่า ซึ่งตีเป๊กอ้างเอาว่าเจ้าเมืองจิ้นสั่งมานั้นเห็นจะไม่จริง ชะรอยตีเป๊กจะตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่เอง คงจะคิดฆ่าจิ้นอายก๋งเสียแล้วจะมาปราบปรามเราให้อยู่ในบังคับบัญชา จำจะยกไปจับตีเป๊กฆ่าเสียท่านจะเห็นประการใด ต้วนกุยจึงว่าตีเป๊กก็อ้างเอาว่าเจ้าเมืองสั่ง ซึ่งท่านจะยกไปรบนั้นถึงจะมิจริงก็ดูหาดีไม่ ขอท่านจงให้บ้านส่วยแก่ตีเป๊ก ถ้าตีเป๊กได้แล้วก็จะเตือนเอาบ้านส่วยที่งุยหวนเตียวบูสุด ข้าพเจ้าเห็นว่าเตียวบูสุดมีข้ออริอยู่กับตีเป๊กก็จะไม่ยอม คงเกิดรบพุ่งกันขึ้นเราจะคอยดูเล่น

หันโฮ้ได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงเขียนแผนที่บ้านส่วยกว้างร้อยลี้ แล้วพาทหารทั้งปวงขึ้นเกวียนไปหาตีเป๊ก ตีเป๊กครั้นเห็นหันโฮ้ก็ออกมาต้อนรับต่างคนต่างคำนับกันเชิญให้นั่งที่สมควร หันโฮ้จึงหยิบแผนที่ในแขนเสื้อส่งให้ตีเป๊ก ตีเป๊กคลี่ออกดูยินดีนักสั่งให้แต่งโต๊ะมากินกับหันโฮ้ ตีเป๊กเสพสุราพลางคิดว่าหันโฮ้มีปัญญาโฉดเขลาหารู้ถึงเราไม่ก็นึกยิ้มอยู่แต่ในใจ จึงให้คนไปหยิบฉากเปียนจังจูแทงเสือสามตัวนั้นออกมาคลี่แขวนไว้ที่ฝาผนังตึก เรียกให้หันโฮ้ดูแล้วว่า คนต้นแผ่นดินเลียดก๊กเขียนไว้ หวังจะให้รู้ว่าเปียนจังจูมีกำลังเป็นทหารอยู่เมืองฬ่อ แต่เราพิเคราะห์เห็นว่าเสือสามตัวนี้จะได้กับโกโฮทหารเมืองเจ๋หนึ่ง หันโฮ้ทหารเมืองเตง หนึ่ง กับท่านเป็นสามด้วยกัน ว่าแล้วก็ยิ้มอยู่ ต้วนกุยยืนอยู่ข้างหันโฮ้ได้ยินดังนั้นนึกขัดใจจึงว่ากับตีเป๊กว่า ซึ่งเอานายเราไปเปรียบกับเสือเห็นว่าท่านสบประมาทนักหาสมที่เป็นเพื่อนขุนนางด้วยกันไม่ ตีเป๊กได้ยินก็แลมาดูเห็นรูปร่างต้วนกุยตํ่าเตี้ยจึงเดินเข้าไปใกล้ เห็นศีรษะต้วนกุยเพียงนมก็เอามือตบหัวลง แล้วว่าไอ้ลูกเด็กเล็กน้อยเผยอพลอยเข้ามาว่าด้วยเล่า แล้วตบมือเข้าหัวเราะ ต้วนกุยก็แลดูตาหันโฮ้มิอาจที่จะว่าประการใด

หันโฮ้เห็นดังนั้นก็ทำกิริยาเหมือนอย่างเมาแล้วลาตีเป๊กมาที่อยู่ ตีไคครั้นหันโฮ้กลับไปแล้วจึงว่ากับตีเป๊กว่า ซึ่งท่านพูดล่วงเกินเขาฉะนี้หันโฮ้ต้วนกุยก็จะโกรธคิดพยาบาทท่าน ตีเป๊กถลึงตาตวาดเอาแล้วว่า เราว่าแต่เพียงนี้หันโฮ้ต้วนกุยคงไม่โกรธเรา ถึงจะมีใจเจ็บแค้นก็หาทำอะไรเราได้ไม่ ตีไคจึงว่าท่านอย่าเพ่อประมาทก่อน แต่มดตะนอยและผึ้งมีพิษนิดหนึ่งเท่านั้นยังต่อยคนเจ็บ ซึ่งท่านว่าดังนี้ข้าพเจ้ายังหาเห็นด้วยไม่ ตีเป๊กหัวเราะแล้วว่าตัวเราอุปมาเหมือนเปียนจังจูมีกำลังเป็นอันมาก นับประสาอะไรกับผึ้งและมดตะนอยจะเอาเท้าเหยียบขยี้ก็จะตายเปล่า ท่านอย่าวิตกเลย แล้วจึงใช้ตีไคให้บอกงุยหวนว่าเจ้าเมืองจิ้นให้เอาที่ร้อยลี้ ตีไคก็รีบมาหางุยหวนแจ้งความเหมือนพูดกับหันโฮ้ทุกประการ จึงว่าหันโฮ้ก็ยอมให้บ้านส่วยแล้วท่านจะคิดอย่างไรเล่า งุยหวนก็คิดได้เหมือนหนึ่งหันโฮ้ก็ยอมให้ ตีไคก็กลับมาแจ้งความแก่ตีเป๊ก ตีเป๊กยินดีนักจึงให้ตีเซียวไปหาเตียวบูสุดว่าเจ้าเมืองจิ้นสั่งให้เอาที่ร้อยลี้มาเก็บส่วยอากรเลี้ยงทหารซึ่งจะยกไปตีเมืองอวด แล้วท่านจงบอกว่าเราจะขอที่ซัวเกาหลัง ตีเซียวก็คำนับลามาหาเตียวบูสุด แจ้งความตามตีเป๊กสั่งทุกประการ

เตียวบูสุดได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า อันที่ซัวเกาหลังนี้ของปู่และบิดาสืบมาเราหายอมให้ไม่ ซึ่งหันโฮ้งุยหวนยอมให้นั้น ด้วยเขามีเขตแดนกว้างขวางมากกว่าเรา เขาจะให้ก็ตามเถิดเราไม่ให้ แล้วตีเซียวก็กลับมาแจ้งความแก่ตีเป๊ก ตีเป๊กได้ฟังดังนั้นก็โกรธเป็นกำลัง จึงสั่งให้จัดแจงทหารแล้วให้คนไปบอกงุยหวนหันโฮ้ให้ยกมาช่วยรบเตียวบูสุด แม้นสำเร็จจะแบ่งที่ให้คนละส่วน คนใช้ก็รีบไปบอกงุยหวนกับหันโฮ้ งุยหวนกับหันโฮ้คิดเกรงตีเป๊กทั้งอยากจะได้ที่เขตแดนด้วย ก็จัดทหารต่างคนยกทัพมาหาตีเป๊ก ตีเป๊กจึงให้หันโฮ้เป็นปีกขวา งุยหวนเป็นปีกซ้าย ตัวตีเป๊กเป็นแม่ทัพยกไป

ขณะนั้นเตียวมงถำรู้ว่าตีเป๊กยกมาตกใจนัก รีบเข้าไปแจ้งความกับเตียวบูสุดแล้วว่าท่านอย่าอยู่เลย จงอพยพครอบครัวไปพักที่เมืองจิ้นเอี๋ยงเซียตามคำบิดาท่านสั่งไว้ อันเมืองจิ้นเอี๋ยงเซียนั้นตั๋งอันอูได้สร้างไว้กว้างขวางใหญ่โตมั่นคงนัก อนึ่งราษฎรในเมืองก็มีใจรักใคร่อินตัดเป็นอันมาก ถึงอินตัดตายแล้วราษฎรก็คงจะเข้าด้วย เราเห็นจะสู้ทหารตีเป๊กได้ เตียวบูสุดฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงจัดแจงเงินทองของข้าวบรรทุกเกวียน แล้วก็พาสมัครพรรคพวกที่แซ่เดียวกันกับทหารทั้งปวงอพยพรีบไปยังเมืองจิ้นเอี๋ยงเซีย แต่งวนกวยทหารเตียวบูสุดเดินล้าหลังอยู่ผู้เดียว ขณะนั้นเถิดพายุพัดเมฆหมอกมืดคลุ้มทั่วไป งวนกวยแลมาพอเห็นเทพยดาใส่เสื้อและหมวกงามยิ่งนักผิดกว่าคนทั้งปวง แล้วเทพยดาจึงเอาไม้ไผ่สองปล้องส่งให้ สั่งว่าท่านจงเอาไปให้เตียวบูสุด แล้วเทพยดาก็อันตรธานหายไป งวนกวยมิได้เห็นผู้นั้นก็รู้ว่าเป็นเทพยดามีความยินดีนัก จึงถือไม้รีบเดินตามเตียวบูสุดมา พอทันก็เอาไม้นั้นส่งให้เตียวบูสุดแล้วแจ้งความให้ฟังทุกประการ

เตียวบูสุดรับไม้มาพิจารณาดูสงสัยนัก จึงชักกระดาษหยิบเอามาคลี่ดูมีอักษรสองแถวเขียนด้วยชาด ใจความว่าตัวเราเป็นเทพยดารักษาเขากักซัวอยู่ หงอเซียงเต้แปลว่าพระอิศวรใช้ให้เรามาบอกว่ากลางเดือนสามแซ่ตีจะถึงกำหนดสิ้นชีวิตสาบสูญแล้ว ท่านจงคิดทำศึกเถิดจะมีชัยชนะเป็นมั่นคง ครั้นแจ้งดังนั้นก็ดีใจจึงห้ามทหารทั้งปวงว่าอย่าพูดอื้ออึงไปให้รู้ถึงตีเป๊ก แล้วก็รีบยกทัพมาถึงเมืองจิ้นเอี๋ยงเซีย ราษฎรก็ออกไปรับเข้ามาในเมือง เตียวบูสุดจึงให้ทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้แล้วเที่ยวตรวจตราดู เห็นเสบียงอาหารเต็มยุ้งฉางอยู่ แต่เครื่องศัสตราวุธกับเกาทัณฑ์นั้นน้อยนัก จึงปรึกษากับเตียวเมงถำว่า การที่จะรักษาเมืองนั้นต้องใช้เกาทัณฑ์จึงจะได้ บัดนี้มีอยู่ไม่ครบมือทหารจะคิดอ่านประการใดจึงจะได้มาให้พอกัน เตียวเมงถำจึงว่า ข้าพเจ้ารู้ว่าเมื่อตั๋งอันอูมาสร้างเมืองนั้น ได้เอาไม้ที่สำหรับจะทำคันเกาทัณฑ์และลูกนั้นฝังไว้ที่เชิงเทินกำแพง ขอท่านจงขุดลงไปดูให้เห็นเท็จและจริง เตียวบูสุดก็ให้ทหารขุดลงไปก็พบไม้และเครื่องที่จะประกอบการทำลูกกับคันเกาทัณฑ์พร้อมเสร็จก็มีความยินดีนัก จึงให้ทหารขนเอามาทำไว้เป็นอันมาก แล้วว่ากับเตียวเมงถำว่า เกาทัณฑ์ก็มีพออยู่ยังขาดแต่ดาบทวนง้าวที่ทหารจะถือนั้นยังหาพอไม่ เตียวเมงถำว่าข้าพเจ้ารู้ว่าเสาเก๋งที่ออกขุนนางนั้น ตั๋งอันลูได้เอาแร่มาถลุงแล้วหล่อทำเป็นเสาเข้าไว้ ด้วยคิดว่าถ้าขัดขวางจะได้มาออกตีทำอาวุธใช้สอย ครั้นจะทำไว้ทีเดียวก็กริ่งเกรงกลัวเกลือกจะมีความผิดขึ้น เตียวบูสุดได้ฟังดังนั้นจึงให้เปลี่ยนเอาเสามาตีทำเป็นเครื่องศัสตราวุธไว้ต่างๆ เสร็จแล้วจึงว่า นี่หากตั๋งอันอูคิดอ่านจัดแจงไว้ เราจึงได้ศัสตราวุธเป็นอันมาก ซึ่งราษฎรเต็มใจเข้าทำการกับเราครั้งนี้เพราะอินตัดมีใจโอบอ้อมอารีไว้แก่ราษฎรจึงพลอยรักเราด้วย อันขุนนางทั้งสองนี้ถึงตายไปแล้วเราก็ไม่ลืมคุณเลย ว่าแล้วจึงให้เกาเฮกไปตรวจตราหน้าที่เชิงเทินไว้ เกลือกตีเป๊กยกตามมาจะได้รับรองป้องกันอย่าให้เสียทีจงได้

ฝ่ายตีเป๊กกับห้นโฮ้งุยหวนยกทหารมาที่อยู่เตียวบูสุด รู้ว่าเตียวบูสุดหนีไปอยู่เมืองจิ้นเอี๋ยงเซีย ก็ยกทัพติดตามมาพอถึงจึงให้ทหารล้อมเมืองเข้าไว้แล้ว ตีเป๊กร้องประกาศว่าถ้าเตียวบูสุดหนีออกไปด้านผู้ใดได้เราจะให้ประหารชีวิตเสีย นายทัพนายกองได้ฟังดังนั้นก็ระวังระไวกันอยู่ทุกตัวคน ขณะนั้นทหารและราษฎรในเมืองต่างคนเข้าไปรอรับอาสาว่าออกไปรบด้วยซ้ำอีก เตียวบูสุดจึงปรึกษาเตียวเมงถำว่าท่านจะเห็นประการใด เตียวเมงถำจึงว่า ซึ่งจะยกออกไปสู้รบนั้นเห็นจะสู้ทหารตีเป๊กหันโฮ้งุยหวนมิได้ ขอท่านจงรักษาเมืองไว้ให้มั่นคงก่อนเถิด

ข้าพเจ้าเห็นว่าหันโฮ้งุยหวนก็มิได้มีข้อขัดเคืองกับท่าน ซึ่งยกมานี้เพราะขัดตีเป๊กมิได้จึงพลอยมาด้วยก็ไม่สู้เต็มใจรบ มาตั้งทัพอยู่นานเข้าคงจะคิดระอาต่างคนก็จะแหนงใจกันเอง เราจึงค่อยคิดอ่านกันต่อภายหลัง เตียวบูสุดก็เห็นชอบด้วยจึงพาทหารออกไปตรวจดูทุกหน้าที่ แล้วพูดจาว่ากล่าวให้อ่อนหวานกับทหารและราษฎรทั้งปวงต่างๆ ทหารและราษฎรก็มีใจรักใคร่เตียวบูสุดเป็นอันมาก ก็ช่วยกันรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้มั่นคงทั้งกลางวันกลางคืนมิได้เกียจคร้าน

ฝ่ายตีเป๊กหันโฮ้งุยหวนตั้งล้อมเมืองอยู่ ให้ทหารเข้าหักเอาเมืองเป็นหลายครั้งก็หาได้ไม่ ด้วยทหารในเมืองรักษาไว้มั่นคงนัก แต่ตั้งล้อมอยู่นั้นประมาณปีเศษ เพลาวันหนึ่งตีเป๊กขี่เกวียนน้อยพาทหารไปเที่ยวดูว่าทางไหนจะหักเข้าไปในเมืองได้บ้าง เที่ยวดูมาจนรอบก็หาเห็นท่วงทีที่จะตีเข้าไปได้ไม่ ทั้งทหารในเมืองก็รักษาอยู่ทุกหน้าที่เชิงเทินมิได้ขาด ตีเป๊กก็ขับเกวียนเลยไปถึงเขาอันหนึ่งอยู่ข้างทิศตะวันตก จึงแลขึ้นไปบนยอดเขาเห็นเป็นทางน้ำไหลเชี่ยวลงมาท่วมตามเนินเขาเห็นชอบกลอยู่ จึงให้ทหารไปเอาตัวชาวบ้านมาถามดู ชาวบ้านจึงบอกว่าเดิมเขานี้เรียกเขาว่าเขาเลงซัว ภายหลังไปพบอ่างหินอันหนึ่งโตใหญ่เหลือที่จะประมาณ มีนํ้าพุ่งขึ้นมาจากอ่างนั้นล้นไหลลงไปบรรจบกับแม่น้ำรอบเมือง นํ้าในแม่น้ำนั้นก็พลอยไหลเชี่ยวไปทางทิศตะวันออกบรรจบกับแม่น้ำฮุนจุ๊ย จึงเปลี่ยนชื่อเขาอันนี้ว่าเฮียนกึงซัว

ตีเป๊กจึงถามชาวบ้านว่า เขาอันนี้ไกลกับเมืองสักเท่าไร ชาวบ้านจึงบอกว่าตั้งแต่ประตูข้างทิศตะวันตกมาถึงเขานี้ทางสิบลี้ ตีเป๊กจึงพาทหารขึ้นไปบนยอดเขาและแลลงมาดูเห็นแม่น้ำคูเมืองมีรอบชอบกลอยู่ จึงนิ่งตรึกตรองคิดกลอุบายได้อย่างหนึ่งดีใจนัก ก็กลับมายังค่ายจึงให้ทหารไปเรียกหันโฮ้งุยหวนมาแล้วจึงบอกว่า เราคิดกลอุบายได้อย่างหนึ่ง จะทดน้ำเข้าไปในเมืองให้คนในเมืองตายจงได้ หันโฮ้งุยหวนจึงว่า อันแม่น้ำคูเมืองนี้ไหลไปทางทิศตะวันออกอยู่เป็นนิจ ท่านจะคิดประการใดจึงจะให้ท่วมเมืองได้ ตีเป๊กจึงว่าวันนี้เราไปเที่ยวดูเห็นนํ้าที่เขาเลงซัวไหลเชี่ยวลงมาในแม่นํ้านี้ นํ้าในแม่นํ้าอันนี้ก็ไหลไปทางทิศตะวันออก นํ้าในแม่นํ้าฮุนจุ๊ยไหลมาทางทิศตะวันตก บรรจบกันเข้ากับแม่นํ้าอันนี้ไหลไปมิใคร่ได้ เราคิดว่าจะขุดบ่อให้ใหญ่กว้างไว้บนเนินดินริมเขานั้น แล้วเอาดินก่อเป็นทำนบให้รอบปากบ่อ จึงจะปิดทางที่นํ้าไหลลงแม่น้ำนั้นเสีย ไขนํ้าบนเขาให้ลงบ่อที่ทำไว้จงมาก เราจึงค่อยทำกำแพงล้อมค่ายพวกเราไว้ให้มั่นคง บัดนี้ก็ถึงฤดูฝนแล้ว ถ้าฝนตกมากเมื่อใดจึงเปิดทำนบที่กั้นทางนํ้าและปากบ่อเสีย นํ้าก็จะไหลท่วมเข้าไปในเมือง คนในเมืองก็จะได้ความลำบากอดอยากล้มตายบางเบา ไม่มีใครรักษาหน้าที่เชิงเทิน เราจึงให้ทหารตีเข้าไปก็จะได้โดยง่าย ท่านทั้งสองจะเห็นเป็นประการใด

ห้นโฮ้งุยหวนก็เห็นชอบด้วยจึงว่าท่านคิดนี้ดีนัก ตีเป๊กจึงว่าท่านทั้งสองจงไปตั้งค่ายอยู่ทิศใต้และตะวันออกคอยป้องกันข้าศึกอย่าให้หนีไปได้ เราจะไปตั้งอยู่ข้างทิศตะวันตกริมเขาเฮียนกึงซัว จงคิดอ่านทำการให้สำเร็จจงได้ หันโฮ้งุยหวนลากลับมายกทหารไปตั้งค่ายอยู่ทิศตะวันออกและทิศใต้ จึงก่อกำแพงล้อมค่ายไว้ให้มั่นคงจะกั้นนํ้ามิให้เข้ามาได้ และตัดไม้ผูกเป็นแพไว้สำหรับจะได้ไปมาหากัน

ฝ่ายตีเป๊กจึงจัดทหารพร้อมแล้วก็ยกทัพไปตั้งค่ายอยู่ริมเขาเฮียนกึงซัว ก่อกำแพงแน่นหนากั้นน้ำทำประตูให้สูงขึ้นไปทุกค่ายจะได้ออกมาหากัน แล้วจึงให้ทำเครื่องมือที่จะขุดบ่อเสร็จแล้วก็พาทหารมาเที่ยวหาที่เนินดินได้แห่งหนึ่ง จึงขุดบ่อลงกว้างขวางใหญ่โต แล้วก่อทำนบสูงขึ้นไปจากปากบ่อประมาณสิบศอก ทำท่อที่สำหรับจะไขน้ำเข้าและออกไว้หลายแห่ง ครั้นเสร็จแล้วจึงให้ทหารเที่ยวปิดทางน้ำที่ไหลลงมาจากเขาลงในแม่น้ำนั้นเสียสิ้น น้ำก็ท่วมล้นไหลลงในบ่อจนเต็ม จึงอุดท่อขังนํ้าไว้แล้วให้ก่อทำนบปิดทางที่น้ำในคูเมืองที่จะไหลไปแม่น้ำฮุนจุ๊ยนั้นเสีย จึงให้ทหารไปเที่ยวพิเคราะห์ดูว่าน้ำจะไหลไปทางไหนได้บ้าง ก็ให้ปิดทางน้ำนั้นเสียสิ้น เวลาวันหนึ่งเมฆตั้งขึ้นฝนตกเป็นอันมาก ตีเป๊กยินดีนักด้วยสมความคิด จึงสั่งทหารให้พังทำนบที่กั้นทางน้ำกับปากบ่อนั้นเสีย น้ำฝนและน้ำบนเขาและน้ำในบ่อก็ไหลท่วมเทเข้าไปในเมือง

ราษฎรเห็นน้ำท่วมเข้ามา ที่มีเรือก็ขนข้าวของทองเงินบรรทุกไว้ ที่ไม่มีเรือก็ตัดไม้ทำแพพาบุตรภรรยาขึ้นอยู่บนนั้น บ้างก็ขึ้นอยู่บนเล่าเต็งตึกของตัว เอากระทะแขวนขึ้นหุงอาหารรับประทาน ต่างคนได้ความลำบากเป็นอันมาก แต่มิได้ทิ้งหน้าที่เชิงเทินอุตส่าห์ช่วยกันรักษาไว้ ทั้งทหารและพลเรือนที่ได้กินอาหารบ้างและมิได้กินบ้างก็ไม่ว่า ด้วยจะคิดสนองคุณอินตัด ทั้งรักเตียวบูสุดอยู่เป็นอันมาก เมืองจึงมิได้เป็นอันตราย ครั้นอยู่มาหลายวันนํ้านั้นไหลหนีเข้ามาสูงขึ้น ยังอีกห้าศอกก็จะท่วมกำแพงเมือง ตึกขุนนางและราษฎรทั้งปวงที่มีทรัพย์สินเงินทองก็ก่อด้วยอิฐและปูนแน่นหนาอยู่มิได้พัง ที่จนไร้ทรัพย์ทำด้วยดินก็ล้มทลายเสียเป็นอันมาก ราษฎรชายหญิงได้ความลำบากนัก ที่ยังเด็กเล็กอยู่ก็จมน้ำตายบ้างมิได้บ้าง บิดามารดาก็ร้องไห้รักบุตรและข้าวของทองเงินตึกกว้านบ้านเรือนของตัวแซ่ไป

ฝ่ายเตียวบูสุดกับที่ปรึกษาและทหารทั้งปวงต้องตัดไม้ผูกแพกว้างใหญ่ขึ้นอยู่บนนั้น ได้ความลำบากคิดเสียใจนัก เตียวบูสุดจึงแหงนหน้าขึ้นดูฟ้าแล้วร้องว่า เทพยดามาบอกเราว่าให้คิดทำศึกเถิดแซ่ตีจะสิ้นสาบสูญแล้ว บัดนี้เหตุใดจึงให้นํ้าท่วมเข้ามาในเมืองให้ราษฎรได้ความลำบากฉะนี้เล่า ว่าแล้วก็ถอนใจใหญ่ แล้วขี่เรือน้อยให้ทหารแจวไปเที่ยวดูรอบเมือง เอาดินและฟางอุดตานํ้าที่ไหลเข้ามาก็มิได้หยุด เตียวบูสุดจึงขึ้นไปบนเชิงเทิน แลออกไปข้างนอกเมืองเห็นนํ้าท่วมทั่วไปดุจทะเล ที่ค่ายข้าศึกก่อกำแพงกั้นนํ้าไว้มิได้ไหลเข้าไปได้ แล้วเห็นค่ายโน้นขี่แพมาค่ายนี้แล้วกลับไป ทหารตีเป๊กก็ร่าเริงอยู่ทุกคน เตียวบูสุดเสียใจนักจึงว่ากับทหารและราษฎรทั้งปวงว่า เกิดมาเป็นมนุษย์ในแผ่นดินก็ได้ทุกข์แล้วคงจะได้สุขบ้าง บัดนี้ได้ความลำบาก ไปภายหน้าก็คงจะมีสุขสืบไป ท่านทั้งปวงจงช่วยกันรักษาเมืองไว้อีกสักสองสามวันก่อนเถิดเราจะคิดอ่านให้นํ้าแห้งจงได้ ทหารและราษฎรจึงว่าถึงตัวข้าพเจ้าจะตายไปก็มิได้คิดแก่ชีวิต จะช่วยกันรักษาเมืองไว้มิให้เสียแก่ข้าศึก ขอท่านอย่าปรารมภ์เลย

เตียวบูสุดก็ค่อยคลายใจ จึงกลับมาแล้วปรึกษาเตียวเมงถำว่า การครั้งนี้ก็ถึงอับจนแล้วปัญญาท่านจะคิดเห็นอย่างไร เตียวเมงถำจึงว่า ข้าพเจ้าได้บอกท่านไว้แต่เดิมแล้วว่า หันโฮ้งุยหวนสองคนนี้เห็นจะไม่สู้เต็มใจเข้าด้วยตีเป๊กนัก เวลาวันนี้ข้าพเจ้าจะอาสาไปหางุยหวนหันโฮ้พูดจาเกลี้ยกล่อมให้เข้ากับเราจงได้ แล้วจะให้ช่วยคิดฆ่าตีเป๊กเสีย เตียวบูสุดจึงว่า อันงุยหวนหันโฮ้นั้นเขาจะเห็นอะไรกับเรา อนึ่งท่านจะออกไปจากเมืองนี้ ทหารตีเป๊กคอยรักษามั่นคงอยู่ ถึงจะมีปีกบินออกไปทหารตีเป๊กก็จะเอาเกาทัณฑ์ยิงถึงแก่ความตาย ว่าแล้วเตียวบูสุดก็ถอนใจใหญ่ เตียวเมงถำจึงว่าท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจะคิดอ่านออกไปให้จงได้ แม้นเทพยดาจะช่วยเราแล้วก็คงดลใจหันโฮ้งุยหวนให้เข้าด้วยเรา เตียวบูสุดก็เห็นชอบด้วย ครั้นเวลาคํ่าลงเตียวเมงถำจึงแต่งตัวให้เหมือนอย่างทหารตีเป๊กแล้ว ขึ้นไปบนกำแพงค่อยหย่อนตัวลงไปนอกเมือง ว่ายน้ำเล็ดลอดมามิให้ผู้ใดเห็น ครั้นถึงค่ายหันโฮ้ก็เข้าไปในนั้น ทหารหันโฮ้เห็นคนเข้ามาผิดเวลาก็จับค้นดูอาวุธในตัวก็มิได้มี จึงขู่ถามว่าเอ็งมาแต่ไหนจงบอกไปตามจริง เตียวเมงถำจึงว่าท่านไม่รู้จักเราหรือ เราเป็นคนสนิทของตีเป๊ก ตีเป๊กใช้มา ท่านจงพาเราไปหาหันโฮ้นายท่านเถิด ทหารเหล่านั้นมิทันที่จะสงสัยก็พาเตียวเมงถำไปหาหันโฮ้ เตียวเมงถำจึงว่าตีเป๊กใช้ข้าพเจ้ามาแจ้งความลับแก่ท่านข้อหนึ่ง ขอท่านจงขับทหารทั้งปวงไปเสียข้างนอกจึงจะแจ้งความข้อนี้ได้ หันโฮ้ไม่ทันสังเกตหน้าถนัด ได้ยินว่าตีเป๊กใช้มาก็ขับทหารให้ออกไปเสียแล้วถามว่าจะธุระประการใด

เตียวเมงถำจึงคุกเข่าลงคำนับแล้วแสร้งซบหน้าลงเหมือนหนึ่งร้องไห้ แล้วแจ้งความว่า ข้าพเจ้ามิใช่ทหารตีเป๊ก เป็นบ่าวเตียวบูสุดชื่อเตียวเมงถำ บัดนี้เตียวบูสุดก็ถึงที่คับแค้นอยู่แล้วจึงให้ข้าพเจ้าสู้อุตส่าห์มาหาแจ้งความให้ท่านฟัง ถ้าแม้นท่านมิเชื่อข้าพเจ้าก็จะขอตายต่อหน้าท่านไม่กลับเข้าไปในเมืองแล้ว หันโฮ้จึงตอบว่าท่านมีธุระอะไรก็ว่าไปเถิด เราเห็นดีด้วยก็จะทำตาม เตียวเมงถำจึงว่าท่านกับตีเป๊กงุยหวนเตียวบูสุดเป็นขุนนางอยู่ด้วยกัน แต่ตีเป๊กนั้นตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ คิดจะเอาที่ซัวเกาหลังเตียวบูสุดไม่ยอมให้ ตีเป๊กจึงพาท่านยกมาจะฆ่าแซ่เตียวเสียให้สิ้น แม้สำเร็จแล้วตีเป๊กคงกำเริบใจด้วยเป็นคนโลภมาก กลับทำร้ายท่านเป็นมั่นคง ขอท่านจงตรึกตรองดูเถิด หันโฮ้ก็นั่งนิ่งคิดอยู่ เตียวเมงถำเห็นดังนั้นจึงซ้ำว่า ซึ่งท่านยกมานี้ก็หมายจะได้ที่แบ่งปัน ข้าพเจ้าเห็นว่าตีเป๊กจะไม่ให้ ถึงจะให้ตามสัญญาก็อันที่ร้อยลี้ซึ่งให้ตีเป๊กไปก่อนนั้นเห็นจะคุ้มกันแล้วหรือ ถ้าท่านกลับมาเข้ากับเตียวบูสุดช่วยฆ่าตีเป๊กเสีย แล้วเตียวบูสุดก็จะกลับคืนที่ร้อยลี้กับแบ่งที่ให้อีกเป็นอันมาก แม้ท่านแคลงอยู่ข้าพเจ้าจะเป็นคนประกันไว้ด้วยเห็นว่าเตียวบูสุดเป็นคนสัตย์ซื่อพูดไม่เท็จเลย หันโฮ้จึงว่าเราก็เห็นด้วยท่านแล้ว แต่งุยหวนนั้นจะคิดอย่างไรก็ไม่รู้ ท่านจงกลับไปเถิด เราจะให้คนไปว่ากล่าวงุยหวนดูก่อน อีกสามวันเราจึงจะให้ท่านแจ้งข่าว เตียวเมงถำจึงว่าซึ่งจะเข้าไปและออกมานั้นยากนัก ถ้าพลาดพลั้งเห็นชีวิตจะไม่รอด ข้าพเจ้าจะขออยู่ด้วยท่าน ต่อได้ความแน่แล้วจึงจะลาไปบอกนายข้าพเจ้า หันโฮ้จึงเรียกต้วนกุยเข้ามาเล่าความให้ฟังทุกประการ

ต้วนกุยได้ฟังดังนั้นคิดแค้นตีเป๊กอยู่แต่เดิมจึงว่า เตียวเมงถำมาว่านี้ ขอท่านจงเชื่อถ้อยคำเถิด หันโฮ้ก็ให้เตียวเมงถำไปนอนด้วยต้วนกุย ต้วนกุยก็คำนับลาพาเตียวเมงถำไปที่อยู่ เตียวเมงถำพูดจาไพเราะอ้อนวอนต้วนกุยต่างๆ ครั้นเวลารุ่งขึ้นเช้าหันโฮ้จึงให้ต้วนกุยไปหางุยหวน ต้วนกุยก็รีบมาเห็นงุยหวนนั่งอยู่ผู้เดียว จึงเข้าไปคำนับแจ้งความตามเตียวเมงถำว่าทุกประการ แล้วว่านายข้าพเจ้าให้มาปรึกษาท่านว่าจะเห็นเป็นอย่างไร งุยหวนจึงว่าเราก็คิดแค้นอยู่ แต่ซึ่งจะทำร้ายตีเป๊กนั้นอุปมาเหมือนจับเสือได้ต้องผูกไว้ให้แน่นหนา แม้นหลุดออกก็จะมีอันตรายมาถึงเรา ต้วนกุยก็แกล้งเอาความซึ่งตีเป๊กทำไม่ดีนั้นขึ้นนินทากันต่างๆ แล้วก็ลากลับมาค่ายแจ้งความให้หันโฮ้ฟัง

ฝ่ายตีเป๊กพาทหารขึ้นไปบนเขาเฮียนกึงซัว เที่ยวเดินดูนํ้าเล่นแล้วคิดกำเริบใจจึงให้แต่งโต๊ะขึ้นมาตั้งบนเนินเขา ใช้ให้ทหารให้ไปเชิญหันโฮ้งุยหวนมากินโต๊ะ ทหารก็ขึ้นแพถ่อไปถึงค่ายหันโฮ้งุยหวนแจ้งความตามตีเป๊กสั่ง หันโฮ้งุยหวนก็จัดแจงแต่งตัวขึ้นแพหมายจะไปดูแยบคายตีเป๊ก ตีเป๊กครั้นเห็นจึงเชิญให้กินโต๊ะเสพสุราพลาง จึงว่าเราคิดอ่านการครั้งนี้ จะเอานํ้าฆ่าคนให้ตายเสียทั้งเมืองจิ้นเอี๋ยงเซียจงได้ ท่านทั้งสองจงแลไปดูเถิด อีกสี่ศอกก็จะท่วมกำแพงเมือง ไหนเตียวบูสุดจะสู้สติปัญญาเราได้ แซ่เตียวคงจะสิ้นสาบสูญเป็นมั่นคง ว่าแล้วก็หัวเราะ หันโฮ้งุยหวนได้ฟังดังนั้นต่างสะกิดแล้วแลดูตากันให้นึกชังตีเป๊กนัก แต่มิรู้ที่จะทำประการใดก็นิ่งแข็งใจกินโต๊ะ ครั้นอิ่มแล้วก็ลากลับไปค่าย ฮีฉือจึงว่ากับตีเป๊กว่า ข้าพเจ้าเห็นหันโฮ้งุยหวนมากินโต๊ะกับท่านวันนี้ดูกิริยาผิดประหลาด ท่านจะพูดจาด้วยประการใดก็มิใคร่จะตอบมีแต่นิ่งเสีย เดิมท่านก็ได้ว่าถ้าสำเร็จจะแบ่งเขตแดนให้ขุนนางทั้งสองคนละส่วน บัดนี้ก็จวนเมืองจิ้นเอี๋ยงเซียจะเสียอยู่แล้ว ควรหันโฮ้งุยหวนจะดีใจ นี่เห็นหน้าตาหาสู้สบายไม่ คงคิดเอาใจออกห่างจากท่านไปเข้าด้วยเตียวบูสุดเป็นมั่นคง

ตีเป๊กได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า เรากับหันโฮ้งุยหวนก็เป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวกัน คิดการครั้งนี้ก็จวนจะสำเร็จอยู่แล้ว ท่านอย่ามาพูดให้ยาวความเลย เราหาเชื่อถ้อยคำท่านไม่ ฮีฉือก็นิ่งถอนใจใหญ่อยู่ ครั้นเวลารุ่งขึ้นหันโฮ้งุยหวนจึงคิดว่าเราจะไปดูแยบคายตีเป๊กอีกสักครั้งหนึ่ง จึงได้แต่งโต๊ะสำเร็จแล้วก็ให้ทหารยกโต๊ะตามมา ครั้นถึงค่ายตีเป๊กจึงเข้าไปหาตีเป๊กแล้วว่า วันนี้ข้าพเจ้าแต่งโต๊ะจะมาเชิญท่านไปกินก็เกรงใจอยู่จึงสู้เอาโต๊ะมาให้ถึงนี่ ขอท่านเสพสุราด้วยกันให้สบายเถิด ตีเป๊กก็ยินดีนั่งกินโต๊ะด้วยขุนนางทั้งสอง แล้วรินสุราหยิบจอกขึ้นถือไว้ จึงว่าเรานี้เป็นคนซื่อหาคิดทำอันตรายกับเพื่อนฝูงไม่ แต่เมื่อเวลาวานนี้มีคนมาบอกกับเราว่าท่านทั้งสองจะเอาใจออกห่างเราจริงหรือประการใด หันโฮ้งุยหวนคิดสะดุ้งใจ จึงแกล้งถามว่าใจของท่านนั้นจะเชื่อหรือ ตีเป๊กจึงว่าเราเชื่อผู้ซึ่งมาบอกแล้วจะสอบถามท่านทำไมเล่า หันโฮ้เห็นตีเป๊กไม่สงสัยจึงว่า ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ว่าเตียวบูสุดให้คนมาลอบติดสินบนทหารในกองทัพเรา ให้คิดอ่านยุยงท่านให้ผิดใจกันกับข้าพเจ้าทั้งสอง งุยหวนจึงพลอยว่า นี่หากท่านใจดีอยู่จึงไม่ต้องกลอุบายของเตียวบูสุด ตีเป๊กเป็นคนหาสติปัญญามิได้ก็เห็นจริงไม่แคลงใจ จึงว่า ฮีฉือนี้คิดให้เกินไปแกล้งยุยงเราต่างๆ เห็นจะได้สินบนเป็นมั่นคง หันโฮ้ได้ทีจึงว่า ถ้าภายหน้ามีคนมายุอย่างนี้อีกขอท่านอย่าได้เชื่อถือถ้อยคำเลย ตีเป๊กจึงยกจอกสุราขึ้นคำนับแล้วสาดไป สาบานว่าถ้าผู้ใดคิดคดต่อกันขอให้สิ้นชีวิตเหมือนน้ำสุราที่สาบสูญไปในแผ่นดินนี้เถิด หันโฮ้งุยหวนก็ทำเป็นยินดี ลุกขึ้นคำนับดังจะรับคำสาบานแล้วก็ลากลับไปค่ายของตัว

ฮีฉือแอบฟังอยู่ ครั้นเห็นหันโฮ้งุยหวนไปแล้ว จึงเข้าไปหาตีเป๊กว่าเหตุใดท่านจึงเอาความที่ข้าพเจ้าบอกไปแจ้งกับขุนนางทั้งสองเล่า ตีเป๊กหัวเราะแล้วว่า ท่านมาพูดว่าขุนนางทั้งสองนอกใจเรา เราจึงถามดูหาจริงไม่ บัดนี้ขุนนางทั้งสองก็ได้สาบานกับเราแล้ว ตั้งแต่นี้ไปท่านอย่าได้เอาความมายุยงอีกเลย ฮีฉือก็เสียใจจึงถอยออกมา คิดว่าแซ่ตีจะฉิบหายเสียครั้งนี้แล้วก็แกล้งบอกป่วยไม่เข้ามาหาตีเป๊ก เวลาวันหนึ่งฮีฉือจึงแกล้งบอกเพื่อนกันว่าเราป่วยไม่ใคร่หาย จะต้องไปหาแพทย์ที่ดีรักษาจึงจะได้ ว่าแล้วก็จัดแจงของได้พอเป็นเสบียงกลางทางก็หนีไปอยู่เมืองจิ้น

ขณะนั้นงุยหวนมาอยู่ค่ายหันโฮ้ด้วยกัน หันโฮ้จึงเรียกเตียวเมงถำออกมาแล้วว่าการครั้งนี้สำคัญอยู่ ซึ่งจะร่วมคิดกันนั้นต้องพร้อมใจ ท่านจงสาบานแทนเตียวบูสุด เตียวเมงถำก็ยอม ทั้งสามคนก็กระทำความสัจว่าจะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หันโฮ้จึงว่าเวลาพรุ่งนี้กลางคืน เราคิดอ่านพังค่ายตีเป๊กให้น้ำท่วมเข้าไปจงได้ ท่านคอยสังเกตถ้าเห็นนํ้าลดลงเมื่อใดจงจัดแจงเรือพายออกมาช่วยกันจับตีเป๊กฆ่าเสีย เตียวเมงถำก็ดีใจ ครั้นเวลาคํ่าก็ลอบลงแพรีบมาริมกำแพงร้องเรียกทหารให้เอาเชือกหย่อนลงมารับ ทหารจำเสียงได้ก็เอาเชือกหย่อนลงมา เตียวเมงถำก็เหนี่ยวเข้าไปในเมืองได้ จึงไปหาเตียวบูสุดแจ้งความให้ฟังทุกประการ

เตียวบูสุดยินดีนัก ก็จัดแจงทหารให้เอาเครื่องศัสตราวุธลงประจำเรือไว้เป็นอันมากคอยสัญญาณอยู่ ฝ่ายหันโฮ้งุยหวนครั้นเวลาคํ่าจึงเกณฑ์ทหารลงแพ แล้วแต่งตัวถืออาวุธเร่งให้ทหารถ่อแพมาถึงค่ายตีเป๊ก จึงให้จับทหารที่รักษาค่ายนั้นฆ่าเสียสิ้น แล้วเจาะกำแพงให้เป็นช่องหลายแห่งนํ้าก็ไหลเข้าไปในค่าย ทหารทั้งปวงมิทันรู้ตัวเห็นนํ้าไหลเข้ามาก็ตื่นตกใจวุ่นวายกัน ตีเป๊กนอนอยู่ในค่ายสะดุ้งตื่นขึ้นได้ยินเสียงอื้ออึงอลหม่าน พอนํ้านั้นไหลถึงที่อยู่เสื้อและผ้าก็เปียกสิ้น ตีเป๊กสำคัญว่าทหารละเลยไม่ดูแลระวังอุดตานํ้า จึงสั่งจออิวให้ไปตรวจตราเตือนทหารให้ปิดน้ำอย่าให้ไหลเข้ามาได้ ว่ายังมิทันขาดคำน้ำนั้นก็ท่วมมากขึ้น ขณะนั้นตีก๊กกับอือเหยียงและทหารประมาณห้าสิบคนขึ้นแพได้จึงถ่อเข้าไปดูในค่าย เห็นเสบียงอาหารและเครื่องศัสตราวุธก็จมนํ้าเสียสิ้น ทหารทั้งปวงที่ขึ้นแพได้บ้าง ที่ว่ายน้ำไม่เป็นก็จมน้ำตายเป็นอันมาก

ฝ่ายเตียวบูสุดกับเตียวเมงถำคอยอยู่เห็นน้ำลดตามสัญญา เตียวบูสุดจึงปรึกษาว่าถ้าตีเป๊กเสียทีเห็นจะหนีไปเมืองจิ้นเป็นมั่นคง เราจะไปคอยอยู่หลังเขาเฮียนกึงซัว ท่านจงไปช่วยหันโฮ้งุยหวนเถิด ครั้นเห็นพร้อมใจกันแล้วต่างคนก็พาทหารแยกกันไป เตียวเมงถำมาถึงพบหันโฮ้งุยหวนก็ช่วยกันเตือนทหารรีบถ่อเข้าไปในค่าย ตีกลองรบและม้าล่อแล้วฆ่าฟันทหารตีเป๊กล้มตายเป็นอันมาก หันโฮ้จึงร้องว่าถ้าใครจับตีเป๊กได้เราจะให้รางวัล

ฝ่ายตีเป๊กต้องว่ายนํ้าอยู่ได้ความลำบากยิ่งนัก ครั้นได้ยินเสียงหันโฮ้ก็จำได้ จึงคิดถึงคำอีฉือขึ้นมาก็ถอนใจใหญ่ พออือเหยียงตีก๊กเอาแพมารับตีเป๊กขึ้นจากนํ้าได้ อือเหยียงจึงว่าท่านจงหนีไปเมืองจิ้นกับตีก๊กขอกองทัพมารบข้าศึก ข้าพเจ้าจะอยู่ป้องกันกว่าท่านจะกลับมา ตีเป๊กก็เห็นด้วยจึงลงเรือน้อยกับตีก๊กก็รีบหนีมาทางหลังเขาเอียนกึงซัว

ฝ่ายเตียวบูสุดคอยอยู่ที่นั่น ครั้นเห็นเรือน้อยพายมาก็ให้ทหารแจวเรือเข้าตีสกัดกั้นทางไว้ ตีเป๊กตีก๊กเห็นดังนั้นตกใจนักจะหนีข้าศึกก็ไปมิพ้น ทหารเตียวบูสุดก็จับตีเป๊กได้ แต่ตีก๊กโดดนํ้าตายเสีย ทหารก็คุมเอามาให้เตียวบูสุด เตียวบูสุดเห็นตีเป๊กคิดโกรธนัก จึงยกข้อความผิดแต่ครั้งหลังขึ้นว่าต่างๆ แล้วด่าเป็นข้อหยาบช้า สั่งทหารให้เอาตัวไปฆ่าเสีย

ฝ่ายอือเหยียงคุมทหารที่เหลือตายเข้ารบต้านทานอยู่เป็นตะลุมบอน ครั้นมีทหารผู้หนึ่งรู้ว่าตีเป๊กตายจึงเข้ามาร้องบอกอือเหยียงว่านายเราตายเสียแล้ว อือเหยียงกับทหารทั้งปวงได้ยินดังนั้นเสียใจนักไม่เป็นอันที่จะสู้รบข้าศึก พวกหันโฮ้งุยหวนก็ฆ่าฟันทหารอือเหยียงล้มตายเป็นอันมาก อือเหยียงจึงคิดว่าถ้าจะสู้รบอยู่เห็นจะไม่พ้นความตาย ก็ถอดเสื้อสำหรับนายทหารทิ้งเสียเอาเสื้อทหารเลวใส่ปลอมเข้าแล้วก็หนีไปซ่อนอยู่ตามหุบเขามิให้ใครเห็นตัว

ขณะนั้นเป็นวันกลางเดือนสาม เตียวบูสุดจึงคิดว่าจริงของเทพยดาบอกเรา แล้วพาทหารกลับมาพบหันโฮ้งุยหวน เตียวเมงถำก็เล่าความตามที่ฆ่าตีเป๊กนั้นให้ฟังทุกประการ หันโฮ้งุยหวนยินดีนักจึงให้ทหารของตัวไปพังทำนบที่กั้นคลองคูเมืองนั้นเสีย นํ้าก็ค่อยไหลลงคลองไปจนแห้งสิ้น เตียวบูสุดก็พาหันโฮ้งุยหวนเข้าไปในเมือง จึงบอกราษฎรทั้งปวงว่าหากได้ไตหูสองคนนี้ช่วยพวกท่านทั้งปวงจึงไม่สิ้นชีวิต แล้วสั่งเตียวเมงถำว่าท่านจงให้คนเที่ยวทำตึกราษฎรที่ทลายเสียให้ดีดังเก่า เตียวบูสุดจึงปรึกษาหันโฮ้งุยหวนว่า เราฆ่าตีเป๊กเสียนี้อุปมาเหมือนถากถางหญ้าแต่บนดิน ไม่ขุดรากและเหง้าเสียให้หมดภายหลังก็จะงอกงามขึ้น จะจับสมัครพรรคพวกตีเป๊กฆ่าเสียให้สิ้นเชิง แล้วจึงคิดตั้งตัวเราทั้งสามให้เป็นใหญ่จึงจะได้ ปรึกษาให้เห็นพร้อมกันแล้ว ทั้งสามขุนนางก็ยกทหารไปถึงตำบลกังจิว จับพวกพ้องที่เป็นแซ่เดียวกับตีเป๊กทั้งชายและหญิงฆ่าเสียแต่ชั้นลูกเล็กก็มิได้เหลือไว้ แล้วเตียวบูสุดก็เอาที่ร้อยลี้ของขุนนางทั้งสองคืนให้ตามเดิม จึงแบ่งที่อยู่และบ้านส่วยของตีเป๊กออกเป็นสามส่วน เอาไว้ส่วนหนึ่ง ให้หันโฮ้งุยหวนคนละส่วน หันโฮ้งุยหวนยินดีนักต่างคนลายกกลับไปที่อยู่ของตัว

ศักราชพระเจ้าจิวเจงเตงอ๋องได้สิบหกปี เตียวบูสุดก็กลับมาเมืองจิ้นเอี๋ยงเซียแล้วปูนบำเหน็จทหารทั้งปวงที่มีความชอบเป็นอันมาก จึงให้งวนกวยไปปลูกศาลเทพารักษ์ไว้ที่เขาคักซัว แต่งเครื่องสักการบูชาไว้งามยิ่งนัก แล้วให้งวนกวยตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นั่นสำหรับแต่งเครื่องพลีกรรมเซ่นวักมิได้ขาด เตียวบูสุดยังคิดแค้นตีเป๊กอยู่ จึงให้ทหารไปเก็บเอากระโหลกศีรษะตีเป๊กมา กิตติศัพท์ก็เลื่องลือไป อือเหยียงอยู่ในหุบเขารู้เข้าคิดแค้นนัก จึงนึกว่าตีเป๊กได้ชุบเลี้ยงเรามาคงจะสนองคุณให้จงได้ ถึงตัวจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต ชื่อจะได้ปรากฏสืบไป คิดแล้วจึงเปลี่ยนชื่อและแซ่เสีย แปลงปลอมเข้ามาในเมืองจิ้นเอี๋ยงเซีย เวลาวันหนึ่งอือเหยียงเอามีดเหน็บใส่ไว้ในเสื้อลอบเข้าไปอยู่ในที่เตียวบูสุดเคยไปอุจจาระ หวังจะคอยแทงเตียวบูสุดให้ตาย

ฝ่ายเตียวบูสุดถึงเวลาจะไปอุจจาระ ก็เดินมาเกือบจะถึงเข้า เทพยดาบันดาลดลใจให้สะดุ้งเสียวซ่านขนพองไปทั้งตัว จึงให้คนเข้าไปดูในนั้น ทหารก็เข้าไปดูเห็นคนเข้าไปแอบอยู่ก็จับค้นมีดได้ในตัวก็พามาให้เตียวบูสุด เตียวบูสุดครั้นเห็นก็จำได้ว่าอือเหยียง จึงถามว่าท่านเอามีดซ่อนมาในตัวดังนี้จะคิดทำร้ายเราหรือ อือเหยียงจึงว่าเราเป็นทหารตีเป๊กจะมาแก้แค้นแทนนายเรา ทหารเตียวบูสุดได้ฟังดังนั้นต่างคนก็โกรธจึงว่าขอท่านจงฆ่าอือเหยียงเสีย เตียวบูสุดจึงว่าอันอือเหยียงคนนี้มีกตัญญูรู้คุณนาย ซึ่งจะฆ่าคนสัตย์ซื่อเสียนี้หาควรไม่ ก็สั่งให้แก้มัดปล่อยไปแล้วนึกแคลงใจอยู่จึงเรียกอือเหยียงกลับมาว่า เราปล่อยท่านไปภายหน้าอย่าได้คิดอย่างนี้อีกเลย อือเหยียงจึงว่าท่านไม่ฆ่าเราก็มีบุญคุณอยู่ แต่คุณนายเรานั้นมีเป็นอันมาก เตียวบูสุดจึงคิดว่าเราได้ลั่นปากว่าจะปล่อยเขาแล้ว ครั้นจะฆ่าเสียก็ผิดอย่างธรรมเนียมไป ทำไมกับอือเหยียงคนเดียว ถึงจะคิดกลับมาทำร้ายเรา เราก็หากลัวไม่ จึงให้อือเหยียงไป อือเหยียงก็เดินกลับมาบ้านเดิมของตัว คิดจะแก้แค้นแทนตีเป๊กอยู่มิได้ขาด ภรรยารู้ดังนั้นจึงว่าท่านจะทำร้ายเขานั้นเห็นจะหาสมความคิดไม่ ด้วยเตียวบูสุดนี้มีวาสนามาก อนึ่งไม่ฆ่าท่านก็มีคุณอยู่ ท่านอย่าคิดอย่างนี้เลย จงไปอยู่ด้วยหันโฮ้งุยหวนเถิดจะได้มีความสุขสืบไป

อือเหยียงได้ฟังดังนั้นคิดขัดใจ สะบัดแขนเสื้อลุกเดินลงไปจากเรือนจึงคิดว่าเราจะไปเมืองจิ้นเอี๋ยงเซีย บัดนี้เกลือกเขาจำได้จึงตัดหนวดโกนคิ้วสยายผมเอาดินหม้อทาตัวเสีย ทำเหมือนหนึ่งคนโซเสียจริตแล้วเที่ยวขอทานตามเพื่อนบ้าน หวังจะดูแยบคายว่าจะจำตัวได้หร้อไม่ ถ้าจำไม่ได้แล้วจึงจะไปคิดการฆ่าเตียวบูสุด ภรรยาอือเหยียงไม่เห็นผัวมาหลายวันจึงไปตามผัวที่ตลาด พอได้ยินเสียงก็จำได้จึงเดินเข้าไปใกล้แลดูเห็นรูปร่างและหน้าตานั้นผิดประหลาด นึกสงสัยว่าจะมิใช่ผัวก็กลับมา อือเหยียงครั้นเห็นภรรยามายืนแลดูก็รู้ว่าจำเสียงได้ จึงเอาถ่านไฟมาเคี้ยวกลืนเข้าไปหมายจะให้เสียงนั้นแห้งแหบเครือลง แต่เพื่อนสนิทของอือเหยียงผู้หนึ่งจำได้ จึงจูงมืออือเหยียงไปยังบ้านแล้วว่า เราจำได้อยู่ซึ่งท่านคิดอย่างนี้หาถูกปัญญาเราไม่ เราเห็นว่าถ้าไปอยู่ด้วยเตียวบูสุด ภายหลังจะคิดทำร้ายก็ได้โดยง่าย อือเหยียงจึงตอบว่าจะไปอยู่ด้วยนั้น เตียวบูสุดคงจะชุบเลี้ยงเราให้ได้ความสุขสบายคุณก็จะมีมากขึ้น ซึ่งจะคิดทำอันตรายเขานั้นจะมิเป็นอกตัญญูไปหรือ ท่านว่านี้เราหาเห็นด้วยไม่ ตั้งแต่นี้ไปท่านกับเรานานไปจึงจะได้พบกัน ว่าแล้วก็ลาไปเมืองจิ้นเอี๋ยงเซีย ทำเหมือนอย่างคนโซเที่ยวขอทานตามราษฎรอยู่หลายวันก็หามีใครรู้จักไม่ อือเหยียงยินดีนัก คอยหาช่องซึ่งจะทำการก็ยังมิได้ท่วงที เวลาวันหนึ่งเตียวบูสุดไม่สบายใจ จึงพาทหารไปเที่ยวเล่นนอกเมืองแล้วแวะไปที่เขาเฮียนกึงซัว แลเห็นบ่อที่ตีเป๊กขุดไว้กว้างยาวใหญ่ยิ่งนัก ผู้คนจะเดินไปมาก็ต้องอ้อมลำบาก ครั้นจะถมเสียก็ป่วยการทหาร จึงสั่งให้ทำสะพานตัดตรงไปแล้วจึง ให้ชื่อสะพานว่าเซียเกียว แปลว่าสะพานไฟ ซึ่งเตียวบูสุดให้ชื่อสะพานดังนี้ด้วยคิดว่าตัวนั้นแพ้นํ้า จึงจะให้น้ำนั้นแพ้ไฟบ้าง แล้วก็พาทหารกลับเข้าเมือง อันเตียวบุสุดนั้นไปเที่ยวเล่นต้องไปตามสะพานนั้นเนืองๆ

ฝ่ายอือเหยียงครั้นแจ้งดังนั้นก็แกล้งไปนอนอยู่ที่ใต้เชิงสะพานเหมือนหนึ่งตาย ถ้าได้ทีจะได้แทงเตียวบูสุด เวลาวันนั้นเตียวบูสุดขี่เกวียนน้อยพาทหารไปเที่ยวเล่น ครั้นมาถึงสะพานนั้นม้าร้องขึ้นแล้วหยุดอยู่ คนขับเกวียนจะเฆี่ยนตีสักเท่าไรม้านั้นก็ไม่ไป เตียวเมงถำจึงว่าธรรมดาม้าที่ดีแล้วก็รักเจ้าของ บัดนี้มาหยุดอยู่เห็นจะมีอันตรายเป็นมั่นคง เตียวบูสุดได้ฟังดังนั้นจึงสั่งให้ทหารไปค้นดูที่เชิงสะพาน ทหารก็กลับมาบอกว่าเห็นแต่ศพทิ้งอยู่ใต้นั้น เตียวบูสุดจึงว่าสะพานพึ่งทำใหม่ ใครจะเอาศพมาทิ้งไว้ที่นี่ เห็นจะเป็นอือเหยียง ท่านจงไปเอาศพนั้นมาเถิด ทหารทั้งปวงก็เข้าไปมองดูเห็นหายใจได้ก็รู้ว่ายังเป็นอยู่ ก็ฉุดอือเหยียงลุกขึ้นแล้วลากตัวมาให้เตียวบูสุด เตียวบูสุดครั้นเห็นหน้าและผิวเนื้อนั้นผิดอยู่ แต่รูปร่างท่วงทีนั้นจำได้ว่าอือเหยียงจึงด่าว่า

อือเหยียงรับเสื้อเตียวบูสุดมาแขวนไว้ จึงเอากระบี่แทงเสื้อเตียวบูสุดสามที แล้วแหงนหน้าขึ้นร้องประกาศว่า ข้าพเจ้าชื่ออือเหยียงเป็นบ่าวตีเป๊กผู้ตาย ขณะเมื่อตีเป๊กยังมีชีวิตอยู่ได้ทำนุบำรุงข้าพเจ้าได้อยู่เย็นเป็นสุข คิดจะสนองคุณก็เป็นบุญน้อยยังหาได้แทนคุณไม่ บัดนี้ข้าพเจ้าแทงเตียวบูสุดได้แก้แค้นสนองคุณตีเป๊กแล้ว ข้าพเจ้าจะตายตามไปขอให้พบนายข้าพเจ้า ณ เมืองผีในเวลานี้ ว่าแล้วอือเหยียงก็เอากระบี่เชือดคอตาย

เตียวบูสุดจึงให้ทหารหยิบเสื้อที่อือเหยียงมาดู เห็นเลือดติดเสื้ออยู่สามแห่ง เตียวบูสุดก็ให้วิงเวียนศีรษะสะท้านร้อนสะท้านหนาวเมื่อยมึนไปทั้งตัว เตียวบูสุดก็กลับมาบ้านนั้นป่วยอยู่ในห้องที่นอน พวกคนสนิทเห็นดังนั้นจึงพูดว่า ขณะเมื่ออือเหยียงหยิบเสื้อเตียวบูสุดไปนั้น อือเหยียงผูกใจแค้นเตียวบูสุดว่าฆ่าตีเป๊กผู้นายเสีย อือเหยียงเอาแต่เสื้อนายเราไปแทงด้วยกระบี่สามทีร้องประกาศว่าได้แทนคุณตีเป๊ก อือเหยียงเชือดคอตายทั้งแค้น ซึ่งเตียวบูสุดป่วยทั้งนี้เห็นจะต้องผีอือเหยียงเป็นมั่นคง ครั้นปรึกษาเห็นพร้อมกันแล้วไปแจ้งความแก่เตียวเป๊กฬ่อทุกประการ

เตียวเป๊กฬ่อรู้ว่าเตียวบูสุดผู้น้องต้องผีอือเหยียงป่วยก็หาหมอมารักษาเป็นหลายวัน เตียวบูสุดก็ยิ่งป่วยหนักลงลุกนั่งมิได้เห็นจะไม่รอด เตียวเป๊กฬ่อคิดจะใคร่ได้สมบัติของเตียวบูสุดผู้น้องให้แก่บุตรจึงขับหลานทั้งห้าคนซึ่งเป็นบุตรเตียวบูสุดนั้นให้ไปอยู่เมืองอื่น จึงตั้งจูจี๋วบุตรผู้ใหญ่เป็นที่ขุนนางแทนที่เตียวบูสุด ครั้นอยู่สามวันจูจี๋วป่วยเป็นปัจจุบันตาย เตียวเป๊กฬ่อทำการฝังศพจูจี๋ว ตั้งเตียวอวนบุตรจูจี๋วเป็นที่แทนจูจี๋ว เตียวบูสุดป่วยหนักอยู่รู้ว่าเตียวเป๊กฬ่อผู้พี่ให้ขับบุตรทั้งห้าคนเสีย ตั้งเตียวอวนผู้หลานขึ้นเป็นที่แทนก็มิได้ว่ากล่าวให้พี่ได้ขัดเคือง ขณะเมื่อเตียวบูสุดใกล้จะตายจึงเรียกเตียวอวนเข้ามาสั่งว่า เจ้าจะคิดตั้งตัวเป็นใหญ่จงมีใจโอบอ้อมเผื่อแผ่แซ่งุยแซ่หันไว้เป็นพวกพ้อง อันเจ้าเมืองจิ้นทุกวันนี้ไว้ธุระราชการบ้านเมืองแก่ขุนนางสามแซ่ แต่ปู่คิดการกับหันโฮ้งุยหวนก็ได้ทีจะทำการใหญ่อยู่แล้ว พอป่วยลงทำการมิตลอดเพราะบุญน้อย จะลาตายไปในวันนี้พรุ่งนี้แล้ว เจ้าจงคิดกับงุยหวนหันโฮ้เร่งกำจัดเจ้าเมืองจิ้นเสียโดยเร็ว ถ้าละไว้นานไปขุนนางต่างแซ่จะยุยงส่อเสียดว่าเป็นขบถจะพากันตายเสียสิ้น ถ้าเจ้ากับงุยหวนหันโฮ้คิดกำจัดเจ้าเมืองจิ้นได้แล้ว จงแบ่งแผ่นดินออกเป็นสามส่วน คิดตั้งหอไทเบี้ยวเป็นบ้านเมืองขึ้นให้ได้เป็นก๊กหนึ่งจะได้มีชื่อเสียงปรากฏสืบลูกหลานในภายหน้า เตียวบูสุดสั่งหลานพอสิ้นคำลงก็ขาดใจตาย

เตียวเป๊กฬ่อก็ทำการฝังศพ เตียวอวนจึงไปหาหันโฮ้งุยหวน หันโฮ้งุยหวนก็ออกมารับเชิญขึ้นตึกทั้งสามสนทนากัน เตียวอวนจึงบอกความซึ่งเตียวบูสุดสั่งไว้ให้ขุนนางทั้งสองฟังทุกประการ หันโฮ้งุยหวนจึงว่าซึ่งเตียวบูสุดกับเราคิดการจะตั้งตัวเป็นใหญ่มาช้านานการก็จวนจะสำเร็จอยู่แล้ว แต่เป็นกรรมของเตียวบูสุดอายุน้อยสิ้นชีวิตเสีย ท่านได้เป็นที่แทนเตียวบูสุดผู้เป็นปู่ของท่าน ก็ควรจะคิดการกับเราต่อไป บัดนี้ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยในเมืองจิ้นเป็นพรรคพวกกับเราถึงสามแซ่สิ้นทั้งเมือง เราจะสร้างบ้านเมืองปลูกหอไทเบี้ยวขึ้นทั้งสามแห่งดูท่วงทีเจ้าเมืองจิ้นก่อน ถ้าเจ้าเมืองจิ้นงอนง้อต่อเรา เราจะไว้ชีวิต ถ้าเจ้าเมืองจิ้นจะคิดร้ายต่อเรา เราจึงจะจับฆ่าเสีย ครั้นปรึกษากันแล้วต่างคนก็ชักชวนทหารและขุนนางผู้น้อยผู้ใหญ่ซึ่งร่วมแซ่ไปหาที่ชัยภูมิสร้างบ้านเมือง บรรดาหัวเมืองขึ้นแก่เมืองจิ้นนั้นก็แบ่งปันกันเป็นสามส่วน ขุนนางและหัวเมืองทั้งปวงหาผู้ใดจะยำเกรงเจ้าเมืองจิ้นมิได้

ฝ่ายอายก๋งเห็นขุนนางทั้งสามแซ่ต่างสร้างบ้านเมืองชักชวนขุนนางและหัวเมืองไปสิ้น มิรู้ที่จะคิดประการใด กลัวขุนนางทั้งสามจะจับฆ่าเสียก็ไปงอนง้อฝากตัวอยู่กับขุนนางทั้งสาม วันหนึ่งขุนนางทั้งสามจึงปรึกษากันว่า อายก๋งเป็นคนหาสติปัญญามิได้ ขุนนางและราษฎรหัวเมืองก็เอาใจออกหากมาอยู่ด้วยเราสิ้นแล้ว จะละไว้นานไปอายก๋งพบผู้มีสติปัญญาจะช่วยคิดการทำร้ายเรา จำจะคิดฆ่าเสียจึงจะสิ้นเสี้ยนหนาม เราทั้งสามจึงจะได้คิดการตั้งตัวสะดวก เตียวอวนจึงว่าเวลาพรุ่งนี้อายก๋งจะไปหาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้ทหารไปซ่อนตัวอยู่ริมทางคอยยิงเสียให้ตายอย่าให้รู้ว่าผู้ใดฆ่า ความนินทาจึงจะไม่มีติดตัวเราทั้งสาม หันโฮ้งุยหวนเห็นชอบด้วย เตียวอวนก็กลับไปเมืองจึงเรียกตองกองเหลียนแม่นเกาทัณฑ์มากระซิบสั่งว่า เวลาพรุ่งนี้ท่านจงไปซ่อนตัวอยู่ในโรงม้าริมทาง ถ้าเห็นอายก๋งมาจงยิงให้ตายแล้วเร่งหลบหลีกไปเสียอย่าให้ผู้ใดเห็นตัว ตองกองเหลียนก็รับคำว่าอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจะไปทำการให้สำเร็จ

ฝ่ายอายก๋งครั้นรุ่งเช้าจึงพาขุนนางซึ่งเป็นพรรคพวกออกจากเมืองจิ้นจะไปคำนับเตียวอวน มิได้รู้ว่าความตายจะถึงตัวจึงเข้าไปในเมืองเตียวอวน พอเดินเข้ามาถึงหน้าโรงม้าริมทาง มีผู้ลอบยิงเกาทัณฑ์ถูกอกตลอดถึงหลังล้มลงขาดใจตาย ขุนนางทั้งปวงซึ่งตามมาเห็นดังนั้นต่างคนต่างตกใจวิ่งแยกกันไปบอกเตียวอวนหันโฮ้งุยหวนว่าผู้ร้ายลอบยิงอายก๋งตาย ขุนนางทั้งสามแจ้งดังนั้นก็แกล้งทำตกใจพาขุนนางทั้งปวงมาถึงศพอายก๋ง แล้วทำโกรธให้เขียนหนังสือปิดประตูเมืองว่า ผู้ใดสืบเอาตัวผู้ร้ายซึ่งยิงอายก๋งตายมาให้เราจะให้เงินทองเป็นบำเหน็จ ขุนนางทั้งสามก็จัดแจงการฝังศพอายก๋งเสร็จแล้ว จึงยกซีจูลิวซึ่งเป็นบุตรอายก๋งให้เป็นที่อิวก๋งเจ้าเมืองจิ้นสืบไป แล้วขุนนางทั้งสามจ่ายเงินให้เดือนละสองร้อยตำลึงกับข้าวสารสองเกวียนทุกเดือน

อิวก๋งอายุยังอ่อนอยู่ ก็พาขุนนางในเมืองจิ้นมาคำนับฝากตัวเตียวอวน งุยหวน หันโฮ้ ทุกวันมิได้ขาด ขุนนางทั้งสามก็แบ่งส่วยสาอากร ณ เมืองซกอักกับเมืองฮองจิวให้แก่อิวก๋ง แต่ส่วยสาอากรหัวเมืองขึ้นทั้งปวงนั้น ขุนนางทั้งสามแบ่งกันเป็นสามส่วน หัวเมืองทั้งปวงก็เรียกว่าสามจิ้น แต่นั้นมากิตติศัพท์ซึ่งเตียวอวน หันโฮ้ งุยหวน ตั้งพรรคพวกร่วมแซ่เป็นขุนนางเมืองจิ้นแล้วคิดแบ่งเมืองจิ้นเป็นสามจิ้นแล้ว รู้ถึงเตียวปวนขุนนางผู้ใหญ่ ณ เมืองเจ๋ เตียวปวนคิดจะตั้งตัวเป็นใหญ่ให้เหมือนสามจิ้น จึงจัดแจงผู้ซึ่งร่วมแซ่ตั้งแต่ขุนนางผู้น้อยผู้ใหญ่ขึ้นในเมืองเจ๋ และให้เป็นเจ้าบ้านผ่านเมืองเป็นอันมาก แล้วแต่งหนังสือฉบับหนึ่งจัดสิ่งของให้ขุนนางไปผูกไมตรีกับสามจิ้น ถ้อยทีมีหนังสือและสิ่งของไปมาหากันทุกปีมิได้ขาด

ครั้นอยู่มาหันโฮ้เตียวอวนเป็นโรคป่วยถึงแก่กรรม เตียวเจ๊กได้ว่าราชการแทนที่เตียวอวนผู้บิดา หันเจียกบุตรหันโฮ้ได้ว่าราชการแทนที่หันโฮ้ต่อไป และแซ่เตียว แซ่หัน แซ่งุย แซ่เตียน ทั้งสี่แซ่ให้สัตย์สาบานต่อกันเหมือนหนึ่งญาติอันสนิท ฝ่ายพระเจ้าเมืองหลวงแจ้งกิตติศัพท์ว่าขุนนางสี่ตระกูลชอบกันจะทำสิ่งใดก็พร้อมเพรียงกัน แต่ละคนล้วนมีสติปัญญาและฝีมือเข้มแข็ง หัวเมืองทั้งปวงก็ยำเกรงก็ทรงพระวิตกเกรงขุนนางทั้งสี่แซ่จะคิดการขบถยกทัพเข้ามายํ่ายีเมืองหลวง จึงให้ตั้งจูเคียดเชื้อพระวงศ์เป็นที่ไขจิวก๋งไปครองเมืองโฮหลำ ตั้งให้อองซุนเก๊กกับตงจิวก๋งไปช่วยราชการ จูเคียดกับอองซุนเก๊กก็คำนับลามาจัดแจงขุนนางซึ่งเป็นพรรคพวกไปอยู่รักษาเมืองโฮหลำ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ