๔๘

ฝ่ายซุนลิมฮูเมื่อมีชัยชนะก๋งจูหยงแล้ว กลับเข้าไปแจ้งความแก่เตียวตุนทุกประการ เตียวตุนจึงปูนบำเหน็จรางวัลแม่ทัพนายกองให้ตามสมควร ราชการก็สิทธิ์ขาดอยู่กับเตียวตุนผู้เดียว ฝ่ายคีเตงฮูเลียงเอียยีซีกอกขุนนางสามคนนี้ชอบพอรักใคร่กัน จึงไป ณ บ้านคีเตงฮูปรึกษากันว่า เดิมเตียวตุนให้มีหนังสือไปเชิญก๋งจูหยงมาเป็นเจ้าเมือง กลับตั้งอีโก๋เป็นเจ้าเมือง ครั้นก๋งจูหยงมาถึงแล้วก็จัดกองทัพไปฆ่าก๋งจูหยงเสีย เตียวตุนคนนี้วาจามิได้สุจริต คงก๋งก็โกรธเตียวตุนอยู่เป็นอันมาก นานไปกองทัพเมืองจิ๋นจะมาตีเมืองเราเป็นมั่นคง เราจะทำราชการด้วยเตียวตุนก็จะได้ความอัปยศไปภายหน้า ทำประการใดจะฆ่าเตียวตุนเสียได้

คีเตงฮูจึงว่า ถ้าเรามีหนังสือไปถึงคงก๋งเจ้าเมืองจิ๋น ให้ยกมาแล้วเราก็จะรับเป็นไส้ศึกขึ้นในเมือง ก็เห็นว่าเราจะกำจัดเตียวตุนเสียได้โดยง่าย เลียงเอียยีจึงว่า เตียวตุนพวกพ้องมีอยู่ในเมืองเป็นอันมาก ถ้าดังนั้นแล้วเราคิดฆ่าเซียนเคียดเสียก่อนจึงจะทำการได้สำเร็จ ซีกอกจึงว่า ซึ่งเราคิดการทั้งนี้ก็เป็นการใหญ่อยู่ เพื่อนเรามีอยู่คนหนึ่งชื่อเซียนเต๋า ถ้าได้เซียนเต๋ามาร่วมคิดด้วยแล้วเห็นการจะสำเร็จ ข้าพเจ้าจะรับไปเกลี้ยกล่อมเซียนเต๋า คีเตงฮูเลียงเอียยีก็เห็นด้วย ซีกอกก็ไปบ้านเซียนเต๋า พูดจาเกลี้ยกล่อมเซียนเต๋าก็ลงใจด้วย ครั้น ณ วันเดือนสามขึ้นคํ่าหนึ่งตรุษจีน เซียนเคียดจะออกไปเซ่นศพเซียนเฉีย ณ ที่ฝังศพ เซียนเต๋าจึงสั่งทหารคนสนิทว่า เซียนเคียดจะออกไปเซ่นศพเซียนเฉีย ให้ปลอมเป็นบ่าวเซียนเคียดออกไป ถ้าได้ท่วงทีแล้วให้ฆ่าเซียนเคียดเสียเราจะให้เสื้อผ้าเงินทองให้ถึงขนาด

ฝ่ายทหารคนสนิทรับคำเซียนเต๋าแล้ว ครั้นเซียนเคียดออกไปเซ่นศพก็พลอยเป็นบ่าวออกไปด้วย ครั้นถึงที่ฝังศพเห็นเซียนเคียดประมาทได้ท่วงทีแล้วก็ชักกระบี่สั้นที่เหน็บไปออกแทงเซียนเคียดตาย แล้วก็วิ่งหนีเข้าป่าไป พวกบ่าวเซียนเคียดเห็นผู้ร้ายลอบฆ่านายของตัวตายดังนั้นก็ตกใจ ครั้นจะติดตามก็มิทัน จึงพากันเอาความเข้ามาบอกกับเตียวตุน เตียวตุนแจ้งความดังนั้นแล้วจึงสั่งให้ทหารกับขุนนางกรมเมืองให้สืบจับตัวผู้ร้ายให้ได้ในห้าวัน ถ้ามิได้ผู้ร้ายจะเอาตัวเป็นโทษ

ฝ่ายซกติดซึ่งเป็นทหารเซียนเคียดผู้ตายนั้น มีความพยาบาทเซียนเคียดอยู่ ด้วยซกติดออกไปรบครั้งตีค่ายก๋งจูหยงนั้น เซียนเคียดหาเสนอความชอบให้ไม่ แจ้งว่าเซียนเต๋าให้คนไปฆ่าเซียนเคียดเสีย ก็มีความยินดีจึงไปหาเซียนเต๋าที่บ้าน เซียนเต๋าถามว่ามาธุระอันใด ซกติดจึงทำเป็นว่ามีผู้ร้ายลอบฆ่าเซียนเคียดเสีย นอกจากข้าพเจ้าแล้วหามีผู้ใดรู้ไม่ เซียนเต๋าได้ยินซกติดว่าดังนั้นก็ตกใจ ซีกอกเลียงเอียยีอยู่ที่นั้นด้วยจึงว่ากับเซียนเต๋าว่าอย่าตกใจไปเลย ซกติดคนนี้เป็นคนอริกันกับเซียนเคียด ซกติดมานี้โดยสุจริต ควรจะรับไว้คิดการกับเราได้ เซียนเต๋าจึงให้คนใช้ยกโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกัน ต่างคนต่างทำสัตย์สาบานต่อกัน แล้วซกติดจึงว่า การคราวนี้เห็นเตียวตุนให้คนสืบเสาะกวดขันอยู่ ถ้าจะกำจัดเตียวตุนก็ให้ทำการเสียโดยเร็ว ถ้าช้าไปเกลือกเตียวตุนรู้เข้าจะเสียการ ขุนนางทั้งสามก็เห็นด้วย จึงว่าเราจะต้องไปปรึกษากับคีเตงฮูเสียก่อน ด้วยคีเตงฮูเป็นขุนนางผู้ใหญ่ต้นคิดอยู่ด้วย ครั้นพูดจากันแล้วต่างคนก็กลับไปบ้าน

ฝ่ายเลียงเอียยีมาถึงบ้านกำลังเมาสุราอยู่ จึงพูดพลั้งปากว่าทำไมกับเตียวตุนผู้เดียวจะฆ่าเสียเมื่อไรก็ได้ เลียงฮองเป็นทหารเลียงเอียยีอยู่ที่นั้นรู้ความอยู่ก่อนนั้น ได้ยินเลียงเอียยีพูดดังนั้นแล้ว จึงคิดแต่ในใจว่าวิสัยคนเมาสุราแล้วไม่ควรจะไว้ความลับ เตียวตุนก็เป็นขุนนางผู้ใหญ่ถ้าเลียงเอียยีทำการไม่สำเร็จก็เห็นว่าจะพากันตายเสียหมด จึงไปเล่าความให้ยุเปงฟัง ยุเปงจึงพาเลียงฮองเข้าไปหาเตียวตุน เตียวตุนก็ไล่เลียงได้ความยุติจริงแล้ว จึงเกณฑ์ทหารให้ซุนลิมฮูกับพวกลกซุนสามนายไปจับเซียนเต๋า เลียงเอียยี ซกติด ซีกอก แล้วกระซิบบอกความให้ขุนนางคนสนิทคนหนึ่งไปหาคีเตงฮู ว่าเซียนเต๋าให้คนไปฆ่าเซียนเคียดเสียนั้น จับได้ตัวเซียนเต๋าไว้แล้ว ให้เชิญคีเตงฮูไปที่ว่าราชการจะได้ปรึกษาโทษเซียนเต๋า

ฝ่ายคีเตงฮูปรึกษานัดการกับซีกอกที่เรือนว่า เดือนสามกลางเดือน วันสารท เป็นธรรมเนียมขุนนางออกมาเสพสุราเล่นกลางบ้านจึงจะลอบฆ่าเตียวตุนเสีย ซีกอกก็รับคำแล้วลากลับมาบ้านพบทหารเตียวตุน เตียวตุนก็จับเอาตัวซีกอกไว้ พวกทหารสามนายนั้นไปจับเซียนเต๋า เลียงเอียยี ซกติด ส่งมาให้เตียวตุน เตียวตุนจึงสั่งให้แยกกันคุมไว้ทั้งสี่คน ฝ่ายขุนนางซึ่งไปหาคีเตงฮูจึงแจ้งความตามคำเตียวตุนสั่ง คีเตงฮูได้ฟังทุกประการแล้วจึงคิดว่าความลับที่เราคิดไว้ซีกอกก็พึ่งไปเดี๋ยวนี้ เตียวตุนเห็นยังจะไม่รู้ความ ครั้นเราจะมิเข้าไปเตียวตุนก็จะมีความสงสัยได้ จำจะต้องเข้าไปดูชั้นเชิงเตียวตุนด้วย จึงจัดแจงขึ้นเกวียนเข้ามา ณ ที่ว่าราชการ เห็นขุนนางพร้อมกันอยู่

ฝ่ายซุนลิมฮูเห็นคีเตงฮูเข้ามาก็ร้องขึ้นว่า คีเตงฮูเป็นขบถด้วยพวกเราทำไมไม่ลงมือ ฝ่ายทหารที่ซุ่มอยู่ก็ออกมาพร้อมกันจับเอาคีเตงฮูมัดไว้แล้ว ก็แยกกันถามได้ความจริงแล้ว จึงสั่งให้เอาตัวไปจำไว้ ณ คุก ครั้นเวลาเช้าเลงก๋งออกว่าราชการ เตียวตุนจึงนำเอาความขุนนางทั้งห้าคนขึ้นแจ้งแก่เลงก๋ง เลงก๋งจึงถามเตียวตุนว่าโทษจะเป็นประการใด เตียวตุนจึงตอบว่า โทษขุนนางเหล่านี้ควรจะประหารชีวิตเสีย อย่าให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป เลงก๋งจึงว่าสุดแล้วแต่เสียงก๊กจะจัดแจงเถิด ครั้นเลงก๋งเข้าไปข้างใน นางปกเองมารดาจึงถามว่า ขุนนางทั้งห้าคนนั้นเตียวตุนปรึกษาโทษประการใด เลงก๋งแจ้งว่าเตียวตุนปรึกษาโทษให้ฆ่าเสีย นางปกเองจึงว่า ขุนนางเหล่านี้ผิดแต่ฆ่าเซียนเคียดผู้เดียว หาได้คิดขบถถึงเจ้าเมืองไม่ แผ่นดินก็ยังไม่ราบคาบ จะมาฆ่าขุนนางเสียถึงห้าคนนั้น ถ้าหัวเมืองที่เป็นข้าศึกรู้ไปก็จะมีใจกำเริบขึ้น

เลงก๋งได้ฟังมารดาว่าจึงเอาความออกมาแจ้งกับเตียวตุน เตียวตุนจึงว่า ข้าพเจ้าสั่งให้ฆ่าขุนนางทั้งห้าคนเสียแล้ว เลงก๋งก็นิ่งอยู่ เตียวตุนจึงว่ากับขุนนางทั้งปวงว่า เราทำการครั้งนี้เหมือนหนึ่งเป็นขบถ แต่ใจเราซื่อนักมิได้ขบถ นานไปท่านทั้งปวงจึงจะเห็นความดีของเรา แล้วจึงตั้งเซียนก๊กบุตรเซียนเคียดขึ้นเป็นขุนนางแทนที่บิดา แต่นั้นราชการในเมืองจิ้นก็สิทธิ์ขาดอยู่กับเตียวตุนผู้เดียว กิตติศัพท์รู้ไปถึงฮูเฉียโกเจ้าเมืองลู้ จึงพูดกับโฮงซูที่ปรึกษาว่า ถ้าเรารับราชการอยู่ในเมืองจิ้นเหมือนแต่ก่อน ก็เห็นว่าจะพลอยเป็นพวกคีเตงฮูด้วย นี่หากว่าออกมาอยู่เสียหัวเมืองจึงรอดตัวไป โฮงซูจึงถามว่า เตียวตุนกับเตียวสวยใครจะดีกว่ากัน ฮูเฉียโกจึงว่า เตียวตุนเหมือนฤดูร้อน เตียวสวยเหมือนฤดูเย็น โฮงซูจึงถามว่าเหตุอย่างไรจึงเปรียบกับฤดูร้อนฤดูเย็นอย่างนี้ ฮูเฉียโกจึงว่า เตียวตุนจะคิดการสิ่งใดก็รวดเร็ว มิได้ปรึกษาผู้ใด เอาแต่ปัญญาของตัว ฝ่ายเตียวสวยจะคิดการนั้นก็ย่อมตรึกตรองปรึกษาผู้มีสติปัญญาก่อน ขุนนางและทหารทั้งปวงก็ย่อมรักใคร่มาก โฮงซูจึงว่าเป็นการแผ่นดินไม่ควรจะพูด ฮูเฉียโกก็นิ่งอยู่

ฝ่ายฌ้อบกอ๋องตั้งแต่ตีเมืองกั้ง เมืองก๊ก เมืองเลียว มาเป็นเมืองขึ้นได้มีใจกำเริบคิดจะตั้งตัวเป็นใหญ่ทุกวัน ครั้นอยู่มารู้ข่าวว่าก๋งจูหวนเจ้าเมืองจิ้นตาย ขุนนางตั้งอีโก๋อายุหกขวบขึ้นเป็นเจ้าเมือง ราชการสิทธิ์ขาดอยู่กับเตียวตุน บ้านเมืองยังไม่ปกติ ขุนนางลอบฆ่ากันอยู่เนืองๆ จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า เมืองจิ้นก็ร่วงโรยลงแล้วควรที่เราจะยกทัพใหญ่ไปตีเสียครั้งนี้เห็นจะได้โดยง่าย ฮวมสันขุนนางผู้ใหญ่ที่ปรึกษาจึงว่า เมืองจิ้นเป็นเมืองใหญ่แล้วก็ได้เมืองเตงเมืองตินไว้เป็นกำลังอยู่ทิศเหนือ ถ้าเรายกไปตีเอาเมืองเตงเมืองตินเสียก่อน ถึงเมืองเตงเมืองตินจะมีหนังสือไปขอกองทัพเมืองจิ้นมาช่วย เห็นว่าในเมืองจิ้นยังไม่ปกติ ข้าพเจ้าเห็นว่าจะไม่มีกองทัพมาช่วย ฌ้อบกอ๋องก็เห็นด้วย จึงจัดให้เตาฮวดเฉียวเป็นแม่ทัพ ซุยแก่เป็นปลัดทัพ ทหารเกวียนสามร้อย ทหารเดินเท้าหมื่นหนึ่งยกไปตีเมืองเตง ให้ก๋งจูจู๋เป็นแม่ทัพ ก๋งจูหวดเป็นปลัดทัพ ทหารเกวียนสามร้อย ทหารเดินเท้าหมื่นหนึ่งยกไปตีเมืองติน ฌ้อบกอ๋องคุมทหารเป็นกองหนุน ได้ฤกษ์ดีก็ยกออกไปตั้งอยู่ที่ลงเอียนปลายแดนเมืองฌ้อ

ฝ่ายเตงบกก๋งเจ้าเมืองเตง รู้ว่ากองทัพเมืองฌ้อจะมาตีเมืองเตงจึงจัดให้ก๋งจูเกียนเป็นแม่ทัพ ก๋งจูโลงเป็นปลัดทัพ ลกยี่เป็นที่ปรึกษาคุมทหารออกไปตั้งอยู่นอกเมือง ให้คอยกองทัพเมืองฌ้อยกมาถึงแล้วจึงให้ออกรบ แล้วจึงแต่งหนังสือให้ขุนนางไปขอกองทัพเมืองจิ้น

ฝ่ายเตาฮวดเฉียวครั้นยกทัพมาถึงแดนเมืองเตง พบกองทัพชาวเมืองเตงออกมาตั้งค่ายมั่นอยู่เป็นอันมาก เตาฮวดเฉียวจึงสั่งให้ตั้งค่ายไกลค่ายเมืองเตงประมาณสามไมล์ แล้วให้ทหารไปสืบดู ก็เห็นว่าชาวเมืองเตงรักษาตัวมิได้มีความประมาท คอยให้กองทัพเมืองเตงออกมารบก็มิได้เห็นเป็นหลายวัน จึงแต่งทหารเข้าไปร้องท้าทายถึงหน้าค่ายประมาณเก้าวันสิบวัน ชาวเมืองเตงก็มิได้ออกรบ จึงปรึกษากับซุยแก่ว่า ทำประการใดทหารเมืองเตงจะออกมารบกับเราได้

ซุยแก่จึงว่า พวกเมืองเตงเคยเข็ดฝีมือทหารเรามาเป็นหลายครั้งแล้ว จึงตั้งค่ายมั่นรักษาเมืองไว้คอยกองทัพเมืองจิ้นมาช่วย ถ้าช้าวันไปกองทัพเมืองจิ้นมาถึง เราจะทำการได้โดยยาก ข้าพเจ้ามีอุบายอยู่อย่างหนึ่งเห็นพอจะเอาชัยชนะได้ จึงกระซิบบอกอุบายให้เตาฮวดเฉียวฟัง เตาฮวดเฉียวเห็นชอบด้วย จึงสั่งนายทัพนายกองว่า เสบียงในกองทัพเราจวนจะสิ้นอยู่แล้ว ให้แบ่งทหารออกเที่ยวเข้าตามบ้านนอกทุกตำบล ตัวเตาฮวดเฉียวนั้นก็เสพสุราเล่นมโหรีอยู่เป็นนิจ มิได้คิดราชการเหมือนแต่ก่อน

ฝ่ายทหารเมืองฌ้อก็พากันไปเป็นพวกๆ เที่ยวตีชิงชาวบ้านแย่งเอาเสบียงอาหารทุกตำบล กิตติศัพท์รู้ไปถึงก๋งจูเกียนว่ากองทัพเมืองฌ้อขาดเสบียงอาหาร ให้ทหารออกตีชิงข้าวชาวบ้านกินอยู่หลายวันแล้ว ก๋งจูเกียนมีความสงสัยจึงให้ทหารออกเที่ยวสืบได้ความว่าเตาฮวดเฉียวเสพสุราอยู่เป็นนิจมิได้เอาใจใส่ที่จะคิดการมาสู้รบ พวกทหารที่ไปหาข้าวนั้น เวลาคํ่าที่กลับมาก็มีบ้างที่ค้างอยู่ตามชาวบ้านก็มีอยู่เป็นอันมาก ก๋งจูโลงกับลกยี่จึงว่า เตาฮวดเฉียวให้ทหารมาร้องท้าทายถึงหน้าค่ายหลายเวลาแล้วเห็นว่าเราไม่ออกสู้รบ ถือตัวว่าเป็นเมืองใหญ่จึงมีความประมาทอยู่ เดี๋ยวนี้ก็ขัดเสบียงเสียแล้ว ก๋งจูเกียนก็มีความสงสัย จึงว่ากับก๋งจูโลงลกยี่ว่า การเป็นที่แล้วก็จริง เกลือกว่าจะเป็นอุบายจงหยุดฟังดูสักสองสามวันก่อน ถ้าไม่เป็นอุบายแล้วจึงยกทหารเข้าปล้นเอาค่ายก็จะได้ชัยชนะ

ก๋งจูโลงลกยี่จึงว่า ถ้าช้าไปฌ้อบกอ๋องยกมาถึงเข้า เตาฮวดเฉียวก็จะกลัวไม่มีความประมาท ทั้งทหารก็จะเพิ่มเติมมากขึ้นการที่คิดไว้ก็จะเสียที สงสัยอยู่แล้วจะมิไปก็ตาม เวลาคํ่าวันนี้ข้าพเจ้าจะขอคุมทหารเข้าไปปล้นค่ายเมืองฌ้อให้จงได้ ก๋งจูเกียนก็เห็นชอบด้วย จึงจัดทหารเป็นสามกองให้พร้อมไว้ ฝ่ายซุยแก่ครั้นทหารออกเที่ยวหาข้าวประมาณสองสามวัน ให้คนไปสอดแนมดูที่ค่ายเมืองเตง วันหนึ่งคนที่ใช้ไปสอดแนมมาบอกว่า เห็นคนในค่ายเดินไปมาสับสนประหลาดกว่าทุกวัน ซุยแก่ประมาณการเห็นว่าทัพเมืองเตงจะยกมาปล้นค่ายเป็นแน่จึงเอาความมาบอกกับเตาฮวดเฉียว เตาฮวดเฉียวจึงให้ผูกเป็นรูปหุ่นไว้รักษาค่ายแล้วให้ทำมโหรีขับร้องอยู่เหมือนทุกวัน หน้าค่ายให้มีคนเดินไปมา กองฟืนไฟอยู่ตามธรรมเนียม จึงให้ทหารออกซุ่มอยู่ทางข้างซ้ายกองหนึ่ง ให้ซุยแก่คุมทหารยกสกัดอยู่ต้นทาง ตัวเตาฮวดเฉียวคุมทหารออกซุ่มอยู่ทางข้างขวา

ฝ่ายก๋งจูเกียน ก๋งจูโลง ลกยี่สามนาย ครั้นเวลาคํ่าให้ทหารหลับนอนแล้ว ดึกประมาณสองยามได้เวลาก็ยกทหารไปถึงค่ายเมืองฌ้อ เห็นคนเงียบสงัดอยู่จึงหักเข้าไปเห็นแต่รูปหุ่นก็ตกใจพากันถอยหลังออกมา ฝ่ายคนซึ่งอยู่ในค่ายเห็นได้ทีก็จุดไฟให้สัญญาณแล้วก็หนีไป เตาฮวดเฉียวก็คุมทหารออกมาสกัดทางไว้ร้องว่า กูชื่อเตาฮวดเฉียวแม่ทัพเมืองฌ้อมาคอยจับตัวนานแล้ว ฝ่ายก๋งจูเกียนก๋งจูโลงลกยี่เห็นดังนั้นก็ตกใจจะพาทหารหนีไปข้างซ้าย พวกทหารที่ซุ่มอยู่ก็ตีม้าล่อและกลองรบอื้ออึงขึ้น ก๋งจูเกียนเห็นทหารซุ่มอยู่เป็นอันมาก จะไปมิได้ก็กลับตลบไปทางเก่า พบซุยแก่ออกรบสกัดไว้ข้างหลัง เตาฮวดเฉียวก็รุกล้อมเข้ามาฆ่าฟันทหารตายเป็นอันมาก ลกยี่ขับม้าเข้ารบกับซุยแก่ ทานกำลังซุยแก่มิได้ ซุยแก่ตีด้วยกระบองเหล็กถูกลกยี่ตกจากหลังม้า ทหารจับลกยี่มัดไว้ ก๋งจูเกียนเห็นดังนั้นขับม้าจะเข้าช่วยลกยี่ พอเท้าม้าไปถูกเกวียนรบเข้าล้มลง ทหารก็จับเอาก๋งจูเกียนได้

ฝ่ายก๋งจูโลงนั้น เมื่อขณะเตาฮวดเฉียวซุยแก่ตีกระหนาบเข้ามาก๋งจูโลงพลัดกันกับก๋งจูเกียนลกยี่ ก๋งจูโลงรบอยู่แต่ผู้เดียวจนม้าต้องอาวุธล้มลง ทหารเมืองฌ้อจับมัดเอาไปให้เตาฮวดเฉียว เตาฮวดเฉียวก็ให้ทหารเลิกทัพกลับเข้าค่าย

ฝ่ายฌ้อบกอ๋องตั้งทัพอยู่ที่ลงเอียน ให้คนมาสืบข่าวได้ความว่าเตาฮวดเฉียวมิได้คิดการศึก ตั้งกองเสพสุราแล้วปล่อยคนไปหากินมีความประมาทมิได้รักษาตัว ฌ้อบกอ๋องโกรธนักจะยกกองทัพมาเอง ฮวมสันที่ปรึกษาจึงห้ามว่า ข้าพเจ้าเห็นจะเป็นอุบายของเตาฮวดเฉียวซุยแก่ ด้วยซุยแก่เป็นคนมีสติปัญญามากอยู่ ขอให้งดกองทัพไว้สักสามวันก่อน ครั้นอยู่มาสองวันได้ข่าวว่าก๋งจูเกียนแม่ทัพเมืองเตงจะมาปล้นค่าย เตาฮวดเฉียวซุยแก่คิดอุบายจับแม่ทัพนายกองเมืองเตงได้หลายคน ฌ้อบกอ๋องจึงสรรเสริญฮวมสันว่ามีปัญญาคาดการแม่นหาผู้จะเสมอมิได้

ฝ่ายเตงบกก๋งเจ้าเมืองเตงรู้ว่าก๋งจูเกียนเสียกองทัพกับทหารเมืองฌ้อแล้วก็มีความวิตกเป็นอันมาก จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า เราจะให้ทหารรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้ให้มั่นคงคอยกองทัพเมืองจิ้นหรือ หรือแต่งเครื่องบรรณาการไปขึ้นกับเจ้าเมืองฌ้อเหมือนอย่างแต่ก่อน ก๋งจูโหงบุตรเจ้าเมืองเตงอยู่ที่นั่นด้วย จึงว่า ข้าพเจ้าเห็นกองทัพเมืองจิ้นจะยังไม่ยกมาช่วยได้ด้วยที่เมืองจิ้นเองยังปกติไม่ ทุกวันนี้เมืองจิ้นก็ร่วงโรยหามีอำนาจเหมือนแต่ก่อนไม่ ฌ้อบกอ๋องอุปมาเหมือนพระอาทิตย์เมื่อแรกขึ้นรัศมีมีแต่จะกล้าขึ้นทุกที เมืองเตงแต่ก่อนก็เคยขึ้นกับเมืองฌ้ออยู่ ข้าพเจ้าเห็นว่าแต่งเครื่องบรรณาการออกไปคำนับรับผิดเจ้าเมืองฌ้อ ขอเป็นเมืองขึ้นเหมือนแต่ก่อนก็เห็นว่าเจ้าเมืองฌ้อจะหาทำอันตรายเราไม่ แล้วจะได้ขอโทษก๋งจูเกียนก๋งจูโลงลกยี่ด้วย เจ้าเมืองเตงก็เห็นชอบด้วย จึงจัดเครื่องบรรณาการให้ก๋งจูโหงผู้บุตรคุมออกไปหาเตาฮวดเฉียวแม่ทัพเมืองฌ้อ

ฝ่ายเตาฮวดเฉียวเมื่อมีชัยชนะจับก๋งจูเกียนได้แล้ว คิดจะยกทัพเข้าล้อมเมืองเตง พอก๋งจูโหงคุมเครื่องบรรณาการออกมาอ่อนน้อมเป็นเมืองขึ้น จึงบอกหนังสือส่งตัวก๋งจูเกียนซึ่งจับไว้นั้นกับก๋งจูโหงบุตรเจ้าเมืองเตงคุมเครื่องบรรณาการมายอมเป็นเมืองขึ้นไปถึงฌ้อบกอ๋อง ฝ่ายฌ้อบกอ๋องแจ้งหนังสือแล้ว จึงสั่งให้ขุนนางพาก๋งจูโหงเข้าไปเฝ้า ก๋งจูโหงเข้าไปถึงฌ้อบกอ๋องคำนับแจ้งความว่า บิดาให้ข้าพเจ้าออกมารับผิดแล้วขอโทษก๋งจูเกียนก๋งจูโลงลกยี่ด้วย จะขอเป็นเมืองขึ้นต่อไปเหมือนแต่ก่อน

ฌ้อบกอ๋องจึงตอบว่า เจ้าเมืองเตงรู้สีกโทษตัวแล้วเรามิได้มีความพยาบาท อย่าวิตกเลย เดือนสิบสองข้างขึ้นให้เจ้าเมืองเตงไปพบกับเราที่คอยลกแดนเมืองซอง จะได้ปรึกษาราชการกัน แล้วฌ้อบกอ๋องจึงให้ปล่อยก๋งจูเกียนก๋งจูโลงลกยี่ กับทหารเมืองเตงที่จับไว้ได้นั้นมอบให้ก๋งจูโหงไป ก๋งจูโหงก็คำนับลามาเมืองเตง

ฝ่ายก๋งจูจู๋แม่ทัพซึ่งไปตีเมืองตินนั้น ได้รบกับพวกทหารเมืองติน เสียทีแตกทหารเมืองตินจับตัวก๋งจูหวดปลัดทัพได้ ก๋งจูจู๋จึงพาทหารหนีมาหาฌ้อบกอ๋อง แจ้งความซึ่งได้รบกับทหารเมืองตินทุกประการ ฌ้อบกอ๋องได้ฟังมีความโกรธนักสั่งให้เอาตัวก๋งจูจู๋ไปจำไว้แล้วจะให้ยกกองทัพใหญ่ไปตีเมืองตินให้จงได้ พอแซเบงขุนนางเมืองตินคุมเครื่องบรรณาการกับก๋งจูหวดและหนังสือเจ้าเมืองตินด้วยฉบับหนึ่งมาถึงเตาฮวดเฉียวให้นำมาเฝ้าฌ้อบกอ๋อง ฌ้อบกอ๋องจึงสั่งให้ขุนนางพาแซเบงเข้ามาเฝ้า แซเบงคำนับแล้วส่งหนังสือให้ฌ้อบกอ๋อง ฌ้อบกอ๋องอ่านหนังสือได้ความว่า ข้าพเจ้าเฮาซกเจ้าเมืองตินผู้น้อย ขอคำนับมาถึงขุนนางฝ่ายทหารทั้งปวง ด้วยข้าพเจ้าบังอาจสู้รบกองทัพเมืองใหญ่นั้น ก็คิดป้องกันจะรักษาซึ่งชีวิต ครั้นทหารจับก๋งจูหวดได้ ข้าพเจ้าแจ้งว่าไต้อ๋องยกทัพมาเอง ข้าพเจ้ามีความกลัวเป็นอันมาก โทษข้าพเจ้าบังอาจสู้รบครั้งนี้ผิดถึงที่ตาย ชีวิตอยู่ในไต้อ๋อง ข้าพเจ้ารู้สีกโทษตัวแล้วจึงให้แซเบงคุมเครื่องบรรณาการกับก๋งจูหวดมาถวาย ขอยอมเป็นเมืองขึ้นสืบไปกว่าจะสิ้นชีวิต ขอไต้อ๋องได้ยกโทษข้าพเจ้าครั้งหนึ่ง ฌ้อบกอ๋องแจ้งความในหนังสือนั้นแล้ว จึงหัวเราะว่ากับแซเบงต่อหน้าขุนนางทั้งปวง เจ้าเมืองตินให้มาลุกะโทษตัวครั้งนี้เราเห็นว่ามีสติปัญญามาก จึงสั่งกับแซเบงให้ไปบอกกับเจ้าเมืองตินว่า เดือนสิบสองข้างขึ้นให้ไปพร้อมกับเจ้าเมืองเตงที่คอยลก แซเบงคำนับลามาแจ้งความกับเจ้าเมืองตินทุกประการ ฌ้อบกอ๋องให้เลิกกองทัพกลับไปเมืองฌ้อ

ฝ่ายเตียวตุนแจ้งหนังสือบอก เมืองเตงเมืองตินขอกองทัพไปช่วย จึงมีหนังสือไปเกณฑ์กองทัพเมืองซองหนึ่ง เมืองโอยหนึ่ง เมืองฬ่อหนึ่ง เมืองชัวหนึ่ง ยกมาสมทบเมืองจิ้น ครั้นเตียวตุนรู้ข่าวว่าเมืองเตงเมืองตินยอมขึ้นกับเมืองฌ้อแล้ว จึงสั่งให้กองทัพหัวเมืองเลิกกลับไป ฝ่ายหัวเงาแม่ทัพเมืองซอง ก๋งจูซุยแม่ทัพเมืองฬ่อ จึงว่ากับเตียวตุนว่า กองทัพได้เกณฑ์มาพร้อมแล้ว ถ้าเราจะยกเข้าตีเมืองเตงเมืองตินคืนก็เห็นพอจะได้อยู่ เตียวตุนจึงว่า เมืองเตงเมืองตินเสียกับเมืองฌ้อก็เพราะเราไปช่วยมิทัน เราจะโกรธเจ้าเมืองเตงเจ้าเมืองตินก็หาสมควรไม่ ท่านทั้งปวงจงกลับไปรักษาเขตแดนบ้านเมืองไว้อย่าให้กองทัพเมืองฌ้อมายํ่ายีได้ ครั้นแม่ทัพหัวเมืองได้ยินเตียวตุนพูดดังนั้น ต่างคนต่างเสียใจจึงคิดว่าเตียวตุนกลัวเมืองฌ้อเสียแล้ว พวกเราไปภายหน้าเห็นว่ากองทัพเมืองฌ้อจะมายํ่ายีเป็นมั่นคง ต่างคนก็เลิกทัพกลับไปเมือง

ฝ่ายเตงบกก๋งเจ้าเมืองเตง ตินเพงก๋งเจ้าเมืองติน ครั้นเดือนสิบสองข้างขึ้น ก็จัดแจงทหารพอสมควรรีบไปคอยฌ้อบกอ๋องอยู่ที่เซ็กตีต้นทางที่ฌ้อบกอ๋องจะมานั้น ครั้นฌ้อบกอ๋องมาถึงจึงถามเจ้าเมืองทั้งสองว่า เรานัดให้ไปพร้อมที่คอยลกทำไมจึงมาอยู่ที่นี่ เจ้าเมืองทั้งสองจึงแจ้งความว่า ครั้นจะไปก่อนไต้อ๋อง ข้าพเจ้ากลัวจะเหลือเกินไป ฌ้อบกอ๋องได้ยินดังนั้นก็มีความยินดีนัก ฌ้อบกอ๋องจึงชวนเจ้าเมืองเตงเจ้าเมืองตินรีบเดินไปได้ประมาณทางวันหนึ่ง พอขุนนางเมืองฌ้อมาแจ้งความว่า เจ้าเมืองชัวจัดเครื่องราชบรรณาการจะมาคำนับไต้อ๋องให้ข้าพเจ้ารีบมาแจ้งความก่อน ฌ้อบกอ๋องแจ้งความจึงเรียกเจ้าเมืองเตงเจ้าเมืองตินขึ้นเกวียนเล่มเดียวกัน ไปได้ทางเกือบจะถึงที่คอยลกเห็นเจ้าเมืองชัวคุกเข่าหมอบอยู่ข้างทางเหมือนอย่างคอยเฝ้าพระเจ้าเมืองตังจิว ฌ้อบกอ๋องแลเห็นก็หัวเราะ ชี้มือให้เจ้าเมืองเตงเจ้าเมืองตินดู เจ้าเมืองชัวพอเกวียนใกล้เข้ามาก็ให้หยุดเกวียนไว้ ปราศรัยถามเจ้าเมืองชัวว่า กลัวเราจะมาตีเมืองหรือ ด้วยเมืองชัวเป็นเมืองน้อยเรามิได้คิดทำอันตรายดอก

เจ้าเมืองชัวได้ยินก็มีความยินดีจึงทูลว่า ข้าพเจ้าทราบว่าไต้อ๋องมาทางนี้ จึงจัดเครื่องราชบรรณาการมาคอยคำนับท่านขอเป็นเมืองขึ้นพึ่งพระบารมีจนสิ้นชีวิต ฌ้อบกอ๋องก็ชวนเจ้าเมืองชัวให้ตามไปด้วย เจ้าเมืองเตงเจ้าเมืองตินซึ่งอยู่ด้วยกันบนเกวียนกับเจ้าเมืองฌ้อนั้น เห็นเจ้าเมืองชัวทำกิริยากลัวเกรงเจ้าเมืองฌ้อเหมือนอย่างกลัวพระมหากษัตริย์ เจ้าเมืองเตงเจ้าเมืองตินเสียใจนัก จึงลาฌ้อบกอ๋องมาขึ้นเกวียนของตัว พอลับตาฌ้อบกอ๋องแล้วก็พูดกันว่า เจ้าเมืองชัวทำดังนี้เห็นฌ้อบกอ๋องจะมีใจกำเริบ เราก็มิได้คำนับฌ้อบกอ๋องเหมือนเจ้าเมืองชัว เห็นว่าฌ้อบกอ๋องจะสงสัยเราว่ามิได้คำนับโดยสุจริต จำจะคิดหาความชอบให้ฌ้อบกอ๋องรักใคร่บ้าง ครั้นไปถึงคอยลกที่ประทับจึงจะเข้าไปทูลว่าไต้อ๋องเสด็จมาถึงแดนเมืองซองแล้ว เจ้าเมืองซองยังกระด้างกระเดื่องอยู่มิได้ออกมาคำนับ ขอให้ยกกองทัพเข้าตีแดนเมืองซองเห็นจะได้โดยง่าย ฌ้อบกอ๋องจึงว่าก็คิดอยู่

ฝ่ายซองเซงเจ้าเมืองซองป่วยตาย ขุนนางจึงยกก๋งจูหนซีจูขึ้นเป็นเจ้าเมืองซอง ชื่อซองเจียวก๋งครองเมืองได้สามปี มิได้เชื่อฟังขุนนางที่สัตย์ซื่อมั่นคง เชื่อฟังขุนนางสอพลอราษฎรได้ความเดือดร้อน มีขุนนางคนหนึ่งชื่อมิได้ปรากฏไปบอกเจียวก๋งว่าก๋งจูเฉียนคิดขบถ ซองเจียวก๋งเชื่อมิได้พิจารณาให้เห็นเท็จและจริง ก็สั่งทหารให้จับก๋งจูเฉียนไปฆ่าเสีย

ฝ่ายซีเสงท้งอีขุนนางผู้ใหญ่เมืองซองเห็นดังนั้น ก็พาครอบครัวหนีไปเมืองฬ่อ ซองเจียวก๋งจึงตั้งห้องีขึ้นเป็นขุนนางผู้ใหญ่สำเร็จราชการทั้งทหารพลเรือน ห้องีรู้ความว่าฌ้อบกอ๋องมาอยู่ที่คอยลกพร้อมด้วยเจ้าเมืองเตงเจ้าเมืองตินเจ้าเมืองชัว ห้องีจึงเอาความเข้าไปแจ้งแก่ซองเจียวก๋งว่า เจ้าเมืองฌ้อยกมาครั้งนี้เห็นจะตีเมืองเราเป็นแน่ ขอท่านได้จัดแจงเครื่องบรรณาการออกไปอ่อนน้อมกับเจ้าเมืองฌ้อเสียจึงจะไม่มีภัยมาถึงเมืองเรา ด้วยเจ้าเมืองฌ้อก็เป็นผู้ใหญ่ ตัวท่านก็เป็นผู้น้อยแล้วอ่อนทั้งอายุด้วย ถึงจะออกไปอ่อนน้อมก็สมควร เจ้าเมืองซองก็เห็นชอบด้วย จึงจัดแจงเครื่องบรรณาการบรรทุกเกวียน เจ้าเมืองซองก็ออกไปที่ตำบลคอยลก จึงเข้าไปเฝ้าคำนับแจ้งความว่า ข้าพเจ้าเป็นเมืองน้อยขอเอาบุญท่านเป็นที่พึ่งไปภายหน้า ซึ่งท่านมาครั้งนี้จะมีธุระไปแห่งใด

ฌ้อบกอ๋องจึงตอบว่า เราชวนเจ้าเมืองเตงเจ้าเมืองตินเจ้าเมืองชัว จะไปเที่ยวป่าอีเบงจูเที่ยวหาสัตว์ร้าย เจ้าเมืองซองไปด้วย เจ้าเมืองซองได้ยินดังนั้นโดยกลัวอำนาจก็รับจะไปด้วยเจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อก็สั่งให้เจ้าเมืองตินเป็นกองหน้า เจ้าเมืองชัวเป็นกองหลัง เจ้าเมืองเตงเป็นกองขวา เจ้าเมืองซองเป็นกองซ้าย สั่งเสร็จแล้วยกไปป่าอีเบงจู ครั้นถึงชายป่าฌ้อบกอ๋องจึงสั่งให้คนเที่ยวบอกทหารทุกกองให้ทำซุยหินไว้ทุกกอง แปลว่าดินดอกไม้สำหรับจะได้รมสัตว์ในป่า แล้วฌ้อบกอ๋องก็ยกทหารเข้าไปค้นสัตว์ในป่าพบสัตว์จำพวกหนึ่งชื่อหูหลายวิ่งมาฝูงหนึ่ง รูปพรรณนั้นคล้ายกับฝูงปลา แต่ขนยาวเหมือนสิงโตหนีไปทางที่เจ้าเมืองซอง

ฌ้อบกอ๋องจึงให้พวกเมืองซองจับเอาตัวหูหลายให้ได้ พวกเมืองซองก็ตามหูหลายไป หูหลายหนีลงปล่องไปเสียหมด เจ้าเมืองฌ้อให้เอาดินดอกไม้รมหูหลาย เจ้าเมืองว่าหามีอันใดจะทำ ไม่ได้เตรียมเอาไว้เอามา ในทันใดนั้นซินบูอุยขุนนางที่ปรึกษาจึงทูลว่า เจ้าเมืองซองขัดรับสั่ง ให้เอาตัวเจ้าเมืองมาทำโทษจะได้เป็นตัวอย่าง อย่าให้หัวเมืองทั้งปวงดูเยี่ยงอย่างต่อไป ฌ้อบกอ๋องก็ให้ทหารเอาตัวเจ้าเมืองซองมาแล้วให้ทหารเอาเท้าถีบสามสิบแล้วปล่อยไป

ฝ่ายเจ้าเมืองเตง เจ้าเมืองติน เจ้าเมืองชัว แจ้งว่าเจ้าเมืองฌ้อทำโทษแก่เจ้าเมืองซองดังนั้นก็เสียใจนัก จึงคิดถึงเจ๋ฮวนก๋ง จิ้นบุนก๋ง เจ้าเมืองเจ๋ เมืองจิ้น เป็นเมืองใหญ่มาแต่ก่อน จึงพากันเข้าหาฌ้อบกอ๋องทูลถามว่า ไต้อ๋องจะหยุดเพียงนี้หรือ หรือจะต่อไปอีก ฌ้อบกอ๋องจึงว่า การแต่เพียงนี้เราสั่งก็มิได้สำเร็จ ที่จะคิดเที่ยวต่อไปนั้นอย่าไปเลย จงพากันกลับไปบ้านเมืองเสียเถิด ฌ้อบกอ๋องให้เลิกกองทัพกลับไปเมืองฌ้อ เจ้าเมืองทั้งสี่ก็ตามไปส่งจนสิ้นเขตแดน ขณะนั้นฌ้อบกอ๋องคิดขบถฆ่าบิดาครองเมืองได้สองปี

พระเจ้าจิวฮังอ๋องเสวยราชย์ได้สี่ปี ฝ่ายคงก๋งเจ้าเมืองจิ๋นจึงปรึกษาพร้อมด้วยขุนนางทั้งปวงว่า เมืองเรามิได้ยกทัพไปข้างไหนถึงห้าปีแล้ว บัดนี้ฌ้อบกอ๋องก็มีอำนาจขึ้นเที่ยวตีหัวเมืองที่ขึ้นกับเมืองจิ้นไปขึ้นกับเมืองฌ้อเป็นหลายเมือง และเมืองจิ้นทุกวันนี้เจ้าเมืองก็เป็นเด็กราชการก็อยู่กับเตียวตุน ขุนนางที่มีทิฐิมานะกระด้างก็ยังรวนเรอยู่ มิได้ปกติพร้อมมูลกันเหมือนอย่างแต่ก่อน ถ้าเราจัดกองทัพไปตีเมืองจิ้นก็เห็นจะได้โดยง่าย เป๊กอิดเปียซีหวยจึงว่า ถ้าจะไปตีเมืองจิ้นก็ไปเสียขณะนี้ถึงจะได้ เมืองจิ้นยังมิทันรู้ตัว ถ้าช้าไปเตียวตุนก็จะรักษาตัวมั่นคงเข้า การก็จะหนักมือทแกล้วทหาร เจ้าเมืองจิ๋นก็เห็นชอบด้วยจึงสั่งให้ซีคิดสุดเป็นแม่ทัพ เป๊กอิดเปียเป็นปลัดทัพ ซีหวย เซียนเบียด เป็นที่ปรึกษาคุมทหารเกวียนห้าร้อย ทหารเดินเท้าสี่หมื่น คงก๋งเจ้าเมืองจิ๋นก็ไปด้วย จึงให้ตีเมืองป่าม้าเป็นเมืองขึ้นกับเมืองจิ้นอยู่ทิศตะวันออก

ฝ่ายคนสอดแนมรู้จึงเอาข่าวไปบอกกับท่านเจ้าเมืองป่าม้า เจ้าเมืองป่าม้าจึงบอกหนังสือไปถึงเตียวตุนผู้สำเร็จราชการเมืองจิ้น เตียวตุนจึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า เจ้าเมืองจิ๋นมีใจประมาทว่าเจ้าเมืองฌ้อยกมาตีเมืองเตงเมืองตินได้ คงก๋งเห็นว่าเมืองเราร่วงโรยมิได้เหมือนแต่ก่อนจึงมีใจกำเริบ จำจะยกทัพไปสู้รบเอาชัยชนะกับจิ๋นคงกงให้จงได้ จึงเกณฑ์ให้คับพวดเป็นเบกุนงวน ช่วยแม่ทัพคุมทหารเกวียนห้าร้อย ให้ซุนลิมฮูเป็นปีกขวา ให้ทีนีเบงเป็นปีกซ้าย ให้ลอนตุนเป็นเหียกุน งวนโซยเป็นแม่ทัพคุมทหารเดินเท้าหกหมื่น ให้เซสินเป็นปีกขวา ให้เซียนฮองเป็นปีกซ้าย

ฝ่ายเตียวฉวนน้องเตียวตุนต่างมารดา ได้บุตรเจ้าเมืองจิ้นคนเก่าเป็นภรรยามาอยู่ที่ว่าราชการด้วย เตียวตุนพี่ชายจัดแจงกองทัพครั้งนี้จึงว่า ข้าพเจ้ายังไม่ได้ทำราชการมีความชอบเลย ขอให้ข้าพเจ้าเป็นที่ปลัดทัพไปด้วยสักครั้งหนึ่ง จะได้ทำราชการหาความชอบใส่ตัว เตียวตุนจึงว่า ไม่ได้ ตัวเจ้ามีกำลังฝีมือมากก็จริงอยู่แต่ยังไม่เคยการใหญ่ การศึกครั้งนี้เราก็จะต้องออกไปด้วย ตัวจงไปเข้ากองทัพคับพวดเถิด หนักที่ไหนก็จะได้ช่วยที่นั้น ก็เป็นความชอบเหมือนกัน จึงตั้งยุเบงเป็นที่ปลัดทัพ

เตียวตุนเห็นฮันเคียดบุตรฮันจูอีมีสติปัญญามิได้รับราชการ จึงตั้งให้เป็นที่ซีเปียยกกระบัตรทัพ ครั้นได้ฤกษ์ดีก็ยกกองทัพออกจากเมืองจิ้นไปทางประมาณได้สิบลี้ ลี้หนึ่งพันเก้าคิดเป็นทางหมื่นเก้า ทหารเกวียนขับเกวียนเข้ามาในทหารเดินเท้าเล่มหนึ่ง ฮันเคียดซึ่งเป็นยกกระบัตรทัพเห็นดังนั้นจึงร้องว่าเกวียนผู้ใดเข้ามาให้ผิดกระบวนดังนี้ ทหารเกวียนจึงร้องบอกว่า ข้าพเจ้าจะเอาของไปส่งเซียงก๊กเตียวตุนแม่ทัพใหญ่ ฮันเคียดจึงร้องว่า เราไมรู้จักเซียงก๊ก เรารู้จักแต่กฎหมายสำหรับทัพ ตัวทำผิดกฎหมายโทษถึงตาย จึงสั่งทหารให้เอาตัวนายเกวียนไปตัดศีรษะเสียบไว้มิให้ผู้ใดดูเยี่ยงอย่าง แล้วให้รื้อเกวียนเสียด้วย นายทัพนายกองทั้งปวงเห็นดังนั้น จึงพูดกันว่า ฮันเคียดคนนี้ฝากตัวอยู่กับเตียวตุนมาแต่เล็ก จนเตียวตุนยกย่องขึ้นให้เป็นขุนนางได้ถือกฎหมายแล้ว กลับทรยศกับเตียวตุนอีกมิได้กลัวเกรง จึงมีผู้ไปบอกกับเตียวตุน เตียวตุนหัวเราะแล้วก็นิ่งอยู่ จึงใช้ให้คนไปหาตัวฮันเคียดมาที่ชุมนุมขุนนาง จึงสรรเสริญฮันเคียดเป็นอันมากว่า เมื่อครั้งอ๋องเป๋ารบกับกองทัพเลงอินแม่ทัพเมืองฌ้อนั้น เตียวสวยเป็นผู้ถือหนังสือกฎหมายก็มิได้เห็นแก่ผู้ใด สุดแต่ใครผิดก็ทำตามผิด ใครชอบก็ยกความชอบให้ ฮันเคียดได้ฟังเตียวตุนว่ามีความยินดีนัก จึงคำนับลาไปดูงานการของตัว

เตียวตุนจึงสรรเสริญภายหลังกับขุนนางทั้งปวงว่า แม่ทัพนายกองเรามีใจซื่อตรงเหมือนฮันเคียดแล้ว ถึงข้าศึกจะมาสักเท่าไหร่ก็คงจะสู้ได้ นานไปฮันเคียดเห็นจะได้เป็นใหญ่ในเมืองจิ้น ด้วยแซ่ฮันนี้เป็นคนซื่อตรงมาแต่เดิม ยุเบงปลัดทัพจึงสรรเสริญว่าเซียงก๊กนี้นํ้าใจซื่อตรงนัก สมควรเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ครั้นกองทัพไปถึงที่หอเคียดหน้าเมืองป่าม้า จึงได้ตั้งค่ายลงไว้สี่ค่าย

แล้วยุเบงจึงว่ากับเตียวตุนว่า กองทัพเมืองจิ๋นหยุดการศึกมาห้าปีแล้ว ทแกล้วทหารก็แข็งแรง ขอให้งดกองทัพไว้ไปสืบดูกำลังทหารเมืองจิ๋นก่อนว่าผู้ใดจะเป็นแม่ทัพนายกองออกมาบ้าง ครั้นสืบได้ความว่าซีคิดสุดเป็นแม่ทัพ เจ้าเมืองจิ๋นก็มาด้วย เอาซีหวยกับเซียนเบียดเป็นที่ปรึกษา มีทหารเกวียนทหารเดินเท้าประมาณสี่หมื่นห้าหมื่น

ยุเบงจึงว่า ทำไมกองทัพเมืองจิ๋นยกมาครั้งนี้ จะเอาเสบียงอาหารอันใดมาแจกจ่ายกองทัพ ข้าพเจ้ากลัวแต่ซีหวยกับเซียนเบียดด้วยเป็นคนของเราก่อน รู้การในเมืองจิ้นทุกสิ่ง ครั้นจะจัดกองทัพไปรบก็เห็นจะเอาชัยชนะยาก ถ้าคอยเมื่อขาดเสบียงลงเมื่อใดแล้วจึงค่อยยกกองทัพเข้าโจมตี ก็เห็นจะเอาชัยชนะได้โดยง่าย เตียวตุนก็เห็นชอบด้วย ฝ่ายซีหวยที่ปรึกษาจึงว่ากับคงก๋งเจ้าเมืองจิ๋นว่า ด้วยกองทัพเรายกทแกล้วทหารมามากจะทำการช้ามิได้ ด้วยเสบียงอาหารส่งกันมิทันก็จะเสียทีแก่ข้าศึก ขอให้ท่านจัดกองทัพออกไปยั่วให้กองทัพเมืองจิ้นออกรบ ข้าพเจ้าจะคิดผ่อนปรนให้ได้ชัยชนะ คงก๋งก็เห็นด้วยจึงให้เป๊กอิดเปียคุมทหารเกวียนหมื่นหนึ่ง ทหารเดินเท้าห้าพันออกมาถึงค่ายเมืองจิ้น ก็มิได้เห็นทหารผู้ใดออกมารบ ครั้นจะยกเข้าตีเอาค่ายก็มิได้ด้วยน้อยตัวนัก จึงเอาความกลับมาแจ้งกับคงก๋ง ซีหวยที่ปรึกษาได้ฟังก็ตกใจ จึงว่ากองทัพเมืองจิ้นรักษาค่ายมั่นไว้ ไม่ยกออกสู้รบเห็นจะมีสติปัญญาอยู่ด้วย ข้าพเจ้าจะขอให้คนไปสืบดูให้รู้ว่าจะเป็นสติปัญญาผู้ใด

แล้วซีหวยให้คนสนิทมาสืบได้ความว่า คับพวดเป็นแม่ทัพหน้าคุมทหารเกวียน ลอนตุนเป็นแม่ทัพคุมทหารเดินเท้า ยุเบงเป็นปลัดทัพ ฮันเคียดเป็นยกกระบัตรทัพ เตียวฉวนเป็นผู้ช่วยมาในกองทัพด้วย ซีหวยได้ฟังก็มีความยินดีจึงคำนับแจ้งความกับคงก๋งว่า ยุเบงกับฮันเคียดแต่ก่อนก็เป็นผู้น้อย บัดนี้เตียวตุนยกขึ้นเป็นขุนนางผู้ใหญ่ได้ถือกฎหมายอาญาสิทธิ์ด้วย แต่ยุเบงกับฮันเคียดเป็นคนมีสติปัญญาอยู่ ซึ่งกองทัพเมืองจิ้นมิได้ออกรบครั้งนี้ก็เห็นจะเป็นสติปัญญาคนสองคนนี้ แต่แม่ทัพนายกองทั้งปวงหารู้ว่ายุเบงฮันเคียดมีสติปัญญาไม่ เตียวตุนรู้ว่ายุเบงฮันเคียดมีสติปัญญา เอามาชุบเลี้ยงขึ้นเป็นขุนนางผู้ใหญ่ แม่ทัพนายกองทั้งปวงก็ยังมิได้นับถือ ข้าพเจ้ามีอุบายประการหนึ่ง เห็นว่าจะให้กองทัพเมืองจิ้นมารบกับทหารเราได้ ด้วยเตียวฉวนเป็นน้องเตียวตุน เป็นบุตรเขยจิ้นเซียนก๋ง เป็นคนมีกำลังทั้งโทโสก็มาก มิได้มีปัญญา เตียวตุนไม่ตั้งให้เป็นแม่ทัพนายกอง ให้เป็นแต่ผู้ช่วยมาในกองทัพ เห็นเตียวฉวนจะมีความน้อยใจอยู่ ถึงยุเบงจะมีปัญญาทัดทานประการใด เตียวฉวนก็จะถือตัวอยู่คงไม่เชื่อฟัง ขอท่านได้จัดทหารไปร้องท้าทายเตียวฉวนออกรบ แล้วก็ให้ทำถอยหนีมาเสีย คงก๋งก็ให้เป๊กอิดเปียคุมทหารเข้าไปร้องท้าทายถึงหน้าค่ายเมืองจิ้น พวกทหารเมืองจิ้นก็สงบอยู่มิได้ออกไปสู้รบ

ฝ่ายเตียวฉวนอยู่ในค่ายได้ยินดังนั้นก็โกรธนัก จึงขี่ม้ารีบไปค่ายเตียวตุนแจ้งความว่าทหารเมืองจิ๋นมาท้าทายถึงหน้าค่าย เตียวตุนก็ห้ามทหารมิให้ออกรบ เตียวฉวนก็กลับมาค่าย ฝ่ายเป๊กอิดเปียกลับมาคำนับแจ้งความว่ากองทัพเมืองจิ้นมิได้ออกรบ เห็นแต่ทหารหนุ่มใส่เกราะเขียวขึ้นม้าไปค่ายใหญ่คนหนึ่ง ไม่แจ้งว่าจะไปว่าด้วยการสิ่งใด ครั้นทหารผู้นั้นกลับมากองทัพสงบอยู่ ซีหวยจึงว่าที่ใส่เกราะเขียวนั้นเห็นจะเป็นเตียวฉวนไปหาเตียวตุนพี่ชาย ด้วยเตียวฉวนเป็นคนโทโสมาก เวลาพรุ่งนี้ขอให้ท่านจัดทหารไปร้องด่าท้าทายให้มากขึ้น เห็นเตียวฉวนจะไม่อดกลั้นโทโส คงจะออกมารบเป็นแน่ รุ่งขึ้นคงก๋งก็ให้เป๊กอิดเปียกลับมาท้าทายอีก

ฝ่ายเตียวฉวนเห็นทหารเมืองจิ๋นมาร้องด่าท้าทายกลั้นโทโสมิได้ ขึ้นม้าพาทหารที่อยู่ในบังคับตัวเปิดประตูค่ายออกไปรบกับเป๊กอิดเปียได้ห้าเพลง เป๊กอิดเปียทำถอยหนีไป เตียวฉวนก็ไล่ไปทางประมาณหมื่นก้าว ฝ่ายคับพวดเห็นเตียวฉวนไล่ทหารเมืองจิ๋นไป จึงจัดทหารจะยกหนุนออกไป ยุเบงจึงห้ามว่า ถ้ายกทหารตามออกไปก็จะต้องด้วยกลอุบายชาวเมืองจิ๋น ขอท่านได้งดไว้ก่อน เตียวฉวนตามไปไม่เห็นผู้ใดไปช่วยอุดหนุนก็คงจะกลับมาเอง คับพวดเห็นชอบด้วยก็สงบทหารไว้ ฝ่ายเตียวฉวนเหลียวหลังมาไม่เห็นกองทัพติดตามมาช่วยก็น้อยใจนัก ครั้นจะตามต่อไปก็น้อยตัวจึงพาทหารกลับมา ณ ค่าย ขับม้าเข้าไปกลางค่ายร้องด่าพวกทหารแล้วว่า อ้ายพวกมึงเหล่านี้เสียแรงกินเบี้ยหวัดเสียเปล่า ยกทัพออกมาคราวนี้ก็ปรารถนาจะสู้รบกับข้าศึก จนข้าศึกมาร้องด่าถึงหน้าค่ายแล้วยังไม่มีผู้ใดออกสู้ มึงเป็นผู้ชายก็แต่รูปแต่น้ำใจเหมือนหนึ่งผู้หญิง มิได้คิดที่จะสู้รบ พวกทหารเหล่านั้นจึงตอบว่า ท่านจะมาอื้ออึงไปทำไมกัน แม่ทัพนายกองทั้งปวงท่านก็เป็นขุนนางนายทหารมีชื่อเสียงก็คงจะมีอุบายและปัญญาคิดเอาชัยชนะอยู่ เตียวฉวนได้ยินดังนั้นก็โกรธนัก จึงร้องด้วยเสียงอันดังว่าพวกอ้ายกลัวตายทั้งนั้น กูและผู้ชื่อว่าเตียวฉวนไม่กลัวข้าศึกเลย พรุ่งนี้ถ้าข้าศึกยกมา กูจะออกรบเอาชัยชนะให้จงได้ จะแก้อายที่พวกมึงมิได้ออกรบ ถ้ากูออกรบคราวนี้ผู้ใดเป็นชาติทหารก็คงจะออกไปด้วยกู

ฝ่ายเซสินซึ่งเป็นทหารปีกซ้าย ได้ยินดังนั้นก็ทอดใจใหญ่จึงคิดว่า เตียวฉวนมิเสียแรงเกิดมาเป็นชาติทหาร ถ้าเตียวฉวนออกไปรบกับข้าศึกคราวนี้ เราจะออกไปด้วยจึงจะชอบ ครั้นรุ่งเช้าทหารเมืองจิ๋นก็มาร้องด่าถึงหน้าค่าย เตียวฉวนได้ยินดังนั้นก็ใส่เกราะขึ้นม้าแล้วร้องประกาศกับทหารทั้งปวงว่า ผู้ใดเป็นชาติทหารแล้วจงไปกับเรา ถ้ามิใช่ทหารก็อย่าไป เซสินได้ยินดังนั้นก็ใส่เกราะขึ้นม้าพาทหารไปด้วยกับเตียวฉวน เป๊กอิดเปียเห็นเตียวฉวนคุมทหารออกมาก็เข้ารบกับเตียวฉวนได้ประมาณเจ็ดแปดเพลง ก็ขับเกวียนหนีเตียวฉวน เซสินก็ไล่ติดตาม ฝ่ายยุเบงคับพวดจึงใช้คนไปแจ้งความกับเตียวตุนทุกประการ

เตียวตุนได้ฟังก็ตกใจจึงว่า อ้ายบ้าจะทำให้เสียการแล้ว ครั้นจะนิ่งเสียเห็นว่าจะเสียทีแก่ข้าศึก จึงสั่งให้คับพวดเกณฑ์ทหารยกไปช่วยเตียวฉวน ฝ่ายเป๊กอิดเปียแกล้งขับเกวียนล่อเตียวฉวนมาถึงที่ป่าพงแห่งหนึ่งซึ่งซุ่มทหารไว้ ก็โบกธงให้ทหารกลับหันหน้าเข้าสู้ ตัวเป๊กอิดเปียก็เข้ารบกับเตียวฉวนได้ประมาณสามสิบเพลง ซีคิดสุดซึ่งซุ่มทหารอยู่นั้นก็คุมทหารออกตีตัดหลังกระหนาบเข้ามา เตียวฉวนก็ให้เซสินกลับหน้ามารบกับซีคิดสุด ทหารล้มตายลงด้วยกันทั้งสองฝ่าย พอคับพวดคุมทหารมาถึงเขาซีคิดสุดเห็นดังนั้นจึงคิดว่าจะเอาชัยชนะมิได้ ก็พาทหารหลีกทางไปสมทบเข้ากองเป๊กอิดเปียแล้วก็ตีม้าล่อเรียกทหารให้เลิกทัพกลับค่าย คับพวดมาถึงทัพเตียวฉวนก็ตีม้าล่อให้เลิกกองทัพ เตียวฉวนได้ยินเสียงม้าล่อเรียกดังนั้นก็ให้ทหารกลับมาค่าย ไปหาเตียวตุนคำนับแจ้งความว่า ข้าพเจ้ารบกับเป๊กอิดเปียจวนจะจับตัวได้อยู่แล้ว พอคับพวดยกไปถึงตีม้าล่อสัญญานให้เลิกทัพ ข้าพเจ้าจึงพาทหารกลับมา

เตียวตุนจึงว่าศึกครั้งนี้เป็นการใหญ่ด้วยเจ้าเมืองจิ๋นมาเอง ทั้งทแกล้วทหารก็มาก เราจะรบเอาชัยชนะโดยซึ่งหน้านั้นไม่ได้ จะต้องคิดกลอุบายจึงจะได้ชัยชนะแก่กองทัพเมืองจิ๋น เตียวฉวนจึงตอบว่า แต่ข้าพเจ้าได้ยินว่าจะคิดกลอุบายนี้ก็นานประมาณถึงเก้าสิบวันแล้ว ก็มิได้เห็นกลอุบายสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถ้าผู้ใดพูดว่าจะทำกลอุบายแล้ว ความแค้นข้าพเจ้าแน่นขึ้นมาอยู่ที่หัวอก ถ้าไม่พูดถึงเรื่องจะคิดกลอุบายแล้วก็ค่อยมีความสบายใจ ครั้งนี้ถ้าทหารเมืองจิ๋นมาร้องท้าทายถึงหน้าค่ายอีก ข้าพเจ้าจะอาสาออกไปรบให้ถึงแพ้และชนะพอแก้หน้าไว้ เตียวตุนยังมิทันตอบประการใดพอนายประตูมาแจ้งว่า มีขุนนางถือหนังสือมาแต่เมืองจิ๋นคนหนึ่งจะขอเข้ามาคำนับท่าน เตียวตุนจึงคิดว่าเตียวฉวนเป็นคนโทโสมาก ถ้าเห็นขุนนางเมืองจิ๋นเข้ามาอดกลั้นโทโสไว้มิได้ก็จะเกิดวิวาทกันขึ้น การที่เราคิดไว้ก็จะเสียไป จึงอุบายว่ากับเตียวฉวนว่า ท่านไปรบกลับมายังกำลังเหน็ดเหนื่อย จงไปหยุดพักเสียให้สบายใจก่อนเกิด เตียวฉวนก็คำนับลามาที่อยู่

เตียวตุนจึงสั่งให้หาขุนนางแม่ทัพนายกองมาพร้อมกันแล้วจึงให้ไปรับผู้ถือหนังสือเข้ามา ยุเบงจึงรับหนังสือมาส่งให้กับเตียวตุน เตียวตุนอ่านหนังสือใจความว่า ข้าพเจ้าซีคิดสุดแม่ทัพเมืองจิ๋น อวยพรมาถึงแม่ทัพนายกองเมืองจิ้น ด้วยทหารเราทั้งฝ่ายยกมาตั้งรอกันอยู่ก็หลายวันแล้วยังหาได้รบกันถึงแพ้และชนะไม่ ในเวลาพรุ่งนี้ขอให้ท่านจัดทหารออกไปรบให้ถึงแพ้และชนะ จะได้ดูฝีมือทแกล้วทหารทั้งสองฝ่ายให้เป็นเกียรติยศปรากฏไปในภายหน้า เตียวตุนแจ้งหนังสือจึงแลดูตายุเบง ยุเบงก็พยักหน้าให้ แล้วเตียวตุนก็เอาพู่กันเขียนสลักหลังหนังสือตอบไปว่า ซีคิดสุดให้จัดทหารมารบในเวลาพรุ่งนี้นั้นก็ชอบแล้ว จะได้ดูฝีมือทแกล้วทหารเป็นขวัญตาด้วยกันทั้งสองฝ่ายให้ยกมาเถิด เตียวตุนก็ส่งหนังสือให้ผู้ถือหนังสือแล้วให้ทหารพาออกไปเลี้ยงดูอยู่ภายนอก

ฝ่ายยุเบงจึงว่ากับเตียวตุนว่า ข้าพเจ้าเห็นว่าการจะสำเร็จในเวลาคํ่าวันนี้ เตียวตุนถามว่าท่านเห็นเหตุอย่างไร ยุเบงจึงว่าข้าพเจ้าสังเกตดูผู้ถือหนังสือ เมื่อเข้ามาและเมื่อออกไปนั้นกิริยามิได้ปรกติ นัยน์ตาสอดแนมดูทางหนีทีไล่ในค่ายของเรากับหนังสือมานัดรบพรุ่งนี้นั้น เห็นจะเป็นอุบายให้เราประมาทอยู่ ค่ำวันนี้คงจะมีทัพมาปล้นค่ายเราเป็นมั่นคง จำจะต้องคิดซ้อนกลอุบายเอาชัยชนะให้จงได้ เตียวตุนเห็นชอบด้วยจึงสั่งให้จัดทหารเตรียมไว้เวลาคํ่าจะออกซุ่มอยู่นอกค่าย

ฝ่ายเซสินอยู่ที่นั่น ได้ยินยุเบงกับเตียวตุนคิดการดังนั้นจึงเอาความไปบอกกับเตียวฉวน เตียวฉวนมีความพยาบาทยุเบงอยู่จึงชวนเซสินเข้าไปที่ชุมนุมขุนนาง จึงร้องประกาศด้วยเสียงอันดังว่า ยุเบงคิดการเกินไปเปล่าๆ ที่ไหนทหารเมืองจิ๋นจะลอบเข้ามาปล้นได้ดุจทัพโจรดังนี้ไม่เห็นด้วย จะเอาทหารออกไปซุ่มไว้ให้อดนอนเสียเปล่า ท่านทั้งปวงจงเชื่อเราดีกว่า เอาไว้รบกับทหารเมืองจิ๋นเวลาพรุ่งนี้เถิด

ฝ่ายผู้ถือหนังสือได้ยินกิตติศัพท์อื้ออึงดังนั้น ก็ลารีบออกมาจากค่ายเมืองจิ้น เตียวตุนได้ยินเตียวฉวนว่าดังนั้นก็โกรธนัก จึงคิดว่าเหตุทั้งนี้เพราะเซสินเอาความไปบอกกับเตียวฉวน จึงสั่งให้ทหารจับเซสินมัดเข้าไว้แล้วจะให้ขุนนางปรึกษาโทษ ฮันเคียดผู้ถือกฎหมายจึงว่า เตียวฉวนก็มีความผิดเหมือนกัน ถ้าจะเอาโทษเซสินก็ต้องเอาโทษเตียวฉวนด้วย เตียวฉวนเป็นน้องของท่าน ถ้ามิเอาโทษความครหานินทาก็จะมีกับท่าน เตียวตุนได้ฟังดังนั้นก็สั่งให้ทหารจับเตียวฉวนมัดไว้ ก็สั่งให้เอาตัวเตียวฉวนเซสินไปฆ่าเสีย ซุนลิมฮูจึงว่าเตียวฉวนกับเซสินมีความผิดอยู่เป็นอันมากก็จริง แต่เตียวฉวนได้เป็นบุตรเขยจิ้นเฮียนก๋ง ขอท่านได้เห็นกับจิ้นเฮียนก๋งด้วย เซสินเป็นบุตรเป๊กกี เป๊กกีได้ทำความชอบไว้ในแผ่นดินมากอยู่ ขอท่านได้กรุณาไว้ชีวิตเตียวฉวนกับเซสินเถิด เตียวตุนก็สั่งให้ถอดเสียจากที่ขุนนางแล้วให้จำไว้ จึงตั้งเซเคียบบุตรเซสินขึ้นเป็นที่แทนบิดา ยุเบงจึงว่ากับเตียวตุนว่า การที่เราคิดไว้เห็นจะไม่สำเร็จ ด้วยผู้ถือหนังสือจะรู้ความไปบอกกับเจ้าเมืองจิ๋นเป็นมั่นคง เตียวตุนก็งดทหารไว้

ฝ่ายผู้ถือหนังสือมาถึงค่ายเอาความไปแจ้งกับคงก๋งทุกประการ คงก๋งจึงปรึกษากับซีหวยว่า การที่เราคิดไว้เขารู้เท่าเสียหมด ซีหวยจึงว่าข้าพเจ้าเห็นพวกเมืองจิ้นตั้งค่ายมั่นมิได้ออกรบ ก็รู้ว่ามีผู้รู้ถึงจึงรีบให้ทหารไปร้องท้าทายให้ทหารเมืองจิ้นออกรบ เตียวตุนก็ได้ยุเบงไว้เป็นที่ปรึกษา ยุเบงคิดอ่านตัดรอนปัญญาเราได้ทุกสิ่ง บัดนี้เสบียงอาหารเราก็ขัดสนอยู่แล้ว จะทำการช้าไปก็เห็นจะเสียทีกับข้าศึก เวลาคํ่าวันนี้ขอให้ท่านเลิกทัพกลับไปเสียโดยเร็วอย่าให้ทันข้าศึกรู้ได้ เจ้าเมืองจิ๋นก็เห็นด้วย จึงสั่งให้กองไฟไว้ตามธรรมเนียม ก็เลิกทัพกลับไปเมืองจิ๋น ฝ่ายเตียวตุนครั้นรุ่งเช้าคนสอดแนมเข้ามาแจ้งว่ากองทัพเมืองจิ๋นเลิกไปแล้ว ก็สั่งให้ทหารไปเผาค่ายแล้วยกทัพกลับเมืองจิ้น

ครั้งนั้นศักราชพระเจ้าจิวฮังอ๋องเสวยราชย์ได้ห้าปี เตียวตุนมาถึงแล้วจึงสั่งให้ขุนนางชื่อเจียมเกีย คุมทหารไปเพิ่มเติมรักษาด่านแผนอีบหนึ่ง หอลิมหนึ่ง หอเคียดหนึ่ง สามตำบลไว้ ยุเบงจึงว่ากับเตียวตุนว่า ทางกองทัพเมืองจิ๋นจะยกมาเมืองเรานั้นข้าพเจ้าไม่สู้วิตก ข้าพเจ้าวิตกอยู่แต่ซีหวยเป็นหนทางอันใหญ่อยู่ ณ เมืองจิ๋น ถ้าซีหวยยังอยู่เมืองจิ๋นตราบใดข้าพเจ้านอนตามิหลับ เตียวตุนจึงว่า การคิดเป็นการยาวอยู่ เอาไว้ค่อยปรึกษาคิดกันต่อเวลาอื่น แล้วเตียวตุนจึงพาแม่ทัพนายกองเข้าไปคำนับเลงก๋ง จึงเสนอความชอบยุเบงกับฮันเคียด แล้วยกความผิดเตียวฉวนกับเซสินให้เลงก๋งฟังทุกประการ เลงก๋งก็สั่งให้ปูนบำเหน็จให้ยุเบงกับฮันเคียดแล้ว จึงว่ากองทัพเมืองจิ๋นเลิกไปมิได้ยับเยินเห็นว่าจะยกมาอีก ให้เซียงก๊กกับแม่ทัพนายกองทั้งปวงช่วยกันคิดอ่านรักษาแผ่นดินอย่าให้ข้าศึกยํ่ายีได้

ฝ่ายเตียวตุนจึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า ฮูเฉียโกซึ่งไปอยู่เมืองลู้ ซีหวยไปอยู่เมืองจิ๋น คนสองคนนี้เป็นศัตรูอยู่กับเมืองเราท่านทั้งปวงจะคิดเห็นประการใด ซุนลิมฮูจึงว่าถ้าแต่งคนไปเกลี้ยกล่อมฮูเฉียโกให้กลับใจมาแล้วตั้งเป็นขุนนางขึ้นดังเก่าก็เห็นจะตัดศึกไปได้ด้านหนึ่ง คับพวดจึงว่าฮูเฉียโกเป็นคนหยาบช้า จะเกลี้ยกล่อมเอามาชุบเลี้ยงเป็นขุนนางนั้นไม่ได้ จะเป็นเยี่ยงอย่างไปภายหน้า ถ้าจะเกลี้ยกล่อมเอาซีหวยมาไว้ดีกว่า ด้วยซีหวยเป็นคนมีสติปัญญา แล้วนํ้าใจสัตย์ซื่อมีกตัญญูมาก แล้วศพบิดามารดาก็ยังฝังอยู่เมืองจิ้น ถึงตัวซีหวยไปอยู่เมืองจิ๋น ใจก็ยังคิดถึงศพบิดามารดาอยู่ ด้วยซีหวยไปอยู่เมืองจิ้นนั้นไม่มีข้อผิดอันใดเป็นสำคัญ พอจะเกลี้ยกล่อมเอามาตั้งแต่งเป็นขุนนางต่อไปได้ แต่จะหาคนไปเกลี้ยกล่อมนั้นยากอยู่

ยุเบงได้ยินดังนั้นมีความยินดีจึงว่า ถ้าจะเกลี้ยกล่อมซีหวยแล้วข้าพเจ้าเห็นมีคนพอจะเกลี้ยกล่อมซีหวยได้อยู่คนหนึ่งชื่อซิวยี เป็นบุตรฉินปิดบาน เป็นขุนนางผู้กำกับอยู่เมืองงุยขึ้นในเมืองเรา ท่านจงใช้ซิวยีเถิดการที่คิดไว้คงสำเร็จ แล้วยุเบงก็กระซิบบอกอุบายให้เตียวตุน เตียวตุนแจ้งแล้วก็พยักหน้า ขุนนางทั้งปวงมิได้แจ้งในกลอุบายแต่ฮันเคียดยิ้มอยู่ผู้เดียว เตียวตุนเห็นกิริยาฮันเคียดรู้ถึงความลับอันนี้ก็มิได้ว่าประการใด ต่างคนก็พากันกลับไปบ้าน ยุเบงก็จัดแจงบ่าวไพร่แล้วขึ้นเกวียนไปหาซิวยี ณ เมืองงุย ครั้นถึงเมืองงุยก็บอกกับนายประตูว่าเราชื่อยุเบง เป็นขุนนางเมืองจิ้นจะมาขอคำนับจิบเจียงงุยอีบ ผู้สำเร็จราชการเมืองงุย นายประตูจึงเอาความไปบอกกับซิวยี ซิวยีแจ้งดังนั้นก็ออกมารับยุเบงถึงประตูบ้าน คำนับกันแล้วก็จูงมือยุเบงพากันขึ้นไปที่ว่าราชการ ก็พูดจาไถ่ถามกันถึงสุขทุกข์ แล้วยุเบงเห็นคนอยู่ที่นั้นมากจึงทำเป็นว่าขึ้น เขาลือว่าสวนดอกไม้ของท่านทำไว้สนุกนัก ข้าพเจ้าปรารถนาจะได้ชม ซิวยีแจ้งในกิริยาก็พายุเบงไปที่สวนดอกไม้ แล้วก็ให้ยกโต๊ะมาเลี้ยงดูกัน

ยุเบงจึงว่าทุกวันนี้ เมืองจิ๋นก็เป็นศัตรูอยู่กับเมืองจิ้นด้านหนึ่ง เมืองฌ้อก็เป็นศัตรูอยู่ด้านหนึ่ง ฝ่ายเมืองจิ๋นเล่าก็ได้ซีหวยไปไว้เป็นที่ปรึกษา ซีหวยเป็นคนมีสติปัญญารู้การในเมืองเราทุกสิ่ง ซึ่งซีหวยไปอยู่เมืองจิ๋นนั้นก็เพราะความจำใจ ด้วยศพบิดามารดาฝังอยู่ที่เมืองเรามาหลายชั่วแล้ว ถ้าเกลี้ยกล่อมซีหวยคืนมาได้แล้วก็จะสิ้นศึกไปด้านหนึ่ง ทุกวันนี้เสียงก๊กจะใช้ผู้ใดไปก็เห็นการจะไม่สำเร็จ เห็นแต่ท่านผู้เดียวจะได้การอยู่

ซิวยีจึงตอบว่าทำไมกับการเท่านี้ ถึงยิ่งกว่านี้ข้าพเจ้าก็จะสนองคุณได้ ด้วยเจ้าเมืองจิ้นมีคุณกับปู่และบิดาข้าพเจ้ามาหลายชั่วแล้ว ยุเบงก็กระซิบบอกความที่คิดไว้ให้ซิวยีรู้ตัว ครั้นกินโต๊ะเลี้ยงดูพูดจากันแล้วยุเบงก็ลากลับมา ณ เมืองจิ้น แจ้งความกับเตียวตุนทุกประการ เตียวตุนก็เข้าไปคำนับแก่เลงก๋งเจ้าเมืองจิ้น แจ้งความว่าด่านแผนอีบกับหอต๋งหอเคียดสามตำบลนี้สำคัญอยู่ ข้าพเจ้าได้เกณฑ์ทหารเพิ่มเติมไปรักษาอยู่เป็นอันมาก บัดนี้เสบียงอาหารที่จะแจกจ่ายทหารในเมืองเราก็มีแต่น้อย ข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองงุยเป็นเมืองใหญ่เสบียงอาหารก็บริบูรณ์ ขอให้เกณฑ์ซิวยีจัดแจงเอาเสบียงอาหารไปส่งกองทัพที่รักษาด่านอยู่นั้นอย่าให้ขาดได้ เลงก๋งก็เห็นชอบด้วย จึงว่าสุดแต่เสียงก๊กจะเห็นดีเถิด เตียวตุนก็ใช้คนไปหาซิวยี ซิวยีมาถึงเมืองจิ้นก็เข้าไปคำนับเลงก๋ง เลงก๋งจึงว่าเสบียงอาหารในเมืองเราก็ขัดสนหาพอจ่ายทหารไม่ ข้าวในเมืองงุยก็บริบูรณ์ ให้ท่านจัดแจงเอาข้าวเสบียงไปส่งกองทัพซึ่งรักษาด่านสามตำบลนั้นอย่าให้อดได้

ซิวยีจึงว่าเมืองงุยก็เป็นเมืองน้อย ซึ่งจะเอาเสบียงอาหารไปส่งกองทัพนั้นเห็นจะขัดสนด้วยภาษีและอากรเก็บขึ้นได้ก็ไม่พอใช้จับจ่ายราชการในเมืองงุย แต่ก่อนครั้งบิดาข้าพเจ้าก็มิต้องกะเกณฑ์ราชการ ภาษีอากรก็โปรดยกไว้ให้เป็นบำเหน็จรางวัลมาหลายชั่วแล้ว และหนทางที่จะไปส่งเสบียงนั้นก็ไกลกว่าร้อยลี้ หนทางก็ลำบากนัก ซึ่งให้ทหารไปอยู่รักษาด่านนั้นก็ป่วยการเสียเปล่า ข้าพเจ้าเห็นว่าแผ่นดินทั้งแผ่นดินกองทัพจะมาทางไหนก็ได้ไม่จำเพาะตรงมาที่ด่านตนอยู่รักษา เตียวตุนได้ฟังทำเป็นโกรธนัก จึงตวาดว่าลูกเด็กวานซืนนี้มากล้าขัดคำสั่งเจ้าเมืองได้โทษตัวผิดเป็นอันมาก ถ้าตัวมิจัดเสบียงอาหารไปส่งในสามวันแล้ว เราจะให้ประหารชีวิตเสีย

ซิวยีทำเป็นน้อยใจคำนับลาเลงก๋งออกมาขึ้นเกวียนกลับไปถึงเมืองงุยแล้วทำเป็นทุกข์ร้อน ขุนนางกรมการเข้ามาเยี่ยมถามข่าว ซิวยีถอนใจใหญ่เล่าความให้ฟังทุกประการ แล้วว่าเตียวตุนได้เป็นขุนนางสำเร็จราชการขึ้น จะบังคับการงานสิ่งใดก็ไม่ถูกต้อง แล้วกลับยุยงเลงก๋งให้เราเอาเสบียงไปส่งกองทัพอีก เสบียงอาหารในเมืองเราแต่จะพอสู่กันกินก็ทั้งยาก จะพาลเอาผิดกันเปล่าๆ ขุนนางกรมการทั้งปวงได้ฟังซิวยีว่าก็เสียใจนักต่างคนต่างกลับไปบ้าน ซิวยีทำเป็นสั่งบุตรภรรยาว่าเราจะอยู่ทำราชการด้วยเตียวตุนเห็นจะไม่ได้แล้ว นานไปจะได้ความผิดสักวันหนึ่ง ให้จัดแจงข้าวของไว้เถิด เราจะพากันหนีไปอยู่เมืองจิ๋นดีกว่า ภรรยาก็จัดข้าวของเตรียมไว้

ครั้นเวลาเย็นคนใช้ยกโต๊ะและสุราเข้ามา ซิวยีทำเป็นเมาสุราแล้วว่าเซียนฮู ทำกับข้าวไม่อร่อย ให้เอาตัวพ่อครัวเข้ามาเฆี่ยนด้วยแส้ม้าประมาณร้อยที จึงว่าเวลาพรุ่งนี้กูจะฆ่ามึงเสียให้สมแค้น พ่อครัวตกใจก็หนีไปเอาความไปฟ้องกับเตียวตุน เตียวตุนก็สั่งให้ฮันเคียดคุมทหารไปจับซิวยีกับสมัครพรรคพวกมาให้หมด ฮันเคียดก็คุมทหารยกไปเมืองงุยเข้าล้อมบ้านซิวยีไว้แล้วกำชับทหารยังมิให้เข้าจับตัว หมายจะให้ซิวยีหนีไปเสียให้พ้นก่อน ครั้นเวลาเช้าก็เข้าค้นบ้านจับบุตรภรรยาครอบครัวซิวยีมาให้เตียวตุนแจ้งความว่า ข้าพเจ้าไปล้อมบ้านซิวยี ซิวยีรู้ตัวหนีไปเสีย ได้แต่บุตรภรรยาครอบครัวมาให้ท่าน เตียวตุนทำเป็นโกรธคาดโทษไว้แล้วสั่งให้เอาครอบครัวบุตรภรรยาซิวยีมาคุมไว้

ฝ่ายซิวยีแจ้งว่าฮันเคียดมาจับตัวก็ขึ้นม้ารีบไปเมืองจิ๋นแต่ผู้เดียว จึงเข้าไปคำนับขุนนางผู้ใหญ่แจ้งความแต่หลังให้ฟังทุกประการ แล้วว่าข้าพเจ้าจะเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองงุยมาขึ้นกับเมืองจิ๋นด้วย และเมืองงุยที่ทางกว้างขวางมีบ้านใหญ่ขึ้นถึงสี่ตำบล ขอท่านได้กรุณาแก่ข้าพเจ้าจงแจ้งกับเจ้าเมืองจิ๋นให้ทราบเถิด ขุนนางผู้ใหญ่ก็รับคำให้ซิวยีอาศัยอยู่ที่บ้าน แล้วเข้าไปแจ้งความกับคงก๋งทุกประการ คงก๋งได้ฟังมีความยินดีนัก จึงสั่งให้พาตัวซิวยีเข้ามาถาม ซิวยีก็แจ้งความให้เจ้าเมืองจิ๋นฟังแต่ต้นจนที่สุดแล้วจึงว่า ตัวข้าพเจ้าหนีร้อนมาพึ่งเย็นขอเอาบุญท่านเป็นที่พึ่งไปตราบเท่าสิ้นชีวิต อนึ่งเมืองงุยและบ้านใหญ่สี่ตำบลนั้น ข้าพเจ้าคิดจะไปเกลี้ยกล่อมเอามาขึ้นกับท่านด้วย

คงก๋งจึงปรึกษาซีหวยว่า ถ้อยคำซิวยีนี้ท่านจะเห็นเป็นประการใด ขณะเมื่อคงก๋งปรึกษาซีหวยนั้น ซิวยีแลดูตาซีหวย พอซีหวยแลมาสบตา ซิวยีก็กระหยิบตาให้เป็นสำคัญ ซีหวยเห็นก็แจ้งว่าซิวยีมาจะพาไปเมืองจิ้นแล้ว ซีหวยคิดจะใคร่กลับไปเมืองจิ้นดังเก่า จึงแกล้งว่าถ้อยคำซิวยีว่าดังนี้ข้าพเจ้ายังแคลงอยู่ ด้วยไม่มีสลักสำคัญสิ่งใดมาเป็นพยาน ซิวยีก็เอาแผนที่กับบัญชีสำมะโนครัวในอกเสื้อออกส่งให้กับคงก๋ง คงก๋งเห็นบัญชีสำมะโนครัวและแผนที่ที่ซิวยีเอามาชี้แจงดังนั้นจึงปรึกษาว่า สลักสำคัญเขามีมาฉะนี้แล้ว ท่านจะเห็นประการใดเล่า ซีหวยจึงว่าถึงมีสลักสำคัญมาก็จริงแต่อย่าเพิ่งไว้ใจก่อน บ้านใหญ่สี่ตำบลนั้นอยู่ปลายแดนเมืองจิ้นกับเมืองจิ๋นต่อกัน ถ้าเตียวตุนรู้ว่าซิวยีหนีเอาบ้านใหญ่สี่ตำบลมาขึ้นกับเมืองเรา เตียวตุนก็จะแต่งกองทัพมากวาดเอาครอบครัวไปไว้เมืองจิ้นท่านจะคิดประการใด ซิวยีจึงตอบว่า ท่านว่าก็ชอบอยู่ แต่ข้าพเจ้าคิดจะใคร่ให้กวาดครอบครัวมาเสียก่อน อย่าให้ทันเตียวตุนรู้ก็เห็นพอจะได้อยู่ ขอท่านได้ยกกองทัพไปตีเอาเมืองงุยและกวาดครอบครัวมาไว้บ้านเมืองเรา เห็นเตียวตุนจะยังไม่ทันรู้ตัว เราจะได้ครอบครัวมาไว้เป็นอันมาก

คงก๋งจึงปรึกษาซีหวยว่า ตัวท่านก็เคยอยู่เมืองจิ้นมาแต่ก่อน ถ้าเราจะยกทัพไปเอาเมืองงุยจะได้หรือมิได้ ซีหวยจึงว่ากับคงก๋งว่า เมืองงุยนี้ใหญ่โต เสบียงอาหารก็บริบูรณ์เป็นกำลังของเมืองจิ้นอยู่ ลงท่านจะตีเอาห้าหัวเมืองคืนมาได้ ก็สู้เมืองงุยไม่ได้เมืองหนึ่ง ถ้าท่านยกไปเองก็เป็นพอจะได้อยู่ ถ้าจะให้แต่ข้าพเจ้ากับแม่ทัพนายกองไปเห็นการจะไม่สำเร็จ

ฝ่ายซิวยีรู้กิริยาซีหวยเห็นว่าสมัครกลับไปเมืองจิ้นแล้วก็มิได้พูดจาให้สนิทกับซีหวย มิให้คนทั้งปวงสงสัย อยู่มาจนเจ้าเมืองจิ๋นสั่งให้เกณฑ์ทหารยกทัพไปตีเมืองงุย ฝ่ายคงก๋งสั่งให้ซีคิดสุดเป็นแม่ทัพ ซีหวยเป็นปลัดทัพ เซียวเตียวกับซิวยีเป็นที่ปรึกษา ได้ฤกษ์ดีก็ให้ยกกองทัพออกจากเมือง ครั้นไปถึงแม่นํ้าหองหอ จึงให้ตั้งค่ายลงที่ฮอเฆาฟากตะวันตก ดักเรือลูกค้าให้แต่เข้ามิให้ออก คิดจะเอาเรือลูกค้าข้ามฟากไปดูกองทัพ จึงให้ทหารไปสอดแนมดูได้ความมาแจ้งว่า มีทหารมาตั้งอยู่ที่ฮอตังฟากตะวันออกกองหนึ่ง คนประมาณสักห้าพัน ทหารมาอยู่นั้นยังมิได้ตั้งค่าย คงก๋งได้ยินดังนั้นจึงถามซิวยีว่า เรายกทัพมาครั้งนี้ก็รวดเร็วนัก หมายจะเข้าโจมตีเอาเมืองงุยมิให้ทันรู้ตัว ก็นี่เหตุอย่างไรจึงมีทหารมาคอยรับทัพเราดังนี้ ซิวยีคำนับว่าจะเป็นทหารในเมืองงุยเอง ได้รู้ข่าวศึกก็ยกทหารออกมาป้องกันเขตแดนไว้ เห็นจะมิใช่กองทัพเมืองจิ้นยกมา และเมืองงุยนี้เจ้าเมืองกรมการก็อยู่ในบังคับข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามาพึ่งบุญท่านอยู่ คนในเมืองงุยเห็นจะไม่รู้ ข้าพเจ้าคิดว่าจะขอคนสนิทที่ท่านไว้ใจได้นั้นไปกับข้าพเจ้าคนหนึ่ง ข้าพเจ้าจะไปพูดจาเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองงุย และขุนนางกรมการชาวเมืองก็เห็นว่าจะมาสวามิภักดิ์เข้าด้วยท่าน ด้วยเจ้าเมืองกรมการข้าพเจ้าก็ได้มีบุญคุณไว้มากอยู่ ถ้าข้าพเจ้าไปสมคิดแล้ว เห็นก็จะไม่ยากกับทแกล้วทหารไม่เสียลูกเกาทัณฑ์สักดอกหนึ่ง

คงก๋งเห็นด้วยจึงว่า ที่จะให้ไปนั้นไม่เห็นใครที่จะไว้ใจได้เหมือนซีหวย ถ้าได้ซีหวยไปแล้วดีทีเดียว ซีหวยได้ยินดังนั้นทำตกใจจึงคุกเข่าลงกราบว่า ได้โปรดเอาชีวิตข้าพเจ้าไว้สักครั้งหนึ่งเถิด ถ้าขืนให้ข้าพเจ้าไปแล้วเห็นจะไม่ได้กลับมาเห็นหน้าท่าน ด้วยขุนนางชาวเมืองจิ้นมีความขัดเคืองข้าพเจ้ามากอยู่ ซิวยีว่าทั้งนี้ข้าพเจ้าเห็นจะไม่จริงด้วยแต่ก่อนซิวยีได้เป็นขุนนางอยู่ เจ้าเมืองกรมการก็อยู่ในบังคับบัญชา เดี๋ยวนี้ซิวยีเป็นคนมีโทษหนีมาพึ่งท่านอยู่ ถึงจะไปว่ากล่าวก็ไม่เห็นผู้ใดจะยอมเข้าด้วย ซิวยีว่าซีหวยไม่ยอมไปก็ตาม ขอคนอื่นไปกับข้าพเจ้าสักคนหนึ่ง แต่พอได้เป็นพยาน ข้าพเจ้าจะพาเอาอิวซีเจ้าเมืองงุยออกมาคำนับท่านให้จงได้ ด้วยอิวซีก็มีความแค้นเตียวตุนเหมือนกัน เห็นคงจะมาสวามิภักดิ์กับท่านเป็นมั่นคง

คงก๋งจึงว่ากับซีหวยว่า ซิวยีพูดจามั่นคงอยู่ ท่านจงไปด้วยซิวยีเถิด ถ้าสำเร็จการแล้วจะปูนบำเหน็จรางวัลให้จงมาก ซีหวยจึงว่าไปครั้งนี้ถ้าได้เมืองงุยสำเร็จความปรารถนาก็เป็นบุญของท่าน ถ้ามิได้เหมือนคิดแล้วชาวเมืองจิ้นจับข้าพเจ้าไปได้แล้ว ท่านก็จะทำโทษครอบครัวอยู่ภายหลัง ความดีที่ทำไว้แต่ก่อนก็จะสูญไปเสียสิ้น ชื่อก็จะปรากฏว่าเป็นคนอกตัญญูอยู่ชั่วฟ้าและดินข้าพเจ้าวิตกนัก ด้วยบุตรภรรยาจะมาพลอยตายเสียด้วยความซื่อสัตย์ดังนี้ ฝ่ายคงก๋งเห็นซีหวยอิดเอื้อนอยู่จึงคิดว่า ซีหวยเป็นคนสัตย์ซื่อมั่นคงนัก ก็ให้สัตย์ว่าถ้าท่านไปตายเสียแล้ว บุตรภรรยาอยู่ภายหลังเราจะชุบเลี้ยงให้ถึงขนาด ถ้ามิตายแต่มิได้กลับมาหาเรา เราจะส่งบุตรภรรยาของท่านไปให้ ถ้าไม่จริงดังนี้แล้วขอให้เทพยดารักษาแม่นํ้านี้มาเป็นพยานเถิด ซีหวยได้ฟังดังนั้นมีความยินดีกับซิวยีคำนับลาคงก๋งออกมาขึ้นม้าไปคนละตัว

ฝ่ายเซียวเตียวขุนนางที่ปรึกษาจึงว่ากับคงก๋งว่า ซึ่งท่านปล่อยซีหวยไปครั้งนี้ เหมือนหนึ่งปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยปลาลงนํ้า เห็นจะไม่ได้ซีหวยกลับมา ท่านเชื่อซิวยีมาพูดล่อลวงหมายจะได้เมืองงุยฝ่ายเดียว แต่เสียผู้มีสติปัญญาไปคนหนึ่งท่านไม่คิด คงก๋งจึงว่าท่านคิดเกินไปเสียแล้ว ซีหวยคนนี้เขาเป็นคนสัตย์ซื่อยิ่งนัก เซียวเตียวเห็นคงก๋งไม่เชื่อแล้ว ก็ขึ้นม้ารีบตามไปทันซีหวยเข้า จึงว่าท่านไปให้สะดวกเถิด แต่อย่าเข้าใจว่าคนในเมืองจิ๋นจะไม่รู้เท่าทันท่านนั้นอย่าสงสัย เพราะคงก๋งรักใคร่ไว้ใจท่าน ท่านจึงไปได้ ข้าพเจ้าไม่มีสิ่งใดเป็นของคำนับส่งท่าน มีแต่แส้ม้ามาอันหนึ่ง ท่านจงเอาไปขับม้าไปเร็วๆ จะได้พ้นภัย ซีหวยรับเอาแส้ม้าแล้วต่างคนคำนับลากันไป

ฝ่ายคงก๋งได้สติคิดขึ้น ก็สั่งให้ทหารขึ้นม้ารีบตามซีหวยให้กลับมา ทหารซึ่งไปตามกลับมาแจ้งความว่า ซีหวย ซิวยี ข้ามฟากไปเสียแล้ว คงก๋งก็สั่งให้จัดแจงจะยกกองทัพข้ามแม่นํ้าหองหอ พอกองสอดแนมมาแจ้งว่าคับพวด ซุนลิมฮูจับตัวซีหวยซิวยีไปได้ ซีคิดสุดจึงว่า ถ้ายกข้ามฟากไปก็จะเสียที ขอให้เลิกทัพกลับไปเมืองดีกว่า คงก๋งเห็นชอบด้วยก็สั่งให้เลิกกองทัพกลับเมืองจิ๋น

ฝ่ายซีหวยครั้นข้ามฟากมาถึงฝั่งแม่นํ้าอึงโห ก็ขึ้นจากฝั่งนํ้าขับม้าไปประมาณทางสิบสองเส้น พบทหารกองหนึ่งมาตั้งอยู่ แลไปเห็นนายทหารผู้หนึ่งลงจากม้ามาคำนับ ซีหวยก็รู้จักจำหน้าได้ว่าเตียวซกบุตรเตียวตุน จึงลงจากม้ามารับคำนับแล้วถามว่า ท่านยกทหารมานี้จะไปไหน เตียวซกแจ้งความว่า บิดาข้าพเจ้าใช้ให้ออกมาคอยรับท่าน ซุนลิมฮู คับพวดก็ตามมาด้วย ว่ายังมิทันขาดคำได้ยินเสียงกลองรบอื้ออึงมา ซุนลิมฮู คับพวดยกมาถึงและเห็นซีหวยกับซิวยีนั่งพูดกันอยู่กับเตียวซกมีความยินดีนัก ก็ให้ทหารห้อมล้อมพาตัวซีหวยกับซิวยีกลับมาเมืองจิ้น จึงเข้าไปคำนับเลงก๋งกับเซียงก๊กเตียวตุน เลงก๋งเห็นซีหวยกลับมาได้มีความยินดีนักจึงว่า ท่านตกไปเมืองจิ๋นช้านานแล้ว ดูยังมิแก่เลย เราคิดถึงท่านอยู่เป็นนิจ แล้วเลงก๋งก็สั่งให้เซียงก๊กจัดแจงที่บ้าน และเงินทองเสื้อผ้าเครื่องใช้สอยให้กับซีหวยเป็นอันมาก ให้คงที่เป็นขุนนางผู้ใหญ่ดังเก่า ฝ่ายซุนลิมฮู เตียวตุนจึงคำนับว่ากับเลงก๋งว่า ซึ่งซิวยีอาสาไปได้ตัวซีหวยมามีความชอบเป็นอันมาก เลงก๋งจึงให้รางวัลเกวียนรบสิบเล่ม ม้ายี่สิบตัวกับเสื้อผ้าแพรสีอย่างดีเป็นอันมาก แล้วให้ไปสำเร็จราชการเมืองงุยดังเก่า

ฝ่ายคงก๋งเจ้าเมืองจิ๋นคิดถึงคำสัญญาไว้ ก็ให้ขุนนางนายทหารคุมครอบครัวซีหวยมาส่งถึงเมืองจิ้น ซีหวยคิดถึงบุญคุณเจ้าเมืองจิ๋นจึงว่ากับเตียวตุนว่า เจ้าเมืองจิ๋นกับเมืองเราแต่ก่อนก็เป็นไมตรีกัน บัดนี้เป็นข้าศึกกันขึ้นหาควรไม่ ข้าพเจ้าคิดจะให้มีหนังสือไปถึงคงก๋งพูดจาให้เป็นไมตรีกันเสียเหมือนอย่างแต่ก่อน เห็นจะเป็นคุณด้วยกันทั้งสองฝ่าย เตียวตุนก็เห็นด้วย จึงจัดให้ขุนนางถือหนังสือกับสิ่งของไปสืบทางไมตรีเมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นก็รับเป็นไมตรี ตั้งแต่นั้นมาเมืองจิ้นกับเมืองจิ๋นก็มิได้เป็นข้าศึกกัน

ขณะนั้นพระเจ้าจิวฮังอ๋องเสวยราชย์ได้หกปี ประชวรพระโรคสวรรคต ขุนนางจึงยกไทจูปันพระราชบุตรขึ้นเสวยราชสมบัติ ถวายพระนามชื่อพระเจ้าจิวคองอ๋อง เลงก๋งเจ้าเมืองจิ้นครองเมืองได้แปดปี ฝ่ายฌ้อบกอ๋องเจ้าเมืองฌ้อครองเมืองได้สามปี ป่วยเป็นโรคปัจจุบันก็ถึงอสัญกรรมตาย ขุนนางจึงแต่งการฝังศพเหมือนอย่างเจ้า จึงตั้งก๋งจูจู๋ผู้บุตรขึ้นเป็นฌ้อจองอ๋อง ครองสมบัติในเมืองฌ้อสืบไป

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ