๘๒

ขณะนั้นพระเจ้าจิวเค่งอ๋องเสวยราชย์ได้สามสิบหกปี ครั้นถึงเดือนสี่ขึ้นปีใหม่ อวดอ๋องให้ไตหูจูกีเสียคุมทหารสามพันไปช่วยหงออ๋อง จูกีเสียก็คำนับลามาจัดทหารเสร็จแล้วก็รีบไป ครั้นถึงเมืองหงอก็เข้าไปคำนับหงออ๋อง แล้วบอกความตามอวดอ๋องสั่งทุกประการ หงออ๋องแจ้งดังนั้นก็ดีใจนัก จึงจัดทหารได้สิบหมื่นจะยกไปตีเมืองเจ๋ แล้วสั่งขุนนางซึ่งอยู่รักษาเมืองให้ทำเก๋งขึ้นไว้ชื่อหงอเก๋ง แล้วให้สร้างสวนดอกไม้สำหรับจะได้ชมเล่นที่ในเมือง ด้วยหงออ๋องคิดว่าจะไปทำศึกครั้งนี้ ถ้ากลับมาคงถึงฤดูร้อนจะพานางไซซีมาอยู่ที่สวนจะได้ชมเล่นให้สบาย สั่งแล้วพอจะยกไป หงอจูสู่จึงเข้ามาว่า ท่านจงตรึกตรองก่อน อันเมืองนั้นเหมือนฝีหัวใหญ่เกิดอยู่ในอกเหตุใดจึงมิหายารักษา ท่านจะยกไปตีเมืองเจ๋ครั้งนี้หาต้องการไม่ ด้วยว่าเมืองเจ๋นั้นเปรียบเหมือนฝีหัวเล็ก แม้นท่านเอาปลายเข็มสะกิดหนองแตกเมื่อใดแผลนั้นก็จะหาย ซึ่งท่านจะไปครั้งนี้เอาคนไปก็มากทั้งทางก็ไกล ถึงจะได้เมืองเจ๋ก็เหมือนหนึ่งท่านรักษาฝีหัวเล็กหายก็เหมือนกัน อันฝีหัวใหญ่ในอกท่านไม่คิดจะรักษา ข้าพเจ้าเห็นว่านานไปอันตรายจะมีแก่ท่านเป็นมั่นคง

หงออ๋องได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงว่าแก่หงอจูสู่ว่า เราจะยกทัพเดี๋ยวนี้ ควรแต่จะเอาความดีมาพูด ซึ่งท่านพูดดังนี้มีแต่ให้ร้ายต่างๆ จะหาโทษใส่ตัวหรือ หงอจูสู่ได้ยินหงออ๋องว่าก็ตกใจคุกเข่าลงคำนับหมอบนิ่งอยู่ เป๊กพีเห็นได้ทีจึงกระซิบบอกหงออ๋องว่า ซึ่งท่านจะฆ่าหงอจูสู่นี้หาควรไม่ ด้วยหงอจูสู่เป็นเสียงก๊กมาแต่ครั้งปู่ท่าน แม้นจะคิดฆ่าหงอจูสู่นั้นท่านจงให้ถือหนังสือไปเมืองเจ๋นัดรบ เจ๋กังก๋งโกรธก็จะฆ่าเสียเอง ท่านหาพักทำไม่ หงออ๋องได้ฟังเป๊กพีว่าก็เห็นชอบด้วย จึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่งส่งให้หงอจูสู่แล้วสั่งให้หงอจูสู่ถือไปเมืองเจ๋ หงอจูสู่ก็คำนับลาออกมาแล้วคิดว่าถ้าเราไปเมืองเจ๋ครั้งนี้เห็นจะไม่ได้กลับ อยู่ภายหลังเมืองหงอก็จะเสียแก่เมืองอวดเป็นมั่นคง บุตรเราอยู่นี่ก็จะพาบุตรเอาไปฝากไว้เมืองเจ๋จึงจะชอบ หงอจูสู่ก็มาพาหงอหองไปด้วย ครั้นถึงเมืองเจ๋ก็เข้าไปคำนับเจ๋กังก๋งแล้วก็ส่งหนังสือให้

เจ๋กังก๋งก็รับหนังสือมาฉีกผนึกออกอ่านได้ใจความว่า ด้วยเมืองเจ๋เป็นคนผิดหาอยู่ในความสัตย์ไม่ ยกไปตีเมืองฬ่อนั้น ฬ่ออายก๋งมิได้มีความผิดข้อใด ครั้งหนึ่งเรายกไปช่วยฬ่ออายก๋ง เมืองเจ๋ก็มาขอขึ้นกับเราแล้วภายหลังให้หาก็ไม่มา หามีสัตย์ไม่ เราจึงให้หงอจูสู่มานัดจะรบกับท่าน

เจ๋กังก๋งแจ้งในหนังสือดังนั้นก็โกรธ จึงสั่งให้ทหารเอาหงอจูสู่ไปฆ่าเสีย เปาเซกก็ห้ามทหารไว้แล้วจึงว่ากับเจ๋กังก๋งว่า หงอจูสู่นี้เป็นคนสัตย์ซื่อ ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ว่าได้ห้ามหงออ๋องเป็นหลายครั้งก็หาฟังไม่ ด้วยหงอจูสู่กับหงออ๋องไม่เข้ากันเปรียบเหมือนนํ้ามันกับนํ้า ซึ่งใช้หงอจูสู่มานี้ก็เพราะจะยืมมือท่านให้ฆ่าหงอจูสู่เสีย หวังจะมิให้มีความนินทา ท่านจงปล่อยหงอจูสู่ไปให้หงออ๋องฆ่ากันเสียเองจึงจะชอบ

เจ๋กังก๋งได้ฟังเปาเซกว่าก็เห็นชอบด้วย จึงเรียกหงอจูสู่เข้ามาสั่งว่า ท่านจงไปบอกแก่หงออ๋องว่าเรามิได้กลัว ถ้าถึงเดือนหกข้างขึ้นเมื่อใดให้หงออ๋องยกมาเถิด ว่าแล้วก็เข้าไปข้างในเสีย เปาเซกก็พาหงอจูสู่กับหงอหองมาบ้านด้วยเป็นคนรู้จักกัน จึงจัดแจงให้หงอจูสู่นั้นนั่งที่สมควรแล้วว่า เจ้าเมืองหงอโกรธอย่างไรจึงให้ท่านถือหนังสือมา หงอจูสู่ได้ฟังก็คิดแค้นหงออ๋องแล้วร้องไห้ แต่มิได้แจ้งความประการใด จึงเรียกหงอหองเข้ามาแล้วจึงว่ากับเปาเซกว่า เราจะลาท่านไปก่อน ขอฝากแต่บุตรเราไว้ด้วยเถิด ท่านจงให้ชื่อเสียงใหม่ชื่อว่ากองซุนหอง เปาเซกก็รับไว้ หงอจูสู่ก็ลาเปาเซกกลับไป หงออ๋องครั้นใช้ให้หงอจูสู่ไปแล้วก็ยกทัพออกมาจากเมืองหงอไปตั้งค่ายอยู่กลางทางคอยฟังข่าวหงอจูสู่อยู่

หงอจูสู่ครั้นมาถึงกลางทาง พบกองทัพหงออ๋องก็เข้าไปคำนับแจ้งความตามที่ไปเมืองเจ๋นั้นให้ฟังทุกประการ หงออ๋องก็นิ่งอยู่ด้วยหาสมความซึ่งคิดไว้ไม่ ครั้นเพลาคํ่าลงหงออ๋องก็เข้าไปนอนในค่าย พอม่อยหลับลงไปฝันเห็นว่ามีกระทะอยู่สองใบตั้งอยู่บนกองเพลิง จะเอาสิ่งใดใส่ลงก็มิได้สุก แล้วเห็นสุนัขดำใหญ่เท่าเนื้อสองตัววิ่งผ่านมาตรงหน้า เห็นเสาโคมปักอยู่ฝ่ายประตูเมืองทิศใต้เสาหนึ่ง ที่ประตูทิศเหนือเสาหนึ่ง แล้วเห็นมีผู้ถือจอบสองเล่มขึ้นปักไว้บนกำแพงเมือง แล้วเห็นต้นงอต๋องล้มขวางอยู่ในสวนดอกไม้ แล้วกระแสนํ้าไหลขึ้นมาท่วมเมืองจนถึงที่อยู่ก็ตกใจตื่นขึ้นไม่สบาย จึงลุกขึ้นจากที่นอนแล้วให้หาเป๊กพีไทใจเข้ามาเล่าความฝันให้ฟังทุกประการ เป๊กพีไทใจก็ทำนายว่า ซึ่งท่านฝันว่ากระทะเหล็กใหญ่ทั้งสองใบ จะต้มสิ่งใดก็ไม่สุกนั้นจะได้แก่เมืองเรา แม้นหัวเมืองจะมาทำยํ่ายีก็จะไม่เป็นอันตราย เหมือนหนึ่งเอาสิ่งของใส่ลงในกระทะ ไฟนั้นก็มิอาจที่จะเผาผลาญของนั้นได้ ข้อหนึ่งฝันว่าเห็นสุนัขดำใหญ่สองตัวนั้น จะมีผู้ประกอบด้วยสติปัญญาสองคนสามิภักดิ์ทำราชการอยู่กับท่าน ซึ่งเห็นเสาโคมสองเสาปักอยู่ริมประตูเมืองทิศใต้ทิศเหนือนั้น อันเสาโคมข้างทิศเหนือได้แก่เมืองตังจิว เสาโคมฝ่ายทิศใต้ได้แก่เมืองเรา นานไปเมื่อหน้าเมืองเราก็จะรุ่งเรืองด้วยสง่าและเกียรติยศเหมือนเมืองหลวง บรรดาหัวเมืองทั้งปวงในแผ่นดินเลียดก๊ก ก็จะคำนับยำเกรงท่านสิ้นทั้งสี่ทิศ และข้อที่ฝันว่ามีผู้เอาจอบสองเล่มไปปักไว้บนกำแพงเมือง เมืองเราปีนี้จะบริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร ราษฎรทั้งปวงจะทำไร่ไถนาได้ถึงสองครั้ง ซึ่งเห็นต้นงอต๋องล้มขวางทางอยู่กลางสวนดอกไม้ก็เป็นวาสนาของท่านมาก เทพยดาจึงแกล้งบันดาลให้เห็น หวังจะให้ท่านใช้คนไปตัดต้นงอต๋องมาทำคันกระจับปี่สีซอให้นางข้างฝ่ายในดีดสีบำเรอท่านเป็นผาสุก ข้อซึ่งฝันว่านํ้าท่วมเมืองนั้นเป็นลาภนัก แต่บรรดาหัวเมืองน้อยใหญ่ทั้งปวงต่างๆ ก็จะเอาสิ่งของเครื่องบรรณาการมาคำนับท่านเป็นอันมาก เมืองเราก็จะมั่งคั่งด้วยแก้วแหวนเงินทองและสิ่งของต่างๆ

หงออ๋องได้ฟังเป๊กพีไทใจทำนายดังนั้นก็ยินดี แต่ในใจนั้นยังหาสิ้นความสงสัยไม่ ขณะนั้นอ๋องซุนลูขุนนางนั่งอยู่ที่นั่นด้วย ได้ฟังเป๊กพีไทใจทำนายฝันว่าแต่ล้วนดีก็หัวเราะแล้วว่า ซึ่งเป๊กพีไทใจทำนายฝันดังนี้ข้าพเจ้าหาเห็นถูกต้องด้วยไม่ อันคนดีที่รู้จักทำนายความฝันนั้นมีอยู่คนหนึ่งชื่อกองซุนเซงเป็นอาจารย์อยู่ ณ เขายังซัว และกองซุนเซงนั้นคนทั้งปวงนับถือว่าทำนายฝันแน่ ทั้งดูดวงชะตาราศีเคราะห์โศกก็แม่นไม่มีผู้ใดเสมอ แม้นท่านจะใคร่รู้ว่าความฝันดีและร้ายจงให้คนไปเชิญกองซุนเซงมาช่วยทำนายจึงจะแน่ หงออ๋องก็เห็นชอบจึงสั่งให้อ๋องซุนลูแต่งเกวียนไปเชิญกองซุนเซงมา

อ๋องซุนลูก็คำนับลามาหากองซุนเซง แจ้งความให้ฟังทุกประการ กองซุนเซงได้ฟังก็ตกใจนักซบหน้าลงร้องไห้ ภรรยาเห็นดังนั้นจึงถามว่าเจ้าเมืองให้หาตัวท่านเหตุใดจึงร้องไห้

กองซุนเซงแหงนหน้าขึ้นดูฟ้าแล้วจึงว่า เราจะสิ้นอายุในวันนี้เจ้าค่อยอยู่จงดีเถิด ว่าแล้วก็ขึ้นเกวียนมากับอ๋องซุนลู ครั้นถึงลงจากเกวียนเข้าไปคำนับหงออ๋อง หงออ๋องจึงเล่าความฝันให้ฟังทุกประการ แล้วว่าจะร้ายหรือดีท่านจงทำนายให้เราฟัง กองซุนเซงจึงว่าซึ่งท่านฝันเห็นกระทะสองใบจะต้มสิ่งใดก็มิได้สุก นานไปข้างหน้าท่านจะลำบากต้องกินของดิบ ข้อซึ่งเห็นสุนัขดำนั้นจะต้องหนีภัยไปอยู่ที่มืดถึงสองตำบล ซึ่งเสาโคมสองเสาอยู่ข้างทิศเหนือและทิศใต้สว่างอยู่นั้น หัวเมืองทั้งปวงก็จะบริบูรณ์กว่าเมืองเรา ซึ่งมีคนเอาจอบสองเล่มมาปักไว้บนกำแพงเมือง นานไปข้าศึกจะมาขุดกำแพงเมืองท่านให้ทลายลง ซึ่งท่านฝันเห็นว่าไม้งอต๋องล้มขวางทางอยู่ในสวนนั้น เทพยดาจะบันดาลให้รู้เหตุว่าท่านจะตาย ข้อที่ว่านํ้าท่วมมาถึงที่นอนท่านนั้นบ้านเมืองจะไม่มีคนอยู่ ข้าพเจ้าทายนี้ตามที่เคยสังเกตไว้

หงออ๋องได้ฟังดังนั้นก็โกรธเป็นกำลัง ชี้หน้าด่าเป็นข้อหยาบช้า จึงสั่งให้เจียฮวนเอาตัวกองซุนเซงไปฆ่าเสีย ให้เอาศพไปฝังไว้ที่เขาเอียงซัว แล้วสั่งให้นายทัพนายกองทั้งปวงตระเตรียมทหารเข้าขบวนไว้พรักพร้อม ให้ซีบุนเจ๋าเป็นทัพหน้าอองจูเกาโจเป็นทัพหนุน หงออ๋องเป็นทัพหลวงกับเป๊กพีเป็นไทใจ ครั้นได้ฤกษ์ดีก็ให้ตีม้าล่อและจุดประทัดสัญญายกพลออกจากค่ายรีบเดินทัพไปตามระยะทาง แล้วให้ม้าใช้ถือหนังสือล่วงหน้ารีบไปบอกเจ้าเมืองฬ่อให้ยกทัพมาช่วยตีเมืองเจ๋ ม้าใช้ก็คำนับลาไปเมืองฬ่อ

ฝ่ายหงอจูสู่ขณะเมื่อตามหงออ๋องมานั้นก็คิดวิตกว่าเป๊กพีไทใจจะยุยงหงออ๋องให้คิดฆ่าตัวเสีย จึงแกล้งทำเป็นป่วยว่า ซึ่งข้าพเจ้าจะตามท่านไปช่วยทำการศึกครั้งนี้เห็นจะไม่ได้ ด้วยตัวก็เจ็บป่วยเป็นโรคไม่ใคร่จะหาย ข้าพเจ้าจะขอลาท่านกลับไปบำรุงรักษาตัวให้หายเป็นปกติก่อนจึงจะได้ทำราชการสนองคุณท่านกว่าจะสิ้นชีวิต แล้วหงอจูสู่ก็ลาหงออ๋องกลับมาเมืองหงอ

ฝ่ายตันเหงครั้นรีบไปถึงค่ายจึงเอาหนังสือเข้าไปให้ก๊กสี ก๊กสีแจ้งดังนั้นก็หาเลิกทัพกลับมาตามหนังสือไม่ จึงให้ทหารรีบไปหากองทัพกองซุนแฮกองซุนหุนซึ่งตั้งรักษาค่ายอยู่ที่ตำบลบุนจุยมาสมทบกันเข้า แล้วให้ม้าใช้ไปสืบข่าวทัพเมืองหงอ ม้าใช้ก็รีบไปตามสั่ง ครั้นได้ความแล้วกลับมาคำนับบอกก๊กสีว่า บัดนี้กองทัพเมืองหงอยกมาตั้งค่ายมั่นอยู่ที่ตำบลไงเหลงแล้ว ก๊กสีได้ฟังดังนั้นก็สั่งให้นายทหารเตรียมกองทัพยกไปตั้งค่ายมั่นลงที่ไงเหลง ใกล้กับกองทัพเจ้าเมืองหงอทางสองร้อยเส้น

ฝ่ายเจ้าเมืองหงอแจ้งความว่าเจ้าเมืองเจ๋ยกมาตั้งค่ายลงแล้ว จึงสั่งให้ซีบุนเจ๋าทัพหน้ายกทหารเข้าตีทัพเมืองเจ๋ ซีบุนเจ๋าก็จัดแจงแต่งตัวแล้วถือทวนขึ้นขี่ม้าพาทหารเป็นอันมากยกไปหน้าค่ายเมืองเจ๋ ก๊กสีรู้ดังนั้นก็ให้กองซุนหุนคุมทหารออกรบกับซีบุนเจ๋าได้สามสิบเพลง ซีบุนเจ๋าต้านฝีมือกองซุนหุนไม่ได้ก็ชักม้าหนีกลับเข้าค่าย ทหารกองซุนหุนก็ฆ่าฟันทหารซีบุนเจ๋าเจ็บป่วยล้มตายเป็นอันมาก หงออ๋องเห็นซีบุนเจ๋าเสียทีข้าศึกมาก็โกรธจะฆ่าซีบุนเจ๋าเสีย ซีบุนเจ๋าจึงคำนับขอโทษตัวว่า ข้าพเจ้าขอชีวิตไว้ทำราชการแก้ตัวอีกสักครั้งหนึ่งก่อน ถ้าข้าพเจ้าแพ้ทหารเมืองเจ๋มาอีกทีนี้แล้วท่านจงประหารชีวิตข้าพเจ้าเสีย หงออ๋องก็ยกโทษให้

ฝ่ายกองซุนหุน ครั้นมีชัยชนะทหารเมืองหงอแล้วก็ให้ตีม้าล่อเรียกทหารกลับเข้าค่าย ก๊กสีเห็นกองซุนหุนได้ชัยชนะข้าศึกก็ยินดี จึงปรึกษานายทัพนายกองทั้งปวงว่า ทหารเมืองหงอนั้นมีฝีมือยิงเกาทัณฑ์แม่นยำมาก ถ้าพรุ่งนี้เราจะยกออกรบกับทหารเมืองหงอ จงห้ามอย่าให้ทหารทั้งปวงตีม้าล่อเลยจะได้เอาม้าล่อปิดกันลูกเกาทัณฑ์ทหารเมืองหงอ ข้อหนึ่งเมื่อเราจะยกทัพออกทำศึกนั้น ให้ทหารทั้งปวงเอาด้ายขาวคาดศีรษะไว้ทุกคนๆ จึงจะจำได้ไม่หลงฆ่าฟันกันเองก็จะรบเอาชัยชนะได้โดยง่าย นายทัพนายกองต่างคนก็เห็นด้วย

ฝ่ายม้าใช้เจ้าเมืองหงอ ครั้นรีบไปถึงเมืองฬ่อจึงเอาหนังสือเข้าไปให้เจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองฬ่อแจ้งหนังสือแล้วจึงให้ซกซุนจิวสิวคุมทหารห้าหมื่นยกมาช่วยเจ้าเมืองหงอ ซกซุนจิวสิวก็คำนับลาออกมาจัดทหารพร้อมแล้ว ครั้นได้ฤกษ์ดีก็ยกออกจากเมือง รีบเดินขบวนทัพมาถึงค่ายเจ้าเมืองหงอจึงเข้าไปคำนับหงออ๋อง หงออ๋องก็ยินดีจึงเอากระบี่สำหรับรบศึกเล่มหนึ่งให้เป็นบำเหน็จซกซุนจิวสิว แล้วสั่งให้ตั้งค่ายอยู่ฝ่ายทิศใต้ ไกลกันกับค่ายหลวงทางสองร้อยเส้น ครั้นเพลาเช้าจึงให้ซีบุนเจ๋าเป็นทัพหน้า อองจูเกาโจเป็นทัพหนุน ซกซุนจิวสิวกับเป๊กพีไทใจเป็นทัพหลวง ยกไปถึงหน้าค่ายเมืองเจ๋แล้ว ซีบุนเจ๋าให้ทหารร้องท้าทายเข้าไปชวนทหารเมืองเจ๋ออกรบ

ก๊กสีได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงให้โกบูฮอกับจองเหลาเป็นทัพหน้า กองซุนแฮกองซุนหุนเป็นปีกซ้ายปีกขวา ตัวก๊กสีเป็นทัพหลวงยกทหารสิบหมื่นออกจากค่าย ซีบุนเจ๋าเห็นก๊กสียกทัพออกมาก็ขับทหารกองหน้าเข้าโจมตี ทหารทั้งสองฝ่ายสู้รบกันเป็นสามารถ ซีบุนเจ๋าเห็นกองซุนหุนใส่เสื้อแดงหมวกแดงขี่ม้าอยู่กลางทหาร จึงขับม้ารำทวนแทงฝ่ายทหารเข้าไปรบกับกองซุนหุนได้สี่สิบเพลง กองซุนหุนเสียที ซีบุนเจ๋าก็เอาทวนแทงกองซุนหุนตกจากหลังม้าตาย กองซุนแฮเห็นซีบุนเจ๋าแทงกองซุนหุนตายก็โกรธนัก จึงขับม้ารำง้าวเข้ามาจะฟันซีบุนเจ๋า อองจูเกาโจเห็นก็ควบม้าถลันเข้ารบกับกองซุนแฮได้ยี่สิบเพลง อองจูเกาโจทำเสียทีชักม้าหนี กองซุนแฮไม่รู้ในขบวนรบก็ขับม้าไล่ตาม อองจูเกาโจเห็นได้ทีเอาทวนแทงถูกม้าที่กองซุนแฮขี่ล้มลง กองซุนแฮก็พลัดตกม้า อองจูเกาโจโจนลงจากม้าแล้วโถมเข้าจับเอาตัวกองซุนแฮหนีบรักแร้มาได้ โกบูฮอกับจองเหลาเห็นดังนั้นก็ควบม้าจะเข้าแก้กองซุนแฮ ซกซุนจิวสิวจึงขับม้ารำกระบี่ถลันเข้ากั้นหน้าม้าโกบูฮอกับจองเหลาไว้ โกบูฮอกับจองเหลาก็รบกับซกซุนจิวสิวได้ยี่สิบเพลง โกบูฮอกับจองเหลาต้านทานฝีมือซกซุนจิวสิวไม่ได้ก็ชักม้าหนี ทหารเมืองหงอได้ทีก็ไล่ฟันทหารเมืองเจ๋เจ็บป่วยล้มตายเป็นอันมาก ทหารเมืองเจ๋ก็แตกระส่ำระสายเสียขบวนศึก ทหารเมืองหงอก็กำเริบใจยิ่งซ้ำเติมตามตีทหารเมืองเจ๋แต่เช้าจนเพลาพลบคํ่า ก๊กสีแม่ทัพเห็นทหารตายเสียประมาณเก้าหมื่น ก็สลดใจเจียนจะพลัดลงจากหลังม้า แล้วซ้ำได้ยินเสียงทหารเมืองหงอร้องอื้ออึงว่าเราช่วยกันล้อมจับตัวก๊กสีมาฆ่าเสียให้จงได้ก็ยิ่งตกใจนัก จึงปรึกษาคีซิวเบงซึ่งเป็นทหารรองว่า เราจะคิดแก้ไขประการใดจึงจะรอดชีวิต คีซิวเบงก็ตอบว่า ท่านจงถอดหมวกและเสื้อสำหรับยศแม่ทัพออกเสีย แล้วปลอมเป็นทหารเลวลอบหนีออกไปจึงจะพ้นอันตราย ก๊กสีก็เห็นด้วยจึงถอดเสื้อลายทองพื้นเขียวกับหมวกจุกทองออกทิ้งเสีย แล้วก็เป็นทหารเลวลอบหนีออกมากับคีซิวเบง พอซกซุนจิวสิวให้ทหารจุดคบเพลิงขึ้นเป็นอันมาก ก็แลเห็นก๊กสีแม่ทัพเดินปลอมเป็นทหารเลวออกมากับคีซิวเบง ซกซุนจิวสิวจึบขับม้าพาทหารไล่ตามจับตัวก๊กสีกับคีซิวเบงได้ ทหารก๊กสีที่เหลือตายอยู่นั้นก็ตกใจทิ้งศัสตราวุธเสียสิ้น ต่างคนหนีเอาตัวรอด ทหารเมืองหงอกับพวกพลเมืองฬ่อก็เก็บได้เครื่องศัสตราวุธต่างๆ เป็นอันมาก

ซกซุนจิวสิวจึงให้ตีม้าล่อประชุมรี้พลทั้งปวงพร้อมกัน ให้ทหารคุมตัวก๊กสีกับกองซุนแฮคีซิวเบงทั้งสามคนมั่นคงแล้ว ก็เลิกทัพกลับเข้าค่าย จึงเอาตัวก๊กสีกับกองซุนแฮคีซิวเบงเข้าไปคำนับหงออ๋อง หงออ๋องจึงสั่งให้เอาไปประหารชีวิตเสีย ทหารทั้งปวงก็เอาตัวก๊กสีคีซิวเบงกองซุนแฮไปฆ่าเสีย

ฝ่ายตันเหงซึ่งอยู่รักษาหน้าค่าย ครั้นแจ้งว่าก๊กสีเสียทัพข้าศึกจับตัวไปฆ่าเสียแล้วก็ตกใจกลัว จึงจัดสิ่งของเครื่องบรรณาการมาคำนับหงออ๋องแล้วขอโทษตัวต่างๆ หงออ๋องจึงว่า ซึ่งเรายกทัพมาครั้งนี้หวังจะว่ากล่าวเจ้าเมืองเจ๋กับเจ้าเมืองฬ่อซึ่งมีเขตแดนอยู่ใกล้กันให้เป็นไมตรีมิให้คิดรบพุ่งฆ่าฟันกันสืบไป ถ้าเจ้าเมืองเจ๋จะทำตามคำเรา เราจึงจะเลิกทัพกลับไป แม้นไม่ฟังว่ากล่าวเราก็จะขับทหารเข้าโจมตีเมืองเจ๋ให้แตกในเพลาวันหนึ่งสองวัน ตันเหงก็คำนับรับคำแล้วลากลับมาค่าย จึงแต่งหนังสือบอกข้อราชการให้ม้าใช้เอาไปให้กังก๋งเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋แจ้งหนังสือดังนั้นก็ตกใจ จึงเขียนหนังสือยอมเป็นไมตรีกับเจ้าเมืองฬ่อ แล้วขอโทษตัวยอมเป็นเมืองขึ้นแก่เจ้าเมืองหงอฉบับหนึ่ง กับสิ่งของเครื่องบรรณาการให้ขุนนางที่ฉลาดพูดจาคุมออกไปให้เจ้าเมืองหงอ ขุนนางผู้นั้นก็คุมเครื่องบรรณาการกับหนังสือออกไปคำนับเจ้าเมืองหงอ เจ้าเมืองหงอแจ้งหนังสือดังนั้นก็มีความยินดี จึงสั่งขุนนางนายทหารทั้งปวงให้ตรวจเตรียมรี้พลพร้อมกันแล้วก็เลิกทัพกลับมาตั้งพักอยู่ที่ตำบลกูซกดังเก่า

ขณะเมื่อหงออ๋องยกกลับมานั้นเป็นวันเพ็ญเดือนหงาย จึงสั่งเจ้าพนักงานให้แต่งโต๊ะมาตั้งไว้ใต้ต้นงอต๋องริมประตูค่าย แล้วก็ชวนนางไซซีออกมานั่งกินโต๊ะ จึงให้หาหญิงรูปงามออกมาดีดกระจับปี่สีซอและขับรำต่างๆ ให้เด็กหนุ่มรูปงามสามสิบคนมาร้องเพลงให้นางไซซีฟังจนเพลาเที่ยงคืน แล้วเด็กหนุ่มสามสิบคนก็ร้องเพลงแปลกประหลาดออกไปว่า ต๋องเหียบลงหงออ๋องเซงบุเสง ในคำเพลงนั้นว่า ต้นงอต๋องนี้ใบเขียวงามมีร่มชิดชอุ่ม ทั้งลมก็พัดเย็นสบายน่านั่งนอนนัก ซึ่งเจ้าเมืองหงอพานางไซซีมากินโต๊ะเสพสุราขับรำเล่นสนุกสนานอยู่ใต้ต้นงอต๋องดังนี้ เราเห็นว่าหามีสติรู้สึกตัวไม่ รากต้นงอต๋องเลื้อยพาดเกี่ยวพันกันเป็นอันมาก แม้นสืบไปเมื่อหน้าเจ้าเมืองจะได้ความทุกข์ร้อนเป็นมั่นคง

หงออ๋องได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงให้ขุนนางเอาตัวเด็กหนุ่มนั้นออกมาถามว่า เพลงดังนี้ตัวรํ่าเรียนมาแต่ผู้ใด หรือใครสั่งสอนให้ว่า เด็กหนุ่มทั้งสามสิบคนก็บอกว่า เมื่อตะกี้มีเด็กผู้หนึ่งมาร้องเพลงดังนี้ขึ้นในกลางวงก่อน ข้าพเจ้าจึงได้รับว่าต่อไป ขุนนางนั้นจึงถามว่าบัดนี้เด็กผู้นั้นไปไหนเล่า เด็กหนุ่มสามสิบคนก็บอกว่าจะไปทิศใดข้าพเจ้าทั้งปวงมิได้เห็น ขุนนางผู้ถามได้ยินดังนั้นจึงเอาความเข้าไปคำนับบอกหงออ๋อง หงออ๋องก็โกรธนักจึงว่าเราเป็นเจ้าเมืองใหญ่ได้คุ้มครองเขตแดนไว้กว้างขวาง เมื่อเรามีสง่าและเกียรติยศยิ่งกว่าหัวเมืองทั้งปวง บรรดาเมืองในเลียดก๊กก็นับถือยำเกรงเป็นอันมาก ซึ่งเด็กสามสิบคนแกล้งร้องเพลงหยาบช้าแล้วไม่รับ กลับว่าผู้อื่นร้องนั้นเห็นว่าเด็กทั้งปวงดูหมิ่นประมาทเรานัก ว่าแล้วก็สั่งทหารให้เอาตัวเด็กหนุ่มทั้งสามสิบคนไปฆ่าเสีย

นางไซซีจึงคำนับขอโทษเด็กทั้งสามสิบคนไว้ได้ ครั้นรุ่งเช้าหงออ๋องก็สั่งนายทหารทั้งปวงไปตรวจตรารี้พลพร้อมกันแล้วเลิกทัพกลับเมืองหงอก็ยังคิดเคืองหงอจูสู่อยู่ จึงออกนั่งที่หน้าเกาเชาไต ขุนนางผู้น้อยผู้ใหญ่ก็เข้ามาคำนับพร้อมหน้ากัน จึงว่ากับหงอจูสู่ว่า เรายกไปตีเมืองเจ๋มีชัยชนะโดยง่าย ซึ่งท่านวิตกว่าทัพเมืองอวดจะยกมาตีเมืองเรานั้นก็ไม่แน่เหมือนถ้อยคำของตัว ตัวจะว่าประการใด

หงอจูสู่ได้ฟังก็คิดแค้นอยู่แต่ในใจจึงตอบว่า ท่านอย่าเพิ่งติเตียนข้าพเจ้าก่อนหาบังควรไม่ และข้อที่ท่านมีชัยชนะศึกเมืองเจ๋นั้นก็มีสง่าและเกียรติยศความยินดีเป็นอันมาก แม้นเมื่อหน้าเกาเจียนเจ้าเมืองอวดจะยกทัพมาทำแก้แค้นท่าน ท่านจะได้ความอัปยศทุกข์ร้อนมากกว่ามีความยินดีที่จะได้เกียรติยศชนะศึกเมืองเจ๋สักร้อยส่วนพันส่วนอีก หงออ๋องก็โกรธจึงตอบว่า ตัวเป็นคนอยู่ในระหว่างโทษ ไม่คิดถึงความที่จะฉิบหาย กลับว่ากล่าวให้เป็นเหตุลางร้ายแก่บ้านเมืองและตัวเราอีกเล่า ตั้งแต่นี้อย่าพูดจาสิ่งใดขึ้นเราไม่ขอฟังต่อไปแล้ว หงออ๋องก้มหน้าหลับตาซบลงกับเก้าอี้ ก็ให้เคลิ้มหลับในทันใดนั้น จึงฝันเห็นว่ามีคนสี่คนลํ่าสันสูงใหญ่เดินเข้ามาจับตัวคนในเมืองได้สี่คน ต่างก็แบกขึ้นบ่าพากันวิ่งไป แล้วเห็นอีกสองคนมีรูปร่างโตดำใส่เสื้อแดงหมวกแดงเดินถือกระบี่มาแต่ทิศใต้คนหนึ่ง ทิศเหนือคนหนึ่ง ครั้นถึงหน้าเกาเชาไตก็เอากระบี่ฟันขุนนางทั้งสองคนที่นั่งอยู่หน้าเกาเชาไตคอขาดตาย แล้วคนทั้งสองรำกระบี่วิ่งเข้ามาจะฟันหงออ๋อง หงออ๋องก็กลัวความตายร้องอื้ออึงด้วยกำลังตกใจ จนตื่นขึ้นจึงถามขุนนางผู้ใหญ่น้อยว่า เมื่อตะกี้ท่านทั้งปวงเห็นสิ่งใดเข้ามาที่นี่บ้าง ขุนนางทั้งปวงต่างคนก็คำนับบอกว่าข้าพเจ้าทั้งปวงหาเห็นสิ่งอันใดวี่แววเข้ามาไม่

หงออ๋องได้ฟังก็คิดอัศจรรย์ใจนัก จึงเล่าความฝันให้ขุนนางทั้งปวงฟังทุกประการ ขุนนางผู้น้อยผู้ใหญ่ต่างก็ตะลึงแลดูหน้ากันไม่รู้ที่จะทำนายประการใด ขณะนั้นหงอจูสู่จึงแข็งใจทำนายฝันว่า ซึ่งท่านเห็นคนมาจับคนในเมืองเราแบกใส่บ่าวิ่งไปก็เป็นเหตุที่จะให้บ้านเมืองเกิดศึกใหญ่ ราษฎรทั้งปวงจะเจ็บป่วยล้มตายได้ความเดือดร้อนเป็นอันมาก เมืองเราก็จะเสียแก่ข้าศึก ข้อซึ่งท่านเห็นว่าคนทั้งสองสูงใหญ่ ใส่เสื้อแดงหมวกแดงถือกระบี่เดินมาฟันขุนนางสองคนคอขาดตายแล้ววิ่งเข้ามาจะฟันท่านนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าลางร้ายให้เร่งระมัดระวังตัวจงหนัก จะมีข้าศึกมาทำอันตรายขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวง แล้วจะทำโทษแก่ท่านจนแทบถึงสิ้นชีวิต

หงออ๋องได้ฟังก็โกรธนัก จึงด่าหงอจูสู่เป็นข้อหยาบช้าแล้วว่า อันสิ่งซึ่งเป็นความฉิบหายทั้งปวงนั้นเราได้ห้ามแล้วตัวหาฟังไม่ ยังขืนเอาเหตุร้ายมาว่ากล่าวอีกเล่า คนชั่วเช่นนี้ชอบแต่เอาตัวไปตัดศีรษะเสียบประจานไว้ที่ประตูเมืองจึงจะควร หงอจูสู่ได้ความอับอายนักก็เสียใจจนนํ้าตาตก เป๊กพีไทใจเห็นได้ทีจึงสรรเสริญหงออ๋องว่า ครั้งนี้ท่านก็ได้เป็นเมืองเอก มีทั้งสง่าและเกียรติยศทั่วไปในหัวเมืองทั้งปวง กับประการหนึ่งท่านก็เป็นแซ่กี๋ร่วมวงศ์พระเจ้าบูอ๋อง บัดนี้เมืองตังจิวก็ร่วงโรย ท่านก็จะได้เป็นเจ้าแผ่นดินสืบกษัตริย์ต่อไป

หงออ๋องได้ฟังดังนั้นก็กำเริบใจหัวเราะ จึงชมเป๊กพีไทใจว่าท่านพูดตามเห็นสุจริตดังนี้ ควรจะเป็นที่เชื่อถือสืบไปได้ แล้วจึงเลื่อนที่เป๊กพีไทใจขึ้นเป็นที่เสียงก๊กผู้สำเร็จราชการ ให้เครื่องยศและสิ่งของทองเงินเป็นอันมากกับที่นาอีกเจ็ดสิบเส้น แล้วให้เจ้าพนักงานยกโต๊ะมาตั้งเรียกเป๊กพีไทใจขึ้นมานั่งกินด้วย หงอจูสู่เห็นดังนั้นก็ยิ่งเสียใจนัก จึงก้มหน้าลงร้องไห้ว่าแต่นี้ไปคนสัตย์ซื่อจะเป็นคนคดจะต้องเอามือปิดปากเสีย คนคดช่างสอพลอจะเป็นคนซื่อตรงได้บำเหน็จความชอบต่างๆ ถึงตัวเราจะตายก็ไม่รักชีวิต สงสารแต่เมืองหงอซึ่งเคยเป็นสุขจะกลับกลายเป็นป่าไป ราษฎรทั้งปวงก็จะพากันฉิบหายเสียเป็นมั่นคง

หงออ๋องได้ยินก็ยิ่งโกรธ ลุกขึ้นกระทบเท้าแล้วตวาดด่าว่า อ้ายสัตว์เดียรฉานชาติชั่วนัก เอ็งทำความผิดมาถึงสองครั้งสามครั้งแล้วกูก็อดออมเอ็นดูว่าเป็นขุนนางผู้ใหญ่ไม่เอาโทษ บัดนี้ยังขืนพูดจาจองหองให้ผู้สัตย์ซื่อต่อแผ่นดินได้ความเจ็บใจอีกเล่า จะเลี้ยงเป็นขุนนางต่อไปที่ไหนได้ เป๊กพีไทใจเห็นหงออ๋องกำลังโกรธเป็นอันมากก็ได้ทีสำทับซ้ำเติมว่า เมื่อครั้งท่านใช้หงอจูสู่ถือหนังสือไปให้เจ้าเมืองเจ๋นั้น หงอจูสู่ก็พาหงอหองผู้บุตรไปไว้กับกังก๋งเจ้าเมืองเจ๋ ข้าพเจ้าเห็นว่าเจ้าเมืองเจ๋จะร่วมคิดกับหงอจูสู่ให้ทำอันตรายแก่ท่านเป็นมั่นคง หงออ๋องแจ้งดังนั้นก็ยิ่งโกรธหงอจูสู่จนตัวสั่น ซ้ำด่าเป็นข้อหยาบคายต่างๆ นานา แล้วชักกระบี่อาญาสิทธิ์โยนลงมาให้หงอจูสู่ แล้วว่าโทษตัวครั้งนี้ถึงสิ้นชีวิต

หงอจูสู่ก็ไม่ย่อท้อต่อความตาย จึงแหงนหน้าดูอากาศแล้วทอดใจใหญ่ว่า ตัวเราจะตายไปวันนี้ก็ไม่อาลัยแก่ชีวิต แต่คิดน้อยใจด้วยเสียแรงได้ทำนุบำรุงท่านมาแต่ครั้งบิดาท่านตาย ขุนนางน้อยใหญ่ทั้งปวงเขาไม่เต็มใจให้ท่านเป็นเจ้าเมือง เราผู้เดียวช่วยว่ากล่าวแก้ไขคัดง้างให้ได้เป็นไทจู จนได้เป็นเจ้าบ้านผ่านเมืองมีสง่าและเกียรติยศมาตราบเท่าทุกวันนี้ ท่านก็หาคิดถึงคุณกับความชอบของเราที่ทำไว้แต่ก่อนไม่ บัดนี้ท่านเชื่อคำคนยุยงแล้วจะฆ่าเราผู้ซื่อตรงต่อแผ่นดินเสียก็จะสู้กอดความสัจตายไปเมืองฟ้า ท่านอยู่ภายหลังจะต้องลำบากเดือดร้อนเพราะเกาเจียนเจ้าเมืองอวดยกทัพมาทำแก้แค้นเป็นมั่นคง ว่าแล้วหงอจูสู่ก็สั่งคนสนิทที่ตามไปว่า ถ้าเราสิ้นบุญแล้วเจ้าจงควักเอาลูกตาของเราทั้งสองข้างไปติดไว้ที่บานประตูเมืองฝ่ายตะวันออก เราจะขอดูกองทัพเมืองอวดให้จงได้ ครั้นสั่งเสร็จแล้วก็เอากระบี่เชือดคอตาย หงออ๋องเห็นดังนั้นจึงสั่งให้นายทหารตัดเอาศีรษะหงอจูสู่ไปทิ้งเสียนอกเมือง

ฝ่ายคนสนิทซึ่งหงอจูสู่สั่งความไว้ เห็นนายของตัวตายแล้วก็คิดอาลัยนัก จึงตามออกไปควักเอาลูกตาทั้งสองข้างไปติดไว้กับบานประตูเมืองทิศตะวันออก ฝ่ายเกาเจียนเจ้าเมืองอวดแจ้งความว่าเจ้าเมืองหงอฆ่าหงอจูสู่เสียแล้วก็มีความยินดีนัก จึงให้ขุนนางนายทหารทั้งปวงตระเตรียมทแกล้วทหารและเครื่องศัสตราวุธไว้เป็นอันมาก หมายจะยกไปแก้แค้นเจ้าเมืองหงอให้จงได้

ฝ่ายหงออ๋องครั้นหงอจูสู่ตายแล้วก็ยิ่งกำเริบใจ คิดจะตกแต่งบ้านเมืองให้สนุกสนานต่างๆ จึงสั่งเป๊กพีไทใจเกณฑ์ไพร่พลเมืองทั้งปวงมารื้อกำแพงเมืองเก่า แล้วให้ก่อกำแพงใหม่ขยายเมืองออกไปอีก แล้วให้ขุดคลองใหญ่ริมกำแพงเมืองทิศตะวันออกยาวไปถึงเมืองฮกเกี้ยน ข้างทิศตะวันตกยาวไปถึงเมืองอุนไทจิ๋ว ฝ่ายทิศเหนือให้ตลอดไปถึงเซี่ยงไฮ้ ทิศใต้ยาวตลอดไปถึงเมืองเจ๊กกั๋ง ให้สำเภาแล่นไปมาได้โดยง่าย แล้วให้ก่อถนนใหญ่กว้างเส้นหนึ่ง ยาวตลอดไปถึงเมืองเจ๋ เมืองฌ้อ บรรดาราษฎรทั้งปวงต้องทำการตรากตรำไม่ได้ทำมาหากิน ต่างก็มีความเดือดร้อนเป็นอันมาก ไทจูอิวตี๋ผู้เป็นบุตรเห็นไพร่บ้านพลเมืองได้ความยากแค้นระส่ำระสายดังนั้นก็นึกสงสารนัก ครั้นจะทัดทานบิดาก็เกรงจะขัดเคือง มิรู้ที่จะทำประการใด วันหนึ่งไทจูอิวตี๋เห็นบิดาลงมานั่งเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ ไทจูอิวตี๋ได้ทีจึงเพทุบายทำให้เสื้อกางเกงที่ใส่นั้นเปียกน้ำ แล้วถือเกาทัณฑ์วิ่งไปตามถนนในสวน หงออ๋องเห็นก็เรียกไทจูอิวตี๋เข้ามาถามว่า เจ้าวิ่งไล่สิ่งอันใดจนกางเกงเสื้อที่ใส่เปียกนํ้าสิ้น ไทจูอิวตี๋จึงคำนับบอกว่า ข้าพเจ้าเห็นจักจั่นตัวหนึ่งจับร้องอยู่ที่กิ่งไม้เสียงเพราะนัก ครั้นข้าพเจ้าปีนต้นไม้จะจับจักจั่นตัวนั้น พอมีนกตัวหนึ่งบินมาจิกกินจักจั่นเสีย ข้าพเจ้าคิดแค้นจึงวิ่งกลับมาเอาเกาทัณฑ์ไปจะยิงนกนั้นให้ตาย ก็ตกบ่อลงเพราะข้าพเจ้ากำลังโกรธ คิดแต่จะเล่นสนุกสิ่งเดียวหาได้แลดูหลุมและบ่อซึ่งมีอยู่ข้างหน้าไม่

หงออ๋องได้ฟังดังนั้นจึงว่า เจ้าเป็นคนเขลาปัญญา คิดเข้าใจแต่จะเล่นสนุกสบายอย่างเดียว หาพิเคราะห์ว่าเหตุการณ์จะมีข้างหน้าไม่ ไทจูอิวตี๋ได้ยินบิดาติเตียนก็หัวเราะแล้วตอบว่า ซึ่งบิดาว่าข้าพเจ้าเป็นคนโฉดเขลาหาความคิดมิได้นั้นไม่เห็นสม ด้วยถ้าจะว่าโดยจริงข้าพเจ้าคิดว่าบิดาโฉดเขลายิ่งกว่าข้าพเจ้าเสียอีก หงออ๋องได้ฟังจึงว่า เราเป็นถึงเจ้าเมืองใหญ่ ประกอบทั้งสติปัญญาและเกียรติยศมากยิ่งกว่าเจ้าเมืองทั้งปวงในเลียดก๊ก ทำไมเจ้าจึงว่าเราเป็นคนโฉดเขลาเหมือนตัวอีกเล่า ไทจูอิวตี๋จึงตอบว่า ข้าพเจ้าพูดดังนี้เพราะเห็นว่าบิดาหลงในการเล่นสนุกสบาย หาพิจารณาว่าภัยข้างหน้าจะมาถึงตัวไม่ ให้อาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงได้ความเดือดร้อน บัดนี้ข้าพเจ้าได้ยินข่าวว่าเกาเจียนเจ้าเมืองอวดจัดแจงกองทัพจะยกมาทำแก่เมืองเรา ข้าพเจ้ามีความวิตกเป็นอันมาก จึงมาเตือนสติบิดาให้ตระเตรียมทแกล้วทหารไว้คอยรับทัพเมืองอวดจงดี แม้นบิดาไม่จัดทหารไว้ให้พรักพร้อมและจะละเลยเสียหลงด้วยการเล่นอยู่ดังนี้ เมืองเราก็จะเสียแก่ข้าศึกเป็นมั่นคง

หงออ๋องได้ยินไทจูอิวตี๋ว่ากล่าวดังนั้นก็โกรธยิ่งนัก จึงพูดเสียงดังว่า หงอจูสู่ผู้อกตัญญูคิดทรยศต่อเราก็ตายไปเสียแล้ว บัดนี้เอ็งจะแทนหงอจูสู่อีกหรือ อันเจ้าเมืองอวดนั้นสัตย์ซื่อสามิภักดิ์ต่อเราโดยสุจริต และข้อที่จะทรยศยกทัพมาทำอันตรายแก่เรานั้นไม่เห็นจริงด้วย ไทจูอิวตี๋ได้ยินบิดาว่าดังนั้นก็ก้มหน้าคำนับลาออกมาที่อยู่ ตั้งแต่นั้นมาหงออ๋องก็คิดการกำเริบใจ จะให้หัวเมืองฝ่ายทิศเหนือทำสัจสาบานให้ซื่อตรงอยู่ในอำนาจของตัวให้สิ้น จึงสั่งขุนนางผู้ใหญ่ให้เกณฑ์กองทัพเป็นอันมาก แล้วให้ไทจูอิวตี๋ผู้บุตรกับอองจือตี้กองซุนทีหยงผู้หลานอยู่รักษาเมือง ครั้นวันฤกษ์ดีหงออ๋องก็ยกทัพออกจากเมืองหงอไปตามระยะทาง ถึงตำบลอุยตี๋แดนเมืองโอย แล้วให้ตั้งพักรี้พลอยู่ที่ตำบลอุยตี๋ จึงแต่งหนังสือเป็นหลายฉบับให้ขุนนางถือแยกทางกันไปบอกบรรดาหัวเมืองฝ่ายทิศเหนือให้มาประชุมทำสัจสาบานกันที่ตำบลอุยตี๋

ฝ่ายเกาเจียนเจ้าเมืองอวดเมื่อตระเตรียมกองทัพแล้วก็ให้คนไปคอยสอดแนมดูเจ้าเมืองหงอมิได้ขาด ครั้นแจ้งความว่าเจ้าเมืองหงอยกทัพไปจากเมืองก็ยิ่งยินดีนัก จึงให้ฮวมเล้จัดเรือเป็นอันมาก ให้ทิวบูฮือคุมทหารเป็นทัพหน้ายกล่วงไปเมืองหงอก่อน ทิวบูฮือก็คำนับลาออกมาเตรียมตัวพร้อมแล้ว ลงเรือรบยกล่วงไปถึงแดนเมืองหงอ ให้ทหารขึ้นตั้งค่ายคอยท่าทัพเจ้าเมืองอวดอยู่

ฝ่ายกองซุนทีหยงกับอองจือตี้ซึ่งอยู่รักษาเมืองหงอรู้ว่าทัพเมืองอวดยกมา จึงจัดทหารเข้าขบวนทัพแล้วยกออกไปถึงหน้าค่ายเมืองอวด ให้ทหารร้องท้าทายเข้าไปชวนทหารเมืองอวดออกมารบ ทิวบูฮือแม่ทัพได้ยินดังนั้นก็แต่งตัวใส่เกราะถือทวนขึ้นม้ายกทหารออกรบกับกองซุนทีหยงได้สิบเพลง กองซุนทีหยงเอากระบองตีถูกเท้าม้าที่ทิวบูฮือขี่เซไป อองจือตี้เห็นทิวบูฮือเสียทีก็ขับม้ารำง้าวเข้าช่วยกองซุนทีหยงรบจับตัวทิวบูฮือได้ ทหารทิวบูฮือต่างก็แตกหนีเข้าค่ายสิ้น กองซุนทีหยงกับอองจือตี้มีชัยชนะทหารเมืองอวดแล้วก็ดีใจ จึงให้ตีม้าล่อเลิกทัพกลับเข้าเมือง สั่งเอาตัวทิวบูฮือไปจำขังไว้

ฝ่ายเกาเจียนเจ้าเมืองอวด เมื่อทิวบูฮือยกล่วงไปหลายวันแล้ว จึงให้ฮวมเล้กับบุนจงตรวจเตรียมทหารสรรพด้วยเครื่องศัสตราวุธทั้งปวง ครั้นได้ฤกษ์ก็เร่งยกทัพเรือรีบไปถึงแดนเมืองหงอ พอทหารในค่ายทิวบูฮือออกมาคำนับบอกว่าทิวบูฮือนั้นทหารเมืองหงอจับเอาตัวไปได้แล้ว เกาเจียนแจ้งความดังนั้นก็โกรธ จึงสั่งให้นายทัพนายกองเกณฑ์ทหารขึ้นตั้งค่ายมั่นลงริมแม่นํ้าไทฮู ฝ่ายไทจูอิวตี๋รู้ว่าเกาเจียนเจ้าเมืองอวดยกทัพใหญ่มาตั้งค่ายลงแล้ว จึงปรึกษากับอองจือตี้กองซุนทีหยงว่า บิดาเรายกทแกล้วทหารที่มีฝีมือเข้มแข็งเคยชำนาญศึกไปเป็นอันมาก บัดนี้เราดูทหารที่กล้าแข็งอยู่ในเมืองก็เบาบาง ถ้าจะจัดรี้พลออกไปสู้รบกับข้าศึกก็เห็นจะเสียท่วงที เราคิดจะปิดประตูเมืองไว้ทั้งสี่ด้าน แล้วจะให้ทหารขึ้นประจำอยู่รักษาหน้าที่เชิงเทินไว้อย่าให้ข้าศึกทำลายเข้ามาได้ ท่านทั้งสองจะเห็นประการใด อองจือตี้กับกองซุนทีหยงนั้นกำเริบใจด้วยเคยมีชัยชนะทหารเมืองอวด ครั้นได้ฟังไทจูอิวตี๋ปรึกษาต่างคนก็สั่นศีรษะแล้วตอบว่า ซึ่งเราจะรักษาบ้านเมืองมั่นไว้มิออกตีข้าศึกนั้น หาต้องด้วยอย่างธรรมเนียมเมืองใหญ่ไม่ ประการหนึ่งทหารเมืองอวดจะดูหมิ่นประมาทว่าเราเกรงฝีมือและความคิดก็จะกำเริบใจต่างๆ ว่าทหารในเมืองเราย่อท้อต่อการศึก อันเจ้าเมืองอวดยกทัพมาครั้งนี้ ทแกล้วทหารทั้งปวงยังกำลังอิดโรยระส่ำระสายอยู่ อนึ่งรี้พลเมืองอวดก็เคยขยาดฝีมือทหารเมืองเราหลายครั้งแล้ว ถ้าเรายกทหารออกไปโจมตีกองทัพเมืองอวดในเวลาวันนี้พรุ่งนี้ก็เห็นจะมีชัยชนะเป็นมั่นคง ไทจูอิวตี๋ได้ยินดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงให้อองจือตี้อยู่ป้องกันรักษาเมือง ให้กองซุนทีหยงจัดทหารเข้าขบวนเป็นทัพหน้า ไทจูอิวตี๋ก็แต่งตัวใส่เสื้อหมวกสำหรับยศ แล้วถือกระบี่ขึ้นขี่ม้าเป็นทัพหลวงยกพลออกไปถึงหน้าค่ายเจ้าเมืองอวด

ฝ่ายเกาเจียนเจ้าเมืองอวดขึ้นดูอยู่บนเชิงเทินแลเห็นทัพเมืองหงอยกออกมา ก็ไล่ทหารออกไปรบเป็นสามารถ แล้วจัดให้ฮวมเล้คุมทหารห้าพันเป็นปีกขวา เสียบหยงคุมทหารเป็นปีกซ้าย ยกออกทางหลังค่ายตีโอบหลังล้อมทัพเมืองหงอเข้าไว้ ไทจูอิวตี๋กองซุนทีหยงเข้าอยู่ในที่ล้อมเห็นเหลือกำลังก็รบฟันฝ่าออกไป เสียบหยงก็เข้ารบด้วยกองซุนทีหยง กองซุนทีหยงเสียที เสียบหยงเอากระบี่ฟันถูกกองซุนทีหยงคอขาดตาย ไทจูอิวตี๋เห็นดังนั้นก็เสียใจแล้วตัวก็ถูกเกาทัณฑ์หลายดอกเจ็บปวดเป็นอันมากเห็นจะไม่รอดชีวิต คิดกลัวเขาจะจับได้ก็เอากระบี่เชือดคอตายเสีย พวกทหารเมืองอวดก็ไล่ฆ่าฟันทหารเมืองหงอล้มตายเป็นมาก อองซุนตี้รู้ว่าพวกตัวเสียทีล้มตายแตกยับเยิน ก็ให้ปิดประตูเมืองลงเขื่อนขัณฑ์มั่นคง จึงจัดแจงทหารและชาวเมืองขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้ แล้วเขียนหนังสือส่งให้ม้าใช้รีบถือไปตามหงออ๋องให้มาโดยเร็ว เกาเจียนครั้นได้ทีมีชัยจึงยกไปตั้งประชิดเชิงกำแพงเมืองหงอไว้ แล้วให้ฮวมเล้คุมทหารไปเผาโกโซไตที่หงออ๋องทำไว้นอกเมืองนั้นเสีย

ฝ่ายหงออ๋องเจ้าเมืองหงอยกมาตั้งอยู่ที่ตำบลอุยตี๋ ใช้ให้คนไปเชิญเจ้าเมืองจิ้นเจ้าเมืองฬ่อเจ้าเมืองโอย ครั้นมาถึงพร้อมกันแล้วหงออ๋องจึงสั่งกองซุนลูว่า ท่านจงไปถามเตียวเอียงขุนนางผู้ใหญ่เมืองจิ้นว่า บัดนี้สี่เมืองก็มาพร้อมแล้ว ซึ่งจะทำไมตรีนั้นจัดแจงให้ผู้ใดเป็นใหญ่เล่า กองซุนลูก็คำนับลามายังค่ายเมืองจิ้น บอกความแก่เตียวเอียงตามหงออ๋องสั่งทุกประการ

เตียวเอียงได้ฟังดังนั้นก็รู้ว่าหงออ๋องอยากเป็นใหญ่จึงแกล้งตอบว่า เดิมเมืองจิ้นเป็นเมืองเอก บัดนี้ก็ต้องให้เป็นใหญ่เหมือนแต่ก่อน กองซุนลูจึงว่า อันเจ้าเมืองจิ้นนี้ก็เป็นลูกหลานซกหงอซึ่งเป็นน้องพระเจ้าบูอ๋อง อันเจ้าเมืองหงอนี้เป็นว่านเครือในไทเป๊กอันเป็นลุงพระเจ้าบูอ๋อง เราเห็นว่าจะต้องให้เมืองหงอเป็นใหญ่ เหตุใดท่านจึงจะให้เมืองจิ้นเป็นเอกเล่า เตียวเอียงก็พูดจาเกี่ยงแย่งไม่ยอม แต่ปรึกษากันอยู่หลายเวลาหาตกลงกันไม่ พอม้าใช้เอาหนังสือมาให้หงออ๋อง หงออ๋องฉีกผนึกออกอ่านดูใจความว่า เจ้าเมืองอวดยกมาตีเมืองหงอฆ่าไทจูอิวตี๋กับกองซุนทีหยงตาย ข้าพเจ้าอองจือตี้รักษาเมืองไว้เห็นจะเหลือกำลังนัก ขอให้ท่านยกกองทัพกลับมาโดยเร็ว หงออ๋องแจ้งหนังสือดังนั้นก็ตกใจนัก ทิ้งหนังสือนิ่งตะลึงแลดูตาเป๊กพีมิได้ว่าประการใด เป๊กพีหยิบหนังสือมาอ่านก็รู้ความแล้วคิดโกรธม้าใช้ว่าเอาความมาแจ้งกับหงออ๋อง จึงชักกระบี่ฟันม้าใช้ขาดใจตาย

หงออ๋องจะห้ามมิทันจึงถามว่า เหตุใดท่านจึงฆ่าผู้ถือหนังสือเสียฉะนี้เล่า เป๊กพีจึงแก้ตัวว่า ข้าพเจ้าพิเคราะห์เห็นว่าความนี้จะอื้ออึงรู้ไปถึงสามหัวเมืองก็จะพลอยยกติดตามตีเป็นทัพกระหนาบเราก็จะเหลือกำลัง จึงได้ฆ่าผู้ถือหนังสือเสียหวังจะมิให้ความแพร่งพรายไป หงออ๋องก็พลอยเห็นจริงด้วย จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่าเกลือกเราปิดความนี้ไว้มิมิดจะยกกลับไป ถ้ารู้ไปถึงสามหัวเมืองก็จะเกิดวุ่นวายกันขึ้น บัดนี้ก็ยังแต่เมืองจิ้นเมืองเดียวยังหายอมให้เราเป็นใหญ่ไม่ จำจะต้องอ้างเอานามพระเจ้าจิวเค่งอ๋องเข้าข่มขี่เจ้าเมืองจิ้นให้ยอมในเวลานี้จงได้ แล้วจึงรีบยกไปเมืองหงอ ขุนนางทั้งปวงก็เห็นพร้อมกัน

หงออ๋องจึงใช้ทหารไปร้องที่หน้าค่ายเจ้าเมืองจิ้นว่า บัดนี้เมืองหงอใช้ขุนนางไปเฝ้าพระเจ้าจิวเค่งอ๋อง พระเจ้าจิวเค่งอ๋องตั้งให้เป็นใหญ่แล้ว ถ้าเจ้าเมืองจิ้นมิยอมก็คงจะได้ผิดใจกัน ทหารก็ไปร้องตามคำสั่ง เจ้าเมืองจิ้นอยู่ในค่ายได้ยินดังนั้นจึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่าความทั้งนี้ก็เห็นจะไม่จริง แต่ว่าถ้าแม้นเราไม่ยอมหงออ๋องก็จะยกมาทำอันตรายแก่เรา ทหารเราน้อยนักเห็นจะสู้ไม่ได้จะต้องยอมด้วย แล้วจิ้นเกงก๋งจึงใช้ให้ตงหัดไปบอกกับหงออ๋องว่า ท่านตั้งตัวเป็นอ๋องเสมอพระเจ้าเมืองหลวงแล้ว เหตุใดจึงว่าถือรับสั่งมาเล่า แม้นท่านอยากเป็นใหญ่ก็ให้ท่านลดชื่อเป็นแต่ก๋งเราจึงจะยอมตามถ้อยคำท่าน ตงหัดก็รีบมาบอกกับหงออ๋องทุกประการ

หงออ๋องก็ว่าจะยอมตามคำเจ้าเมืองจิ้น แล้วสั่งตงหัดว่าท่านจงกลับไปบอกจิ้นเกงก๋งให้มาพร้อมกันยังที่สาบานในวันพรุ่งนี้ ตงหัดก็ลามาแจ้งความกับเจ้าเมืองจิ้นตามคำหงออ๋องสั่ง ครั้นเวลารุ่งขึ้นก็มาพร้อมกันทั้งสี่เมือง กระทำสัจสาบานกันแล้วตั้งเจ้าเมืองหงอเป็นที่หนึ่งเจ้า เมืองจิ้นเป็นที่สอง เจ้าเมืองฬ่อเป็นที่สาม เจ้าเมืองโอยเป็นที่สี่ เสร็จแล้วต่างคนก็ยกทัพกลับไปเมือง

หงออ๋องรีบมาทั้งกลางวันกลางคืนมิได้หยุดพัก ครั้นใกล้จะถึงเมืองแลเห็นค่ายทัพเมืองอวดตั้งประชิดกำแพงเมืองอยู่ จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า บัดนี้พวกเมืองอวดก็ยังไม่รู้ว่าเรายกกลับมาเห็นจะไม่ระวังระไว ถ้าเราให้ทหารตีเข้าไปเห็นจะได้ชัยชนะเป็นมั่นคง ขุนนางก็เห็นด้วยหงออ๋อง หงออ๋องจึงให้จัดทหารเข้าเป็นขบวนศึกแล้วตีกลองและม้าล่อไล่ทหารบุกเข้าตีค่ายเมืองอวด พวกทหารเมืองอวดคอยระวังตัวอยู่มิได้ประมาทก็สู้รบป้องกันไว้เป็นสามารถ

หงออ๋องเห็นเหลือกำลังจะหักเอาค่ายเมืองอวดมิได้ก็เลิกทัพมาตั้งมั่นอยู่ แล้วคิดถึงคำหงอจูสู่ขึ้นมาได้ก็ถอนใจใหญ่ออกปากว่า เราไม่ควรฆ่าผู้ซื่อสัตย์เสียเลย เพราะเป๊กพีทีเดียวจึงเรียกเป๊กพีเข้ามาแล้วว่า เดิมเราจะฆ่าเกาเจียนเจ้าเมืองอวดเสีย ท่านขอชีวิตไว้ว่าเป็นคนสัตย์ซื่อสุจริตคงไม่คิดประทุษร้ายให้ปล่อยกลับไปเมืองเถิด บัดนี้เจ้าเมืองอวดกลับมาทำร้ายเราหาเหมือนถ้อยคำของท่านว่าไม่ ท่านจงไปว่ากล่าวให้เจ้าเมืองอวดยกทัพกลับไป อย่าได้มารบพุ่งเมืองหงออีกเลย แม้นท่านไปว่าเกาเจียน เกาเจียนไม่ยอมขืนตั้งทัพอยู่หาเลิกไปไม่ กระบี่จิมลูที่เราทิ้งให้หงอจูสู่ยังอยู่ที่มือเรา เราจะให้ท่านบ้าง

เป๊กพีได้ฟังดังนั้นก็สะดุ้งตกใจกลัวหงออ๋องจะฆ่าเสีย ก็คำนับลามาค่ายเมืองอวดเข้าไปหาเกาเจียน ซบหน้าลงร้องไห้แล้วแจ้งความว่า เดิมทีข้าพเจ้าคิดว่าฮวมเล้นี้เป็นคนสุจริตจึงได้ช่วยแก้ไขให้รอดชีวิตไปได้ บัดนี้ท่านยกมาตีเมืองหงอไม่คิดถึงคุณหงออ๋อง หงออ๋องจะฆ่าข้าพเจ้าเสีย ข้าพเจ้าแค้นใจตัวเองว่าไม่มีสติปัญญา จึงเซซังออกมาหาท่านหวังจะให้เลิกทัพกลับไป ถ้าแม้นท่านขืนจะตีเมืองหงอ ข้าพเจ้าจะขอตายต่อหน้าท่าน ไม่กลับไปให้หงออ๋องประหารชีวิตแล้ว อวดอ๋องได้ฟังดังนั้นก็นิ่งตรึกตรองอยู่ ฮวมเล้จึงว่ากับเจ้าเมืองอวดว่า เป๊กพีได้มีคุณไว้เป็นอันมาก ได้อ้อนวอนแล้วขอท่านจงยกไปก่อนเถิด ถึงนานไปหงออ๋องจะคิดทำร้ายเรา เราก็หากลัวฝีมือไม่ เกาเจียนก็เห็นชอบด้วยจึงว่ากับเป๊กพีว่า เราจะสนองคุณท่านสักครั้งหนึ่ง ก็ให้ตรวจเตรียมทหารพร้อมแล้วก็เลิกทัพกลับไปเมืองอวด เป๊กพีก็มาแจ้งความกับหงออ๋อง หงออ๋องยินดีนักก็ยกทัพเข้าไปอยู่ในเมืองหงออย่างเดิม

ฝ่ายตันเหงเป็นที่อิวเสียงอยู่ในเมืองเจ๋ คิดกำเริบใจอยากจะตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ แต่ยังกีดอยู่ด้วยขำจี๋ซึ่งเป็นไจเสียงนั้น จึงคิดว่าจำจะฆ่าขำจี๋เสียก่อน บ้านเมืองก็จะสิทธิ์ขาดอยู่กับเราผู้เดียว แล้วเรียกตันเง็กหนึ่ง ตันป้าหนึ่ง ซึ่งเป็นคนสนิทเข้ามาสั่งว่า ท่านจงคุมทหารลอบไปจับตัวขำจี๋ฆ่าเสียให้จงได้ ตันเง็กตันป้าก็คำนับรับคำ ครั้นคํ่าลงเวลาสองยามก็จัดแจงทหารประมาณพันเศษลอบล้อมบ้านขำจี๋เข้าไว้ บ่าวไพร่ขำจี๋ที่นอนอยู่ในบ้านไม่ทันรู้ตัวก็แตกตื่นวุ่นวายสำคัญคิดว่าโจรผู้ร้ายมาปล้นบ้าน ขำจี๋นอนหลับอยู่ในห้องตื่นขึ้นได้ยินเสียงอื้ออึงตกใจนัก ก็เดินออกมายืนอยู่กลางบ้านร้องห้ามบ่าวไพร่ทั้งปวงให้สงบลง ตันเง็กตันป้าได้ยินเสียงขำจี๋จำได้ ก็ฟันประตูพังเข้าไปไล่จับตัวขำจี๋ได้ก็ฆ่าเสีย แล้วกลับมาแจ้งความกับตันเหงทุกประการ

ขณะนั้นคนสนิทของเจ๋กังก๋งรู้ความจึงรีบเข้าไปบอกให้หญิงข้างในปลุกเจ๋กังก๋งออกมาแล้วแจ้งความว่า บัดนี้ตันเหงฆ่าขำจี๋เสียคงจะมาฆ่าท่านด้วย ท่านจงคิดหนีไปให้พันภัยก่อนเถิด เจ๋กังก๋งตกใจตัวสั่นตะลึงไปมิทันที่จะตรึกตรอง ก็ให้จัดแจงเกวียนเสร็จแล้วเก็บของได้บ้างพอเป็นเสบียงกับคนสนิทประมาณสิบคนขึ้นเกวียนลอบหนีไป ฝ่ายตันเหงครั้นแจ้งว่าเจ้าเมืองเจ๋หนีไปก็โกรธนัก พาทหารมาทันก็ฟันเจ๋กังก๋งขาดใจตาย แล้วกลับมาจับพวกพ้องแซ่เดียวกับขำจี๋ฆ่าเสียสิ้น จึงตั้งเกียงเหงาน้องเจ๋กังก๋งขึ้นเป็นเจ้าเมืองชื่อเจ๋เปงก๋ง เจ๋เปงก๋งจึงตั้งให้ตันเหงเป็นที่ต๊กเสียงสำเร็จราชการบ้านเมืองแต่ผู้เดียว

ฝ่ายของจูอยู่ในเมืองฬ่อได้ยินกิตติศัพท์ว่าในเมืองเจ๋เกิดวุ่นวายขึ้น ตันเหงขุนนางคิดขบถฆ่าเจ๋กังก๋งเสียหาถูกด้วยอย่างธรรมเนียมไม่ จึงคิดว่าจำไปขอกองทัพฬ่ออายก๋งไประงับพวกขบถเมืองเจ๋เสียให้ราบคาบจึงจะสมควร แล้วอาบนํ้าชำระตัวให้บริสุทธิ์ รักษาศีลตามเพศจีน มิได้กินสดคาวครบสามวันก็เข้าไปหาฬ่ออายก๋งแจ้งความว่าตันเหงขุนนางในเมืองเจ๋ฆ่าเจ๋กังก๋งเจ้าเมืองเสีย ขอท่านจงจัดกองทัพไปจับตันเหงฆ่าเสียให้จงได้ หัวเมืองทั้งปวงรู้ก็จะสรรเสริญท่าน ฬ่ออายก๋งได้ฟังดังนั้นจึงว่า ท่านมาขอกองทัพเรานี้เราจะต้องปรึกษาเม่งซุนซกซุนกุยซุนเสียก่อน เวลานี้เขายังไม่เข้ามา ท่านจงไปหาเขาเองเถิด ถ้าเขาเห็นด้วยแล้วเราก็จะยอมให้ท่าน ของจูจึงว่า ข้าพเจ้าแจ้งอยู่ว่าราชการบ้านเมืองก็ย่อมสิทธิ์ขาดอยู่กับเจ้าเมืองผู้เดียว ซึ่งจะมีถึงสองนั้นหาต้องด้วยอย่างธรรมเนียมไม่ ขอท่านจงตรึกตรองดูก่อนเถิด ฬ่ออายก๋งก็นิ่งเสียมิได้ตอบประการใด ของจูเห็นดังนั้นก็รู้ว่าฬ่ออายก๋งไม่ทำตามถ้อยคำก็เสียใจรีบกลับมาบ้าน จึงคิดว่าจะอยู่ในเมืองฬ่อนี้เห็นจะไม่สบายก็พาศิษย์มาอยู่ในแดนเมืองโอย

ฝ่ายตันเหงตั้งแต่ฆ่าเจ๋กังก๋งเสียแล้วก็รู้ว่าตัวทำผิดเป็นอันมาก จึงคิดว่าถ้าหัวเมืองทั้งปวงรู้ไปก็จะยกมาทำอันตรายเป็นมั่นคง จำจะต้องไปทำไมตรีไว้จึงเอาหัวเมืองของฬ่ออายก๋งและโอยซุดก๋งซึ่งตีได้ก่อนนั้นกลับไปคืนให้เสียตามเดิม แล้วให้ขุนนางที่มีสติปัญญาไปพูดจาเกลี้ยกล่อมจิ้นเกงก๋งให้มาเป็นไมตรีอย่าได้คิดรบพุ่งกันสืบไปเลย จึงจัดสิ่งของเงินทองเป็นอันมากให้หงออ๋องเจ้าเมืองหงอ เกาเจียนเจ้าเมืองอวดชอบพอกันด้วย แต่นั้นมาเมืองเจ๋มิได้มีศึกมาติดเมือง ตันเหงยังคิดกลัวคนในเมืองจะคิดทำร้าย จึงจัดเงินทองและข้าวปลาอาหารแจกจ่ายชาวเมือง แม้นใครขัดสนสิ่งใดก็ให้สมความคิด ราษฎรก็รักใคร่ตันเหงเป็นอันมาก ตันเหงก็กำเริบใจขึ้นกว่าแต่ก่อน คิดแบ่งบ้านส่วยซึ่งขึ้นกับเมืองเจ๋ออกเป็นสองส่วน ให้เจ๋เปงก๋งครึ่งหนึ่ง เอามาเป็นสิทธิ์ของตัวครึ่งหนึ่ง เจ๋เปงก๋งกลัวก็มิอาจว่ากล่าวประการใด ตันเหงจึงให้จับพวกพ้องแซ่เดียวกับเปาซกแหย วันเอ๋ง เกาแฮ ก๊กสี สี่แซ่นี้มาฆ่าเสียจนสิ้น แล้วให้จัดหาหญิงรูปงามสูงประมาณห้าศอกได้ร้อยคนมาเป็นภรรยา ก็มิได้ห้ามหวงว่ากล่าวประการใดด้วยอยากจะได้บุตรให้มาก แซ่นั้นจะได้กว้างขวางออกไป ขุนนางและราษฎรรู้ดังนั้นก็ยินดีไปเกี้ยวพานพูดจาร่วมสังวาสด้วยหญิงพวกนั้นเนืองๆ จนหญิงเหล่านั้นเกิดบุตรชายนับได้ถึงเจ็ดสิบคน ตันเหงยินดีนักพลอยว่าเป็นบุตรของตัวสิ้น

ฝ่ายกวยกุยซึ่งเป็นบุตรโอยเลงก๋ง โอยเลงก๋งขับเสียจากเมืองไปอยู่เมืองเซกที่ขึ้นกับเมืองโอยนั้น ครั้นรู้ว่าโอยเลงก๋งตาย ก๋งจูเตียดบุตรของตัวได้เป็นเจ้าเมืองชื่อโอยซุดก๋ง ก็ยินดีจัดแจงทแกล้วทหารยกกลับมาหมายจะได้เป็นเจ้าเมือง ขณะนั้นโอยซุดก๋งแจ้งว่าบิดามาจึงให้ปิดประตูเมืองเสีย เกาซาซึ่งเป็นที่ไตหูจึงห้ามว่า ซึ่งท่านให้ปิดประตูเสียมิให้กวยกุยเข้ามานั้นข้าพเจ้าเห็นไม่สมควร ราษฎรทั้งปวงจะนินทาว่าแต่บิดาของท่าน ท่านยังหารักไม่ ที่ไหนจะรักคนทั้งปวงเล่า โอยซุดก๋งได้ฟังดังนั้นมิได้เชื่อถ้อยคำก็นิ่งเสีย กวยกุยครั้นมาถึงเห็นประตูปิดอยู่ก็รู้ว่าบุตรมิให้เข้าไป มีใจโกรธเป็นอันมาก แต่ทหารน้อยนักจะหักเอาเมืองมิได้ก็พาทหารยกกลับมา

ฝ่ายนางขงกีซึ่งเป็นพี่สาวกวยกุยนั้น เดิมเป็นเมียขงอี้ขุนนางในเมืองโอย เกิดบุตรคนหนึ่งชื่อขงลี้ ครั้นขงอี้ตายแล้วขงลี้ได้เป็นที่ไตหูแทนบิดา แต่นางขงกีไปลอบรักใคร่กับฮุยเลียงฮู ซึ่งเป็นคนสนิทของขงอี้อยู่เนืองๆ ขณะเมื่อกวยกุยกลับมาถึงเมือง โอยซุดก๋งปิดประตูเสียมิให้เข้ามานั้น นางขงกีรู้สึกน้อยใจโอยซุดก๋งนัก จึงให้ฮุยเลียงฮูไปหากวยกุยยังเมืองเซก ฮุยเลียงฮูก็รีบไปหากวยกุย กวยกุยครั้นเห็นฮุยเลียงฮูยินดีนัก จูงมือไปนั่งที่สมควรแล้วถามว่าท่านมานี้ด้วยเหตุอันใด ฮุยเลียงฮูจึงตอบว่า นางขงกีพี่สาวท่านใช้ให้ข้าพเจ้ามาถามท่านว่า เหตุใดจึงไม่คิดอ่านเข้าไปในเมืองให้จงได้ ท่านกลับมาเสียนี้จะคิดอ่านประการใดหรือ กวยกุยจึงตอบว่า ทหารเราก็น้อยที่จะคิดเข้าเมืองนั้นเหลือสติปัญญาเรา ท่านจงช่วยคิดอ่านให้เข้าไปในเมืองได้ เราได้เป็นเจ้าเมืองจะตั้งให้ท่านเป็นที่ขุนนางผู้ใหญ่ ถ้าท่านทำผิดจนถึงสามครั้งเราก็จะไม่ทำโทษท่าน ฮุยเลียงฮูจึงว่าข้าพเจ้าจะไปปรึกษานางขงกีดูก่อน ก็ลากลับมาแจ้งความกับนางขงกีทุกประการ

นางขงกีได้ฟังดังนั้น จึงจัดเสื้อกางเกงสำหรับที่แต่งตัวผู้หญิงพร้อมทุกสิ่ง แล้วมอบให้ฮุยเลียงฮูไปให้กวยกุยปลอมเข้ามาในเมืองอย่าให้ใครจำได้ จึงสั่งเจียคึดเมงเอียมให้คุมเกวียนไปรับกวยกุยฮุยเลียงฮู เจียคึดเมงเอียมก็ลามาทำตามนางขงกีสั่งทุกประการ ครั้นมาถึงเมืองเซกจึงเข้าไปหากวยกุยแล้วแจ้งความตามอุบายนางขงกี กวยกุยได้ฟังดังนั้นยินดีนัก ก็แต่งตัวอย่างสตรีขึ้นเกวียนรีบมาทั้งกลางวันกลางคืน พอถึงเมืองเป็นเวลาพลบคํ่า นายประตูหาทันสงสัยไม่ กวยกุยก็ขับเกวียนเข้าไปในเมืองได้โดยง่าย ครั้นถึงบ้านนางขงกีจึงเข้าไปคำนับซบหน้าลงร้องไห้แล้วว่าบุตรขับข้าพเจ้าเสีย นางขงกีได้ฟังดังนั้นก็พลอยร้องไห้ด้วยแล้วว่า ก๋งจูเตียดบุตรท่านนี้เป็นคนหากตัญญูมิได้ เสียแรงเลี้ยงมาแต่น้อยคุ้มใหญ่ขึ้นก็ไม่คิดคุณบิดา จำจะคิดกำจัดเสียให้จงได้ อนึ่งขงลี้บุตรเรานั้นก็ได้เป็นขุนนางอยู่ในก๋งจูเตียด ก๋งจูเตียดรักใคร่เป็นอันมาก ถ้าขงลี้ช่วยคิดอ่านการที่จะกำจัดก๋งจูเตียดคงจะสำเร็จโดยง่าย เราจะเรียกมาว่ากล่าวเกลี้ยกล่อมให้ยอมเข้ากับเราจงได้ แล้วจึงให้กวยกุยขึ้นไปซ่อนอยู่บนหอสูงหวังมิให้ใครรู้แยบคาย

ขณะนั้นโอยซุดก๋งแต่งโต๊ะเสพสุราเล่นอยู่ที่ว่าราชการปรึกษาถึงขงลี้ จึงให้ไปเรียกขงลี้มากินโต๊ะพูดจากันเล่นตามสบาย ครั้นอิ่มแล้วขงลี้ก็ลากลับมาบ้าน นางขงกีรู้ว่าขงลี้กลับมาจึงให้คนไปเรียกขึ้นมาบนตึก แล้วอุบายถามว่าแซ่ข้างบิดามารดาทั้งสองฝ่ายนี้ เจ้าเห็นว่าแซ่ข้างผู้ใดจะสนิทกว่ากัน ขงลี้คำนับแล้วจึงว่า พี่น้องฝ่ายข้างบิดานั้นก็เรียกว่าลุงและอา ข้างมารดาก็เรียกว่าป้าน้าก็สนิทเหมือนกัน ถ้าแม้นผู้ใดกระทำทุจริตให้ผิดธรรมเนียมไป ข้าพเจ้าหาสู้ชอบไม่ นางขงกีจึงตอบว่า ถ้าใจของเจ้าเหมือนถ้อยคำที่ว่าจริงแล้ว โอยซุดก๋งเป็นคนอกตัญญูต่อบิดาหาดีไม่ เหตุใดเจ้าจึงไม่กำจัดเสีย แล้วออกไปรับกวยกุยผู้น้ามาเป็นเจ้าเมืองเล่า ขงลี้ได้ฟังมารดาว่าดังนั้นหาสู้ชอบไม่จึงว่า โอยเลงก๋งเมื่อจะตายนั้นสั่งไว้ว่าอย่าให้เอากวยกุยมาเป็นเจ้า ให้เอาก๋งจูเตียดขึ้นเป็นเจ้าเมือง ขุนนางทั้งปวงก็ทำตาม โอยเลงก๋งสั่งไว้ใช่ข้าพเจ้าจัดแจงนั้นหามิได้ ว่าแล้วก็ลงจากตึกเดินไปบ้าน นางขงกีจึงใช้ให้เมงเอียมเจียคึดไปตามขงลี้กลับมาก็พาขึ้นไปหากวยกุยบนหอสูง แล้วนางขงกีจึงว่ากับบุตรว่าทำไมเจ้าไม่คำนับน้าชายเล่า ขงลี้ก็คุกเข่าลงคำนับ นางขงกีจึงถามว่าเจ้าจะยอมเข้าด้วยน้าหรือ หรือจะคิดประการใด ขงลี้ขัดมารดามิได้ก็ยอมว่าจะเข้าด้วย นางขงกีจึงให้เอาเลือดไก่มาปนกับสุราให้กวยกุยขงลี้กิน แล้วสาบานว่าจะเป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวกันจนหาชีวิตไม่ นางขงกีจึงสั่งเมงเอียมเจียคึดคุมตัวขงลี้ไว้อย่าให้กลับไปบ้านได้ แล้วก็ลงมาสั่งฮุยเลียงฮูให้ไปบอกนายทหารของขงลี้ว่า ขงลี้สั่งให้ตัวท่านคุมทหารไปจับเจ้าเมืองฆ่าเสีย ฮุยเลียงฮูก็ไปบ้านขงลี้บอกกับนายทหารตามคำนางขงกีสั่งทุกประการ นายทหารก็เชื่อมิได้สงสัย ฮุยเลียงฮูก็พาทหารทั้งปวงไปล้อมที่อยู่โอยซุดก๋งเข้าไว้

โอยซุดก๋งกำลังเมาสุรานอนอยู่ในห้อง ได้ยินเสียงอื้ออึงยังไม่รู้ประการใด จึงถามคนสนิทแจ้งว่ามีคนมาล้อมบ้าน จึงสั่งให้ไปเรียกขงลี้เข้ามา จออิวจึงบอกว่าคนซึ่งมาล้อมที่อยู่ท่านนั้นข้าพเจ้าจำหน้าได้อยู่ว่าทหารของขงลี้ เหตุใดท่านให้เรียกมาช่วยอีกเล่า โอยซุดก๋งได้ฟังดังนั้นตกใจนัก จึงจัดแจงสิ่งของเงินทองบรรทุกเกวียนจนสิ้นเสร็จแล้ว ก็อพยพครอบครัวเปิดประตูข้างทิศตะวันออกหนีไปอยู่เมืองฬ่อ ฮุยเลียงฮูรู้ว่าเจ้าเมืองหนีไปแล้วก็กลับมาบอกนางขงกี นางขงกีแจ้งดังนั้นยินดีนักก็ตั้งกวยกุยขึ้นเป็นเจ้าเมืองชื่อโอยจงก๋ง โอยจงก๋งจึงปรึกษาการบ้านเมืองด้วยขงลี้อยู่บนหอสูง

ฝ่ายขุนนางทั้งปวงครั้นเกิดวุ่นวายขึ้นในเมืองต่างคนก็แยกออกเป็นสองฝ่าย ที่เข้าอยู่ด้วยกวยกุยก็ทำราชการ ที่มิเข้าด้วยก็ตามโอยซุดก๋งไปเมืองฬ่อ ขณะนั้นจูฬ่อซึ่งเป็นลูกศิษย์ของจูมาเป็นขุนนางนายทหารอยู่เมืองโอยไปเที่ยวหาเพื่อนเล่นอยู่นอกเมือง ครั้นเวลาบ่ายก็กลับมาพบเกาซาที่กลางทางจึงถามว่าท่านจะไปไหน เกาซาได้ฟังดังนั้นจึงเล่าความที่เกิดขึ้นในเมืองให้ฟังทุกประการ แล้วบอกว่าท่านอย่าเข้าไปในเมืองเลยจงไปด้วยเราเถิด จูฬ่อแจ้งดังนั้นตกใจนัก จึงว่าข้าพเจ้าจะเข้าไปฟังในเมืองดูก่อน แล้วเดินมาเห็นประตูปิดจึงร้องถามเข้าไปว่าเวลายังไม่คํ่ามืดเหตุใดจึงปิดประตูดังนี้ กงซุนกํ้าซึ่งรักษาประตูอยู่ครั้นได้ยินเสียงก็จำได้ว่าจูฬ่อจึงร้องตอบไปว่า โอยซุดก๋งหนีไปแล้วท่านจะเข้ามานี้ธุระประการใด จูฬ่อจึงว่า เราอยากจะเข้าไปดูหน้าคนที่ไม่มีกตัญญูต่อเจ้า ท่านจงเปิดประตูให้เราโดยเร็ว ขณะนั้นพอชาวเมืองผู้หนึ่งจะเปิดประตูออกไปกงซุนกํ้ามิได้ห้าม ห้ามแต่คนที่จะเข้ามาด้วยกลัวจะวุ่นวายขึ้น จูฬ่อครั้นเห็นคนเปิดประตูออกมาก็เบียดตัวหลีกเข้าไปในเมืองได้ จึงมายังนางขงกีแจ้งว่าขงลี้อยู่บนหอสูง ก็รีบมาตามเห็นประตูปิดอยู่จึงร้องขึ้นไปว่า ข้าพเจ้าชื่อจูฬ่อจะมาถามว่าเหตุใดท่านจึงคิดทำอย่างนี้ จงลงมาหาข้าพเจ้าหน่อยหนึ่งเถิด ขงลี้ได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่าจูฬ่อเห็นจะโกรธเรา ถ้าลงไปก็จะทำอันตรายกัปเราเป็นมั่นคง ก็นิ่งเสียหาตอบประการใดไม่ จูฬ่อยืนคอยอยู่ไม่เห็นขงลี้ลงมาก็โกรธนัก จึงร้องขึ้นไปว่าท่านไม่ลงมาเราจะเอาไฟเผาหอสูงนี้เสีย

โอยจงก๋งได้ยินดังนั้นตกใจกลัวจะตายด้วย จึงสั่งเจียคึดเมงเอียมว่า ท่านจงไปรบด้วยจูฬ่อคิดฆ่าเสียให้จงได้ เจียคึดเมงเอียมก็คำนับลงมาจัดแจงแต่งตัว ถือทวนเปิดประตูลงไปรบด้วยจูฬ่อได้สี่สิบเพลง จูฬ่อผู้เดียวอ่อนกำลังลง เจียคึดก็ปัดเอากระบี่ที่มือจูฬ่อกับหมวกที่ใส่นั้นก็ตกลง เมงเอียมก็เอาทวนแทงจูฬ่อล้มตายลง เจียคึดเมงเอียมก็กลับมาแจ้งความแก่โอยจงก๋ง โอยจงก๋งยินดีนัก จึงชวนพวกพ้องเข้าไปยังที่ว่าราชการ จึงให้ทหารไปรับครอบครัวที่เมืองเซกเข้ามาพร้อมกันแล้วจึงตั้งก๋งจูจิบบุตรที่สองนั้นเป็นที่ไทจู ให้ฮุยเลียงฮูเป็นไจเสียงขุนนางผู้ใหญ่ แล้วปูนบำเหน็จทหารที่มีความชอบพอสมควร

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ